ข่าวการเมืองล่าสุด

สว.อิสระ ฉะวุฒิสภา ยกเลิก MOU 43-44

“หมอเปรม” นำ สว.อิสระ แถลงฉะวุฒิสภาทำงานรับลูกพรรคการเมือง ลักหลับชงญัตติยกเลิก MOU 43-44 ยันไม่ร่วมสังฆกรรม พ้อ สว.ข้างน้อยยื่นร้องถอดถอน สว. ประธานวุฒิฯ ดึงเช็งรั้งเรื่อง 3 วัน

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 25 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่มอิสระ นำโดย นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ พร้อม น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ และนายเศรณี อนิลบล ร่วมแถลงถึงกรณีการบรรจุระเบียบวาระการประชุมเพื่อพิจารณาญัตติขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543-2544 ของวุฒิสภา เพื่อแก้ไขปัญหาข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมี พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สว. ในฐานะประธาน กมธ.การทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา เป็นผู้เสนอ

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า การบรรจุญัตติดังกล่าวเปรียบเสมือนการลักหลับเพื่อน สว.ที่ไม่เคยรู้มาก่อน เพราะสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ได้มีญัตติดังกล่าวบรรจุอยู่ในระเบียบวาระการประชุมที่ทราบว่าจะมีการเสนอในวันที่ 26 สิงหาคมนี้ แต่กลับเพิ่งมีการบรรจุญัตตินี้เข้ามาเมื่อช่วงเช้าวันที่ 25 สิงหาคม ซึ่งกลุ่ม สว.อิสระพิจารณาแล้วเห็นว่า มีข้อสังเกต คือสัปดาห์ที่ผ่านมาสภาผู้แทนราษฎรได้มีการเสนอญัตตินี้โดยนายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย เป็นผู้เสนอญัตติเข้าสู่ที่ประชุมระเบียบวาระการประชุมสภา แต่มีการสั่งปิดการประชุมสภาไปก่อนเข้าสู่วาระการประชุมญัตตินี้ เมื่อพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้จึงมีการมาเสนอในวุฒิสภาแบบฉุกเฉิน เร่งด่วน ที่ตนเรียกว่าลักหลับ ที่รับลูกจากสภาผู้แทนราษฎร เพราะมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า เหมือนที่ผ่านมาวุฒิสภาเคยตั้ง กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจร หรือ เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ (Entertainment Complex) ก่อนปิดสมัยประชุมรัฐสภาในสมัยที่ผ่านมา ขณะที่รัฐบาลได้ถอนเรื่องดังกล่าวออกจากญัตติการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรออกไปแล้ว แต่วุฒิสภาก็ยังเดินหน้าตั้ง กมธ.วิสามัญขึ้นมาศึกษาเรื่องดังกล่าวจนแล้วเสร็จ และส่งเรื่องให้รัฐบาลพิจารณา แต่รัฐบาลถอนเรื่องไปแล้ว ถามว่าแล้วรัฐบาลจะพิจารณาไปเพื่ออะไร เป็นต้น เป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณของวุฒิสภา ตนมองว่าเป็นการทำงานที่ใช้วุฒิสภาไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน แต่เป็นประโยชน์กับพรรคการเมืองบางพรรคหรือไม่ ซึ่งพอมาเป็นฝ่ายค้านก็คาดว่าจะมีเรื่องร้องเข้ามาในวุฒิสภาอย่างนี้เรื่อยๆ โดยอ้างว่าเพื่อศึกษาเรื่องต่างๆ แต่หวังให้มีผลกระทบไปถึงรัฐบาล

“การที่จะเสนอญัตติลักหลับในวันพรุ่งนี้ (26 สิงหาคม 2568) ก็เสมือนเป็นการเตะฟรีคิกรัฐบาลที่ไม่มีเหตุอันควร เพราะ MOU 43 และ 44 มีเหตุผลทางวิชาการที่รัฐบาลจะเป็นคนเพิกถอนหรือไม่อย่างไร ก็มีส่วนการศึกษาที่มีผลกระทบเกิดขึ้นอยู่แล้ว แต่การเสนอญัตติเข้าที่ประชุมวุฒิสภาปุ๊บและรับลูกปั๊บ ขณะที่เทียบกับกรณีที่มีการยื่นเรื่องให้ประธานวุฒิสภาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญถอดถอน สว. แต่ประธานวุฒิสภากลับดึงเรื่องไว้ถึง 3 วัน มีกลวิธีใต้ดินที่ผมเรียกว่าเป็นวิชามาร จนมีสมาชิกไปถอนรายชื่อ ทำให้ญัตติตกไปเพราะสมาชิกไม่ครบตามจำนวนคือ 20 คน หรือเทียบกับกรณี สว.เสียงข้างมาก ยื่นถอดถอนนายกฯ ยื่นเช้าประธานวุฒิสภาส่งศาลรัฐธรรมนูญบ่าย แต่ทีเรื่องของ สว.อิสระ กลับได้รับการปฏิบัติคนละแบบ”

เมื่อถามว่าในวันที่ 26 สิงหาคม หากมีการยื่นญัตติดังกล่าวเข้าพิจารณาในที่ประชุมวุฒิสภา สว.อิสระ จะร่วมอยู่พิจารณาด้วยหรือไม่ นพ.เปรมศักดิ์ ระบุ ชัดเจนว่าเรื่องนี้ทำเพื่อประชาชนหรือเพื่อเกมการเมืองกันแน่ เพราะจากประสบการณ์ที่ตนเคยเป็น สส. และ สว. เคยยื่นญัตติเพื่อตั้ง กมธ.วิสามัญประเด็นต่างๆ ดังนั้นตนจะไม่ร่วมการพิจารณาเรื่องดังกล่าว เพราะมองไม่เห็นประโยชน์ที่จะร่วมสังฆกรรมในกรณีดังกล่าว

ทางด้าน นายเศรณี กล่าวว่า ตั้งแต่สมัยที่เราเริ่มต้นทำหน้าที่ สว. เมื่อปีที่แล้ว เกิดอุทกภัยน้ำท่วม ต่อมาก็ได้เกิดน้ำแล้งในหลายพื้นที่ ตนและ นพ.เปรมศักดิ์ ร่วมกันเสนอญัตติเพื่อขอให้วุฒิสภาตั้ง กมธ.วิสามัญขึ้นมาศึกษาการแก้ปัญหาดังกล่าวซ้ำซาก แต่ก็ไม่ได้การตอบสนองจาก สว.เสียงข้างมาก และ สว.เสียงส่วนใหญ่ก็คัดค้านว่าไม่มีงบประมาณเพียงพอ ทั้งที่เป็นต้นปีงบประมาณ จึงเป็นเพียงแค่การกล่าวอ้าง ชี้ให้เห็นว่ามีการเล่นพรรคเล่นพวกโดยไม่ได้คิดถึงผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง.

สว.อิสระ ฉะวุฒิสภา ยกเลิก MOU 43-44

สว.อิสระ มองการยกเลิก MOU 43-44 เป็นอย่างไร

จากกรณีที่ สว.อิสระ ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับการพิจารณาญัตติยกเลิก MOU 43-44 ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า การกระทำดังกล่าวมีความเหมาะสมหรือไม่ และการดำเนินการดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างไร การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราเข้าใจถึงสถานการณ์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้ดียิ่งขึ้น

การที่ สว.อิสระออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของวุฒิสภาในเรื่องการพิจารณาญัตติยกเลิก MOU 43-44 แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งและความคิดเห็นที่แตกต่างกันภายในวุฒิสภา ซึ่งเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม การที่ สว. ออกมาแสดงความเห็นในเรื่องนี้ อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของวุฒิสภาได้

การยกเลิก MOU 43-44 เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อน การพิจารณาเรื่องนี้จึงต้องใช้ความรอบคอบและพิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และผลกระทบต่อประชาชน

ประเด็นเรื่องยกเลิก MOU 43-44 ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันในสังคม และยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน การติดตามข่าวสารและข้อมูลจากหลายแหล่ง จะช่วยให้เราเข้าใจถึงประเด็นนี้อย่างรอบด้าน และสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างมีเหตุผล

ที่มา – สว.อิสระ แถลงฉะวุฒิสภา ทำงานรับลูกพรรคการเมือง ลักหลับชงญัตติยกเลิก MOU 43-44

ผลโพลค้าน “ทหารนั่งเก้าอี้นายกฯ” จริงหรือ?

ผลสำรวจล่าสุดจากสถาบันวิทยาการจัดการแห่งแปซิฟิคชี้ให้เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 68.1% **ไม่เห็นด้วยกับการที่ “ทหารนั่งเก้าอี้นายกฯ”** พร้อมทั้งมองว่าทหารควรมุ่งเน้นการร่วมมือนานาชาติด้านความมั่นคง ปกป้องอธิปไตย และรักษาความสงบภายในประเทศ นี่เป็นประเด็นที่น่าสนใจและสะท้อนถึงความคิดเห็นของประชาชนในปัจจุบัน

ผลโพลค้าน “ทหารนั่งเก้าอี้นายกฯ”

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 สถาบันวิทยาการจัดการแห่งแปซิฟิคได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจำนวน 1,500 คนจากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ โดยทำการสำรวจเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ประเด็นหลักของการสำรวจคือบทบาทหน้าที่ของทหารและความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คำถามสำคัญที่ถูกถามคือ ความเห็นด้วยหรือไม่กับการที่**ทหารจะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี** ผลลัพธ์ที่ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า:

  • 68.1% ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง
  • 27.6% ยังไม่แน่ใจ
  • 4.3% เห็นด้วยอย่างยิ่ง

จากข้อมูลนี้ เราสามารถสรุปได้ว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับการเข้ามามีบทบาททางการเมืองของทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตำแหน่งที่สำคัญอย่างนายกรัฐมนตรี

หน้าที่หลักของทหารในมุมมองของประชาชน

นอกจากประเด็นเรื่องตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว การสำรวจยังได้สอบถามถึงหน้าที่หลักของทหารในมุมมองของประชาชน ซึ่งได้ผลลัพธ์ดังนี้:

  • 19.9% ร่วมมือกับนานาชาติด้านความมั่นคงและการรักษาสันติภาพ
  • 19% ปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติจากภัยคุกคามภายนอก
  • 18.7% รักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ
  • 11% ช่วยเหลือประชาชนในยามภัยพิบัติหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน
  • 10.7% สนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ
  • 9.1% ป้องกันและปราบปรามการก่อการร้ายภัยความมั่นคง
  • 7.9% สนับสนุนภารกิจทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม
  • 1.7% สนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
  • 1.9% อื่นๆ

จะเห็นได้ว่า ประชาชนมองว่าบทบาทหลักของทหารควรเน้นไปที่การรักษาความมั่นคงของชาติ การร่วมมือกับนานาชาติ และการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ ในขณะที่บทบาทด้านอื่นๆ เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน ยังมีความสำคัญรองลงมา

คำถามที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งคือ ความคิดเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันทหารกับประชาธิปไตย ผลสำรวจพบว่า:

  • 36% ตอบว่าได้ แต่ทหารต้องลดอำนาจ
  • 29.1% ได้อย่างสมดุล
  • 22.1% ไม่ได้โดยธรรมชาติ
  • 12.8% ไม่มีความเห็น

ผลสำรวจนี้บ่งชี้ว่า ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อว่าสถาบันทหารและประชาธิปไตยสามารถอยู่ร่วมกันได้ แต่ทหารจำเป็นต้องลดบทบาทและอำนาจทางการเมืองลง เพื่อให้ประชาธิปไตยสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ และจากผลโพลนี้เองที่ทำให้เราต้องกลับมาพิจารณาถึงความเหมาะสมของการที่ **“ทหารนั่งเก้าอี้นายกฯ”**

โดยสรุปแล้ว ผลการสำรวจนี้สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองของทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ประชาชนส่วนใหญ่มองว่าทหารควรมุ่งเน้นไปที่การรักษาความมั่นคงของชาติและการสนับสนุนประชาธิปไตยมากกว่าที่จะเข้ามามีบทบาทในการบริหารประเทศโดยตรง และผลโพลนี้แสดงให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ **ไม่เห็นด้วยกับการที่ “ทหารนั่งเก้าอี้นายกฯ”**

ที่มา – ผลโพลค้าน “ทหารนั่งเก้าอี้นายกฯ” มองควรร่วมมือนานาชาติด้านความมั่นคง-ปกป้องอธิปไตย

ปลัด มท. ยัน “หลวงพ่ออลงกต” คนละเลขบัตรประชาชน

ปลัด มท. ยันเลขบัตรประชาชน “หลวงพ่ออลงกต” กับ “นายอลงกต” คนละเลขกัน กระทรวงมหาดไทยสั่งตรวจสอบเพิ่มเติมกรณีเลขบัตรประชาชนของหลวงพ่ออลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ตรงกับของนายอลงกต พลมุข ข้าราชการกรมชลประทานที่เสียชีวิตไปแล้ว โดยยืนยันว่าทั้งสองเป็นคนละคนกัน

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ถึงกรณีดังกล่าวว่า สำนักบริหารทะเบียน กรมการปกครอง ยืนยันว่าเลขบัตรประจำตัวประชาชนของแต่ละบุคคลจะไม่ซ้ำกัน และได้ชี้แจงต่อสื่อมวลชนแล้วว่า เลขบัตรประชาชนของ “หลวงพ่ออลงกต” กับ “นายอลงกต” คนละเลขกัน โดยหลวงพ่ออลงกต นามสกุลเดิม พูลมุข (มีสระอู) ขณะที่นายอลงกต พลมุข (ไม่มีสระอู) ที่เสียชีวิตไปแล้ว เป็นคนละคนกันอย่างแน่นอน ทำให้เลขบัตรประจำตัวประชาชนก็แตกต่างกันด้วย ซึ่งเป็นหลักฐานทางทะเบียนที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ยังต้องตรวจสอบคือ การนำเลขบัตรประจำตัวประชาชนไปทำธุรกรรมของธนาคาร ซึ่งต้องตรวจสอบว่าเหตุใดจึงมีการใช้เลขบัตรของผู้เสียชีวิต ปลัดกระทรวงมหาดไทยกล่าวว่า ได้สั่งการให้กรมการปกครองตรวจสอบในส่วนที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความกระจ่าง และคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์จึงจะทราบผล

ทั้งนี้ ปลัด มท. ยันเลขบัตรประชาชน “หลวงพ่ออลงกต” กับ “นายอลงกต” คนละเลขกัน โดยยืนยันว่าหลวงพ่ออลงกต ซึ่งเกิดในปี พ.ศ. 2503 และนายอลงกต ที่เกิดในปี พ.ศ. 2505 เป็นคนละคนกันอย่างแน่นอน และเลขบัตรประจำตัวประชาชนก็แตกต่างกัน

หลวงพ่ออลงกต

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงกรณีที่ข้อมูลของหลวงพ่ออลงกต ตั้งแต่ปี 2503 จนถึงปี 2552 ไม่ปรากฏในทะเบียนราษฎร์ แต่มีการนำเลขบัตรประชาชนไปใช้ทำธุรกรรมหรือออกหนังสือราชการ ซึ่งอาจมีความผิด ปลัดกระทรวงมหาดไทยตอบว่า เป็นเลขบัตรประจำตัวประชาชนเดิมที่ทำไว้ตั้งแต่มีการทำบัตรประชาชน แต่จะให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ หากพบข้อผิดพลาดหรือไม่ถูกต้อง ก็จะดำเนินการตามกฎหมาย

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องกองทุนอาทรประชานาถของวัดพระบาทน้ำพุ ที่อาจมีการนำเลขบัตรประชาชนของผู้เสียชีวิตไปเปิดเป็นพร้อมเพย์ ซึ่งนายอรรษิษฐ์ระบุว่า ต้องตรวจสอบว่าเหตุใดจึงใช้เลขของผู้เสียชีวิต เนื่องจากเลขของหลวงพ่ออลงกตนั้นเป็นคนละเลขกัน และต้องตรวจสอบผู้ที่นำไปใช้ เนื่องจากยังไม่แน่ใจว่าผู้ที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการอย่างไร

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงมาขอข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทยหรือไม่ นายอรรษิษฐ์ตอบว่า กรมการปกครองเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ และน่าจะดำเนินการในเรื่องนี้อยู่ ซึ่งหากมีความคืบหน้าก็จะมีการรายงานมายังกระทรวงมหาดไทยต่อไป

ปลัด มท. ยันเลขบัตรประชาชน “หลวงพ่ออลงกต” กับ “นายอลงกต” คนละเลขกัน

กรณีนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล การตรวจสอบข้อเท็จจริงจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้เกิดความกระจ่างและเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทางกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและโปร่งใส

ข้อควรระวังเกี่ยวกับการใช้เลขบัตรประชาชน

จากกรณีนี้ เราได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของการรักษาข้อมูลส่วนตัว โดยเฉพาะเลขบัตรประชาชน ซึ่งเป็นข้อมูลที่ละเอียดอ่อนและอาจถูกนำไปใช้ในทางมิชอบได้ เราจึงควรระมัดระวังในการให้ข้อมูลส่วนตัวแก่ผู้อื่น และตรวจสอบให้แน่ใจว่าข้อมูลของเราถูกนำไปใช้อย่างถูกต้อง

ปลัด มท. ยันเลขบัตรประชาชน “หลวงพ่ออลงกต” กับ “นายอลงกต” คนละเลขกัน เรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่าทุกข้อมูลต้องได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียด แม้ว่าจะเป็นข้อมูลที่ดูเหมือนจะชัดเจนแล้วก็ตาม การตรวจสอบซ้ำและการยืนยันข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้จึงเป็นสิ่งสำคัญ

สรุปได้ว่า กระทรวงมหาดไทยกำลังเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดเกี่ยวกับกรณีเลขบัตรประชาชนของหลวงพ่ออลงกต และจะดำเนินการตามกฎหมายหากพบว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้น

ที่มา – ปลัด มท. ยันเลขบัตรประชาชน “หลวงพ่ออลงกต” กับ “นายอลงกต” คนละเลขกัน

7 จังหวัดชายแดนปกติ! สมช. ถกโดรน-แรงงาน

รัฐบาลเผยสถานการณ์ 7 จังหวัดชายแดนปกติชายแดนไทย-กัมพูชาปกติ ทหารตรึงกำลังเฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง ขณะที่บ่ายนี้ สมช. ประชุมกรณีโดรนรุกล้ำอธิปไตย แรงงานกัมพูชาในไทย-กลับเข้าไทย

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 25 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) สรุปสถานการณ์ 7 จังหวัดชายแดนปกติ 11 จุด ใน 7 จังหวัดว่ายังคงปกติ โดยกองทัพไทยยังคงตรึงกำลังและเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง ขณะที่สถานการณ์โดยรวมตรวจพบความเคลื่อนไหวทหารฝ่ายกัมพูชาในบางพื้นที่ โดยปัจจุบันทั้ง 2 ฝ่ายยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง ทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้จัดกำลังพลประจำจุดและเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติการตอบโต้ตามสถานการณ์

สำหรับช่วงบ่ายวันนี้ นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (เลขาธิการ สมช.) จะเป็นประธานการประชุมศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 30/2568 ณ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ทำเนียบรัฐบาล โดยมีหารือแนวทางการบริหารจัดการแรงงานกัมพูชาในไทย และแรงงานกัมพูชาที่จะเดินกลับเข้าทำงานในประเทศไทย รวมทั้งมาตรการปฏิบัติต่อโดรนที่ยังละเมิดอธิปไตยของไทย และรับทราบความก้าวหน้าการเยียวยาประชาชนและในทุกมิติ

สถานการณ์ 7 จังหวัดชายแดนปกติ

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของประเทศ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาและป้องกันเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น การประชุมของ สมช. ในวันนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการหารือแนวทางและมาตรการที่เหมาะสม เพื่อรับมือกับความท้าทายต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดน

ประเด็นที่น่าสนใจในการประชุมครั้งนี้ ได้แก่

  • การบริหารจัดการแรงงานกัมพูชา: การดูแลแรงงานข้ามชาติเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่าพวกเขาได้รับการคุ้มครองสิทธิ์และปฏิบัติอย่างเป็นธรรม นอกจากนี้ ยังต้องมีมาตรการป้องกันการค้ามนุษย์และการแสวงหาผลประโยชน์จากแรงงาน
  • มาตรการต่อโดรนรุกล้ำ: การที่โดรนบินรุกล้ำอธิปไตยของไทยถือเป็นภัยคุกคามที่ต้องจัดการอย่างจริงจัง การกำหนดมาตรการที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพจะช่วยป้องกันการกระทำดังกล่าวในอนาคต
  • การเยียวยาประชาชน: การช่วยเหลือและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างขวัญกำลังใจให้กับประชาชน

ความสำคัญของสถานการณ์ 7 จังหวัดชายแดนปกติ

การที่สถานการณ์ 7 จังหวัดชายแดนปกติมีความสงบเรียบร้อยนั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของพื้นที่ชายแดน รวมถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ การรักษาความสงบและความมั่นคงจึงเป็นภารกิจที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ การแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายจะช่วยให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

การพัฒนาพื้นที่ชายแดนให้มีความเจริญก้าวหน้าและความมั่นคงนั้น เป็นเป้าหมายที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมการท่องเที่ยว และการสร้างงานสร้างรายได้ จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

การติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์ชายแดนอย่างใกล้ชิด รวมถึงการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้มั่นใจว่าพื้นที่ชายแดนมีความปลอดภัยและสงบเรียบร้อย การมีระบบการแจ้งเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ และการฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

ความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการรักษาความสงบและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การประสานงานในการแก้ไขปัญหา และการร่วมมือในการป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ จะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศและส่งผลดีต่อการพัฒนาพื้นที่ชายแดน

ความต่อเนื่องในการดำเนินงานและนโยบายต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม การติดตามและประเมินผลการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้สามารถปรับปรุงและพัฒนาแนวทางการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สถานการณ์บริเวณชายแดนมีความละเอียดอ่อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การมีข้อมูลที่ถูกต้องและทันต่อเหตุการณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อใช้ในการตัดสินใจและกำหนดนโยบายที่เหมาะสม การลงทุนในการพัฒนาระบบข้อมูลและการวิเคราะห์สถานการณ์ จะช่วยให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถรับมือกับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หวังว่าการประชุมของ สมช. จะนำไปสู่แนวทางและมาตรการที่เป็นประโยชน์ต่อการรักษาความสงบและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน รวมถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว

ที่มา – สถานการณ์ 7 จังหวัดชายแดนปกติ สมช. จ่อถกปมโดรนรุกล้ำ-แรงงานกัมพูชาในไทย

“มาริษ” ถึงสวีเดน ซื้อ Grippen แจงเหตุไทย-กัมพูชา

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางถึงสวีเดนเพื่อเป็นสักขีพยานในการลงนามซื้อเครื่องบิน Grippen E/F พร้อมแจงเหตุไทย-กัมพูชา โดยย้ำว่าไทยเพียงแค่ป้องกันตนเอง ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังสวิตเซอร์แลนด์เพื่อชี้แจงกรณีที่กัมพูชาใช้ทุ่นระเบิด

“มาริษ” ถึงสวีเดน เป็นสักขีพยานซื้อเครื่องบิน Grippen E/F พร้อมแจงเหตุไทย-กัมพูชา

วันที่ 24 สิงหาคม 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้สัมภาษณ์ในโอกาสเดินทางเยือนราชอาณาจักรสวีเดนอย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของ นางมารีอา มัลเมอร์ สเตเนอร์การ์ด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสวีเดน เพื่อเป็นสักขีพยานในการลงนามซื้อเครื่องบินรบ Grippen E/F ของกองทัพอากาศ กับบริษัท Saab ว่า จะใช้โอกาสนี้พูดคุยทำความเข้าใจสถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาด้วย เพราะสวีเดนเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ให้ความสำคัญเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นอย่างมาก

ดังนั้น จะใช้โอกาสนี้ยืนยันว่ามาตรการต่างๆ ที่ประเทศไทยใช้ในการแก้ปัญหากัมพูชาตั้งแต่แรกเริ่ม มุ่งเน้นการใช้การเจรจาสองฝ่ายหรือทวิภาคี หลีกเลี่ยงการใช้กำลัง และแสดงความต้องการแก้ปัญหาชายแดนไทยกัมพูชาโดยสันติและจริงใจ โดยเตรียมหลักฐานเพื่อนำมาชี้แจงให้รับฟังด้วย การที่เราถูกกัมพูชาละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน ทำให้เราต้องตอบโต้เพื่อป้องกันตนเอง ตามมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ เพื่อให้เขาสบายใจว่าการปฏิบัติการทางทหารของเราสอดคล้องกับนโยบายด้านการต่างประเทศ เราเป็นประเทศที่รักสันติ เราทำทุกอย่างตามกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติ

มาริษ เสงี่ยมพงษ์

ทั้งนี้ ตนมุ่งหน้าเดินสายเพื่อชี้แจงกับทุกประเทศว่า การใช้กำลังทางทหารของเราได้สัดส่วนกับความเป็นจริงและไม่มีเป้าหมายเพื่อทำลายล้าง หลักฐานทุกอย่างยืนยันว่าประเทศไทยปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ ข้อตกลงระหว่างประเทศ และกฎบัตรของสหประชาชาติ

ไทยย้ำ! ใช้ Grippen ป้องกันตนเอง แจงเหตุไทย-กัมพูชา

“อาวุธที่เราใช้ ยืนยันได้ว่าเราทำเพื่อป้องกันตัวเอง ขณะที่กัมพูชาใช้อาวุธเพื่อโจมตีระยะไกล ไม่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นการโจมตีเป้าหมายทางพลเรือน รวมถึงการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล การปฏิบัติการสงครามข่าวสาร ใช้ความเห็นสาธารณะ ชวนเชื่อทัศนคติของสังคมให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายประเทศยอมรับไม่ได้” นายมาริษกล่าว

การเยือนสวิตเซอร์แลนด์

ขณะเดียวกัน นายมาริษ ยังกล่าวด้วยว่า หลังการเยือนสวีเดนแล้วตนจะเดินทางไปเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในวันที่ 26 สิงหาคม 2568 โดยมีเป้าหมายหลักไปชี้แจงให้กับประเทศกลุ่มสัญญาอนุภาคีให้เข้าใจสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ซึ่งกัมพูชาใช้ยุทธศาสตร์ของการใช้วัตถุระเบิดสังหารบุคคล ที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และอนุสัญญาออตตาวา อีกทั้งในโอกาสนี้จะพบกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทุ่นระเบิดสังหาร การละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยการโจมตีเป้าหมายพลเรือน ของกัมพูชา รวมทั้งการใช้โซเชียลมีเดีย ซึ่งเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ก็ได้ออกมาพูดชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยอย่างมาก และไม่สนับสนุนให้มีการใช้สงครามข่าวสาร ในการต่อสู้โดยใช้พลเรือนเป็นตัวกระทำให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างกัน โดยในโอกาสนี้ตนจะได้พบปะกับประธาน ICRC จะได้อธิบาย ทั้ง 2 ประการเหล่านี้ เพราะ ICRC เป็นองค์กรหลักที่ดูกฎหมายระหว่างประเทศ

จากการดำเนินการที่ผ่านมา ทำให้ประชาคมโลกได้เข้าใจในความตั้งใจของรัฐบาลไทยว่าเราเป็นประเทศที่รักสันติ จะเห็นได้ว่าการปฏิบัติการทางทหารไม่ได้ถูกประเทศไหนตำหนิเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนได้เดินสายที่ทุกประเทศเข้าใจว่าการใช้มาตรการทางของเราเป็นการตอบโต้ตามสัดส่วนความเป็นจริง ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะทำลายล้างฝ่ายพลเรือน ดังนั้น สิ่งที่ตนเตรียมมาชี้แจงถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่จะทำให้ประชาคมโลกเข้าใจ ถึงแนวทางและท่าทีของประเทศไทย ซึ่งดำเนินการทุกอย่างสอดคล้องกับความตกลงระหว่างประเทศกฎหมายระหว่างประเทศ.

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การที่รัฐบาลไทยแสดงความโปร่งใส พร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาคมโลก ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและรักษาผลประโยชน์ของชาติ

ที่มา – “มาริษ” ถึงสวีเดน เป็นสักขีพยานซื้อเครื่องบิน Grippen E/F พร้อมแจงเหตุไทย-กัมพูชา

รมว.เกษตรฯ สั่งเฝ้า 24 ชม. รับมือ “พายุคาจิกิ”

“อรรถกร” รมว.เกษตรฯ สั่งระดมกำลังเฝ้าน้ำ 24 ชม. รับมือ “พายุคาจิกิ” กำชับกรมชลฯ พร่องน้ำเขื่อน-ระบายน้ำให้เป็นระบบ แจ้งข่าวประชาชน ลดความเสียหายพื้นที่ท้ายน้ำและพื้นที่การเกษตร

เมื่อเวลา 16.50 น. วันที่ 24 สิงหาคม 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงสถานการณ์พายุโซนร้อนคาจิกิ (KAJIKI) จากอิทธิพลดังกล่าวจะทำให้ในช่วงวันที่ 24-27 สิงหาคมนี้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคเหนือ จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ ว่า ตนได้กำชับให้กรมชลประทานเตรียมรับมือ “พายุคาจิกิ” สถานการณ์น้ำหลาก น้ำท่วมขัง ดินโคลนถล่ม รวมถึงน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่เสี่ยงภัยเดิม ได้แก่ น่าน, พะเยา, แพร่, บึงกาฬ, หนองคาย, เลย และจังหวัดใกล้เคียงที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากพายุคาจิกิ

นายอรรถกร กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้ทางกรมชลประทานได้พร่องน้ำจากเขื่อนและอ่างเก็บน้ำล่วงหน้าไว้แล้ว เพื่อให้สามารถรองรับน้ำฝนที่คาดว่าจะตกลงมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งตรวจสอบและซ่อมแซมอาคารชลประทาน รวมถึงคันกั้นน้ำและประตูระบายน้ำให้พร้อมใช้งาน รวมถึงกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำเพื่อให้ระบายน้ำได้สะดวก พร้อมทั้งจัดเตรียมเครื่องจักรกล และเจ้าหน้าที่ประจำพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน โดยการบริหารจัดการน้ำได้บูรณาการเชื่อมโยงการบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ท้ายน้ำ

รมว.เกษตรฯ สั่งเฝ้า 24 ชม. รับมือ “พายุคาจิกิ”

“ผมได้กำชับให้ทางกรมชลประทานเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำตลอด 24 ชั่วโมง และปรับการระบายน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนอย่างรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์ เพื่อให้ประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่เสี่ยงสามารถเตรียมตัวรับมือได้ทันท่วงที” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าว

สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ขณะนี้มีปริมาณน้ำรวม 50,913 ล้านลูกบาศก์เมตร (คิดเป็น 67% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) สามารถรับน้ำได้อีก 25,593 ล้าน ลบ.ม. โดยเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีเขื่อนหลัก 4 แห่ง ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวมกัน 17,527 ล้าน ลบ.ม. (70% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) สามารถรับน้ำได้อีก 7,344 ล้าน ลบ.ม.

การเตรียมพร้อมรับมือ “พายุคาจิกิ” ของกรมชลประทาน

เพื่อให้การรับมือ “พายุคาจิกิ” เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กรมชลประทานได้ดำเนินการดังนี้:

  • พร่องน้ำจากเขื่อนและอ่างเก็บน้ำล่วงหน้า: เพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำฝนที่คาดว่าจะตกลงมา
  • ตรวจสอบและซ่อมแซมอาคารชลประทาน: เพื่อให้มั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานมีความแข็งแรงและพร้อมใช้งาน
  • กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ: เพื่อให้การระบายน้ำเป็นไปอย่างสะดวกและรวดเร็ว
  • จัดเตรียมเครื่องจักรกลและเจ้าหน้าที่: เพื่อให้สามารถให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน
  • เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำตลอด 24 ชั่วโมง: เพื่อติดตามสถานการณ์และปรับแผนการจัดการน้ำให้เหมาะสม
  • ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชน: เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลและเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์

คำแนะนำสำหรับประชาชนในการรับมือ “พายุคาจิกิ”

เพื่อความปลอดภัยของตนเองและทรัพย์สิน ขอแนะนำให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้:

  • ติดตามข่าวพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด
  • เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น จัดเตรียมสิ่งของจำเป็น และวางแผนอพยพ
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงภัย
  • หากอาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ ให้เตรียมยกสิ่งของขึ้นที่สูง
  • หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ให้ติดต่อหน่วยงานราชการในพื้นที่

การรับมือกับพายุคาจิกิ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้สามารถลดผลกระทบจากภัยพิบัติให้เหลือน้อยที่สุด การเตรียมพร้อมและการรับมืออย่างมีสติจะช่วยให้เราผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้อย่างปลอดภัย

ที่มา – รมว.เกษตรฯ สั่งเฝ้า 24 ชม. รับมือ “พายุคาจิกิ” พร่องน้ำเขื่อน-อ่างเก็บน้ำแล้ว

“สิริพรรณ” เรียกร้อง กดดัน สว. ปลดล็อกอำนาจองค์กรอิสระ

“สิริพรรณ” แนะควรแยก “องค์กรอิสระ – ศาลรัฐธรรมนูญ” ออกจากรัฐธรรมนูญ แก้ปัญหามีอำนาจเกินขอบเขต จนทำให้นักการเมืองจ้องครอบงำแทรกแซง เชื่อหากทำสำเร็จช่วยปลดล็อกได้ระดับหนึ่ง

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 24 ส.ค. 2568 ภายหลังเสร็จสิ้นการเสวนาในหัวข้อ “ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) องค์กรอิสระและศาลรธน.” ศ.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าจะสำเร็จหรือไม่ โดย ศ.สิริพรรณ ระบุว่า วัตถุประสงค์ของการเสวนาวันนี้เป็นความพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้า (แก้เท่าที่จะแก้ได้โดยไม่กระทบมาตรา 265) ที่ระบุว่า หากจะแก้ไขที่มาจะต้องไปทำประชามติ ดังนั้นต้องดูว่าจะแก้ที่ประเด็นใด จึงจะดำเนินการเรื่องรวดเร็ว เช่น การรับรอง แทนที่จะให้สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นผู้รับรอง เป็นไปได้หรือไม่ให้สมาชิกทั้งรัฐสภาเป็นผู้รับรอง

“สิริพรรณ” เรียกร้องประชาชนกดดัน สว. ปลดล็อกอำนาจองค์กรอิสระ

ศ.สิริพรรณ กล่าวด้วยว่า หากมองปัญหาดังกล่าวไปถึงรากเหง้า ที่ผ่านมาประเทศไทยเข้าใจบทบาทขององค์กรอิสระในฐานะที่เป็นอีกสถาบันหนึ่งเทียบเคียงกับฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ และองค์กรอิสระ ซึ่งองค์กรอิสระมีหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร แต่ตัวองค์กรอิสระแทบจะไม่ได้รับการตรวจสอบใดๆ ดังนั้นการนำองค์กรอิสระใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ เราจึงเรียกว่าเป็นองค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญ ขณะที่ต่างประเทศ องค์กรอิสระเป็นองค์กรที่กำกับตรวจสอบภายใต้การทำงานของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติรัฐสภา (องค์กรหนุน) เพื่อหลีกเลี่ยงความล่าช้าของระบบราชการ

แนวทาง “สิริพรรณ” เรียกร้อง กดดัน สว.

“ฉะนั้น จำเป็นหรือไม่ที่ต้องมีองค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญ หรือนำองค์กรอิสระออกจาก รธน. โดยให้มีร่างพระราชบัญญัติประกอบองค์กรอิสระแต่ละองค์กรรองรับ เช่น หากเกิดรัฐประหารและมีการฉีก รธน. เราก็จะไม่มีสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และไม่มีสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หากองค์กรเหล่านี้อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ของตัวเอง แม้จะไม่มีรัฐธรรมนูญ องค์กรเหล่านี้ก็ยังสามารถทำงานต่อเนื่องไปได้” ศ.สิริพรรณ กล่าวและว่า ขอบเขตอำนาจขององค์กรอิสระมันรุนแรง และมีฤทธิ์เดชเยอะมาก ทั้งตัดสิทธิ์นักการเมือง ยุบพรรคการเมือง เป็นต้น คำถามคือใครจะเข้ามาตรวจสอบ ฉะนั้น ถ้าองค์กรอิสระมีอำนาจเยอะมาก และกระทบกับความเป็นความตายและการอยู่รอดของนักการเมือง แน่นอนว่าฝ่ายการเมืองก็อยากเข้ามาครอบงำและแทรกแซง จึงกลายเป็นโจทก์ที่พันกันเหมือนงูกินหาง

ขณะเดียวกัน หากมีโอกาสแก้รัฐธรรมนูญ ศ.สิริพรรณ ระบุว่า ต้องพิจารณาว่า ตำแหน่งขององค์กรอิสระควรอยู่ภายใต้ รธน. หรือไม่ หรือควรนำออกไป และคำนึงถึงอำนาจหน้าที่ว่ามีขอบเขตเท่าใด รวมทั้งจำนวนขององค์กรอิสระ อาทิ ในต่างประเทศ กกต. มี 3-5 คน ไม่จำเป็นต้องมีถึง 7 คน

เมื่อถามว่า ปัจจุบันองค์กรอิสระมีอำนาจมาก หากการแก้ไข รธน. ในอนาคตสามารถทำได้สำเร็จและได้รับความเห็นชอบอย่างพร้อมเพียงในสภา มองว่าอนาคตจะทำให้วัฒนธรรมการเมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ศ.สิริพรรณ กล่าวว่า หากไปถึงตรงนั้น จะสามารถปลดล็อกได้ในระดับหนึ่ง อย่างน้อยต้องเห็นว่าทุกองค์กรจะมีความสมดุลและมีที่มาการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างกัน ส่วนจะเป็นการแก้ปัญหาทั้งหมดหรือไม่ คาดว่ายังไม่ใช่ แต่เป็นการปลดล็อกที่สำคัญ เพราะแง่วัฒนธรรมความคิดของไทย มีหลายเรื่องทางชื่นชมตัวบุคคล มากกว่าระบบและโครงสร้างมากพอสมควร จึงอยากชวนสังคมหารือไปด้วยกัน เนื่องจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นองค์กรอิสระ ต้องใช้งบประมาณภาษีประชาชน ฉะนั้น เมื่อระบบการเมืองมีเสถียรภาพ เราจะได้รัฐบาลที่มีความรับผิดชอบต่อประชาชน และจะทำให้การดำเนินนโยบายเข้มแข็งและเข้มข้นขึ้น รวมทั้งจะทำให้ผลประโยชน์ตกอยู่กับประชาชน ซึ่งกระทบโดยตรงกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยทุกคน

นอกจากนี้ ศ.สิริพรรณ ยังกล่าวอีกว่า การแก้ รธน. แม้แต่รายมาตราที่ไม่ต้องทำประชามติ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่เป็นผู้เสียประโยชน์ในครั้งนี้ ดังนั้นประชาชนต้องช่วยกันส่งเสียงและกดดันว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องแก้ไข โดยค่อยๆ แก้ไขกันไป ส่วน สว. แม้จะมีที่มาจากการเลือกกันเอง แต่ก็ยังเป็นตัวแทนของประชาชน ดังนั้นต้องฟังเสียงของประชาชนด้วย เพื่อให้ได้รัฐบาลมีเสถียรภาพและความเข้มแข็ง

การเรียกร้องของ ศ.สิริพรรณ เป็นประเด็นที่น่าสนใจและควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง การกดดัน สว. เพื่อปลดล็อกอำนาจองค์กรอิสระนั้น อาจเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งและความโปร่งใสให้กับการเมืองไทยในระยะยาว มาร่วมกันส่งเสียงเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นกันครับ

ที่มา – “สิริพรรณ” เรียกร้องประชาชนกดดัน สว. ปลดล็อกอำนาจองค์กรอิสระ

“บิ๊กป้อม” หนุนทบทวน MOU 43-44 เพื่อชาติ

“พล.อ.ประวิตร” เห็นด้วยและสนับสนุน ทบทวน MOU 2543-2544 ยึดผลประโยชน์ชาติและประชาชน พร้อมฝากกำลังใจถึงทหารแนวหน้า ทำเพื่อเกียรติภูมิประเทศ อวยพรให้ปลอดภัย

วันที่ 24 สิงหาคม 2568 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ตอบคำถามในประเด็นว่าเห็นด้วยหรือไม่กับกรณีที่มีบางพรรคการเมืองออกมาแถลงให้ทบทวนและยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 ว่า ตนเองเห็นด้วย อะไรที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ ถ้าจะมีการทบทวน MOU 43-44 หรือแม้แต่ยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 ที่มีมานานแล้ว เพื่อที่จะทำให้ประเทศไทยไม่เสียประโยชน์

“ผมในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐก็พร้อมสนับสนุน และขอยืนหยัดเอาผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเหนือสิ่งอื่นใด” 

ในตอนท้าย พล.อ.ประวิตร ยังได้ฝากกำลังใจให้น้องๆ ทหารในแนวหน้าทุกคนที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ ในการรักษาอธิปไตยของชาติ จงปลอดภัย และขอให้น้องๆ ทำเพื่อเกียรติภูมิของกองทัพ ประเทศชาติเป็นสำคัญ

“บิ๊กป้อม” หนุนทบทวน MOU 43-44 ยึดผลประโยชน์ชาติ

จากประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายฝ่ายให้ความสนใจเกี่ยวกับการทบทวน MOU 43-44 ที่อาจส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการสนับสนุนการทบทวนข้อตกลงดังกล่าว โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ท่าทีดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณที่สำคัญต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้พิจารณาประเด็นนี้อย่างรอบคอบและถี่ถ้วน

ทำไมต้องทบทวน MOU 43-44?

MOU 2543 และ MOU 2544 เป็นบันทึกความเข้าใจที่ทำขึ้นในอดีต ซึ่งสถานการณ์และบริบทต่างๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก การทบทวน MOU 43-44 จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้แน่ใจว่าข้อตกลงดังกล่าวยังคงสอดคล้องกับผลประโยชน์ของชาติในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสในการปรับปรุงแก้ไขข้อตกลงให้มีความเป็นธรรมและเอื้อประโยชน์ต่อประเทศไทยมากยิ่งขึ้น

การตัดสินใจของ พล.อ.ประวิตร ในการสนับสนุนการทบทวน MOU ได้รับการตอบรับจากหลายฝ่ายที่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว เนื่องจากเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อประเทศชาติ และเป็นการให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของประชาชนเป็นอันดับแรก การดำเนินการนี้อาจนำไปสู่การเจรจาต่อรองใหม่ หรือการปรับปรุงข้อตกลงเดิมเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสมดุลมากยิ่งขึ้น

การทบทวน MOU 43-44 ไม่ได้หมายความถึงการยกเลิกข้อตกลงในทันที แต่เป็นการเปิดโอกาสให้มีการพิจารณาถึงผลดีผลเสียอย่างรอบด้าน และทำการปรับปรุงแก้ไขในส่วนที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ การดำเนินการนี้จะต้องอาศัยความรอบคอบ ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศไทย

นอกจากประเด็นเรื่อง MOU แล้ว พล.อ.ประวิตร ยังได้ให้ความสำคัญกับกำลังพลทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน โดยได้ฝากกำลังใจและอวยพรให้ทหารทุกนายปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่ และขอให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละและมุ่งมั่นเพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ การให้กำลังใจทหารเหล่านี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความขอบคุณต่อผู้ที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ

การแสดงจุดยืนของ พล.อ.ประวิตร ในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองที่สำคัญ และเป็นการยืนยันว่าพรรคพลังประชารัฐจะให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นอันดับแรก การดำเนินการหลังจากนี้จึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อให้แน่ใจว่าการทบทวน MOU จะเป็นไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

การสนับสนุนให้มีการทบทวน MOU 43-44 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชาติและประชาชนอย่างแท้จริง และเป็นสัญญาณที่ดีต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

ที่มา – “บิ๊กป้อม” หนุนทบทวน MOU 43-44 ยึดผลประโยชน์ชาติ ฝากกำลังใจถึงทหารแนวหน้า

กต. ประณามกัมพูชา รุกล้ำ-วางทุ่นระเบิด!

กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ออกแถลงการณ์ประณามกัมพูชาอย่างรุนแรง หลังจากการตรวจสอบพบการรุกล้ำอธิปไตยของไทยและการวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลซ้ำอีกบริเวณชายแดนสุรินทร์ สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ เตรียมเดินหน้าชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาคมโลกอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

กต. ประณามกัมพูชา หลังไทยพบรุกล้ำ-วางทุ่นระเบิด

นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 ว่า เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา หน่วยทหารของไทยได้ตรวจพบการปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งรุกล้ำเข้ามาในเขตอธิปไตยของไทย บริเวณทิศตะวันตกของเนิน 350 ในจังหวัดสุรินทร์ หลังจากการขับไล่กองกำลังดังกล่าวออกไป เจ้าหน้าที่ไทยได้เข้าตรวจสอบพื้นที่และพบทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 จำนวน 3 ทุ่น พร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์อื่นๆ การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน ละเมิดพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Treaty) และข้อตกลงหยุดยิงที่มีอยู่

มาริษเตรียมแจงประชาคมโลก กรณี กต. ประณามกัมพูชา

เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น นายนิกรเดช เปิดเผยว่า นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีกำหนดการเดินทางเยือนนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในสัปดาห์นี้ เพื่อเข้าพบและชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อประเทศที่มีบทบาทสำคัญในเวทีโลก รวมถึงคณะกรรมการการปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวา การดำเนินการดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและเรียกร้องให้ประชาคมโลกให้ความสนใจกับปัญหาการละเมิดอธิปไตยและการวางทุ่นระเบิดที่เกิดขึ้น

นางสาวชยิกา วงศ์นภาจันทร์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 กองทัพไทยได้ตรวจพบทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มอีก 1 ทุ่น ในบริเวณใกล้เคียงกับจุดที่เคยพบทหารกัมพูชาดักซุ่มอยู่ เหตุการณ์นี้ยิ่งเน้นย้ำถึงความร้ายแรงของปัญหา

นางสาวชยิกา ยังกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา ฝ่ายไทยได้เรียกร้องให้กัมพูชาร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเก่าที่ยังหลงเหลืออยู่ตามแนวชายแดนมาโดยตลอด แต่ไม่เคยได้รับการตอบสนองอย่างจริงจังจากฝ่ายกัมพูชา ทางการไทยจะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจับตาดูว่าคำกล่าวอ้างล่าสุดของกัมพูชาที่จะให้ความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดนั้น จะเป็นเพียงการลดแรงกดดันจากนานาชาติหรือไม่

สถานการณ์การรุกล้ำอธิปไตยและการวางทุ่นระเบิดโดยฝ่ายกัมพูชา เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้และส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน การดำเนินการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในการชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาคมโลก ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน การที่ กต. ประณามกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงจุดยืนที่ชัดเจนของประเทศไทยในการปกป้องอธิปไตยและเรียกร้องความเป็นธรรม ส่วนการที่ กต. ประณามกัมพูชา นั้นเหมาะสมแล้วเพราะเป็นการกระทำที่ละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศ

การที่ กต. ประณามกัมพูชา จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้หรือไม่นั้น ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองต่อไป แต่การดำเนินการเชิงรุกของกระทรวงการต่างประเทศในการสื่อสารไปยังประชาคมโลก ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการแก้ไขวิกฤตการณ์นี้

ที่มา – กต. ประณามกัมพูชา หลังไทยพบรุกล้ำ-วางทุ่นระเบิดอีก “มาริษ” ลุยแจงประชาคมโลก

Scroll to top