ข่าวการเมืองล่าสุด

ไทยสร้างไทยจี้รัฐบาล ปมIOด้อยค่าแม่ทัพภาค 2

พรรคไทยสร้างไทยออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งชี้แจงกรณีที่มีปฏิบัติการ Information Operation (IO) โจมตีและด้อยค่า พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 โดยตั้งคำถามว่าเหตุใดรัฐบาลจึงเพิกเฉยต่อเรื่องนี้ ทั้งๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติในระยะยาว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีนัยยะแอบแฝงอยู่เบื้องหลัง

นายปริเยศ อังกูรกิตติ โฆษกพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ได้กล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการโจมตีและด้อยค่าบุคคลในกองทัพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของสังคมอย่างมาก นายปริเยศเน้นย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เนื่องจากบุคคลที่ถูกโจมตีดำรงตำแหน่งสำคัญในกองทัพและมีความเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาชายแดน

ไทยสร้างไทยจี้รัฐบาล ปมIOด้อยค่าแม่ทัพภาค 2

โฆษกพรรคไทยสร้างไทยจึงตั้งคำถามสำคัญถึงรัฐบาลว่า เหตุใดจึงเลือกที่จะนิ่งเฉยและเพิกเฉยต่อกระแสการบ่อนทำลายเช่นนี้ หรืออาจมีเหตุผลอื่นแอบแฝงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการกระทำดังกล่าว ไทยสร้างไทยจี้รัฐบาลให้เร่งดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง

นายปริเยศยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ปฏิบัติการ IO ที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้เป็นการกระทำของกลุ่มบุคคลทั่วไป แต่มีความเป็นไปได้ที่จะได้รับการจัดตั้งหรือสนับสนุนจากทีมงานของบางพรรคการเมือง ดังนั้น รัฐบาลจึงควรเร่งตรวจสอบและจัดการกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไป อาจสร้างความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศชาติ และท้ายที่สุดจะส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาลเอง เนื่องจากประชาชนเริ่มตั้งข้อสงสัยตั้งแต่ที่นายกรัฐมนตรีเคยกล่าวพาดพิงถึงแม่ทัพภาคที่ 2 ในคลิปเสียงที่ถูกเผยแพร่ออกมาว่า ท่านเป็นฝ่ายตรงข้าม

ทำไมไทยสร้างไทยจึงต้องออกมาเรียกร้องประเด็นนี้?

การที่พรรคไทยสร้างไทยจี้รัฐบาลในประเด็นนี้ แสดงให้เห็นถึงความกังวลต่อสถานการณ์ความมั่นคงของประเทศ และความโปร่งใสในการทำงานของรัฐบาล พรรคเชื่อว่าการปล่อยปละละเลยให้มีการโจมตีและด้อยค่าบุคคลสำคัญในกองทัพ จะส่งผลเสียต่อขวัญและกำลังใจของเจ้าหน้าที่ และอาจนำไปสู่ความแตกแยกในสังคม

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลนิ่งเฉยต่อเรื่องนี้ อาจถูกมองว่าเป็นสัญญาณที่ไม่ดี และอาจทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในการบริหารประเทศ

ส่วนในประเด็นทางการเมืองอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โฆษกพรรคไทยสร้างไทยได้ปฏิเสธที่จะให้ความเห็น โดยกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า รัฐบาลปัจจุบันได้หมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศไปแล้วตั้งแต่ที่มีคลิปเสียงหลุดออกมา ดังนั้น ประชาชนจึงไม่ได้คาดหวังความรับผิดชอบใดๆ จากรัฐบาลและผู้นำชุดนี้อีกต่อไป

  • รัฐบาลต้องเร่งตรวจสอบที่มาของทีม IO ที่โจมตีแม่ทัพภาคที่ 2
  • รัฐบาลต้องแสดงความชัดเจนว่าจะไม่สนับสนุนการใช้ IO เพื่อโจมตีหรือด้อยค่าบุคคลใดๆ
  • รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าจะรักษาความมั่นคงของประเทศ

ในท้ายที่สุดแล้ว การที่รัฐบาลออกมาแสดงความรับผิดชอบและดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง จะเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และรักษาความมั่นคงของประเทศชาติได้ การที่พรรคไทยสร้างไทยจี้รัฐบาลให้ดำเนินการในเรื่องนี้ จึงเป็นสิ่งที่สมควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง

ที่มา – ไทยสร้างไทย บี้รัฐบาลเหตุใดเพิกเฉย IO ถล่มด้อยค่าแม่ทัพภาค 2 หรือมีนัยแอบแฝง

“ภูมิธรรม” สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ติดตาม “พายุคาจิกิ”

“ภูมิธรรม” สั่งการผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ และ กทม. ติดตามสถานการณ์พายุโซนร้อน “คาจิกิ” (KAJIKI) เตรียมพร้อมดูแลช่วยประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 24 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เปิดเผยถึงสถานการณ์พายุโซนร้อนกำลังแรง “คาจิกิ (KAJIKI)” ซึ่งกระทรวงมหาดไทยโดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ติดตามและประเมินร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพบว่า ขณะนี้พายุโซนร้อนกำลังแรง คาจิกิ บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบนอยู่ห่างจากเมืองดองฮอย ประเทศเวียดนาม ประมาณ 570 กิโลเมตร กำลังเคลื่อนตัวทางตะวันตกด้วยความเร็ว 20 กม./ชม. และมีแนวโน้มจะมีกำลังแรงขึ้นได้อีกเมื่อเคลื่อนเข้าสู่อ่าวตังเกี๋ย และจะอ่อนกำลังลงตามลำดับหลังจากเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามตอนบนช่วงวันที่ 25-26 สิงหาคม 2568

จากอิทธิพลพายุดังกล่าวคาดว่า จะทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่กับมีลมแรงบริเวณภาคอีสานตอนบน ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในช่วงวันที่ 24-27 สิงหาคม 2568

นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตนได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดในฐานะผู้อำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด รวมถึงกรุงเทพมหานครได้ประสานการทำงานและติดตามสถานการณ์ร่วมกับ ปภ. ในฐานะกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลางอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง พร้อมทั้งมอบหมายให้ ปภ. ตั้งวอร์รูมร่วมกับทุกจังหวัดเพื่อประเมินสถานการณ์ และหากประเมินแล้วพบว่าสถานการณ์จะทวีความรุนแรงในพื้นที่ใด ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะผู้อำนวยการจังหวัด สั่งการนายอำเภอในฐานะผู้อำนวยการอำเภอ รวมถึงผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในฐานะผู้อำนวยการท้องถิ่น ดำเนินการตามแผนเผชิญเหตุซึ่งได้มีการทบทวนและซักซ้อมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการอพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัย การดูแลอาหารการกิน ปัจจัย 4

สำหรับพื้นที่ที่มักพบกับสถานการณ์น้ำท่วมซ้ำซาก ขอให้ได้มีการเตรียมความพร้อมทั้งการขุดลอกและกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ ส่วนพื้นที่ที่มีการติดตั้งป้ายขนาดใหญ่หรือวัตถุที่มีความสูงตามกฎหมายว่าด้วยอาคาร ให้ประสานกับเจ้าของตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรง หากพบว่ามีโอกาสได้รับผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อประชาชน ให้เร่งทำการรื้อถอน

นายภูมิธรรม กล่าวอีกว่า หากเกิดฝนตกหนักหรือฝนตกสะสมปริมาณมาก อาจส่งผลกระทบทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ให้ประสานกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ได้สื่อสารสร้างการรับรู้ผ่านหอกระจายข่าวและทุกช่องทางสื่อสารของหมู่บ้าน/ชุมชน เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง และปฏิบัติตนตามคำแนะนำของภาครัฐ รวมทั้งสร้างความรับรู้ระมัดระวังข่าวปลอมที่อาจเกิดขึ้นจากผู้ไม่ประสงค์ดีในพื้นที่ด้วย

“ในส่วนจังหวัดที่มีพื้นที่ติดทะเล ทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย ให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากพบว่ามีคลื่นสูง ให้ดำเนินการตามแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ทั้งการปักธงสัญลักษณ์ห้ามนักท่องเที่ยวหรือประชาชนเล่นน้ำ การพิจารณาเดินเรือทั้งเรือโดยสาร เรือประมง และหากแนวโน้มสถานการณ์รุนแรง และพบว่าได้มีเรือออกไปจากฝั่งแล้ว ขอให้ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำพาเรือเข้าสู่พื้นที่ปลอดภัย”

ในช่วงท้าย นายภูมิธรรม กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า กระทรวงมหาดไทยมีความห่วงใยพี่น้องประชาชน พร้อมทั้งดำเนินการร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนทุกพื้นที่ในการดูแลป้องกันความปลอดภัยจากสาธารณภัยอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนต้องการติดตามข้อมูลข่าวสารสามารถสอบถามข้อมูลหรือขอรับความช่วยเหลือผ่านสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง.

“ภูมิธรรม” สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ติดตาม “พายุคาจิกิ”

เตรียมพร้อมรับมือ “พายุคาจิกิ”

สถานการณ์พายุโซนร้อน “คาจิกิ” กำลังเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากฝนที่เพิ่มมากขึ้นและฝนตกหนักในหลายพื้นที่ การเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประชาชนทุกคน ควรติดตามข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยาและหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด เพื่อรับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด

การเตรียมพร้อมรับมือ “พายุคาจิกิ” ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การติดตามข่าวสารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเตรียมความพร้อมในด้านอื่นๆ เช่น การตรวจสอบบ้านเรือนให้มั่นคงแข็งแรง การเตรียมสิ่งของจำเป็น เช่น อาหาร น้ำดื่ม ยา และไฟฉาย การวางแผนอพยพหากอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย และการเรียนรู้การปฐมพยาบาลเบื้องต้น

นอกจากนี้ การมีสติและความไม่ประมาทเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการรับมือกับสถานการณ์ภัยพิบัติ การตื่นตระหนกและตัดสินใจโดยไม่รอบคอบอาจนำไปสู่ความสูญเสียที่ร้ายแรงได้ ดังนั้น ควรตั้งสติและปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว

การที่นายภูมิธรรมสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศติดตาม “พายุคาจิกิ” อย่างใกล้ชิด เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญให้ประชาชนตระหนักถึงความเสี่ยงและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น การร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและภาคประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเสียหายและปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ดังนั้น อย่าประมาทกับ “พายุคาจิกิ” เตรียมพร้อมรับมือ และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

ที่มา – “ภูมิธรรม” สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ติดตาม “พายุคาจิกิ” พร้อมช่วยประชาชน 24 ชม.

สว.จ่อตั้ง กมธ. ศึกษายกเลิก MOU 43-44

สมาชิกวุฒิสภาเตรียมเสนอญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ (กมธ.) เพื่อศึกษาข้อดีข้อเสียของการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 ซึ่งเป็นประเด็นร้อนที่เกี่ยวข้องกับชายแดนไทย-กัมพูชา โดยจะนำเข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภาในวันที่ 26 สิงหาคมนี้ สว. หลายท่านแสดงความกังวลว่าข้อตกลงดังกล่าวอาจทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบเชิงพื้นที่ ทั้งทางบกและทางทะเล และเอื้อประโยชน์ให้กับกัมพูชาแต่เพียงฝ่ายเดียว

พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สมาชิกวุฒิสภา เป็นผู้เสนอญัตติดังกล่าว โดยมีสาระสำคัญอยู่ที่การพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างยั่งยืน ประเด็นหลักที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือความแตกต่างในการยึดถือแผนที่มาตราส่วนที่ต่างกัน ซึ่งเป็นสาเหตุของการปะทะกันระหว่างกองทัพของทั้งสองประเทศ สว. หลายท่านเห็นพ้องกันว่ารัฐบาลไทยควรยืนยันอย่างหนักแน่นว่าไม่ยอมรับแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 อย่างไรก็ตาม ในปี 2543 รัฐบาลในขณะนั้นได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU 2543) ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก ซึ่งกำหนดให้ใช้แผนที่ดังกล่าวในการปักปันเขตแดน

หากรัฐบาลมีความจริงใจที่จะไม่ยอมรับแผนที่ 1:200,000 การยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 จึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาอย่างจริงจัง แม้ว่ากัมพูชาจะเคารพ MOU 2543 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการใช้แผนที่ดังกล่าว แต่กลับละเมิดข้อตกลงอื่น ๆ การคงข้อตกลงที่ฝ่ายหนึ่งจงใจไม่ปฏิบัติตามจึงไม่มีประโยชน์ใด ๆ

ยกเลิก MOU 43-44: ไทยเสียเปรียบทั้งบก-ทะเล จริงหรือ?

ญัตติดังกล่าวยังระบุถึงข้อพิพาทเกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งนำไปสู่การจัดทำ MOU 2544 เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับการปักปันเขตแดนในพื้นที่ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม สว. หลายท่านมองว่า MOU 2544 ทำให้ไทยต้องสูญเสียผลประโยชน์ทางทะเลอย่างมาก

ก่อนที่จะมีการลงนามใน MOU 2544 ประเทศไทยมีเส้นเขตไหล่ทวีปเพียงเส้นเดียว ตามประกาศพระบรมราชโองการเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2516 แต่หลังจากการลงนามใน MOU 2544 เส้นเขตไหล่ทวีปกลับถูกแบ่งออกเป็นสองเส้น ทำให้เกิดพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนขนาดใหญ่ถึง 26,000 ตารางกิโลเมตร ไม่ว่าผลการแบ่งเขตแดนจะเป็นเช่นไร ประเทศไทยก็จะต้องสูญเสียทั้งเขตแดนและผลประโยชน์ที่ควรจะได้ไป

ความซับซ้อนของการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544

MOU 2544 เอื้อประโยชน์ให้กับกัมพูชามากกว่าประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ทั้งสองส่วนของข้อตกลง รัฐบาลจึงควรพิจารณายกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เช่นกัน อย่างไรก็ตาม การยกเลิกข้อตกลงดังกล่าวเป็นประเด็นที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อน จึงสมควรที่วุฒิสภาจะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ (กมธ.) เพื่อศึกษาข้อดีข้อเสียของการยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับอย่างรอบคอบ

การพิจารณาข้อดีข้อเสียของการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ (กมธ.) เพื่อศึกษาในรายละเอียดจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการตัดสินใจบนข้อมูลที่ครบถ้วนและรอบด้าน

การแก้ไขปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและซับซ้อน การพิจารณาถึงผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติในระยะยาวจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ที่มา – สว. จ่อชงญัตติตั้ง กมธ.ศึกษายกเลิก MOU 43-44 ชี้ ทำไทยเสียเปรียบทางบก-ทะเล

สส.เพื่อไทย ประสานเยียวยาชายแดน-ปราบยาเสพติด

สส.เพื่อไทย ยันช่วยประสานเยียวยาเหตุชายแดนไม่ให้ตกหล่น รัฐบาลลุยปราบยาเสพติด

“ชญาภา” ย้ำ สส.เพื่อไทย ช่วยประสานติดตามมาตรการช่วยเยียวยาประชาชนเหตุชายแดนไทย-กัมพูชาไม่ให้ตกหล่น เผยผลงานรัฐบาลแก้ปัญหายาเสพติดเริ่มเห็นผล

วันที่ 24 สิงหาคม 2568 น.ส.ชญาภา สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด ในฐานะรองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงความคืบหน้าการเยียวยาประชาชนจากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ว่า สส.พรรคเพื่อไทย ได้ติดตามการช่วยเหลือเยียวยาอย่างใกล้ชิดเพื่อให้การช่วยเหลือส่งถึงพี่น้องประชาชนอย่างรวดเร็ว เป็นธรรม ซึ่งต้องยอมรับว่า การช่วยเหลือเยียวยากรณีผลกระทบจากการปะทะชายแดนมีความซับซ้อนและมีรายละเอียดมากกว่าการประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ พรรคเพื่อไทยขอยืนยันว่าจะเป็นอีกหนึ่งแรงสำคัญในการช่วยประสานงานหน่วยงานราชการและติดตามเรื่องให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อไม่ให้มีใครร่วงหล่นจากมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาล

รัฐบาลเดินหน้าปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มข้น

ส่วนการแก้ไขปัญหายาเสพติด ในช่วงที่ผ่านมา นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้มีการบูรณาการระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหายาเสพติดอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบนั้น ผลลัพธ์เบื้องต้นพบว่ามีการดำเนินการจับกุมการลักลอบขนยาไอซ์ล็อตใหญ่ใน 3 พื้นที่คือ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดนราธิวาส และจังหวัดเลย กว่า 2,100 กิโลกรัม รวมทั้งการดำเนินการจับกุมการลักลอบขนยาบ้าที่จังหวัดแพร่อีกกว่า 2 ล้านเม็ด

น.ส.ชญาภา ระบุต่อไปว่า นี่เป็นเพียงตัวอย่างของการดำเนินการมาตรการเชิงรุกในการปราบปรามยาเสพติด ตามนโยบาย No Drug No Dealers และนโยบาย 8 Quick Win 3 ไร้ทุกข์ 5 สร้างสุข ของรัฐบาลเพื่อไทย นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้มีเพียงแค่การดำเนินการกับผู้ค้ารายใหญ่เพียงเท่านั้น ในหลายจังหวัดได้เริ่มต้นดำเนินการในการนำตัวผู้เสพเข้าสู่กระบวนการบำบัดแล้วหลายหมื่นราย โดยสิ่งนี้เป็นการต่อยอดความสำเร็จจาก ธวัชบุรีและท่าวังผาโมเดล ซึ่งเริ่มต้นดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี มาจนถึงรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

“ดิฉันเชื่อและมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า ปัญหายาเสพติดที่กลับมาเป็นปัญหาเรื้อรังอีกครั้งหลังพ้นยุครัฐบาลไทยรักไทย จะถูกแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยรัฐบาลเพื่อไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรามีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่มาจากพรรคเพื่อไทย”

รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวต่อไปว่า วันนี้เราเดินหน้าเพื่อแก้ไขปัญหาที่กัดกินใจพี่น้องประชาชนมายาวนานอย่างเต็มระบบ และข้าราชการเองต่างก็ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่เพื่อที่จะบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้กับพี่น้องประชาชน แม้ตัวเลขการจับกุม การดำเนินการยึดทรัพย์พ่อค้ายาที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมาจะมากมายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่เราจะยังไม่พอใจ และยังไม่ถือว่าเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ที่สมบูรณ์พอ อย่างที่รัฐมนตรีของเราบอกไว้ว่า “จนกว่าเราจะทำให้ประชาชนรู้สึกได้ว่า ปัญหายาเสพติดดีขึ้นหรือหมดไป” ซึ่งตนเชื่อว่าเรื่องนี้พี่น้องประชาชนในทุกพื้นที่เริ่มเห็นผลความเปลี่ยนแปลงแล้ว

ในช่วงท้าย น.ส.ชญาภา ระบุว่า “KPI ที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยที่เราต้องการจะไปให้ถึง คือการได้เห็นรอยยิ้มของพี่น้องประชาชน เห็นรอยยิ้มของชาวบ้านในชุมชนต่างๆ เห็นน้ำตาของแม่ที่ได้ลูกกลับคืนมา เห็นความภูมิใจของครอบครัวที่ได้ลูกหลานกลับคืนมาจากยาเสพติด นี่คือสิ่งที่พรรคเพื่อไทยต้องการ สุดท้ายดิฉันยืนยันว่า หากเรายังมองไม่เห็นสิ่งเหล่านี้ รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยจะไม่หยุดเดิน”

พรรคเพื่อไทยมุ่งมั่นที่จะ ประสานเยียวยาเหตุชายแดนไม่ให้ตกหล่น รัฐบาลลุยปราบยาเสพติด และสร้างความสุขให้ประชาชนอย่างยั่งยืน

การดำเนินการของ สส.เพื่อไทย ในการ ประสานเยียวยาเหตุชายแดนไม่ให้ตกหล่น รัฐบาลลุยปราบยาเสพติด และแก้ปัญหายาเสพติดอย่างจริงจังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – ยัน สส.เพื่อไทย ช่วยประสานเยียวยาเหตุชายแดนไม่ให้ตกหล่น รัฐบาลลุยปราบยาเสพติด

เพื่อไทยชี้ ยกเลิก MOU 43-44 ต้องรอบด้าน

“ชญาภา” รองโฆษกพรรคเพื่อไทย แนะฝ่ายค้านเสนอญัตติ MOU 43-44 เข้ามาใหม่ ซัดพรรคคนรุ่นใหม่ เล่นการเมืองทุกทางเพียงหวังจะโค่นล้มรัฐบาล ย้ำ ปิดประชุมสภาฯ เหตุสื่อสารคลาดเคลื่อน

วันที่ 24 สิงหาคม 2568 น.ส.ชญาภา สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด ในฐานะรองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวกล่าวถึงกรณีการปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรอย่างกะทันหันเมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา จนฝ่ายค้านนำไปอ้างให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าเป็นการปิดสภาฯ เพื่อหนีการเสนอญัตติเพื่อตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาพิจารณา MOU 2543 และ MOU 2544 ของพรรคฝ่ายค้าน

น.ส.ชญาภา ยืนยันว่า กรณีที่เกิดขึ้นเกิดจากความคลาดเคลื่อนในการสื่อสารระหว่างประธานสภาฯ กับวิปฝ่ายรัฐบาลและวิปฝ่ายค้าน รัฐบาลไม่ได้มีเจตนาแอบแฝงแต่อย่างใด เนื่องจากรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยมีจุดยืนที่ชัดเจนที่เชื่อมั่นในระบบรัฐสภา และเชื่อมั่นว่าสภาฯ คือเวทีในการร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน ซึ่งหลังจากนี้พรรคฝ่ายค้านก็สามารถเสนอญัตติให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษาพิจารณา MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาได้

รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวย้ำต่อไปว่า จุดยืนของพรรคเพื่อไทยคือการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพของดินแดน ยืนอยู่บนความถูกต้องตามข้อเท็จจริง ไม่ใช้ความรู้สึกหรือความหวาดกลัวใดๆ และ MOU 2543 เป็นเพียงกรอบความร่วมมือจัดตั้งคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) เพื่อสำรวจ และจัดทำหลักเขตแดนทางบกกับกัมพูชา ไม่ได้กำหนดเขตแดนใหม่ แต่เป็นกลไกบริหารจัดการข้อพิพาทอย่างเป็นระบบ ขณะที่ MOU 2544 เป็นเพียงกรอบการเจรจาปักปันเขตทางทะเล การพัฒนาร่วมในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน โดยยืนยันหลักการเจรจาทวิภาคีตามกฎหมายระหว่างประเทศ

“หากเรารักชาติ หวงแหนอธิปไตยและหวงดินแดนของชาติอย่างแท้จริง การเรียกร้องให้มีการยกเลิก MOU ทั้ง 2 ฉบับนี้อาจจะเป็นการกระทำที่ไม่ตรงกับเจตนารมณ์ที่มีการป่าวประกาศ ดังนั้นจึงควรช่วยกันทำให้ความจริงปรากฏ เพื่อเอาชนะความลวงที่แฝงเร้นไว้ด้วยความต้องการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง”

ทั้งนี้ หลายรัฐทั่วโลกต่างก็ประสบปัญหาเดียวกันกับที่ไทยและกัมพูชาเจอ คือ แม้แต่ละรัฐจะถือแผนที่ที่ชัดเจน แต่ก็ยังพบว่าแผนที่ของแต่ละรัฐนั้นมีความเหลื่อมทับกันอยู่ และสิ่งที่หลายรัฐทั่วโลกทำกัน คือการทำให้เกิดเวทีเจรจาในลักษณะทวิภาคีเหมือนกับ MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อเป็นกลไกในการปักปันเขตแดนร่วมกัน

“การยกเลิก MOU 43-44 ต้องประเมินรอบด้าน โดยไม่ประเมินผลกระทบเชิงระบบที่รอบด้าน อาจทำให้เราสูญเสียกลไกบังคับให้คู่กรณีต้องนั่งโต๊ะคุยกัน ซึ่งโลกใช้เป็นมาตรฐานในการแก้ปัญหาเขตแดน และนอกจากกับกัมพูชาแล้ว ที่ผ่านมาไทยเองก็ได้ดำเนินการในลักษณะเดียวกันนี้กับเมียนมา ลาว มาเลเซีย มาโดยตลอด และมีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมอย่างมากโดยเฉพาะกรณีมาเลเซียและลาว”

ขณะเดียวกัน น.ส.ชญาภา ย้ำด้วยว่า พรรคเพื่อไทยยินดีที่จะปกป้องสิทธิในการชุมนุมโดยสงบของประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่าย แต่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับความพยายามบิดเบือนข้อมูล ข้อเท็จจริง เพื่อสร้างกระแสให้เกิดความเกลียดชัง พร้อมฝากถึง พรรคการเมืองฝ่ายค้านที่พยายามรับลูกข้อเสนอที่ผ่านการบิดเบือน ว่า MOU ทั้ง 2 ฉบับ เป็นเครื่องมือสำคัญที่ผูกมัดให้คู่กรณีต้องมานั่งโต๊ะเจรจาพูดคุยและแก้ปัญหาร่วมกันอย่างสันติ หากไม่มีข้อผูกมัดนี้แล้วเท่ากับเป็นการเปิดทางให้มีบุคคลที่สามเข้ามามีอำนาจชี้ขาดในเรื่องดินแดนระหว่างสองประเทศและอาจกลายเป็นการถูกละเมิดอธิปไตยครั้งใหญ่”

“พรรคการเมืองที่น้อมรับข้อเสนอดังกล่าว และเดินหน้าอย่างเต็มที่เพื่อที่จะล้ม MOU ทั้ง 2 ฉบับ โดยเฉพาะพรรคการเมืองที่ประกาศตัวว่าเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ ควรกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนทางการเมืองด้วยเหตุด้วยผล ตั้งมั่นในจุดยืนในการใช้ความรู้ความสามารถสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และประคับประคองสถานการณ์ต่างๆ ไปด้วยข้อเท็จจริง มากกว่าการพยายามเล่นการเมืองทุกทางเพียงเพราะหวังว่าจะโค่นล้มรัฐบาลให้ได้เท่านั้น”

ยกเลิก MOU 43-44 ต้องประเมินรอบด้าน

จากประเด็นร้อนทางการเมืองที่พรรคเพื่อไทยออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับการยกเลิก MOU 43-44 ต้องประเมินรอบด้าน ทำให้เกิดคำถามมากมายในสังคมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากมีการยกเลิกข้อตกลงดังกล่าว

ทำไมการยกเลิก MOU 43-44 ต้องประเมินรอบด้าน?

การตัดสินใจยกเลิกข้อตกลงระหว่างประเทศนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความมั่นคง และผลประโยชน์แห่งชาติ การประเมินผลกระทบอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

  • ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: การยกเลิก MOU อาจสร้างความไม่พอใจให้กับประเทศคู่กรณี และส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ทางการทูตในระยะยาว
  • ผลกระทบต่อความมั่นคง: MOU บางฉบับอาจเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ การยกเลิกอาจทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความมั่นคงเพิ่มขึ้น
  • ผลกระทบต่อผลประโยชน์แห่งชาติ: MOU บางฉบับอาจมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือการเมือง การยกเลิกอาจทำให้ประเทศสูญเสียผลประโยชน์เหล่านั้น

นอกจากนี้ การประเมินผลกระทบต้องพิจารณาถึงทางเลือกอื่น ๆ ที่เป็นไปได้ เช่น การแก้ไข MOU หรือการเจรจาข้อตกลงใหม่ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายมากที่สุด

การตัดสินใจที่เกี่ยวกับการยกเลิกข้อตกลงระหว่างประเทศจึงต้องอาศัยข้อมูลที่ครบถ้วน การวิเคราะห์อย่างรอบคอบ และการคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

การยกเลิก MOU 43-44 ต้องประเมินรอบด้านจริงหรือไม่? สังคมต้องร่วมกันพิจารณาข้อดีข้อเสียอย่างละเอียดถี่ถ้วน ก่อนที่จะมีการตัดสินใจใด ๆ เกิดขึ้น เพื่อให้การตัดสินใจนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ

ที่มา – เพื่อไทยชี้ยกเลิก MOU 43-44 ต้องประเมินรอบด้าน ซัดพรรคคนรุ่นใหม่เล่มเกมการเมือง

เริ่มแล้ว! ลงทะเบียน รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

เตรียมตัวให้พร้อม! รัฐบาลเปิดให้ลงทะเบียน รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคมนี้เป็นต้นไป ไม่จำกัดสิทธิ โอกาสดีๆ ที่จะช่วยประหยัดค่าเดินทางมาถึงแล้ว!

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาประกาศข่าวดีว่า กระทรวงคมนาคมพร้อมเดินหน้าโครงการ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย อย่างเต็มรูปแบบ โดยเปิดให้ประชาชนชาวไทยทุกคนสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ตั้งแต่เวลา 00.01 น. ของวันที่ 25 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป ข่าวดีคือ โครงการนี้ไม่จำกัดสิทธิและจำนวนผู้ลงทะเบียน ใครๆ ก็สามารถเข้าร่วมได้ เพียงแค่คุณเป็นบุคคลสัญชาติไทย มีบัตรประชาชน 13 หลัก และมีบัตรโดยสารที่รองรับการผูกกับระบบเท่านั้นเอง และที่สำคัญที่สุดคือ โครงการนี้จะเริ่มใช้งานจริงในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ครอบคลุมรถไฟฟ้า 10 สายทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล

ลงทะเบียน รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ง่ายๆ ผ่านแอปฯ ทางรัฐ

สำหรับใครที่อยากเข้าร่วมโครงการ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย แต่ยังไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง ไม่ต้องกังวล เพราะขั้นตอนการลงทะเบียนนั้นง่ายมากๆ เพียงแค่ทำตามขั้นตอนเหล่านี้:

  1. ดาวน์โหลดและติดตั้งแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” บนสมาร์ทโฟนของคุณ (สามารถดาวน์โหลดได้ทั้งระบบ iOS และ Android)
  2. เมื่อเปิดแอปฯ แล้ว ให้มองหาเมนู “ลงทะเบียนรถไฟฟ้า 20 บาท” แล้วกดเข้าไปเลย
  3. กรอกเลขบัตรประชาชน 13 หลักของคุณให้ถูกต้อง
  4. ผูกบัตรโดยสารที่คุณต้องการใช้สิทธิเข้ากับระบบ โดยบัตรที่รองรับจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักๆ คือ

บัตรที่รองรับโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

  • บัตร EMV Contactless (Visa, Mastercard และบัตรแมงมุม EMV ของ MRT) สำหรับใช้กับรถไฟฟ้า MRT และ Airport Rail Link
  • Rabbit Card สำหรับใช้กับรถไฟฟ้า BTS

เมื่อลงทะเบียนเสร็จเรียบร้อยแล้ว อย่าลืมว่าในการใช้สิทธิทุกครั้ง คุณจะต้องแตะเข้า–ออกด้วยบัตรที่คุณได้ลงทะเบียนไว้เท่านั้น หากคุณใช้บัตรอื่น หรือซื้อตั๋วเที่ยวเดียว คุณจะถูกคิดค่าโดยสารตามอัตราปกติ

ข้อควรรู้อีกอย่างหนึ่งคือ สำหรับการเดินทางต่อเดียวกัน จะมีการกำหนดเวลา 180 นาที หากคุณเปลี่ยนสายระหว่างสถานีภายใน 30 นาที คุณยังสามารถใช้สิทธิ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ได้ แต่ถ้าหากเกินเวลาที่กำหนด คุณจะถูกคิดค่าแรกเข้าใหม่ทันที ดังนั้น วางแผนการเดินทางของคุณให้ดี เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากโครงการนี้

รองโฆษกรัฐบาลยังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า โครงการ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย นี้ จะเปิดให้ลงทะเบียนได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่จำกัดจำนวนผู้ลงทะเบียน และคาดการณ์ว่าหลังจากที่เริ่มใช้งานจริง จะมีผู้โดยสารรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นประมาณ 20% จากปัจจุบันที่มีผู้ใช้บริการเฉลี่ยวันละ 1.7 ล้านเที่ยว ซึ่งจากการทดลองให้ใช้บริการฟรีในสายสีแดงและสีม่วงเป็นเวลา 1 สัปดาห์ พบว่ามีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นมากถึง 39% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของมาตรการลดค่าโดยสารในการดึงดูดให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากยิ่งขึ้น

รัฐบาลจึงขอเชิญชวนประชาชนชาวไทยทุกคน ร่วมลงทะเบียนใช้สิทธิ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และส่งเสริมให้คนไทยหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะกันมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการจราจร และมลพิษในเมืองได้อีกด้วย

โครงการนี้เป็นอีกหนึ่งความตั้งใจดีๆ จากรัฐบาล ที่ต้องการช่วยเหลือประชาชนให้สามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย และประหยัดค่าใช้จ่ายมากยิ่งขึ้น อย่ารอช้า! รีบไปลงทะเบียนกันได้เลย!

ที่มา – เริ่ม 25 ส.ค. ลงทะเบียน “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ผ่านแอปฯ “ทางรัฐ”

รัฐบาลซัดกัมพูชาละเมิดข้อตกลง ลอบวางระเบิด


รัฐบาลซัดกัมพูชาละเมิดข้อตกลงต่อเนื่อง ยังคงลอบวางระเบิด-ตะปูเรือใบ

สถานการณ์ 7 จังหวัดชายแดนปกติ แต่รัฐบาลติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พบกัมพูชาละเมิดข้อตกลงต่อเนื่อง ยังคงลอบวางระเบิด-ตะปูเรือใบ ยืนยันไทยตอบโต้ทั้งทางการทูตและความมั่นคง

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 เวลา 07.00 น. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) สรุปสถานการณ์ชายแดน 11 จุด ใน 7 จังหวัด ว่าเหตุการณ์โดยรวมเป็นปกติ กองทัพไทยยังคงตรึงกำลังและเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง โดยกองทัพภาคที่ 2 ได้ตรวจพบความเคลื่อนไหวของกัมพูชาในบางพื้นที่ ขณะเดียวกัน รัฐบาลยืนยันว่ามีหลักฐานชัดเจนว่ากัมพูชายังคงละเมิดข้อตกลงต่อเนื่อง ยังคงลอบวางระเบิด-ตะปูเรือใบ ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม และผลการประชุม GBC เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม รวมถึงสนธิสัญญาออตตาวา

เมื่อวานนี้ (23 สิงหาคม) กองทัพภาคที่ 2 รายงานว่า ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่ที่ตรวจพบทุ่นระเบิด PMN-2 บริเวณทิศตะวันตกของเนิน 350 อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ที่ทหารกัมพูชาลักลอบเข้ามาวาง เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 พบวัตถุระเบิดเพิ่มเติมได้แก่ กับระเบิด PMN-2 จำนวน 2 ลูก (รวมเป็น 3 ลูก) ลูกระเบิด ค.ด้าน จำนวน 2 ลูก และตะปูเรือใบอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เก็บหลักฐาน และเคลื่อนย้ายวัตถุระเบิดออกจากพื้นที่แล้ว

รัฐบาลจับตา กัมพูชาละเมิดข้อตกลงต่อเนื่อง ยังคงลอบวางระเบิด-ตะปูเรือใบ

รัฐบาลยืนยันว่าจะติดตามความเคลื่อนไหวของกัมพูชาอย่างใกล้ชิด และพร้อมตอบโต้ทั้งทางการทูตและความมั่นคงอย่างเหมาะสม รวมถึงจะมีการชี้แจงให้ประชาคมระหว่างประเทศรับรู้ถึงการกระทำของกัมพูชาที่ละเลยและละเมิดข้อตกลงต่อเนื่อง ยังคงลอบวางระเบิด-ตะปูเรือใบ ทั้ง 3 ส่วนข้างต้นอย่างแน่นอน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การกระทำของกัมพูชาที่ละเมิดข้อตกลงต่อเนื่อง ยังคงลอบวางระเบิด-ตะปูเรือใบ สร้างความกังวลต่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน รัฐบาลไทยจำเป็นต้องดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ

ที่มา – รัฐบาลซัดกัมพูชาละเมิดข้อตกลงต่อเนื่อง ยังคงลอบวางระเบิด-ตะปูเรือใบ

รัฐบาลย้ำยึดมั่นสันติวิธี ซัดกัมพูชาเฟกนิวส์

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ล่าสุดรัฐบาลไทยได้ออกมาย้ำยึดมั่นสันติวิธีในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง พร้อมทั้งตอบโต้ข้อกล่าวหาจากกัมพูชาเกี่ยวกับการเตรียมประกาศภาวะสงคราม

รัฐบาลย้ำยึดมั่นสันติวิธี ซัดกัมพูชาเฟกนิวส์ กุข่าวไทยจ่อประกาศภาวะสงคราม

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้แถลงถึงกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอที่อ้างว่าประเทศไทยเตรียมประชุมรัฐสภาเพื่อประกาศภาวะสงครามกับกัมพูชา โดยนายจิรายุยืนยันว่า “รัฐบาลขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เป็นการจงใจสร้างเฟกนิวส์ข่าวเท็จบิดเบือนข้อมูลอย่างร้ายแรง โดยหวังสร้างความเข้าใจผิดต่อประชาชนและประชาคมโลก”

รัฐบาลย้ำยึดมั่นสันติวิธีและยืนยันว่าไม่มีการดำเนินการใดๆ ที่จะนำไปสู่ภาวะสงคราม การประชุมรัฐสภาของไทยเป็นไปตามปกติ สมาชิกวุฒิสภาประชุมทุกวันจันทร์และอังคาร ส่วนสภาผู้แทนราษฎรประชุมในวันพุธและพฤหัสบดี

“การกล่าวหาว่าไทยไม่ต้องการสันติภาพ หรือจะโจมตีกัมพูชา เป็นการป้ายสีที่บิดเบือนอย่างเลวร้าย และอาจสร้างผลเสียหายต่อการแก้ไขความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ” นายจิรายุ กล่าว

ประเทศไทยย้ำยึดมั่นสันติวิธีในการแก้ไขปัญหา ผ่านกลไกทวิภาคี มุ่งมั่นแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างสร้างสรรค์ และพร้อมเข้าร่วมการประชุมในทุกเวที รวมถึงการผลักดันการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน โดยหวังว่ากัมพูชาจะเข้าร่วมการหารือด้วยความจริงใจ

รัฐบาลขอความร่วมมือประชาชน

รัฐบาลขอความร่วมมือจากประชาชน อย่าหลงเชื่อ แชร์ หรือส่งต่อข้อมูลที่ไม่ได้รับการตรวจสอบ หากพบข้อมูลที่น่าสงสัย ขอให้ตรวจสอบกับหน่วยงานรัฐหรือช่องทางราชการที่เกี่ยวข้องก่อนเผยแพร่ เนื่องจากการบิดเบือนข่าวสารจะเป็นอันตรายต่อประชาชน

ประเทศไทยยังคงย้ำยึดมั่นสันติวิธีและความร่วมมือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในภูมิภาค หน่วยงานราชการได้ตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้จงใจสร้างข่าวเท็จและนำไปเผยแพร่ต่อจำนวนมากแล้ว

สถานการณ์ชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การรับข้อมูลข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดและการสร้างความตื่นตระหนกในสังคม

ที่มา – รัฐบาลย้ำยังยึดมั่นสันติวิธี ซัดกัมพูชาเฟกนิวส์ กุข่าวไทยจ่อประกาศภาวะสงคราม

วันนอร์เชื่อ “ไชยา” เป็นกลาง ปมปิดสภาฯ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร มองว่าการประสานงานผิดพลาด หลัง นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 สั่งปิดการประชุมสภาฯ ก่อนพิจารณาญัตติด่วน MOU 2543-2544 ย้ำไม่ใช่เกมการเมือง และเชื่อมั่นในความเป็นกลางของนายไชยา

วันนอร์เชื่อ “ไชยา” เป็นกลาง ปมปิดสภาฯ มองประสานงานพลาด

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่นายไชยา พรหมา รองประธานสภาฯ สั่งปิดการประชุม ก่อนการพิจารณาญัตติด่วนเรื่องบันทึกข้อตกลงร่วมไทย-กัมพูชา หรือ MOU 2543 และ 2544 ว่า ได้สอบถามเลขาธิการสภาฯ แล้ว ทราบว่าเป็นการประสานงานที่เข้าใจผิดพลาด

นายวันมูหะมัดนอร์ อธิบายว่า เมื่อวานนี้ (21 สิงหาคม 2568) มีการประสานงานระหว่างฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และหน้าบัลลังก์ประธาน ซึ่งผู้ทำหน้าที่ประธานการประชุมอาจเข้าใจผิดว่าหมดวาระแล้ว จึงสั่งปิดการประชุมสภาฯ โดยไม่ได้แจ้งให้ประธานทราบล่วงหน้า

ประธานสภาฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากเลื่อนญัตติด่วนดังกล่าวขึ้นมาพิจารณาก็ไม่มีปัญหาอะไร และถือเป็นบทเรียนให้วิปทั้งสองฝ่ายต้องมีการประสานงานที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

ประธานสภาฯ ย้ำ วันนอร์เชื่อ “ไชยา” เป็นกลาง

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นายไชยาออกไปรับหนังสือจากกลุ่มผู้ชุมนุมที่หน้าสภาฯ ด้วยตนเอง นายวันมูหะมัดนอร์ ตอบว่า การรับหนังสือเป็นส่วนหนึ่ง ส่วนวาระการประชุมสภาฯ ก็เป็นไปตามระเบียบวาระการประชุม ซึ่งขณะนั้นไม่มีรายงานการศึกษาของ กมธ. แล้ว

นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า “หากในช่วงนั้นมีการเสนอญัตติในเรื่องชายแดน หรือ MOU 2543-2544 ก็คงจะพิจารณา แต่จากที่ทราบคือการประสานงานไม่มีความชัดเจน ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคงก็ต้องมีการประชุมลับ ฉะนั้นขอให้วิปทั้งสองฝ่ายประสานงานให้ชัดเจน สัปดาห์หน้าวันที่ 28 สิงหาคม ก็สามารถเสนอเข้ามาได้ แต่ถ้าไม่ประสานงานกันตนก็เสียดาย มองแล้วว่าเป็นญัตติที่มีประโยชน์”

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่รองประธานสภาฯ มาจากพรรคเพื่อไทย อาจถูกมองว่าเป็นเกมการเมืองหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ไม่คิดว่าเป็นเกมการเมือง เพราะนายไชยาเป็นคนมีเหตุมีผล มีความเห็นอิสระ และเคร่งครัดต่อการปฏิบัติหน้าที่ อาจจะเข้าใจผิดจริง ๆ เพราะเมื่อทำหน้าที่ตรงนั้น ไม่มีเรื่องแล้วก็เห็นสมควรให้ปิด ไม่ได้รับคำสั่งให้ปิดประชุมสภาฯ หากจะผิดพลาดอย่างไรก็เป็นความเข้าใจผิด ตนเองในฐานะประธานสภาฯ ก็ต้องขออภัย อย่างไรก็ตาม ในการประชุมครั้งหน้าต้องแก้ไขในเรื่องนี้ให้ดียิ่งขึ้น

ประธานสภาฯ ย้ำว่า เชื่อมั่นในการทำหน้าที่ของนายไชยา ว่าทำหน้าที่เป็นกลาง และขออภัยหากมีความผิดพลาดเกิดขึ้น

กรณีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการประสานงานที่ชัดเจนและรัดกุมระหว่างฝ่ายต่างๆ ในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ การสื่อสารที่ผิดพลาดอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและส่งผลกระทบต่อการพิจารณาเรื่องสำคัญต่างๆ ได้

ที่มา – เชื่อ “ไชยา” เป็นกลาง “วันนอร์” ป้องปมสั่งปิดประชุมสภาฯ มองประสานงานผิดพลาด

Scroll to top