ข่าวการเมืองล่าสุด

ปชช. ส่งผู้สมัคร เลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย แน่นอน!

“ณัฐพงษ์” ยัน พรรคประชาชนส่ง เลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย เขต 7 ขอตรวจสอบประวัติก่อนเปิดตัว โยนถาม “แพทองธาร” กระแสชิงลาออกก่อนศาล รธน. วินิจฉัย ชี้ ยุบสภาหรือไม่ อยู่ที่รัฐบาลตัดสินใจ

วันที่ 13 สิงหาคม 2568 รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภา ถึงการส่งผู้สมัคร เลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย เขตเลือกตั้งที่ 7 แทนนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสิทธิ์เลือกตั้ง 10 ปี ว่า พรรคประชาชนจะส่งผู้สมัครอย่างแน่นอน ซึ่งนายสรายุทธ ใจหลัก เลขาธิการพรรค จะดำเนินการส่งเอกสารผู้รับสมัครด้วยตนเอง ส่วนรายชื่อของผู้สมัคร ขณะนี้กรรมการบริหารกำหนดรายชื่อแล้วแต่ขอรอการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ เนื่องจากขณะนี้อยู่ในการตรวจสอบประวัติย้อนหลังเพื่อให้เกิดความรอบคอบมากที่สุด

ขณะเดียวกัน นายณัฐพงษ์ ยังยืนยันถึงความมั่นใจในทุกสนามการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ ว่าอย่างน้อยจังหวัดเชียงรายก็เป็นพื้นที่ที่มี สส.ของพรรคประชาชน 3 คน ตนคิดว่าจะเดินหน้าหาเสียงเลือกตั้งอย่างเต็มที่ และหวังว่าจะได้รับความไว้วางใจจากประชาชน

ผู้สื่อข่าวถามถึงการพูดคุยของพรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคร่วมฝ่ายค้านจะไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ นายณัฐพงษ์ ระบุว่า อาจจะไม่มีการพูดคุยในแบบนั้นว่าจะส่งหรือไม่ เพราะเป็นการตัดสินใจของแต่ละพรรค ทุกพรรคมีสิทธิลงชิงสนามของตนเองอย่างเต็มที่ ตนเชื่อว่าทุกสนามการเลือกตั้งทุกพรรคคงไม่ยอมถอยให้ใคร หากว่าเชื่อมั่นในพื้นที่นั้นๆ

นอกจากนี้ นายณัฐพงษ์ ยังตอบคำถามถึงกระแสข่าวการชิงลาออกของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยคดีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ว่า การตัดสินใจจะลาออกหรือไม่ลาออกต้องถามที่ตัวของนายกรัฐมนตรี ส่วนตัวตอบแทนไม่ได้ ขณะที่แนวทางคำวินิจฉัยจะออกมาอย่างไรก็คงอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ต้องรอติดตามสถานการณ์กันต่อไป

เมื่อถามต่อไป มีการประเมินไว้หรือไม่ว่าหลังจากผ่านการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จะมีการยุบสภาหรือนายกรัฐมนตรีชิงลาออก นายณัฐพงษ์ ระบุว่า การตัดสินใจจะยุบสภาหรือไม่ อยู่ที่ทางรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย หากประเมินตามสถานการณ์ในปัจจุบัน ส่วนตัวเชื่อว่าอาจมีการพยายามพยุงรัฐบาลแบบนี้ไปก่อน แต่ว่าจะเป็นอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาล

เลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย

พรรคประชาชนมั่นใจ เลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย

การเลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ ถือเป็นสนามที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง พรรคประชาชนแสดงความมั่นใจอย่างเต็มที่ในการส่งผู้สมัคร และพร้อมที่จะแข่งขันกับทุกพรรคการเมือง เพื่อช่วงชิงความไว้วางใจจากประชาชนในพื้นที่

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความผันผวน การตัดสินใจของพรรคการเมืองต่างๆ ในการส่งผู้สมัคร รวมถึงกระแสข่าวต่างๆ ที่เกิดขึ้น ยิ่งทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

สำหรับผู้ที่สนใจติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการ เลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากช่องทางต่างๆ ของพรรคการเมือง และสื่อมวลชนที่รายงานข่าวอย่างต่อเนื่อง

การเมืองไทยยังคงต้องจับตาดูกันต่อไป โดยเฉพาะการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ จะเป็นอย่างไรต่อไปต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “เท้ง” ยัน ปชน. ส่งผู้สมัครเลือกตั้งซ่อมเชียงราย โยนถาม “อิ๊งค์” กระแสชิงลาออก

อนุดิษฐ์จี้ รบ. เร่งฟ้อง ICC ดับมโน **กัมพูชาใช้โดรนสกัด F-16**

“อนุดิษฐ์” จี้รัฐบาลเร่งฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศ เอาผิดกัมพูชาลอบวางระเบิดทำทหารไทยสูญเสียขา 5 นาย ละเมิดอนุสัญญาออตตาวาชัดเจน ดับมโนกระแสข่าวกัมพูชาจ่อใช้โดรนสกัด F-16 ไม่น่าเกิดขึ้นได้

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 13 สิงหาคม 2568 น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม (กธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ที่ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดได้รับบาดเจ็บขาซ้ายขาด ระหว่างปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนบริเวณปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ทำให้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 จนถึงวันนี้ ทหารไทยสูญเสียขาไปแล้วถึง 5 นาย ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นค่อนข้างที่จะระบุได้ชัดเจนว่า ประเทศไทยเราไม่ได้เป็นคนวางกับระเบิดไว้แน่นอน เพราะที่ผ่านมาก็ไม่เห็นจะมีทหารกัมพูชาไปเหยียบเลยสักคน โดยกัมพูชาจะดูตามพื้นที่ที่เราลาดตระเวนและอาศัยช่วงเวลาที่ไม่มีทหารปฏิบัติภารกิจ แอบเข้ามาวางกับระเบิดไว้ ทำให้ทหารไทยเหยียบกับระเบิดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

“รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นฟ้องร้องต่อนานาชาติ เพราะเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนอนุสัญญาออตตาวาของฝ่ายกัมพูชาอย่างชัดเจน และสามารถที่จะเอาเรื่องดังกล่าวขึ้นสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC ผมเชื่อว่ารัฐบาลและกองทัพคงจะมองประเด็นนี้อยู่และก็ไม่น่าจะละเลย อย่างไรก็ตาม ควรสื่อสารกับพี่น้องประชาชนว่าอยู่ในขั้นตอนไหนแล้ว”

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่ากัมพูชาพยายามจะใช้โดรนมาเพื่อสกัดกั้นการวิ่งขึ้นของเครื่องบิน F-16 ในกรณีที่อาจจะมีการสู้รบกันในอนาคตนั้น น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า ข้อมูลตรงนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ เพราะว่าความเร็วของเครื่องบินรบอย่าง F-16 คงไม่มีใครสามารถบังคับให้โดรนมาเจอกันได้ ทั้งตอนออกตัว หรือจะอยู่กลางอากาศก็ตาม เป็นไปได้ยากมากๆ ขอให้อุ่นใจได้ และไม่ต้องกลัวในเรื่องนี้.

อนุดิษฐ์จี้ รบ. เร่งฟ้อง ICC ดับมโน กัมพูชาใช้โดรนสกัด F-16

จากกรณีที่ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการฟ้องร้องกัมพูชาต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) จากเหตุการณ์ลอบวางระเบิดที่ทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บและสูญเสียขาไปถึง 5 นายนั้น ได้สร้างความสนใจและเกิดการถกเถียงในวงกว้างเกี่ยวกับความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของการดำเนินการดังกล่าว นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องข่าวลือที่ว่ากัมพูชาอาจใช้โดรนในการสกัดกั้นเครื่องบิน F-16 ก็ได้รับความสนใจเช่นกัน

ความเห็นของ น.อ.อนุดิษฐ์ ที่ว่าเรื่อง **กัมพูชาใช้โดรนสกัด F-16** เป็นไปได้ยากนั้น ช่วยคลายความกังวลให้กับประชาชนได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังและติดตามอย่างใกล้ชิด

ความเป็นไปได้ที่ กัมพูชาใช้โดรนสกัด F-16

แม้ว่า น.อ.อนุดิษฐ์ จะมองว่าความเป็นไปได้ที่ **กัมพูชาใช้โดรนสกัด F-16** นั้นต่ำมาก แต่การพิจารณาถึงศักยภาพและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญ การพัฒนาโดรนในปัจจุบันมีความก้าวหน้าอย่างมาก ทั้งในด้านความเร็ว ความคล่องตัว และความสามารถในการบรรทุก ทำให้ไม่สามารถมองข้ามความเป็นไปได้ทั้งหมดได้

ดังนั้น การเตรียมพร้อมและเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศและความปลอดภัยของประชาชน

การที่ น.อ.อนุดิษฐ์ออกมาพูดถึงเรื่องนี้ถือเป็นการเตือนสติให้ทุกฝ่ายไม่ประมาท และให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างศักยภาพทางทหารและความมั่นคงของประเทศให้แข็งแกร่งอยู่เสมอ

นอกจากประเด็นเรื่องความมั่นคงแล้ว การที่ น.อ.อนุดิษฐ์ เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งฟ้องร้องกัมพูชาต่อ ICC ยังเป็นประเด็นที่น่าสนใจและควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของประเทศชาติ และเป็นการส่งสัญญาณไปยังนานาชาติว่าประเทศไทยจะไม่ยอมรับการกระทำที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

รัฐบาลควรพิจารณาข้อเรียกร้องนี้อย่างรอบคอบและดำเนินการตามขั้นตอนที่เหมาะสม เพื่อความเป็นธรรมและเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ

โดยสรุปแล้ว แม้ว่าความเป็นไปได้ที่ **กัมพูชาใช้โดรนสกัด F-16** จะค่อนข้างต่ำ แต่การเตรียมพร้อมและเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งจำเป็น และการดำเนินการทางกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของประเทศก็เป็นสิ่งที่ควรพิจารณาอย่างจริงจัง การตัดสินใจของรัฐบาลในเรื่องนี้จะมีผลกระทบอย่างมากต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงของชาติ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และการตัดสินใจต่างๆ ของรัฐบาลจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

ที่มา – “อนุดิษฐ์” จี้ รบ. เร่งฟ้อง ICC ดับมโนกระแสกัมพูชาใช้โดรนสกัด F-16 ไม่น่าทำได้

ชายแดนไทย-กัมพูชาไร้ปะทะ ตลอดคืนถึงเช้า

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่อาจมีความตึงเครียดเกิดขึ้น บทความนี้จะสรุปสถานการณ์ล่าสุดบริเวณชายแดน พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความพร้อมในการป้องกันอธิปไตยของชาติ

ตลอดคืนถึงเช้าชายแดนไทย-กัมพูชาไร้ปะทะ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้เปิดเผยถึงสถานการณ์ล่าสุดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

“จิรายุ” เผย สถานการณ์ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ตลอดคืนถึงเช้าไม่มีการปะทะ กองทัพไทยยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่น พร้อมตอบโต้ทันทีหากถูกรุกล้ำอธิปไตย

สถานการณ์ล่าสุดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ได้แถลงว่า ตั้งแต่ช่วงค่ำของวันที่ 12 สิงหาคม 2568 จนถึง 07.00 น. ของวันที่ 13 สิงหาคม 2568 เหตุการณ์บริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา 7 จังหวัด ไม่มีการปะทะเกิดขึ้น กองทัพไทยยังคงตรึงกำลังตามแนวที่มั่นอย่างแข็งขันใน 11 พื้นที่ และพร้อมที่จะตอบโต้ทันทีหากมีการรุกล้ำอธิปไตย

กองทัพไทยยังคงเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการกระทำใดๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ การวางกำลังอย่างเข้มแข็งตามแนวชายแดนเป็นมาตรการสำคัญในการรักษาอธิปไตยและความสงบเรียบร้อย

จุดยืนของประเทศไทย

ฝ่ายไทยยังคงยึดมั่นในข้อตกลงของการประชุม GBC (General Border Committee) ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ยังคงพบการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและสนธิสัญญาออตตาวาของกัมพูชา ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองและแก้ไขต่อไป

รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาชายแดนโดยสันติวิธีและการเจรจา แต่ในขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเต็มที่ การรักษาสมดุลระหว่างการเจรจาและการป้องกันตนเองเป็นสิ่งสำคัญในการบริหารจัดการสถานการณ์ชายแดน

คำแนะนำสำหรับประชาชน

ศบ.ทก. ได้แจ้งเตือนประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาแล้ว หากพบวัตถุต้องสงสัย ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที เพื่อให้หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าดำเนินการอย่างรวดเร็ว การแจ้งเบาะแสวัตถุต้องสงสัยเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

ประชาชนควรให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการแจ้งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้หรือสัมผัสวัตถุต้องสงสัยด้วยตนเอง ความปลอดภัยของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

สถานการณ์ ตลอดคืนถึงเช้าชายแดนไทย-กัมพูชาไร้ปะทะ เป็นสัญญาณที่ดี แต่การเฝ้าระวังและการเตรียมพร้อมยังคงเป็นสิ่งจำเป็น กองทัพไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อรักษาความสงบและความปลอดภัยตามแนวชายแดน ความร่วมมือของประชาชนในการแจ้งเบาะแสและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ก็เป็นส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติ

การติดตามข่าวสารและข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ รวมถึงการปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ จะช่วยให้ประชาชนสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม การมีสติและความตระหนักรู้เป็นสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิตในพื้นที่ชายแดน

แม้ว่าสถานการณ์ ตลอดคืนถึงเช้าชายแดนไทย-กัมพูชาไร้ปะทะ แต่เราต้องไม่ประมาทและยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – ตลอดคืนถึงเช้าชายแดนไทย-กัมพูชาไร้ปะทะ พร้อมตอบโต้ทันทีหากถูกรุกล้ำอธิปไตย

“ภูมิธรรม” นำพสกนิกร จุดเทียนถวายพระพรชัย

“ภูมิธรรม” นำข้าราชการและพสกนิกรทุกหมู่เหล่าจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2568

เมื่อเวลา 19.59 น. วันที่ 12 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย รศ.อภิญญา เวชยชัย รองประธานกรรมการคู่สมรสคณะรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี “ภูมิธรรม” นำพสกนิกรทุกหมู่เหล่าจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2568 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง กรุงเทพฯ โดยมี นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายเชษฐา โมสิกรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทยด้านบริหาร เป็นผู้แทนปลัดกระทรวงมหาดไทย และนางสาวอรอุมา วรแสน ผู้อำนวยการกองการต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้แทนนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย พร้อมด้วยข้าราชการสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และสมาชิกแม่บ้านมหาดไทย ร่วมพิธีเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2568

ซึ่งรัฐบาลได้จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติร่วมกับปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และในต่างประเทศ โดยในช่วงเช้า เป็นการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายเป็นพระราชกุศลพระสงฆ์สามเณร 94 รูป และภาคค่ำ เป็นพิธีวางพุ่มทองพุ่มเงินถวายราชสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล เพื่อแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่ตลอดระยะเวลา 70 ปีแห่งการปฏิบัติบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานัปการเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขประชาชน

“ภูมิธรรม” นำพสกนิกรทุกหมู่เหล่าจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระพันปีหลวง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมหัตถศิลป์หัตถกรรมการทอผ้า ให้คงอยู่คู่กับสังคมไทยและเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้ให้กับประชาชนในถิ่นทุรกันดาร ตลอดจนถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจนทำให้ทั่วผืนแผ่นดินไทยมีความร่มเย็น ด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด และพระองค์ยังทรงเป็นผู้นำในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ด้วยทรงมีพระราชเสาวนีย์พระราชทานแก่รัฐบาล ข้าราชการ และประชาชนชาวไทย ได้ตระหนักถึงพิษภัยของยาเสพติด พร้อมทั้งพระราชทานโครงการกองทุนแม่ของแผ่นดินเป็นทุนตั้งต้นในการทำให้ประชาชนทุกหมู่บ้านชุมชนได้ร่วมกันเสริมสร้างสิ่งที่ดีป้องกันไม่ให้คนในชุมชนหันไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเพียงพระราชกรณียกิจบางประการที่ยังผลให้อาณาประชาราษฎรได้มีความร่มเย็นเป็นสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

ความสำคัญของการจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล

การที่นายภูมิธรรมนำพสกนิกรทุกหมู่เหล่ามาร่วมกัน“ภูมิธรรม” นำพสกนิกรทุกหมู่เหล่าจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระพันปีหลวงนั้น แสดงให้เห็นถึงความเคารพรักและความจงรักภักดีที่ประชาชนชาวไทยมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างลึกซึ้ง พิธีนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง แต่ยังเป็นการรวมพลังใจของคนในชาติให้เป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อร่วมกันพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าสืบไป

การจัดงานเฉลิมพระเกียรติในครั้งนี้เป็นการแสดงออกถึงความสามัคคีของคนในชาติที่พร้อมจะน้อมนำพระราชดำริต่างๆ มาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต และการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน การที่เราได้เห็นภาพ “ภูมิธรรม” นำพสกนิกรทุกหมู่เหล่าจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระพันปีหลวง นั้นเป็นภาพที่สร้างความประทับใจและเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตเป็นอย่างยิ่ง หวังเป็นอย่างยิ่งว่าพวกเราทุกคนจะร่วมกันสืบสานพระราชปณิธานของพระองค์ท่านต่อไป

ที่มา – “ภูมิธรรม” นำพสกนิกรทุกหมู่เหล่าจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระพันปีหลวง

กต. ประท้วงเหตุครั้งที่ 4 ประณามกัมพูชาซ้ำ

กต. ประท้วงเหตุครั้งที่ 4 ประณามกัมพูชาใช้ทุ่นระเบิดสังหารมนุษย์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ออกแถลงการณ์ประท้วงเป็นครั้งที่ 4 กรณีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลขณะลาดตระเวน โดยรัฐบาลไทยขอประณามการกระทำของกัมพูชาอย่างรุนแรงที่สุด พร้อมทั้งเรียกร้องให้ประชาคมโลกพิจารณาทบทวนการให้ความช่วยเหลือแก่กัมพูชา

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เมื่อกำลังพลกองร้อยทหารพรานที่ 2610 จำนวน 7 นาย ได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลขณะปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนในพื้นที่ช่องจุบตะโมก จังหวัดสุรินทร์ การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง รวมถึงอนุสัญญาออตตาวาว่าด้วยการห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล

“รัฐบาลไทยขอประณามอย่างรุนแรงที่สุดต่อการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลโดยฝ่ายกัมพูชา” แถลงการณ์ระบุ “ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากพฤติการณ์ที่ไม่สุจริตใจของฝ่ายกัมพูชา การกระทำดังกล่าวขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งขัดต่อหลักการพื้นฐานของกฎบัตรสหประชาชาติ และเป็นการละเมิดพันธกรณีตามอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (อนุสัญญาออตตาวา) และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างชัดเจน”

เหตุการณ์ครั้งนี้และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2568 สะท้อนให้เห็นถึงความไม่จริงใจของกัมพูชาในการปฏิบัติตามมาตรการหยุดยิงที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันไว้ในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย รัฐบาลไทยจึงขอเรียกร้องให้กัมพูชายุตติการกระทำที่ละเมิดอนุสัญญาฯ โดยทันที

นอกจากนี้ รัฐบาลไทยจะประท้วงไปยังกัมพูชา ประธานอนุสัญญาฯ และเลขาธิการสหประชาชาติ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศ และองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ที่ให้ความช่วยเหลือแก่กัมพูชาในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด พิจารณาทบทวนการให้ความช่วยเหลือดังกล่าว ไทยยังพิจารณาดำเนินมาตรการอื่นๆ เพื่อตอบโต้กัมพูชาตามที่เห็นสมควรต่อไป

ทำไมเหตุการณ์ กต. ประท้วงเหตุครั้งที่ 4 ประณามกัมพูชา ถึงสำคัญ?

เหตุการณ์นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเนื่องจาก:

  • เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและอนุสัญญาออตตาวาอย่างชัดเจน
  • ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยและกัมพูชา
  • สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
  • บ่อนทำลายความพยายามในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

“ไทยยืนยันความมุ่งมั่นในการปฏิบัติตามอนุสัญญาฯ และผิดหวังอย่างยิ่งที่กัมพูชาซึ่งเคยผ่านเหตุการณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และแสดงตนเป็นผู้ยึดมั่นในพันธกรณีตามอนุสัญญาฯ กลับใช้ทุ่นระเบิดเพื่อสังหารมนุษย์ด้วยกันอย่างไร้มนุษยธรรม และขอเรียกร้องให้ประชาคมอาเซียนซึ่งทำงานบนพื้นฐานของกฎกติกาสากล เรียกร้องให้กัมพูชาดำเนินการตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างจริงจัง และให้คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวที่จัดตั้งขึ้นตามมติที่ประชุม GBC สมัยวิสามัญข้างต้น พิจารณาเรื่องนี้อย่างถี่ถ้วนระหว่างการลงพื้นที่ในอนาคต ทั้งนี้ เพื่อให้พื้นที่ชายแดนเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนผู้บริสุทธิ์ของทั้งสองประเทศ”

รัฐบาลไทยแสดงความผิดหวังอย่างยิ่งที่กัมพูชาซึ่งเคยประสบกับเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ กลับมาใช้ทุ่นระเบิดสังหารมนุษย์อย่างไร้มนุษยธรรม และเรียกร้องให้ประชาคมอาเซียนเรียกร้องให้กัมพูชาดำเนินการตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างจริงจัง

การกระทำของกัมพูชาในการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ถือเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมและขัดต่อหลักการสากล ไทยจึงจำเป็นต้องออกมาประท้วงและเรียกร้องให้ประชาคมโลกกดดันให้กัมพูชายุตติการกระทำดังกล่าว และหันมาให้ความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน

ที่มา – กต. ประท้วงเหตุครั้งที่ 4 ประณามกัมพูชาใช้ทุ่นระเบิดสังหารมนุษย์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ผบ.ร.12 รอ. ตรวจฝึกพร้อมรบรักษาอธิปไตย

“พ.อ.ชัยณรงค์” ผบ.ร.12 รอ. ตรวจการฝึกของกำลังพล กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ พร้อมรักษาอธิปไตย เพจกองทัพบก ชี้ แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เฟซบุ๊กเพจ กองทัพบก Royal Thai Army โพสต์ภาพการฝึกของกำลังพลทหารไทย พร้อมข้อความว่า “แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ” ก่อนระบุต่อไปถึงนโยบายผู้บังคับบัญชาให้ดำเนินการฝึกและตรวจสอบเป็นหน่วยหมู่ ตอน หมวด ประจำปี 2568 ซึ่งกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ โดย กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ ให้การต้อนรับ พ.อ.ชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ (ผบ.ร.12 รอ.) ในโอกาสเดินทางมาเป็นประธานการตรวจสภาพความพร้อมรบของ มว.ตส.ที่ 1, มว.ตส.ที่ 2 และ มว.ตส.ที่ 3 (ห้วงการฝึก 12-18 สิงหาคม 2568) ในการฝึกและตรวจสอบเป็นหน่วย หมู่ ตอน หมวด ประจำปี 2568 ณ บริเวณพื้นที่ฝึก อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว

การฝึกครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเตรียมความพร้อมของกำลังพลให้สามารถปฏิบัติภารกิจในการรักษาอธิปไตยของชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ การฝึกอย่างเข้มข้นจะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถของทหารให้มีความแข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจ พร้อมเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการตรวจความพร้อม ทั้งเป็นบุคคล และเป็นหน่วย รวมถึงยุทโธปกรณ์ ยานพาหนะ ตลอดจนการปฏิบัติทางยุทธวิธี ก่อนออกทำการตรวจสอบ เพื่อให้เกิดความพร้อมในการรักษาอธิปไตยต่อไป การตรวจความพร้อมนี้ครอบคลุมทุกด้านตั้งแต่ทักษะการใช้อาวุธ การเคลื่อนที่ การติดต่อสื่อสาร ไปจนถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

ผบ.ร.12 รอ. ตรวจการฝึกกำลังพลกรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ พร้อมรบรักษาอธิปไตย

การฝึกของกำลังพลกรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมของกองทัพบกในการรักษาอธิปไตยของชาติ การฝึกที่มีคุณภาพจะช่วยให้กำลังพลมีความมั่นใจในการปฏิบัติภารกิจ และสามารถตอบสนองต่อภัยคุกคามต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที

ความสำคัญของการฝึกเพื่อรักษาอธิปไตย

การฝึกทหารให้มีความพร้อมรบอยู่เสมอเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในสถานการณ์โลกปัจจุบันที่มีความไม่แน่นอนสูง การฝึกไม่เพียงแต่เป็นการพัฒนาทักษะทางทหารเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมสร้างความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในหมู่ทหารอีกด้วย

  • พัฒนาทักษะการใช้อาวุธและยุทโธปกรณ์
  • เสริมสร้างความแข็งแกร่งทางร่างกายและจิตใจ
  • ฝึกการทำงานเป็นทีมและการสื่อสาร
  • เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน

การฝึกอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้กำลังพลมีความเชี่ยวชาญและสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันชายแดน การช่วยเหลือประชาชน หรือการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ

นอกจากนี้ การฝึกยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่ากองทัพมีความพร้อมที่จะปกป้องประเทศชาติและรักษาผลประโยชน์ของชาติอย่างเต็มกำลัง

การที่ ผบ.ร.12 รอ. ลงพื้นที่ตรวจการฝึกด้วยตนเอง แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของผู้บังคับบัญชาในการพัฒนาขีดความสามารถของกำลังพล และเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ

การลงทุนในการฝึกทหารอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะเป็นการสร้างหลักประกันความมั่นคงให้กับประเทศชาติ และเป็นการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

การฝึกทหารจึงไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้าม แต่เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญและสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อให้กองทัพมีความพร้อมที่จะเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ในอนาคต

ดังนั้น การเตรียมพร้อมกำลังพลให้พร้อมรบอยู่เสมอ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ

ที่มา – ผบ.ร.12 รอ. ตรวจการฝึกกำลังพลกรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ พร้อมรบรักษาอธิปไตย

เพื่อไทยหวังศาล รธน. เลื่อนคดีคืนอำนาจ “อิ๊งค์”

“หมอเชิดชัย” สส.เพื่อไทย หวังศาลรัฐธรรมนูญเลื่อนตัดสินคดี คืนอำนาจนายกฯ แก้วิกฤติ เชื่อ “อิ๊งค์” ไม่ผิด หากเป็นลบยังมี “ชัยเกษม” เป็นแผนสำรอง

วันที่ 12 สิงหาคม 2568 นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีการประชุมศาลรัฐธรรมนูญประจำสัปดาห์ในวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ที่อาจจะพิจารณานัดฟังคำวินิจฉัยคดีถอดถอน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กรณีคลิปสนทนากับ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ว่า อยากให้ศาลรัฐธรรมนูญชะลอการพิจารณาคดีดังกล่าวไว้ก่อน พร้อมทั้งให้ยกเลิกคำสั่งพักการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี เพื่อให้กลับมามีอำนาจบริหารราชการแผ่นดินในช่วงภาวะวิกฤติทั้งปัญหาสงครามชายแดน กรณีภาษีการค้าสหรัฐอเมริกา และแก้ปัญหาภายในประเทศต่างๆ ทั้งการปราบยาเสพติด คดีเขากระโดง ควรหยุดคดีนายกรัฐมนตรีไว้สัก 6 เดือน เมื่อแก้ปัญหาต่างๆ ผ่านไปแล้วค่อยนัดตัดสินคดีอีกครั้ง

นพ.เชิดชัย เผยต่อไปว่า การมีนายกรัฐมนตรีตัวจริงบริหารประเทศในภาวะวิกฤติ ย่อมเป็นผลดีต่อประเทศมากกว่านายกรัฐมนตรีรักษาการแน่นอน ที่การบริหารงานไม่ราบรื่น อย่างไรก็ตาม หากศาลรัฐธรรมนูญเดินหน้าพิจารณาคดีนายกรัฐมนตรี และคำวินิจฉัยออกมาในทางลบต่อพรรคเพื่อไทย ก็มีแผนสำรองคือผลักดัน นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

แต่ถ้ายังมีการต่อต้านนายชัยเกษมอย่างหนัก จนยื้อต่อไม่ไหวจริงๆ คงต้องยุบสภา จึงอยากให้การเมืองนิ่งที่สุดเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อได้ แต่เชื่อว่าสถานการณ์คงไม่เลวร้ายถึงขั้นนั้น ยังมั่นใจศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยนายกรัฐมนตรีไม่มีความผิด เช่นเดียวกับกระแสข่าวที่นายกรัฐมนตรีจะลาออกก่อนศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำตัดสิน ก็ไม่เป็นความจริง เป็นข่าวลือ ในพรรคไม่เคยคุยกันเรื่องนี้

ขณะเดียวกัน นพ.เชิดชัย ยังกล่าวถึงการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระ 2-3 ระหว่างวันที่ 13-15 สิงหาคม 2568 นั้น เชื่อว่าจะผ่านไปด้วยดี ที่ประชุมพรรคเพื่อไทยกำชับ สส. และรัฐมนตรีให้อยู่ร่วมการประชุมตลอดเวลา และทุกพรรคอยากให้กฎหมายผ่าน พรรคร่วมรัฐบาลพร้อมรักษาองค์ประชุมอย่างเต็มที่ ไม่จำเป็นต้องยืมจมูกพรรคฝ่ายค้านหายใจ ขอให้ฝ่ายค้านอภิปรายอยู่ในหลักเกณฑ์ข้อบังคับการประชุม.

เพื่อไทยหวังศาล รธน. เลื่อนตัดสินคดี คืนอำนาจนายกฯ แก้วิกฤติ เชื่อ “อิ๊งค์” ไม่ผิด

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังร้อนแรง พรรคเพื่อไทยได้ออกมาแสดงความหวังว่าศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาเลื่อนการตัดสินคดีที่เกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรีออกไปก่อน เพื่อให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน นี่เป็นประเด็นที่น่าสนใจและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ทำไมเพื่อไทยถึงหวังศาล รธน. เลื่อนตัดสินคดี คืนอำนาจนายกฯ?

เหตุผลหลักที่พรรคเพื่อไทยแสดงความหวังดังกล่าว คือ สถานการณ์วิกฤตที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสงครามชายแดน ผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกา รวมถึงปัญหาภายในประเทศที่ยังต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วน การมีนายกรัฐมนตรีที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง และการที่ศาล รธน. เลื่อนตัดสินคดีออกไป จะช่วยให้นายกฯ “อิ๊งค์” สามารถบริหารประเทศได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังมั่นใจว่า น.ส.แพทองธาร ไม่ได้กระทำความผิดใดๆ และหากผลการตัดสินออกมาเป็นลบ ก็ยังมี “ชัยเกษม นิติสิริ” เป็นตัวเลือกสำรองในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม พรรคยังคงหวังว่าสถานการณ์จะไม่เลวร้ายถึงขั้นต้องยุบสภา และทุกฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้

การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญ โดยเชื่อว่าจะได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาด้วยดี และทุกฝ่ายจะให้ความร่วมมือในการรักษาองค์ประชุมเพื่อให้กฎหมายผ่านไปได้ด้วยดี

การเมืองไทยในขณะนี้เต็มไปด้วยความท้าทายและความไม่แน่นอน การตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ การที่พรรคเพื่อไทยออกมาแสดงความหวังเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อสถานการณ์ปัจจุบันและความต้องการที่จะให้ประเทศสามารถก้าวผ่านวิกฤตไปได้ด้วยดี

แม้สถานการณ์จะมีความซับซ้อน แต่พรรคเพื่อไทยยังคงมีความหวังว่าทุกอย่างจะคลี่คลายไปในทางที่ดี และประเทศจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ด้วยความร่วมมือของทุกฝ่าย

เพื่อไทยหวังศาล รธน. เลื่อนตัดสินคดี คืนอำนาจนายกฯ แก้วิกฤติ เชื่อ “อิ๊งค์” ไม่ผิด และพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น

ที่มา – เพื่อไทยหวังศาล รธน. เลื่อนตัดสินคดี คืนอำนาจนายกฯ แก้วิกฤติ เชื่อ “อิ๊งค์” ไม่ผิด

3 เหล่าทัพ ยิงสลุตหลวงเฉลิมพระเกียรติ “พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”

3 เหล่าทัพ ยิงสลุตหลวงเฉลิมพระเกียรติ “พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2568

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 12 ส.ค. 2568 ณ ท้องสนามหลวง กองทัพบก โดยกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 1 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ ยิงสลุตหลวงจำนวน 21 นัด เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2568 โดยกองร้อยปืนใหญ่ยิงสลุต ใช้ปืนใหญ่เบากระสุนวิถีราบ แบบ 80 ขนาด 75 มิลลิเมตร จำนวน 4 กระบอก ทำการยิงตามจังหวะของเพลงสรรเสริญพระบารมี จำนวน 21 นัด จังหวะ 5 วินาที ทีละกระบอก นับรอบจากขวาไปซ้าย ใช้เวลายิงทั้งหมด 1 นาที 40 วินาที ส่วนกองทัพเรือ โดย กองพันทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ กรมทหารราบที่ 1 กองพลนาวิกโยธิน หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ได้ทำการยิงสลุตหลวง 21 นัด เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2568 ณ ป้อมวิไชยประสิทธิ์ ภายในกองบัญชาการกองทัพเรือ พระราชวังเดิม เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ขณะที่กองทัพอากาศ โดย กรมทหารต่อสู้อากาศยาน หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน ทำการยิงสลุตหลวงเฉลิมพระเกียรติ 21 นัด ถวายเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2568 ณ อุทยานการบินกองทัพอากาศ เมื่อวันอังคารที่ 12 สิงหาคม 2568

ยิงสลุตหลวง

การยิงสลุต ถือเป็นธรรมเนียมที่ทุกประเทศทั่วโลก ได้ยึดถือสืบทอดกันมาแต่ครั้งโบราณเพื่อเป็นการแสดงความเคารพให้แก่ชาติ ธงประจำชาติ หรือบุคคล โดยยิงปืนใหญ่ด้วยดินดำหรือดินไม่มีควัน มีจำนวนนัดเป็นเกณฑ์ตามควรแก่เกียรติ หรือสิ่งที่ควรรับความเคารพ

ประวัติการยิงสลุต

คำว่า “สลุต” มาจากรากศัพท์ของคำว่า “Salutio” ในภาษาลาติน โดยในประเทศไทย การยิงสลุตครั้งแรกเกิดขึ้นที่ป้อมวิไชยเยนทร์ หรือป้อมวิไชยประสิทธิ์ ซึ่งในขณะนั้นตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สำหรับประเทศไทยธรรมเนียมการยิงสลุตถูกรื้อฟื้นขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คราวที่ต้อนรับ เซอร์ จอห์น เบาว์ริง ราชทูตอังกฤษ เมื่อปี พ.ศ.2398 ต่อมาในปี พ.ศ.2448 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีการตราข้อบังคับว่าด้วยการยิงสลุต ร.ศ.125 แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือการยิงสลุตหลวง และการยิงสลุตเป็นเกียรติแก่ข้าราชการ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ตราพระราชกำหนดการยิงสลุตขึ้นใหม่ คือการยิงสลุต ร.ศ.131 (พ.ศ.2455) กำหนดให้มีจำนวนปืนไม่ต่ำกว่า 4 กระบอก แบ่งประเภทการยิงสลุตไว้ 3 ประเภท คือ

ประเภทยิงสลุต

1. สลุตหลวง แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ สลุตหลวงธรรมดา มีจำนวน 21 นัด และสลุตหลวงพิเศษ มีจำนวน 101 นัด

2. สลุตข้าราชการ

3. สลุตนานาชาติ พระราชกำหนดยิงสลุต ร.ศ.131 ได้ถูกยกเลิกไปเมื่อ พ.ศ.2483

จนกระทั่งเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง ทางราชการจึงรื้อฟื้นประเพณียิงสลุตขึ้นมาใหม่ เริ่มเป็นครั้งแรกในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2491 เนื่องในพระราชพิธีวันเฉลิมพระชนมพรรษาของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยหลักเกณฑ์การยิงสลุตในปัจจุบัน หากเป็นงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษางานพระราชพิธีฉัตรมงคล หรือวันพระราชสมภพสมเด็จพระบรมราชินี หรือสมเด็จพระยุพราช รวมถึงงานต้อนรับพระมหากษัตริย์ หรือประมุขแห่งรัฐ จะยิงสลุตจำนวน 21 นัด

การยิงสลุตในปัจจุบัน

หากเป็นระดับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (ที่เป็นทหาร) ผู้บัญชาการทหารเรือ จอมพลเรือ และเอกอัครราชทูต จะยิงสลุต 19 นัด ส่วนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (ที่เป็นพลเรือน) พลเอก พลเรือเอก พลอากาศเอก และเอกอัครราชทูตพิเศษ จะยิงสลุต 17 นัด พลโท พลเรือโท พลอากาศโท และอัครราชทูต จะยิงสลุต 15 นัด พลตรี พลเรือตรี พลอากาศตรีและราชทูต จะยิงสลุต 13 นัด อุปทูต จะยิงสลุต 11 นัด กงสุลใหญ่ จะยิงสลุต

การยิงสลุต
การยิงสลุต
การยิงสลุต
การยิงสลุต
การยิงสลุต
การยิงสลุต

3 เหล่าทัพ ยิงสลุตหลวงเฉลิมพระเกียรติ “พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”

ความสำคัญของการยิงสลุตหลวงเฉลิมพระเกียรติ

การยิงสลุตหลวงเฉลิมพระเกียรติ “พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ไม่ได้เป็นเพียงแค่ธรรมเนียมปฏิบัติ แต่เป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีและความเคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงเป็นการเฉลิมฉลองในโอกาสอันเป็นมงคลยิ่งของประเทศชาติ

การยิงสลุตหลวงเฉลิมพระเกียรติ “พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” เป็นประเพณีที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน และยังคงมีความสำคัญในสังคมไทยปัจจุบัน การได้เห็นภาพการยิงสลุตพร้อมกันของ 3 เหล่าทัพ ถือเป็นภาพที่น่าประทับใจและแสดงถึงความสามัคคีของคนในชาติ

การยิงสลุตนั้นมีรายละเอียดและขั้นตอนที่ซับซ้อน สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในรายละเอียดและความพิถีพิถันในการประกอบพระราชพิธีต่างๆ ของไทย

ที่มา – 3 เหล่าทัพ ยิงสลุตหลวงเฉลิมพระเกียรติ “พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”

“สรวงศ์” ปัดข่าว “นายกฯ อิ๊งค์” ลาออก ยันเพื่อไทยกำลังใจดี

“สรวงศ์” ปัดข่าว “นายกฯ อิ๊งค์” จ่อลาออก ยันเพื่อไทยไม่กังวล กำลังใจยังดี

จากกระแสข่าวลือเรื่องการลาออกจากตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี “อิ๊งค์” แพทองธาร ชินวัตร หลังการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 เสร็จสิ้น นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาปฏิเสธข่าวลือดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้มีความกังวลใดๆ และกำลังใจของทุกคนยังดีเยี่ยม

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 นายสรวงศ์ เทียนทอง ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่ท้องสนามหลวง โดยกล่าวถึงกระแสข่าวที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เตรียมที่จะลาออกจากตำแหน่ง หากร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ผ่านการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎร ว่าข่าวลือดังกล่าวไม่เป็นความจริง และไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อพรรคเพื่อไทย โดยนายสรวงศ์กล่าวว่า “ไม่มี วันนี้นายกรัฐมนตรีเองก็ยังมาร่วมทำบุญตักบาตร” ซึ่งเป็นการยืนยันว่านายกรัฐมนตรียังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ

นายสรวงศ์ยังระบุเพิ่มเติมว่า ทางพรรคเพื่อไทยไม่ได้มีความกังวลเกี่ยวกับข่าวลือดังกล่าว และไม่ได้มีการพูดคุยกันในประเด็นนี้เป็นการภายในแต่อย่างใด ทั้งยังยืนยันอย่างหนักแน่นว่าข่าวลือเรื่อง “นายกฯ อิ๊งค์” ลาออกไม่ได้ทำให้พรรคเพื่อไทยเสียกำลังใจแต่อย่างใด และกำลังใจของสมาชิกพรรคยังคงดีเยี่ยม โดยนายสรวงศ์ได้แสดงท่าทีให้เห็นถึงความมั่นใจด้วยการยกนิ้วโป้งขึ้นทั้งสองข้าง

ความมั่นใจของพรรคเพื่อไทยต่อข่าวลือ “นายกฯ อิ๊งค์” ลาออก

การออกมาปฏิเสธข่าวลือของนายสรวงศ์ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจของพรรคเพื่อไทยในการบริหารประเทศ และความเชื่อมั่นในตัวของนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร แม้ว่าจะมีกระแสข่าวลือต่างๆ เกิดขึ้น แต่พรรคเพื่อไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชนต่อไป

  • ความสำคัญของเสถียรภาพทางการเมือง: เสถียรภาพทางการเมืองเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ การปล่อยข่าวลือที่ไม่มีมูลความจริง อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและประชาชน
  • การทำงานเป็นทีม: การที่พรรคเพื่อไทยออกมาสนับสนุนและให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันภายในพรรค
  • การมุ่งเน้นไปที่การทำงาน: พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชน และพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า

ข่าวลือเรื่อง “นายกฯ อิ๊งค์”​ แพทองธาร ชินวัตร ลาออก จึงถือเป็นอีกหนึ่งบททดสอบความแข็งแกร่งของพรรคเพื่อไทย และเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่าพรรคยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

โดยสรุปแล้ว พรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของ “นายกฯ อิ๊งค์” ยังคงเดินหน้าทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนอย่างเต็มที่ แม้จะต้องเผชิญกับข่าวลือและการโจมตีต่างๆ นานา การออกมาแสดงความมั่นใจและปฏิเสธข่าวลือของนายสรวงศ์ เทียนทอง จึงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าพรรคเพื่อไทยจะไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรคใดๆ และจะยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาประเทศต่อไป

สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเหตุการณ์นี้คือ ข่าวลือและการปล่อยข่าวที่ไม่เป็นความจริง อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นขององค์กรหรือบุคคลได้ ดังนั้น การตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะเชื่อหรือเผยแพร่ข่าวสารใดๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้ การมีความสามัคคีและการทำงานเป็นทีม ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรหรือบุคคลสามารถก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ ไปได้อย่างราบรื่น

ที่มา – “สรวงศ์” ปัดข่าว “นายกฯ อิ๊งค์” จ่อลาออก ยันเพื่อไทยไม่กังวล กำลังใจยังดี

Scroll to top