ข่าวการเมืองล่าสุด

“จุลพันธ์” ยัน งบฯ พอเยียวยาเหตุปะทะชายแดน

“จุลพันธ์” ยืนยัน รัฐบาลมีงบประมาณเพียงพอเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ชี้ไม่จำเป็นต้องแปรงบฯกระตุ้นเศรษฐกิจ ขอเวลาทำให้ครบถ้วนกระบวนการก่อนชง ครม.อนุมัติ

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 12 สิงหาคม 2568 ที่ท้องสนามหลวง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.การคลัง กล่าวถึงการขออนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมในการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือ ซึ่งได้พูดคุยกับนายภูมิธรรมแล้วเห็นว่าต้องทำกระบวนการให้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการผ่านกระบวนการทางงบประมาณและแหล่งเงิน รวมไปถึงกองทุนเงินเยียวยาและกรมบัญชีกลาง ที่จะต้องยกเว้นระเบียบบางข้อก่อนที่จะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยอมรับอาจจะไม่ได้เร็วทันใจ แต่จะพยายามทำให้ทันสัปดาห์ต่อไป

เมื่อถามว่าในเบื้องต้นจะเป็นการเยียวยาในส่วนของข้าราชการหรือประชาชน นายจุลพันธ์กล่าวว่า ตอนนี้เราพูดถึงประชาชนที่ได้รับความเสียหาย ส่วนที่ถามว่าจะสามารถใช้งบประมาณที่เหลือจากงบกระตุ้นเศรษฐกิจมาช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบได้หรือไม่ นายจุลพันธ์ ตอบว่า หากจะทำก็สามารถทำได้ แต่ส่วนตัวแล้วอาจยังไม่จำเป็นต้องใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะรัฐบาลยังมีกลไกงบประมาณและแหล่งเงินที่เพียงพอที่จะนำมาเป็นงบเยียวยา ยืนยันว่าเงินที่จะนำไปช่วยเหลือประชาชนมีเพียงพออยู่แล้ว แต่จะใช้จากแหล่งใด เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องบริหารจัดการ

เมื่อถามว่า เงินค่าเบี้ยเลี้ยงชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ที่จะเข้าสู่ที่ประชุมครม. ในวันที่ 19 ส.ค. 2568 จะให้ทั้งประเทศหรือเฉพาะพื้นที่ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา นายจุลพันธ์กล่าวว่า ขอรอให้ออกก่อนดีกว่า ซึ่งอยู่ที่รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และกระทรวงมหาดไทยกำลังดูอยู่ ตนไม่กล้าตอบ

“จุลพันธ์”ลั่นมีงบประมาณเพียงพอใช้เยียวยาชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา

รัฐบาลพร้อมเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะชายแดน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ รัฐบาลตระหนักถึงความเดือดร้อนของประชาชนและพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือเยียวยาอย่างเต็มที่ การดำเนินการทุกขั้นตอนเป็นไปตามกระบวนการที่ถูกต้องและโปร่งใส เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงผู้ที่ต้องการอย่างแท้จริง

การที่มีงบประมาณเพียงพอสำหรับการเยียวยาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ การบริหารจัดการงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบและความใส่ใจของรัฐบาลต่อประชาชนอีกด้วย

การเยียวยาไม่เพียงแต่เป็นการช่วยเหลือด้านการเงินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดูแลด้านสุขภาพจิต การให้คำปรึกษา และการสนับสนุนด้านอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม จะช่วยให้การเยียวยามีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกด้าน

การดำเนินการอย่างรอบคอบและโปร่งใสเป็นสิ่งสำคัญในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะชายแดน การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่องจะช่วยสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นในกระบวนการเยียวยา

ความสำคัญของการเยียวยา

  • บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน
  • ฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่
  • สร้างขวัญและกำลังใจ
  • ส่งเสริมความสามัคคี
  • เสริมสร้างความเชื่อมั่นในรัฐบาล

“จุลพันธ์”ย้ำ!รัฐบาลมีเงินเยียวยาเพียงพอ

จากคำยืนยันของนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.การคลัง ทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่ารัฐบาลมีความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะชายแดน การบริหารจัดการงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและการดำเนินการตามกระบวนการที่ถูกต้องจะช่วยให้ความช่วยเหลือเข้าถึงผู้ที่ต้องการอย่างแท้จริง

การแก้ไขปัญหาสถานการณ์ชายแดนอย่างยั่งยืนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการเจรจาและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นอีก

การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะชายแดนเป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการดูแลประชาชน การดำเนินการอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชน

การให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญ การสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนจะช่วยให้การเยียวยามีประสิทธิภาพและเป็นไปอย่างราบรื่น

การลงทุนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดนเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดความขัดแย้ง การส่งเสริมการศึกษา การสร้างงาน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จะช่วยสร้างโอกาสและความหวังให้กับประชาชน

การดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่องเป็นหน้าที่ของรัฐบาล การสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนและการส่งเสริมความสามัคคีจะช่วยสร้างความมั่นคงและความสงบสุขในพื้นที่

ที่มา – “จุลพันธ์”ลั่นมีงบประมาณเพียงพอใช้เยียวยาชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา

สว. ปัดข่าวลือคว่ำงบประมาณ 2569 ย้ำไม่จริง!



สว.ปัดข่าวลือจ้องล้มโต๊ะคว่ำงบประมาณ 2569 ยืนยันไม่มีเหตุผลรั้งร่างพระราชบัญญัติ ยิ่งยื้อยิ่งเป็นผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจ ที่ควรให้เงินหมุนเข้าระบบโดยเร็วที่สุด

วันที่ 12 ส.ค. 2568 นายอลงกต วรกี สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะรองประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2569 วุฒิสภา กล่าวถึงการติดตามการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 ที่สภาผู้แทนราษฎร เตรียมพิจารณาวาระ 2-3 ในวันที่ 13-15 ส.ค. นี้ว่า ในส่วนวุฒิสภาได้พิจารณาเนื้อหาและรายละเอียด เชิญหัวหน้าส่วนราชการมาชี้แจงรายละเอียด แต่การพิจารณาของสว. ไม่สามารถตัดหรือเปลี่ยนแปลงได้ มีหน้าที่เพียงตั้งข้อสังเกต หากพบว่า งบบางตัวมีความผิดปกติ เช่น งบประมาณกระทรวงศึกษาธิการที่ตั้งงบไว้สูง เพื่อใช้ทวงหนี้ผู้ผิดนัดชำระเงินกู้กยศ. หรืองบประมาณบางหมวดเป็นเบี้ยหัวแตก งบแก้ปัญหาทุจริตที่มีกระจายอยู่ในหน่วยงานต่างๆ

เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวสว. อาจไม่เห็นชอบร่างพ.ร.บ.งบรายจ่ายปี 2569 นายอลงกตตอบว่า ไม่มีไม่เห็นชอบแน่นอน หากสว.ไม่เห็นชอบ จะใช้มูลเหตุอะไรไม่เห็นชอบ หากสว.ไม่เห็นชอบกระบวนการต้องย้อนไปสส.อีก อยากถามกลับเหมือนกันว่า สว.จะยื้อทำไม ยิ่งในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน สามารถนำเงินเข้าระบบได้เร็วเท่าไรยิ่งดี จึงไม่มีเหตุยับยั้ง แต่มีข้อสังเกตได้ ไม่ควรชะลอการผ่านงบในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้

สว. ยัน! ไม่คว่ำงบประมาณ 2569 แน่นอน

จากกระแสข่าวลือที่แพร่สะพัดว่า สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เตรียมที่จะคว่ำร่างงบประมาณ 2569 นั้น ล่าสุด นายอลงกต วรกี ได้ออกมาปฏิเสธข่าวลือดังกล่าวอย่างหนักแน่น โดยยืนยันว่าไม่มีเหตุผลใดที่ สว. จะทำการยับยั้งร่างกฎหมายงบประมาณดังกล่าว เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันต้องการการขับเคลื่อนอย่างรวดเร็ว การอนุมัติงบประมาณจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ทำไมการอนุมัติงบประมาณ 2569 จึงสำคัญ?

การอนุมัติงบประมาณ 2569 มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากงบประมาณดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นการใช้จ่าย การลงทุน และการจ้างงาน หากงบประมาณถูกชะลอออกไป จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทำให้โครงการต่างๆ ต้องหยุดชะงัก และส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

นอกจากนี้ การอนุมัติงบประมาณที่ล่าช้ายังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งอาจชะลอการลงทุนและส่งผลเสียต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ดังนั้น การเร่งอนุมัติงบประมาณจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน

  • กระตุ้นการใช้จ่ายและการลงทุน
  • สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน
  • สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ข้อสังเกตเกี่ยวกับงบประมาณ 2569

แม้ว่า สว. จะยืนยันว่าจะไม่คว่ำงบประมาณ 2569 แต่ก็ยังคงมีข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับรายละเอียดของงบประมาณที่ควรพิจารณาเพิ่มเติม เช่น ความโปร่งใสในการจัดสรรงบประมาณ การตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณ และประสิทธิภาพของโครงการต่างๆ ที่ได้รับการอนุมัติงบประมาณ

การพิจารณาข้อสังเกตเหล่านี้อย่างรอบคอบจะช่วยให้การใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

ดังนั้น แม้ว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจจะต้องการการอนุมัติงบประมาณอย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่ควรละเลยการตรวจสอบและพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อให้งบประมาณถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

ที่มา – สว.ปัดข่าวลือจ้องล้มโต๊ะคว่ำงบประมาณ 2569 ย้ำยิ่งยื้อ ยิ่งส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจ

สุชาติ จี้ พศ.สอบ ปัญหาวัดพระบาทน้ำพุ ผิดจริงฟัน!

สุชาติ จี้ พศ.ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ ปัญหาวัดพระบาทน้ำพุ

จากกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นภายในวัดพระบาทน้ำพุ นายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเคลื่อนไหวล่าสุด โดยสั่งการให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งย้ำว่าหากพบความผิดจริง จะดำเนินการตามระเบียบอย่างเด็ดขาด

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 นายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นภายในวัดพระบาทน้ำพุว่า ขณะนี้ได้มีคำสั่งให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบสำนักพุทธศาสนาประจำจังหวัดที่ตั้งของวัดพระบาทน้ำพุแล้ว โดยยืนยันว่าไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้น และก่อนหน้านี้ตนได้เคยมอบนโยบายให้ พศ. ทำงานเชิงรุก ไม่ใช่ตั้งรับเพียงอย่างเดียว

พศ. ต้องทำงานเชิงรุก แก้ไข ปัญหาวัดพระบาทน้ำพุ

นายสุชาติ กล่าวว่า ตนได้กำชับให้สำนักงานพระพุทธศาสนา เข้าไปติดตามการทำงานของสำนักงานพระพุทธศาสนาประจำจังหวัด ว่าปฏิบัติหน้าที่หย่อนยานหรือไม่ เพราะสังเกตว่าปัญหาที่เกิดขึ้น มักจะรู้ปัญหาหลังจากที่เกิดเหตุเสมอ ทั้งกรณีที่เกิดขึ้นภายในวัดพระบาทน้ำพุ และกรณีอื่นๆ ด้วย

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับปัญหาภายในวัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งเป็นวัดที่ให้การช่วยเหลือผู้ป่วยเอดส์และเด็กกำพร้าจำนวนมาก การสั่งการให้ตรวจสอบอย่างเร่งด่วนนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลต่อปัญหาที่เกิดขึ้น และความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด

“อย่างไรก็ตาม สำหรับกรณีที่เกิดขึ้นในวัดพระบาทน้ำพุ เราจะดำเนินการตรวจสอบหาข้อเท็จจริงให้กระจ่าง โดยเร็วที่สุด และหากมีการตรวจสอบแล้วพบว่าเข้าข่ายกระทำความผิด จะดำเนินการตามระเบียบ และกรอบอำนาจที่ทำได้ ผมในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ที่กำกับดูแล พศ.จะเร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในวงการพระสงฆ์ให้เกิดความกระจ่าง เพื่อเรียกความศรัทธาคืนให้กับประชาชน” นายสุชาติ กล่าวย้ำนโยบาย

การออกมาเน้นย้ำถึงการตรวจสอบข้อเท็จจริง และการดำเนินการตามระเบียบหากพบความผิด ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลจะไม่ปล่อยปละละเลยต่อปัญหาที่เกิดขึ้น และจะพยายามแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นและความศรัทธาของประชาชนกลับคืนมา

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่นายสุชาติได้กล่าวถึงการทำงานของสำนักงานพระพุทธศาสนาประจำจังหวัด ที่มักจะรู้ปัญหาหลังจากเกิดเหตุเสมอ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความกังวลของรัฐบาลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และอาจนำไปสู่การปรับปรุงการทำงานของหน่วยงานเหล่านี้ในอนาคต

การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในวัดพระบาทน้ำพุ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่า รัฐบาลมีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในวงการศาสนา และจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์และความน่าเชื่อถือของศาสนาต่อไป

สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง หันมาให้ความสำคัญกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การทำงานอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อศาสนาและองค์กรที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ประชาชนต่างจับตาดูการดำเนินการของ พศ. ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาวัดพระบาทน้ำพุอย่างใกล้ชิด และหวังว่าการตรวจสอบนี้จะเป็นไปด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ความจริงปรากฏและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนต่อไป นอกจากนี้ ปัญหาวัดพระบาทน้ำพุ ยังคงเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจ และติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง

การที่นายสุชาติ ตันเจริญ ออกมาแสดงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาวัดพระบาทน้ำพุ แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของรัฐบาลต่อสังคม และความตั้งใจที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในวงการศาสนา อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาดังกล่าว จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

การดำเนินการอย่างรวดเร็วและโปร่งใสในกรณีปัญหาวัดพระบาทน้ำพุ จะเป็นบทพิสูจน์ความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของศาสนา และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ที่มา – “สุชาติ” จี้ พศ.ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ ปัญหาวัดพระบาทน้ำพุ ลั่น หากผิดจริงดำเนินการตามระเบียบ

ทอ. โพสต์ “รักสงบ F-16 จบให้” อวดแสนยานุภาพ!

กองทัพอากาศไทยแชร์โพสต์ “รักสงบ F-16 จบให้” แสดงแสนยานุภาพ และความสามารถในการทำลายเป้าหมายทางทหารอย่างแม่นยำ ตอกย้ำความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

รักสงบ F-16 จบให้

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 กองทัพอากาศไทย (Royal Thai Air Force) ได้โพสต์ภาพเครื่องบิน F-16 พร้อมข้อความ “รักสงบ F-16 จบให้!” ผ่านทางเฟซบุ๊ก แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของกองทัพในการปฏิบัติภารกิจต่างๆ โดยข้อความดังกล่าวเป็นการแชร์มาจาก Defense Info TH ซึ่งเน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของเครื่องบิน F-16 ในการปกป้องน่านฟ้าไทย

F-16: กำลังหลักของกองทัพอากาศไทย

แม้ว่าเครื่องบินรบ F-16 A/B หรือ บข.19 จะประจำการในกองทัพอากาศไทยมานานกว่า 37 ปี แต่ก็ยังคงเป็นกำลังหลักในการปฏิบัติภารกิจคุ้มครองน่านฟ้า โดยประจำการอยู่ในฝูงบินรบหลัก คือฝูงบิน 103 และฝูงบิน 403 เครื่องบินเหล่านี้ได้ปฏิบัติภารกิจการป้องปราม สกัดกั้น และภารกิจพิเศษต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง

ในอดีตที่ผ่านมา ความขัดแย้งด้านพรมแดนกับประเทศกัมพูชาได้กลายเป็นเวทีให้เครื่องบิน F-16 A/B ได้แสดงแสนยานุภาพอย่างเต็มที่ ทั้งในการครองอากาศและการโจมตีสนับสนุนการรบภาคพื้นดิน การปฏิบัติการในครั้งนั้นสร้างจุดเปลี่ยนทางการรบด้วยการทำลายเป้าหมายทางทหารได้อย่างหนักหน่วงและแม่นยำ ส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของฝ่ายตรงข้ามอย่างมีนัยสำคัญ

กองทัพอากาศไทยได้ให้ความสำคัญกับการจัดหาระบบอาวุธที่ทันสมัย และทำการปรับปรุงตามระยะเวลาที่เหมาะสม พร้อมกับการฝึกฝนให้กำลังพลและนักบินมีความพร้อมในการปฏิบัติงานการรบทางอากาศมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้กองทัพอากาศสามารถมีส่วนร่วมในการปฏิบัติการยุทธบดินทร์ และปกป้องอธิปไตยของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ชื่อเสียงของ F-16 เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากคนไทยในฐานะเครื่องบินรบที่มีสมรรถนะและความสำเร็จที่โดดเด่น ซึ่งสิ่งเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่ากองทัพอากาศไทยมีความสามารถในการรบได้อย่างเต็มรูปแบบ และพร้อมเผชิญหน้ากับภัยคุกคามต่างๆ ด้วยความเท่าทันในเทคโนโลยีการรบทางอากาศยุคใหม่ ในฐานะ The Unbeatable Air Force การที่กองทัพอากาศไทยยังคงใช้งาน F-16 แสดงให้เห็นถึงความคุ้มค่าและความสามารถในการปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ

กองทัพอากาศไทยยืนยันว่าการปฏิบัติการต่างๆ เป็นไปตามหลักสากล โดยยึดถือการตอบโต้ที่ได้สัดส่วน คำนึงถึงมนุษยธรรม และเป็นไปตามกฎบัตรสหประชาชาติมาตราที่ 51 ในการป้องกันตนเอง การเน้นย้ำถึงหลักการเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความโปร่งใสในการปฏิบัติงานของกองทัพ

เครื่องบิน F-16 ยังคงเป็นกำลังสำคัญในการปกป้องน่านฟ้าไทยและพร้อมที่จะปฏิบัติภารกิจต่างๆ ที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มความสามารถ แม้ว่าเทคโนโลยีจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่กองทัพอากาศไทยก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพให้ทันสมัยอยู่เสมอ เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ

การที่กองทัพอากาศนำเสนอเรื่องราวของ F-16 ในรูปแบบนี้ ทำให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้ถึงศักยภาพของกองทัพ และสร้างความเชื่อมั่นในการปฏิบัติงานเพื่อปกป้องประเทศชาติได้อย่างดีเยี่ยม โพสต์ “รักสงบ F-16 จบให้” จึงเป็นการสื่อสารที่เข้าถึงง่ายและสร้างความภาคภูมิใจในกองทัพอากาศไทย

ที่มา – ทอ. แชร์โพสต์ “รักสงบ F-16 จบให้” แสดงแสนยานุภาพ ทำลายเป้าหมายทางทหารแม่นยำ

ส.อ.ธีรพล เหยียบทุ่นระเบิด! อาการปลอดภัยแล้ว

โฆษกกองทัพบกเผยอาการ “ส.อ.ธีรพล” เหยียบทุ่นระเบิดใกล้ปราสาทตาเมือนธม พ้นขีดอันตรายแล้ว ซัดกัมพูชาคุกคามชัดเจน ใช้อาวุธแบบซ่อนเร้น ลั่น หากสถานการณ์บีบบังคับไทยจำเป็นต้องใช้สิทธิ์ป้องกันตนเอง

วันที่ 12 สิงหาคม 2568 พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อเวลาประมาณ 09.10 น. ของวันนี้ สิบเอกธีรพล เพียขันที สังกัดกองร้อยทหารพรานที่ 2610 พร้อมกำลังพลรวม 7 นาย ปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนตามแนวชายแดนไทยบนเส้นทางประจำ ห่างจากปราสาทตาเมือนธม จังหวัดสุรินทร์ ประมาณ 1 กิโลเมตร ระหว่างปฏิบัติภารกิจ สิบเอกธีรพลได้เหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่ฝ่ายกัมพูชาลอบวางไว้ ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณข้อเท้าซ้าย ปัจจุบันได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลพนมดงรัก อาการพ้นขีดอันตรายแล้ว

โฆษกกองทัพบก เผยต่อไปว่า เหตุการณ์นี้เป็นหลักฐานชัดเจนว่าฝ่ายกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และไม่เคารพต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งห้ามใช้และวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลทุกชนิด นับเป็นการลอบโจมตีที่มีเป้าหมายต่อกำลังพลฝ่ายไทยโดยตรง และเกิดขึ้นในเขตแดนไทย

“เหตุลักษณะเดียวกันนี้เคยเกิดขึ้นหลายครั้งในพื้นที่ชายแดน สะท้อนถึงเจตนาร้ายและพฤติกรรมต่อเนื่องของฝ่ายกัมพูชาในการคุกคามฝ่ายไทย ละเมิดบูรณภาพแห่งดินแดนไทย สวนทางกับข้อตกลงหยุดยิงระหว่างประเทศในการประชุม GBC ที่ผ่านมา จึงเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าการใช้อาวุธโดยฝั่งกัมพูชายังคงมีอยู่ตลอดเวลาในช่วงมีข้อตกลงหยุดยิง”

พลตรีวินธัย ระบุต่อไป ยอมรับว่าพฤติกรรมและการกระทำลักษณะเช่นนี้ย่อมเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการในมาตรการหยุดยิงอย่างแน่นอน รวมถึงเป็นท่าทีที่ชัดเจนว่าฝ่ายกัมพูชาต้องการจะคุกคามฝ่ายไทยด้วยการใช้อาวุธทางทหารในรูปแบบซ่อนเร้นไม่เปิดเผย ทำให้เชื่อได้ว่ากัมพูชายังคงดำรงความมุ่งหมายที่จะทำร้ายฝ่ายไทยด้วยรูปแบบลอบทำร้ายอยู่เช่นนี้ตลอดเวลา ถึงแม้ว่า ณ ช่วงเวลานี้จะอยู่ในช่วงการตกลงที่จะหยุดยิงซึ่งต้องไม่มีการใช้อาวุธต่อกันในทุกรูปแบบ

ขณะเดียวกัน สิ่งที่เกิดขึ้นยังสอดรับกันอย่างเป็นระบบโดยเฉพาะจากการที่กัมพูชาไม่ยอมตอบรับข้อเสนอฝ่ายไทยในเรื่องของทุ่นระเบิดจากการประชุม GBC ในครั้งที่ผ่านมา จึงเชื่อว่าเรื่องทุ่นระเบิดนี้น่าจะมีการวางแผนใช้กันมาอย่างเป็นระบบเพื่อเจตนานำมาใช้คุกคามทำร้ายฝ่ายไทย

“ที่ผ่านมา กองทัพบกได้ยึดมั่นในแนวทางสันติวิธีมาโดยตลอด และไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มก่อน แต่หากสถานการณ์บีบบังคับก็อาจจำเป็นต้องใช้สิทธิ์ในป้องกันตนเองภายใต้หลักกฎหมายระหว่างประเทศในการคลี่คลายสถานการณ์ที่ทำให้ฝ่ายไทยต้องสูญเสียกำลังพลอย่างต่อเนื่อง จากการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและรุกล้ำอธิปไตยของทหารกัมพูชา”

ส.อ.ธีรพล เหยียบทุ่นระเบิด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เหตุการณ์ ส.อ.ธีรพล เหยียบทุ่นระเบิดครั้งนี้ เป็นเครื่องสะท้อนถึงความตึงเครียดและความไม่แน่นอนที่ยังคงอยู่ แม้จะมีการเจรจาและข้อตกลงหยุดยิงเกิดขึ้นแล้วก็ตาม การกระทำของฝ่ายกัมพูชาที่ถูกกล่าวหาว่าละเมิดข้อตกลงและกฎหมายระหว่างประเทศ ยิ่งเพิ่มความซับซ้อนให้กับสถานการณ์และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้นได้

การที่กองทัพบกออกมาเตือนถึงความเป็นไปได้ในการใช้สิทธิ์ป้องกันตนเอง แสดงให้เห็นถึงความกังวลอย่างมากต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การรักษาสันติภาพและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง และจำเป็นต้องมีการหารือและการเจรจาอย่างต่อเนื่องเพื่อหาทางออกที่เป็นสันติวิธี

อาการล่าสุดของ ส.อ.ธีรพล

ถึงแม้ว่าอาการของ ส.อ.ธีรพล จะพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่เหตุการณ์นี้ได้สร้างความเสียหายทั้งทางร่างกายและจิตใจให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงครอบครัวและเพื่อนร่วมงาน การให้ความช่วยเหลือและเยียวยาจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

  • การดูแลรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง
  • การให้คำปรึกษาและสนับสนุนด้านจิตใจ
  • การช่วยเหลือด้านสวัสดิการและค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้ การป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำรอยก็เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง การสำรวจและเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน การเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย และการเสริมสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประเทศ เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน

เหตุการณ์ที่ ส.อ.ธีรพล ประสบ เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของสันติภาพและความมั่นคง การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง หวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นบทเรียนและแรงผลักดันให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันสร้างสรรค์สันติสุขในพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน

ที่มา – “ส.อ.ธีรพล” เหยียบทุ่นระเบิด อาการพ้นขีดอันตราย ทบ. ซัดกัมพูชาคุกคามไทยชัดเจน

ชายแดนไทย-กัมพูชา ไร้ปะทะ ประชาชนกลับแล้ว

สถานการณ์ ชายแดนไทย-กัมพูชา ล่าสุดเป็นอย่างไร? หลายคนคงกังวลใจเกี่ยวกับข่าวความขัดแย้งบริเวณชายแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา วันนี้เรามีอัปเดตสถานการณ์ล่าสุดมาฝากกัน เพื่อคลายความกังวลและให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน

ชายแดนไทย-กัมพูชาไร้ปะทะ 2 ฝ่ายวางกำลังตามแนวที่มั่น ประชาชนกลับภูมิลำเนาแล้ว

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้เปิดเผยว่า ตั้งแต่ช่วงค่ำของวันที่ 11 สิงหาคม 2568 จนถึงเช้าวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เหตุการณ์บริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา 7 จังหวัด ไม่มีการปะทะหรือความรุนแรงเกิดขึ้น

กองกำลังของทั้งสองฝ่ายยังคงตรึงกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง โดยฝ่ายไทยยึดมั่นปฏิบัติตามข้อตกลงของการประชุม GBC ที่ผ่านมาอย่างเคร่งครัด และมุ่งมั่นที่จะรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นสำคัญ นี่เป็นข่าวดีที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการลดความตึงเครียดและรักษาสันติภาพในพื้นที่

ประชาชนกลับภูมิลำเนาแล้ว

ข่าวดีอีกเรื่องคือ ประชาชนที่เคยอาศัยอยู่ในศูนย์อพยพทั้ง 4 จังหวัด ได้เดินทางกลับภูมิลำเนาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลายและกลับสู่ภาวะปกติ อย่างไรก็ตาม หากประชาชนพบพื้นที่ที่ยังไม่ปลอดภัยหรือพบวัตถุต้องสงสัย ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ หมายเลข 191 เพื่อประสานหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าดำเนินการ

รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขัน เพื่อรักษาความสงบและอธิปไตยของชาติ พร้อมทั้งดูแลและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงเร่งฟื้นฟูพื้นที่ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้ทุกอย่างกลับมาเดินหน้าต่อไปได้

แต่ก็มีข่าวร้ายล่าสุดคือ กองทัพบกได้รับรายงานว่า หน่วยทหารพรานร้อย ทพ.2610 ปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนในพื้นที่บริเวณปราสาทตาเมือนธม อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ได้เกิดเหตุระเบิดขึ้น ส่งผลให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บสูญเสียขา 1 นาย ซึ่งขณะนี้ได้ลำเลียงส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาแล้ว เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงอันตรายที่ยังคงมีอยู่ในพื้นที่ชายแดน และความจำเป็นที่ต้องระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่

สถานการณ์โดยรวมบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในขณะนี้ ถือว่าอยู่ในภาวะที่ควบคุมได้ แม้จะยังมีเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเกิดขึ้นบ้าง แต่หน่วยงานต่างๆ ก็กำลังพยายามอย่างเต็มที่ในการดูแลความปลอดภัยของประชาชน และฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับสู่สภาพปกติ

สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงชายแดน ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว หากพบสิ่งผิดปกติ หรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อหน่วยงานราชการในพื้นที่ได้ตลอดเวลา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่สงบลงนี้ เป็นผลมาจากการเจรจาและความร่วมมือของทั้งสองฝ่าย หวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้นเรื่อยๆ และนำมาซึ่งความสงบสุขอย่างยั่งยืนในพื้นที่

ดังนั้นการตระหนักถึงสถานการณ์ปัจจุบันและการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ชายแดน

ที่มา – ชายแดนไทย-กัมพูชาไร้ปะทะ 2 ฝ่ายวางกำลังตามแนวที่มั่น ประชาชนกลับภูมิลำเนาแล้ว

จตุพร เร่งฟื้นการค้าชายแดน เน้นตลาดเดิม หาตลาดใหม่

รมว.พาณิชย์ ชี้ ฟื้นการค้าชายแดน เน้นรักษาตลาดเดิม-เร่งหาตลาดใหม่

“จตุพร” รมว.พาณิชย์ ชี้ ฟื้นการค้าชายแดน เน้นรักษาตลาดเดิม-เร่งหาตลาดใหม่ เล็งคุยทูต สปป.ลาว ขอผ่านทางส่งสินค้าจากอุบลราชธานีไปกัมพูชา หวังลดค่าใช้จ่าย

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 12 สิงหาคม 2568 นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ที่ท้องสนามหลวงถึงการฟื้นฟูการค้าบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา หากมีการประเมินเรื่องการเปิดด่าน ว่า รอข้อมูล แต่ศูนย์ที่เราตั้งก็มีการปรึกษาเรื่องการค้าชายแดน วันนี้สินค้า Modern Trade ของเราที่กัมพูชาก็พอมี ซึ่งผู้ประกอบการก็มีการปรับตัวเรื่องการขนส่งไปใช้ทางเรือและทาง สปป.ลาว และเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 ได้เจอทูต สปป.ลาว และคิดว่าจะไปหารืออีกครั้งว่าจะขอผ่านจาก จ.อุบลราชธานีไป สปป.ลาว และไปยังกัมพูชา จะมีค่าผ่านทางอย่างไร จะหารือเพื่อลดค่าใช้จ่าย

แนวทางการฟื้นการค้าชายแดนที่สำคัญ

จากสถานการณ์ปัจจุบัน การฟื้นการค้าชายแดนถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาและลาว กระทรวงพาณิชย์จึงมีนโยบายที่ชัดเจนในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก รวมถึงการลดอุปสรรคทางการค้าต่างๆ

การหารือกับทูต สปป.ลาว เพื่อขอใช้เส้นทางผ่านแดนจากอุบลราชธานีไปยังกัมพูชา ถือเป็นอีกหนึ่งความพยายามในการลดต้นทุนการขนส่งสินค้า ซึ่งจะช่วยให้สินค้าไทยมีราคาที่สามารถแข่งขันได้มากขึ้น นอกจากนี้ การรักษาตลาดเดิมและการเร่งหาตลาดใหม่ ยังเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการฟื้นการค้าชายแดนให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงแนวโน้มการฟื้นฟูตลาดยากหรือไม่ นายจตุพร ตอบว่า วันนี้เน้นรักษาตลาดเดิมให้ได้ไว้ก่อน ขณะเดียวกันก็เร่งหาตลาดใหม่ให้กับผู้ประกอบการ

ดังนั้น การฟื้นการค้าชายแดน เน้นรักษาตลาดเดิม-เร่งหาตลาดใหม่ จึงเป็นแนวทางที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผู้ประกอบการไทยควรเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง และปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ เพื่อคว้าโอกาสในการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ

ที่มา – รมว.พาณิชย์ ชี้ ฟื้นการค้าชายแดน เน้นรักษาตลาดเดิม-เร่งหาตลาดใหม่

ทบ.โต้! แม่ทัพภาค 2 ไม่ได้รุกล้ำกัมพูชา

จากกรณีที่ พล.ท.หญิงมาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้ออกมาแถลงการณ์ถึงคำสัมภาษณ์ของ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เกี่ยวกับเรื่องปราสาทตาควาย ล่าสุด พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาตอบโต้และยืนยันว่า แม่ทัพภาค 2 ไม่ได้พูดเคลื่อนย้ายกำลังรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา อย่างที่ถูกกล่าวอ้างแต่อย่างใด

พล.ต.วินธัย กล่าวว่า สิ่งที่ พล.ท.บุญสิน ได้กล่าวถึงนั้นคือ ปราสาทตาควายอยู่ภายใต้อธิปไตยของไทย และในช่วงที่มีการปะทะกันในอดีต ได้มีความพยายามที่จะเข้าไปยึดครองพื้นที่ดังกล่าว แต่ยังไม่สำเร็จ จึงได้มีการวางกำลังบริเวณด้านนอก ห่างจากตัวปราสาทประมาณ 30 เมตร อย่างไรก็ตาม ท่านได้กล่าวว่าในอนาคต จะต้องพยายามนำปราสาทตาควายกลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของไทยให้ได้ ตามขั้นตอนและวิธีการที่เหมาะสม

แม่ทัพภาค 2 ไม่ได้พูดเคลื่อนย้ายกำลังรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา

โฆษกกองทัพบกยังกล่าวเพิ่มเติมว่า จะมีการเตรียมการนำเรื่องดังกล่าวไปพูดคุยเจรจาในวงการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee : RBC) ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า และย้ำถึงจุดยืนของประเทศไทยว่า จะไม่ถอยออกจากแนวการวางกำลังเดิม

เพื่อเน้นย้ำความเข้าใจที่ถูกต้อง พล.ต.วินธัย กล่าวอย่างชัดเจนว่า แม่ทัพภาค 2 ไม่ได้พูดเคลื่อนย้ายกำลังรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา และไม่ได้มีการใช้กำลังทางทหารในการดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น ดังนั้น การกล่าวอ้างว่ามีความพยายามที่จะยั่วยุ หรือมีการวางแผนใช้กำลังทางทหารต่อกรณีปราสาทตาควาย จึงไม่เป็นความจริง

ทำไมการยืนยันว่า แม่ทัพภาค 2 ไม่ได้พูดเคลื่อนย้ายกำลังรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชาจึงสำคัญ

การที่กองทัพบกต้องออกมาตอบโต้และยืนยันความถูกต้องของข้อมูลในครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น การสื่อสารที่ชัดเจนและถูกต้องจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

  • การยืนยันว่า แม่ทัพภาค 2 ไม่ได้พูดเคลื่อนย้ายกำลังรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา ช่วยลดความตึงเครียดระหว่างประเทศ
  • ป้องกันการบิดเบือนข้อมูลที่อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิด
  • สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนทั้งสองประเทศ

สถานการณ์ชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และการสื่อสารที่ผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็อาจนำไปสู่ผลกระทบที่ร้ายแรงได้ การที่กองทัพบกออกมาแสดงความชัดเจนในประเด็นนี้ จึงเป็นการแสดงความรับผิดชอบและความตั้งใจที่จะรักษาสันติภาพในภูมิภาค

ในอนาคต หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้งสองประเทศจะสามารถพูดคุยและเจรจากันด้วยเหตุผลและสันติวิธี เพื่อหาทางออกร่วมกันในประเด็นที่ยังมีความเห็นไม่ตรงกัน และรักษาสัมพันธไมตรีที่ดีต่อกันต่อไป การแก้ไขปัญหาด้วยความเข้าใจและความร่วมมือจะเป็นหนทางที่ยั่งยืนที่สุดในการสร้างความสงบสุขในภูมิภาค

ที่มา – สวนกลับ “มาลี” ทบ. ยันแม่ทัพภาค 2 ไม่ได้พูดเคลื่อนย้ายกำลังรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา

กองทัพพิจารณาต่ออายุ มทภ.2 หรือไม่: เจาะลึกประเด็น

รักษาการนายกฯ ส่งเรื่องให้กองทัพพิจารณาการต่ออายุราชการของ “พล.ท.บุญสิน” แม่ทัพภาคที่ 2 หรือไม่ พร้อมเผยเตรียมยุบ ศบ.ทก. หากสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ เรื่องนี้กำลังเป็นที่จับตาของหลายฝ่าย

กองทัพพิจารณาต่ออายุ มทภ.2 หรือไม่?

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสเรียกร้องให้ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้รับการต่ออายุราชการหลังจากที่จะเกษียณในอีก 50 วัน เพื่อไม่ให้เกิดการเปลี่ยนม้ากลางศึก โดยนายภูมิธรรมกล่าวว่า เรื่องการต่ออายุราชการนั้นต้องพิจารณาในรายละเอียดตามกฎเกณฑ์ของกองทัพ

“ถ้ากองทัพเห็นความจำเป็นก็คงจะเสนอมา แต่ถ้าโดยปกติไม่มี ทางเราเชื่อมั่นในความสามารถซึ่งจะต้องให้กองทัพพิจารณา เป็นเรื่องของกองทัพ ไม่ใช่ไม่เห็นคุณค่าแม่ทัพภาคที่ 2 เพราะท่านทำผลงานให้เห็นเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้ว คิดว่าถ้ามีช่องทางกองทัพจะเสนอเข้ามา” นายภูมิธรรมกล่าว

ประเด็นเรื่อง กองทัพพิจารณาต่ออายุ มทภ.2 หรือไม่ นั้น จึงยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่ากองทัพจะมีท่าทีอย่างไรต่อไป

ท่าทีต่อกรณีปราสาทตาควายและการยุบ ศบ.ทก.

ส่วนกรณีที่แม่ทัพภาค 2 กล่าวถึงการยึดปราสาทตาควายคืนเนื่องจากอยู่ในเขตไทย จะถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง 13 ข้อหรือไม่ นายภูมิธรรมตอบว่า ตนยังไม่ทราบรายละเอียด แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามข้อตกลง และกองทัพซึ่งเป็นหน่วยงานหลักได้ยืนยันแล้วว่าเป็นไปตามนั้น

นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนที่มีข่าวลือในโซเชียลมีเดียว่าไทยและกัมพูชาจะเปิดฉากรบกันอีกครั้ง โดยระบุว่าเป็นข่าวปลอม และขอให้ติดตามการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในวันที่ 13-14 สิงหาคม ซึ่งคาดว่าจะทำให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ และศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) จะยุติบทบาท

“ขอให้จับตาดูการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 13-14 สิงหาคมนี้ ทุกอย่างจะเข้าสู่สภาวะปกติ และศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ก็จะยุติบทบาทแล้ว ให้กลับไปสู่ภาวะปกติ ไม่มีอะไรที่เป็นเฟกนิวส์ เพราะทุกวันนี้สู้กันก็เพราะเฟกนิวส์สร้างความปั่นป่วน สร้างความรู้สึกทำให้งงกันไปหมดจนเป็นปัญหา” นายภูมิธรรมกล่าว

สำหรับการยุบ ศบ.ทก. นั้น นายภูมิธรรมกล่าวว่าจะเกิดขึ้นเมื่อกองทัพและฝ่ายข่าวประเมินสถานการณ์แล้วว่าทุกอย่างกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งจะต้องมีการประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องนี้ก่อน

การพิจารณา กองทัพพิจารณาต่ออายุ มทภ.2 หรือไม่ ควบคู่ไปกับการประเมินสถานการณ์ชายเเดนเเละการจัดการข่าวปลอมเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินไปด้วยความรอบคอบ เพื่อความมั่นคงของชาติเเละความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

โดยสรุปแล้ว ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือการตัดสินใจของ กองทัพพิจารณาต่ออายุ มทภ.2 หรือไม่ ซึ่งจะมีผลต่อการบริหารจัดการกองทัพในอนาคต รวมถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติหรือไม่

การพิจารณาเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและความเป็นธรรม

ที่มา – โยนกองทัพพิจารณาต่ออายุราชการ มทภ.2 หรือไม่ เผยจ่อยุบ ศบ.ทก. หากเข้าภาวะปกติ

Scroll to top