ข่าวการเมืองล่าสุด

“อภิสิทธิ์” ชี้รัฐบาลลดราคาน้ำมันน้อยไป ผลักภาระให้ประชาชน

ในยุคที่ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น พลังงานกลายเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยทุกคน ล่าสุด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ออกมาสะท้อนมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานในปัจจุบัน โดยระบุว่า “อภิสิทธิ์” ชี้รัฐบาลลดราคาน้ำมันน้อยไป ผลักภาระให้ประชาชนจ่ายผ่านกองทุนน้ำมัน ซึ่งถือเป็นประเด็นที่สังคมกำลังตั้งคำถามถึงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของรัฐบาลชุดนี้

“อภิสิทธิ์” ชี้รัฐบาลลดราคาน้ำมันน้อยไป ผลักภาระให้ประชาชนจ่ายผ่านกองทุนน้ำมัน

การปรับลดค่าการกลั่นลงเหลือ 2.40 บาทต่อลิตร ตามที่รัฐบาลดำเนินการนั้น ถูกมองว่ายังไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับความเป็นจริง สิ่งที่นายอภิสิทธิ์กังวลคือการที่รัฐบาลเลือกใช้วิธีการเจรจาแทนที่จะมีสูตรคำนวณที่ชัดเจนหรือการเก็บภาษีลาภลอย การกระทำเช่นนี้ไม่ต่างจากการดึงเงินจากประชาชนผ่านกองทุนน้ำมันเพื่อมาอุดหนุนราคา แทนที่จะเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นตอของโครงสร้างราคาพลังงานที่บิดเบี้ยว

ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไร้การแก้ไข

ข้อวิจารณ์สำคัญที่ “อภิสิทธิ์” ชี้รัฐบาลลดราคาน้ำมันน้อยไป ผลักภาระให้ประชาชนจ่ายผ่านกองทุนน้ำมัน ยังครอบคลุมไปถึงนโยบายด้านไฟฟ้าอีกด้วย นายอภิสิทธิ์ระบุว่า:

  • การปรับสูตรค่าไฟฟ้ายังขาดความโปร่งใสและไม่ถึงมือผู้ที่ได้รับประโยชน์เกินควร
  • รัฐบาลมักวนเวียนอยู่กับการคิดแบบ “กระเป๋าซ้ายขวา” มากกว่าการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานเพื่อความเป็นธรรม
  • ความผันผวนของราคาพลังงานเอื้อให้คนกลางรับผลตอบแทนสูงผิดปกติ ซึ่งเป็นจุดที่รัฐบาลควรเข้าจัดการอย่างเร่งด่วน

หากรัฐบาลยังคงเดินหน้าแนวทางเดิมโดยไม่กล้าแตะต้องผลประโยชน์ในโครงสร้างใหญ่ ประชาชนก็ยังคงต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงเกินจริงต่อไป ในฐานะผู้บริโภค เราคงได้แต่หวังว่ารัฐบาลจะหันมามองความเดือดร้อนของประชาชนเป็นที่ตั้ง และกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืนมากกว่าการบริหารจัดการในระยะสั้นที่จบไปวันๆ หากคุณมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับทิศทางราคาพลังงานในไทย สามารถส่งต่อมุมมองเพื่อสะท้อนเสียงของคุณให้ถึงผู้มีอำนาจได้ เพราะพลังงานคือชีวิตของทุกคนครับ

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ชี้รัฐบาลลดราคาน้ำมันน้อยไป ผลักภาระให้ประชาชนจ่ายผ่านกองทุนน้ำมัน

ข่าวดีคนใช้รถ “ศุภมาส” เปิดตัว E-book รถยนต์ ครอบคลุมรถ EV–มือสอง

ข่าวดีคนใช้รถ “ศุภมาส” เปิดตัว E-book รถยนต์ ครอบคลุมรถ EV–มือสอง

วงการยานยนต์บ้านเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ผู้บริโภคต้องรับมือกับความท้าทายรอบด้าน โดยเฉพาะสาวกรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และผู้ที่วางแผนจะซื้อรถมือสอง ล่าสุดมีข่าวดีครั้งใหญ่เมื่อนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเผยถึงการเปิดตัวสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นคัมภีร์ช่วยชีวิต นั่นคือ ข่าวดีคนใช้รถ “ศุภมาส” เปิดตัว E-book รถยนต์ ครอบคลุมรถ EV–มือสอง เพื่อที่จะช่วยปิดช่องโหว่ปัญหาชำรุด ถูกลอยแพ และปัญหาราคาดิ่ง เพื่อให้คนไทยซื้อรถได้อย่างมั่นใจในราคาที่เป็นธรรม

ทำไมเราถึงต้องให้ความสำคัญกับ ข่าวดีคนใช้รถ “ศุภมาส” เปิดตัว E-book รถยนต์ ครอบคลุมรถ EV–มือสอง ในครั้งนี้?

จากสถิติที่น่าสนใจพบว่ามีการร้องเรียนจากผู้ใช้งานรถ EV สูงถึง 1,300 ราย ปัญหาที่พบเจอส่วนใหญ่หนีไม่พ้นเรื่องรถมีอาการชำรุดแต่ศูนย์รับมือไม่ทัน หรือมีการปิดตัวของศูนย์บริการจนเหมือนถูกลอยแพ รวมถึงราคาขายต่อที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้ สคบ. จึงไม่นิ่งนอนใจและพัฒนา E-book เล่มนี้ออกมาเพื่อเป็นเกราะป้องกันผู้บริโภค หากใครที่กำลังเล็งรถใหม่หรือมองหารถไฟฟ้าคันแรก คู่มือนี้จะกลายเป็นเพื่อนคู่ใจที่ช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

ภายใน ข่าวดีคนใช้รถ “ศุภมาส” เปิดตัว E-book รถยนต์ ครอบคลุมรถ EV–มือสอง เล่มนี้ ได้รวบรวมเนื้อหาสำคัญไว้มากมายเพื่อให้ผู้บริโภคได้ตรวจสอบสิทธิ์ของตัวเองก่อนจ่ายเงิน ดังนี้:

  • EV Hub: แหล่งรวมข้อมูลสเปกและสมรรถนะรถยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงทุกค่ายให้เปรียบเทียบกันแบบชัดเจน
  • มาตรฐานฉลากรถยนต์: บังคับผู้ประกอบการเปิดเผยข้อมูลทางเทคนิค แบตเตอรี่ และระยะการวิ่งจริง เพื่อป้องกันการโฆษณาเกินจริง
  • แนวทางสำหรับรถมือสอง: ป้องกันการย้อมแมวด้วยประวัติรถที่ผ่านการคัดกรอง ข้อมูลรถยนต์และรถ EV ใช้แล้วที่โปร่งใส

นอกจากนี้ สคบ. ยังกำชับเข้มงวดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ให้ทุกโชว์รูมปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากพบการหมกเม็ดข้อมูลหรือไม่ติดฉลากให้ชัดเจน จะมีโทษหนักทั้งจำและปรับ เพื่อเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้ตลาดรถยนต์เมืองไทยมีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

สำหรับใครที่กำลังวางแผนจะซื้อรถใหม่หรืออยากเช็กแนวทางคุ้มครองตัวเอง สามารถเข้าไปดาวน์โหลดคู่มือฉบับเต็มได้ที่เว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) www.ocpb.go.th หรือจะโทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่สายด่วน 1166 ก็ได้เช่นกันครับ การมีข้อมูลที่ถูกต้องอยู่ในมือ ถือเป็นอำนาจต่อรองสำคัญที่สุดสำหรับผู้ซื้อในยุคดิจิทัล อย่าลืมไปโหลดเก็บไว้ศึกษาเพื่อผลประโยชน์ของตัวท่านเองนะครับ

ที่มา – ข่าวดีคนใช้รถ “ศุภมาส” เปิดตัว E-book รถยนต์ ครอบคลุมรถ EV–มือสอง ปิดช่องโหว่ ชำรุด-ลอยแพ-ราคาดิ่ง

ปชป. เกาะติดโครงการ TH-AI Passport – คดีเขากระโดง

ในสถานการณ์การเมืองปัจจุบันที่หลายหน่วยงานกำลังถูกจับตามอง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้ออกมาเคลื่อนไหวเชิงรุกเพื่อทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการตรวจสอบความโปร่งใสในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐและประเด็นข้อพิพาทเรื่องที่ดินที่สังคมให้ความสนใจเป็นพิเศษ โดยมีประเด็นหลักคือ ปชป. เกาะติดโครงการ TH-AI Passport – คดีเขากระโดง เพื่อให้เกิดความชัดเจนและยึดถือผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

ปชป. เกาะติดโครงการ TH-AI Passport – คดีเขากระโดง อย่างใกล้ชิด

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และทีมงานจากพรรคประชาธิปัตย์ ได้เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานในสัปดาห์หน้าว่าจะมีการยื่นหนังสือทักท้วงอย่างเป็นทางการไปยังรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ที่ถูกตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน รวมถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงานที่ยังดูเหมือนจะค้านกับเสียงสะท้อนจากคณะกรรมาธิการฯ

รายละเอียดการตรวจสอบโครงการและคดีที่ดินเขากระโดง

สำหรับการติดตามเรื่อง ปชป. เกาะติดโครงการ TH-AI Passport – คดีเขากระโดง หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้สรุปประเด็นสำคัญไว้ดังนี้:

  • โครงการ TH-AI Passport: ทางพรรคกังวลใน 2 ประเด็นหลัก คือเรื่องความไม่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ และกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ส่อเค้าว่าอาจมีปัญหานำไปสู่ความไม่โปร่งใส
  • คดีที่ดินเขากระโดง: สืบเนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลที่ออกมา พรรคประชาธิปัตย์จึงต้องเข้าตรวจสอบมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมายของกระทรวงมหาดไทยเพื่อให้เป็นไปอย่างตรงไปตรงมา

ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะกรณี ปชป. เกาะติดโครงการ TH-AI Passport – คดีเขากระโดง ซึ่งถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญของรัฐบาลปัจจุบันว่าจะมีการตอบสนองต่อข้อทักท้วงของฝ่ายค้านและการตรวจสอบจากภาคประชาชนอย่างไร การยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในสัปดาห์หน้า จึงเป็นก้าวย่างที่สำคัญที่ทุกฝ่ายต้องจับตามอง

เราในฐานะประชาชนผู้เสียภาษี ย่อมคาดหวังให้ทุกโครงการของรัฐมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้จริง หากรัฐบาลพร้อมรับฟังและแก้ไขสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ย่อมเป็นผลดีต่อประเทศชาติโดยรวม แต่หากเพิกเฉยต่อเสียงสะท้อน ความศรัทธาและความเชื่อมั่นของประชาชนจะลดน้อยลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ติดตามความคืบหน้าของเรื่องนี้ไปพร้อมกับเราต่อไปครับ

ที่มา – ปชป. เกาะติดโครงการ TH-AI Passport – คดีเขากระโดง จ่อยื่นหนังสือทักท้วงปัญหาสัปดาห์หน้า

กล้าธรรม ซัดรัฐมนตรีพาณิชย์ไร้บทบาท ท่ามกลางน้ำมันแพง-ภาษีสหรัฐฯ

ในสภาวะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับมรสุมทางเศรษฐกิจที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกันทุกทิศทาง พรรคกล้าธรรมได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง กล้าธรรม ซัดรัฐมนตรีพาณิชย์ไร้บทบาท ท่ามกลางน้ำมันแพง-ภาษีสหรัฐฯ ชี้ถึงเวลาผ่าตัดทีมเศรษฐกิจ เพื่อสะท้อนปัญหาที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้

กล้าธรรม ซัดรัฐมนตรีพาณิชย์ไร้บทบาท ท่ามกลางน้ำมันแพง-ภาษีสหรัฐฯ

นายพีรวัส สมวงศ์ รองโฆษกพรรคกล้าธรรม มองว่าวิกฤตรอบนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่พุ่งเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กำลังซ้ำเติมต้นทุนขนส่งและสินค้าให้แพงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในขณะที่ผู้ประกอบการส่งออกไทยก็กำลังมืดแปดด้านจากมาตรการภาษีนำเข้า 12.5% ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องการแม่ทัพที่กล้าตัดสินใจและมีวิสัยทัศน์ชัดเจนในการแก้ปัญหา

ทำไมถึงต้องมีการผ่าตัดทีมเศรษฐกิจโดยด่วน?

ปัญหาเรื่อง กล้าธรรม ซัดรัฐมนตรีพาณิชย์ไร้บทบาท ท่ามกลางน้ำมันแพง-ภาษีสหรัฐฯ ไม่ได้เป็นเพียงการวิจารณ์ทางการเมือง แต่เป็นการส่งสัญญาณเตือนว่ารัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องดูเหมือนจะหมดไฟจนไม่สามารถออกมาตรการเชิงรุกมารับมือได้ ซึ่งปัจจัยที่น่ากังวลมีดังนี้:

  • ต้นทุนพลังงานพุ่ง: เงินเฟ้อไทยที่มีแนวโน้มแตะระดับ 2.9% กำลังกัดกินกำลังซื้อประชาชน
  • ผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ: มาตรการกีดกันทางการค้าเริ่มส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย
  • การสื่อสารที่ขาดหายไป: ประชาชนไม่เห็นแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนจากกระทรวงพาณิชย์ในการช่วยเหลือผู้ประกอบการ

หากรัฐมนตรียังคงเน้นเพียงการออกงานสังคมแต่ไร้ซึ่งผลงานที่เป็นรูปธรรม กล้าธรรม ซัดรัฐมนตรีพาณิชย์ไร้บทบาท ท่ามกลางน้ำมันแพง-ภาษีสหรัฐฯ ถือเป็นเสียงสะท้อนที่ถูกต้องและตรงจุดที่สุด เพราะถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องตัดสินใจผ่าตัดทีมเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เพื่อหาคนที่มีความพร้อมและพลังขับเคลื่อนประเทศอย่างแท้จริงเข้ามาทำหน้าที่แทน เพราะความเป็นอยู่ของประชาชนรอไม่ได้อีกต่อไป

บทสรุปของสถานการณ์นี้คือความท้าทายครั้งสำคัญของนายกรัฐมนตรีว่าจะกล้าเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตของชาติ หรือจะยอมปล่อยให้เศรษฐกิจไทยจมอยู่กับที่โดยไม่มีทิศทางที่ชัดเจนจากกระทรวงพาณิชย์ การเปลี่ยนตัวคนทำงานในยามวิกฤตถือเป็นความรับผิดชอบสูงสุดที่รัฐบาลควรแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจต่อปากท้องของคนไทยอย่างแท้จริง

ที่มา – กล้าธรรม ซัดรัฐมนตรีพาณิชย์ไร้บทบาท ท่ามกลางน้ำมันแพง-ภาษีสหรัฐฯ ชี้ถึงเวลาผ่าตัดทีมเศรษฐกิจ

ปกรณ์ เผย ส.ค.นี้ เตรียมชง ครม. คุมอัตราข้าราชการ-ยุบอัตราเกษียณอายุ

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวคราวความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างองค์กรภาครัฐกันมาบ้างแล้ว ล่าสุดทางคุณปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้ข้อมูลสำคัญที่น่าสนใจเกี่ยวกับทิศทางของข้าราชการไทย โดยระบุว่า ปกรณ์ เผย ส.ค.นี้ เตรียมชง ครม. คุมอัตราข้าราชการ-ยุบอัตราเกษียณอายุ ซึ่งถือเป็นประเด็นใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อทั้งคนในระบบราชการและงบประมาณแผ่นดินโดยตรง

ปกรณ์ เผย ส.ค.นี้ เตรียมชง ครม. คุมอัตราข้าราชการ-ยุบอัตราเกษียณอายุ

เหตุผลเบื้องหลังการเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ครับ เพราะเป้าหมายหลักคือการปรับลดขนาดองค์กรจากเดิมที่มีข้าราชการรวมกันกว่า 3 ล้านคน ให้กระชับขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และนำงบประมาณที่ประหยัดได้มาปรับฐานเงินเดือนและสวัสดิการให้ดียิ่งขึ้น เพื่อดึงดูดคนเก่งรุ่นใหม่เข้ามาทำงานราชการนั่นเอง โดยคุณปกรณ์ได้ย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างโปร่งใสที่สุด

มาตรการคุมอัตรากำลังและอนาคตข้าราชการไทย

สำหรับประเด็นที่ว่า ปกรณ์ เผย ส.ค.นี้ เตรียมชง ครม. คุมอัตราข้าราชการ-ยุบอัตราเกษียณอายุ นั้น ไม่ได้หมายความว่าจะไล่ปลดใครออกกะทันหัน แต่เน้นไปที่การ:

  • ยุบเลิกตำแหน่งที่ว่างลงจากการเกษียณอายุราชการในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป
  • ตรวจสอบตำแหน่งที่ไม่จำเป็นเพื่อลดภาระงบประมาณ
  • รักษาสมดุลระหว่างการบริหารทรัพยากรบุคคลกับการคลังของประเทศ

ในปัจจุบัน รัฐบาลกำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องจนถึงวันที่ 5 สิงหาคม 2569 นี้ ซึ่งถือเป็นโอกาสทองที่ข้าราชการหรือผู้สนใจจะได้ร่วมเสนอแนะแนวทาง เพื่อให้มาตรการนี้ออกมาตอบโจทย์การบริหารงานในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง

หากถามถึงมุมมองส่วนตัว ผมมองว่านี่คือสัญญาณการปรับตัวที่จำเป็นมากในโลกปัจจุบันครับ แม้องค์กรขนาดใหญ่ระดับโลกยังต้องลดขนาดเพื่อความคล่องตัว การที่ภาครัฐหันมาปรับโครงสร้างแบบค่อยเป็นค่อยไปเช่นนี้ จะช่วยให้การบริหารงานมีความยืดหยุ่นขึ้นในระยะยาว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รัฐบาลต้องทำให้ดีที่สุดคือการสร้างความชัดเจนให้กับบุคลากรที่จะได้รับผลกระทบ รวมถึงการรักษาระดับคุณภาพการบริการประชาชนให้คงเดิมในช่วงการเปลี่ยนผ่านนี้

หากคุณมีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับมาตรการนี้ อย่าลืมเข้าไปร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านช่องทางที่รัฐบาลกำหนดไว้ได้เลยครับ เสียงสะท้อนของคุณมีค่าสำหรับการพัฒนาระบบราชการไทยให้ดียิ่งขึ้น

ที่มา – “ปกรณ์” เผย ส.ค.นี้ เตรียมชง ครม. คุมอัตราข้าราชการ-ยุบอัตราเกษียณอายุ

วีระยุทธ ชี้รัฐบาลถอยแลนด์บริดจ์ เริ่มต้นพัฒนาภาคใต้คุ้มค่า

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวคราวเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์กันมาพักใหญ่ วันนี้มีประเด็นน่าสนใจจาก วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่ออกมาพูดถึงกรณีที่รัฐบาลตัดสินใจถอยโครงการนี้ โดยมองว่านี่ควรจะเป็นโอกาสในการทบทวนการพัฒนาภาคใต้บนหลักความเป็นจริง

วีระยุทธ ชี้รัฐบาลถอยแลนด์บริดจ์ ขอให้เป็นจุดเริ่มต้นพัฒนาภาคใต้บนหลักความคุ้มค่าและมีส่วนร่วม

การที่รัฐบาลตัดสินใจถอยโครงการนี้ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าเสียงสะท้อนจากภาคประชาชนมีความหมาย ในมุมมองของนักการเมืองรุ่นใหม่อย่างคุณวีระยุทธ การพัฒนาพื้นที่ภาคใต้จำเป็นต้องตั้งอยู่บนฐานของ วีระยุทธ ชี้รัฐบาลถอยแลนด์บริดจ์ ขอให้เป็นจุดเริ่มต้นพัฒนาภาคใต้บนหลักความคุ้มค่าและมีส่วนร่วม อย่างแท้จริง ไม่ใช่การนำงบประมาณไปลงกับโครงการที่ยังมีความเสี่ยงสูงหรือคุ้มทุนได้ยากในระยะยาว

ทำไมต้องจับตาการพัฒนาภาคใต้ให้ดี?

คุณวีระยุทธได้เน้นย้ำถึง 3 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการเดิมถูกตั้งคำถาม ได้แก่:

  • ความคุ้มค่าของการลงทุน: งบมหาศาลต้องนำไปสู่ผลตอบแทนที่จับต้องได้จริง
  • ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม: การพัฒนาจะต้องไม่ทำลายระบบนิเวศที่เป็นจุดเด่นของภาคใต้
  • ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์: การพิจารณาผลกระทบจากสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไป

ด้วยเหตุนี้ วีระยุทธ ชี้รัฐบาลถอยแลนด์บริดจ์ ขอให้เป็นจุดเริ่มต้นพัฒนาภาคใต้บนหลักความคุ้มค่าและมีส่วนร่วม จึงเป็นประโยคที่สรุปใจความสำคัญได้อย่างดีเยี่ยมว่ารัฐบาลไม่ควรทำงานแบบฉาบฉวย แต่ควรเดินหน้าโดยเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมในการออกแบบอนาคตของจังหวัดตัวเองอย่างเต็มที่

แทนที่จะเน้นโครงการขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว พรรคประชาชนได้นำเสนอยุทธศาสตร์ Southern Port Link โดยเน้นการยกระดับท่าเรือระนองและสงขลา รวมถึงการพัฒนาระบบรางเชื่อมโยงฝั่งอันดามันและอ่าวไทยให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งนับเป็นแนวทางที่มองเห็นศักยภาพที่แท้จริงของภาคใต้ ทั้งในด้านการขนส่งและการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

สุดท้ายแล้ว การพัฒนาภาคใต้ที่แข็งแกร่งต้องมาจากการตัดสินใจที่ตรงไปตรงมา การที่รัฐบาลถอยก้าวหนึ่งเพื่อทบทวนถือเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง แต่เราก็ต้องร่วมกันเฝ้าจับตาดูต่อไปว่าในอนาคตจะมีการสอดไส้งบประมาณหรือโครงการที่ไม่โปร่งใสเข้ามาอีกหรือไม่ การมีส่วนร่วมของประชาชนคือเกาะป้องกันที่ดีที่สุดที่จะทำให้เม็ดเงินภาษีถูกใช้อย่างคุ้มค่าที่สุดครับ

ที่มา – “วีระยุทธ” ชี้รัฐบาลถอยแลนด์บริดจ์ ขอให้เป็นจุดเริ่มต้นพัฒนาภาคใต้บนหลักความคุ้มค่าและมีส่วนร่วม

ชัยชนะ ลั่นแลนด์บริดจ์ถึงทางตัน จี้พัฒนาระบบรางภาคใต้

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจทันที เมื่อล่าสุดคุณชัยชนะ เดชเดโช จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเคลื่อนไหวเกี่ยวกับสถานะของเมกะโปรเจกต์ระดับประเทศ โดยมองว่าโครงการ ชัยชนะ ลั่นแลนด์บริดจ์ถึงทางตัน จี้พัฒนาระบบรางภาคใต้ หลังจากผลการศึกษาของคณะกรรมการระบุชัดเจนว่าโครงการดังกล่าวมีความคุ้มค่าต่ำและเสี่ยงต่อการแบกรับงบประมาณมหาศาล

ชัยชนะ ลั่นแลนด์บริดจ์ถึงทางตัน จี้พัฒนาระบบรางภาคใต้

การแสดงจุดยืนดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์ธรรมดา แต่เป็นการเสนอทางออกใหม่ที่ดูเป็นรูปธรรมมากกว่า โดยคุณชัยชนะชี้ให้เห็นว่าแทนที่จะทุ่มงบประมาณไปกับโครงการที่ยังไม่มีความคุ้มค่าแน่ชัด รัฐบาลควรหันมาเน้นการพัฒนาระบบรางในพื้นที่ภาคใต้ให้เชื่อมโยงกับท่าเรือสำคัญอย่างปาดังเบซาร์ กันตัง และระนอง เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์อย่างแท้จริง

ผลักดัน ทุ่งสง ให้เป็นศูนย์กระจายสินค้าฮับภาคใต้

นอกจากเรื่องระบบรางแล้ว อีกหนึ่งข้อเสนอที่น่าสนใจจาก ชัยชนะ ลั่นแลนด์บริดจ์ถึงทางตัน จี้พัฒนาระบบรางภาคใต้ คือการยกระดับอำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้กลายเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้า หรือ ICD (Inland Container Depot) เพื่อสร้างระบบเชื่อมโยงระหว่างราง ถนน และทางน้ำให้สมบูรณ์แบบเสมือนกับ ICD ลาดกระบัง

ทำไมข้อเสนอนี้ถึงน่าสนใจ สำหรับผู้ที่ศึกษาด้านโลจิสติกส์จะทราบดีว่า:

  • การขยายระบบรางช่วยลดการพึ่งพาการขนส่งทางถนน ซึ่งลดทั้งค่าเชื้อเพลิงและอุบัติเหตุ
  • ทุ่งสงมีทำเลที่ตั้งเหมาะสมในการเป็นจุดเชื่อมต่อเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งข้ามภาค
  • การใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมมาพัฒนาต่อยอด ย่อมประหยัดงบประมาณมากกว่าการสร้างใหม่ยกโครงการ

ในมุมมองของภาคประชาชน การที่รัฐบาลยอมรับฟังผลการศึกษาที่ตรงไปตรงมาถือเป็นสัญญาณที่ดี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโครงการที่สร้างภาระงบประมาณในอนาคต เงินทุกบาททุกสตางค์ที่เป็นภาษีของประชาชน ควรถูกนำไปใช้ในจุดที่สร้างผลกระทบเชิงบวกให้แก่พี่น้องในภูมิภาคอย่างยั่งยืนที่สุด

ถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐต้องปรับทิศทางจากการไล่ตามโครงการยักษ์ใหญ่ที่ฉาบฉวย มาสู่การวางโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง การเริ่มต้นจากระบบรางและศูนย์กระจายสินค้าที่เป็นสากล จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจภาคใต้ก้าวกระโดดได้จริงในระยะยาว

ที่มา – “ชัยชนะ” ลั่นแลนด์บริดจ์ถึงทางตัน จี้รัฐบาลพัฒนาระบบรางภาคใต้ ดัน “ทุ่งสง” เป็นศูนย์กระจายสินค้า

นายกฯ ลั่นจะไม่ยอมให้ทหาร-เจ้าหน้าที่ถูกรังแก ต้องนำความเป็นธรรมกลับคืนผู้สูญเสีย

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามาติดตามประเด็นร้อนแรงทางการเมืองกันสักหน่อย เมื่อทางรัฐบาลออกมาแสดงจุดยืนที่ค่อนข้างชัดเจนเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจของคนไทยทั้งประเทศ โดยประเด็นหลักคือ นายกฯ ลั่นจะไม่ยอมให้ทหาร-เจ้าหน้าที่ถูกรังแก ต้องนำความเป็นธรรมกลับคืนผู้สูญเสีย อย่างเด็ดขาด

นายกฯ ลั่นจะไม่ยอมให้ทหาร-เจ้าหน้าที่ถูกรังแก ต้องนำความเป็นธรรมกลับคืนผู้สูญเสีย

เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น เป็นสิ่งที่สร้างความสะเทือนใจเป็นอย่างมาก นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงจุดยืนว่า รัฐบาลจะไม่นิ่งเฉยและจะไม่ปล่อยให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก การประกาศจุดยืนว่า นายกฯ ลั่นจะไม่ยอมให้ทหาร-เจ้าหน้าที่ถูกรังแก ต้องนำความเป็นธรรมกลับคืนผู้สูญเสีย ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการดูแลขวัญกำลังใจของผู้ปฏิบัติงานที่ยอมเสียสละชีวิตเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

ก้าวต่อไปในการรักษาความยุติธรรมและศักดิ์ศรีเจ้าหน้าที่

แม้หลายฝ่ายจะตั้งคำถามเกี่ยวกับมาตรการหรือวิธีการเชิงรุกในพื้นที่ เช่น การประกาศใช้กฎอัยการศึกในเขตพื้นที่นราธิวาส แต่ทางนายกรัฐมนตรีได้ให้คำมั่นว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ไม่ใช่การไล่ล่าเพียงอย่างเดียว แต่มันคือการคืนความยุติธรรมให้แก่ครอบครัวผู้สูญเสียให้ได้มากที่สุด การที่ นายกฯ ลั่นจะไม่ยอมให้ทหาร-เจ้าหน้าที่ถูกรังแก ต้องนำความเป็นธรรมกลับคืนผู้สูญเสีย คือหัวใจสำคัญของการทำงานในระยะถัดไป โดยมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนดังนี้:

  • การดูแลสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ของกำลังพลที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัย
  • การสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานความมั่นคงด้วยมาตรการที่รอบคอบและเด็ดขาด
  • การเร่งนำตัวผู้กระทำความผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อเยียวยาจิตใจผู้สูญเสีย
  • การสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่ถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

อย่างไรก็ตาม ทางรัฐบาลยังคงขอสงวนท่าทีในรายละเอียดของยุทธวิธีเพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดต่อเจ้าหน้าที่และลดความเสี่ยงที่จะเกิดความสูญเสียซ้ำซ้อน ถือเป็นความท้าทายที่รัฐบาลต้องพิสูจน์ให้เห็นในเร็ววัน

โดยสรุปแล้ว การแสดงออกครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีและความเป็นธรรมอย่างยิ่ง เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่ามาตรการเหล่านี้จะส่งผลต่อสถานการณ์ในชายแดนใต้อย่างไร และหวังว่าความสงบสุขจะกลับคืนสู่พื้นที่โดยเร็วที่สุดครับ มาเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกท่านกันครับ

ที่มา – นายกฯ ลั่นจะไม่ยอมให้ทหาร-เจ้าหน้าที่ถูกรังแก ต้องนำความเป็นธรรมกลับคืนผู้สูญเสีย

“บิ๊กดุลย์” น้ำตาคลอ ขอโทษปมเข้าใจผิดห้ามใช้คำว่าไล่ล่า

“บิ๊กดุลย์” น้ำตาคลอ ขอโทษปมเข้าใจผิดห้ามใช้คำว่าไล่ล่า

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองและพูดถึงกันอยู่ในขณะนี้ สำหรับกรณีที่ “บิ๊กดุลย์” น้ำตาคลอ ขอโทษปมเข้าใจผิดห้ามใช้คำว่าไล่ล่า จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าท่านอาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับลูกน้องที่สูญเสียไปจากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ซึ่งล่าสุดเจ้าตัวได้ออกมาเปิดใจผ่านสื่อมวลชนด้วยท่าทีที่หนักแน่นแต่แฝงไปด้วยความรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง

หากย้อนกลับไปดูเหตุการณ์นี้ เมื่อช่วงวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ได้ให้สัมภาษณ์ชี้แจงถึงประเด็นดราม่าดังกล่าว โดยยืนยันว่าการที่ท่านออกมาให้สัมภาษณ์เรื่องการไม่ใช้คำว่า “ไล่ล่า” นั้น เป็นเพราะต้องการระมัดระวังในเรื่องของการยกระดับความขัดแย้ง แต่กลับกลายเป็นว่าสื่อสารออกไปไม่ครบจนทำให้เกิดความเข้าใจผิดไปว่าไม่รักลูกน้อง ซึ่งแน่นอนว่าประเด็น “บิ๊กดุลย์” น้ำตาคลอ ขอโทษปมเข้าใจผิดห้ามใช้คำว่าไล่ล่า นี้ สร้างความสะเทือนใจให้แก่เจ้าตัวไม่น้อย เพราะชีวิตทหารที่ผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชน ย่อมเข้าใจความเสียสละของลูกน้องดีที่สุด

เหตุผลเบื้องหลังคำพูดที่ถูกตีความผิดพลาด

ท่าน รมว.กลาโหม ได้กล่าวย้ำอย่างชัดเจนว่า “ลูกน้องต้องไม่ตายฟรี” และได้รับสั่งให้แม่ทัพภาคที่ 4 เร่งติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุมาลงโทษให้ได้ โดยท่านได้อธิบายประเด็นที่หลายคนสงสัยเพิ่มเติมดังนี้:

  • หัวใจของการเป็นทหารยังคงเหมือนเดิม ไม่เคยเปลี่ยนไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด
  • การเลือกใช้คำพูดในฐานะรัฐมนตรีต้องมีความเหมาะสมเพื่อไม่ให้เป็นการเติมไฟในพื้นที่
  • ความผิดพลาดในการสื่อสารที่ทำให้สังคมเข้าใจผิดว่าท่านไม่เสียใจกับการสูญเสียของลูกน้อง

หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่าทำไมเรื่องนี้ถึงกลายเป็นประเด็นใหญ่โต? คำตอบอาจอยู่ที่ความคาดหวังของประชาชนที่อยากเห็นท่าทีที่แข็งกร้าวจากผู้นำทัพในยามที่เกิดเหตุร้ายแรง แต่การที่ “บิ๊กดุลย์” น้ำตาคลอ ขอโทษปมเข้าใจผิดห้ามใช้คำว่าไล่ล่า ในครั้งนี้ก็นับเป็นการแสดงความรับผิดชอบและพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้จะอยู่ในตำแหน่งบริหารทางเมือง แต่หัวใจของท่านยังคงอยู่กับลูกน้องที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญเสมอมา

บทเรียนในครั้งนี้ทำให้เราเห็นว่า “การสื่อสาร” เป็นเรื่องละเอียดอ่อน โดยเฉพาะในบริบทของความปลอดภัยและความมั่นคงที่คนไทยแทบทั้งประเทศให้ความสนใจ ความจริงใจที่สื่อออกมาผ่านน้ำตาในวันนี้ น่าจะช่วยคลี่คลายข้อสงสัยและทำให้ประชาชนเข้าใจเจตนาของท่าน รมว.กลาโหม มากยิ่งขึ้น ในฐานะคนทำงาน เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้เห็นกระบวนการยุติธรรมนำตัวคนผิดมาลงโทษได้โดยเร็วที่สุด เพื่อเป็นเกียรติแก่ทหารพรานผู้เสียสละทั้ง 5 นาย

ที่มา – “บิ๊กดุลย์” น้ำตาคลอ ขอโทษสื่อสารไม่ครบ ทำคนเข้าใจผิดว่าไม่รักลูกน้อง ปมห้ามใช้คำว่าไล่ล่า

Scroll to top