ข่าวการเมืองล่าสุด

อนุทิน ปลุกผู้บริหารมท. รีเซ็ตกระทรวงใหม่ สร้างศรัทธาประชาชน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล เดินหน้าเรียกประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย เพื่อหาแนวทางขับเคลื่อนองค์กรขนานใหญ่ ในภารกิจ อนุทิน ปลุกผู้บริหารมท. รีเซ็ตกระทรวงใหม่ สร้างศรัทธาประชาชน หลังจากที่หน่วยงานต้องเผชิญกับมรสุมปัญหาการทุจริตในท้องถิ่นที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชน

อนุทิน ปลุกผู้บริหารมท. รีเซ็ตกระทรวงใหม่ สร้างศรัทธาประชาชน อย่างเร่งด่วน

ในการประชุมเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา นายอนุทินได้ย้ำชัดเจนว่า กระทรวงมหาดไทยถึงเวลาแล้วที่จะต้องทำความสะอาดบ้านครั้งใหญ่ โดยเปรียบเปรยถึงเรื่องของการคัดกรองบุคลากรและจัดการปัญหาหญ้ากาฝาก เพื่อไม่ให้คนดีในองค์กรต้องเดือดร้อน หรือเสียกำลังใจในการทำงาน ซึ่งนี่ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ อนุทิน ปลุกผู้บริหารมท. รีเซ็ตกระทรวงใหม่ สร้างศรัทธาประชาชน ให้หวนคืนกลับมาอีกครั้ง

ก้าวต่อไปของมหาดไทย: เลิกแค้น เดินหน้าสร้างผลงาน

นายอนุทินยืนยันว่า ตนไม่ได้เข้ามาด้วยความแค้นในอดีต แต่มาพร้อมกับความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น โดยระบุว่าไม่มีเรื่องส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง และพร้อมที่จะรับฟังข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อยกระดับศักยภาพในการบริการพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ

ประเด็นที่น่าจับตามองและถือเป็นวาระเร่งด่วน ได้แก่:

  • การปราบปรามการทุจริตสอบท้องถิ่นอย่างเด็ดขาดร่วมกับ ป.ป.ช.
  • การจัดระเบียบสถานบันเทิงและป้องกันปัญหาการค้ามนุษย์
  • การเตรียมการรับมือภัยพิบัติและดูแลทรัพยากรธรรมชาติบริเวณชายแดน
  • การประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการเตรียมหารือกับผู้นำเมียนมาในเดือนสิงหาคมนี้

สำหรับการบริหารงานในระยะจากนี้ นายอนุทินตั้งใจเต็มที่ที่จะใช้โอกาสในช่วงเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป ในการปรับจูนการทำงานของทุกกรมและทุกจังหวัดให้สอดประสานกันมากขึ้น โดยเน้นย้ำว่าหากใครมีความคิดเห็นดีๆ ที่จะช่วยให้การทำงานในพื้นที่ทำได้ง่ายขึ้นและเข้าถึงประชาชนมากขึ้น ให้รีบเสนอเข้ามาได้ทันที

นอกจากนี้ ยังมีการสั่งการเตรียมข้อมูลสำคัญเพื่อรองรับการมาเยือนของผู้นำเมียนมา เพื่อให้การขับเคลื่อนงานในพื้นที่ชายแดนเป็นไปอย่างราบรื่นและเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมสูงสุด ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากระทรวงมหาดไทยภายใต้การนำของนายอนุทินนั้น พร้อมที่จะทำงานเชิงรุกในทุกมิติ ทั้งงานภายในประเทศและการต่างประเทศ

สุดท้ายนี้ สิ่งที่พี่น้องประชาชนคาดหวังได้จากการรีเซ็ตกระทรวงในครั้งนี้ คือการได้เห็นมหาดไทยที่รับใช้ประชาชนด้วยความโปร่งใส ปราศจากการเรียกรับผลประโยชน์ และมุ่งเน้นการสร้างผลงานที่สัมผัสได้จริง เพราะรากฐานที่มั่นคงของประเทศเริ่มจากหน่วยงานที่เข้มแข็งและมือสะอาด เราคงต้องมารอดูกันต่อไปว่า การปรับรื้อระบบครั้งนี้จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนตั้งตารอได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – “อนุทิน” ปลุกผู้บริหารมท. รีเซ็ตกระทรวงใหม่ สร้างศรัทธาประชาชน หลังเจอมรสุมโกงท้องถิ่น

สว.อำนาจเจริญ เตรียมแจ้งความ เป๋า iLaw โพสต์กล่าวหาขาดคุณสมบัติ

สว.อำนาจเจริญ เตรียมแจ้งความ เป๋า iLaw โพสต์กล่าวหาขาดคุณสมบัติ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อนายสมพาน พละศักดิ์ สว.อำนาจเจริญ ได้ออกมาประกาศกร้าวเตรียมแจ้งความดำเนินคดีกับ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ หรือ “เป๋า iLaw” ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หลังจากที่เจ้าตัวได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กกล่าวหาว่า สว.อำนาจเจริญ ทั้ง 2 ท่าน ได้แก่ นายสมพาน และนางแดง กองมา ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่ง สว. กลุ่ม 10 งานนี้บอกเลยว่าดุเดือดไม่เบาครับ

เบื้องลึกดราม่า สว.อำนาจเจริญ เตรียมแจ้งความ เป๋า iLaw โพสต์กล่าวหาขาดคุณสมบัติ

นายสมพานได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า กรณีที่ถูกกล่าวหานั้นเป็นเรื่องเก่าที่ยืดเยื้อมานานกว่า 2 ปีแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ทั้งตนและนางแดงได้ถูกร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาแล้ว แต่ทาง กกต. ก็ได้พิจารณาและตีตกคำร้องไปเรียบร้อย เนื่องจากหลักฐานและเอกสารยืนยันชัดเจนว่าทั้งสองท่านมีคุณสมบัติครบถ้วน โดยเฉพาะในเรื่องประสบการณ์การทำงานในกลุ่มที่สมัครไม่น้อยกว่า 10 ปี ตามที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด

นายสมพานยังได้ตั้งคำถามถึงการกระทำของนายยิ่งชีพว่า ในฐานะที่เป็นนักกฎหมาย ทำไมถึงไม่ตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนที่จะนำเสนอข้อมูลออกสู่สาธารณะ การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่สร้างความเข้าใจผิดให้กับสังคม แต่ยังส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของสมาชิกวุฒิสภาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

  • นายสมพานยืนยันว่า กกต. มีคำวินิจฉัยที่ 249/2567 และ 17/2568 รองรับแล้ว
  • มีการตั้งข้อสังเกตถึงวัตถุประสงค์ของการทำคอนเทนต์ในครั้งนี้ว่าแอบแฝงประเด็นใดหรือไม่
  • เป้าหมายหลักคือการรักษาสิทธิ์และการปกป้องชื่อเสียงจากการถูกหมิ่นประมาท

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่องของการตีความ “กลุ่ม 10” ซึ่งนายยิ่งชีพอาจมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปจากนิยามทางกฎหมาย ทางด้านนายสมพานจึงได้ออกมาตอกกลับว่า การที่นักกฎหมายอย่างนายยิ่งชีพออกมาแสดงความคิดเห็นในลักษณะนี้โดยขาดการกลั่นกรอง อาจเข้าข่ายการชี้นำโดยไม่สุจริต ซึ่งนอกจากจะต้องเผชิญกับการแจ้งความดำเนินคดีแล้ว ทางฝั่ง สว. ทั้งสองท่านยังมองว่าการกระทำนี้ดูจะเป็นการ “หาคดีเพิ่ม” ให้กับตัวเองเสียมากกว่า

บทสรุปของเรื่องนี้คงต้องให้เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมายครับ ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง เราคงต้องรอติดตามดูว่าบทสรุปของคดีนี้จะเป็นอย่างไร และการเปิดประเด็นในครั้งนี้ของ iLaw จะส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือขององค์กรอย่างไรบ้าง ส่วนตัวคิดว่าการวิพากษ์วิจารณ์เป็นสิทธิ์ที่ทำได้ในสังคมประชาธิปไตย แต่ทุกอย่างต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงและความถูกต้องเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่น

ที่มา – “สว.อำนาจเจริญ” เตรียมแจ้งความ “เป๋า iLaw” โพสต์กล่าวหาว่าขาดคุณสมบัติเป็น สว.

อนุทิน ย้อนถามแปลกตรงไหน ภรรยาเนวิน โพสต์ ดีก็คบทรยศก็ตัดทิ้ง

อนุทิน ย้อนถามแปลกตรงไหน ภรรยาเนวิน โพสต์ ดีก็คบทรยศก็ตัดทิ้ง

กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองทันที เมื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการโพสต์ภาพร่วมกับ นายเนวิน ชิดชอบ และ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์ภายในพรรคภูมิใจไทย โดยประเด็นที่หลายคนจับตาคือข้อความจากเฟซบุ๊กของ นางกรุณา ชิดชอบ ที่ดูเหมือนจะสื่อความหมายนัยยะบางอย่าง ซึ่งคำถามที่ว่า อนุทิน ย้อนถามแปลกตรงไหน ภรรยาเนวิน โพสต์ ดีก็คบทรยศก็ตัดทิ้ง กลายเป็นประโยคที่สะท้อนถึงมุมมองของเจ้าตัวต่อเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี

เปิดใจ อนุทิน ย้อนถามแปลกตรงไหน ภรรยาเนวิน โพสต์ ดีก็คบทรยศก็ตัดทิ้ง

ในการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน นายอนุทินได้กล่าวถึงบรรยากาศการพูดคุยว่าไม่มีอะไรที่ต้องเคลียร์ใจ พร้อมกับกล่าวอย่างมีอารมณ์ขันว่าทำไมสื่อถึงชอบตั้งคำถามให้ดูแตกแยกกันอยู่ตลอดเวลา พร้อมย้ำว่าความสัมพันธ์ที่อยู่กันมาเนิ่นนานนั้นมีความแน่นแฟ้นเกินกว่าจะมานั่งเคลียร์อะไรแบบที่คนนอกคิด โดยมองว่านี่เป็นเรื่องภายในครอบครัวและเรื่องภายในพรรคภูมิใจไทยที่ไม่จำเป็นต้องมาแจ้งให้ใครทราบ

สำหรับการโพสต์ข้อความของภรรยานายเนวินที่ว่า “เหลี่ยมจัดก็ตัดทิ้ง ดีก็คบทรยศก็ตัดทิ้ง โตแล้วอย่าซับซ้อน” นายอนุทิน ได้ตอบกลับสื่อถึงกรณี อนุทิน ย้อนถามแปลกตรงไหน ภรรยาเนวิน โพสต์ ดีก็คบทรยศก็ตัดทิ้ง อย่างตรงไปตรงมาว่า มันผิดตรงไหน เพราะการคบหากันควรอยู่บนพื้นฐานของความจริงใจ ไม่ใช่การโกหกหลอกลวงประชาชน และวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มคนที่ปล่อยข่าวโดยไม่มีข้อมูลหรือหิวแสงว่าไม่ควรค่าแก่การเชื่อถือ

ประเด็นที่น่าสนใจจากเหตุการณ์นี้คือ:

  • การเน้นย้ำถึงความเป็นพี่เป็นน้องภายในพรรคที่ยาวนาน
  • การวิพากษ์วิจารณ์นักวิเคราะห์การเมืองที่ขาดข้อมูลรอบด้าน
  • ความชัดเจนในการปกป้องคนใกล้ชิดตามสไตล์ของหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

ท้ายที่สุด การเคลื่อนไหวของคนในพรรคภูมิใจไทยครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์การนิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหวต่อกระแสข่าวลือ การที่นายอนุทินเลือกจะตอบโต้ด้วยการย้อนถามกลับแทนที่จะแก้ต่างแบบยาวเหยียด ถือเป็นการส่งสัญญาณว่าเขามั่นใจในความเหนียวแน่นของขั้วอำนาจตนเองอย่างเต็มที่ ซึ่งชาวเน็ตเองก็ต้องใช้วิจารณญาณในการรับข่าวสารและคัดกรองข้อมูลให้ดี เพราะในโลกการเมืองยุคปัจจุบัน ข่าวลือมักสร้างความปั่นป่วนได้มากกว่าความเป็นจริงเสมอ

ที่มา – “อนุทิน” ย้อนถามแปลกตรงไหน “ภรรยาเนวิน” โพสต์ “ดีก็คบทรยศก็ตัดทิ้ง”

จุลพันธ์แจงแค่ชะลอเลือกตั้ง บอร์ดประกันสังคม รอศาลตัดสิน

เชื่อว่าเพื่อนๆ ผู้ประกันตนหลายคนคงกำลังจับตาดูกันอย่างใกล้ชิด สำหรับประเด็นการเมืองเรื่องการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ล่าสุด นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ออกมาพูดถึงประเด็นร้อนที่หลายคนกังวลใจว่าสรุปแล้วการเลือกตั้งจะถูกเลื่อนออกไปใช่หรือไม่? โดยท่านยืนยันชัดเจนว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ คือการชะลอเพื่อรอความชัดเจนจากศาล ไม่ใช่การเลื่อนการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมแต่อย่างใด

สถานการณ์จริง จุลพันธ์แจงแค่ชะลอเลือกตั้ง บอร์ดประกันสังคม

นายจุลพันธ์ อธิบายถึงเหตุการณ์ที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามประกาศการลงทะเบียนเลือกตั้งชั่วคราว ว่าเป็นขั้นตอนที่เกิดขึ้นหลังจากมีผู้มาร้องเรียน โดยสำนักงานประกันสังคมจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมายและรอคำวินิจฉัยจากศาล เพื่อให้กระบวนการทุกอย่างมีความโปร่งใสและถูกต้องตามระเบียบที่กำหนดไว้ โดยท่านย้ำว่าความพยายามที่จะให้มีการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมโดยเร็วที่สุดนั้นยังคงเป็นเป้าหมายหลัก เพื่อให้ได้คณะกรรมการที่มีอำนาจเต็มเข้ามาขับเคลื่อนงานประกันสังคมให้เดินหน้าต่อไปได้

ทำความเข้าใจ ทำไมถึงไม่ใช่การเลื่อนการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม?

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมต้องชะลอ? ท่านรัฐมนตรีได้ไขข้อข้องใจว่า:

  • ระเบียบการเลือกตั้งเดิมยังคงมีผลบังคับใช้
  • การดำเนินการเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายอย่างเคร่งครัด
  • ทางกระทรวงและสำนักงานประกันสังคมกำลังดำเนินการยื่นอุทธรณ์คำสั่งทุเลา เพื่อให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นได้ตามกรอบเวลาเดิมคือวันที่ 27 กันยายน

นอกจากนี้ นายจุลพันธ์ยังได้ฝากถึงผู้ประกันตนและนายจ้างว่า ไม่ควรตื่นตระหนกกับกระแสข่าวลือ เพราะเป้าหมายสูงสุดคือการจัดให้มีการเลือกตั้งให้ได้ตามกำหนดการเดิม หากศาลวินิจฉัยในทิศทางที่เป็นบวก เราก็เดินหน้าเลือกตั้งได้ทันที แต่หากมีเหตุฉุกเฉินหรือต้องปรับแก้ระเบียบก็เป็นขั้นตอนตามกฎหมายที่ต้องดำเนินการต่อไป ซึ่งท่านยืนยันว่าไม่มีความตั้งใจที่จะขัดขวางการเลือกตั้งแต่อย่างใด

สุดท้ายนี้ ในฐานะผู้ประกันตนที่ได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ การที่มีคณะกรรมการบอร์ดประกันสังคมที่มาจากการเลือกตั้งย่อมเป็นเรื่องที่ดีในการเป็นกระบอกเสียงแทนเราทุกคน ดังนั้นคงทำได้เพียงร่วมกันติดตามข่าวสารจากช่องทางทางการของสำนักงานประกันสังคมอย่างใกล้ชิด เพราะถึงอย่างไรการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมต้องเกิดขึ้นแน่นอน เพื่อรักษาสิทธิและประโยชน์สูงสุดของผู้ประกันตนทุกคนครับ

ที่มา – “จุลพันธ์” แจงไม่ใช่การเลื่อน แค่ชะลอเลือกตั้ง “บอร์ดประกันสังคม” รอความชัดเจนศาล

สยบพวกชอบปั่น พิพัฒน์โชว์ภาพ 2 น. 1 พ. ย้ำสัมพันธ์ 20 ปี

สยบพวกชอบปั่น พิพัฒน์โชว์ภาพ 2 น. 1 พ. ย้ำสัมพันธ์ 20 ปี

ท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองที่มักเกิดขึ้นเป็นปกติในแวดวงอำนาจ ล่าสุด นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อจัดการกับประเด็นดังกล่าวด้วยตัวเอง ด้วยการนำภาพถ่ายร่วมกันของ 2 น. กับ 1 พ. มาเผยแพร่ เพื่อยืนยันความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและสยบพวกชอบปั่น “พิพัฒน์” บอกโชว์ภาพ 2 น.-1 พ. ย้ำสัมพันธ์คบกันมาร่วม 20 ปี ให้ชัดเจนต่อหน้าสาธารณชน

ความสัมพันธ์ที่ผ่านบทพิสูจน์มานาน

นายพิพัฒน์ชี้แจงว่า การเผยแพร่ภาพถ่ายนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่หรือเรื่องบังเอิญ แต่เป็นการตอกย้ำว่ากลุ่มของพวกเขามีความสัมพันธ์กันมาอย่างยาวนานร่วม 20 ปี ไม่ใช่เพิ่งมาคบหากันเพียง 1-2 ปี ดังนั้นกระแสข่าวเรื่องความแตกแยกที่ถูกปล่อยออกมาจากผู้ไม่หวังดีนั้นจึงไม่มีน้ำหนักและไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

  • มีการประชุมและพูดคุยกันเป็นประจำทุกสัปดาห์
  • สื่อสารกันผ่านทางโทรศัพท์แทบทุกวันในเรื่องงานและเรื่องทั่วไป
  • บรรยากาศการพูดคุยเป็นไปด้วยดีและมีความเข้าใจกันอย่างลึกซึ้ง

นายพิพัฒน์ยังกล่าวถึงนายเนวิน ชิดชอบว่า ไม่ได้ให้ความสนใจกับข่าวลือเหล่านี้ เพราะเข้าใจดีว่าการสร้างความแตกแยกเป็นกลยุทธ์ปกติของฝ่ายที่จ้องทำลาย การนำเสนอข้อมูลความสัมพันธ์ที่แท้จริงผ่านรูปถ่ายจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการ สยบพวกชอบปั่น “พิพัฒน์” บอกโชว์ภาพ 2 น.-1 พ. ย้ำสัมพันธ์คบกันมาร่วม 20 ปี ได้เป็นอย่างดี เพื่อไม่ให้สังคมหลงเชื่อข้อมูลบิดเบือน

สำหรับประเด็นที่หลายคนตั้งข้อสังเกต ถึงการที่นางกรุณา ชิดชอบ โพสต์ข้อความที่ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์นั้น นายพิพัฒน์ระบุว่าตนยังไม่เห็นโพสต์ดังกล่าวและเชื่อว่าไม่ใช่ประเด็นหลัก เพราะหัวใจสำคัญคือความแน่นแฟ้นที่พิสูจน์ได้จากการเดินเคียงข้างกันมาตลอด 2 ทศวรรษ

สุดท้ายนี้ การออกมาพูดชัดเจนของนายพิพัฒน์ในครั้งนี้เปรียบเสมือนการปิดประตูตายให้กับข่าวลือที่หวังผลทางการเมือง การรักษาความสัมพันธ์ในระยะยาวด้วยความเชื่อใจเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำงานร่วมกัน การที่นายพิพัฒน์ใช้จุดแข็งจากการ สยบพวกชอบปั่น “พิพัฒน์” บอกโชว์ภาพ 2 น.-1 พ. ย้ำสัมพันธ์คบกันมาร่วม 20 ปี แสดงให้เห็นว่าความจริงใจและการสื่อสารที่ชัดเจนยังคงเป็นอาวุธที่ดีที่สุดเสมอ หวังว่าเหตุการณ์นี้จะช่วยให้ข้อมูลข่าวสารมีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้นครับ

ที่มา – สยบพวกชอบปั่น “พิพัฒน์” บอกโชว์ภาพ 2 น.-1 พ. ย้ำสัมพันธ์คบกันมาร่วม 20 ปี

ครม. เคาะยกเว้นภาษีเงินได้ ชาวประมงนำเรือออกนอกระบบ

ครม. เคาะยกเว้นภาษีเงินได้ ชาวประมงนำเรือออกนอกระบบ

ข่าวดีสำหรับพี่น้องชาวประมงไทยครับ! ล่าสุดคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินชดเชยตามโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาภาระให้กับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ ในการจัดการทรัพยากรประมงทะเลไทยให้ยั่งยืน โดยงานนี้พี่น้องชาวประมงจะได้รับเงินเยียวยาไปแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพื่อนำไปตั้งตัวหรือประกอบอาชีพใหม่ได้อย่างคล่องตัวครับ

รายละเอียดการช่วยเหลือจาก ครม. เคาะยกเว้นภาษีเงินได้ ชาวประมงนำเรือออกนอกระบบ

สำหรับมาตรการเยียวยาในครั้งนี้ ครอบคลุมทั้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับเงินที่กรมประมงจ่ายให้แก่เจ้าของเรือที่เข้าร่วมโครงการในปี 2568-2569 ซึ่งรัฐบาลตั้งใจอย่างยิ่งที่จะให้เงินก้อนนี้เป็นทุนสำรองสำหรับพี่น้องชาวประมงในการฟื้นฟูคุณภาพชีวิต โดยไม่ต้องกังวลเรื่องภาระภาษีปลายปีครับ

หากถามว่าใครบ้างที่จะได้รับสิทธิ์นี้ มาตรการนี้ครอบคลุมกลุ่มเรือประมงที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 923 ลำ ซึ่งแบ่งเป็นกลุ่มหลักๆ ดังนี้:

  • กลุ่มที่แยกชิ้นส่วนหรือทำลายเรือจำนวน 877 ลำ
  • กลุ่มที่นำเรือไปดัดแปลงใช้ประโยชน์อื่น เช่น ร้านกาแฟ หรือพิพิธภัณฑ์ จำนวน 1 ลำ
  • กลุ่มที่เปลี่ยนประเภทเรือเพื่อใช้ในกิจการอื่น จำนวน 45 ลำ

รัฐบาลคาดหวังว่าการดำเนินการนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเรื่องรายได้ แต่ยังเป็นการรักษาสมดุลของระบบนิเวศทางทะเลให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง หลังจากที่มีการบริหารจัดการจำนวนเรือให้เหมาะสมกับปริมาณทรัพยากรสัตว์น้ำมาอย่างต่อเนื่อง

การที่พี่น้องชาวประมงได้รับเงินชดเชยเต็มจำนวนตามมาตรการ ครม. เคาะยกเว้นภาษีเงินได้ ชาวประมงนำเรือออกนอกระบบ ในครั้งนี้ ถือเป็นสิ่งที่รัฐบาลพยายามช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลเรือที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว รวมถึงช่วยลดหนี้สินและเป็นทุนตั้งต้นที่ดีในการทำมาหากินในรูปแบบใหม่ครับ

โดยส่วนตัวผมมองว่า นี่เป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของภาครัฐที่จะดูแลผู้ได้รับผลกระทบไปพร้อมๆ กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพราะการสนับสนุนให้ชาวประมงสามารถปรับตัวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านของอาชีพได้อย่างราบรื่น คือหัวใจหลักที่จะทำให้ชุมชนประมงอยู่ได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาวครับ

ที่มา – ครม. เคาะยกเว้นภาษีเงินได้ ชาวประมงนำเรือออกนอกระบบ ให้ได้รับเงินเยียวยาเต็มจำนวน

ครม. เห็นชอบให้คงภาษี VAT 7% อีก 1 ปี สิ้นสุด 30 ก.ย. 2570

ข่าวดีสำหรับคนไทยทุกคนครับ! ล่าสุดมีมติจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีออกมาอย่างเป็นทางการแล้วว่า ครม. เห็นชอบให้คงภาษี VAT 7% อีก 1 ปี สิ้นสุด 30 ก.ย. 2570 ซึ่งถือเป็นข่าวที่ช่วยลดความกังวลใจให้กับผู้บริโภคและภาคธุรกิจได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว ใครที่กำลังวางแผนจับจ่ายใช้สอย หรือทำธุรกิจอยู่ สบายใจกันได้ยาวๆ เลยครับ

ครบทุกรายละเอียด ครม. เห็นชอบให้คงภาษี VAT 7% อีก 1 ปี สิ้นสุด 30 ก.ย. 2570

การตัดสินใจครั้งนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในภาวะเศรษฐกิจที่ยังต้องการการกระตุ้น โดยกระทรวงการคลังได้เสนอให้มีการขยายระยะเวลาจากเดิมที่จะสิ้นสุดในเดือนกันยายนปี 2569 ขยายออกไปจนถึงสิ้นเดือนกันยายนปี 2570 ทำให้เรายังคงจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราเดิมที่ 7% ต่อไปอีกหนึ่งปีเต็มๆ ครับ

ทำไมการคงภาษี VAT 7% ถึงส่งผลดีกับเศรษฐกิจ?

หลายคนอาจสงสัยว่าการที่ ครม. เห็นชอบให้คงภาษี VAT 7% อีก 1 ปี สิ้นสุด 30 ก.ย. 2570 นั้นมีความสำคัญอย่างไรบ้าง? มาดูกันครับ:

  • ช่วยคงกำลังซื้อ: เมื่อภาษีไม่เพิ่มขึ้น ราคาสินค้าจึงไม่ขยับตัวสูงขึ้นตาม ทำให้ประชาชนสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น
  • ส่งเสริมภาคการลงทุน: บรรดาผู้ประกอบการและนักลงทุนเกิดความเชื่อมั่น ช่วยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง
  • กระตุ้นการบริโภค: เมื่อประชาชนรู้สึกว่าราคาสินค้าไม่แพงจนเกินไป ย่อมส่งผลดีต่อตัวเลขการจับจ่ายใช้สอยในภาพรวมของประเทศ

นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวยังครอบคลุมไปถึงการขายสินค้า การให้บริการ และการนำเข้าทุกกรณี ตามมติที่ประชุมทางภาครัฐได้ระบุไว้ เพื่อให้ครอบคลุมทุกภาคส่วนของระบบเศรษฐกิจไทยให้ขับเคลื่อนไปได้อย่างราบรื่นที่สุดในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ครับ

ในมุมมองของผม มาตรการนี้คือฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยพยุงสถานการณ์ค่าครองชีพได้ดีจริงๆ ในช่วงเวลาที่โลกและเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง การมีภาระภาษีที่คาดการณ์ได้จะช่วยให้เราวางแผนการเงินในอนาคตได้แม่นยำขึ้น หวังว่ามาตรการนี้จะช่วยสร้างกำลังใจให้กับทุกคนในการใช้ชีวิตและการทำธุรกิจต่อไปครับ

ที่มา – ครม. เห็นชอบให้คงภาษี VAT 7% อีก 1 ปี สิ้นสุด 30 ก.ย. 2570

มติ ครม. ขยายเวลาอุทธรณ์บัตรคนจน ถึง 31 ส.ค. นี้ ปลดล็อกเกณฑ์รถเก่าออก

มติ ครม. ขยายเวลาอุทธรณ์บัตรคนจน ถึง 31 ส.ค. นี้ ปลดล็อกเกณฑ์รถเก่าออก

ข่าวดีสำหรับพี่น้องประชาชนที่รอคอยความชัดเจนเรื่องสวัสดิการแห่งรัฐ ล่าสุดรัฐบาลได้มี มติ ครม. ขยายเวลาอุทธรณ์บัตรคนจน ถึง 31 ส.ค. นี้ ปลดล็อกเกณฑ์รถเก่าออก เพื่อให้ผู้ที่ตกหล่นหรือเข้าข่ายได้รับสิทธิแต่ติดปัญหาเรื่องคุณสมบัติเดิม ได้มีโอกาสยื่นทบทวนสิทธิอีกครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นข่าวดีที่ช่วยให้ประชาชนจำนวนมากได้รับความเป็นธรรมมากขึ้นครับ

การขยายเวลาในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเลื่อนกำหนดการเท่านั้น แต่ยังมีการปรับปรุงเกณฑ์การพิจารณาทรัพย์สินโดยเฉพาะเรื่อง รถเก่า ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้หลายคนถูกตัดสิทธิเพราะเกณฑ์เรื่องยานพาหนะที่อาจไม่สะท้อนถึงฐานะที่แท้จริงในปัจจุบัน

รายละเอียดการปรับเกณฑ์และขยายเวลาอุทธรณ์

สำหรับการเปลี่ยนแปลงสำคัญตาม มติ ครม. ขยายเวลาอุทธรณ์บัตรคนจน ถึง 31 ส.ค. นี้ ปลดล็อกเกณฑ์รถเก่าออก มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

  • ขยายเวลาอุทธรณ์: จากเดิมสิ้นสุด 31 ก.ค. ขยายออกไปจนถึงวันที่ 31 ส.ค. 2569
  • เกณฑ์รถยนต์: รถยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 20 ปี จะไม่นำมาคำนวณเป็นทรัพย์สินที่จะถูกตัดสิทธิ
  • เกณฑ์รถจักรยานยนต์: สำหรับรถมอเตอร์ไซค์ที่มีอายุเกิน 15 ปี (เครื่องยนต์ไม่เกิน 300 ซีซี) จะไม่นำมาเป็นเกณฑ์ตัดสิทธิเช่นกัน
  • การเริ่มใช้สิทธิ: สำหรับผู้ที่ผ่านการคัดเลือกในรอบใหม่ รวมถึงผู้ถือบัตรเดิม จะสามารถเริ่มใช้สิทธิพร้อมกันได้ทั่วประเทศในวันที่ 1 ต.ค. 2569 นี้

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่มีความกังวลว่าข้อมูลของตนเองไม่เป็นปัจจุบัน หรือมีชื่อไปปรากฏในฐานข้อมูลทรัพย์สินโดยที่ความเป็นจริงไม่ได้ครอบครองแล้ว ทางภาครัฐแนะนำให้รีบดำเนินการยื่นทบทวนสิทธิให้ทันตามกำหนดเวลาใหม่ เพื่อรักษาสิทธิของท่านไว้ให้ได้มากที่สุดครับ

คำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่ยื่นอุทธรณ์

หากคุณเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ไม่ผ่านเกณฑ์เนื่องจากปัญหาบัญชีเงินฝากที่ไม่ได้ใช้งานจริง หรือปัญหาเรื่องรถยนต์ที่มีสภาพเสื่อมโทรมมาก ผมแนะนำว่าให้เตรียมเอกสารให้พร้อมและเข้าไปติดต่อที่หน่วยงานรับยื่นอุทธรณ์ หรือใช้บริการผ่านช่องทาง One Stop Service ที่ทางรัฐบาลได้จัดเตรียมไว้ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้อง

การที่รัฐบาลตัดสินใจนำ มติ ครม. ขยายเวลาอุทธรณ์บัตรคนจน ถึง 31 ส.ค. นี้ ปลดล็อกเกณฑ์รถเก่าออก มาใช้ สะท้อนให้เห็นถึงการรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งหวังว่าการปรับเกณฑ์ในครั้งนี้ จะช่วยให้ผู้ที่เดือดร้อนจริงๆ ได้รับสวัสดิการอย่างทั่วถึงและเป็นธรรมครับ อย่าลืมตรวจสอบสิทธิของท่านผ่านช่องทางหลักอย่างแอปฯ เป๋าตัง หรือเว็บไซต์ของกรมการปกครองกันนะครับ

ที่มา – มติ ครม. ขยายเวลาอุทธรณ์บัตรคนจน ถึง 31 ส.ค. นี้ ปลดล็อกเกณฑ์รถเก่าออก

“เท้ง” ยัน พรรคประชาชนไม่มีแนวคิด “ล้มโครงการ 30 บาทและบัตรทอง”

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์เมื่อมีการตั้งคำถามถึงทิศทางนโยบายด้านสาธารณสุขของพรรคการเมืองน้องใหม่ ซึ่งวันนี้เราจะมาเคลียร์ชัดให้หายข้องใจกันครับว่า “เท้ง” ยัน พรรคประชาชนไม่มีแนวคิด “ล้มโครงการ 30 บาทและบัตรทอง” ตามที่หลายคนยังคงกังวลใจ เพราะโครงการนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของสวัสดิการภาครัฐที่ทุกคนต้องเข้าถึงอย่างเท่าเทียม

“เท้ง” ยัน พรรคประชาชนไม่มีแนวคิด “ล้มโครงการ 30 บาทและบัตรทอง”

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมายืนยันผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียว่า ข่าวลือเรื่องการล้มเลิกโครงการดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด โดยพรรคยังคงยึดถือว่าระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือบัตรทอง คือสิ่งที่ช่วยให้คนไทยทุกคนเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้โดยไม่กังวลเรื่องฐานะทางการเงิน ซึ่งถือเป็นความภูมิใจของระบบสาธารณสุขไทยในระดับสากล

ทำความเข้าใจจุดยืน: ทำไมพรรคประชาชนถึงสนับสนุนบัตรทอง?

ในมุมมองของพรรคประชาชน การที่ “เท้ง” ยัน พรรคประชาชนไม่มีแนวคิด “ล้มโครงการ 30 บาทและบัตรทอง” นั้นไม่ได้แปลว่าเราจะปล่อยให้ระบบดำเนินไปแบบเดิมโดยไม่แก้ไข แต่เรากลับมองว่าถึงเวลาที่ต้องปฏิรูปให้ดียิ่งขึ้น โดยมีหลักการสำคัญดังนี้:

  • เน้นการแก้ไขที่ต้นตอของปัญหาการจัดการงบประมาณ
  • ยกระดับคุณภาพบริการให้มีความยั่งยืนมากขึ้น
  • รักษาขวัญและกำลังใจของบุคลากรทางการแพทย์อย่างจริงจัง
  • ประชาชนต้องไม่เสียสิทธิประโยชน์ และไม่มีภาระเพิ่มขึ้น

พรรคประชาชนยืนยันว่าการแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 จะต้องทำไปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ไม่ใช่เพื่อลดทอนสิทธิของประชาชน เราจะพิจารณาร่างกฎหมายต่างๆ อย่างรอบคอบที่สุดเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน และยินดีที่จะรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนโรงพยาบาล หรือองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อให้การปฏิรูปครั้งนี้บรรลุผลสำเร็จสูงสุด

ในฐานะประชาชนผู้ใช้บริการ เราจึงสบายใจได้ว่าพรรคการเมืองยังคงให้ความสำคัญกับสวัสดิการขั้นพื้นฐาน ซึ่งเปรียบเสมือนหลักประกันศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยพรรคจะมุ่งผลักดันให้คณะกรรมการ สปสช. มีตัวแทนจากภาคประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์มากขึ้น เพื่อให้คนไข้ หมอ และโรงพยาบาล สามารถเดินไปข้างหน้าด้วยกันได้อย่างยั่งยืนที่สุดครับ

ที่มา – “เท้ง” ยัน พรรคประชาชนไม่มีแนวคิด “ล้มโครงการ 30 บาทและบัตรทอง”

Scroll to top