ข่าวการเมืองล่าสุด

อนุทินปรับทัพมหาดไทย ส.ค.นี้ ไม่ใช่รีเซ็ต ย้ำโยกย้ายตามผลงาน

อนุทินปรับทัพมหาดไทย ส.ค.นี้ ไม่ใช่รีเซ็ต ย้ำโยกย้ายตามผลงาน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับความเคลื่อนไหวภายในกระทรวงมหาดไทย เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาพูดถึงกระแสข่าวการปรับทัพข้าราชการขนานใหญ่ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคมนี้ โดยท่านยืนยันชัดเจนว่านี่ไม่ใช่การ “รีเซ็ต” กระทรวง แต่อย่างใด

หากพูดถึงการที่ อนุทินปรับทัพมหาดไทย ส.ค.นี้ ไม่ใช่รีเซ็ต ย้ำโยกย้ายตามผลงาน นั้น นายอนุทินต้องการสื่อสารให้ชัดเจนว่า เป้าหมายหลักคือการทำให้การบริหารงานภายในกระทรวงมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเน้นไปที่การประเมินศักยภาพของข้าราชการให้เหมาะสมกับหน้างานในช่วงเวลานั้นๆ มากกว่าการล้างไพ่ เพื่อให้งานของรัฐบาลเดินหน้าไปได้อย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว

เหตุผลเบื้องหลังการปรับทัพครั้งนี้

สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ต้องมีการจัดทัพใหม่ คือความกังวลเรื่องความเชื่อมั่นของประชาชน โดยเฉพาะกรณีการโกงสอบราชการท้องถิ่นที่ผ่านมา ซึ่งนายอนุทินมองว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง ท่านย้ำว่าหลักการทำงานนับจากนี้ต้องชัดเจนและตรวจสอบได้ ดังนี้:

  • ยึดหลักความถูกต้อง: ใช้หลักการจัดการเชิงรุกแบบเดียวกับการยึดพื้นที่รัฐที่ถูกบุกรุก คือหลักฐานต้องชัดและการตรวจสอบต้องเข้มข้น
  • ความรวดเร็วในการจัดการ: เห็นได้ชัดจากการใช้เวลาเพียง 2 สัปดาห์ในการค้นหาความจริงและเอาผิดผู้เกี่ยวข้องทั้งทางอาญาและวินัย
  • ไม่มีระบบพวกพ้อง: ท่านย้ำหนักแน่นว่ารัฐบาลนี้ไม่มีการแบ่งแยก “สิงห์แดง” หรือ “สิงห์ดำ” เพราะรัฐบาลมีแค่สี “แดง ขาว น้ำเงิน” เท่านั้น

สำหรับการตั้งคำถามว่าการโยกย้ายครั้งนี้จะเป็นขนาดเล็กหรือใหญ่ นายอนุทินมองว่าประเด็นนี้ไม่สำคัญเท่ากับ “ความเหมาะสม” หากใครทำดี รัฐบาลพร้อมสนับสนุนเต็มที่ แต่ถ้าใครกระทำผิดกฎระเบียบ รัฐบาลจะเร่งดำเนินการปราบปรามและหาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำรอยอย่างเด็ดขาด นี่คือหัวใจสำคัญของการทำงานในยุคนี้ที่เน้นความโปร่งใสเป็นหลัก

เรียกได้ว่าความเคลื่อนไหวของ อนุทินปรับทัพมหาดไทย ส.ค.นี้ ไม่ใช่รีเซ็ต ย้ำโยกย้ายตามผลงาน ครั้งนี้ เป็นการส่งสัญญาณเตือนใจข้าราชการทุกคนให้ตั้งใจทำงานเพื่อประชาชนเป็นหลัก และเป็นการยืนยันว่าทุกตำแหน่งมีไว้เพื่อขับเคลื่อนประเทศ หากข้าราชการคนไหนทำหน้าที่ของตนเองอย่างสมบูรณ์แบบ ก็ไม่มีอะไรต้องกังวลสำหรับการโยกย้ายแน่นอน ในมุมมองของผู้เขียน เชื่อว่าความชัดเจนแบบนี้จะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับข้าราชการน้ำดีได้เป็นอย่างดีครับ

ที่มา – “อนุทิน” ชี้ปรับทัพมหาดไทย ส.ค.นี้ ไม่ใช่รีเซ็ต ย้ำโยกย้าย ขรก.ให้เหมาะสมกับงาน ไม่แบ่งสีสิงห์

อนุทิน ล้างบางกระทรวงมหาดไทยครั้งใหญ่ สลายสิงห์ดำ-สิงห์แดง

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุดในรั้วคลองหลอด เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ประกาศแผนการปรับโครงสร้างภายในและแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงขนานใหญ่ ซึ่งถือเป็นปฏิบัติการ “อนุทิน ล้างบางกระทรวงมหาดไทยครั้งใหญ่ สลายสิงห์ดำ-สิงห์แดง” ที่ตั้งเป้าจะรีเซตระบบการทำงานใหม่ทั้งหมด

เผยเบื้องลึก อนุทิน ล้างบางกระทรวงมหาดไทยครั้งใหญ่ สลายสิงห์ดำ-สิงห์แดง

การขยับตัวครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่สืบเนื่องมาจากปัญหาหมักหมมที่สั่งสมมานาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทุจริตการสอบท้องถิ่น ปัญหายาเสพติด การกวาดล้างกลุ่มนอมินีต่างชาติ และผู้มีอิทธิพลในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ โดยนายอนุทินต้องการลบภาพจำที่ประชาชนเคยปรามาสว่าเป็น “กระทรวงมหาไถ” ให้หมดไป และต้องการข้าราชการที่มุ่งทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

ทำไมต้องสลายขั้วอำนาจเก่า?

นโยบายหลักที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือการ อนุทิน ล้างบางกระทรวงมหาดไทยครั้งใหญ่ สลายสิงห์ดำ-สิงห์แดง เพื่อก้าวข้ามระบบพวกพ้องหรือการแบ่งก๊วนแบ่งสายที่เคยฝังรากลึกมานาน โดยนายอนุทินย้ำชัดว่าจะใช้ “ความอาวุโส” และ “ความสามารถ” เป็นเข็มทิศในการคัดเลือกคนเข้าสู่ตำแหน่ง แทนที่จะดูเรื่องเส้นสายทางการเมืองเหมือนในอดีต นอกจากนี้ คุณสมบัติของผู้ว่าราชการจังหวัดยุคใหม่จะต้องเป็น “นักการตลาด” หรือ “นักบริหารเศรษฐกิจ” ที่สามารถช่วยผลักดันธุรกิจในพื้นที่ให้เติบโตได้อีกด้วย

  • รีเซตระบบ: ปรับย้ายรองปลัด อธิบดี และผู้ว่าฯ เพื่อลดแรงเสียดทานและกระตุ้นการทำงาน
  • เน้นประสิทธิภาพ: ข้าราชการทุกคนต้องยึดหลักบำบัดทุกข์ บำรุงสุข มากกว่าการรักษาฐานอำนาจเดิม
  • เป้าหมายเศรษฐกิจ: ผู้ว่าฯ ต้องทำงานเชิงรุก ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ให้เห็นผลเป็นรูปธรรม

สำหรับรายชื่อข้าราชการระดับสูงที่จะมีการปรับเปลี่ยนนั้น ครอบคลุมทั้งตำแหน่งที่เกษียณอายุราชการในปี 2569 จำนวน 18 ราย และระนาบรองอธิบดีหรือรองผู้ว่าฯ อีกกว่า 24 ตำแหน่ง ซึ่งถือเป็นการปรับทัพครั้งใหญ่ที่น่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับกระทรวงมหาดไทยได้ในระยะยาว

ในมุมมองของเรา นี่ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของกระทรวงมหาดไทย แม้การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่งอย่าง “สิงห์ดำ-สิงห์แดง” จะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากสามารถผลักดันให้เกิดการคัดเลือกคนจากฝีมือมากกว่าระบบสายสัมพันธ์ได้จริงๆ ประชาชนจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการบริหารงานที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากขึ้น คงต้องติดตามกันต่อไปว่า การโยกย้ายครั้งนี้จะสามารถคัดเลือก “คนดี” เข้ามาอยู่ใน “ตำแหน่งที่เหมาะสม” ได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – “อนุทิน” ล้างบางกระทรวงมหาดไทยครั้งใหญ่ จ่อโยกบิ๊กข้าราชการสลายสิงห์ดำ-สิงห์แดง

นายกฯ นำทำบุญ-บำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร 50 วัน เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

นายกฯ นำทำบุญ-บำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร 50 วัน เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ถือเป็นวาระอันสำคัญยิ่งที่ทางรัฐบาลได้จัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร 50 วัน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมี นายกฯ นำทำบุญ-บำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร 50 วัน เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการ และข้าราชการทุกภาคส่วนมาร่วมพิธีด้วยความจงรักภักดี

บรรยากาศพิธีบำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร 50 วัน

ในโอกาสสำคัญนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานในพิธี โดยได้รับความเมตตาจากสมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พิธีกรรมดำเนินไปอย่างสมพระเกียรติ เริ่มจากการจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และจุดเครื่องทองน้อยเบื้องหน้าพระรูปฯ ซึ่งภาพที่ปรากฏแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือร่วมใจของภาครัฐในการแสดงออกถึงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน

ขั้นตอนสำคัญในพิธี นายกฯ นำทำบุญ-บำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร 50 วัน เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ มีดังนี้:

  • จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยและเครื่องทองน้อย
  • พระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล
  • ถวายเครื่องไทยธรรมและปิ่นโตภัตตาหารแด่พระสงฆ์
  • ทอดผ้าไตรบังสุกุลและกรวดน้ำอุทิศถวายเป็นพระราชกุศล
  • การร่วมกันเจริญจิตภาวนาเป็นเวลา 47 วินาที

นอกจากพิธีการภายในอาคารแล้ว นายกรัฐมนตรียังได้นำคณะผู้ร่วมพิธีตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 10 รูป ณ บริเวณหน้าตึกสันติไมตรี ซึ่งเป็นภาพความประทับใจที่สะท้อนถึงวิถีพุทธและการแสดงความกตัญญูกตเวทีตามแบบอย่างที่ดีของผู้นำประเทศ การดำเนินการในวาระครบ 50 วันที่ นายกฯ นำทำบุญ-บำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร 50 วัน เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ นี้ ไม่เพียงแต่เป็นการทำบุญทางศาสนา แต่ยังเป็นการรวมจิตรวมใจคนไทยให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อส่งกำลังใจและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านอย่างหาที่สุดมิได้

ในฐานะพสกนิกรชาวไทย การร่วมกันทำความดีและน้อมรำลึกถึงพระองค์ท่านถือเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของพวกเราทุกคนให้ก้าวผ่านช่วงเวลาอันแสนเศร้านี้ไปได้ด้วยความเข้มแข็ง และหวังว่าพลังแห่งความศรัทธานี้จะนำมาซึ่งความเป็นสิริมงคลสู่ประเทศชาติสืบต่อไป

ที่มา – นายกฯ นำทำบุญ-บำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร 50 วัน เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

“วรศิษฎ์” เผย บิดาจ่อแจ้งความพยานฮั้ว สว.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาเปิดเผยถึงความเคลื่อนไหวล่าสุดของบิดา คือ นายสมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “โกเกียรติ” เกี่ยวกับประเด็น “วรศิษฎ์” เผย บิดาจ่อแจ้งความพยานฮั้ว สว. หลังจากมีการกล่าวอ้างทำนองว่าหากการฮั้ว สว. ครั้งนี้สำเร็จ ลูกชายของเขาจะได้ตำแหน่งในรัฐบาล ซึ่งเรื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้กับครอบครัวเลียงประสิทธิ์เป็นอย่างมาก

“วรศิษฎ์” เผย บิดาจ่อแจ้งความพยานฮั้ว สว. เพื่อเรียกคืนความเป็นธรรม

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีพยานในคดีดังกล่าวพาดพิงถึงคุณพ่อของรัฐมนตรีช่วยฯ ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการดีลตำแหน่งทางการเมือง นายวรศิษฎ์ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ด้วยความกังขาว่า “ง่ายขนาดนั้นเลยหรือ” พร้อมย้ำชัดเจนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่เป็นธรรมต่อทั้งตัวเขาและบิดาอย่างยิ่ง จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความดำเนินคดีเพื่อปกป้องเกียรติยศและพิสูจน์ความจริงว่าไม่ได้มีการกระทำที่ผิดกฎหมายใดๆ ในเรื่องการฮั้ว สว. ดังที่ถูกกล่าวอ้าง

เปิดใจรัฐมนตรีช่วยฯ ต่อประเด็น “วรศิษฎ์” เผย บิดาจ่อแจ้งความพยานฮั้ว สว.

เมื่อถามถึงประเด็นทางการเมืองว่าเรื่องนี้เป็นการดิสเครดิตกันหรือไม่ นายวรศิษฎ์มองว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีการสร้างประเด็นขึ้นมาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากเรื่องอื่น พร้อมกันนี้ยังมีประเด็นเรื่องหลักฐานที่ทางฝ่ายค้านอ้างว่ามีเพียงแค่ 5% เท่านั้น ซึ่งรัฐมนตรีช่วยฯ ได้ฝากเตือนไปยังผู้กล่าวหาว่า:

  • หากมีหลักฐานจริง ไม่ต้องนำมาโชว์ผ่านสื่อ
  • ให้นำหลักฐานทั้งหมดไปมอบให้พนักงานสอบสวนหรือเจ้าหน้าที่รัฐโดยตรง
  • กระบวนการทางกฎหมายทำงานอยู่แล้ว ไม่ต้องกลัวว่าความจริงจะไม่เปิดเผย

นายวรศิษฎ์มองว่าเรื่องการฮั้ว สว. เป็นวาทกรรมทำนองนี้ที่มีคนพยายามสร้างขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อหวังผลทางการเมืองมากกว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในที่ประชุมหรือกระบวนการเลือก สว. ที่ผ่านมา

จากการสัมภาษณ์ดูเหมือนว่า นายวรศิษฎ์ค่อนข้างมั่นใจในความบริสุทธิ์ของครอบครัวเลียงประสิทธิ์ และมองว่าการใช้กระบวนการทางกฎหมายแจ้งความดำเนินคดีจะช่วยให้ทุกอย่างกระจ่างขึ้น ในมุมมองส่วนตัวของผู้เขียน เห็นว่าในยุคที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว การกล่าวหาโดยขาดหลักฐานชัดเจนย่อมส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือทางการเมือง การที่ผู้ถูกกล่าวหาเลือกใช้ช่องทางกฎหมายจึงเป็นทางออกที่ตรงไปตรงมาที่สุดเพื่อพิสูจน์ความจริงต่อหน้าสาธารณชน

ที่มา – “วรศิษฎ์” เผย บิดาจ่อแจ้งความพยานฮั้ว สว. หลังอ้างถ้าฮั้ว สว. สำเร็จลูกจะได้ตำแหน่งในรัฐบาล

อนุทิน ควง พิพัฒน์ สยบรอยร้าว ยัน ครม.ทำงานราบรื่น

เชื่อว่าหลายคนน่าจะกำลังจับตามองสถานการณ์การเมืองในช่วงนี้กันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นความสัมพันธ์ภายในคณะรัฐมนตรี ล่าสุดกลายเป็นสีสันและประเด็นร้อนที่หลายคนพูดถึง เมื่อ อนุทิน ควง พิพัฒน์ สยบรอยร้าว ยัน ครม.ทำงานราบรื่น ให้เห็นผ่านสื่อแบบชัดเจน เรียกได้ว่างานนี้สยบทุกข่าวลือที่เคยเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไปได้แบบสวยงามครับ

อนุทิน ควง พิพัฒน์ สยบรอยร้าว ยัน ครม.ทำงานราบรื่น

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาล ในพิธีบำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความชื่นมื่น นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้พูดคุยอย่างเป็นกันเองกับนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ และนางนาที รัชกิจประการ พร้อมติดตลกกับผู้สื่อข่าวว่านี่คือทีม “2 น. 1 พ.” (น.นาที, น.หนู) ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าความสัมพันธ์ยังคงแน่นแฟ้น ไม่ได้มีรอยร้าวอย่างที่หลายฝ่ายกังวลกัน

มุมมองจาก อนุทิน ควง พิพัฒน์ สยบรอยร้าว ยัน ครม.ทำงานราบรื่น

นอกจากบรรยากาศที่ผ่อนคลายแล้ว นายอนุทินยังได้เน้นย้ำถึงการทำงานของรัฐบาลว่า ทุกคนในคณะรัฐมนตรีมีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันงานเพื่อประเทศชาติในทุกมิติ โดยมีประเด็นสำคัญที่กำลังขับเคลื่อน ดังนี้:

  • การแก้ไขปัญหาคดีบุกรุกป่าในจังหวัดภูเก็ต โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นแกนนำ
  • การตีความกฎหมายอย่างรัดกุม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดช่องโหว่ในการบุกรุกพื้นที่รัฐ
  • การรับฟังคำวิจารณ์เชิงสร้างสรรค์ เพื่อนำมาปรับปรุงการทำงานให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

นายอนุทินยังได้ฝากข้อคิดที่น่าสนใจว่า เราควรยึดมั่นในกระบวนการยุติธรรมเป็นหลัก อย่าใช้ความรู้สึกส่วนตัวหรือบทวิเคราะห์จากสื่อในการตัดสินผลงานของรัฐบาล เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “ผลลัพธ์ของงาน” ที่กำลังก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องในขณะนี้ครับ

ในฐานะประชาชน เราควรเฝ้าติดตามผลการทำงานของรัฐบาลมากกว่าการจับผิดเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัว หากการทำงานร่วมกันเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ ก็ย่อมเป็นผลดีต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาวครับ

ที่มา – “อนุทิน” ควง “พิพัฒน์-นาที” สยบรอยร้าว ติดตลก 2 น. 1 พ. ยัน ครม.เดินหน้าทำงานร่วมกันราบรื่น

“สีหศักดิ์” เสียใจ “ฮลุน โซโล่” เสียชีวิต หลังพบร่างที่จอร์เจีย

เชื่อว่าแฟนคลับสายท่องเที่ยวหลายคนคงได้รับทราบข่าวเศร้ากันแล้ว สำหรับการจากไปของ “ฮลุน โซโล่” หรือคุณบวรทัต เป็งสุข ยูทูบเบอร์ชื่อดังที่มักจะนำเสนอคอนเทนต์การผจญภัยในต่างแดน โดยล่าสุดได้มีรายงานยืนยันว่าเขาเสียชีวิตที่ประเทศจอร์เจีย สร้างความเสียใจให้กับผู้ติดตามเป็นอย่างมาก

“สีหศักดิ์” เสียใจ “ฮลุน โซโล่” เสียชีวิต หลังพบร่างที่จอร์เจีย

ทางด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมากล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต โดยระบุว่าเหตุการณ์นี้ถือเป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิด และขณะนี้ทางกระทรวงได้เร่งประสานงานอย่างเต็มที่ โดยมีเจ้าหน้าที่จากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา ประเทศตุรกี ซึ่งดูแลพื้นที่ประเทศจอร์เจีย ได้เดินทางลงพื้นที่กรุงทบิลิซีเพื่อติดตามความคืบหน้าแล้ว

รายละเอียดการดำเนินการและความคืบหน้าเรื่อง “สีหศักดิ์” เสียใจ “ฮลุน โซโล่” เสียชีวิต

ปัจจุบันสาเหตุของการเสียชีวิตยังคงอยู่ระหว่างการสืบสวนตามกระบวนการของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในจอร์เจีย นายสีหศักดิ์ได้กำชับให้รอผลสรุปอย่างเป็นทางการ อย่าเพิ่งด่วนสรุปจากกระแสข่าวลือต่างๆ เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ครอบครัวเป็นอันดับแรก สำหรับขั้นตอนการนำร่างกลับประเทศไทยนั้น ทางกระทรวงพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่เมื่อกระบวนการสอบสวนในประเทศจอร์เจียเสร็จสิ้น โดยจะยึดตามความต้องการของญาติเป็นสำคัญ

หากสรุปสิ่งที่เกิดขึ้นกับกรณี “สีหศักดิ์” เสียใจ “ฮลุน โซโล่” เสียชีวิต นี้ เราสามารถตั้งข้อสังเกตและสิ่งที่นักเดินทางควรตระหนักได้ดังนี้:

  • การเดินทางต่างประเทศควรมีประกันการเดินทางที่ครอบคลุมทุกกรณี
  • ควรหมั่นแจ้งข้อมูลหรือพิกัดที่อยู่กับคนใกล้ชิด เพื่อให้สามารถติดต่อได้เสมอ
  • ศึกษาสายด่วนสถานทูตหรือกงสุลในพื้นที่เดินทางไว้ล่วงหน้า
  • ไม่ควรละเลยคำแนะนำด้านความปลอดภัยของกระทรวงการต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้ติดตามผลงาน เราควรให้เกียรติผู้เสียชีวิตและครอบครัวในช่วงเวลาที่เปราะบางเช่นนี้ และรอติดตามข่าวสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นทางการต่อไป แม้การเสียชีวิตของยูทูบเบอร์ชื่อดังจะเป็นเครื่องเตือนใจให้เราใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการร่วมส่งกำลังใจให้ครอบครัวของเขาผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปให้ได้

ที่มา – “สีหศักดิ์” เสียใจ “ฮลุน โซโล่” เสียชีวิต เผย จนท.เดินทางไปจอร์เจียแล้ว สาเหตุรอสืบสวน

รัฐบาลยันไม่ได้อ้างศาลฯ เลื่อนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม

เชื่อว่าหลายคนอาจกำลังสงสัยและติติงกรณีการชะลอการเลือกตั้งผู้แทนในคณะกรรมการประกันสังคม ล่าสุดทางรัฐบาลออกมาเปิดเผยข้อมูลให้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น โดยยืนยันว่า รัฐบาลยันไม่ได้อ้างศาลฯ เลื่อนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม แต่เป็นการใช้อำนาจตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันปัญหาการเลือกตั้งเป็นโมฆะและปกป้องสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนกว่า 11 ล้านคนทั่วประเทศ

เหตุผลแท้จริงที่รัฐบาลยันไม่ได้อ้างศาลฯ เลื่อนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม

หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้เลื่อนการเลือกตั้ง แต่ในความเป็นจริง ศาลเพียงแค่มีคำสั่งทุเลาการบังคับชั่วคราวเกี่ยวกับเกณฑ์การลงทะเบียนเท่านั้น ดังนั้น การตัดสินใจชะลอกระบวนการเลือกตั้ง จึงเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่ต้องใช้อ้างอิงกฎหมายและระเบียบของกระทรวงแรงงาน พ.ศ. 2564 เพื่อประเมินผลกระทบอย่างรอบคอบ

ทำไมต้องรัดกุม? ป้องกันการเลือกตั้งเป็นโมฆะเพื่อผู้ประกันตน

การดำเนินการจัดการเลือกตั้งนั้นมีความซับซ้อนมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ:

  • การจัดทำบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
  • การจัดสรรงบประมาณและการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง
  • การเตรียมหน่วยเลือกตั้งและสถานที่รวบรวมคะแนน

หากหน่วยงานดึงดันเดินหน้าต่อไปโดยไม่คำนึงถึงประเด็นข้อกฎหมายที่ศาลทักท้วงไว้ อาจนำไปสู่สถานการณ์ที่ผลการเลือกตั้งถูกเพิกถอนได้ ซึ่งนั่นหมายความว่าความพยายามและงบประมาณมหาศาลจะสูญเปล่า และที่สำคัญที่สุดคือสิทธิของผู้ประกันตนจะได้รับผลกระทบโดยตรง ดังนั้น การประกาศที่ว่า รัฐบาลยันไม่ได้อ้างศาลฯ เลื่อนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม แต่ใช้วิธีการทบทวนเพื่อความสง่างามและถูกต้องตามกฎหมาย จึงเป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุดในสถานการณ์นี้

ในฐานะผู้ประกันตน ผมมองว่าความชัดเจนและโปร่งใสเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ การชะลอเพื่อเตรียมความพร้อมให้ทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบอย่างไม่มีที่ติ ย่อมดีกว่าการเร่งรีบเพื่อให้ได้เลือกตั้งแต่ต้องมานั่งกังวลว่าผลจะถูกล้มในภายหลัง หวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งดำเนินการให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดภายใต้ความถูกต้องที่ตรวจสอบได้ เพื่อให้พี่น้องวัยทำงานทุกคนได้ส่งเสียงของตัวเองผ่านคะแนนเลือกตั้งอย่างเต็มภาคภูมิครับ

ที่มา – รัฐบาลยันไม่ได้อ้างศาลฯ เลื่อนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม แต่ใช้อำนาจตามระเบียบป้องกันเลือกตั้งโมฆะ

รัฐบาลยกระดับความปลอดภัย ห้ามดัดแปลงรถโดยสาร คุมเข้มตัวถัง

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวกันมาบ้างแล้วนะครับว่าตอนนี้ทางภาครัฐได้ขยับมาตรการให้เข้มข้นขึ้นเกี่ยวกับการดูแลพี่น้องประชาชนที่ใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ โดยล่าสุดได้มีการประกาศกฎหมายใหม่เพื่อจัดระเบียบและเพิ่มความปลอดภัยให้มากขึ้น กับประเด็น รัฐบาลยกระดับความปลอดภัย ห้ามดัดแปลงรถโดยสาร คุมเข้มดัดแปลงตัวถัง-คัสซี ฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำและปรับ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันจากรถที่มีโครงสร้างไม่ได้มาตรฐานครับ

รัฐบาลยกระดับความปลอดภัย ห้ามดัดแปลงรถโดยสาร คุมเข้มดัดแปลงตัวถัง-คัสซี ฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำและปรับ

ปัญหาการดัดแปลงสภาพรถโดยสารโดยไม่ผ่านการรับรองจากวิศวกรถือเป็นเรื่องน่ากังวล เพราะส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคงแข็งแรงของรถ กรมการขนส่งทางบกจึงได้ออกกฎระเบียบใหม่ที่บังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อให้ผู้ประกอบการทุกรายต้องปฏิบัติตามมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งนโยบาย รัฐบาลยกระดับความปลอดภัย ห้ามดัดแปลงรถโดยสาร คุมเข้มดัดแปลงตัวถัง-คัสซี ฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำและปรับ ฉบับนี้ครอบคลุมทั้งขั้นตอนการขออนุญาตและการควบคุมงานโดยวิศวกรมืออาชีพ

ขั้นตอนการปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบการ

หากเจ้าของรถหรือผู้ประกอบการมีความจำเป็นต้องแก้ไขตัวถังหรือคัสซี ต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่เข้มงวด ดังนี้:

  • ก่อนดำเนินการ: ต้องยื่นเอกสารขออนุญาตต่อกรมการขนส่งทางบก พร้อมแบบแปลนจากวิศวกรระดับสามัญวิศวกรขึ้นไป
  • ระหว่างดำเนินการ: ต้องมีการควบคุมงานให้ตรงตามแบบแปลนที่ได้รับอนุมัติ และต้องมีการถ่ายภาพหลักฐานการทำงานไว้ทุกขั้นตอน
  • หลังดำเนินการ: รวบรวมเอกสารการรับรองจากวิศวกรเพื่อยื่นต่อนายทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย

นอกจากนี้ ในส่วนของอู่ต่อตัวถังนั้น จะต้องขึ้นทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกโดยเฉพาะ เพื่อให้มั่นใจว่าอู่ที่รับงานมีระบบคุณภาพรองรับ สิ่งสำคัญคือหากพบว่ามีการฝ่าฝืนดัดแปลงรถโดยไม่แจ้งให้ถูกต้องตามหลักการที่ รัฐบาลยกระดับความปลอดภัย ห้ามดัดแปลงรถโดยสาร คุมเข้มดัดแปลงตัวถัง-คัสซี ฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำและปรับ ได้กำหนดไว้ ผู้กระทำผิดจะมีโทษปรับตั้งแต่ 2,000 ถึง 50,000 บาท หรืออาจได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน รวมถึงอาจถูกยึดรถเพื่อตรวจสอบความปลอดภัยได้ทันทีครับ

ในมุมมองของผม มาตรการนี้เป็นเรื่องที่ดีมากครับ เพราะเป็นการฝากชีวิตของผู้โดยสารไว้กับมาตรฐานความปลอดภัยที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่การประกอบรถราคาถูกที่เสี่ยงต่ออุบัติเหตุ การเข้มงวดกับอู่และตัวรถจึงเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้การเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะในไทยมีความน่าเชื่อถือและปลอดภัยมากขึ้นสำหรับทุกคนครับ หากผู้ประกอบการท่านใดต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถตรวจสอบบัญชีอู่ที่ผ่านการรับรองได้ที่เว็บไซต์ของกรมการขนส่งทางบกครับ

ที่มา – รัฐบาลยกระดับความปลอดภัย ห้ามดัดแปลงรถโดยสาร คุมเข้มดัดแปลงตัวถัง-คัสซี ฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำและปรับ

รัฐบาลจัดงานสโมสรสันนิบาต เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับงานสำคัญของบ้านเมืองในช่วงที่ผ่านมา กับการที่รัฐบาล จัดงานสโมสรสันนิบาต เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 ซึ่งถือเป็นงานที่มีความหมายลึกซึ้งและแสดงถึงความจงรักภักดีของพสกนิกรชาวไทยอย่างพร้อมเพรียงกัน

บรรยากาศงานสโมสรสันนิบาต เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ภายในตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ได้มีการจัดเตรียมพื้นที่อย่างสมพระเกียรติ เพื่อต้อนรับสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์มาในงานรัฐบาล จัดงานสโมสรสันนิบาต เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในครั้งนี้ บรรยากาศเต็มไปด้วยความปลื้มปีติอย่างหาที่สุดมิได้ โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีและผู้มีเกียรติร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จอย่างใกล้ชิด

ความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการเฉลิมพระเกียรติ

นายกรัฐมนตรีได้กราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคล โดยเน้นย้ำถึงพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจและทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อความผาสุกของแผ่นดินตลอดมา การที่รัฐบาล จัดงานสโมสรสันนิบาต เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความจงรักภักดี แต่ยังเป็นการน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ท่านทรงมีต่อโครงการจิตอาสาพระราชทานและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎร

  • พระปรีชาสามารถด้านการบินที่นำไปสู่การพัฒนาประเทศ
  • การสืบสานพระราชปณิธานการพัฒนาอย่างยั่งยืน
  • การสร้างความสามัคคีผ่านโครงการจิตอาสา

มุมมองทิ้งท้าย: งานสโมสรสันนิบาตในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงพลังแห่งความสามัคคีของคนในชาติ ซึ่งสะท้อนผ่านความทุ่มเทของหน่วยงานรัฐที่ตั้งใจจัดงานออกมาอย่างงดงามและเรียบร้อย ความรู้สึกที่ได้เห็นภาพบรรยากาศแห่งความจงรักภักดีนี้ ทำให้เราเชื่อมั่นได้ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์จะยังคงเป็นเสาหลักที่มั่นคงและเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของปวงชนชาวไทยตลอดไปตราบนานเท่านาน หากคุณมีความประทับใจในงานมงคลเช่นนี้ สามารถแบ่งปันความคิดเห็นหรือความรู้สึกร่วมกันได้ที่ช่องทางโซเชียลมีเดียของทุกท่านครับ

ที่มา – รัฐบาล จัดงานสโมสรสันนิบาต เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

Scroll to top