ข่าวการเมืองเลือกตั้ง

ศุภชัยถามเพื่อไทย เรื่องรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

“ศุภชัย” จี้ เพื่อไทยตอบ ป้ายนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ทำทันทีกี่โมง ใช้งบอุดหนุนจากไหน หวั่นเอาภาษีคน ตจว. อุ้มคนกรุงฯ หรือไม่ กังขา “สุริยะ” นั่งคมนาคม มานาน ไม่ทำตั้งแต่เป็นรัฐบาล

วันที่ 7 มกราคม 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และแกนนำพรรคภูมิใจไทย ออกมาตั้งคำถามถึงนโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยที่ปรากฏบนป้ายหาเสียงทั่วกรุงเทพฯ เกี่ยวกับนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ทำทันทีว่า เป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าจะทำทันทีในราคา 20 บาทจริงหรือไม่ เพราะความเป็นจริงแล้ว นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ต่อเนื่องตั้งแต่รัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน จนถึงรัฐบาล นางสาวแพทองธาร ชินวัตร จนถึงวันนี้ ยังไม่มีรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เกิดขึ้นจริง จึงต้องถามว่าทำได้จริงหรือไม่

นายศุภชัย กล่าวอีกว่า การดำเนินนโยบายเรื่องราคาค่าโดยสาร มีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 3 ฉบับคือ พระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พระราชบัญญัติการขนส่งทางราง และพระราชบัญญัติตั๋วร่วม การปรับลดค่าโดยสารจะต้องสอดคล้องกับกรอบกฎหมายดังกล่าว

“คำถามคือ วันนี้หากผู้โดยสารในปัจจุบันต้องจ่ายค่าโดยสาร 30–40 บาท แต่จู่ๆ จะลดฮวบเหลือ 20 บาท แปลว่าที่ผ่านมามีการเก็บค่าโดยสารเกินราคา หรือหากเก็บตามระยะทางถูกต้องอยู่แล้ว พรรคเพื่อไทยที่จะมาทำทันทีเมื่อเป็นรัฐบาล จะนำเงินมาอุดหนุนหรือมาจากงบประมาณแผ่นดิน หรือเอามาจากภาษีของคนสุไหงโกลก คนกาญจนบุรี คนเชียงราย หรือคนต่างจังหวัดที่ไม่ได้ใช้รถไฟฟ้าหรือไม่ หรือเอาภาษีคนทั้งประเทศมาอุดหนุนเฉพาะคนกรุงเทพฯ ต้องตอบว่ามีวิธีการอย่างไร ให้คนกรุงเทพฯ และคนทั้งประเทศได้สบายใจ ไม่ใช่แค่ขึ้นป้ายหาเสียงแล้วไม่มีคำอธิบายในเมื่อท่านเป็น รมว.คมนาคม ตั้งแต่ตอนแรก ทำไมไม่ทำตอนนั้น ทำไมคิดจะมาทำทันทีตั้งแต่ตอนนี้อีก”

รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

ประเด็นเรื่องนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย กลายเป็นที่จับตามองอย่างมากจากหลายฝ่าย ทั้งประชาชนทั่วไปและนักวิเคราะห์ทางการเมือง ต่างก็ต้องการทราบรายละเอียดและแนวทางการดำเนินงานของนโยบายนี้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะแหล่งเงินทุนที่จะนำมาใช้ในการอุดหนุน รวมถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้เสียภาษีในต่างจังหวัด

คำถามสำคัญเกี่ยวกับนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

  • นโยบายนี้จะเริ่มดำเนินการได้จริงเมื่อไหร่ และมีไทม์ไลน์ที่ชัดเจนหรือไม่
  • แหล่งเงินทุนที่จะนำมาใช้ในการอุดหนุนมาจากส่วนใด งบประมาณแผ่นดิน ภาษีประชาชน หรือแหล่งอื่น ๆ
  • จะมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อผู้เสียภาษีในต่างจังหวัดอย่างไร
  • นโยบายนี้จะส่งผลกระทบต่อระบบขนส่งมวลชนโดยรวมอย่างไร
  • มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงราคาค่าโดยสารในอนาคตหรือไม่

เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน พรรคเพื่อไทยควรออกมาให้รายละเอียดเกี่ยวกับนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย อย่างชัดเจนและโปร่งใส เพื่อสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

การที่นายศุภชัยออกมาตั้งคำถามในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของหลายฝ่ายเกี่ยวกับความยั่งยืนและความเป็นธรรมของนโยบายนี้ หากพรรคเพื่อไทยสามารถตอบคำถามและคลายข้อสงสัยได้อย่างชัดเจน ก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างกว้างขวาง

อย่างไรก็ตาม การดำเนินนโยบายใด ๆ ก็ตาม ควรคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนทุกภาคส่วนอย่างเท่าเทียมกัน และต้องมีการวางแผนและบริหารจัดการอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติ

ที่มา – “ศุภชัย” จี้ เพื่อไทยตอบ นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ทำทันทีกี่โมง ถามใช้งบอุดหนุนจากไหน

ไทยสร้างไทย ชู “คูปองเลี้ยงเด็กไทย” ช่วยพ่อแม่!

พรรคไทยสร้างไทย เปิดนโยบายเด่น “คูปองเลี้ยงเด็กไทย” จ่ายเดือนละ 2,000 บาท ตั้งแต่ในครรภ์จนถึง 6 ขวบ หวังลดภาระค่าใช้จ่ายให้พ่อแม่ คุณหญิงสุดารัตน์เน้นย้ำ งบประมาณมอเตอร์จีพียังมี ทำไมจะไม่มีงบลงทุนเพื่อสร้างเด็กไทย?

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ได้แถลงนโยบายสำคัญ เพื่อช่วยเหลือคนไทยให้หลุดพ้นจากความเหนื่อยยาก โดยเน้นย้ำถึงปัญหาอัตราการเกิดของเด็กที่ลดลงอย่างน่ากังวล ปัจจุบันมีเด็กเกิดใหม่เพียง 460,000 คนต่อปีเท่านั้น สาเหตุหลักมาจากความกังวลของพ่อแม่เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตร ซึ่งภาวะเด็กเกิดใหม่น้อยนี้ จะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยในอนาคต ทำให้ GDP อาจเติบโตได้ไม่เกิน 2% เนื่องจากจำนวนคนวัยทำงานและกำลังซื้อลดลงอย่างมาก ในขณะที่ครอบครัวที่มีบุตรอยู่แล้ว ก็ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูง จนรายได้ที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ส่งผลเสียต่อการดูแลด้านโภชนาการและการพัฒนาสมองของเด็กไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คูปองเลี้ยงเด็กไทย: แก้ปัญหาปากท้อง สร้างชาติ

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า พรรคไทยสร้างไทยจึงได้เสนอนโยบายที่จะช่วยให้คนไทยหายเหนื่อย และคลายความกังวลเกี่ยวกับการมีบุตร ด้วยการมอบ คูปองเลี้ยงเด็กไทย มูลค่า 2,000 บาทต่อเดือน เริ่มตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ไปจนถึงบุตรมีอายุ 6 ขวบ เนื่องจากช่วงวัยดังกล่าวเป็นช่วงเวลาทองของการพัฒนาสมองและร่างกายของเด็กให้เติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยคูปองนี้สามารถใช้แลกซื้อนม วิตามิน และสิ่งจำเป็นอื่นๆ ที่ใช้ในการดูแลบุตร ตามคำแนะนำของแพทย์ในโครงการ เพื่อให้เด็กไทยได้รับการดูแลอย่างเต็มที่ ได้รับโภชนาการที่ดี เสริมสร้างพัฒนาการทางสมอง และแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของพ่อแม่ไปได้มาก นอกจากนี้ ยังเป็นการลงทุนเพื่อสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติในอนาคต รวมถึงเป็นการจูงใจให้คู่สมรสตัดสินใจมีบุตร เพื่อแก้ไขปัญหาอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

ที่มาของงบประมาณ คูปองเลี้ยงเด็กไทย

สำหรับข้อสงสัยเกี่ยวกับความเป็นไปได้ และแหล่งที่มาของงบประมาณจำนวนมหาศาลหลักหมื่นล้านบาทต่อปีนั้น พรรคไทยสร้างไทยยืนยันว่า นโยบายนี้มีความคุ้มค่าและสามารถทำได้จริง หากมีการบริหารจัดการงบประมาณอย่างโปร่งใส และตัดลดงบประมาณในส่วนที่ไม่จำเป็นออกไป ก็จะมีเงินเหลือเพียงพอที่จะนำมาลงทุนเพื่อสร้างอนาคตของเด็กไทยได้อย่างแน่นอน พร้อมกันนี้ ยังได้เปรียบเทียบว่า แม้แต่โครงการใหญ่อย่างการจัดการแข่งขันมอเตอร์จีพี ที่ใช้งบประมาณสูงถึง 4,000 ล้านบาท ก็ยังสามารถจัดสรรงบประมาณให้ได้ แล้วเหตุใดจึงจะไม่สามารถลงทุนเพื่อสร้างอนาคตของชาติได้?

พรรคไทยสร้างไทยจึงขอให้พ่อแม่ผู้ปกครองมั่นใจในประสบการณ์การบริหารงานที่ผ่านมา ซึ่งประสบความสำเร็จมาแล้วมากมาย ว่าจะสามารถช่วยแบ่งเบาภาระในการเลี้ยงดูบุตรได้อย่างแน่นอน และมั่นใจว่าโครงการ คูปองเลี้ยงเด็กไทย จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสังคมที่แข็งแกร่ง และมีคุณภาพในอนาคต

นโยบาย“คูปองเลี้ยงเด็กไทย” ไม่ได้เป็นเพียงแค่การช่วยเหลือทางการเงินเท่านั้น แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของชาติอย่างแท้จริง การสนับสนุนให้เด็กไทยได้รับการเลี้ยงดูและพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพตั้งแต่แรกเกิด จะส่งผลดีต่อสังคมและเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างแน่นอน

ที่มา – ไทยสร้างไทย เปิดนโยบาย คูปองเลี้ยงเด็กไทย จ่ายเดือนละ 2,000 ตั้งแต่อยู่ในท้องจนถึง 6 ปี

อนุทินเผย ภูมิใจไทยกระแสดี เน้นหาเสียงแบบออร์แกนิก

พรรคภูมิใจไทย ประชุมแกนนำกลุ่มประเมินพื้นที่ “อนุทิน” บอกผลการตอบรับดี ยืนยันยังไงก็มีการเลือกตั้ง เน้นหาเสียงแบบออร์แกนิก ไม่มีพิธีรีตอง ไม่รู้ “ลุงป้อม” ลาออก เดี๋ยวค่อยไปหา

วันที่ 6 มกราคม 2569 เมื่อเวลา 14.00 น. ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย หารือร่วมกับแกนนำพรรคภูมิใจไทยในกลุ่มต่างๆ เพื่อประเมินกระแสนิยมในพื้นที่ของพรรคภูมิใจไทย รวมถึงพรรคคู่แข่งในแต่ละพื้นที่ โดยมีแกนนำกลุ่มเข้าร่วมหารืออย่างพร้อมเพรียง อาทิ นายวราวุธ ศิลปอาชา นายนิพัฒน์ รัชกิจประการ นายนิพนธ์ บุญญามณี โดยเวลา 15.07 น. นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมว่า ในที่ประชุมได้ประเมินสถานการณ์การเลือกตั้งในแต่ละพื้นที่โดยครั้งนี้ถือว่าดีที่สุดตั้งแต่ได้ประเมินมา แต่จะดีเท่าไหร่รอดูประชาชนเพราะเราประเมินเองยังไม่ดีเท่าเสียงของประชาชน เมื่อถามว่าในที่ประชุมได้นำโพลมาเปิดดูกันหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ประเมินจากการลงพื้นที่ว่ามีเสียงสะท้อนอย่างไร ที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทยไม่เคยมีกระแสมีแต่กระแสติดลบ แต่รอบนี้เป็นกระแสบวกถือเป็นนิมิตหมายที่ดีของพรรคภูมิใจไทยเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง เมื่อถามว่ากระแสที่บอกว่าเคยติดลบแต่กลับมาดีได้ประเมินจำนวน สส.บัญชีรายชื่อหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ สส.บัญชีรายชื่อครั้งที่ผ่านมาได้ 3 คน ครั้งนี้หวังว่าจะเกิน 15 เกิน 20 แต่สุดท้ายขึ้นอยู่กับประชาชน รอบนี้ไม่ใช่เรื่องการหาเสียงโดยนโยบายวาทกรรมแต่เป็นเรื่องของผลงานที่เราทำไว้

“อนุทิน” บอกผลการตอบรับดี เน้นหาเสียงแบบออร์แกนิก

ต่อมาเวลา 15.30 น. นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ถึงการหารือว่าได้กำชับอะไรในการเลือกตั้งครั้งนี้หรือไม่ว่า ตนมารับฟังสถานการณ์แต่ละพื้นที่ว่าเป็นอย่างไรเพราะตอนนี้เปิดปีใหม่พอดี โดยแต่ละพื้นที่สะท้อนว่าผู้สมัครแต่ละพื้นที่ขยันลงพื้นที่โดยตลอดช่วงปีใหม่ได้พบประชาชนเยอะ เมื่อถามว่าผลโพลของพรรคภูมิใจไทยเป็นอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า คำว่าผลโพลของพรรคภูมิใจไทย หมายความว่าเชื่อมั่นในตัวเองว่าถ้าทำงานหนักแล้วประชาชนจะให้โอกาส ไม่อยากทำโพลโดยสำรวจ และด้วยประสบการณ์เมื่อตนคุยกับผู้สมัครคนนั้นคนนี้ก็พอจะประเมินได้ว่าใครได้ไม่ได้ ใครเกือบได้เกือบตก เลือกตั้งที่ผ่านมาก็เดาไม่ค่อยผิด และการเลือกตั้งครั้งนี้ก็พอจะเดาได้เช่นกัน เมื่อถามว่าตัวเลขที่เดาไว้ก่อนหน้านี้ 100 150 นายอนุทิน กล่าวว่าลอตเตอรี่ต้องซื้อก่อนหวยออก เมื่อถามว่าเท่าที่ลงพื้นที่ก่อนหน้านี้ได้รับการตอบรับอย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า ประชาชนให้ความเมตตา อาจจะเพราะตนมาดำรงตำแหน่งนายกฯคนเลยคุ้นหน้าคุ้นตามากขึ้น บางทีเราไปเดินขอเสียงกลายเป็นส่วนใหญ่ประชาชนให้กำลังใจ เดินไปยังไม่ทันพูดเลยให้เลือกเบอร์ 37 แต่ประชาชนก็บอกว่าเชียร์นะเรื่องกัมพูชาสู้ๆทำเพื่อชาติ กลายเป็นเราได้กำลังใจ

ยืนยันยังไงก็มีการเลือกตั้ง แม้เน้นหาเสียงแบบออร์แกนิก

เมื่อถามว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ได้ประเมินว่ามีปัจจัยอะไรน่ากังวลหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า กังวลทุกเรื่อง เราต้องกังวลไว้ก่อนไม่ใช่สบายใจ ไม่มีการเลือกตั้งไหนที่ผู้สมัครหรือผู้บริหารพรรคสบายใจได้ เราต้องกังวลไปเรื่อยๆว่าลงพื้นที่พอหรือยัง ครอบคลุมหรือไม่ ประเมินถูกหรือไม่ เมื่อถามว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เหมือนทุกครั้งเพราะมีความไม่สงบเกิดขึ้น นายอนุทิน กล่าวว่า “ผมว่าแยกกันให้ดี เรื่องความสงบของประเทศปัญหาชายแดนเรามีรัฐบาลอยู่ ซึ่งรัฐบาลได้พูดคุยกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีความมั่นใจว่าสถานการณ์ในปัจจุบันต่อให้มองไปข้างหน้าจนถึงวันเลือกตั้งยังไงก็ยังมีการจัดการเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้เป็นปัญหาค้างคาต่อไปเดี๋ยวต้องมานั่งตีความว่ารัฐธรรมนูญกำหนดให้ 45 วันหรือ 60 วัน เราพยายามให้ชัดเจนสูงสุด ในส่วนของความเป็นรัฐบาลที่เราต้องทำงานควบคู่กับ กกต. เป็นเจตนารมณ์ที่ตรงกันอยู่แล้วไม่ต้องกังวลเรื่องความมั่นคงเรามีกองทัพและฝ่ายความมั่นคงปกป้องอยู่แล้ว

เมื่อถามว่าสำหรับรูปแบบการหาเสียงแบบออร์แกนิกของพรรคภูมิใจไทย จะมีการจัดเวทีใหญ่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ให้เป็นไปแบบออร์แกนิกอย่าไปจัดตั้งอะไรให้เป็นไปแบบธรรมชาติ ตนเป็นคนไม่มีพิธีรีตอง ตนเกลียดพิธีรีตองไม่ค่อยถนัด เวลาไปลงพื้นที่เจอประชาชนถ่ายภาพเป็นชั่วโมง ไม่ต้องพูดให้เลือกพรรคภูมิใจไทย แต่ส่วนใหญ่ถ่ายภาพเสร็จเขาก็ให้กำลังใจ ส่วนการช่วยหาเสียงในพื้นที่ กทม. หากมีโอกาสก็จะไป ตนเจอคนพรรคภูมิใจเดินอยู่ก็จะลงไปเดินด้วย ไม่ใช่กลยุทธ์แต่เป็นตัวตนของตนที่เป็นเช่นนี้ เมื่อถามว่าขณะนี้มีกระแสการโจมตีกันระหว่างการหาเสียงจะรับมืออย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า เลือกที่จะหมอบเวลาสู้กับอะไรกับใครต่อให้ชนะเราก็เจ็บเลือกจะไม่เจ็บดีกว่า ไม่สู้ในสิ่งที่ไม่ควรจะสู้ ตนเป็นอย่างนี้แต่ไหนแต่ไรถือเป็นสไตล์คนพรรคภูมิใจไทย

เมื่อถามถึงความชัดเจนของ พล.ต.อ.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายก อบจ.ปทุมธานี สนับสนุนพรรคการเมืองใดระหว่างภูมิใจไทยหรือกล้าธรรม นายอนุทิน กล่าวว่า “พี่แจ๊สกับผมเหมือนพี่น้องกันอยู่แล้ว ท่านให้คำแนะนำทางการเมืองแถบปทุมธานีมาโดยตลอด ซึ่งเป็นคำแนะนำที่เป็นประโยชน์” เมื่อถามว่าพรรคกล้าธรรมออกมาบอกว่า พล.ต.อ.คำรณวิทย์ ไปสนับสนุนพรรคกล้าธรรม นายอนุทิน กล่าวว่า พล.ต.อ.คำรณวิทย์ เป็นนายก อบจ. ยังรักกันดีและท่านไม่ได้เป็นผู้สมัคร เราก็มีผู้สมัครของเรา เมื่อถามถึงกรณีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้พูดคุยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “อุ๊ยตาย ไม่ทราบ วันนี้ทำงานทั้งวันเลย แต่เคารพนับถือท่านเพราะเป็นผู้ใหญ่ และตอนนี้ไม่ไปพูดถึงพรรคอื่น พูดแต่เรื่องพรรคตัวเอง เดี๋ยวเสร็จแล้วค่อยไปหา”

ดังนั้น การที่พรรคภูมิใจไทยเน้นหาเสียงแบบออร์แกนิก สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะเข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง และสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการหาเสียงแบบออร์แกนิกนี้ขึ้นอยู่กับการตอบรับของประชาชน และความสามารถในการสื่อสารนโยบายของพรรคอย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – “อนุทิน” เผย ภูมิใจไทยกระแสดี เน้นหาเสียงแบบออร์แกนิก ไม่รู้ “ลุงป้อม” ลาออก

นิว กัลยพัชร ลาออกสมาชิกพรรค เหตุอุดมการณ์เปลี่ยน

“นิว กัลยพัชร” ลาออกสมาชิกพรรค เหตุอุดมการณ์เปลี่ยน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมือง เมื่อ “นิว กัลยพัชร” อดีต สส.บัญชีรายชื่อ ได้ประกาศลาออกจากสมาชิกพรรคประชาชน (ชื่อสมมติ) อย่างเป็นทางการ โดยให้เหตุผลว่าพรรคได้เปลี่ยนแปลงไปจากอุดมการณ์เดิมที่เคยยึดมั่น ทำให้เธอหมดศรัทธาในการทำงานร่วมกับพรรคต่อไป

น.ส.กัลยพัชร รจิตโรจน์ ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X (ทวิตเตอร์) เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 ประกาศการตัดสินใจลาออกจากพรรค โดยระบุว่าเธอได้พิจารณาเรื่องนี้มาเป็นระยะเวลานาน และต้องการแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา โดยปราศจากข้อครหาหรือความขัดแย้งทางผลประโยชน์

อดีต สส.บัญชีรายชื่อ กล่าวว่า เธอรู้สึกผิดหวังที่พรรคให้ความสำคัญกับการแสวงหาอำนาจมากเกินไป จนละเลยหลักการและอุดมการณ์ที่เคยเป็นจุดแข็งของพรรค นอกจากนี้ เธอยังวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของพรรคในการดึงบุคคลภายนอก (คนนอก) เข้ามาร่วมงาน โดยมองว่าเป็นการลดทอนความสำคัญของบุคลากรภายในพรรคที่มีความเข้าใจในวัฒนธรรมและอุดมการณ์ของพรรคอย่างแท้จริง

“คุณจะเอาเทคโนแครต ศ. ดร. อีลิตที่เก่งมาอีกกี่ร้อยคน มันก็ไม่มีค่าเท่าอุดมการณ์คนหนึ่ง ที่ต้องออกไป กี่ร้อยด็อกเตอร์ ก็แทน ลูกเกด โตโต้ แก้วตา พี่มาร์ท เท่า ไม่ได้ สำหรับนิว” น.ส.กัลยพัชร กล่าว

เธอยังได้ตั้งคำถามถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในพรรค โดยระบุว่าพรรคกำลังก้าวถอยหลังออกจากจุดยืนเดิม และอาจทำให้ประชาชนเริ่มสิ้นหวังกับการเมืองใหม่ที่ไม่เป็นไปตามอุดมคติ

เหตุผลที่ “นิว กัลยพัชร” ลาออกสมาชิกพรรค

การลาออกของ “นิว กัลยพัชร” สร้างความสั่นสะเทือนให้กับพรรคพอสมควร เนื่องจากเธอเป็นที่รู้จักในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีความมุ่งมั่นและกล้าแสดงออก ประเด็นสำคัญที่เธอหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ ได้แก่

  • การเปลี่ยนแปลงอุดมการณ์ของพรรค
  • การให้ความสำคัญกับการแสวงหาอำนาจ
  • การดึงบุคคลภายนอกเข้ามาร่วมงาน

นอกจากนี้ น.ส.กัลยพัชร ยังได้แสดงความเห็นต่อกรณีที่พรรคมีแนวโน้มที่จะประนีประนอมกับกลุ่มอำนาจเก่า เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐ โดยมองว่าเป็นการสูญเสียจุดยืนและอุดมการณ์ของพรรคไป

“แต่ถ้าเรา great grand compromise ไปเรื่อยๆเช่นนี้ Then what’s the point of winning in the first place? เพราะเราสูญเสียตัวตน แนวร่วมอุดมการณ์ไปตลอดทาง คนแล้วคนเล่า เพื่อเข้าสู่อำนาจจอมปลอมนี้ ที่ทุกคนก็ทราบ ว่าถ้าหากเราเล่นตามกติกาของอำนาจเก่า คุณจะเอามืออาชีพเก่งมาจากไหน ก็จะไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้เลย” น.ส.กัลยพัชร กล่าว

หลังจากข่าวการลาออกของ น.ส.กัลยพัชร เผยแพร่ออกไป ได้มีผู้คนจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็น ทั้งสนับสนุนการตัดสินใจของเธอ และวิพากษ์วิจารณ์การกระทำดังกล่าว การลาออกของ “นิว กัลยพัชร” ถือเป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการรักษาอุดมการณ์ทางการเมือง ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงและความผันผวนทางการเมือง

เรื่องราวของ “นิว กัลยพัชร” เป็นอุทาหรณ์เตือนใจนักการเมืองทุกคนว่า การยึดมั่นในอุดมการณ์และความซื่อสัตย์ต่อประชาชนเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าการแสวงหาอำนาจ เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่จะคงอยู่ตลอดไปคือความไว้วางใจและความศรัทธาที่ประชาชนมีต่อผู้แทนของตน

การตัดสินใจของ “นิว กัลยพัชร” ที่ลาออกสมาชิกพรรค เหตุอุดมการณ์เปลี่ยนในครั้งนี้ ถือเป็นการตัดสินใจที่กล้าหาญและน่าชื่นชม แม้ว่าจะเป็นการเดินออกจากเส้นทางที่หลายคนใฝ่ฝัน แต่เธอก็เลือกที่จะรักษาอุดมการณ์และความเชื่อมั่นของตนเองไว้เหนือสิ่งอื่นใด

ที่มา – “นิว กัลยพัชร” ทิ้งบอมบ์พรรคส้ม ลาออกสมาชิก เหตุพรรคเปลี่ยนไป สูญเสียอุดมการณ์เดิม

บก.ลายจุด ถาม กกต. เรื่องเลือกตั้ง-ประชามติ


“ยิ่งชีพ-สมบัติ” บุก กกต. พูดคุย 7 นาที ถามปมข้อสงสัยเลือกตั้ง-ประชามติ ด้าน เลขา กกต. ยัน พรรค-นักการเมือง รณรงค์ประชามติได้

วันที่ 6 มกราคม 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) และนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด เดินทางมาสอบถาม นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เกี่ยวกับประเด็นข้อสงสัยเรื่องของการเลือกตั้งและการทำประชามติ โดย บก.ลายจุด ได้ใส่เสื้อยืดสีดำระบุอักษรย่อ ค. ที่เสื้อ

ระหว่างที่ นายแสวง กำลังให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอยู่ นายสมบัติ เข้ามาในวงสัมภาษณ์ พร้อมตั้งคำถามว่า “กกต. มีหน้าที่ในการเลือกตั้งและการลงประชามติถูกต้องหรือไม่” ซึ่งนายแสวง ตอบว่า “ถูกต้อง” นายสมบัติจึงถามเพิ่มเติมว่า “การที่นายแสวงให้สัมภาษณ์ช่วงต้นบอกว่าพรรคการเมืองและนักการเมืองไม่ควรออกมารณรงค์ในการชี้นำแสดงจุดยืนว่าตนเองรับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญประเด็นนี้นายแสวงได้กล่าวตอนต้นว่าทำไม่ได้ถูกต้องหรือไม่” ซึ่งนายแสวง ก็ตอบว่า “ถูกต้อง” นายสมบัติ จึงถามย้ำว่า “แล้วตกลงจะทำได้หรือทำไม่ได้”

นายแสวงได้ตอบคำถามนายสมบัติบอกว่า ตนเองได้แถลงข่าวไปแล้วว่าสามารถทำได้ เพราะกฎหมายมาตรา 17 มีการบอกให้ กกต.กำหนด เพื่อความเรียบร้อยเมื่อมาพิจารณาดูแล้ว เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ กกต. จึงไม่ได้ออกกฎเกณฑ์อะไร เพียงแต่คนเป็นพรรคจะมีภาระมากกว่าประชาชน เพราะหากพรรคจะทำอะไรต้องอยู่ภายใต้กฎหมายของพรรคการเมืองและอยู่ภายใต้กฎหมายประชามติ รวมทั้งกฎหมาย สส. นายสมบัติถามเพิ่มเติมว่า คำพูดของนายแสวงทำให้ประชาชนรู้สึกสับสน จึงอยากจะขออนุญาตให้นายแสวงเขียนเป็นข้อความระบุให้ชัดเจน และนักการเมืองบางส่วนไม่ทราบว่าจะเอาหมวดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไปไว้ในหมวดไหนของค่าใช้จ่าย กกต. จะมีทางออกเรื่องนี้อย่างไร นายแสวง บอกว่า พรรคการเมืองมีเจ้าหน้าที่เรื่องการเงิน การงบประมาณอยู่แล้วซึ่งต้องรู้กฎหมาย ตนเองบอกตั้งแต่แรกว่าพรรคการเมืองต้องดูกฎหมาย 3 ฉบับ พรรคการเมืองใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ต้องอยู่ในกฎหมายพรรคการเมือง แต่สำหรับประชามตินั้นไม่มีค่าใช้จ่าย หากเลือกตั้ง สส. จะมีค่าใช้จ่ายแบบพรรคกับแบบแบ่งเขต ซึ่งเส้นแบ่งคือเนื้อหาที่แต่ละคนไปพูดจึงต้องระมัดระวังให้ดี

หลังจากนั้น นายแสวง นายสมบัติ รวมทั้งนายยิ่งชีพได้ลงไปพูดคุยรายละเอียดต่างๆ ร่วมกันเป็นเวลา 7 นาที ก่อนที่นายยิ่งชีพและนายสมบัติออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

นายสมบัติบอกว่า เมื่อสักครู่นายแสวงได้ถามตนเองว่าที่ใส่เสื้ออักษรย่อ ค. หมายความว่าอย่างไร ซึ่งตัวเองตอบว่านี่คือ ค.ควาย อยากจะสื่อความหมายถึงคำว่า “คิด” ใส่เสื้อตัวนี้มาเพราะอยากให้นายแสวงได้คิด ซึ่งนายแสวงยืนยันกับตนเองว่าพรรคการเมืองและนักการเมืองสามารถที่จะแสดงความคิดเห็นได้ ว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในการลงประชามติ สิ่งที่ตนเองเห็นร่วมกันกับนายแสวงคือกระแสเรื่องของการลงประชามติเบามาก อาจจะเป็นเพราะว่าบรรดา สส.ไปพูดเรื่องการเลือกตั้ง แต่ไม่ได้พูดเรื่องการลงประชามติ จึงต้องช่วยกันรณรงค์เรื่องของการลงประชามติ

ด้านนายยิ่งชีพ บอกว่า หลังจากได้คุยกับนายแสวงในห้องรับรองระยะเวลา 7 นาที ประเด็นแรกได้มีการขอมาตลอดให้ขยายเวลาในการลงทะเบียนการเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตและการประชามตินอกเขตเพิ่มอีกประมาณ 3 วัน โดยตามกฎหมายสามารถทำได้ถึงวันที่ 8 มกราคม หรือหากจะขยายเพิ่มเติมอีก 1 วันตัวเองคิดว่าเป็นการรักษาสิทธิ์รักษาเสียงได้อีกหลายแสนคน โดยนายแสวงก็ยืนยัน ว่ายังไม่มีการขยายและปิดการลงทะเบียนไปแล้วตั้งแต่เมื่อคืนนี้ หากประชาชนลงทะเบียนไม่ทัน ตอนนี้ไม่มีทางที่จะลงทะเบียนได้แล้ว ต้องกลับบ้านไปตามทะเบียนบ้านวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เท่านั้น

ส่วนอีกประเด็นที่อยากถามคือมีคนที่ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตแต่ไม่ได้ลงทะเบียนเพื่อทำประชามตินอกเขตจำนวนเท่าไหร่ เพราะต้องลงทะเบียน 2 ครั้ง 2 ระบบ ซึ่งตอนนี้ตัวเลขทางการยังไม่ออกมา แต่นายแสวง ตอบแล้วว่ามีจำนวนประมาณ 6 แสนคน (จำนวน 3 วัน) ซึ่งนี่คือจำนวนคนที่ไม่สามารถออกเสียงประชามติได้ ถือเป็นจำนวนที่น่าเสียดาย และถือเป็นความเสียหายไม่หนักเท่าที่คิดจึงขอบคุณสื่อมวลชนและหลายฝ่ายที่ช่วยประชาสัมพันธ์

บก.ลายจุด บุก กกต. ถามข้อสงสัยเลือกตั้ง-ประชามติ

สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการเลือกตั้งและการทำประชามติที่ บก.ลายจุด ได้สอบถาม กกต. มีดังนี้:

  • ความเป็นไปได้ในการขยายเวลาการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าและการประชามตินอกเขต
  • จำนวนผู้ที่ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าแต่ไม่ได้ลงทะเบียนการประชามติ
  • ความชัดเจนเกี่ยวกับบทบาทของพรรคการเมืองในการรณรงค์ประชามติ

ทำไมประเด็นข้อสงสัยเรื่องของการเลือกตั้งและการทำประชามติจึงสำคัญ

การเลือกตั้งและการทำประชามติเป็นกระบวนการสำคัญในระบอบประชาธิปไตย การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจทางการเมืองเป็นสิ่งจำเป็น การที่ บก.ลายจุด ได้ตั้งคำถามและสอบถาม กกต. เกี่ยวกับข้อสงสัยต่างๆ เกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้งและการทำประชามติ ถือเป็นการทำหน้าที่ตรวจสอบและส่งเสริมความโปร่งใสของกระบวนการดังกล่าว

นอกจากนี้ การที่ กกต. ได้ออกมายืนยันว่าพรรคการเมืองและนักการเมืองสามารถรณรงค์ประชามติได้ ถือเป็นการยืนยันสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม พรรคการเมืองต้องดำเนินการภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้งและการทำประชามติจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิและเสียงของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพในการสร้างสังคมที่เป็นธรรมและประชาธิปไตย

การที่ บก.ลายจุด ออกมาตั้งคำถามเกี่ยวกับ ประเด็นข้อสงสัยเรื่องของการเลือกตั้งและการทำประชามติ ถือเป็นสิ่งที่น่ายกย่องและควรให้การสนับสนุน เพราะเป็นการทำหน้าที่ของพลเมืองที่ดีในการตรวจสอบและส่งเสริมความโปร่งใสของกระบวนการทางการเมือง

ที่มา – บก.ลายจุด บุก กกต. ถามข้อสงสัยเลือกตั้ง-ประชามติ ด้านเลขา กกต. ยัน พรรคการเมืองรณรงค์ประชามติได้

“โรม” ชี้ ภาคใต้คืออีกความหวังของ ปชน.

“โรม” ชี้ภาคใต้คือความหวังพรรคประชาชน ปลุกเลือกของใหม่ อย่ากลับสู่การเมืองเน่า โต้ข่าวใส่ร้ายพรรคประชาชน ยันไม่ด้อยค่าทหาร-ไม่แก้ 112

วันที่ 5 มกราคม 2569 ที่ตลาดสดเทศบาลนครตรัง อ.เมือง จ.ตรัง นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายศุภกร สุวรรณหมัด หรือ ทนายเก่ง ผู้สมัคร สส.ตรัง เขต 1 พรรคประชาชน ลงพื้นที่หาเสียงทำความเข้าใจกับประชาชน พร้อมกับแนะนำตัวผู้สมัครตั้งแต่เช้า โดยมีพ่อค้าแม่ค้า ประชาชนที่ชื่นชอบเข้ามาขอถ่ายรูปและให้กำลังใจตัวผู้สมัคร ก่อนขึ้นรถหาเสียงวนรอบหอนาฬิกาตรัง ปราศรัยบนรถแนะนำตัวผู้สมัครในเขตเทศบาลนครตรัง

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า คะแนนเสียงในภาคใต้คือความหวัง เพราะภาคใต้ยังสามารถโตได้อีกเยอะในเรื่องของการเลือกตั้ง และมองว่าจะเป็นจุดสำคัญในการทำให้ส่งให้พวกเราได้ไปเป็นรัฐบาลพรรคประชาชน ตนรู้มาเสมอว่าการเลือกตั้งในภาคใต้ไม่ง่าย เราเองก็ผ่านการเลือกตั้งมาตั้งแต่ปี 2566 มีเพียง จ.ภูเก็ต ที่พรรคประชาชนชนะเลือกตั้ง แต่เช้านี้เท่าที่เดินตลาดกับผู้สมัครเขต 1 การตอบรับดีเกินคาด มีพี่น้องประชาชนมาขอถ่ายรูป มาร่วมพูดคุย เป็นบรรยากาศที่ดีแล้วก็อบอุ่น ถือว่าดีเกินคาดมาก จริงๆ ตนเดินสายตั้งแต่ จ.พังงา จ.กระบี่ วันนี้มาที่ จ.ตรัง พรุ่งนี้ (4 มกราคม 2569) จะไปที่ จ.สตูล

ผู้สื่อข่าวถามต่อ ผลคะแนนเลือกตั้งปาร์ตี้ลิสต์สมัยเป็นพรรคก้าวไกล มีคะแนนเป็นอันดับ 1 ใน 3 จาก 4 เขตเลือกตั้ง การเลือกตั้งครั้งนี้จะมีความคาดหวังแค่ไหน นายรังสิมันต์ กล่าวว่า โจทย์ในครั้งนี้จากฐานคะแนนเดิม สส.เขต 1 อยู่ที่ประมาณ 17,000 เสียง ในส่วนที่ 2 โจทย์ที่เราจะต้องทำให้ได้คือ จะทำอย่างไรให้คะแนนบัญชีรายชื่อมาเลือก สส.เขต ด้วย ต้องเข้าใจว่าการเลือกตั้งถึงแม้จะมีบัตร 2 ใบ เรามักจะจำคำพูดว่าเลือกคนที่รัก เลือกพรรคที่ใช่ อะไรทำนองนี้ ประเด็นคือในความเป็นจริงมันแยกกันไม่ได้ เพราะจะ สส.เขตก็ดี สส.บัญชีรายชื่อก็ดี ตอนที่จะต้องไปจัดตั้งรัฐบาล ทั้ง 2 ส่วนนี้ต้องมีบทบาทเท่ากัน

ดังนั้นต้องทำให้พี่น้องประชาชนเข้าใจว่า การเลือกตั้งถ้าอยากให้พรรคประชาชนเป็นรัฐบาลต้องเลือกทั้ง สส.เขต และเลือกพรรคประชาชนเข้าไป เพื่อที่เราจะได้มี สส.มากที่สุด และจะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล หรือให้ดีไม่ต้องมีพรรคร่วมเลย เป็นพรรคเดี่ยวในการจัดตั้งรัฐบาล นี่คือโจทย์ที่สำคัญ อีกส่วนหนึ่งก็คือคะแนนนิวโหวตเตอร์ที่จะเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก ทางพรรคก็ตั้งความหวังกับคะแนนเสียงเหล่านี้มากในการที่จะมาช่วยกันเลือกพรรคประชาชน

“การเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นบทเรียนสำหรับคนไทย สำหรับประเทศไทยมากพอหรือยัง ลองไปดูอย่างพี่น้องภาคใต้ ผมคิดว่าถ้าพูดถึงหนึ่งในความท้าทายของสังคมไทยคือเรื่องภัยพิบัติ ดูการบริหารน้ำท่วมที่หาดใหญ่ พอใจไหม ถ้าพอใจจะเลือกแบบเดิมผมไม่ว่ากัน เคารพในการตัดสินใจ แต่ถ้าคิดว่ามันต้องดีกว่าเดิมนะครับ วันนี้เราต้องเลือกของใหม่ เช่นเดียวกับปัญหาการคอร์รัปชันก็ยังเป็นปัญหาหลัก อย่างเช่น องค์กรตำรวจมีทุกเรื่อง มีแทบเรียกว่าเป็นรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน มีเรื่องใหม่ๆ เกี่ยวกับองค์กรตำรวจเสมอ ตำรวจอยู่ภายใต้ใคร อยู่ภายใต้นายกรัฐมนตรี

ดังนั้นเนี่ย ผมคิดว่าถ้าอยากจะออกจากความเน่าเฟะของสังคม เราไม่ควรจะกลับไปแบบนั้นอีกแล้ว ถ้าเกิดพี่น้องรู้แล้วว่าการเมืองมันเน่า กับอันที่ 2 มันมีของใหม่ที่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง คำถามประชาชนต้องเลือกก็คืออยากจะอยู่กับความเน่าแบบเดิมหรือจะไปสู่การสร้างสังคมใหม่ สร้างโลกใบใหม่ที่พรรคประชาชนพยายามทำ แต่ว่าถ้าเราไม่กล้าที่จะเปลี่ยน ประเทศมันก็จะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ แล้วเราจะแก้ไขปัญหานี้ได้ยังไง ประเทศมันจะดีขึ้นได้ยังไง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราอยากจะชวนพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนก็คือการเมืองแบบใหม่”

ส่วนกรณีกระแสข่าวที่หลายฝ่ายโจมตีในวาทกรรมด้อยค่ากองทัพและความเป็นทหารนั้น รองหัวหน้าพรรคประชาชน ตอบว่า ตนเห็นสัญญาณว่ามีความพยายามในการใส่ร้ายพรรคประชาชนมาโดยตลอด ถ้าพูดกันตรงไปตรงมา เช่น พยายามบอกว่าเรามีจุดประสงค์ที่ไม่ดีต่อสถาบันของชาติ มีความพยายามบอกว่าเราด้อยค่าทหาร สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำไมต้องมาเฉพาะเลือกตั้ง ในวันนี้เราไม่ได้มีการเสนอในเรื่องของการแก้มาตรา 112 ไม่ได้เป็นนโยบายพรรคเลย เรื่องด้อยค่าทหารถ้าไปดูนโยบายของพรรคประชาชนคือการเพิ่มขีดความสามารถให้กับกองทัพ ดังนั้น วิธีคิดของเราคือพยายามจะคิดไปถึงว่าถ้าเป็นรัฐบาลจะทำอย่างไรให้การบริหารประเทศชาติมันออกมาดีที่สุด

แต่เพราะว่าพรรคประชาชนเป็นพรรคที่ตอนนี้กระแสนิยมมากเป็นอันดับหนึ่งเลยถูกโจมตี ถ้าเป็นการโจมตีเรื่องของนโยบายเป็นการแลกเปลี่ยนเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดินว่าแบบไหนดี แบบไหนไม่ดี แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่เริ่มเอาข่าวเท็จ พยายามมาใส่ร้ายป้ายสี ทางพรรคก็ต้องชี้แจง ต้องอธิบายต่อสังคมให้เข้าใจ จุดแข็งที่สุดของพรรคประชาชนคือการที่ต่อสู้กับทุนสีเทา การที่คุณทำลายพรรคการเมืองที่ต้องการต่อสู้กับทุนสีเทา ใครได้ประโยชน์ในทางกลับกัน ใส่ร้ายมากเท่าไหร่เหมือนเป็นการเอาถ่านไปเพิ่มในกองไฟทำให้มีพลังในการทำงานที่มากขึ้น

“ส่วนกรณีปัญหานี้ ส่วนแรกคือส่วนไหนที่ต้องชี้แจงก็ต้องชี้แจงเพื่อไม่ให้ข่าวเท็จไปไกล ส่วนที่ 2 เราไม่อยากจะมาเสียเวลากับการต้องชี้แจงข่าวเท็จอย่างเดียว อะไรที่ต้องไปข้างหน้าอย่างตอนนี้จะมีการเปิดตัวทีมบริหารของพรรคประชาชนออกมาเรื่อยๆ โดยเริ่มต้นที่กระทรวงยุติธรรม ต่อไปก็จะเห็นมืออาชีพเข้ามามีบทบาทของการทำงาน ในขณะที่พรรคการเมืองอื่นเสียเวลากับการดิสเครดิตพรรคประชาชน แต่เราเนี่ยไปต่อไม่รอแล้วนะ อันนี้ก็คือสิ่งที่เราจะพยายามทำให้สังคมเห็น”

“โรม” ชี้ ภาคใต้คืออีกความหวังของ ปชน.

ทำไม “โรม” ชี้ ภาคใต้คืออีกความหวังของ ปชน.?

บทสรุปที่ได้จากคำกล่าวของ “โรม” ชี้ ภาคใต้คืออีกความหวังของ ปชน. นั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความเชื่อมั่นของพรรคประชาชนในการที่จะขยายฐานเสียงไปยังภาคใต้ และนำเสนอแนวทางใหม่ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาที่คั่งค้างในสังคมไทย การเลือกตั้งครั้งต่อไปจะเป็นโอกาสสำคัญสำหรับประชาชนในการตัดสินใจว่าจะเลือกเดินหน้าไปสู่การเปลี่ยนแปลง หรือจะยังคงอยู่กับสถานการณ์เดิมๆ หากคุณเห็นด้วยกับวิสัยทัศน์ของพรรคประชาชน อย่าลังเลที่จะสนับสนุนพวกเขาในการเลือกตั้งที่จะมาถึง!

ที่มา – “โรม” ชี้ภาคใต้คืออีกความหวังของ ปชน. ปลุกเลือกของใหม่ อย่ากลับสู่การเมืองเน่า

อภิสิทธิ์ นำ ปชป. หาเสียง ปลื้มคน กทม.


“อภิสิทธิ์” นำพรรคประชาธิปัตย์ลุยหาเสียงเลือกตั้ง 2569 ปลื้มคน กทม. ให้การต้อนรับอย่างดี ฝากความหวังทำการเมืองสุจริต ปลุก กกต. ประชาสัมพันธ์บัตรเลือกตั้งหลากสี หลังยังมีประชาชนสับสน

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 5 มกราคม 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พร้อม นายกรณ์ จาติกวาณิช และนางการดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 คนของพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมลงพื้นที่ตลาดนัดหลังกระทรวงการคลัง พบปะพี่น้องประชาชนพ่อค้าแม่ค้าและข้าราชการในกระทรวงการคลัง ประชาชนทั่วไปที่มาจับจ่ายในตลาดนัดหลังกระทรวงการคลัง ได้รับความสนใจจากผู้มาทักทายและขอถ่ายรูปร่วมกันคึกคักตลอดสองข้างทางร้านค้า

นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่ช่วยรณรงค์หาเสียงช่วยลูกพรรคในพื้นที่กรุงเทพฯ ช่วงหลังปีใหม่ 2569 ว่า อบอุ่นดี หลายคนบอกว่าดีใจที่ตนและพรรคประชาธิปัตย์กลับมา ต่างให้การต้อนรับอย่างดี พร้อมสนับสนุนให้เราเข้าไปทำการเมืองสุจริต ซึ่งจาก 27 นโยบายหลักถือเป็นนโยบายที่คัดมาแล้วจาก 200 นโยบายทั้งหมดที่มี จึงขอให้พี่น้องประชาชนติดตาม เราจะค่อยๆ ทยอยออกมาให้กับพี่น้องประชาชนรับทราบ ให้ตรงตามกลุ่มเป้าหมายว่าคุณเป็นใคร อยู่ที่ไหน จะได้อะไรจากนโยบายพรรคประชาธิปัตย์

การลงพื้นที่หาเสียงของนายอภิสิทธิ์ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคประชาธิปัตย์ในการเข้าถึงประชาชน และรับฟังปัญหาของพวกเขาโดยตรง การที่ประชาชนให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น และฝากความหวังในการทำการเมืองสุจริต สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และความเชื่อมั่นในพรรคประชาธิปัตย์

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ยังได้กล่าวถึงความสับสนเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้งสีต่างๆ และเรียกร้องให้ กกต. เร่งประชาสัมพันธ์ข้อมูลให้ประชาชนทราบอย่างทั่วถึง เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้สิทธิของตนเองได้อย่างถูกต้อง

อภิสิทธิ์ นำประชาธิปัตย์ลุยหาเสียง ปลื้มคน กทม.

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความผันผวน และเต็มไปด้วยความท้าทาย การที่พรรคการเมืองต่างๆ ลงพื้นที่หาเสียงอย่างเข้มข้น เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวทางการเมือง และความมุ่งมั่นในการแข่งขันอย่างสร้างสรรค์

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแข่งขันระหว่างพรรคการเมือง แต่เป็นการตัดสินใจที่สำคัญของประชาชนทุกคน ในการเลือกผู้แทนที่เหมาะสม ที่จะเข้าไปบริหารประเทศ และแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น

ดังนั้น การที่ประชาชนให้ความสนใจ และติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด เป็นสิ่งที่น่ายินดี การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน จะเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในสังคม

อภิสิทธิ์ นำ ปชป. พบปะประชาชนใน กทม.

การทำการเมืองสุจริต เป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวังจากนักการเมืองทุกคน การที่พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และมุ่งมั่นที่จะนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างโปร่งใส และเป็นธรรม เป็นสิ่งที่น่าสนับสนุน

การเลือกตั้งครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสที่ดีที่ประชาชนจะได้พิจารณา และตัดสินใจเลือกผู้แทนที่ตนเองเชื่อมั่น ที่จะเข้าไปบริหารประเทศ และสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกคน

การตัดสินใจเลือกตั้งของท่าน มีความหมายต่ออนาคตของประเทศอย่างยิ่ง จงใช้วิจารณญาณในการพิจารณา และเลือกผู้แทนที่ท่านเชื่อมั่นว่าจะสามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญก้าวหน้า และแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง

พรรคการเมืองต่างๆ ควรให้ความสำคัญกับการนำเสนอนโยบายที่ชัดเจน และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง การสร้างความเข้าใจ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบาย จะเป็นสิ่งที่สำคัญในการสร้างสังคมที่เป็นประชาธิปไตย และมีความเจริญก้าวหน้า

การเลือกตั้งไม่ใช่แค่หน้าที่ แต่เป็นสิทธิและเสียงของประชาชนทุกคน จงออกมาใช้สิทธิของท่านอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับตัวท่านเอง และประเทศชาติ

ร่วมกันสร้างสังคมที่โปร่งใส เป็นธรรม และมีความเจริญก้าวหน้า ด้วยการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ และยุติธรรม

มาร่วมกันสร้างประเทศไทยที่ดีกว่าเดิม!

อภิสิทธิ์ นำประชาธิปัตย์ลุยหาเสียง ปลื้มคน กทม. ฝากความหวังทำการเมืองสุจริต สะท้อนความต้องการของประชาชนที่อยากเห็นการเมืองที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

ที่มา – “อภิสิทธิ์” นำประชาธิปัตย์ลุยหาเสียง ปลื้มคน กทม. ฝากความหวังทำการเมืองสุจริต

กกต.ย้ำ! วันนี้สุดท้าย ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 1.5 ล้าน

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สรุปยอด 16 วัน ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า ทั้งในเขต นอกเขต และนอกราชอาณาจักร มีผู้ลงทะเบียนรวม 1.5 ล้านคน! อย่าลืม วันนี้คือวันสุดท้ายสำหรับการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า ใครยังไม่ได้ลงทะเบียน รีบเลย!

เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 สำนักงาน กกต. ได้สรุปยอดผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า สรุปข้อมูลการลงทะเบียนระหว่างวันที่ 20 ธันวาคม 2568 ถึง 4 มกราคม 2569 มีรายละเอียดดังนี้:

  • ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง: 5,063 คน
  • ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตเลือกตั้ง: 1,420,850 คน
  • ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกราชอาณาจักร: 105,816 คน

สำหรับวันนี้ (5 มกราคม) คือวันสุดท้ายของการเปิดให้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า สำหรับผู้ที่มีธุระจำเป็นไม่สามารถไปใช้สิทธิในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 หรือผู้ที่อยู่นอกราชอาณาจักร รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติงานในวันเลือกตั้ง สามารถลงทะเบียนได้จนถึงเที่ยงคืนวันนี้

(ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า – ลงทะเบียนออกเสียงประชามติ)

ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า

นอกจากนี้ กกต. ยังได้สรุปยอดผู้ลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขตและนอกราชอาณาจักร ซึ่งเปิดให้ลงทะเบียนระหว่างวันที่ 3-5 มกราคม 2569 พบว่ามีผู้ลงทะเบียนรวม 620,476 คน แบ่งเป็น:

  • ผู้ขอใช้สิทธินอกเขต: 574,719 คน
  • ผู้ขอใช้สิทธินอกราชอาณาจักร: 45,757 คน

ช่องทางการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า (วันสุดท้าย!)

สำหรับวันนี้ (5 มกราคม) เป็นวันสุดท้ายของการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า หากคุณต้องการใช้สิทธิออกเสียงนอกเขตในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งจริง สามารถลงทะเบียนได้ผ่าน 3 ช่องทาง:

  1. ยื่นต่อนายทะเบียนอำเภอ/นายทะเบียนท้องถิ่น หรือเอกอัครราชทูต/ผู้ได้รับมอบหมาย ก่อน 16.30 น.
  2. ยื่นทางไปรษณีย์ (ถือวันประทับตราไปรษณีย์เป็นสำคัญ)
  3. ยื่นผ่านอินเทอร์เน็ต (เฉพาะนอกเขต/นอกราชอาณาจักร) ตลอด 24 ชั่วโมง (ระบบปิดอัตโนมัติ 24.00 น. ตามเวลาประเทศไทย)

อย่าลืมตรวจสอบสิทธิเลือกตั้งของคุณ และลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า หากไม่สะดวกไปใช้สิทธิในวันจริง เสียงของคุณมีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศ

ที่มา – กกต. ย้ำวันนี้วันสุดท้าย สรุป 16 วัน ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าแล้ว 1.5 ล้านคน

ไหม เจอถาม “มีทหารไว้ทำไม” คนจะเข้าใจมากขึ้น

ไหม เจอชาวบ้านตั้งคำถาม “มีทหารไว้ทำไม” เชื่อไม่เสียเปรียบ จากนี้คนจะเข้าใจมากขึ้น

“ศิริกัญญา” ลงพื้นที่ตลาดดินแดงหาเสียงเลือกตั้ง 2569 เจอชาวบ้านตั้งคำถาม “มีทหารไว้ทำไม” แจงไม่ทำให้เสียเปรียบ แต่เสียดายไม่มีโอกาสได้อธิบายนโยบายใหม่ เชื่อ หลังจากนี้คนจะเข้าใจมากขึ้น

วันที่ 5 มกราคม 2569 นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่เขตดินแดง ช่วยนายกัณตภณ ดวงอัมพร ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เขตดินแดง หาเสียงกับประชาชนในพื้นที่ โดยนางสาวศิริกัญญา ได้ฝากผู้สมัครหมายเลข 7 และพรรคประชาชน หมายเลข 46 รวมถึงขอให้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เพราะทุกเสียงของประชาชนคือความหวังของประเทศไทย ขณะที่ชาวบ้านก็ตอบรับและขอบคุณ นายกัณตภณ ที่ทำหน้าที่ สส.ในเขตดินแดง เป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชน ขณะที่แม่ค้าบางส่วนก็ปฏิเสธไม่รับแผ่นพับหาเสียง

ทั้งนี้ในช่วงหนึ่งของการหาเสียงที่ตลาดประชาสงเคราะห์ ซอย 7 มีแม่ค้าเข้ามาสะท้อนว่า นายกัณตภณไม่เคยทำหน้าที่เลย บอกจะทำแต่ก็ไม่เคยทำ ขายของที่นี่มา 20 ปีแล้ว ไม่เคยช่วยแม่ค้าเลย ถ้าไม่เอาแม่ค้า แม่ค้าก็ไม่เอาเหมือนกัน ขณะที่แม่ค้าอีกคน มาพูดแทรกว่า เสียอย่างเดียวที่พูดว่า “มีทหารไว้ทำไม จะลบล้างสถาบัน อันนี้ไม่ควรพูด” นางสาวศิริกัญญา จึงชี้แจงว่า “ไม่มี อันนี้เราไม่เคยพูด” แม่ค้าจึงสวนว่า “แรมโบ้ไม่เคยพูด แต่พิธาพูด”

นางสาวศิริกัญญา ชี้แจงต่อไปว่า “ตอนนั้นทหาร เข้ามารัฐประหาร” แม่ค้าจึงพูดต่อว่า ถ้า สส. ดีกับแม่ค้าและประชาชนก็ดี ไม่ว่าจะเลือกได้ใคร เราก็ไม่เกี่ยวอยู่แล้ว แต่ถ้าอยากให้เราลงคะแนนให้ต้องไปพูดที่เขตห้วยขวางก่อน ให้แม่ค้าเข้าไปใช้พื้นที่สนามกีฬาการเคหะฯ เพราะปล่อยให้เป็นแหล่งมั่วสุม ให้พวกจักรยานยนต์เข้าไปจอด นายกัณตภณ ได้ตอบกลับว่า “จะขอรับฟังไว้ก่อน” โดยแม่ค้าพูดต่อว่า “รับฟังอีกแล้ว ถ้าทำไม่ได้ทีหลังเราจะได้จำไว้ ที่บ้านเราก็พร้อมที่จะยกคะแนนให้ แต่ถ้าทำอะไรให้เราไม่ได้ เราก็ไม่เลือก” นายกัณตภณ จึงบอกว่า “ด้วยอำนาจตอนนี้ สภาฯ ยุบแล้วเลือกตั้ง หากไปทำอะไรเกินก็จะผิดกฎหมายเลือกตั้ง”

หลังการลงพื้นที่ นางสาวศิริกัญญา ให้สัมภาษณ์ว่า บรรยากาศการหาเสียงเป็นไปด้วยดี ได้รับการตอบรับจากประชาชนค่อนข้างมาก เนื่องจากผู้สมัครของพรรคได้ทำงานในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนการยุบสภาฯ ทำให้ประชาชนยังจดจำและเรียกชื่อผู้สมัครได้

ก่อนระบุต่อไปว่า ระหว่างการลงพื้นที่ประชาชนที่เข้ามาทักทายส่วนใหญ่ได้สะท้อนปัญหาที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ โดยเฉพาะปัญหาในแฟลตดินแดง รวมถึงประเด็นด้านสังคมต่าง ๆ ซึ่งการรับฟังเสียงสะท้อนและข้อร้องเรียนเหล่านี้ ถือเป็นผลจากการทำงานอย่างหนักของ สส. ในพื้นที่ ทั้งงานด้านนิติบัญญัติ งานในสภาฯ และงานด้านสังคมที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง แม้บางปัญหาจะสามารถแก้ไขได้ทันที และบางปัญหายังต้องใช้เวลา แต่พรรคเข้าใจถึงขอบเขตอำนาจหน้าที่ของ สส. และได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงบรรยากาศการหาเสียงของแกนนำพรรคประชาชนที่มักถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับประเด็นทหารและการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จะกระทบต่อภาพลักษณ์พรรคและการหาเสียงหรือไม่ นางสาวศิริกัญญา ตอบว่า ประเด็นลักษณะนี้มีฟีดแบ็กเข้ามาเป็นระยะ ซึ่งเคยเกิดขึ้นแล้วในช่วงการเลือกตั้งปี 2566 พรรคประชาชนพยายามทำความเข้าใจและรับมือด้วยสติ มีการอธิบายเหตุผลให้ประชาชนเข้าใจ แม้จะได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง แต่พรรคเคารพในความเห็นที่แตกต่าง และมีเจตนาที่จะสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจมากขึ้น ซึ่งลักษณะเช่นนี้ถือเป็นเรื่องปกติของทุกการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ นางสาวศิริกัญญา ยังกล่าวถึงกรณีที่บางพรรคการเมืองหยิบยกประเด็นชายแดน ทหาร และนโยบายมาตรา 112 มาเป็นจุดเด่นในการหาเสียง ขณะที่พรรคประชาชนกลับถูกโจมตีและตั้งคำถามในประเด็นดังกล่าว โดยยอมรับว่าในช่วงใกล้การเลือกตั้งอาจมีการสร้างกระแสหรือการตัดต่อคลิปโจมตีพรรค ซึ่งบางส่วนเข้าข่ายเป็นข่าวปลอม อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่ยังพบว่ามีประชาชนเข้ามาให้กำลังใจ หลังติดตามข่าวกรณี สส. ของพรรคถูกทำร้ายร่างกาย และมองว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม

ขณะเดียวกัน นางสาวศิริกัญญา ระบุว่า ไม่ได้รู้สึกเสียเปรียบทางการเมือง แต่รู้สึกเสียดายโอกาสและสมาธิในการสื่อสารนโยบายของพรรค เนื่องจากต้องใช้เวลาตอบคำถามในประเด็นที่ถูกโจมตี แทนที่จะได้พูดถึงนโยบายและสิ่งที่จะเกิดขึ้นหากพรรคได้จัดตั้งรัฐบาล ซึ่งวันนี้พรรคได้มีการนำเสนอนโยบายบางส่วนให้ประชาชนรับฟังแล้ว

สำหรับนโยบายที่เกี่ยวข้องกับคนกรุงเทพฯ ประชาชนในเมืองได้รับผลกระทบจากปัญหาหลายด้าน ทั้งฝุ่นละออง PM2.5 และค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งพรรคมีนโยบายแก้ไขในระดับรัฐบาล ไม่ใช่เพียงในอำนาจของกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะปัญหา PM 2.5 ซึ่งคนกรุงเทพฯ จำนวนมากไม่ได้เป็นผู้ก่อให้เกิดมลพิษ จำเป็นต้องใช้กลไกของรัฐบาลในการป้องกันการเผาในภาคเกษตร เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเมืองหลวง

ขณะเดียวกัน พรรคประชาชนยังมีนโยบายลดค่าครองชีพ ทั้งค่าไฟฟ้า ค่าโดยสาร และค่าเช่าที่อยู่อาศัย โดยเสนอแนวทางค่าโดยสารระบบขนส่งสาธารณะทั้งรถเมล์และรถไฟฟ้าในอัตราที่สมเหตุสมผล เดินทางได้ตลอดสายไม่เกิน 45 บาท รวมถึงนโยบายช่วยเหลือค่าเช่าที่อยู่อาศัยเดือนละ 1,000 บาท สำหรับประชาชนที่ยังไม่มีบ้านเป็นของตนเอง

นอกจากนี้ นางสาวศิริกัญญา ยังกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า ปัญหาของคนกรุงเทพฯ มีความหลากหลาย และไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายใดนโยบายหนึ่ง แต่พรรคประชาชนเสนอภาพรวมนโยบาย ทั้งด้านค่าครองชีพและการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยจากการลงพื้นที่ตลาด พบว่าพ่อค้าแม่ค้ายังคงกังวลเรื่องเศรษฐกิจซบเซา และเชื่อว่าประชาชนไม่สามารถตัดสินใจจากนโยบายเพียงข้อเดียว

ส่วนกระแสการนำประเด็นค่านิยมหรือสถานการณ์ชายแดนมาใช้ในการหาเสียง นางสาวศิริกัญญา ยืนยันว่า พรรคประชาชนไม่ได้มีความกังวล เนื่องจากสามารถอธิบายและตอบคำถามของประชาชนได้ และจากการลงพื้นที่ที่ผ่านมา ยังไม่พบว่าประชาชนสะท้อนว่าประเด็นดังกล่าวเป็นปัญหาแต่อย่างใด.

ทำไมถึงเกิดคำถาม “มีทหารไว้ทำไม”?

คำถามที่ว่า “มีทหารไว้ทำไม” กลายเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของประชาชนบางส่วนเกี่ยวกับบทบาทของทหารในสังคมและการเมืองไทย พรรคประชาชนพยายามที่จะสื่อสารและทำความเข้าใจกับประชาชนในประเด็นนี้ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิรูปกองทัพและสร้างความโปร่งใสในการทำงานของทหาร

การตอบคำถามเกี่ยวกับ “มีทหารไว้ทำไม” อาจเป็นเรื่องท้าทาย แต่สิ่งสำคัญคือการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและตอบคำถามด้วยความจริงใจและโปร่งใส การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับบทบาทของทหารจะช่วยลดความขัดแย้งและสร้างความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยได้

การที่นางสาวศิริกัญญาออกมาตอบคำถามเรื่อง “ไหม เจอชาวบ้านตั้งคำถาม “มีทหารไว้ทำไม”” แสดงให้เห็นถึงความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับประเด็นที่ละเอียดอ่อนและพยายามที่จะสื่อสารกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้พิจารณาและตัดสินใจว่า ต้องการให้ประเทศไทยเดินไปในทิศทางใด

ถึงแม้ว่าการตอบคำถามในประเด็นที่อ่อนไหวอาจทำให้เสียเวลาในการนำเสนอนโยบาย แต่ก็เป็นสิ่งสำคัญที่พรรคการเมืองจะต้องรับฟังและตอบคำถามของประชาชนอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน หากพรรคประชาชนสามารถสื่อสารและทำความเข้าใจกับประชาชนได้สำเร็จ ก็จะสามารถก้าวข้ามอุปสรรคและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในที่สุด

ที่มา – “ไหม” เจอชาวบ้านตั้งคำถาม “มีทหารไว้ทำไม” เชื่อไม่เสียเปรียบ จากนี้คนจะเข้าใจมากขึ้น

Scroll to top