ข่าวการเมืองไทย

“ยิ่งลักษณ์” ขอพรปี 69 เศรษฐกิจปากท้องกินดีอยู่ดี

อดีตนายกรัฐมนตรี “ยิ่งลักษณ์” อวยพรปี 2569 ขอให้พี่น้องชาวไทยมีกำลังใจเข้มแข็ง เจริญก้าวหน้า ก้าวผ่านอุปสรรค สู่สิ่งดีๆ มีอนาคตที่สดใส และมีเศรษฐกิจปากท้องกินดีอยู่ดี

เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ว่า “สวัสดีปีใหม่ 2569 ค่ะ ดิฉันขอส่งความปรารถนาดีมายังพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคนนะคะ ขอให้ทุกท่านและครอบครัว ประสบแต่ความสุข ความเจริญ มีสุขภาพแข็งแรง มีกำลังใจที่เข้มแข็ง”

พร้อมกันนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังได้อวยพรให้ปี 2569 เป็นปีแห่งความเจริญก้าวหน้า ก้าวผ่านอุปสรรค ก้าวข้ามความยากจน และก้าวไปสู่สิ่งดีๆ ที่จะนำมาซึ่งอนาคตที่สดใส ขอให้เศรษฐกิจปากท้องกินดีอยู่ดี และมีรายได้กันทุกครอบครัว

“ยิ่งลักษณ์” ขอคนไทย มีเศรษฐกิจปากท้องกินดีอยู่ดีในปี 69

คำอวยพรปีใหม่จากอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากประชาชนจำนวนมากที่เข้ามาร่วมอวยพรปีใหม่และแสดงความคิดเห็นต่างๆ นานา หลายคนยังคงระลึกถึงผลงานของเธอในอดีตและหวังว่าประเทศไทยจะกลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง

การอวยพรให้ประชาชนเศรษฐกิจปากท้องกินดีอยู่ดีในปี 2569 นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีต่อประชาชนคนไทย และความปรารถนาที่จะเห็นทุกคนมีความสุขและมีชีวิตที่ดีขึ้น

ปัจจัยที่จะทำให้เศรษฐกิจปากท้องกินดีอยู่ดี

การที่ประชาชนจะมีเศรษฐกิจปากท้องกินดีอยู่ดีได้นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น:

  • เสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ: หากเศรษฐกิจของประเทศมีความมั่นคง มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ก็จะส่งผลให้ประชาชนมีงานทำ มีรายได้ และมีกำลังซื้อมากขึ้น
  • นโยบายของรัฐบาล: รัฐบาลมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมเศรษฐกิจ และช่วยเหลือประชาชน โดยการออกมาตรการต่างๆ เช่น การลดภาษี การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ การสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs)
  • การศึกษาและพัฒนาทักษะ: การที่ประชาชนได้รับการศึกษาที่ดี และมีทักษะที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน จะช่วยให้พวกเขามีโอกาสในการทำงานที่ดี และมีรายได้ที่สูงขึ้น
  • การบริหารจัดการหนี้สิน: การที่ประชาชนสามารถบริหารจัดการหนี้สินของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย และเพิ่มเงินออม

แน่นอนว่าการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เราก็สามารถสร้างเศรษฐกิจปากท้องกินดีอยู่ดีให้กับคนไทยได้อย่างยั่งยืน

ปี 2569 ที่กำลังจะมาถึงนี้ ขอให้เป็นปีที่ดีสำหรับทุกท่าน ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน มีสุขภาพแข็งแรง และมีความสุขตลอดปีค่ะ

ที่มา – “ยิ่งลักษณ์” ขอคนไทย มีเศรษฐกิจปากท้องกินดีอยู่ดีในปี 69

กกต. แจงข่าวปลอม! ไม่ได้อนุมัติคนละครึ่งพลัส เฟส 2

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกโรงชี้แจงข่าวปลอมที่แพร่หลายในสื่อสังคมออนไลน์ ยืนยันว่า กกต. ไม่เคยอนุมัติโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ตามที่มีการกล่าวอ้าง พร้อมทั้งเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลเท็จดังกล่าว

กกต. ยืนยัน ไม่ได้อนุมัติคนละครึ่งพลัส เฟส 2

ตามที่มีคลิปและข้อความเผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ อ้างว่า กกต. มีมติเห็นชอบและอนุมัติงบประมาณจำนวน 40,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนั้น

ทางสำนักงาน กกต. ได้ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นเท็จโดยสิ้นเชิง และคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่เคยมีการพิจารณาหรือมีมติใดๆ เกี่ยวกับโครงการ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรีก็ไม่ได้มีการส่งเรื่องดังกล่าวมาให้ กกต. พิจารณาแต่อย่างใด

ข่าวปลอมคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ระบาด

ดังนั้น ข่าวที่อ้างว่า กกต. เห็นชอบโครงการ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” จึงเป็นข่าวปลอมที่สร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชน ทางสำนักงาน กกต. กำลังดำเนินการตรวจสอบเพื่อหาตัวผู้ที่สร้างและเผยแพร่ข่าวปลอมดังกล่าว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทาง กกต. ขอความร่วมมือประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอมและอย่าส่งต่อข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ควรตรวจสอบข้อมูลข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น เว็บไซต์สำนักงาน กกต. หรือสอบถามผ่านสายด่วน 1444 เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นจริง

การเผยแพร่ข่าวปลอมถือเป็นความผิดทางกฎหมาย และอาจสร้างความเสียหายให้กับผู้อื่นได้ ดังนั้น ก่อนที่จะเชื่อหรือส่งต่อข้อมูลใดๆ ควรตรวจสอบให้แน่ใจเสียก่อนว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้องและมาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอม และเป็นการร่วมมือกันสร้างสังคมที่น่าเชื่อถือและมีความรับผิดชอบ

การออกมาปฏิเสธข่าวปลอมอย่างรวดเร็วของ กกต. ถือเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง เพราะช่วยลดความสับสนและป้องกันไม่ให้ประชาชนหลงเชื่อข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง การตื่นตัวและตรวจสอบข่าวสารก่อนเชื่อหรือแชร์จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน

ถึงแม้ว่าข่าวเรื่องโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 จะไม่เป็นความจริง แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการและความคาดหวังของประชาชนต่อมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ การที่รัฐบาลมีมาตรการที่เหมาะสมและตรงจุด จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้

ที่มา – กกต. แจงไม่จริง อนุมัติคนละครึ่งพลัส เฟส 2 จำนวน 40,000 ล้านบาท

ยศชนัน กราบหลวงพ่อทองคำ ขอพรเจ้าแม่กวนอิม

“ยศชนัน” นำคณะพรรคเพื่อไทย ผู้สมัคร สส. กราบหลวงพ่อทองคำ-สักการะเจ้าอาวาสวัดไตรมิตร ก่อนขอพรเจ้าแม่กวนอิมที่มูลนิธิเทียนฟ้า ขอตั้งรัฐบาลเอกภาพ บอกพื้นที่ใจกลางเมืองไม่น่าเป็นปัญหา

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ที่วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย นายจักรพงษ์ แสงมณี, นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่เพื่อช่วย นพ.ญาณกิตติ์ ห่วงทรัพย์ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กทม. เขตเลือกตั้งที่ 1 หาเสียง

ทั้งนี้ ระหว่างที่กำลังเดินเข้ามายังวัดไตรมิตรฯ ได้มีพระสงฆ์จากวัดภายนอก นำเหรียญนารายณ์ทรงครุฑคล้องคอให้นายยศชนัน พร้อมให้พร จากนั้นนายยศชนันเข้ากราบนมัสการ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญโญ) เจ้าคุณเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม โดยท่านสมเด็จพระพุฒาจารย์ ได้ให้พรนายยศชนัน ว่า ขอให้ตั้งใจทำงานเพื่อประชาชน และประเทศ ให้เจริญรุ่งเรือง พร้อมกับมอบพระผง หลวงพ่อทองคำ ให้กับนายยศชนันและคณะ ก่อนที่จะขึ้นไปสักการะพระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร หรือ พระพุทธรูปทองคำสุโขทัยไตรมิตร

ต่อมาเดินทางไปยังสักการะเจ้าแม่กวนอิมที่มูลนิธิเทียนฟ้า เมื่อเสร็จสิ้นผู้สื่อข่าวถามว่าได้ขอพรอะไรบ้าง นายยศชนัน กล่าวว่า ขอพลังในการที่จะสู้เพื่อพี่น้องประชาชนทุกคน ขอให้พรรคเพื่อไทยได้ทั้งคนได้ทั้งพรรค และตั้งรัฐบาลได้อย่างมีเอกภาพ ผู้สื่อข่าวแซวต่อไปว่าแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยในอดีตก็เคยมาไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มูลนิธิเทียนฟ้าก่อนเลือกตั้งและได้เป็นนายกรัฐมนตรี นายยศชนัน ยิ้มและกล่าวว่า “ขอบคุณครับ”

จากนั้นนายยศชนันและคณะ ได้เดินทักทายพี่น้องประชาชนรวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้เดินทางมาท่องเที่ยวถนนเยาวราช และได้ชิมอาหารร้านดัง อาทิ ร้านข้าวต้มปลา เจ้าเก่าแปลงนาม ร้านอาอี๊ หวานเย็น เป็นต้น ซึ่งร้านอาหารเหล่านี้ถือว่าเป็นซอฟต์พาวเวอร์ด้านอาหารของไทยบนถนนเยาวราช ก่อนจะทักทายเพื่อนสมัยโรงเรียนสวนกุหลาบที่เป็นเจ้าของร้านผลไม้ และเดินทักทายพ่อค้าแม่ค้าจนสุดถนนเยาวราช

นายยศชนัน ให้สัมภาษณ์ภายหลังการลงพื้นที่วันนี้ว่า จากที่ตนได้เยี่ยมชมบรรยากาศของถนนเยาวราช การที่จะพลิกฟื้นเศรษฐกิจในกรุงเทพมหานครนั้นต้องได้รับความช่วยเหลือจากหลายภาคส่วน เราก็อยากที่จะนำเสนอวัฒนธรรมต่างๆ ของประเทศไทยเพื่อที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามา เมื่อถามถึงกรณีที่เขตใจกลางเมืองเป็นพื้นที่พรรคเพื่อไทยจะตียาก นายยศชนัน ตอบว่า จากที่ตนเดินสัมผัสบรรยากาศมาก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ผู้สมัครทำพื้นที่ตรงนี้มาอย่างยาวนาน บวกกับนโยบายที่อยากให้ระบบคมนาคม ระบบขนส่งดีขึ้น ให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามา ก็จะเพิ่มรายได้ให้กับคนในพื้นที่ คิดว่าน่าจะชนะใจและทำให้ปีหน้าเป็นปีแห่งความหวังของทุกคนได้.

ยศชนัน กราบหลวงพ่อทองคำ ขอพรเจ้าแม่กวนอิม

การลงพื้นที่ของนายยศชนันในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น การกราบหลวงพ่อทองคำและขอพรเจ้าแม่กวนอิม ถือเป็นการแสดงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนให้ความศรัทธา และเป็นการสร้างความใกล้ชิดกับประชาชนในพื้นที่

ทำไมนายยศชนันถึงเลือกกราบหลวงพ่อทองคำและขอพรเจ้าแม่กวนอิม?

การเลือกกราบหลวงพ่อทองคำและขอพรเจ้าแม่กวนอิม อาจเป็นเพราะวัดไตรมิตรวิทยารามเป็นวัดสำคัญที่มีชื่อเสียง และหลวงพ่อทองคำเป็นพระพุทธรูปที่ประชาชนให้ความเคารพศรัทธาเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ มูลนิธิเทียนฟ้าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนนิยมไปขอพร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสุขภาพและความเป็นสิริมงคล การไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ อาจเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้สมัครและทีมงาน รวมถึงเป็นการแสดงความเคารพต่อความเชื่อและความศรัทธาของประชาชน

นอกจากนี้ การลงพื้นที่เยาวราชยังเป็นการเน้นย้ำถึงความสำคัญของเศรษฐกิจฐานรากและการส่งเสริมการท่องเที่ยว การที่นายยศชนันได้สัมผัสกับบรรยากาศและพูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่ เป็นการรับฟังปัญหาและความต้องการของประชาชนโดยตรง และเป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะพัฒนาเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น

การที่นายยศชนันกล่าวว่าพื้นที่ใจกลางเมืองไม่น่าจะมีปัญหา อาจเป็นเพราะพรรคเพื่อไทยมีฐานเสียงที่แข็งแกร่งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และผู้สมัครของพรรคมีความคุ้นเคยกับพื้นที่เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งเป็นการแข่งขันที่ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง การที่พรรคเพื่อไทยจะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการวางแผนกลยุทธ์และการทำงานอย่างหนักเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน

โดยรวมแล้ว การลงพื้นที่ของนายยศชนันในครั้งนี้ เป็นการผสมผสานระหว่างการแสดงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ และการเน้นย้ำถึงความสำคัญของเศรษฐกิจฐานรากและการท่องเที่ยว ถือเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจและอาจส่งผลดีต่อการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การพัฒนาเศรษฐกิจและการส่งเสริมการท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ เพื่อสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ยศชนัน กราบหลวงพ่อทองคำ คือสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นที่ดี

การที่นายยศชนัน กราบหลวงพ่อทองคำ และขอพรเจ้าแม่กวนอิมนั้น สามารถตีความได้ว่าเป็นการสร้างสิริมงคลและขอพรให้การทำงานประสบความสำเร็จ การลงพื้นที่จริงและสัมผัสกับประชาชนทำให้รับรู้ถึงปัญหาและความต้องการที่แท้จริง กราบหลวงพ่อทองคำ จึงเป็นการเริ่มต้นการเดินทางที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นเพื่อพัฒนาประเทศ

ที่มา – กราบหลวงพ่อทองคำ-ขอพรเจ้าแม่กวนอิม “ยศชนัน” บอกพื้นที่ใจกลางเมืองไม่น่าเป็นปัญหา

“ยศชนัน” หาเสียง ขอมองไปข้างหน้าให้เป็นปีแห่งโอกาส

“ยศชนัน” หาเสียง ขอมองไปข้างหน้าให้เป็นปีแห่งโอกาส เชื่อ “พลภูมิ” จะได้กลับมา

ในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง “ยศชนัน” หาเสียง ขอมองไปข้างหน้าให้เป็นปีแห่งโอกาส โดยเชื่อมั่นว่า “พลภูมิ” จะกลับมาเป็น ส.ส. อีกครั้ง พร้อมเน้นย้ำถึงนโยบายที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่อนาคตที่สดใสกว่าเดิม

“ยศชนัน” หาเสียง ขอมองไปข้างหน้าให้เป็นปีแห่งโอกาส

เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และนายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รองหัวหน้าพรรค นำทีมลงพื้นที่หาเสียงในเขต 14 และ 15 กรุงเทพมหานคร โดยมีนายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ผู้สมัคร ส.ส. เขต 15 และนายพงศกร รัตนเรืองวัฒนา ผู้สมัคร ส.ส. เขต 14 ร่วมขบวน

บรรยากาศการหาเสียงเป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นและสะท้อนปัญหาต่างๆ ที่พวกเขาเผชิญ โดยเฉพาะเรื่องค่าครองชีพที่สูงขึ้น ความต้องการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย และโครงการหวยเกษียณที่ช่วยสร้างความมั่นคงในชีวิตบั้นปลาย

นายยศชนันกล่าวว่า เขตนี้เบอร์ 6 พรรคเพื่อไทยเบอร์ 9 และปีหน้า 69 ต้องเลือกทั้งคนทั้งพรรค ขออย่าเลือกผิด นอกจากนี้ยังได้ทดลองปิ้งหมูร่วมกับแม่ค้า และไหว้พระสงฆ์ที่มาบิณฑบาต

นโยบายเพื่อปากท้องและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นายยศชนันเน้นย้ำว่า นายพลภูมิไม่เคยทิ้งประชาชน และมั่นใจว่าจะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอีกครั้ง เขากล่าวว่า สิ่งที่สำคญคือการส่งมอบนโยบายที่ถูกต้องให้กับคนในพื้นที่ โดยเฉพาะเรื่องปัญหาปากท้อง หนี้สิน และความต้องการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

นโยบายที่พรรคเพื่อไทยจะผลักดัน ได้แก่ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย รถเมล์แอร์ 10 บาท ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3.70 บาท โดยการนำระบบไฟฟ้าพลังงานทดแทน เช่น โซลาร์เซลล์ กลับมาใช้ เพื่อลดค่าไฟฟ้าอย่างยั่งยืน รวมถึงโครงการหวยเกษียณที่จะสร้างการออมเงินเพื่อใช้ในวัยเกษียณ

นายพลภูมิกล่าวเสริมว่า เขามีความมั่นใจที่จะชนะการเลือกตั้งในพื้นที่ของตนเอง เพราะตลอด 3 ปีที่ผ่านมา เขาได้ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และประชาชนได้เห็นถึงความตั้งใจในการทำงานของเขา

“ยศชนัน” หาเสียง ขอมองไปข้างหน้าให้เป็นปีแห่งโอกาส โดยกล่าวถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย อยากให้มีการเลือกตั้งแบบแฟร์ว่า สิ่งสำคัญคือต้องมองไปข้างหน้า มองที่ประเทศ มองที่ประชาชนที่เดือดร้อน ปีหน้าเป็นปีแห่งโอกาสที่จะให้ของขวัญกับประชาชนเป็นนโยบายที่ทำให้เขาได้ใช้ชีวิตกลับขึ้นมาอีกครั้ง

นายจุลพันธ์กล่าวถึงเรื่องการทุจริตการเลือกตั้งว่า พรรคเพื่อไทยได้ตั้งกองตรวจสอบเหตุทุจริตการเลือกตั้ง โดยมีนายชูศักดิ์ ศิรินิล เป็นหัวหน้าทีม เพราะพรรคเพื่อไทยถูกกระทำมาหลายครั้ง และเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ก็อาจจะมีการทุจริตเกิดขึ้น

การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย มาร่วมกันตัดสินใจ เลือกคนที่ใช่ พรรคที่ชอบ เพื่อสร้างสรรค์ประเทศไทยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนทุกคนจะได้ร่วมกันกำหนดอนาคตของประเทศ และพรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะเป็นผู้นำในการสร้างสรรค์สังคมไทยให้ดีขึ้น

ที่มา – “ยศชนัน” หาเสียง ขอมองไปข้างหน้าให้เป็นปีแห่งโอกาส เชื่อ “พลภูมิ” จะได้กลับมา

ประวัติ “การดี เลียวไพโรจน์” ว่าที่นายกฯ ปชป.

เลือกตั้ง 2569 : ส่องประวัติ “ดร.อ้อ – การดี เลียวไพโรจน์” หญิงแกร่งสายเทคโนโลยี แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 3 ของพรรคประชาธิปัตย์

วันที่ 30 ธันวาคม 2568 การเลือกตั้ง 2569 ใกล้เข้ามาแล้ว หลังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป และยังเป็นวันออกเสียงประชามติเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งพรรคการเมืองต่างๆ ส่งผู้สมัคร สส.ทั้งแบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อ รวมถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพื่อแข่งขันในสนามเลือกตั้งนี้มากกว่า 50 พรรค

ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ส่งทั้ง สส.เขต และปาร์ตี้ลิสต์ 98 คน โดยมีบัญชีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 3 คน ประกอบด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 1 นายกรณ์ จาติกวณิช แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 2 และนางการดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 3

ประวัติ “การดี เลียวไพโรจน์”

สำหรับประวัติ “การดี เลียวไพโรจน์” มีชื่อเล่นว่า อ้อ หรือหลายๆ คนเรียกว่า ดร.อ้อ อายุ 50 ปี (ณ ปี 2568) จบการศึกษาปริญญาตรีจากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร และได้รับทุนวิจัยศึกษาต่อปริญญาโทและเอกที่ University of Wisconsin-Madison สหรัฐอเมริกา เริ่มต้นเส้นทางด้วยการเป็นอาจารย์สอนวิศวกรรมอุตสาหการ และภาควิชาพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กว่า 13 ปี ก่อนก้าวสู่บทบาทผู้บริหารยุคใหม่

การทำงานที่ผ่านมา เคยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ C ASEAN ได้สร้าง Ecosystem เชื่อมโยงเทคโนโลยีในกลุ่มอาเซียน และเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์สู่การขยายผลระดับชาติ ต่อมาเป็นผู้อำนวยการสถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายอนาคตศึกษา (Chief Foresight Officer) แห่ง FutureTales Lab เป็นหญิงแกร่งสายเทคโนโลยีที่โดดเด่นในแวดวงธุรกิจ นวัตกรรม และอนาคตศึกษา สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้หญิงในสายงานเทคโนโลยี ด้วยพื้นฐานด้านวิศวกรรมอุตสาหการและประสบการณ์กว่า 20 ปีในการผลักดันการพัฒนานโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสร้างสรรค์ นวัตกรรมเพื่อสังคม และการร่วมขับเคลื่อนเยาวชนไทยให้เป็นกำลังหลักของประเทศ อีกทั้งในฐานะนักบริหารธุรกิจและนักอนาคตศาสตร์ (Strategic Futurist) นางการดี เลียวไพโรจน์ ได้ร่วมก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาด้านสินทรัพย์ดิจิทัล ICORA ผลักดันการเปลี่ยนแปลงและการออกกฎหมายที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ และดำรงตำแหน่ง Chief Foresight Officer แห่ง FutureTales Lab by MQDC โดยมุ่งสำรวจอนาคตเพื่อออกแบบเมืองและธุรกิจสู่อนาคตที่ยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และที่ปรึกษาด้าน Deeptech Commercialization สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) เป็นกรรมการบริษัทด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในตลาดหลักทรัพย์ โดยให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างเท่าเทียม ด้วยหัวใจที่เชื่อมั่นในพลังของเยาวชนและการร่วมมือข้ามรุ่น เมื่อดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย ที่มีนายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เป็นประธาน นางการดีเปิดเวทีและสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพ นำเทคโนโลยีมาเปลี่ยนสังคม พร้อมร่วมสร้างประเทศไทยที่เสมอภาค และเปิดรับความหลากหลาย เพื่ออนาคตที่ทุกคนมีส่วนร่วม

ทำความรู้จัก การดี เลียวไพโรจน์ ให้มากขึ้น

การได้รู้จักประวัติ “การดี เลียวไพโรจน์” ทำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานในหลากหลายบทบาท ทั้งในแวดวงวิชาการ ธุรกิจ และการพัฒนาสังคม ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการนำพาประเทศไปข้างหน้า

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

ที่มา – ประวัติ “การดี เลียวไพโรจน์” หญิงแกร่งแคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาธิปัตย์

“แม่หน่อย” ปกป้องศักดิ์ศรี “จินนี่” ลั่นไม่ควรถูกดูหมิ่น

“คุณหญิงสุดารัตน์” ปกป้องศักดิ์ศรีลูกสาว “จินนี่ ยศสุดา” หลังโดนคอมเมนต์คุกคามทางเพศ ลั่น ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ขอบคุณทุกคนที่ช่วยกันส่งเสียง ผู้กระทำผิดต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ก่อไว้

เมื่อเวลา 13.13 น. วันที่ 30 ธันวาคม 2568 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย และเป็นมารดาของ น.ส.ยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ หรือ จินนี่ ระบุถึงกรณีที่เกิดขึ้นกับลูกสาวหลังโดนข้อความในเชิงคุกคามทางเพศ ผ่านทางเฟซบุ๊ก ว่า ในฐานะแม่ ขอแสดงจุดยืนอย่างหนักแน่นต่อกรณีการคุกคามทางเพศที่เกิดขึ้นกับลูกสาว แม้ในช่วงนี้สภาพร่างกายของตนเองจะไม่แข็งแรงนัก แต่จะนิ่งเฉยไม่ได้ เมื่อแม่เจ็บป่วยลูกก็ช่วยไปทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้พรรคและเป็นกำลังใจให้ทีมงานด้วยความตั้งใจที่ดีต่อประเทศและองค์กร แต่กลับมาเกิดเหตุการณ์เช่นนี้

“ดิฉันต้องลุกขึ้นมาทำหน้าที่แม่ ปกป้องศักดิ์ศรีของลูกสาวของดิฉัน และลูกผู้หญิงทุกคนอย่างถึงที่สุด ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ควรที่จะเกิดขึ้นกับใครทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเพศใด ไม่ควรถูกดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์กันเช่นนี้ การแสดงความคิดเห็นที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องล้อเล่น แต่เป็นการย่ำยีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ความเท่าเทียมทางเพศ และเข้าข่ายการละเมิดและกระทำผิดกฎหมาย”

คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุในช่วงท้ายว่า ขอขอบพระคุณพี่น้องทุกท่านที่ช่วยกันส่งเสียงปกป้องจินนี่ และแสดงจุดยืนเคียงข้างความถูกต้อง การออกมาเรียกร้องครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อจินนี่คนเดียว แต่เพื่อยืนยันว่าการคุกคามทางเพศไม่ว่าจะในรูปแบบใดหรือกับใครก็ตาม เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในสังคมไทย และผู้กระทำผิดต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนเองก่อไว้ทั้งทางสังคมและกฎหมายอย่างยุติธรรม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในเวลา 15.30 น. ทนายความของ น.ส.ยศสุดา จะเดินทางไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนที่ สน.พหลโยธิน

(ภาพจากเฟซบุ๊ก คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ Sudarat Keyuraphan)

“แม่หน่อย” ขอปกป้องศักดิ์ศรี “จินนี่” ลั่น เพศใดก็ไม่ควรถูกดูหมิ่น ขอบคุณช่วยกันส่งเสียง

จากกรณีที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ออกมาปกป้องลูกสาว จินนี่ ยศสุดา จากการถูกคุกคามทางเพศบนโลกออนไลน์ กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในสังคมไทย การออกมาแสดงจุดยืนของคุณหญิงสุดารัตน์ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการต่อต้านการคุกคามทางเพศในทุกรูปแบบ

ทำไม “แม่หน่อย” ถึงต้องออกมาปกป้องศักดิ์ศรี “จินนี่”?

การคุกคามทางเพศไม่ว่ารูปแบบใดก็ตาม ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน และสร้างผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรงต่อผู้ถูกกระทำ ในกรณีของจินนี่ ยศสุดา การที่คุณหญิงสุดารัตน์ ผู้เป็นมารดา ออกมาปกป้องศักดิ์ศรีของลูกสาวอย่างแข็งขัน เป็นการแสดงให้เห็นว่าการคุกคามทางเพศเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และผู้กระทำผิดต้องได้รับโทษตามกฎหมาย

คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่เรื่องล้อเล่น แต่เป็นการย่ำยีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์และความเท่าเทียมทางเพศ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

สังคมควรมีบทบาทอย่างไรในการปกป้องศักดิ์ศรี

สังคมมีบทบาทสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาการคุกคามทางเพศ และส่งเสริมค่านิยมของการเคารพซึ่งกันและกัน การให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน และการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ผู้ถูกคุกคามสามารถออกมาพูดได้อย่างเปิดเผย เป็นสิ่งจำเป็นในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการคุกคามทางเพศอย่างยั่งยืน

ทุกภาคส่วนในสังคมควรช่วยกันส่งเสียงดังๆ เพื่อต่อต้านการคุกคามทางเพศทุกรูปแบบ และสร้างสังคมที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

การที่ “แม่หน่อย” ออกมาปกป้องศักดิ์ศรี “จินนี่” อย่างเด็ดขาด แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง และเป็นกำลังใจให้ผู้หญิงทุกคนที่ถูกคุกคาม กล้าที่จะออกมาเรียกร้องความเป็นธรรม

เรื่องราวของ “แม่หน่อย” ขอปกป้องศักดิ์ศรี “จินนี่” ลั่น เพศใดก็ไม่ควรถูกดูหมิ่น ขอบคุณช่วยกันส่งเสียง เป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนตระหนักถึงปัญหาการคุกคามทางเพศ และร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยและเคารพซึ่งกันและกัน

ที่มา – “แม่หน่อย” ขอปกป้องศักดิ์ศรี “จินนี่” ลั่น เพศใดก็ไม่ควรถูกดูหมิ่น ขอบคุณช่วยกันส่งเสียง

7 วันอันตรายปีใหม่ 2569: ห่วงหลับใน

เทศกาล7 วันอันตรายปีใหม่ 2569 เริ่มต้นขึ้นแล้ว ประธานมูลนิธิประชาปลอดภัยแสดงความห่วงใยต่ออุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในช่วงวันหยุดยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งความอ่อนล้าของผู้เดินทางขากลับที่อาจนำไปสู่การหลับใน นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับมาตรการผ่อนปรนการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ

นายนิกร จำนง ประธานมูลนิธิประชาปลอดภัย กล่าวถึงการเดินทางในช่วงหยุดยาวเทศกาล7 วันอันตรายปีใหม่ 2569 ว่ามีความกังวลต่ออัตราการเสียชีวิตที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากความอ่อนล้าของผู้ขับขี่ที่เดินทางไกลและอาจพักผ่อนไม่เพียงพอจนเกิดอาการหลับในได้ ดังนั้น การดูแลและพักผ่อนให้เพียงพอจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

7 วันอันตรายปีใหม่ 2569

อีกประเด็นที่น่ากังวลคือ พระราชบัญญัติควบคุมแอลกอฮอล์ที่ได้มีการผ่อนปรนเวลาในการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้สามารถขายได้ตั้งแต่เวลา 11.00 – 24.00 น. ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจากการดื่มแล้วขับได้ แม้ว่าจะมีการควบคุมการขายให้กับผู้ที่อยู่ในอาการมึนเมา แต่ยังไม่มีนิยามที่ชัดเจนจากกรมควบคุมโรค นอกจากนี้ ยังมีกรณีเด็กที่ได้รับบาดเจ็บและเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่มีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ร่วมด้วย ซึ่งยังเป็นประเด็นที่ไม่ชัดเจนระหว่างหน่วยงานตำรวจและกระทรวงสาธารณสุข

นายนิกรยังกล่าวถึงการผ่อนปรนเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ว่า หากไม่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดในการห้ามขายให้กับเยาวชนและผู้ที่มีอาการมึนเมา อาจส่งผลให้เกิดปัญหาอุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับเพิ่มมากขึ้นในช่วงเทศกาล 7 วันอันตรายปีใหม่ 2569 จึงขอให้ผู้ประกอบการเพิ่มความรับผิดชอบต่อสังคมและดูแลความปลอดภัยของลูกค้าอย่างจริงจัง

เป้าหมายลดอุบัติเหตุช่วง 7 วันอันตรายปีใหม่ 2569

สำหรับเป้าหมายในการควบคุมตัวเลขผู้เสียชีวิตในช่วง 7 วันอันตรายปีใหม่ 2569 ที่ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะลดลง 5% จาก 321 ราย (ในปีที่ผ่านมา) หรือลดลง 16 ราย ให้เหลือ 304 รายนั้น อาจมีความเป็นไปได้ แต่ก็ไม่ควรประมาท เนื่องจากมีรายงานผู้เสียชีวิตก่อนช่วงเทศกาลแล้ว โดยข้อมูลจากบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด, ศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุทางถนน และเครือข่ายเพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน พบว่ามีผู้เสียชีวิตไปแล้วถึง 49 รายก่อนวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ซึ่งไม่ได้ถูกนับรวมกับตัวเลขผู้เสียชีวิตในช่วงเทศกาลนี้

ดังนั้น จึงขอให้ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในภาครัฐและประชาชนทุกคนร่วมมือกันดูแลตนเอง ครอบครัว และผู้ร่วมทางให้ดี เพื่อให้เทศกาลปีใหม่ 2569 เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขและความปลอดภัยสำหรับทุกคน

การเดินทางอย่างปลอดภัยในช่วงเทศกาลปีใหม่เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง การวางแผนการเดินทางล่วงหน้า การพักผ่อนให้เพียงพอ การปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด และการมีน้ำใจต่อเพื่อนร่วมทาง จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและทำให้เทศกาลปีใหม่นี้เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขอย่างแท้จริง

ที่มา – 7 วันอันตรายปีใหม่ 2569 วันแรก “นิกร” ห่วงคนอ่อนล้าหวั่นหลับใน ย้ำต้องพักผ่อนให้ดี

นายกฯ เป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพ “พลทหารธนพัฒน์”

นายกฯ เป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพ “พลทหารธนพัฒน์ นันทะวงศ์” ทหารกล้าพลีชีพในสมรภูมิบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ให้กำลังใจพร้อมแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัว

เมื่อเวลา 16.40 น. วันที่ 29 ธันวาคม 2568 ที่วัดเชือกนอก ตำบลนาจิก อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ พลทหารธนพัฒน์ นันทะวงศ์ ทหารกล้าผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ปะทะระหว่างไทย-กัมพูชา บริเวณพื้นที่บ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568

ซึ่งในพิธีมี พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก เข้าร่วม โดยนายกรัฐมนตรีได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของพลทหารธนพัฒน์ พร้อมให้กำลังใจญาติผู้สูญเสีย จากนั้น นายกรัฐมนตรีเป็นสักขีพยานในพิธีมอบธงชาติคลุมหีบศพ มอบใบประกาศเกียรติคุณ รวมถึงเงินพระราชทาน เงินช่วยเหลือจากกองทัพบก และเงินสินไหมทดแทนจากกองทัพภาคที่ 1 เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติและตอบแทนความเสียสละของทหารกล้า.

เหตุการณ์การเสียสละของพลทหารธนพัฒน์ นันทะวงศ์ ถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของประเทศชาติและกองทัพบก การเข้าร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่รัฐบาลมีต่อทหารกล้าที่เสียสละชีวิตเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ

พลทหารธนพัฒน์ นันทะวงศ์ เป็นทหารที่ได้รับคำชื่นชมจากเพื่อนร่วมงานและผู้บังคับบัญชาว่าเป็นผู้ที่มีความตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่ มีความเสียสละ และมีจิตใจที่เข้มแข็ง การจากไปของเขาเป็นที่เศร้าเสียใจของทุกคนที่รู้จัก

การช่วยเหลือและเยียวยาครอบครัวของพลทหารที่เสียชีวิต ถือเป็นหน้าที่สำคัญของรัฐบาลและกองทัพบก เพื่อให้ครอบครัวของทหารกล้าเหล่านี้สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างมั่นคงและมีเกียรติ

นายกฯ เป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพ “พลทหารธนพัฒน์”

เหตุการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด รัฐบาลต้องดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียเช่นนี้อีก

การเชิดชูเกียรติพลทหารธนพัฒน์ นันทะวงศ์

การมอบธงชาติคลุมหีบศพ การมอบใบประกาศเกียรติคุณ และการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ครอบครัวของพลทหารธนพัฒน์ นันทะวงศ์ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความขอบคุณและความซาบซึ้งในความเสียสละของเขา

นอกจากนี้ การที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย

เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความสงบสุขและความมั่นคงของประเทศชาติ

นายกฯ เป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพ “พลทหารธนพัฒน์”

รัฐบาลและกองทัพบก จะต้องให้ความสำคัญกับการดูแลสวัสดิการและขวัญกำลังใจของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน เพื่อให้พวกเขามีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่และปกป้องประเทศชาติอย่างเต็มกำลัง

มาร่วมกันส่งกำลังใจให้กับครอบครัวของพลทหารธนพัฒน์ นันทะวงศ์ และทหารกล้าทุกท่านที่เสียสละเพื่อประเทศชาติของเรา

การจากไปของพลทหารธนพัฒน์ นันทะวงศ์ ทำให้เราต้องหันกลับมามองถึงความสำคัญของการสร้างสันติภาพและความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียเช่นนี้อีกในอนาคต

นายกฯ เป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพ “พลทหารธนพัฒน์”

ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของพลทหารธนพัฒน์ นันทะวงศ์ และขอให้ดวงวิญญาณของท่านไปสู่สุคติ

เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญที่สอนให้เรารักและหวงแหนแผ่นดินไทย

นายกฯ เป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพ “พลทหารธนพัฒน์”

ขอสดุดีวีรกรรมของพลทหารธนพัฒน์ นันทะวงศ์ และทหารกล้าทุกท่าน

ที่มา – นายกฯ ประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพ “พลทหารธนพัฒน์” ทหารกล้าพลีชีพสมรภูมิบ้านหนองจาน

อภิสิทธิ์ ชู นโยบาย “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น”

พรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เปิดตัวนโยบายชุดใหญ่ภายใต้มอตโต้ที่ว่า “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น” โดยชู 4 เสาหลักและ 27 นโยบายที่จะมาแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ

“ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น” นโยบายหลักพรรคประชาธิปัตย์

เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 พรรคประชาธิปัตย์ได้เปิดตัวนโยบายหาเสียงอย่างเป็นทางการ โดยมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 คนของพรรค นำโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรณ์ จาติกวณิช และ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ เข้าร่วมในการแถลงนโยบายครั้งนี้

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า นโยบายของพรรคจะเน้นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างภายใต้ 4 เสาหลัก และมีทั้งหมด 27 นโยบาย สอดคล้องกับหมายเลขประจำพรรคคือเบอร์ 27 โดยมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ และแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนที่สะสมมานาน พรรคตั้งเป้าที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ย 5% ภายใน 4 ปี

4 เสาหลัก นำพา “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น”

เสาที่ 1 “หายจนรายได้”: เน้นการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและแรงงาน โดยมีการประกันรายได้พืชผลทางการเกษตรที่สำคัญ และใช้กลไก “รัฐช่วยจ่ายส่วนต่าง” ให้กับแรงงานตามค่าครองชีพในแต่ละจังหวัด นอกจากนี้ยังมีนโยบายลดค่าไฟ สนับสนุนพลังงานสะอาด ลดภาษีเงินได้ และกำหนดค่าโดยสารรถไฟฟ้าและรถเมล์สูงสุด 30 บาทต่อเที่ยว

เสาที่ 2 “หายจนใจ”: เสริมสร้างหลักประกันชีวิตให้กับประชาชนในทุกช่วงวัย ตั้งแต่เงินอุดหนุนสำหรับแม่และเด็ก เบี้ยผู้สูงอายุถ้วนหน้า โครงการปรับปรุงบ้านผู้สูงวัย การแปลงบ้านเป็นเงินเลี้ยงชีพ การเร่งรัดบริการทำฟันผู้สูงอายุ และการเพิ่มเบี้ยคนพิการเป็นสองเท่า

เสาที่ 3 “หายจนปัญญา”: ปรับปรุงระบบการศึกษาให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถออกแบบการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง สนับสนุนคูปองการศึกษา แก้ปัญหาค่าใช้จ่ายแฝงในโรงเรียนขนาดเล็ก จัดหางานเพื่อชำระหนี้ กยศ. และยกระดับทักษะทางด้านภาษาและดิจิทัล

เสาที่ 4 “หายจนตรอก”: ปฏิรูประบบราชการด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เปิดเผยข้อมูลภาครัฐ ตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างด้วย AI ให้โอกาสแก่สินค้าไทยและ SMEs ตัดกฎหมายที่ล้าสมัย ยกระดับการรับมือภัยพิบัติ แก้ไขปัญหา PM 2.5 และปราบปรามยาเสพติด

27 นโยบายหลัก สู่เป้าหมาย “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น”

พรรคประชาธิปัตย์ได้นำเสนอนโยบายย่อยอีก 27 ข้อ ซึ่งครอบคลุมหลากหลายด้าน เพื่อสนับสนุนเป้าหมายหลักในการทำให้ “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น” นโยบายเหล่านี้ประกอบไปด้วย:

  • ประกันรายได้เกษตรกรและแรงงาน
  • ลดค่าไฟและสนับสนุนพลังงานสะอาด
  • พัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาดแห่งเอเชีย
  • ให้เงินอุดหนุนมารดาและเด็ก
  • เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุและคนพิการ
  • ปรับปรุงบ้านผู้สูงวัย
  • แปลงบ้านผู้สูงวัยเป็นเงินเลี้ยงชีพ
  • ทำฟันผู้สูงวัยแบบ Fasttrack
  • ปรับปรุงระบบการศึกษาให้มีความยืดหยุ่น
  • สนับสนุนคูปองการศึกษา
  • จัดหางานเพื่อชำระหนี้ กยศ.
  • พัฒนาระบบราชการด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล
  • เปิดเผยข้อมูลภาครัฐ
  • สนับสนุน SMEs ไทยในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
  • ตัดตอนทุนผูกขาดด้วย Super Act
  • พัฒนาระบบเตือนภัยและรับมือภัยพิบัติ
  • แก้ไขปัญหา PM 2.5
  • ปราบปรามยาเสพติด
  • รับสมัครทหารอาสา
  • พัฒนามอเตอร์เวย์และรถไฟความเร็วสูง

นโยบายเหล่านี้มุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคน

นโยบาย “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น” ของพรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นความพยายามในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศอย่างรอบด้าน อย่างไรก็ตาม การจะทำให้นโยบายเหล่านี้ประสบความสำเร็จได้จริงนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ

ที่มา – “อภิสิทธิ์ ชู 4 เสาหลัก 27 นโยบายพรรคประชาธิปัตย์ ยึดมอตโต้ “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น”

Scroll to top