ข่าวการเมืองไทย

อนุทินเรียกถก ครม. เคาะคำถามประชามติ รธน.

“นายกฯ อนุทิน” เรียกถก ครม.นัดพิเศษ เคาะคำถามประชามติรัฐธรรมนูญใหม่ หลัง กกต. ตีกลับมาให้เลือกมาเพียงคำถามเดียว เหตุ กกต. ไม่มีอำนาจในการเลือก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันที่ 18 ธันวาคม 2568 เวลา 10.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรียกประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.นัดพิเศษ) ครั้งที่ 3/2568 ที่ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล โดยมีวาระสำคัญเพียงเรื่องเดียว คือ กรณีคำถามประชามติเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ได้มีมติส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 2 คำถามคือ 1. “ท่านเห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ซึ่งเป็นมติที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม และ 2. “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ซึ่งเป็นไปตามที่ ครม.กำหนด และเป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ มีรายงานว่า กกต. ได้มีหนังสือตอบกลับมาที่ ครม. ว่า กกต. ไม่มีอำนาจในการเลือกคำถามประชามติ ครม. ต้องมีมติเลือกเพียงคำถามเดียว แล้วส่งมาให้ กกต. ดำเนินการ ซึ่งในการประชุม ครม.นัดพิเศษ จะหารือกันเพื่อเลือกคำถามเดียว.

อนุทินเรียกถก ครม. เคาะคำถามประชามติ รธน.

สถานการณ์การเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่รัฐบาลชุดปัจจุบันให้ความสำคัญอย่างยิ่ง การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ต้องเรียกประชุมคณะรัฐมนตรีแบบนัดพิเศษเพื่อพิจารณาเรื่องอนุทินเรียกถก ครม. เคาะคำถามประชามติ รธน. แสดงให้เห็นถึงความเร่งด่วนและความสำคัญของประเด็นนี้

ทำไมต้องเคาะคำถามประชามติใหม่?

การที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตีกลับคำถามประชามติที่ ครม. เสนอมานั้น เป็นเพราะ กกต. มองว่าไม่มีอำนาจในการเลือกคำถาม ดังนั้น ครม. จึงต้องเป็นผู้พิจารณาและเลือกคำถามเดียวที่จะใช้ในการทำประชามติเสียก่อน ซึ่งกระบวนการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะคำถามที่ใช้ในการทำประชามติจะมีผลต่อผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อทิศทางของประเทศในอนาคต

การประชุม ครม. นัดพิเศษในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นการตัดสินใจว่าคำถามใดจะถูกนำไปใช้ในการทำประชามติ ซึ่งผลของการทำประชามติก็จะนำไปสู่การตัดสินใจว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ อย่างไร การพิจารณาเรื่องอนุทินเรียกถก ครม. เคาะคำถามประชามติ รธน. จึงเป็นขั้นตอนที่ต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่น่าสนใจคือ ข้อเสนอคำถามประชามติ 2 คำถามที่ ครม. เสนอไปนั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร และเหตุใด ครม. จึงต้องเลือกเพียงคำถามเดียว ประชาชนควรทำความเข้าใจเนื้อหา รายละเอียด และความแตกต่างของคำถามทั้งสอง เพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงประชามติที่จะมีขึ้นในอนาคต

ความโปร่งใสและความเข้าใจของประชาชนมีความสำคัญอย่างยิ่งในกระบวนการนี้ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนแก่ประชาชน เพื่อให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลและเหตุผลสนับสนุน การมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนี้จะช่วยสร้างความชอบธรรมและความยั่งยืนให้กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับอนุทินเรียกถก ครม. เคาะคำถามประชามติ รธน. อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจอนาคตของประเทศ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของทุกคน ดังนั้น การติดตามข่าวสารและการทำความเข้าใจในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจึงเป็นหน้าที่ของพลเมืองทุกคน มาร่วมกันสร้างสังคมที่เข้มแข็งและมีประชาธิปไตยที่ยั่งยืนกันเถอะ

ที่มา – “อนุทิน” เรียกถก ครม.นัดพิเศษ เคาะคำถามประชามติ รธน. หลัง กกต. ตีกลับ ให้เลือกแค่ 1

“ธรรมนัส” รับมี นักการเมืองเป็นแคนดิเดตนายกฯ ไม่ขายฝัน

“ธรรมนัส” รับมีนักการเมืองผู้ใหญ่มาเป็นแคนดิเดตนายกฯ พรรคกล้าธรรม ส่วนจะเป็นเบอร์ 1 เองหรือไม่ต้องเป็นไปตามขั้นตอน แย้มมีบ้านใหญ่รอพาเหรดเข้าพรรคอีก ลั่นให้ดูที่ผลงาน นโยบายหาเสียงไม่ขายฝัน

เมื่อเวลา 15.35 น. วันที่ 17 ธันวาคม 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) ให้สัมภาษณ์ที่พรรค ถึงการวางผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ว่า ตอนนี้วางตัวได้ประมาณ 85% แล้ว โดยเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม กลุ่มของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีความพร้อมได้มาเปิดตัวแล้ว จากนี้จะมีการทยอยเปิดตัว ขณะที่จะเปิดตัวได้ทั้งหมดเมื่อไหร่นั้น เนื่องจากตอนนี้ตนยังไม่ได้คุยกับคณะกรรมการสรรหาผู้สมัคร ซึ่งจะได้มีการหารือกันถึงการเปิดตัว ส่วนกรณี นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ระบุ ร.อ.ธรรมนัส เป็นแคนดิเดตนายกฯอันดับ 1 นั้น นางนฤมลพูดไปก่อน เดี๋ยวก็ต้องมานั่งคุยกัน ทำตามระบบพรรค

ผู้สื่อข่าวถามต่อ สมาชิกพรรคกล้าธรรมส่วนใหญ่เห็นว่า ร.อ.ธรรมนัส เหมาะสมที่จะเป็นแคนดิเดตนายกฯ ร.อ.ธรรมนัส เผยว่า ยังมีผู้หลักผู้ใหญ่ที่ยังไม่เป็นข่าวจะเข้ามาอีกหลายคน ต้องรอกันก่อน ส่วนคำถามอีกว่าเป็นคนนอก-เป็นนักธุรกิจ ใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกับคนปัจจุบันนี้ เดี๋ยวเขาก็เข้ามา เมื่อถามย้ำ หมายความว่าไม่ต้องเป็นสมาชิกพรรค อาจจะเป็นนักธุรกิจหรือคนดัง พอเปิดตัวแล้วเป็นที่รู้จักของสังคมใช่หรือไม่ มีความชำนาญด้านใด ร.อ.ธรรมนัส เผยว่า “ก็เป็นนักการเมืองอยู่”

สำหรับกรณีกลุ่มวาดะห์จะเข้ามาร่วมงานกับพรรคกล้าธรรมนั้น ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่ามีการพูดคุยกัน ในคำถามว่าคาดหวังที่จะปักธงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ตอบว่า ทุกพรรคก็คาดหวังที่จะปักธงให้ได้ ผู้สื่อข่าวถามอีกว่าตอนนี้พรรคกล้าธรรมคึกคัก มีอดีต สส. ไหลเข้ามาจำนวนมาก ตั้งเป้าในการเลือกตั้งครั้งนี้เท่าใด ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า เดี๋ยวตนขอดูรายชื่อจากคณะกรรมการสรรหาก่อน ขณะที่เมื่อถามถึงการจัดลำดับ สส.บัญชีรายชื่อ ร.อ.ธรรมนัส จะเป็นลำดับที่ 1 เลยหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส บอกว่า “เดี๋ยวดูอีกที”

ทางด้านคำถามว่าอดีต สส.พรรคเพื่อไทยก้อนใหญ่จะเริ่มเข้ามาเมื่อไหร่ ร.อ.ธรรมนัส เผยว่า กำลังคุยกันอยู่ ยังมีเวลาเหลืออยู่ ส่วนกรณีนางนฤมล ระบุจะมีกลุ่มบ้านใหญ่เข้ามาอีกนั้น ยอมรับว่าจะมีเข้ามาอีก แต่ว่าใครจะออกจากที่ไหนมา ตนก็มีมารยาทที่จะต้องคุยกับเขาให้รู้เรื่องก่อน เมื่อถามย้ำว่าหากมาแล้วจะไม่ทับกันใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ย้ำว่า เราต้องแก้ปัญหาให้จบก่อน จะได้ไม่ต้องมาแก้ปัญหากันทีหลัง

ก่อนหน้านี้พรรคกล้าธรรมเหมือนตกเป็นเป้า มองว่ากระแสพรรครอบนี้จะสามารถสู้กับพรรคอื่นได้ใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ตอบประเด็นนี้ว่า “ก็อย่างที่เห็น เราเป็นพรรคทำงาน ไม่ต้องพูดมาก ต้องดูผลงาน กล้าพูดได้ 100 เปอร์เซ็นต์ว่าแม้จะเข้ามาดำรงตำแหน่งรองนายกฯ ได้ไม่กี่เดือน ก็อย่างที่เห็นว่าผมทำงานอย่างไร” เมื่อถามย้ำพร้อมเป็นนายกรัฐมนตรีใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เดี๋ยวต้องคุยกันก่อน

ในช่วงท้ายกับคำถามว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะส่งครบทั้ง 400 เขตใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ยืนยันว่าส่งครบทั้ง 400 เขต ส่วนวันรับสมัครรับเลือกตั้ง 27 ธันวาคม 2568 คณะกรรมการบริหารพรรคจะพาผู้สมัครไปสมัคร นำโดยหัวหน้าพรรคกล้าธรรมและตน สำหรับเวทีหาเสียงนั้น เราจะไปทุกที่ แต่จะเป็นที่ใดที่แรกต้องวางยุทธศาสตร์ เพราะแต่ละคนก็ต้องช่วยกันปราศรัย ขณะที่เรื่องนโยบายที่ใช้หาเสียง เราอย่าไปขายฝัน เพราะถ้าขายฝันแล้วทำไม่ได้ก็เสียของ ส่วนสโลแกน ชื่อพรรคก็ชัดอยู่แล้วว่ากล้าทำ ขณะที่สโลแกนอื่นๆ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรค กำลังคิดอยู่.

“ธรรมนัส” รับมี นักการเมืองเป็นแคนดิเดตนายกฯ ไม่ขายฝัน

ธรรมนัสแย้ม! พรรคกล้าธรรมมีแคนดิเดตนายกฯ

การเปิดเผยของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่น่าสนใจถึงทิศทางและอนาคตของพรรคกล้าธรรมในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า การมีนักการเมืองผู้ใหญ่เข้ามาเป็นแคนดิเดตนายกฯนั้น จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจและความน่าเชื่อถือให้กับพรรคได้มากน้อยแค่ไหน คงต้องติดตามดูกันต่อไป

ที่มา – “ธรรมนัส” รับ มีนักการเมืองผู้ใหญ่มาเป็นแคนดิเดตนายกฯ ลั่น นโยบายหาเสียงไม่ขายฝัน

รู้จัก “ศิริกัญญา ตันสกุล” ว่าที่นายกฯ พรรคประชาชน

ชวนรู้จักประวัติ “ไหม – ศิริกัญญา ตันสกุล” แคนดิเดตนายกฯ หญิงคนเดียวของพรรคประชาชน นักเศรษฐศาสตร์สาว รองหัวหน้าพรรคฝ่ายนโยบาย เลือกตั้ง 2569 คราวนี้ มีลุ้นรัฐบาลพรรคเดียวหรือไม่

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 นับถอยหลังเข้าสู่การเลือกตั้งใหญ่ครั้งใหม่ ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศแล้ว โดยจะเปิดรับสมัครในช่วงวันที่ 27-31 ธันวาคม 2568 นี้แล้ว หลายพรรคการเมืองทยอยเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี รวมถึงพรรคประชาชน ประกอบด้วย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 1, น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ฝ่ายนโยบาย แคนดิเดตลำดับที่ 2 และ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ฝ่ายยุทธศาสตร์การเมือง และที่ปรึกษาด้านนโยบาย แคนดิเดตลำดับที่ 3

ประวัติ “ศิริกัญญา ตันสกุล”

สำหรับประวัติของ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ชื่อเล่น ไหม เกิดเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2524 อายุ 44 ปี (ณ พ.ศ. 2568) จบการศึกษาระดับมัธยมปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ระดับปริญญาตรีและโทจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยตูลูส ประเทศฝรั่งเศส เคยทำงานให้กับสถาบันอนาคตไทยศึกษา (Thailand Future Foundation) และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

เส้นทางการเมืองของ ศิริกัญญา ตันสกุล

น.ส.ศิริกัญญา เข้ามาร่วมงานการเมืองกับพรรคอนาคตใหม่ ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายนโยบาย โดยการชักชวนจาก นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ในขณะนั้น และลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 15 โดยได้รับเลือกตั้งเป็น สส.สมัยแรก และยังได้รับเลือกให้เป็นประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจของสภาผู้แทนราษฎรไทย ชุดที่ 25 ด้วย. กระทั่งวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 7 ต่อ 2 เสียง ยุบพรรคอนาคตใหม่ พร้อมเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรค เป็นเวลา 10 ปี จากกรณีกู้ยืมเงินจากนายธนาธร จำนวน 191 ล้านบาท เนื่องจากเห็นว่าเป็นการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 72 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

ในขณะนั้น น.ส.ศิริกัญญา พร้อมด้วย สส.ส่วนใหญ่ที่ไม่ได้ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองจึงย้ายมาสังกัดพรรคก้าวไกล และที่ประชุมพรรคได้เลือกให้เป็นรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่ผ่านมา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล มักมีบทบาทสำคัญ โดยรับหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรคก้าวไกล แต่ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคก้าวไกล เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2567 ซึ่งในเวลาต่อมา สส. ต่างย้ายไปสังกัดพรรคใหม่ คือ พรรคประชาชน ซึ่งภายหลังการประชุมใหญ่วิสามัญครั้งแรกในนามพรรคประชาชน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ชี้แจงว่าไม่มีความประสงค์ในการรับการเสนอชื่อเป็นหัวหน้าพรรคแข่งกับ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จึงเป็นรองหัวหน้าพรรค และยังคงดูแลฝ่ายนโยบายของพรรคเช่นเดิม

ต่อมาวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 พรรคประชาชนเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ซึ่งในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 เสนอเพียง นายณัฐพงษ์ เพียงคนเดียวในบัญชี แต่ในการเลือกตั้ง 2569 ที่จะถึงนี้ พรรคตัดสินใจเสนอชื่อ 3 คน คือ นายณัฐพงษ์, น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล และ นายวีระยุทธ ที่เชื่อมั่นว่ามีศักยภาพมากพอ พร้อมกับแสดงวิสัยทัศน์และชูนโยบาย “ไทยไม่เทา – ไทยเท่ากัน – ไทยทันโลก” (อ่านเพิ่มเติม : “ณัฐพงษ์-ศิริกัญญา-วีระยุทธ” ไม่พลิกโผนั่ง 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน) หลังจากนี้คงต้องลุ้นกันต่อว่าการเลือกตั้งใหญ่ครั้งนี้ พรรคประชาชนจะได้เก้าอี้ตามที่คาดหวังว่าอยากจะเป็นรัฐบาลพรรคเดียวหรือไม่ รวมถึงคดี 44 สส. ที่ยังต้องลุ้นกันต่อ เนื่องด้วย น.ส.ศิริกัญญา และ นายณัฐพงษ์ ก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย.

เจาะลึกประวัติ ศิริกัญญา ตันสกุล

การก้าวเข้าสู่สนามการเมืองของ ศิริกัญญา ตันสกุล นั้นน่าสนใจอย่างยิ่ง จากนักเศรษฐศาสตร์ สู่ผู้แทนประชาชน และตอนนี้เป็นถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีหญิงเพียงคนเดียวของพรรคประชาชน เส้นทางของเธอจะเป็นอย่างไรต่อไป เป็นสิ่งที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา – ประวัติ “ศิริกัญญา ตันสกุล” แคนดิเดตนายกฯ หญิงคนเดียวของพรรคประชาชน

ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล: เส้นทางสู่แคนดิเดตนายกฯ

เปิดประวัติ “ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล” รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง 2569 ที่กำลังจะมาถึง

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 พรรคพลังประชารัฐได้ประกาศรายชื่อผู้ถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคสำหรับการเลือกตั้งใหญ่ 2569 ซึ่งประกอบด้วย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, น.ส.ตรีนุช เทียนทอง และ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ประกาศให้วันที่ 27-28 ธันวาคม 2568 เป็นวันรับสมัครเลือกตั้ง และกำหนดวันเลือกตั้งทั่วประเทศในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

ประวัติ ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล

ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เกิดเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2494 ปัจจุบันอายุ 74 ปี ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคฝ่ายเศรษฐกิจ พรรคพลังประชารัฐ เป็นบุตรของ ร้อยตรีถาวร ภูวนาถนรานุบาล และ นางมันทนา ภูวนาถนรานุบาล ธีระชัยสมรสกับนางวรรณพร ภูวนาถนรานุบาล มีบุตร 3 คน คือ ธนพร ภูวนาถนรานุบาล, คณิน ภูวนาถนรานุบาล และฐานิตา ภูวนาถนรานุบาล

การศึกษาของ ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล

ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จากโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ระดับมัธยมปลาย จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เมื่อปี พ.ศ. 2512 ระดับปริญญาตรี สาขาเศรษฐศาสตร์ จาก London School of Economics and Political Sciences ประเทศอังกฤษ เมื่อปี พ.ศ. 2517 ต่อจากนั้นได้สำเร็จหลักสูตรประกาศนียบัตรสอบบัญชีชั้นสูง The Fellow of Chartered Accountants สถาบันการสอบบัญชีของประเทศอังกฤษ ในปี 2520 และหลักสูตร Senior Managers in Government ที่ John F. Kennedy School มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ. 2544

หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีและประกาศนียบัตรสอบบัญชีชั้นสูง ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ได้เข้าปฏิบัติงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยในปี พ.ศ. 2520 โดยเริ่มทำงานด้านกำกับและพัฒนาสถาบันการเงินในช่วงปี พ.ศ. 2534 – 2536 ได้ย้ายไปดูแลงานด้านการบริหารเงินทุนสำรองของประเทศ และในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจไทยปี พ.ศ. 2540 ได้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ดูแลเรื่องการตรวจสอบและวิเคราะห์ธนาคารพาณิชย์ตามนโยบายเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบสถาบันการเงิน รวมถึงการสั่งระงับการดำเนินกิจการของสถาบันการเงิน 56 แห่ง

ในปี พ.ศ. 2541 ได้รับแต่งตั้งเป็น ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยสายนโยบายการเงิน และในปี พ.ศ. 2545 ได้รับแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าการเสถียรภาพการเงิน ก่อนที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2546 และต่อวาระการดำรงตำแหน่งอีก 1 สมัย เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2551 โดยได้ลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2554

เส้นทางการเมือง

ต่อมาได้เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กระทั่งวันที่ 15 มีนาคม 2566 พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) และเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ทำการเปิดตัว นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

อย่างไรก็ตาม สำหรับการเลือกตั้ง 2569 มีพรรคต่างๆ ทั้งเก่าและใหม่ลงสนามสู้ศึก หลังจากนี้เตรียมจับตาว่าในการเลือกตั้งใหญ่ พรรคการเมืองใดจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และนายกรัฐมนตรีคนใหม่จะเป็นใคร ใครจะเป็นผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และจะมีนโยบายอะไรบ้างที่น่าสนใจ เราคงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด เพราะผลการเลือกตั้งครั้งนี้ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของประเทศไทยในอนาคต

ที่มา – ประวัติ “ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล” แคนดิเดตนายกฯ พปชร. สู้ศึกเลือกตั้ง 2569

เปิดประวัติ ดร.นฤมล แคนดิเดตนายกฯ พรรคกล้าธรรม

เปิดประวัติ ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หรือ อาจารย์แหม่ม หญิงแกร่ง จากนักวิชาการ เชี่ยวชาญด้านการเงิน เดินเข้าถนนการเมือง สู่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคกล้าธรรม

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 เป็นที่จับตามองสำหรับแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคกล้าธรรม ซึ่งมีการแย้มชื่อมา 2 รายชื่อด้วยกันคือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และ ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์

ซึ่งในส่วนของ ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หรือ อาจารย์แหม่ม นั้น ให้สัมภาษณ์ไว้ในช่วงเช้าวันนี้ เกี่ยวกับการเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคกล้าธรรม ว่า ยังไม่ได้คุยกัน ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับ 1 แน่นอน ส่วนตนเองจะเป็นเปิดประวัติ ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีด้วยหรือไม่นั้น ยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน แต่จะส่งครบ 3 คน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางการเมืองหรือไม่ คงดูที่ความเหมาะสมมากกว่า

เปิดประวัติ “ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล” หญิงแกร่ง แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคกล้าธรรม

สำหรับศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หรือ อาจารย์แหม่ม เป็นนักวิชาการ เชี่ยวชาญด้านการเงินและบริหารความเสี่ยงระดับสูง ก่อนจะผันตัวเข้าสู่การเมือง และได้รับตำแหน่งสำคัญในหลายกระทรวง

ซึ่ง ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล หรือ อาจารย์แหม่ม เชี่ยวชาญวิชาการ เคยเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ก่อนจะถูกทาบทามมาช่วยงานรัฐบาลจนเข้าสู่การเมืองเต็มตัว ซึ่งก็สามารถที่จะปรับตัวทำงานการเมืองได้ดี จนเป็นที่ไว้วางใจของผู้ใหญ่ในแวดวงการเมือง ที่มักจะมอบตำแหน่งสำคัญให้รับผิดชอบ

ประวัติการศึกษา ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล จบปริญญาตรี ด้านสถิติศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ปริญญาโท วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยรัฐจอร์เจีย ประเทศสหรัฐอเมริกา, ปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต วิทยาลัยวอร์ตันแห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา, ปริญญาเอก ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต วิทยาลัยวอร์ตันแห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา

ในด้านการทำงาน อาจารย์แหม่ม ดำรงตำแหน่ง หัวหน้าพรรคกล้าธรรม, อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน, อดีตรองคณบดีฝ่ายวิชาการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน, อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เพื่อทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทย

เส้นทางการเมืองของ ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล

ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ถือเป็นบุคคลที่น่าสนใจในแวดวงการเมืองไทย ด้วยประสบการณ์และความสามารถที่หลากหลาย ทำให้หลายคนจับตามองบทบาทของเธอในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคกล้าธรรม

การตัดสินใจลงสู่สนามการเมืองของเปิดประวัติ ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ถือเป็นก้าวสำคัญที่น่าจับตามอง ด้วยความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการบริหารจัดการ ทำให้เธอมีมุมมองที่น่าสนใจในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศ

แน่นอนว่าการแข่งขันทางการเมืองย่อมมีความท้าทาย แต่ด้วยประสบการณ์และความมุ่งมั่น เชื่อว่า ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงและเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับประชาชน

มาร่วมติดตามบทบาทและผลงานของ ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ในเส้นทางการเมืองไทยไปด้วยกัน!

ที่มา – เปิดประวัติ “ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล” หญิงแกร่ง แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคกล้าธรรม

ตรีนุช เทียนทอง: เปิดประวัติแคนดิเดตนายกฯ พปชร.

เจาะลึกประวัติ “ตรีนุช เทียนทอง” ผู้มีชื่อเสียงในวงการการเมืองไทย หลานสาวของ “เสนาะ เทียนทอง” ที่ถูกเสนอชื่อเป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เส้นทางการเมืองของเธอเป็นอย่างไร? ติดตามได้ในบทความนี้

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 พรรคพลังประชารัฐได้เปิดเผยรายชื่อผู้ที่จะถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึงในปี 2569 โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ประกาศกำหนดวันรับสมัครเลือกตั้งในวันที่ 27-28 ธันวาคม 2568 และกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พรรคพลังประชารัฐยืนยันว่าจะส่งผู้สมัครครบทั้ง 3 คน ได้แก่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, น.ส.ตรีนุช เทียนทอง และนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล

ประวัติ “ตรีนุช เทียนทอง”

น.ส.ตรีนุช เทียนทอง หรือ “เหน่ง” เกิดเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2515 ปัจจุบัน (ปี 2568) อายุ 53 ปี ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ เธอเป็นบุตรีของนายพิเชษฐ์ และนางขวัญเรือน เทียนทอง และเป็นหลานสาวของนายเสนาะ เทียนทอง นอกจากนี้ เธอยังมีพี่น้อง ได้แก่ นายฐานิสร์ เทียนทอง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสระแก้ว, นายอนุรักษ์ เทียนทอง และนายบดี เทียนทอง ในด้านชีวิตส่วนตัว น.ส.ตรีนุช สมรสกับ ศ.คลินิก นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข อธิการวิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และอดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข

ในด้านการศึกษา น.ส.ตรีนุช จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) รุ่น 18 และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี 2 สาขา จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ในปี 2535 และสาขาการเงินการลงทุน จาก Western Illinois University ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี 2538 และปริญญาโทสาขาเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเดียวกันในปี 2540

เส้นทางการเมืองของ ตรีนุช เทียนทอง

น.ส.ตรีนุช ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) สระแก้ว เป็นครั้งแรกในปี 2544 และครั้งที่ 2 ในปี 2548 โดยสังกัดพรรคไทยรักไทย ต่อมาในการเลือกตั้งปี 2550 เธอได้รับเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 3 ภายใต้สังกัดพรรคประชาราช และในปี 2554 ได้รับเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 4 ในสังกัดพรรคเพื่อไทย จนกระทั่งในปี 2561 เธอได้ย้ายมาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ และในการเลือกตั้งปี 2562 น.ส.ตรีนุช ก็ได้รับเลือกตั้งอีกครั้งเป็นสมัยที่ 5

ในวันที่ 22 มีนาคม 2564 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ น.ส.ตรีนุช ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งถือเป็นสตรีคนแรกที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว และในปี 2566 เธอยังได้รับเลือกตั้งเป็น สส.สมัยที่ 6 และในเดือนกันยายน 2568 ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี คนที่ 32 และในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ได้รับตำแหน่งเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ จนกระทั่งล่าสุดในวันที่ 16 ธันวาคม 2568 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง ได้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของพรรคพลังประชารัฐ

การก้าวขึ้นมาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทและความสำคัญของผู้หญิงในเวทีการเมืองไทยที่เพิ่มมากขึ้น เส้นทางการเมืองของเธอจะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องติดตามดูกันต่อไปในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

ที่มา – ประวัติ “ตรีนุช เทียนทอง” แคนดิเดตนายกฯ หญิงหนึ่งเดียวของพรรคพลังประชารัฐ

ภราดรไม่ทราบ วราวุธ ซบภูมิใจไทย จริงหรือ?

ภราดรไม่ทราบ วราวุธ ซบภูมิใจไทย ชี้อำนาจยุบสภาอยู่ที่นายกฯ จริงหรือไม่? วันนี้เราจะมาเจาะลึกประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่จับตามอง

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการยุบสภา รวมถึงความเป็นไปได้ที่นายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา จะย้ายมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย โดยเน้นย้ำว่าอำนาจการตัดสินใจอยู่ที่นายกรัฐมนตรี และพรรคภูมิใจไทยมีความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งเสมอ

ภราดรไม่ทราบ วราวุธ ซบภูมิใจไทย จริงหรือ?

จากคำกล่าวของนายภราดร ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของนายวราวุธ และความสัมพันธ์ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคชาติไทยพัฒนา ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมือง และการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวที่นายกรัฐมนตรีอาจยุบสภาในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 หากมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า เป็นอำนาจการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีโดยตรง เนื่องจากรัฐบาลเป็นเสียงข้างน้อย หากมีอภิปรายไม่ไว้วางวใจ ยังไงก็โหวตแพ้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตามพรรคภูมิใจไทยมีความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งมาตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ส่วนประเด็น สส. ย้ายพรรคตามกฎหมายให้นับกรอบ 30 วันก่อนถึงวันเลือกตั้ง ไม่ใช่วันยุบสภา จึงยังสามารถย้ายได้ทันตามกำหนด

ส่วนกระแสข่าวนายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) จะย้ายมาร่วมกับพรรคภูมิใจไทยนั้น นายภราดรกล่าวว่า ไม่ทราบเรื่องดังกล่าว แม้จะคุยกับแกนนำพรรคชาติไทยพัฒนาบ้างแต่ก็เป็นเรื่องทั่วไป การทาบทามใครเข้ามาเป็นอำนาจของหัวหน้าพรรค 

พรรคภูมิใจไทยพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง

นายภราดรยังเน้นย้ำถึงความพร้อมของพรรคภูมิใจไทยสำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะมีการยุบสภาหรือไม่ก็ตาม พรรคได้เตรียมความพร้อมทั้งในด้านนโยบาย ผู้สมัคร และการสื่อสารกับประชาชน เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถนำเสนอทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับประเทศได้

นอกจากนี้ นายภราดรยังกล่าวถึงประเด็นการย้ายพรรคของ สส. ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ โดยชี้แจงว่ากฎหมายกำหนดให้สามารถย้ายพรรคได้ภายใน 30 วันก่อนวันเลือกตั้ง ดังนั้น สส. ที่ต้องการย้ายพรรคยังสามารถดำเนินการได้ทันตามกำหนด

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การติดตามข่าวสารและข้อมูลอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจถึงความเป็นไปของสถานการณ์ และสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

พรรคการเมืองต่างๆ กำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเสนอนโยบาย การหาเสียง หรือการดึงดูด สส. จากพรรคอื่น การแข่งขันทางการเมืองจึงมีความเข้มข้นและน่าติดตามอย่างยิ่ง

การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการยุบสภา และการตัดสินใจของนายวราวุธเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของตนเอง ล้วนมีความสำคัญต่อทิศทางของประเทศในอนาคต เราจึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และร่วมกันตัดสินใจเลือกผู้นำที่จะสามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

ดังนั้น บทสรุปของเรื่อง ภราดรไม่ทราบ วราวุธ ซบภูมิใจไทย ยังคงเป็นปริศนาที่ต้องรอการไข ภราดรไม่ทราบ วราวุธ ซบภูมิใจไทย จริงหรือไม่ คงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “ภราดร” ไม่ทราบ “วราวุธ” ซบภูมิใจไทย ชี้อำนาจยุบสภาอยู่กับนายกฯ

อิ๊งค์รับ ทักษิณความดันสูง เยี่ยมได้เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น

“แพทองธาร” สีหน้านิ่ง ก่อนตอบสื่อ ไปเยี่ยม “ทักษิณ” ก็ต่อเมื่อให้ไปเยี่ยม พยักหน้ารับ พ่อมีความดันสูง แต่ยังไม่รับรายงาน

วันที่ 12 กันยายน 2568 นางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เดินทางเข้าที่ทำการพรรคเพื่อไทย เมื่อเวลา 09.50 น. จากนั้นเมื่อเวลา 14.00 น. ได้เดินทางลงมาจากห้องทำงานเพื่อเดินทางกลับ ผู้สื่อข่าวได้ถามนางสาวแพทองธารว่าในวันที่ 15 กันยายนนี้ เรือนจำคลองเปรมจะอนุญาตให้คนในครอบครัวได้เข้าเยี่ยมนายทักษิณ ชินวัตร หลังจากที่ควบคุมตัวเข้าเรือนจำคลองเปรมเพื่อกักตัวเฝ้าระวังโรคไปเมื่อวันที่ 9 กันยายนนั้น นางสาวแพทองธารจะเข้าเยี่ยมนายทักษิณหรือไม่ นางสาวแพทองธารตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า ให้เข้าเยี่ยมได้เมื่อไหร่ก็จะเยี่ยม ส่วนที่กรมราชทัณฑ์รายงานอาการของนายทักษิณหลังเข้าไปในเรือนจำคืนที่ 3 ว่ามีความดันสูงเล็กน้อยได้รับรายงานหรือไม่ นางสาวแพทองธารพยักหน้า แต่บอกว่า ยังไม่ได้รับรายงานเรื่องนี้

เมื่อถามต่อว่าตอนนี้เป็นห่วงอะไรนายทักษิณหรือไม่ เจ้าตัวไม่ตอบ เข้าไปนั่งในรถด้วยสีหน้าเรียบเฉยก่อนเดินทางกลับทันที

อิ๊งค์รับ ทักษิณความดันสูง เยี่ยมได้เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับสุขภาพของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ยังคงเป็นที่จับตามองของสาธารณชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงอาการป่วยของคุณพ่อ

จากรายงานข่าวล่าสุด นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงการเข้าเยี่ยมคุณทักษิณ ชินวัตร ที่เรือนจำ โดยกล่าวว่า จะเข้าเยี่ยมเมื่อได้รับอนุญาตให้เข้าเยี่ยมได้ ซึ่งประเด็นนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากประชาชนต่างต้องการทราบถึงความเป็นไปของอดีตนายกรัฐมนตรี

ความคืบหน้าอาการป่วยของทักษิณ

นอกจากนี้ นางสาวแพทองธารยังได้กล่าวถึงรายงานที่ว่าคุณทักษิณมีความดันสูงเล็กน้อยหลังจากเข้าเรือนจำได้ 3 คืน โดยเธอยอมรับว่าได้รับทราบเรื่องดังกล่าว แต่ยังไม่ได้รับรายงานอย่างเป็นทางการ ทำให้หลายฝ่ายต่างจับตามองถึงสุขภาพของคุณทักษิณอย่างใกล้ชิด

การที่นางสาวแพทองธารตอบคำถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทำให้หลายคนตีความไปต่างๆ นานา บางส่วนมองว่าเธออาจมีความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของคุณพ่อ แต่ก็พยายามที่จะควบคุมอารมณ์เพื่อไม่ให้แสดงออกมามากเกินไป ขณะที่บางส่วนก็มองว่าเธออาจต้องการที่จะรักษาความเป็นส่วนตัวของครอบครัว

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจของประชาชนที่มีต่อคุณทักษิณ ชินวัตร และความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของท่าน การออกมาให้สัมภาษณ์ของนางสาวแพทองธารจึงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด และเชื่อว่าประชาชนจะยังคงติดตามข่าวสารเกี่ยวกับคุณทักษิณต่อไป

สำหรับกำหนดการเยี่ยมคุณทักษิณนั้น ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะสามารถเข้าเยี่ยมได้เมื่อใด แต่คาดว่าทางครอบครัวจะดำเนินการตามขั้นตอนที่ทางเรือนจำกำหนด และจะแจ้งให้ทราบเมื่อมีความคืบหน้าเพิ่มเติม

อาการป่วยและความเป็นไปของ ทักษิณ ในช่วงเวลาที่ถูกควบคุมตัว จึงเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากที่ อิ๊งค์รับ ทักษิณความดันสูง เยี่ยมได้เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ทำให้เกิดคำถามมากมายถึงสถานการณ์ที่แท้จริง

การที่นางสาวแพทองธารออกมาให้ข้อมูลเพียงสั้นๆ ยิ่งทำให้เกิดความสงสัยและความกังวลมากยิ่งขึ้น หลายคนตั้งคำถามว่า สถานการณ์ของคุณทักษิณเป็นอย่างไรบ้าง และเมื่อไหร่ที่ครอบครัวจะสามารถเข้าเยี่ยมได้อย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม การที่นางสาวแพทองธารยืนยันว่า จะเข้าเยี่ยมคุณทักษิณเมื่อได้รับอนุญาต ก็แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของครอบครัวที่จะให้กำลังใจและดูแลคุณทักษิณอย่างใกล้ชิด แม้ว่าจะมีข้อจำกัดและความท้าทายต่างๆ ก็ตาม

ในขณะที่สังคมยังคงจับตามองสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ก็หวังว่าคุณทักษิณจะได้รับการดูแลอย่างดี และสถานการณ์ต่างๆ จะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น

การออกมาแถลงการณ์ของ “อิ๊งค์” ในครั้งนี้ ถือเป็นการยืนยันถึงสถานะสุขภาพของ “ทักษิณ” ว่ามีความดันโลหิตสูงจริง ซึ่งสร้างความกังวลใจให้กับผู้ที่ติดตามข่าวสาร และรอคอยการเข้าเยี่ยมอย่างใจจดใจจ่อ นี่แสดงให้เห็นถึงความผูกพันในครอบครัว และความสำคัญของการให้กำลังใจซึ่งกันและกันในยามยากลำบาก

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ เตือนใจให้เราเห็นว่า สุขภาพและความเป็นอยู่ของคนที่เรารัก เป็นสิ่งที่ต้องใส่ใจและให้ความสำคัญเสมอ ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม

และในท้ายที่สุดแล้ว กำลังใจจากคนใกล้ชิด คือสิ่งสำคัญที่สุดที่ช่วยให้พวกเขาสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้

ที่มา – “อิ๊งค์” รับ “ทักษิณ” ความดันสูง ไปเยี่ยมได้เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น

“ภูมิธรรม” ปัดไม่รู้ “ทักษิณ” คุย “ธนาธร” จริงหรือ?

“ภูมิธรรม” ปัดไม่รู้ “ทักษิณ” นัดคุย “ธนาธร” ยัน “เพื่อไทย” เดินหน้าดีล “พรรคประชาชน” หนุนตั้งรัฐบาล

วันที่ 30 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะไปพูดคุยกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ว่าไม่ทราบเรื่องดังกล่าว แต่ขณะนี้สมาชิกพรรคทุกคนกำลังทำงานกันอย่างเต็มที่ แต่ยืนยันได้ว่าพรรคเพื่อไทยมีแผนที่จะพูดคุยกับพรรคประชาชนเพื่อขอเสียงสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐบาลจริง ซึ่งการพูดคุยอย่างเป็นทางการจะเกิดขึ้นเมื่อมีการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีเข้าสู่การพิจารณาของสภาแล้ว ซึ่งขณะนี้ทุกฝ่ายยังคงอยู่ระหว่างการเจรจา

เมื่อถูกถามย้ำว่าทีมเจรจาของพรรคเพื่อไทยจะเดินทางไปที่โรงแรมคอนราดในช่วงบ่ายวันนี้หรือไม่ นายภูมิธรรมย้อนถามสั้น ๆ ว่า ไม่ทราบว่าข่าวมาจากไหน

“ภูมิธรรม” ปัดไม่รู้ “ทักษิณ” นัดคุย “ธนาธร” ยันเดินหน้าดีล “พรรคประชาชน”

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนระอุอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลที่ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม ล่าสุดมีกระแสข่าวเกี่ยวกับการนัดพบกันระหว่างนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ซึ่งได้รับการตอบสนองจากนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี โดยที่นายภูมิธรรม ปฏิเสธว่าไม่ทราบเรื่องดังกล่าว

“ภูมิธรรม” ยันเพื่อไทยเดินหน้าดีล “พรรคประชาชน”

ถึงแม้จะปฏิเสธข่าวการนัดพบระหว่างนายทักษิณและนายธนาธร แต่นายภูมิธรรมได้ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยยังคงเดินหน้าเจรจากับพรรคประชาชน เพื่อแสวงหาเสียงสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐบาล โดยการเจรจาอย่างเป็นทางการจะมีขึ้นเมื่อมีการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีเข้าสู่การพิจารณาของสภาแล้ว

การเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของพรรคเพื่อไทยในการรวบรวมเสียงสนับสนุนให้ได้มากที่สุด เพื่อให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างมั่นคง อย่างไรก็ตาม การเจรจากับพรรคประชาชนอาจไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากมีความแตกต่างทางอุดมการณ์และนโยบายอยู่พอสมควร

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ท่าทีของพรรคก้าวไกลต่อการเจรจาระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน เนื่องจากพรรคก้าวไกลเคยเป็นพันธมิตรกับพรรคเพื่อไทยมาก่อน แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นฝ่ายค้าน การที่พรรคเพื่อไทยหันไปจับมือกับพรรคประชาชนอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลได้

การจัดตั้งรัฐบาลยังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด การเจรจาระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนจะเป็นอย่างไร จะมีพรรคการเมืองอื่นเข้าร่วมในการเจรจาหรือไม่ และสุดท้าย ใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี สิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นคำถามที่รอคำตอบ

การเมืองไทยในขณะนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา สิ่งที่ประชาชนทำได้คือการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ เพื่อให้การตัดสินใจทางการเมืองของตนเองเป็นไปอย่างมีเหตุผลและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

สถานการณ์ “ภูมิธรรม” ปัดไม่รู้ “ทักษิณ” นัดคุย “ธนาธร” แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย และการเจรจาต่อรองที่เกิดขึ้นเบื้องหลังฉาก การจับขั้วทางการเมืองใหม่ๆ อาจเกิดขึ้นได้เสมอ ดังนั้น ประชาชนควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านเพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง

ที่มา – “ภูมิธรรม” ปัดไม่รู้ “ทักษิณ” นัดคุย “ธนาธร” ยันเดินหน้าดีล “พรรคประชาชน”

Scroll to top