ข่าวการเมืองไทย

“ธรรมนัส” เปิดพรรคกล้าธรรม สู้ศึกเลือกตั้งอีสาน

“ธรรมนัส” เปิดบ้านพรรคกล้าธรรม รับ “ไชยา-นุชนาถ-นพ.ภูมินทร์” อดีต สส.เพื่อไทย สู้ศึกเลือกตั้งในภาคอีสาน พร้อม “คุณากร” อดีต สส.ปชป. ด้าน “ไชยา” ปัดเป็นงูเห่า ลั่นตัดสินใจเพื่อชาวอีสาน

วันที่ 20 ธันวาคม 2566 ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ให้การต้อนรับ นายไชยา พรหมา อดีต สส.หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย, นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ, นางสาวนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร อดีต สส.ศรีสะเกษ, นายคุณากร มั่นนทีรัย เข้าพรรคกล้าธรรม โดยสวมเสื้อแจ็กเก็ตให้ และเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กรุงเทพมหานคร ด้วยในคราวเดียวกัน

ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวต้อนรับสมาชิกที่มาเปิดตัวกับพรรคกล้าธรรมวันนี้ ว่า นายไชยา เป็นอดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ตนเคารพรัก เมื่อเคยทำงานร่วมกันที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็เห็นฝีไม้ลายมือในการปราบปราม โดยเฉพาะสินค้าเถื่อน สุกรเถื่อน เมื่อเป็นรองประธานสภาฯ ก็คิดว่าคงไม่มีใครปฏิเสธว่าทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งจากการรู้จักกันที่ผ่านมา ตนจึงชวนนายไชยามาร่วมอุดมการณ์และสานต่องานสำคัญ อีกทั้งนายไชยายังเป็นผู้ร่วมสร้างงานท้องถิ่นที่จังหวัดหนองบัวลำภู

ส่วน นพ.ภูมินทร์ และนางสาวนุชนาถ เป็นนักการเมืองที่อยู่ในสภาฯ ซึ่งศรีสะเกษเองก็เป็นจังหวัดที่พี่น้องประชาชนประกอบอาชีพภาคการเกษตร จึงได้ทั้ง 2 คนมาร่วมอุดมการณ์ สำหรับนายคุณากร อดีต สส.นนทบุรี พรรคประชาชน ถือเป็นคนรุ่นใหม่ที่อยากมาร่วมงาน และทราบว่าเป็นผู้ที่สนใจในเรื่องน้ำของจังหวัดนนทบุรี อีกทั้งผู้นำท้องถิ่นในจังหวัดนนทบุรีก็ฝากกับตนมาว่า นายคุณากรเป็นคนชอบทำ ไม่ชอบพูด ซึ่งตรงสเปกของตนที่อยากจะนำมาร่วมงาน

เมื่อถามว่าได้บุคคลสำคัญมาช่วยจะทำให้ได้ชัยชนะในการเลือกตั้งหรือไม่ ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า ทั้งหมดที่อยู่ตรงนี้คือบุคคลที่ทำงานติดดินอยู่กับชาวบ้าน นำโจทย์ของประชาชนมาแก้ปัญหา และตนก็มั่นใจว่าทุกท่านจะกลับเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรได้ ส่วนคำถามว่าจะมีการวางตัวเพื่อหลีกเลี่ยงเขตหาเสียงให้กับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ เนื่องจากเป็นพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน ร้อยเอกธรรมนัส ระบุว่า หากทำเช่นนั้นประชาชนจะไม่เชื่อมั่นในตัวเรา สนามเลือกตั้งคือสนามรบ เมื่อเลือกตั้งเสร็จแล้วรู้ผลก็ต้องมาร่วมงานกันต่อ พร้อมเผยว่ายังมีคนอื่นจะมาร่วมอีก

ทางด้าน นายไชยา กล่าวถึงเหตุผลที่ตัดสินใจมาทำงานกับพรรคกล้าธรรม เพราะเห็นนโยบายที่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องภาคการเกษตร ซึ่งตนเป็นผู้แทนราษฎรมาแล้ว 9 สมัย อยู่กับเกษตรกรชาวไร่ชาวนาในจังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีตัวเลขทางเศรษฐกิจลำดับท้ายๆ ของประเทศ ดังนั้นปัญหาของเกษตรกรในพื้นที่จะต้องได้รับการแก้ไข ที่ผ่านมาภาคอีสานมักจะถูกละเลย ร้อยเอกธรรมนัส และพรรคกล้าธรรม ในฐานะที่รับผิดชอบในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นนโยบายสำหรับรากหญ้าอย่างแท้จริงที่จะยกระดับประชาชน มั่นใจว่าจะแก้ปัญหาและเป็นความหวังของเกษตรกรได้ จึงตัดสินใจมาร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม อย่างไรก็ตาม คงต้องอธิบายกับประชาชนในพื้นที่ถึงเหตุผลในการร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม การตัดสินใจในครั้งนี้ไม่ใช่การตัดสินใจเพื่อตนเอง แต่เป็นการตัดสินใจเพื่อประชาชน

ผู้สื่อข่าวถามต่อ จะเอาชนะผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยได้หรือไม่ นายไชยา ตอบว่า สู้ได้อยู่แล้ว เคยสู้กันมาหลายยกแล้ว เวทีการเลือกตั้งก็ต้องสู้กัน เป็นนักรบเป็นนักสู้ก็ต้องต่อสู้กัน และให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ส่วนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นงูเห่า หากจะมากล่าวหาด้วยคำนี้ ทำไมตนเลือกมาที่พรรคกล้าธรรม ทำไมไม่ไปอยู่ในพรรคที่อยู่ในกระแส แต่ที่เลือกพรรคกล้าธรรมเพราะเข้าได้กับทุกฝ่าย จากวันนี้ไปเป็นเรื่องการจับมือในการทำงาน ไม่ว่าพรรคการเมืองไหนวันนี้เราไม่ต้องการความขัดแย้งทางการเมือง ตนเองและพรรคกล้าธรรมสามารถแก้ปัญหาของประชาชนได้

“อย่าพูดถึงว่าผมเป็นงูเห่าเลยครับ การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการตัดสินใจเพื่อประชาชนภาคอีสาน เวลาผมกลับไปในพื้นที่ชาวบ้านหนองบัวลำภูถามว่าที่รับปากเขาไว้ตอนเป็นรัฐบาล 2 ปีมีอะไรที่ค้างคาใจอยู่ เช่น ดิจิทัลวอลเล็ตยังทวงถามอยู่เลย เพราะฉะนั้นปัญหาหลายอย่าง เช่น เงินช่วยเหลือเกษตรกร เราเป็นรัฐบาลมา 2 ปียังตอบคำถามไม่ได้”

นายไชยา ยังย้ำด้วยว่า เรื่องนี้จะต้องหาคนแก้ปัญหา เชื่อว่ากระทรวงเกษตรฯ และพรรคกล้าธรรมจะตอบโจทย์เกษตรกร สำหรับพื้นที่ภาคอีสาน ต่อสู้ทางการเมืองกันอย่างเข้มข้น ซึ่งที่ผ่านมาพรรคการเมืองให้สัญญากับคนอีสานไว้เยอะ ได้รับเสียงจากคนอีสานเป็นกอบเป็นกำ แต่พอเข้ามาสู่การบริหารประเทศมักจะลืมคำที่เคยสัญญาไว้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่พรรคกล้าธรรมได้สัจจะวาจา “ทำจริง ปฏิบัติจริง หวังผลแก้ปัญหาอย่างแท้จริง” จะตอบโจทย์ปัญหาของพี่น้องภาคอีสาน จึงมีความมั่นใจว่าพื้นที่ภาคอีสาน จะต้อนรับคนที่ตั้งใจทำงานเพื่อพี่น้องเกษตรกร

ทางด้าน ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวถึงประเด็นงูเห่า โดยชี้ให้ดูสมาชิกพรรคที่อยู่กันมาตั้งแต่พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย ก็แสดงว่าเราเป็นงูด้วยกัน การทำงานในครอบครัวตั้งแต่พรรคไทยรักไทยหลายท่านมีบทบาทในการสร้างครอบครัวให้โต ดังนั้นคำว่างูเห่าในครอบครัวกล้าธรรม คงไม่ใช่ อย่างไรก็ตามเราคงไม่ต้องตั้งคำถามกับนายไชยา เพราะทำพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภูมาด้วยกัน โดยความมั่นใจในพื้นที่ภาคอีสาน แม้ตนไม่ใช่คนพูดเยอะ แต่ไม่เคยมีวันหยุด ซึ่งวันที่ 24 ธันวาคมนี้ก็จะลงพื้นที่จังหวัดมหาสารคามด้วย

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นพ.ภูมินทร์ และนางสาวนุชนาถ เป็น 2 คนในกลุ่ม 8 งูเห่าพรรคเพื่อไทย กลุ่มเดียวกับนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยของพรรคภูมิใจไทย แต่กลับมาปรากฏตัวที่พรรคกล้าธรรมในวันนี้ ซึ่งมีรายงานต่อมาว่าพรรคภูมิใจไทยไม่มีเขตพื้นที่ให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง.

“ธรรมนัส” เปิดพรรคกล้าธรรม รับ “ไชยา-นุชนาถ-ภูมินทร์-คุณากร” สู้ศึกเลือกตั้งอีสาน

พรรคกล้าธรรมกับการสู้ศึกเลือกตั้งอีสาน

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า มั่นใจว่าการเปิดตัวสมาชิกใหม่ครั้งนี้ จะนำไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งอีสานที่จะมาถึง ด้วยบุคคลากรที่ทำงานใกล้ชิดประชาชน เข้าใจปัญหา และพร้อมแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด การเสริมทัพครั้งนี้จึงเป็นการประกาศความพร้อมของพรรคกล้าธรรมในการสู้ศึกเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น

การที่พรรคกล้าธรรมให้ความสำคัญกับภาคอีสาน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในภูมิภาคนี้ การดึงบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ และเข้าใจปัญหาของพื้นที่เข้ามา จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการผลักดันนโยบายและแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วง

นอกจากนี้ การที่นายไชยา พรหมา ตัดสินใจเข้าร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า พรรคกล้าธรรมมีนโยบายที่ตอบโจทย์และสามารถแก้ไขปัญหาของพี่น้องเกษตรกรในภาคอีสานได้อย่างแท้จริง การตัดสินใจครั้งนี้จึงเป็นการตัดสินใจเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

การเลือกตั้งอีสานครั้งนี้ จึงเป็นที่น่าจับตามองว่า พรรคกล้าธรรมจะสามารถสร้างผลงานและได้รับการยอมรับจากประชาชนมากน้อยเพียงใด การมีบุคลากรที่แข็งแกร่ง นโยบายที่ชัดเจน และความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประชาชน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ชี้วัดความสำเร็จของพรรคในการเลือกตั้งอีสานที่จะมาถึงนี้ และการรวมตัวของคนเหล่านี้จะส่งผลให้“ธรรมนัส” เปิดพรรคกล้าธรรม รับ “ไชยา-นุชนาถ-ภูมินทร์-คุณากร” สู้ศึกเลือกตั้งอีสาน ประสบความสำเร็จได้หรือไม่

ที่มา – “ธรรมนัส” เปิดพรรคกล้าธรรม รับ “ไชยา-นุชนาถ-ภูมินทร์-คุณากร” สู้ศึกเลือกตั้งอีสาน

พรรคประชาชน มั่นใจกวาด 33 สส.กทม. ครบ!

“เลขาฯ ติ่ง” มั่นใจพรรคประชาชนกวาดครบ 33 เขตเลือกตั้งใน กทม. มอง “เท้ง” ยังไม่ปิดโอกาสจับมือ 100%

วันที่ 20 ธันวาคม 2568 นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน กล่าวถึงความมั่นใจในกระแสของพรรคประชาชนจะได้รับการเลือกตั้งเป็นอันดับ 1 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครหรือไม่ ว่า ตนมั่นใจว่าจะสามารถรักษาพื้นที่ กทม. ได้เป็นอันดับ 1 จากการดูข้อมูลต่างๆ ความนิยมของพรรคประชาชนใน กทม. ก็ยังเป็นอันดับ 1 อยู่ รวมถึงกระบวนการคัดสรรผู้สมัครที่ผ่านมา ทั้งคนใหม่และคนเดิมก็ยังทำงานอย่างมุ่งมั่นได้รับการยอมรับจากประชาชน ซึ่งยังมั่นใจในทั้ง 33 เขตที่น่าจะได้ทั้งหมดในรอบนี้

ส่วนผลโพลที่ความนิยมของพรรคประชาชนลดลงจากการยกมือให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี รวมถึงไม่มี นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มาช่วยดึงดูดคะแนน พรรคประชาชนจะทำอย่างไร นายศรายุทธิ์ ตอบว่า จากผลโพลที่ลดลงหลายคนกังวลว่าจะทำให้เราพ่ายแพ้หรือไม่ แต่ถ้าสังเกตให้ดีคะแนนที่ลดลงไม่ได้ไปอยู่ฝั่งไหน ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจ หมายความว่าในช่วงระยะเวลาที่เหลือประมาณ 50 วัน เราสามารถรณรงค์ชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนได้ และเชื่อว่าประชาชนจะกลับมาให้การยอมรับและความเชื่อมั่นตัดสินใจเลือกพรรคประชาชนของเรา

ส่วนสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่มีการปะทะกันอยู่ ในขณะที่พรรคประชาชนในอดีตเคยรณรงค์ว่าทหารมีไว้ทำไม แล้วถูกนำมาโจมตีในการเลือกตั้งครั้งนี้ จะทำอย่างไร นายศรายุทธิ์ ยอมรับว่าที่ผ่านมาเราถูกโจมตีเรื่องนี้จากหลายทาง ซึ่งเรายังไม่สามารถชี้แจงให้กับประชาชนเข้าใจได้ทั้งหมด แต่ช่วงเวลาอีกประมาณ 50 วันนี้ ประชาชนจะตื่นตัว จะรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่าย เป็นโอกาสดีที่จะทำความเข้าใจกับประชาชนได้ และยังเชื่อคะแนนของพรรค แม้ผลโพลจะลดลงเพราะคะแนนไปกองอยู่ที่คนยังไม่ตัดสินใจ

“หมายความว่าเขายังไม่ไปที่ไหน ยังคงรอเราอยู่ว่าเราสามารถชี้แจงเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้เพียงใด”

ผู้สื่อข่าวถามว่า สถานการณ์ปัจจุบันไม่เหมือนในอดีตที่มีกระแสเบื่อลุง แต่ครั้งนี้มีกระแสรักชาติจากสถานการณ์ชายแดนถือว่าพรรคเสียเปรียบหรือไม่ นายศรายุทธิ์ ระบุ คิดว่ากระแสการเลือกตั้งและสถานการณ์แต่ละครั้งต่างกัน แม้ครั้งนี้ไม่มีกระแสเบื่อลุง แต่ยังมีกระแสความไม่พอใจกับการแก้ปัญหาของรัฐบาล พรรคประชาชนชนะเลือกตั้งแต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ มีรัฐบาลมา 2 ปีกว่ามีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี 3 ครั้ง ขณะที่สถานการณ์ชายแดนก่อให้เกิดปัญหาต่อประเทศ รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจ สังคม สแกมเมอร์ คิดว่าบรรยากาศปัจจุบันประชาชนรู้สึกหมดหวังกับสภาพที่กำลังเผชิญอยู่ ถ้าพรรคประชาชนมีนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชน มีทีมบริหารที่ประชาชนเชื่อมือ เชื่อว่ายังมีโอกาสอยู่ และการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกจริงๆ

นายศรายุทธิ์ เผยต่อไปว่า เนื่องจากการเลือกตั้งที่ผ่านมายังมี สว.อยู่ และเมื่อย้อนหลังไป 15 ปี การเลือกตั้งไม่นำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลตามเสียงของประชาชน ครั้งสุดท้ายคือปี 2554 ที่ประชาชนเลือก นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และได้เป็นรัฐบาล แต่หลังจากนั้นผลการเลือกตั้ง 2 ครั้งสุดท้ายไม่ได้นำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาล นี่คือโอกาสที่ประชาชนจะรู้สึกว่าครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่สำคัญที่เขาจะมีส่วนเลือกอนาคตจริงๆ มั่นใจทีมงานพรรคประชาชนที่ทำงานมาต่อเนื่อง มั่นใจว่านโยบายของเราตอบโจทย์ประชาชนได้

เมื่อถามถึงจุดยืนเรื่องมาตรา 112 ยังเหมือนเดิมหรือไม่ นายศรายุทธิ์ เผยว่า คงพูดไม่ได้ หลังมีคำตัดสินจากศาลรัฐธรรมนูญ “ผมคิดว่าจะดีกว่าถ้าเราไม่พูด และไม่พูดเรื่องนี้ในการเลือกตั้ง”

ส่วนปัญหาผู้สมัครคนเก่าไม่ได้ไปต่อกับพรรค นายศรายุทธิ์ ระบุว่า ผู้สมัครมีการเปลี่ยนแปลงทุกครั้ง เช่น เขตบางขุนเทียน อย่าง นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ อดีต สส.กทม. ก็ไม่ได้ลงสมัคร สส.เขต พร้อมบอกว่า พรรคมีความเป็นมวลชน ประชาชนสมาชิกพรรคมีส่วนร่วมมีความเป็นเจ้าของ “ดังนั้นในการตัดสินใจเลือกแต่ละครั้ง บางเขตอาจมีผู้สมัครเยอะ แต่เราเลือกได้แค่คนเดียว สำหรับคนที่ไม่เห็นด้วยก็แสดงออกถึงความไม่พอใจ แต่คิดว่าสมาชิกส่วนใหญ่ยังเชื่อมั่นในการตัดสินใจของพรรคอยู่”

ขณะเดียวกัน นายศรายุทธิ์ ยังยอมรับด้วยว่า พรรคมีความสำคัญกว่าตัวบุคคล ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ แนวทางในการสร้างพรรคของเราคือพรรคเป็นสถาบันการเมืองอย่างแท้จริง ทุกคนร่วมกันเป็นเจ้าของ ดังนั้น จะเห็นว่าความนิยมของพรรคจะสูงกว่าความนิยมของตัวบุคคล และคะแนนการเลือกตั้งในแต่ละเขตก็เป็นแบบนั้นในการเลือกตั้งปี 2566 มั่นใจว่าความแข็งแกร่งของพรรคมีมากกว่าตัวบุคคล

ส่วนคำถามว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มีกระแสความนิยมของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เหมือนกับกระแสของนายพิธา ที่มีออร่ามากกว่านั้น นายศรายุทธิ์ เผยว่า ความนิยมของนายพิธา เกิดขึ้น 1 เดือนก่อนการเลือกตั้ง นายณัฐพงษ์ ยังมีเวลาเหลืออีก 7 สัปดาห์ที่จะทำให้มีกระแสความนิยมได้ ซึ่งเชื่อว่าความนิยมของตัวบุคคลก่อนการเลือกตั้ง เกิดจากประชาชนมีความหวังที่มีต่อพรรคและนโยบายของพรรค อยากให้พรรคนี้เป็นรัฐบาล ทำให้คะแนนความนิยมบุคคลเพิ่มตาม เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม นายณัฐพงษ์จะเจิดจรัสไม่น้อยกว่านายพิธา

สำหรับกรณีที่นายณัฐพงษ์ ให้สัมภาษณ์ว่าหากพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พรรคประชาชนจะไปเป็นฝ่ายค้าน เป็นการปิดทางจับมือในอนาคตหรือไม่ นายศรายุทธิ์ ตอบว่า ไม่ แต่นายณัฐพงษ์มองความเป็นไปได้ คงไม่ได้หมายความว่าปิดทาง 100% แต่เป็นสิ่งที่ชี้ว่าเป็นการแข่งขันระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้น ถ้าอยากเห็นพรรคประชาชนเป็นรัฐบาลจะต้องเลือกให้พรรคอันดับ 2 และ 3 ไม่สามารถจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลได้ เชื่อว่าเนื้อหาที่นายณัฐพงษ์พูดน่าจะหมายถึงแบบนี้มากกว่า เพราะถ้าพรรคประชาชนไม่ชนะเด็ดขาดในโอกาสที่จะได้เป็นรัฐบาล พรรคอันดับ 2 และ 3 อาจจะจับขั้วกันเหมือนครั้งที่ผ่านมา.

พรรคประชาชนมั่นใจกวาด 33 สส.กทม. ครบ!

พรรคประชาชนยังคงมุ่งมั่นที่จะได้รับความไว้วางใจจากชาวกรุงเทพฯ ในการเลือกตั้งที่จะมาถึง แม้ว่าผลสำรวจความคิดเห็นจะแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่ลดลงบ้าง แต่ทางพรรคยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพและนโยบายของตน

ทำไมพรรคประชาชนถึงมั่นใจกวาด 33 สส.กทม. ครบ?

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคประชาชนยังคงมีความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยม ได้แก่ ฐานเสียงที่แข็งแกร่งในกรุงเทพฯ ทีมผู้สมัครที่มีความสามารถ และนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน

  • ฐานเสียงที่แข็งแกร่ง: พรรคประชาชนมีฐานเสียงที่มั่นคงในกรุงเทพฯ ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วจากการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ
  • ทีมผู้สมัครที่มีความสามารถ: พรรคได้คัดเลือกผู้สมัครที่มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ และมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชน
  • นโยบายที่ตอบโจทย์: พรรคได้พัฒนานโยบายที่ครอบคลุมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และสาธารณสุข ซึ่งตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม การที่พรรคประชาชนจะสามารถกวาดที่นั่ง สส. ในกรุงเทพฯ ได้ครบทั้ง 33 เขตหรือไม่นั้น ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด เพราะยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่อาจส่งผลกระทบต่อผลการเลือกตั้งได้

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของกรุงเทพฯ และประเทศไทย เพราะจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของประเทศในอีก 4 ปีข้างหน้า ดังนั้น จึงขอเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนชาวกรุงเทพฯ ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างพร้อมเพรียงกัน เพื่อเลือกผู้แทนที่ท่านไว้วางใจให้เข้าไปทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร

พรรคประชาชนยังคงเดินหน้าผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน การสร้างสังคมที่เป็นธรรม และการส่งเสริมประชาธิปไตยที่ยั่งยืน หากคุณเห็นด้วยกับแนวทางของพรรคประชาชน อย่าลังเลที่จะให้โอกาสพรรคประชาชนได้รับใช้ท่าน

พรรคประชาชนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนชาวกรุงเทพฯ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ และพร้อมที่จะทำงานอย่างหนักเพื่อพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป

การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของพวกเราทุกคน มาร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิมด้วยการเลือกพรรคประชาชน!

ที่มา – มั่นใจพรรคประชาชนกวาดครบ 33 เก้าอี้ สส.กทม. มอง “เท้ง” ยังไม่ปิดโอกาสจับมือ 100%

“มนพร” ชูแก้หนี้สินครัวเรือน ชาวนครพนม

“มนพร เจริญศรี” ชูเลือกเพื่อไทยยก จ.นครพนม ตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก เดินหน้านโยบายแก้หนี้สินครัวเรือน ยกแบบอย่าง อดีตนายกฯ ทักษิณ แก้หนี้ IMF สำเร็จมาแล้ว

วันที่ 19 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 นางมนพร เจริญศรี อดีต สส.เขต 2 นครพนม และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ปราศรัยพบปะชาวบ้าน ชูนโยบายสนับสนุนพรรคเพื่อไทย รวมพลังชาวนครพนม เลือก ดร.ภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ อดีต สส.เขต 1 นครพนม พรรคเพื่อไทย นายธนากรณ์ ปราณีนิตย์ ว่าที่ผู้สมัคร สส.เขต 3 นครพนม และ ดร.ชาญชัย คำจำปา ว่าที่ผู้สมัคร สส.เขต 4 นครพนม พรรคเพื่อไทย โดยมีการชูนโยบายหลักของพรรคเพื่อไทย เกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การแก้ไขปัญหายาเสพติด การส่งเสริมอาชีพ การพัฒนาเศรษฐกิจการค้า การท่องเที่ยว ยืนยันความจำเป็นนโยบายแก้หนี้สินในครัวเรือน ในช่วงพรรคเพื่อไทย เป็นรัฐบาล 2 ปีที่ผ่านมา ได้แก้ปัญหาหนี้สิน ช่วยเหลือประชาชน รวมถึงเกษตรกร มาแล้วจำนวนมาก สามารถฟื้นฟูสภาพคล่องในการค้า การลงทุน มีงานมีอาชีพ มีรายได้เพิ่มขึ้น จึงมีความจำเป็นจะต้องสนับสนุนพรรคเพื่อไทย เข้ามาสานต่อตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก เดินหน้าแก้ปัญหาหนี้สิน

นางมนพร กล่าวว่า ยอมรับว่ารัฐบาลไม่ได้มีโอกาสตั้งรัฐบาลมานานกว่า 10 ปี หลังเข้ามาตั้งรัฐบาลได้สองปี ได้เร่งผลักดันทุกนโยบาย เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทย เนื่องจากเกิดวิกฤตด้านเศรษฐกิจ ทำให้สินค้าราคาแพงขึ้น ค่าครองชีพสูง ประชาชนเกิดหนี้สินมากขึ้น หาเงินยาก ทำให้พรรคเพื่อไทย พยายามเร่งช่วยเหลือปัญหาหนี้สินแก่ประชาชนมาตลอด สำหรับนโยบายที่จะต้องสานต่อคือ การแก้หนี้สินให้กับประชาชน ที่มีปัญหาหนี้นอกระบบ ผ่านธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. ให้สามารถกู้ได้ คนละ 50,000 บาท ไม่ต้องมีคนค้ำ นอกจากนี้ยังมีนโยบายแก้หนี้เสียสำหรับประชาชน ที่เป็นหนี้กับธนาคารรัฐ ไม่เกิน 2 แสนบาท ชำระเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้นรัฐบาลช่วยเหลือ รวมถึงช่วยเกษตรกร พักชำระหนี้ ทั้งต้นและดอกเบี้ย เป็นเวลา 3 ปี โดยสองปีที่เป็นรัฐบาลแก้หนี้ช่วยเกษตรกรมาแล้วกว่า 6 แสนราย แต่วงเงินคนละไม่เกิน 3 แสนบาท หากเป็นรัฐบาลรอบหน้าเพิ่มวงเงินเป็น 5 แสนบาท

ถามว่า “รัฐบาลพรรคเพื่อไทย จะเอาเงินมาจากไหน ยืนยันว่าหากเป็นรัฐบาลที่มีศักยภาพ ไม่ต้องกังวลจะเป็นการสนับสนุนให้ประชาชนสร้างหนี้เพิ่ม จะต้องมีการบริหารจัดการที่ดี และสามารถหาเงินมาบริหารประเทศได้ ไม่ก่อหนี้ให้ประเทศได้รับผลกระทบ ยกตัวอย่าง: รัฐบาลอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร สามารถบริหารจัดการแก้ไขปัญหาหนี้ IMF จนสำเร็จมาแล้ว ทำให้ประเทศไทยพ้นวิกฤตกลับมายืนหยัดบนเวทีอาเซียนอีกครั้ง ถึงเวลารวมพลังเลือกเพื่อไทย ทุกจังหวัด เข้ามาเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก สานต่อทุกนโยบายรวมถึงเดินหน้าแก้หนี้สินในครัวเรือน ให้ประชาชน มีงาน มีอาชีพมีรายได้ เพิ่มขึ้น สร้างคุณภาพชีวิตที่ดี รวมถึงกระตุ้นเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยวของประเทศ”

“มนพร” ชูนโยบายแก้หนี้สินครัวเรือน อ้อนชาวนครพนม

นางมนพร เจริญศรี เน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้หนี้สินครัวเรือน ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนชาวนครพนมและทั่วประเทศ การมีนโยบายที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาหนี้สิน จะช่วยให้ประชาชนสามารถกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและมีกำลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้

ทำไมการแก้หนี้สินครัวเรือนจึงสำคัญ?

การแก้หนี้สินครัวเรือน ไม่ใช่แค่เรื่องของการเงินส่วนบุคคล แต่เป็นเรื่องของเศรษฐกิจโดยรวม เมื่อประชาชนมีหนี้สินมากเกินไป จะส่งผลให้กำลังซื้อลดลง การลงทุนน้อยลง และท้ายที่สุดจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาหนี้สินจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ

นโยบายของพรรคเพื่อไทยที่เน้นการแก้หนี้สินครัวเรือน จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง การมีรัฐบาลที่เข้าใจปัญหาและพร้อมที่จะแก้ไข จะเป็นสิ่งที่นำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

  • การพักชำระหนี้เป็นเวลา 3 ปี ช่วยให้เกษตรกรมีเวลาปรับตัว
  • การให้กู้ยืมเงินโดยไม่มีคนค้ำ ช่วยให้ผู้ที่ต้องการเงินทุนเข้าถึงแหล่งเงินได้ง่ายขึ้น
  • การลดหนี้เสีย ช่วยลดภาระของประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจ

มาร่วมกันสนับสนุนนโยบายแก้หนี้สินครัวเรือน เพื่อสร้างอนาคตที่สดใสให้กับประเทศไทยของเรา

ที่มา – “มนพร” ชูนโยบายแก้หนี้สินครัวเรือน อ้อนชาวนครพนมเลือกว่าที่ผู้สมัคร สส.เพื่อไทย ยกจังหวัด

“ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ยันลง สส.สงขลา เขต 9

ท่ามกลางกระแสข่าวการย้ายพรรค “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” อดีต สส.สงขลา ออกมายืนยันหนักแน่นว่าจะยังคงอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์อย่างแน่นอน พร้อมเตรียมลงสมัคร สส.สงขลา เขต 9 เหมือนเดิม สร้างความชัดเจนให้กับผู้สนับสนุนและสมาชิกพรรค

“ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ยัน อยู่ประชาธิปัตย์ 1,000% จ่อลง สส.สงขลา เขต 9 เหมือนเดิม

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาปฏิเสธกระแสข่าวเรื่องการย้ายไปสังกัดพรรคกล้าธรรม และลงสมัคร สส.สงขลา เขตเลือกตั้งที่ 9 ในนามพรรคดังกล่าว โดยยืนยันหนักแน่นว่า

“ผมอยู่พรรคประชาธิปัตย์ 1,000% ถ้าผมไม่อยู่พรรคประชาธิปัตย์ก็จะเลิกเล่นการเมือง”

นายศักดิ์สิทธิ์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ภายในครอบครัวเองก็ไม่มีการพูดคุยเรื่องการเมืองแต่อย่างใด จะมีเพียงน้องชาย 2 คนเท่านั้นที่ย้ายไปอยู่กับพรรคกล้าธรรม ทำให้การยืนยันครั้งนี้เป็นการตอกย้ำจุดยืนทางการเมืองของ “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ได้เป็นอย่างดี

“ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ลง สส.สงขลา เขต 9 แน่นอน

จากการยืนยันดังกล่าว ทำให้ชัดเจนว่า “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” จะยังคงลงสมัครในนามพรรคประชาธิปัตย์ และยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับชาวสงขลา เขต 9 ที่เคยให้ความไว้วางใจมาโดยตลอด การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความภักดีต่อพรรคประชาธิปัตย์ และความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชนในพื้นที่ต่อไป

การตัดสินใจอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ 1,000% และลงสมัคร สส.สงขลา เขต 9 ของ “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สร้างความชัดเจนให้กับอนาคตทางการเมืองของตนเองเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อภาพรวมทางการเมืองในจังหวัดสงขลาอีกด้วย การที่ “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ยังคงยืนหยัดอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของพรรคในพื้นที่ภาคใต้ และยังเป็นการรักษาฐานเสียงเดิมของตนเองอีกด้วย

สำหรับผู้สนับสนุนและประชาชนในพื้นที่สงขลา เขต 9 การตัดสินใจครั้งนี้ของ “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ถือเป็นข่าวดี เพราะหมายถึงการที่พวกเขายังคงมีตัวแทนที่เข้าใจปัญหาและความต้องการของพวกเขาอย่างแท้จริง การที่ “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ลงสมัคร สส.สงขลา เขต 9 อีกครั้ง จึงเป็นโอกาสอันดีที่ประชาชนจะได้พิจารณาและตัดสินใจเลือกผู้แทนที่พวกเขาเชื่อมั่นว่าจะสามารถนำพาความเจริญและความผาสุกมาสู่ท้องถิ่นได้

สิ่งที่น่าสนใจต่อไปคือ การที่ “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” จะนำเสนอนโยบายและแนวทางการทำงานอย่างไรเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนในยุคปัจจุบัน การแข่งขันทางการเมืองในเขต 9 สงขลา ย่อมต้องมีความเข้มข้นอย่างแน่นอน และการที่ “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ยังคงอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การแข่งขันครั้งนี้มีความน่าติดตามมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การที่ “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ยืนยันว่าจะลง สส.สงขลา เขต 9 ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังนักการเมืองคนอื่นๆ ในพื้นที่ว่า การเมืองไม่ใช่แค่เรื่องของการย้ายพรรค แต่เป็นเรื่องของความเชื่อมั่น ความภักดี และความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ยัน อยู่ประชาธิปัตย์ 1,000% จ่อลง สส.สงขลา เขต 9 เหมือนเดิม

“ชญาภา” วอนหยุดโจมตีการเมืองด้วยเรื่องอดีต!

“ชญาภา” น้องสาว “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” วอนหยุดนำความสัมพันธ์ส่วนตัวในอดีตมาดิสเครดิตโจมตีการเมือง พ้อแค่ความคิดผิดในอดีตก็แย่พอแล้ว ยืนยัน ครอบครัวเป็นคนไทยที่รักชาติ ไม่เคยได้รับประโยชน์ใดๆ

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 นางสาวชญาภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว กรณีที่มีการนำความสัมพันธ์ส่วนตัวของตนเองซึ่งเป็นเรื่องในอดีต และได้สิ้นสุดลงโดยสมบูรณ์ไปนานกว่า 5 ปีแล้วเนื่องจากทัศนคติไม่ตรงกัน ไปเชื่อมโยงและใช้เป็นประเด็นโจมตีทางการเมืองเพื่อดิสเครดิตทำลายความน่าเชื่อถือทางการเมืองของนายยศชนัน ว่า เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างมาก ขอยืนยันด้วยเกียรติและศักดิ์ศรีของตนเองว่า ครอบครัวของตนเองไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ ทางการเมืองระหว่าง 2 ประเทศ และไม่เคยได้รับประโยชน์ใดๆ ไม่ว่าจะรูปแบบใดจากการแต่งงานในอดีต และยืนยันว่าครอบครัวเป็นคนไทยที่รักชาติ

นางสาวชญาภา เผยต่อไปว่า ตนเองไม่สามารถกลับไปแก้ไขอดีตได้ จึงอยากวอนขอความกรุณาให้งดเว้นการเผยแพร่หรือบิดเบือนข้อมูลใดๆ ที่ไม่เป็นความจริง และขอให้การแสดงความคิดเห็นทางการเมืองตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ความสุจริต และความเคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ “อย่าเอาความบอบช้ำของผู้หญิงคนหนึ่งในอดีตมาใช้โจมตีในทางการเมือง เพราะเพียงแค่ความรู้สึกเสียใจจากเหตุการณ์ดังกล่าวที่เคยคิดผิดในอดีตไปก็แย่พอแล้ว” และขอให้พี่น้องประชาชนคนไทย โปรดใช้วิจารณญาณในการรับฟังข่าว อย่าได้หลงเชื่อผู้ไม่หวังดี ที่ต้องการหาประโยชน์จากเรื่องดังกล่าว เพื่อโจมตีและดิสเครดิตทางการเมืองของนายยศชนัน

“ชญาภา” วอนหยุดนำความสัมพันธ์ในอดีตมาโจมตีทางการเมือง ยันรักชาติ

จากกรณีที่นางสาวชญาภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ออกมาขอร้องให้หยุดนำเรื่องราวความสัมพันธ์ในอดีตของเธอมาใช้ในการโจมตีทางการเมือง กำลังเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสังคมเป็นอย่างมาก หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมเรื่องส่วนตัวในอดีตจึงถูกนำมาโยงกับการเมืองได้ และเรื่องนี้มีความสำคัญอย่างไรต่อนายยศชนัน

การออกมาเรียกร้องของนางสาวชญาภา แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะปกป้องศักดิ์ศรีของตนเองและครอบครัว รวมถึงต้องการให้การแข่งขันทางการเมืองเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ โดยปราศจากการใช้ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง หรือการบิดเบือนข้อมูลเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของผู้อื่น

ประเด็นสำคัญที่นางสาวชญาภาย้ำคือ ครอบครัวของเธอเป็นคนไทยที่รักชาติ และไม่เคยได้รับผลประโยชน์ใดๆ จากความสัมพันธ์ในอดีต การออกมาพูดในครั้งนี้จึงเป็นการยืนยันความบริสุทธิ์ใจ และต้องการให้สังคมเข้าใจว่า เรื่องส่วนตัวของเธอไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

ทำความเข้าใจสถานการณ์ “ชญาภา” วอนหยุดนำความสัมพันธ์ในอดีตมาโจมตีทางการเมือง ยันรักชาติ

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของการใช้ข้อมูลส่วนตัว หรือเรื่องราวในอดีตมาเป็นเครื่องมือในการโจมตีทางการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะไม่เพียงแต่จะทำร้ายผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ยังเป็นการบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของการเมืองโดยรวมอีกด้วย

“ชญาภา” วอนหยุดนำความสัมพันธ์ในอดีตมาโจมตีทางการเมือง ยันรักชาติ กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่จุดประกายให้สังคมได้ทบทวนถึงจริยธรรมในการนำเสนอข่าวสาร และการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง การนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นธรรม เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและมีคุณภาพ

สำหรับการเลือกที่จะเชื่อข้อมูลข่าวสารนั้น ผู้บริโภคควรใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบ ตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูล และพิจารณาข้อมูลจากหลายแหล่งประกอบกัน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนที่สุด ก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อ หรือส่งต่อข้อมูลใดๆ

การที่นางสาวชญาภาออกมาเรียกร้องให้หยุดนำความสัมพันธ์ในอดีตมาโจมตีทางการเมืองนั้น สมควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบจากทุกฝ่าย และควรเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเน้นการแข่งขันบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและความสุจริต

สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเหตุการณ์นี้คือ การเมืองควรเป็นการแข่งขันด้วยนโยบายและความสามารถ ไม่ใช่การขุดคุ้ยเรื่องส่วนตัวมาทำลายกัน

ที่มา – “ชญาภา” น้องสาว “ยศชนัน” วอนหยุดนำความสัมพันธ์ในอดีตมาโจมตีทางการเมือง ยันรักชาติ

พลังประชารัฐ ดึงอดีต สส. ย้ายซบ “บิ๊กป้อม”

พลังประชารัฐ เปิดตัวอดีต สส.กาฬสินธุ์ งูเห่าภูมิใจไทย “ประภา เฮงไพบูลย์” ย้ายยกครอบครัวซบ ด้าน “ธีระชัย” พร้อม “พล.อ.ธรรมรักษ์” ต้อนรับ ให้ความมั่นใจประชาชน พรรคทำเพื่อพี่น้องอย่างแท้จริง

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 18 ธันวาคม 2568 พลเอกธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ และนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคพลังประชารัฐ ณ ที่ทำการพรรคพลังประชารัฐ ย่านบางโพ ประกอบด้วย นางสาวประภา เฮงไพบูลย์ อดีต สส.กาฬสินธุ์ เขต 4 พรรคภูมิใจไทย เจ้าของฉายาล้มช้าง ซึ่งล้มแชมป์เก่า 5 สมัย ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ย้ายมาซบพรรคพลังประชารัฐ พร้อมด้วย นายศุภสิทธิ์ เฮงไพบูลย์, นายปภัทร เฮงไพบูลย์ และยังมี นายผดุง หน่องพงษ์ อดีตบรรณาธิการข่าว เสนอตัวลงเขตเลือกตั้งที่ 5 จ.ปทุมธานี

การเปิดตัวอดีต สส. ครั้งนี้ ถือเป็นการเสริมทัพให้กับพรรคพลังประชารัฐ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง ซึ่งนางสาวประภา เฮงไพบูลย์ ถือเป็นบุคคลที่มีความสามารถและประสบการณ์ทางการเมือง การย้ายมาของนางสาวประภาและทีมงาน จึงเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความพร้อมของพรรคพลังประชารัฐ ในการที่จะเป็นผู้นำในการพัฒนาประเทศต่อไป

นายธีระชัย กล่าวว่า วันนี้เป็นวันสำคัญของพรรคพลังประชารัฐ ได้คนมาร่วมพัฒนาการเมืองของประเทศไทยร่วมกับพรรค มีประสบการณ์ และศักยภาพสูง โดยแนวทางการจัดทำนโยบายของพรรคพลังประชารัฐ และให้ความมั่นใจกับประชาชนได้รับทราบว่า นโยบายที่พรรคจะนำเสนอจะตอบโจทย์ สำหรับประเทศไทยในอนาคต โดยในระยะสั้นคือ การแก้ปัญหาปะทะแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และเรื่องเศรษฐกิจที่จะเข้าสู่สภาวะยากลำบากมากขึ้น และในระยะยาวจะทำให้การเปลี่ยนแปลง และการพัฒนาประเทศไปสู่โครงสร้างที่ยั่งยืน

“ขอทำหน้าที่แทนหัวหน้าพรรค ต้อนรับผู้สมัครทั้งหมดจากจังหวัดกาฬสินธุ์ที่มีคุณภาพ และให้ความมั่นใจกับประชาชนว่าการทำงานของพรรคพลังประชารัฐจากนี้จะเป็นทำเพื่อพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง”

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นางสาวประภา เป็น 1 ใน 3 สส.พรรคภูมิใจไทย ที่เคยโหวตสวนมติพรรค ไปโหวตสนับสนุนพรรคเพื่อไทยให้ถอนร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. …. หรือ เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ (Entertainment Complex) ออกจากการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร.

พลังประชารัฐ ดึงอดีต สส. ย้ายซบ “บิ๊กป้อม”

การตัดสินใจย้ายพรรคของอดีต สส. ครั้งนี้ สร้างความฮือฮาในวงการเมืองเป็นอย่างมาก หลายฝ่ายจับตามองถึงเหตุผลและความเป็นไปได้ทางการเมืองที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจดังกล่าว การย้ายมาของนางสาวประภา เฮงไพบูลย์ จะส่งผลกระทบต่อพรรคภูมิใจไทยอย่างไร และจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับพรรคพลังประชารัฐได้มากน้อยแค่ไหน ต้องติดตามดูกันต่อไป

ทำไมอดีต สส. ถึงย้ายซบ พลังประชารัฐ?

คำถามที่หลายคนอยากรู้คือ อะไรคือเหตุผลที่ทำให้นางสาวประภา เฮงไพบูลย์ ตัดสินใจย้ายจากพรรคภูมิใจไทยมาอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ มีกระแสข่าวลือมากมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ บ้างก็ว่ามีการเจรจาผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัว บ้างก็ว่ามีการเปลี่ยนแปลงภายในพรรคภูมิใจไทยที่ทำให้นางสาวประภารู้สึกไม่สบายใจ แต่ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จริงจะเป็นอะไร การย้ายพรรคครั้งนี้ย่อมมีผลต่ออนาคตทางการเมืองของนางสาวประภาอย่างแน่นอน

พรรคพลังประชารัฐเองก็ต้องการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับพรรค การได้อดีต สส. ที่มีประสบการณ์และฐานเสียงมาเข้าร่วม จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อพรรคอย่างมาก การเปิดตัวนางสาวประภาและทีมงาน จึงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าพรรคพลังประชารัฐพร้อมที่จะแข่งขันในการเลือกตั้งครั้งหน้า

การเมืองไทยยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การย้ายพรรค การรวมกลุ่ม การแย่งชิงอำนาจ ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นให้เห็นอยู่เป็นประจำ การติดตามข่าวสารทางการเมืองอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราเข้าใจถึงความเป็นไปของประเทศ และสามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนของเราได้อย่างถูกต้อง

การย้ายพรรคของนักการเมืองเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย แต่สิ่งสำคัญคือประชาชนต้องพิจารณาถึงเหตุผลและผลกระทบของการย้ายพรรคแต่ละครั้ง เพื่อให้การตัดสินใจทางการเมืองของเราเป็นไปอย่างมีวิจารณญาณและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ

พรรคการเมืองเป็นเพียงเครื่องมือในการขับเคลื่อนนโยบาย สิ่งสำคัญที่สุดคือประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมือง และเลือกผู้แทนที่สามารถเป็นปากเป็นเสียงให้กับเราได้อย่างแท้จริง หากเราทุกคนตระหนักถึงหน้าที่และสิทธิของตนเอง ประเทศไทยของเราก็จะสามารถพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน มาร่วมกันสร้างสังคมการเมืองที่โปร่งใสและเป็นธรรม เพื่ออนาคตที่ดีของประเทศไทย

ที่มา – พลังประชารัฐ เปิดตัวอดีต สส.งูเห่าภูมิใจไทย ย้ายยกครอบครัวซบ “บิ๊กป้อม”

ครม.เคาะ! ถามประชามติ “เห็นชอบรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่”

นายกฯ เผย ครม.นัดพิเศษ เคาะส่งคำถามประชามติของ ครม. “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ส่ง กกต. หวังทำได้พร้อมวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69 ไม่อยากให้เสียบประมาณ 4,000 ล้านโดยใช่เหตุ

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 18 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อพิจารณาคำถามประชามติที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตีกลับให้ ครม. เลือกเพียงคำถามเดียว จากนั้นเวลา 11.42 น. นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ประชุม ครม. เห็นชอบให้เสนอคำถามประชามติของคณะรัฐมนตรี โดยจะส่งกลับไปยัง กกต. เพื่อให้เป็นไปตามขั้นตอนอย่างถูกต้องไม่ให้มีการถูกตีความในภายหลัง

ส่วนที่ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี บอกว่าหากที่ประชุมรัฐสภาเลือกคำถามของพรรคภูมิใจไทยก็จบตั้งแต่แรกนั้น นายอนุทิน ระบุว่า คำถามก็คล้ายๆ กันเพียงแต่ทำอย่างไรให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ หากไม่ถูกต้องจะต้องมาตีความ เมื่อประชาชนลงมติไปแล้วเดี๋ยวจะต้องมาลงประชามติใหม่ มันก็ไม่ใช่ที่ เรามีเวลาเพียงพอที่จะดำเนินการให้ถูกต้อง มีการรับรองของทุกฝ่าย

ผู้สื่อข่าวถามต่อ กรณีคำถามประชามติให้ยกเลิก MOU 2543 และ 2544 พรรคภูมิใจไทยจะนำมาเป็นนโยบายหาเสียงหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ก็เป็นไปได้ ทางพรรคมีความชัดเจนในเรื่องนี้ เมื่อถามอีกว่าการทำประชามตินี้จะพร้อมกับวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ใช่หรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า ตรงนี้อยู่ที่ กกต. แต่ถ้าในส่วนของ ครม. ก็อยากให้ทำในวันเดียวกัน เพราะมีเหตุผลเรื่องความสะดวกและการใช้งบประมาณ หากระยะเวลาห่างกันแค่สัปดาห์เดียวจากที่ตนฟังมาใช้งบประมาณ 4,000 ล้านบาท ก็เป็นการเสียบประมาณโดยใช่เหตุ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคำถามของคณะรัฐมนตรี คือ “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ส่วนคำถามของรัฐสภาที่ส่งมายัง ครม. คือ “ท่านเห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่”

ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ได้ข้อสรุปที่สำคัญเกี่ยวกับการทำประชามติเพื่อถามความเห็นของประชาชนเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดย ครม. ได้เคาะคำถามที่จะใช้ในการทำประชามติ และส่งต่อไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป คำถามประชามติที่ ครม. เห็นชอบคือ “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”

ประเด็นสำคัญของการทำประชามติครั้งนี้คือ การเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศ การที่ ครม. เร่งดำเนินการในเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

ทำไมต้องถามว่า ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่?

การถามความเห็นของประชาชนว่า ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เป็นขั้นตอนที่สำคัญในการสร้างความชอบธรรมให้กับกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากประชาชนส่วนใหญ่เห็นชอบ ก็จะเป็นการยืนยันว่ามีความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และเปิดทางให้มีการดำเนินการเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป

นอกจากนี้ การทำประชามติยังเป็นการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง หากไม่มีการถามความเห็นของประชาชนก่อน อาจมีข้อโต้แย้งว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ได้มาจากความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง การทำประชามติจึงเป็นการสร้างความมั่นใจว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นที่ยอมรับและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่

การที่นายกรัฐมนตรีแสดงความเห็นว่าต้องการให้การทำประชามติเกิดขึ้นพร้อมกับการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ก็เป็นเพราะต้องการประหยัดงบประมาณและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน การทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้ง และทำให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิในการออกเสียงประชามติได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม การทำประชามติยังคงต้องเป็นไปตามขั้นตอนและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กกต. จะต้องตรวจสอบคำถามประชามติให้ถูกต้อง และดำเนินการจัดการเลือกตั้งอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ผลการทำประชามติสะท้อนความเห็นของประชาชนอย่างแท้จริง

สรุปแล้ว การที่ ครม. เคาะคำถามประชามติ “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การทำประชามติจะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และสร้างความชอบธรรมให้กับกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากประชาชนส่วนใหญ่เห็นชอบ ก็จะเป็นการเปิดทางให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป

การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจครั้งนี้ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประชาธิปไตยที่ยั่งยืน มาร่วมกันแสดงพลังและกำหนดอนาคตของประเทศด้วยเสียงของเรา

ที่มา – เคาะคำถามประชามติของ ครม. “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ส่ง กกต.

อิ๊งค์เยี่ยมทักษิณ ฝากให้กำลังใจ ยศชนัน แคนดิเดตนายกฯ

“อิ๊งค์ แพทองธาร” พร้อมสามี เข้าเยี่ยม “ทักษิณ ชินวัตร” เผยข้อความฝากให้กำลังใจ “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย บอก เข้าสู่วงการการเมืองตอนอายุเท่าๆ กัน

เมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ 18 ธันวาคม 2568 ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และอดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามี เดินทางมาเข้าเยี่ยม นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ซึ่งในครั้งนี้จะเป็นการเยี่ยมครั้งที่ 26 หลังคุมขังครบ 3 เดือน เมื่อวันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา

ต่อมาเวลา 10.30 น. น.ส.แพทองธาร และนายปิฎก ออกมาจากเรือนจำภายหลังการเยี่ยมนายทักษิณ โดยผู้สื่อข่าวสอบถามว่านายทักษิณได้มีการคุยกับคุณพ่อเรื่องการเปิดตัว ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ หรือ ดร.เชน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ น.ส.แพทองธาร ตอบว่า ได้มีการพูดคุยกัน ซึ่งคุณพ่อบอกว่าตัวแคนดิเดตเริ่มเข้าวงการการเมืองตอนอายุ 46 ปี ซึ่งเป็นช่วงอายุเท่าๆ กัน และคุณพ่อก็ได้ฝากให้กำลังใจแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยด้วย จากนั้น น.ส.แพทองธาร และนายปิฎก ได้ทักทายประชาชนที่เดินทางให้กำลังใจ ก่อนขึ้นรถเดินทางกลับ.

อิ๊งค์เยี่ยมทักษิณ เผยฝากให้กำลังใจ ยศชนัน แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองยังคงเป็นที่จับตามองอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด “อิ๊งค์ แพทองธาร” ได้เดินทางไปเยี่ยม “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี และได้มีการพูดคุยถึงเรื่องการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้กำลังใจแก่ “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” ซึ่งเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย

การที่อิ๊งค์เดินทางไปเยี่ยมทักษิณในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความใกล้ชิดและความสัมพันธ์อันดีระหว่างคนในครอบครัวชินวัตร แม้ว่าทักษิณจะอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่ก็ยังคงได้รับการสนับสนุนและกำลังใจจากคนในครอบครัวอย่างเต็มที่

ทักษิณฝากให้กำลังใจ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

สิ่งที่น่าสนใจคือ ทักษิณได้ฝากข้อความให้กำลังใจแก่ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย โดยทักษิณได้กล่าวว่า ยศชนันเริ่มเข้าสู่วงการการเมืองในวัยเดียวกับตนเอง ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าทักษิณมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของยศชนัน

การที่ทักษิณออกมาให้กำลังใจ ยศชนัน อย่างชัดเจนเช่นนี้ อาจเป็นการส่งสัญญาณไปยังสมาชิกพรรคเพื่อไทยและประชาชนทั่วไปว่า พรรคเพื่อไทยยังคงให้การสนับสนุน ยศชนัน อย่างเต็มที่ และพร้อมที่จะผลักดันให้ยศชนันก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การที่ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ได้รับการสนับสนุนจากทักษิณ ชินวัตร ก็อาจเป็นดาบสองคมได้เช่นกัน เพราะอาจทำให้ถูกโจมตีจากฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองได้ง่ายขึ้น

อิ๊งค์เยี่ยมทักษิณ ครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่น่าจับตามองในแวดวงการเมืองไทย เพราะอาจส่งผลต่อทิศทางทางการเมืองในอนาคตได้

ความเคลื่อนไหวของบุคคลสำคัญทางการเมืองย่อมมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงเสมอ การที่อิ๊งค์เข้าเยี่ยมทักษิณและนำข้อความให้กำลังใจ ยศชนัน แคนดิเดตนายกฯ ออกมาเปิดเผย ยิ่งตอกย้ำถึงความสำคัญของการจับตาดูสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด

อนาคตทางการเมืองของ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ จะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องติดตามดูกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “อิ๊งค์” เยี่ยม “ทักษิณ” เผยฝากให้กำลังใจ “ยศชนัน” แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย

กล้าธรรมเปิดตัว! ว่าที่ผู้สมัคร สส.จชต. “ชนนพัฒน์”

พรรคกล้าธรรม (กธ.) เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) อย่างคึกคัก โดยมีชื่อของ “ชนนพัฒน์” เป็นไฮไลท์ พร้อมด้วยภรรยาที่มาร่วมให้กำลังใจ เตรียมเปิดตัวผู้สมัครครบทั้งประเทศ 25 ธันวาคมนี้

กล้าธรรมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.จชต. “ชนนพัฒน์”

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม พร้อมด้วย นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ร่วมกันเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของพรรคในหลายจังหวัดทั่วประเทศ บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและการสนับสนุน

การเปิดตัวครั้งนี้ครอบคลุมพื้นที่สำคัญในจังหวัดชายแดนภาคใต้และจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ โดยมีรายชื่อที่น่าสนใจดังนี้:

  • จังหวัดนราธิวาส: นายลุตฟี หะยีอีแต, นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ, นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ และนายกอเซ็ง แซมะซู
  • จังหวัดปัตตานี: แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา, นายอับดุลบาซิม อาบู, นายมะรูดิง ยาโงะ, นายยูนัยดี วาบา และนายสนิท นาแว
  • จังหวัดยะลา: นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ, นายอับดุลฮาฟิซ หิเล และนายมูฮำหมัดสุกรี บุงา
  • จังหวัดสุรินทร์: นางฟาริดา สุไลมาน
  • จังหวัดพิษณุโลก: นายอาริฟ กุนนาบี
  • จังหวัดกระบี่: นายศรัญญู รักมิตร
  • จังหวัดภูเก็ต: นายทิวัตถ์ สีดอกบวบ และ น.ส.อรทัย เกิดทรัพย์
  • จังหวัดสงขลา: นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว, นายวงศ์วชร ขาวทอง, นายบารมี ขาวทอง และ น.ส.กฤตพร คงเคว็จ ภรรยาของนายชนนพัฒฐ์

ความพร้อมของพรรคกล้าธรรมและ “ชนนพัฒน์” ผู้สมัคร สส.จชต.

ร.อ.ธรรมนัส ย้ำถึงความพร้อมของพรรคกล้าธรรมในการสู้ศึกเลือกตั้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเน้นย้ำถึงการทำงานร่วมกันแบบพี่น้อง ไม่มีการแบ่งชนชั้น พร้อมชูว่าที่ผู้สมัคร สส. ที่มีความเข้าใจพื้นที่อย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังได้ประกาศกำหนดการเปิดตัวผู้สมัคร สส. แบบแบ่งเขตครบทั้งประเทศ 400 คน และผู้สมัครบัญชีรายชื่ออีก 100 คน ในวันที่ 25 ธันวาคม ณ ศูนย์ประชุมไบเทค บางนา

นายนัจมุดดิน กล่าวถึงสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยังขาดตัวแทนที่แท้จริงของคนในพื้นที่ พร้อมขอบคุณ ร.อ.ธรรมนัส ที่ให้เกียรติชาวไทยมุสลิม และแสดงความเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นโอกาสสำคัญในการพิสูจน์ว่าพรรคกล้าธรรมให้ความสำคัญกับประชาชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

แพทย์หญิงเพชรดาว กล่าวถึงปัญหาที่สะสมมายาวนานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และคาดหวังว่าพรรคกล้าธรรมจะมีนโยบายที่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนที่เชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของประชาชน

การเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.จชต. “ชนนพัฒน์” และผู้สมัครคนอื่นๆ ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคกล้าธรรมในการเข้ามาแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับพรรคในระดับประเทศ การมีส่วนร่วมของบุคคลที่มีความรู้ความสามารถและความเข้าใจในพื้นที่ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันนโยบายและการพัฒนาที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

การตัดสินใจส่ง“ชนนพัฒน์” ลงสมัคร สส.จชต. นั้นน่าสนใจ และภรรยาของเขาก็มีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน นี่อาจเป็นสัญญาณที่ดีถึงความตั้งใจจริงในการทำงานเพื่อพื้นที่

การเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.จชต. “ชนนพัฒน์” ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของพรรคกล้าธรรม ในการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง

ที่มา – กธ. เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.จชต. “ชนนพัฒน์” พาภรรยามาด้วย จ่อเปิดครบหมด 25 ธ.ค.

Scroll to top