ข่าวการเมือง

เดินหน้า New Route-New Airline ลดค่าธรรมเนียมสนามบิน 50%

ข่าวดีสำหรับนักเดินทางและสายการบิน เมื่อรัฐบาลประกาศเดินหน้า เดินหน้า “New Route-New Airline” ลดค่าธรรมเนียมสนามบิน 50% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในระดับภูมิภาคอย่างเต็มรูปแบบ มาตรการนี้ไม่ได้เพียงแค่ช่วยลดภาระต้นทุนให้แก่สายการบินเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้สัมผัสกับการเดินทางที่สะดวกสบายและหลากหลายมากขึ้น

เหตุผลที่รัฐบาลต้องเดินหน้า “New Route-New Airline” ลดค่าธรรมเนียมสนามบิน 50%

การผลักดันนโยบาย “Airport for Regional Development” โดยกระทรวงคมนาคมและกรมท่าอากาศยาน มีเป้าหมายชัดเจนในการเปลี่ยนสนามบินให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยมาตรการนี้จะมอบส่วนลดค่าบริการขึ้นลงและค่าเก็บอากาศยานถึง 50% เป็นระยะเวลา 1 ปีสำหรับเส้นทางบินใหม่ และ 6 เดือนสำหรับสายการบินใหม่ เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการกล้าขยายเครือข่ายการบิน

สิทธิประโยชน์จากการเดินหน้า “New Route-New Airline” ลดค่าธรรมเนียมสนามบิน 50%

มาตรการนี้แบ่งการสนับสนุนออกเป็น 2 รูปแบบหลัก เพื่อให้ครอบคลุมและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ดังนี้:

  • New Route (เส้นทางใหม่): สำหรับเส้นทางที่ไม่เคยให้บริการหรือหยุดบินไปนานกว่า 1 ปี จะได้รับส่วนลด 50% เป็นเวลา 1 ปีเต็ม
  • New Airline (สายการบินใหม่): สำหรับสายการบินที่เริ่มเปิดให้บริการในท่าอากาศยานนั้นๆ จะได้รับส่วนลด 50% นาน 6 เดือน

ด้วยมาตรการนี้ เราจะเริ่มเห็นการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นในตลาดการบินภายในประเทศ ซึ่งส่งผลดีต่อผู้บริโภคโดยตรง ทั้งในเรื่องของราคาตั๋วเครื่องบินที่อาจถูกลงและทางเลือกของเวลาบินที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันได้ดียิ่งขึ้น จากความสำเร็จในปีที่ผ่านมาที่มีการขอใช้สิทธิหลายเส้นทาง เช่น อุดรธานี-อู่ตะเภา หรือ นครศรีธรรมราช-กรุงเทพฯ สะท้อนให้เห็นว่านโยบายนี้เป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพของเมืองรองทั่วไทย

ในมุมมองของผู้เขียน การที่รัฐบาลหันมาให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนสนามบินถือเป็นยุทธศาสตร์ที่เฉียบคม เพราะเมื่อสนามบินคึกคัก เศรษฐกิจในพื้นที่ก็จะเติบโตตาม ทั้งร้านค้า ร้านอาหาร โรงแรม และภาคการท่องเที่ยวจะได้รับอานิสงส์จากการที่มีคนเดินทางเข้าถึงพื้นที่ได้ง่ายขึ้น สำหรับใครที่วางแผนเที่ยวหรือเดินทางบ่อยๆ เตรียมตัวพบกับตารางบินที่แน่นขึ้นและตัวเลือกที่หลากหลายกว่าเดิมได้เลยครับ

ที่มา – เดินหน้า “New Route-New Airline” ลดค่าธรรมเนียมสนามบิน 50% เพิ่มทางเลือกคนเดินทาง

สอบท้องถิ่น 68 ขอตรวจคะแนนได้ 13–31 ส.ค.นี้ ย้ำความโปร่งใส

สอบท้องถิ่น 68 ขอตรวจคะแนนได้ 13–31 ส.ค.นี้ ย้ำความโปร่งใส

ข่าวดีสำหรับผู้ที่กำลังรอคอยความชัดเจนจากการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ล่าสุด นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.4) ได้ออกมาประกาศข่าวสำคัญว่า กระทรวงมหาดไทยเปิดให้ผู้สอบท้องถิ่น 68 ขอตรวจคะแนนได้ 13–31 ส.ค.นี้ เพื่อคืนความมั่นใจให้กับผู้เข้าสอบทุกคน หลังจากที่มีการปรับปรุงบัญชีรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ใหม่เพื่อให้เกิดความยุติธรรมสูงสุด

การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำว่าทางภาครัฐให้ความสำคัญกับความโปร่งใสในทุกขั้นตอน โดยทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้จัดตั้งศูนย์รับคำร้องขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อให้ผู้เข้าสอบที่ไม่พบรายชื่อของตนเองในบัญชีใหม่ สามารถเข้ามาตรวจสอบคะแนนดิบหรือผลคะแนนของตนเองได้ด้วยความสบายใจ

ช่องทางและขั้นตอนสำหรับผู้สอบท้องถิ่น 68 ขอตรวจคะแนนได้ 13–31 ส.ค.นี้

สำหรับใครที่ต้องการใช้สิทธิ์ตรวจสอบคะแนนของตนเอง สามารถดำเนินการได้ง่ายๆ ผ่าน 2 ช่องทางหลัก ดังนี้:

  • ส่วนกลาง: ยื่นคำร้องได้ที่อาคารสุวัทนา ชั้น 1 กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
  • ส่วนภูมิภาค: ติดต่อได้ที่สำนักงานท้องถิ่นจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางสำหรับผู้ที่อยู่ต่างจังหวัดได้อย่างมาก

โดยท่านสามารถยื่นคำร้องได้ตั้งแต่วันที่ 13 ถึง 31 สิงหาคม 2569 ในวันและเวลาราชการ (08.30–16.30 น.) ทั้งนี้ การที่ภาครัฐเปิดให้ผู้สอบท้องถิ่น 68 ขอตรวจคะแนนได้ 13–31 ส.ค.นี้ เป็นการแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนว่า ระบบการสอบต้องตรวจสอบได้และปราศจากข้อกังขา เพื่อให้ได้บุคลากรที่มีคุณภาพและมีความพร้อมในการทำงานเพื่อท้องถิ่นอย่างแท้จริง

นายวรศิษฎ์ยังได้เน้นย้ำว่า ทุกคำร้องจะได้รับการดูแลโดยคณะกรรมการเฉพาะกิจที่แต่งตั้งขึ้น เพื่อให้การรวบรวมข้อมูลและการชี้แจงคะแนนเป็นไปอย่างมีมาตรฐานและเป็นระบบที่สุด ดังนั้น หากใครที่มีข้อสงสัยหรือมีความกังวลใจ แนะนำให้ใช้สิทธิ์ในการตรวจสอบตามระยะเวลาที่กำหนด เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเองให้ถึงที่สุดครับ

ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่หน่วยงานราชการยุคใหม่หันมาให้ความสำคัญกับการตรวจสอบที่เข้าถึงง่ายและเป็นมิตรกับประชาชน หากเพื่อนๆ ท่านใดที่มีรายชื่อได้รับผลกระทบ อย่าลืมไปใช้สิทธิ์ตรวจสอบข้อมูลกันนะครับ ความโปร่งใสคือรากฐานสำคัญที่จะทำให้ระบบราชการไทยเดินหน้าต่อไปได้อย่างแข็งแกร่งและเป็นที่ยอมรับจากสังคม

ที่มา – มท.4 เปิดให้ผู้สอบท้องถิ่น 68 ขอตรวจคะแนนได้ 13–31 ส.ค.นี้ ย้ำทุกขั้นตอนต้องโปร่งใส

เจเศรษฐ์ ประชุมติดตาม 4 จังหวัดลุ่มน้ำ วางแผนรับมือน้ำท่วม-น้ำแล้ง

สถานการณ์สภาพอากาศที่แปรปรวนในปัจจุบัน กลายเป็นความท้าทายสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันแก้ไข ล่าสุด นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงพื้นที่จังหวัดชัยนาทเพื่อเป็นประธานในการประชุมติดตามสถานการณ์และวางแผนเตรียมความพร้อมใน 4 จังหวัดลุ่มน้ำ ได้แก่ ชัยนาท ลพบุรี สิงห์บุรี และอุทัยธานี เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเราจะมีมาตรการรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เจเศรษฐ์ ประชุมติดตาม 4 จังหวัดลุ่มน้ำ วางแผนรับมือน้ำท่วม-น้ำแล้ง

การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การสร้างเครือข่ายความร่วมมือข้ามพื้นที่ โดยนายเจเศรษฐ์ได้ย้ำชัดเจนว่า เจเศรษฐ์ ประชุมติดตาม 4 จังหวัดลุ่มน้ำ วางแผนรับมือน้ำท่วม-น้ำแล้ง ไม่ใช่เพียงแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือการเตรียมความพร้อมให้เหนือกว่าสถานการณ์จริง ไม่ว่าจะเป็นการจัดเตรียมกำลังคน เครื่องจักรกล และแผนสนับสนุนเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

การบริหารจัดการน้ำและการสื่อสารสู่ประชาชน

นอกจากเรื่องของเครื่องจักรแล้ว นายเจเศรษฐ์ยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการบริหารจัดการน้ำต้นทุนและการประปา เพื่อให้มั่นใจว่าพี่น้องประชาชนจะมีน้ำใช้เพียงพอท่ามกลางความไม่แน่นอนของสภาพอากาศ พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงกลยุทธ์สำคัญ ดังนี้:

  • การบูรณาการข้อมูลสภาพอากาศแบบ Real-time
  • การเตรียมพร้อมเครื่องจักรกลสาธารณภัยให้พร้อมใช้งานได้ทันที
  • การสื่อสารแจ้งเตือนภัยแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวอย่างรวดเร็วและถูกต้อง

การดำเนินงานของกระทรวงมหาดไทยภายใต้การนำของนายเจเศรษฐ์สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดที่ว่า “เรื่องภัยพิบัติ เราต้องคิดให้ไกลกว่าพื้นที่ของตัวเอง” เพราะความช่วยเหลือต้องไร้รอยต่อระหว่างจังหวัด หากพื้นที่ใดได้รับความเดือดร้อน ระบบสนับสนุนต้องเข้าถึงอย่างรวดเร็วที่สุด

ในฐานะประชาชน เราควรติดตามข้อมูลข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถวางแผนการเดินทางและเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์น้ำได้อย่างถูกต้อง การมีส่วนร่วมและการรับรู้ข้อมูลที่แม่นยำถือเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในช่วงฤดูกาลที่คาดเดาได้ยากนี้

ที่มา – “เจเศรษฐ์” ประชุมติดตาม 4 จังหวัดลุ่มน้ำ วางแผนรับมือน้ำท่วม-น้ำแล้ง

อดีตนายกฯ อิ๊งค์ โพสต์รูปลูกสาวลูกชายหอมแก้ม บอกการเป็นแม่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุด

อดีตนายกฯ อิ๊งค์ โพสต์รูปลูกสาวลูกชายหอมแก้ม บอกการเป็นแม่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุด

เรียกได้ว่าเป็นภาพที่ทำเอาแฟนคลับและชาวเน็ตต่างอมยิ้มไปตามๆ กัน สำหรับโมเมนต์สุดอบอุ่นในวันแม่แห่งชาติที่ผ่านมา เมื่อ อดีตนายกฯ อิ๊งค์ โพสต์รูปลูกสาวลูกชายหอมแก้ม บอกการเป็นแม่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุด ผ่านทางอินสตาแกรมส่วนตัว สร้างความประทับใจให้กับผู้ที่ติดตามเป็นอย่างมาก

ในวันที่ 12 สิงหาคม 2569 ถือเป็นวันพิเศษที่ใครหลายคนต่างแสดงความรักต่อคุณแม่ และสำหรับคุณแม่คนเก่งอย่าง แพทองธาร ชินวัตร ก็ไม่พลาดที่จะแบ่งปันความน่ารักของลูกๆ ทั้งสองคน ได้แก่ น้องธิธาร สุขสวัสดิ์ บุตรสาวคนโต และน้องธาษิณ สุขสวัสดิ์ บุตรชายคนเล็ก ที่พร้อมใจกันมาหอมแก้มคุณแม่และมอบของขวัญชิ้นพิเศษให้ในวันแม่ปีนี้

ความประทับใจเมื่อ อดีตนายกฯ อิ๊งค์ โพสต์รูปลูกสาวลูกชายหอมแก้ม บอกการเป็นแม่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุด

บรรยากาศภายในภาพเต็มไปด้วยความสุขตามประสาครอบครัว โดยมีคุณปอ ปิฎก สุขสวัสดิ์ คุณพ่อร่วมเฟรมถ่ายภาพด้วยกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ซึ่งคุณอิ๊งค์ได้ระบุข้อความภาษาอังกฤษสุดซึ้งว่า “Happy Mother’s Day being your mom is the best part of me love you so much” แปลเป็นไทยได้ว่า สุขสันต์วันแม่แห่งชาติ การเป็นแม่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดของฉัน รักพวกคุณมาก ซึ่งนับเป็นข้อความที่สะท้อนถึงความรักและความทุ่มเทของคนเป็นแม่ที่มีต่อลูกได้อย่างลึกซึ้ง

นอกจากภาพความน่ารักแล้ว แฟนคลับยังได้เห็นถึงบทบาทในมุมมองชีวิตส่วนตัวของ แพทองธาร ชินวัตร ที่แม้จะมีภารกิจการงานมากมาย แต่ก็ยังคงให้ความสำคัญกับครอบครัวเป็นอันดับหนึ่งเสมอ โดยมีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับความอบอุ่นในครอบครัวนี้ ดังนี้:

  • การให้เวลากับลูก: แม้จะอยู่ในบทบาทนักการเมืองหรืออดีตผู้นำ แต่การจัดสรรเวลาเพื่อลูกๆ คือสิ่งที่เธอให้ความสำคัญที่สุด
  • ความสัมพันธ์ในครอบครัว: ภาพครอบครัวที่ดูเป็นธรรมชาติสะท้อนถึงการอบรมเลี้ยงดูที่อบอุ่นและเป็นกันเอง
  • พลังจากคนรอบข้าง: การมีคุณพ่อที่คอยซัพพอร์ตในทุกบทบาท ทำให้การเป็นคุณแม่ทำงานเก่งกลายเป็นเรื่องที่มีความสุขในทุกๆ วัน

อย่างไรก็ตาม การที่ อดีตนายกฯ อิ๊งค์ โพสต์รูปลูกสาวลูกชายหอมแก้ม บอกการเป็นแม่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุด ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่แสดงถึงความรักในครอบครัว แต่ยังเป็นการส่งต่อพลังบวกให้กับคุณแม่ทุกท่านทั่วประเทศให้ภูมิใจในหน้าที่และบทบาทที่สวยงามนี้ ไม่ว่าชีวิตจะยุ่งยากแค่ไหน แต่การเห็นลูกๆ เติบโตและแสดงความรักกลับมาคือรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชีวิตคนเป็นแม่จริงๆ ครับ

ที่มา – “อดีตนายกฯ อิ๊งค์” โพสต์รูปลูกสาวลูกชายหอมแก้ม บอกการเป็นแม่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุด

“อาสพลธ์” จี้ สถ. ส่งชื่อ 5,925 รายโยงทุจริตสอบท้องถิ่นให้ 5 หน่วยงานเช็กเส้นเงิน

“อาสพลธ์” จี้ สถ. ส่งชื่อ 5,925 รายโยงทุจริตสอบท้องถิ่นให้ 5 หน่วยงานเช็กเส้นเงิน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีการทุจริตสอบท้องถิ่นที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้เข้าสอบจำนวนมาก ล่าสุด นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญโดยการจี้ให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เร่งดำเนินการส่งรายชื่อผู้เกี่ยวข้องกว่า 5,925 ราย เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างละเอียด

เปิดกลยุทธ์ “อาสพลธ์” จี้ สถ. ส่งชื่อ 5,925 รายโยงทุจริตสอบท้องถิ่นให้ 5 หน่วยงานเช็กเส้นเงิน

การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการกู้คืนความยุติธรรมให้กับผู้เข้าสอบที่ใช้ความรู้ความสามารถอย่างสุจริต โดยนายอาสพลธ์ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการส่งรายชื่อดังกล่าวให้กับ 5 หน่วยงานหลัก ได้แก่ ป.ป.ช., ปปง., DSI, ป.ป.ท. และ CIB เพื่อขยายผลไปถึงตัวการใหญ่และผู้ได้รับผลประโยชน์จากขบวนการโกงสอบ โดยมีขั้นตอนการทำงานที่ชัดเจนดังนี้:

  • การประสานความร่วมมือ: ใช้กลไก MOU ระหว่าง 5 หน่วยงานเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึก
  • การตรวจสอบเส้นทางการเงิน: ปปง. จะเข้ามามีบทบาทหลักในการแกะรอยเส้นทางการเงินที่ผิดปกติของกลุ่มรายชื่อที่ถูกส่งมา
  • การดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด: ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องถูกถอนชื่อและดำเนินคดีตามกฎหมายโดยไม่มีข้อยกเว้น

นายอาสพลธ์ยังได้กล่าวถึงความมุ่งมั่นว่า คดีนี้จะต้องมีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมภายใน 30 วัน ตามกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด เพื่อเป็นการเยียวยาจิตใจของผู้ที่ตั้งใจสอบและต้องเสียโอกาสไปจากขบวนการทุจริตนี้ การตรวจสอบครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการลงโทษผู้กระทำความผิด แต่ยังเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับระบบการสอบคัดเลือกเข้ารับราชการไทยให้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้น “อาสพลธ์” จี้ สถ. ส่งชื่อ 5,925 รายโยงทุจริตสอบท้องถิ่นให้ 5 หน่วยงานเช็กเส้นเงิน ในครั้งนี้ จึงถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ประชาชนเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมของไทยอีกครั้ง

ในฐานะประชาชน เราควรเฝ้าติดตามผลการดำเนินงานของทั้ง 5 หน่วยงานอย่างใกล้ชิด เพราะความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญของงานภาครัฐ หากปล่อยให้มีการโกงเกิดขึ้นโดยไม่จัดการให้ถึงที่สุด อนาคตของระบบราชการไทยอาจสั่นคลอนได้ หวังว่าภายใน 30 วันนี้ เราจะได้รับข่าวดีที่แสดงถึงความยุติธรรมที่คืนกลับสู่มือคนเก่งที่ตั้งใจจริงครับ

ที่มา – “อาสพลธ์” จี้ สถ. ส่งชื่อ 5,925 รายโยงทุจริตสอบท้องถิ่นให้ 5 หน่วยงานเช็กเส้นเงิน

“ชัยชนะ” ยันไม่ได้ตบบ้องหู “รอง ผกก.” กลางงานศพ

จากกรณีข่าวที่กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียล เมื่อมีข่าวอักษรย่อพาดพิงอดีตรัฐมนตรีตระกูลบ้านใหญ่เมืองคอนว่าก่อเหตุทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ล่าสุด “ชัยชนะ” ยันไม่ได้ตบบ้องหู “รอง ผกก.” กลางงานศพ โดยนายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อให้สังคมได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง

ข้อเท็จจริงกรณี “ชัยชนะ” ยันไม่ได้ตบบ้องหู “รอง ผกก.” กลางงานศพ

นายชัยชนะได้เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า ตนรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมากเมื่อทราบข่าวที่เกิดขึ้น เพราะในความเป็นจริงตนและรอง ผกก. ท่านดังกล่าวมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดเสมือนญาติพี่น้อง โดยเมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา ตนยังได้พบปะพูดคุยและถ่ายรูปร่วมกันตามปกติในงานศพ ซึ่งยืนยันได้ว่าไม่มีเหตุการณ์รุนแรงหรือการตบบ้องหูแต่อย่างใด

เปิดใจสาเหตุที่ถูกโยงในประเด็น “ชัยชนะ” ยันไม่ได้ตบบ้องหู “รอง ผกก.” กลางงานศพ

สำหรับประเด็นที่ว่าเหตุทำร้ายร่างกายมาจากความไม่พอใจเรื่องการหาเสียงนั้น นายชัยชนะยืนยันว่าเป็นเรื่องไม่จริงอย่างสิ้นเชิง ตนและตำรวจท่านนี้เจอกันมักจะมีการหยอกล้อกันตามประสาคนสนิทคุ้นเคยกันมานาน การที่นำเรื่องนี้มาปั่นกระแสข่าวในเชิงลบจึงเป็นสิ่งที่น่าสงสัย โดยนายชัยชนะตั้งข้อสังเกตว่านี่อาจเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองเพื่อทำลายชื่อเสียง

  • นายชัยชนะได้โทรศัพท์พูดคุยกับ รอง ผกก. คู่กรณีแล้ว
  • ทั้งสองฝ่ายยืนยันตรงกันว่าไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น
  • เชื่อว่าข่าวนี้มีเจตนาบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อดิสเครดิต
  • การเมืองควรแข่งขันกันบนพื้นฐานของความจริง ไม่ใช่การสร้างข่าวเท็จ

ท้ายที่สุดนี้ นายชัยชนะอยากฝากเตือนไปยังผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าวว่า การเล่นการเมืองควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของการนำเสนอข้อมูลที่เป็นความจริง ไม่ควรใช้การปล่อยข่าวลือมาโจมตีกัน เพราะนอกจากจะสร้างความเสียหายให้กับบุคคลที่ถูกกล่าวหาแล้ว ยังทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดอีกด้วย หากท่านใดกำลังติดตามข่าวนี้อยู่ ควรใช้วิจารณญาณในการรับฟังข้อมูลอย่างรอบด้านเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการดิสเครดิตทางการเมืองครับ

ที่มา – “ชัยชนะ” ยันไม่ได้ตบบ้องหู “รอง ผกก.” กลางงานศพ ชี้สนิทกันเหมือนญาติ

อนุทิน ควง จ๋า ดูงานโอทอป ยอดขาย 4 วันแรก พุ่ง 310 ล้าน

อนุทิน ควง จ๋า ดูงานโอทอป ยอดขาย 4 วันแรก พุ่ง 310 ล้าน

กลายเป็นประเด็นที่สร้างสีสันและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้เป็นอย่างดี เมื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ควงคู่ภรรยาคนสวยอย่าง “คุณจ๋า” ธนนนท์ ชาญวีรกูล เดินทางไปเยี่ยมชมงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี” ประจำปี 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ที่ผ่านมา

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคัก โดยเฉพาะข่าวดีที่น่าจับตามองคือเรื่องของตัวเลขทางเศรษฐกิจ เพราะนับตั้งแต่เปิดงานมาเพียง 4 วันแรก ยอดขายทะลุเป้าไปแล้วกว่า 310 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีมากสำหรับผู้ประกอบการท้องถิ่นทั่วประเทศ

ส่องความสำเร็จ งานโอทอป ปี 69 ทำไมถึงยอดพุ่ง?

การที่ อนุทิน ควง จ๋า ดูงานโอทอป ยอดขาย 4 วันแรก พุ่ง 310 ล้านบาท นั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากการผลักดันของกระทรวงมหาดไทยที่ต้องการสร้างพื้นที่ให้สินค้าจากภูมิปัญญาชาวบ้านได้เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง โดยจังหวัดที่ครองแชมป์ยอดขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่:

  • จังหวัดสุรินทร์
  • จังหวัดจันทบุรี
  • จังหวัดขอนแก่น
  • จังหวัดเชียงใหม่
  • จังหวัดสมุทรปราการ

นอกจากสินค้าที่เป็นไฮไลท์แล้ว ภายในงานยังมีโซนต่างๆ ที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม เช่น โซน OTOP ชวนชิม และโซนศิลปิน OTOP ที่นำเสนอผลงานระดับพรีเมียม สร้างความประทับใจให้กับผู้ที่มาเดินเที่ยวชมงานกว่า 5,000 คนต่อวัน

หากใครกำลังมองหากิจกรรมวันหยุดหรืออยากจะสนับสนุนสินค้าไทย ขอเชิญชวนให้มาเดินงานนี้ด้วยตัวเอง เพราะนอกจากจะได้ของดีคุณภาพเยี่ยมแล้ว ยังเป็นการช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนโดยตรง งานจะมีไปจนถึงวันที่ 16 สิงหาคม 2569 นี้เท่านั้น ณ ชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

เห็นตัวเลขความสำเร็จแล้ว บอกเลยว่าพลังของสินค้าโอทอปไทยไม่แพ้ชาติใดในโลกจริงๆ ครับ ใครที่ยังไม่ได้ไป อย่าพลาดโอกาสสุดท้ายที่จะได้ช้อปของดีราคาสบายกระเป๋าพร้อมสนับสนุนพี่น้องผู้ประกอบการไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน!

ที่มา – “อนุทิน” ควง “จ๋า” ดูงานโอทอป ยอดขาย 4 วันแรก พุ่งแล้ว 310 ล้านบาท

ราชกิจจาฯ แต่งตั้ง เดชรัต สุขกำเนิด เป็นโฆษกผู้นำฝ่ายค้าน

ราชกิจจาฯ แต่งตั้ง เดชรัต สุขกำเนิด เป็นโฆษกผู้นำฝ่ายค้าน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงการเมืองไทย เมื่อมีการเผยแพร่ประกาศผ่านเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เกี่ยวกับการแต่งตั้งข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง ซึ่งหนึ่งในรายชื่อที่น่าจับตามองคือการเข้ามาทำหน้าที่ของ เดชรัต สุขกำเนิด ในฐานะโฆษกผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ถือเป็นการเคลื่อนไหวที่สำคัญของฝ่ายค้านในยุคปัจจุบัน โดยการประกาศแต่งตั้ง ราชกิจจาฯ แต่งตั้ง เดชรัต สุขกำเนิด เป็นโฆษกผู้นำฝ่ายค้าน ครั้งนี้ ได้รับการลงนามโดยนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อให้การขับเคลื่อนงานด้านนิติบัญญัติและการตรวจสอบรัฐบาลเป็นไปอย่างราบรื่น

ทำความรู้จักบทบาทใหม่ในฐานะโฆษกผู้นำฝ่ายค้าน

การที่ ราชกิจจาฯ แต่งตั้ง เดชรัต สุขกำเนิด เป็นโฆษกผู้นำฝ่ายค้าน ในครั้งนี้ ถือเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะโฆษกผู้นำฝ่ายค้านเปรียบเสมือนกระบอกเสียงหลักที่จะต้องสื่อสารแนวทาง นโยบาย รวมถึงการตรวจสอบรัฐบาลให้ประชาชนได้รับทราบอย่างชัดเจน โดยหน้าที่หลักๆ ประกอบด้วย:

  • การชี้แจงท่าทีของฝ่ายค้านต่อประเด็นสังคมและเศรษฐกิจ
  • ประสานงานการสื่อสารข้อมูลระหว่างผู้นำฝ่ายค้านและสื่อมวลชน
  • นำเสนอทางออกหรือข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ

ด้วยประสบการณ์ของเดชรัต สุขกำเนิด ที่หลายคนคุ้นเคยกันดีในบทบาทนักวิชาการและการเคลื่อนไหวทางสังคม การมารับตำแหน่งนี้จึงถูกจับตาว่าจะช่วยยกระดับการสื่อสารของฝ่ายค้านให้มีความเข้มข้นและเข้าถึงประชาชนได้มากขึ้นหรือไม่

ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ที่ติดตามข่าวสารการเมืองเป็นประจำ หรือเพิ่งเริ่มต้นให้ความสนใจ นี่นับเป็นก้าวสำคัญของสภาไทยที่น่าติดตามว่าการทำงานของโฆษกผู้นำฝ่ายค้านท่านใหม่จะสร้างแรงกระเพื่อมให้กับเวทีการเมืองได้มากน้อยเพียงใด มาร่วมลุ้นไปพร้อมๆ กันว่าผลงานต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร

ที่มา – ราชกิจจาฯ เผยแพร่ประกาศแต่งตั้ง “เดชรัต สุขกำเนิด” เป็นโฆษกผู้นำฝ่ายค้าน

นพดล กรรณิกา หนุนนายกฯ คุมเข้มปืนถึงต้นตอ ตัดวงจรปืนเถื่อน

นพดล กรรณิกา หนุนนายกฯ คุมเข้มปืนถึงต้นตอ ตัดวงจรปืนเถื่อน

ในช่วงเวลาที่สังคมไทยกำลังถกเถียงกันอย่างหนักเกี่ยวกับประเด็นการป้องกันตัวเมื่อมีโจรเข้าบ้าน ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นที่น่าสนใจและชวนให้เรามองภาพรวมให้ใหญ่ขึ้น โดย นพดล กรรณิกา หนุนนายกฯ คุมเข้มปืนถึงต้นตอ ตัดวงจรปืนเถื่อน อย่างจริงจัง เพื่อมุ่งเน้นไปที่ความปลอดภัยของชีวิตประชาชนมากกว่าการเถียงกันเพียงแค่เรื่องข้อกฎหมายว่าใครผิดใครถูก

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ริเริ่มนโยบายควบคุมอาวุธปืนอย่างเข้มงวด ซึ่งได้รับเสียงสนับสนุนเป็นอย่างดีจากดร.นพดล โดยมองว่านี่เป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการวางระบบใหม่ให้กับประเทศไทย เราควรแยกเรื่องสิทธิการป้องกันตัวตามกฎหมาย ออกจากการอนุญาตให้มีอาวุธปืนในครอบครองอย่างชัดเจน เช่นเดียวกับโมเดลของประเทศสิงคโปร์ที่ประสบความสำเร็จในการควบคุมอาวุธปืนได้เป็นอย่างดี

5 แนวทาง นพดล กรรณิกา หนุนนายกฯ คุมเข้มปืนถึงต้นตอ ตัดวงจรปืนเถื่อน

เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างยั่งยืน ดร.นพดล ได้นำเสนอหลักการ นพดล กรรณิกา หนุนนายกฯ คุมเข้มปืนถึงต้นตอ ตัดวงจรปืนเถื่อน ผ่าน 5 แนวทางหลักที่จะช่วยลดจำนวนปืนเถื่อนในสังคมไทยได้จริง ดังนี้:

  • ตัดต้นทาง: ปิดการผลิต ดัดแปลง ประกอบ และนำเข้าปืนอย่างผิดกฎหมาย
  • ตัดตลาด: สาวถึงเครือข่ายผู้ซื้อ ผู้ขาย และผู้สนับสนุนทางการเงิน
  • ตัดการรั่วไหล: ป้องกันปืนที่ถูกกฎหมายไม่ให้สูญหายหรือถูกขโมยเข้าสู่ตลาดมืด
  • ตัดวงจรด้วยนิติวิทยาศาสตร์: เชื่อมโยงข้อมูลปืนที่พบในคดีเพื่อสาวไปถึงต้นตอ
  • ตัดแรงจูงใจ: ดึงปืนผิดกฎหมายออกจากสังคมด้วยมาตรการที่เหมาะสม

นอกเหนือจากการคุมเข้มในเชิงโครงสร้างแล้ว ดร.นพดล ยังเน้นย้ำเรื่อง ‘ระบบสัญญาณเตือนก่อนเกิดเหตุ’ โดยเชื่อว่าหากชุมชน สังคม และรัฐสามารถประสานงานกันในการแจ้งเหตุความขัดแย้งหรือพฤติการณ์อันตรายได้รวดเร็วขึ้น เราจะสามารถป้องกันการสูญเสียก่อนที่เสียงปืนจะดังขึ้นได้ การวัดความสำเร็จของนโยบายนี้จึงไม่ใช่แค่การนับจำนวนปืนที่ยึดได้ แต่คือการวัดว่าชีวิตของประชาชนปลอดภัยขึ้นหรือไม่

เราทุกคนในฐานะคนในสังคมควรช่วยกันสอดส่องดูแลและสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล เพื่อให้ประเทศไทยกลายเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง การลดจำนวนปืนที่อยู่ผิดที่ผิดทางคือหัวใจสำคัญของการสร้างสันติสุขให้กลับคืนสู่สังคมไทยอีกครั้ง

ที่มา – “นพดล กรรณิกา” หนุนนายกฯ คุมเข้มปืนถึงต้นตอ พร้อมเสนอ 5 แนวทางตัดวงจรปืนเถื่อน

Scroll to top