ข่าวการเมือง

อนุทิน บินตรวจหน่วยบินยุทธวิธี กองบิน 1 พร้อม F-16 อารักขา

อนุทิน บินตรวจหน่วยบินยุทธวิธี กองบิน 1 พร้อม F-16 อารักขา

เมื่อไม่นานมานี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางลงพื้นที่เพื่อปฏิบัติภารกิจสำคัญ ณ กองบิน 1 จังหวัดนครราชสีมา โดยภารกิจ อนุทิน บินตรวจหน่วยบินยุทธวิธี กองบิน 1 ในครั้งนี้ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะภาพเครื่องบินขับไล่ F-16 ที่บินอารักขาคณะทำงานก่อนลงจอด สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนถึงความพร้อมของกองทัพอากาศไทย

การลงพื้นที่ครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้ร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการทหารสูงสุด เพื่อติดตามสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างใกล้ชิด ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่กองบิน 1 รับผิดชอบในการเตรียมความพร้อมด้านกำลังทางอากาศ

ภารกิจสำคัญและการเตรียมความพร้อมทางทหาร

ในการเยือนครั้งนี้ นายกฯ ได้รับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ความมั่นคงและโครงการต่างๆ ของกองทัพอากาศ โดยย้ำถึงความสำคัญของการเป็นข้าราชการที่ดีและกำลังพลที่มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเข้าชมยุทโธปกรณ์ที่ใช้ปฏิบัติงานจริง อนุทิน บินตรวจหน่วยบินยุทธวิธี กองบิน 1 ถือเป็นการย้ำเตือนว่า สมช. ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการบริหารจัดการความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้ทันท่วงทีทั้งในยามปกติและภาวะวิกฤต

  • ติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา
  • ตรวจเยี่ยมความพร้อมยุทโธปกรณ์กองทัพอากาศ
  • ให้โอวาทแก่กำลังพลและข้าราชการกองบิน 1

สิ่งที่น่าประทับใจและสะท้อนถึงการรักษามาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง คือภาพของเครื่องบิน F-16 จำนวน 3 เครื่องที่บินอารักขาเครื่องบินของนายกรัฐมนตรีก่อนจะลงจอดที่กองบิน 1 ซึ่งเป็นการจำลองสถานการณ์การบินอารักขาบุคคลสำคัญจริง ทำให้เห็นถึงสมรรถนะของนักบินไทยที่มีความเชี่ยวชาญในภารกิจการบินยุทธวิธีอย่างดียิ่ง

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการลงพื้นที่ของท่านนายกฯ จะช่วยกระชับความสัมพันธ์และเพิ่มขวัญกำลังใจให้กับเหล่าทหารกล้าที่ปฏิบัติงานอยู่ตามแนวชายแดน ให้มีความมั่นใจและพร้อมปกป้องอธิปไตยของชาติไทยต่อไป หากใครที่สนใจความเคลื่อนไหวทางทหารและยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับภารกิจ อนุทิน บินตรวจหน่วยบินยุทธวิธี กองบิน 1 ได้จากช่องทางข่าวสารต่างๆ อย่างต่อเนื่องครับ

ที่มา – “อนุทิน” บินตรวจหน่วยบินยุทธวิธี กองบิน 1 ด้าน F-16 บินอารักขา ก่อนลงจอด

อนุทิน รับเสียใจไม่ได้ไปเยี่ยม เกรียง ก่อนหน้านี้ ปัดตอบพบ ทักษิณ ในงานศพ

อนุทิน รับเสียใจไม่ได้ไปเยี่ยม เกรียง ก่อนหน้านี้ ปัดตอบพบ ทักษิณ ในงานศพ

เป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางไปร่วมงานสวดพระอภิธรรมศพของ นายเกรียง กัลป์ตินันท์ แกนนำพรรคเพื่อไทย ณ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งการไปเยือนครั้งนี้ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และจับตามองจากสังคมเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลสำคัญทางการเมืองในขณะนี้

ความรู้สึกจากใจของ อนุทิน ต่อการจากไปของ เกรียง

ในระหว่างการให้สัมภาษณ์ นายอนุทินได้เปิดเผยความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมาว่า อนุทิน รับเสียใจไม่ได้ไปเยี่ยม เกรียง ก่อนหน้านี้ เนื่องจากตนเองไม่ทราบว่าอาการป่วยของนายเกรียงนั้นอยู่ในขั้นหนัก โดยนายอนุทินได้กล่าวถึงความผูกพันในฐานะที่เคยร่วมงานกันมาว่า นายเกรียงเป็นอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยที่น่ารัก มีน้ำใจ และเป็นผู้ใหญ่ที่ได้รับการเคารพในจังหวัดอุบลราชธานีเป็นอย่างดี

นายอนุทินยังได้เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การสูญเสียบุคคลากรที่มีความสามารถและเป็นที่รักของคนในพื้นที่ไป ถือเป็นความสูญเสียที่น่าใจหายสำหรับแวดวงการเมืองไทย

  • ความผูกพันในฐานะอดีตเพื่อนร่วมงานในกระทรวงมหาดไทย
  • ความประทับใจในอัธยาศัยและน้ำใจของนายเกรียง กัลป์ตินันท์
  • มุมมองต่อบทบาทความเป็นผู้ใหญ่ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี

อย่างไรก็ตาม อีกประเด็นที่สื่อมวลชนให้ความสนใจอย่างมากคือการพบกันระหว่างนายอนุทินและนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ภายในงานศพครั้งนี้ ซึ่งเป็นหัวข้อที่หลายฝ่ายจับตาอย่างใกล้ชิด แต่ทางด้านของนายอนุทินได้เลือกที่จะปัดตอบในประเด็นดังกล่าว และให้ความสำคัญกับการแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้สูญเสียมากกว่า อนุทิน รับเสียใจไม่ได้ไปเยี่ยม เกรียง ก่อนหน้านี้ จึงกลายเป็นประเด็นหลักที่เจ้าตัวอยากสื่อสารออกมามากกว่าการเมืองในขณะนี้

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวสาร การเดินทางไปร่วมงานศพของบุคคลระดับรัฐมนตรีครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการทำหน้าที่ตามประเพณีแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมนุษย์ที่อยู่เหนือความแตกต่างทางการเมือง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล แม้ว่าจะต้องเผชิญกับคำถามที่ยากลำบากเกี่ยวกับประเด็นการเมืองที่ซับซ้อนก็ตาม

ที่มา – “อนุทิน” รับเสียใจไม่ได้ไปเยี่ยม “เกรียง” ก่อนหน้านี้ ปัดตอบพบ “ทักษิณ” ในงานศพ

“ธนกร” ฝากรัฐบาลปูพรมค้นปืนทุกพื้นที่ ลั่นปืนเถื่อนต้องปราบ ปืนถูกกฎหมายต้องคุม

เชื่อว่าช่วงนี้หลายคนคงรู้สึกกังวลกับสถานการณ์ความปลอดภัยในบ้านเมืองเราไม่น้อยเลยนะครับ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องอาวุธปืนที่มีข่าวออกมาให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ล่าสุด นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแสดงทัศนะและฝากข้อเสนอแนะถึงรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมาว่า “ธนกร” ฝากรัฐบาลปูพรมค้นปืนทุกพื้นที่ ลั่นปืนเถื่อนต้องปราบ ปืนถูกกฎหมายต้องคุม เพื่อคืนความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนทุกคน

“ธนกร” ฝากรัฐบาลปูพรมค้นปืนทุกพื้นที่ ลั่นปืนเถื่อนต้องปราบ ปืนถูกกฎหมายต้องคุม

จากการให้สัมภาษณ์ของคุณธนกร เราจะเห็นได้ว่าตัวเลขการครอบครองปืนในประเทศไทยนั้นสูงถึง 10 ล้านกระบอก จากประชากร 70 ล้านคน ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าตกใจมากครับ หากเราต้องการสร้างสังคมที่ปลอดภัย ไม่ว่าจะในสถานศึกษาหรือพื้นที่สาธารณะ รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการเชิงรุกในการเข้าจัดการปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง

ทำไมต้องปูพรมค้นปืนทั้งประเทศ?

คุณธนกรเน้นย้ำชัดเจนว่า ปัจจุบันปัญหานี้ไม่ได้มีแค่เรื่องของปืนที่ถูกกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องของปืนเถื่อนที่แพร่ระบาดไปทั่ว ซึ่งการที่ “ธนกร” ฝากรัฐบาลปูพรมค้นปืนทุกพื้นที่ ลั่นปืนเถื่อนต้องปราบ ปืนถูกกฎหมายต้องคุม นั้น ถือเป็นการมองปัญหาแบบรอบด้าน เพราะเราต้องจัดการทั้งต้นตอของอาวุธเถื่อน และควบคุมการใช้ปืนที่อยู่ในระบบไม่ให้ถูกนำมาใช้ในทางที่ผิด

  • เร่งปราบปรามปืนเถื่อนอย่างเด็ดขาด
  • จัดระเบียบการครอบครองปืนที่ถูกกฎหมายให้เข้มงวดขึ้น
  • กวาดล้างผู้มีอิทธิพลและแหล่งยาเสพติดที่เป็นต้นตอของอาชญากรรม

หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วจะมีกฎหมายอะไรออกมาใหม่หรือไม่? ในตอนนี้ทางรัฐบาลเองก็กำลังอยู่ในขั้นตอนการจัดทำรายละเอียดกฎหมายและมาตรการควบคุมต่างๆ ครับ ซึ่งคุณธนกรเชื่อมั่นว่าหากทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน ไม่มัวแต่ถกเถียงเรื่องประเด็นการเมือง เราจะสามารถสร้างมาตรการที่ช่วยลดความเสี่ยงในการพกพาอาวุธลงได้อย่างแน่นอน

ท้ายที่สุดแล้ว ความปลอดภัยของพวกเราทุกคนสำคัญที่สุดครับ การที่ “ธนกร” ฝากรัฐบาลปูพรมค้นปืนทุกพื้นที่ ลั่นปืนเถื่อนต้องปราบ ปืนถูกกฎหมายต้องคุม ถือเป็นเสียงสะท้อนที่ต้องการให้ทุกภาคส่วนหันมาใส่ใจและลงมือทำอย่างจริงจัง เพื่อให้ลูกหลานของเราได้เติบโตในสังคมที่ไร้อาวุธปืนและปลอดภัยมากขึ้น เราในฐานะประชาชนก็ต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาและสนับสนุนมาตรการดีๆ เพื่อให้ประเทศของเราน่าอยู่ยิ่งขึ้นครับ

ที่มา – “ธนกร” ฝากรัฐบาลปูพรมค้นปืนทุกพื้นที่ ลั่นปืนเถื่อนต้องปราบ ปืนถูกกฎหมายต้องคุม

กทม. หนุนอุตสาหกรรมสื่อ เผยเกือบ 2 ปี กองถ่ายไทย-อินเตอร์ใช้บริการแล้ว 349 กอง

กทม. หนุนอุตสาหกรรมสื่อ เผยเกือบ 2 ปี กองถ่ายไทย-อินเตอร์ใช้บริการแล้ว 349 กอง

วงการคอนเทนต์บ้านเรากำลังคึกคักสุดๆ ครับ! เมื่อเร็วๆ นี้ ในงาน Thai Content Experience 2026 คุณศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ออกมาอัปเดตข่าวดีที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมสื่อของเมืองหลวง โดยเผยว่าตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา ทางกรุงเทพมหานครได้เดินหน้าผลักดันอย่างจริงจัง จนทำให้มีกองถ่ายภาพยนตร์ทั้งจากไทยและต่างประเทศเข้ามาใช้บริการผ่านระบบ One Stop Service ไปแล้วถึง 349 กองถ่ายเลยทีเดียว

ก่อนหน้านี้ปัญหาใหญ่ของคนทำสื่อคือเรื่องการขออนุญาตใช้สถานที่ครับ เพราะต้องติดต่อหลายหน่วยงานและไม่มีเจ้าภาพที่ชัดเจน แต่ปัจจุบัน กทม. หนุนอุตสาหกรรมสื่อ เผยเกือบ 2 ปี กองถ่ายไทย-อินเตอร์ใช้บริการแล้ว 349 กอง ผ่านระบบออนไลน์ที่รวดเร็วและสะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยลดขั้นตอนยุ่งยากให้แก่ผู้สร้างสรรค์ผลงานได้อย่างแท้จริง

ทำไมระบบ One Stop Service ถึงตอบโจทย์คนทำสื่อ?

ระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นจุดเชื่อมต่อเบ็ดเสร็จผ่านเว็บไซต์ publicspace.bangkok.go.th โดยมีข้อดีที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

  • รวมศูนย์ข้อมูล: ประสานงานหน่วยงานกว่า 10 แห่ง ทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่ต้องวิ่งเต้นหลายที่
  • ชัดเจนและรวดเร็ว: มีการใช้ระบบ Traffy Fondue เข้ามาจัดการ กำหนดเวลาตอบกลับภายใน 7 วัน
  • ครอบคลุมทุกพื้นที่: ปัจจุบันมีสถานที่ให้เลือกใช้ถ่ายทำกว่า 706 แห่งทั่วกรุงเทพฯ
  • ความสะดวกของกองถ่าย: ทั้งกองไทยและต่างชาติสามารถยื่นเรื่องและตรวจสอบสถานะได้ตลอดเวลา

จากตัวเลข 349 กองถ่ายที่เข้ามาใช้บริการ แบ่งเป็นกองถ่ายไทย 295 กอง และกองถ่ายต่างชาติอีก 54 กอง เป็นเครื่องยืนยันได้ดีว่าการปรับปรุงกระบวนการภายในของ กทม. นั้นมาถูกทางครับ ยิ่งเมื่อมีงานอย่าง Thai Content Experience 2026 เข้ามาเสริมด้วย ยิ่งเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยให้ก้าวไปสู่เวทีโลกได้ง่ายยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ในอนาคตทาง กทม. ยังมีแผนพัฒนาการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่เอื้อต่อการสร้างคอนเทนต์ระดับคุณภาพ กทม. หนุนอุตสาหกรรมสื่อ เผยเกือบ 2 ปี กองถ่ายไทย-อินเตอร์ใช้บริการแล้ว 349 กอง ถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความสำเร็จในการเปลี่ยนเมืองให้เป็นสตูดิโอขนาดใหญ่สำหรับนักสร้างสรรค์ทั่วโลกครับ

การที่รัฐเข้ามามีบทบาทอำนวยความสะดวกแบบนี้ ถือเป็นเรื่องดีสำหรับพี่น้องชาวไทยทุกคน เพราะนอกจากจะช่วยให้ผู้ผลิตทำงานง่ายขึ้นแล้ว ยังส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่อีกด้วยครับ หากใครกำลังวางแผนจะทำโปรเจกต์คอนเทนต์ใหม่ๆ อย่าลืมลองเข้าไปศึกษารายละเอียดผ่านระบบของ กทม. กันดูนะครับ รับรองว่าประหยัดเวลาและพลังงานไปได้เยอะเลย!

ที่มา – กทม. หนุนอุตสาหกรรมสื่อ เผยเกือบ 2 ปี กองถ่ายไทย-อินเตอร์ใช้บริการแล้ว 349 กอง

สถาบันพระปกเกล้า จับมือ ปตท. ยกระดับเป็นองค์กรต้นแบบคาร์บอนต่ำ

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินกระแสเรื่องการลดโลกร้อนกันมาสักพักใหญ่แล้วนะครับ แต่วันนี้มีข่าวดีที่น่าสนใจมาก เพราะล่าสุด สถาบันพระปกเกล้า จับมือ ปตท. ยกระดับเป็นองค์กรต้นแบบคาร์บอนต่ำ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของหน่วยงานระดับประเทศในการหันมาให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังครับ

สถาบันพระปกเกล้า จับมือ ปตท. ยกระดับเป็นองค์กรต้นแบบคาร์บอนต่ำ

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ อาคารรัฐสภา ได้มีการจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ครั้งประวัติศาสตร์ โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากทั้งสององค์กรเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน เพื่อนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านพลังงานสะอาดมาปรับใช้ภายในสถาบันฯ อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งแน่นอนว่าการที่ สถาบันพระปกเกล้า จับมือ ปตท. ยกระดับเป็นองค์กรต้นแบบคาร์บอนต่ำ ในครั้งนี้ จะกลายเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ในการเดินหน้าสู่สังคม Net Zero

เป้าหมายสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เพียงพิธีการเท่านั้น แต่มีการวางเป้าหมายที่ชัดเจน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม ดังนี้:

  • การนำเทคโนโลยีพลังงานสะอาดมาใช้ในการจัดการทรัพยากรภายในสถาบัน
  • การเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่บุคลากรและเครือข่าย
  • การปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
  • การเป็นพื้นที่ต้นแบบในการเรียนรู้เรื่องการจัดการคาร์บอนต่ำ

ความสำเร็จจากการที่ สถาบันพระปกเกล้า จับมือ ปตท. ยกระดับเป็นองค์กรต้นแบบคาร์บอนต่ำ จะช่วยสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ใส่ใจต่อโลกมากขึ้น ซึ่งการบูรณาการระหว่าง ‘ความรู้’ จากสถาบันพระปกเกล้า และ ‘เทคโนโลยี’ จาก ปตท. ถือเป็นส่วนผสมที่ลงตัวอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ยั่งยืนครับ

ในมุมมองของผม นี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีมากครับ เพราะการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดไม่ใช่เรื่องของภาคเอกชนเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยการร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการศึกษาเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ หากทุกองค์กรหันมาเอาจริงเอาจังแบบนี้ เชื่อว่าอนาคตสีเขียวของประเทศไทยอยู่ไม่ไกลแน่นอนครับ

ที่มา – สถาบันพระปกเกล้า จับมือ ปตท. ยกระดับเป็นองค์กรต้นแบบคาร์บอนต่ำ

โซเชียลชม สคบ. เชิงรุก เคลียร์จบ รร.สอนว่ายน้ำเบี้ยวเงิน

โซเชียลชม สคบ. เชิงรุก ไม่ทันครบ 24 ชม. เคลียร์จบ รร.สอนว่ายน้ำเด็กเบี้ยวค่าคอร์ส

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความฮือฮาและได้รับคำชื่นชมอย่างล้นหลามในโลกออนไลน์ สำหรับการทำงานแบบฉับไวของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ภายใต้การนำของ คุณศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ล่าสุดได้โชว์ผลงาน โซเชียลชม สคบ. เชิงรุก ไม่ทันครบ 24 ชม. เคลียร์จบ รร.สอนว่ายน้ำเด็กเบี้ยวค่าคอร์ส จนผู้เสียหายได้รับเงินคืนอย่างรวดเร็วเกินคาด

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่มีผู้ปกครองท่านหนึ่งซื้อคอร์สเรียนว่ายน้ำให้ลูก แต่ต่อมาโรงเรียนกลับปิดตัวลงและปฏิเสธการคืนเงินโดยอ้างเหตุผลว่าคอร์สหมดอายุ ซึ่งถือเป็นการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคอย่างชัดเจน ผู้เสียหายจึงตัดสินใจร้องเรียนผ่านช่องทางออนไลน์ของ สคบ. และได้รับความช่วยเหลือทันที

เหตุผลที่การทำงานครั้งนี้ถูกพูดถึงว่า โซเชียลชม สคบ. เชิงรุก ไม่ทันครบ 24 ชม. เคลียร์จบ รร.สอนว่ายน้ำเด็กเบี้ยวค่าคอร์ส ได้อย่างไร?

ความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากการประสานงานที่รวดเร็วของเจ้าหน้าที่ โดยมีการลงพื้นที่เจรจากับผู้ประกอบการโดยตรง ส่งผลให้เงื่อนไขการคืนเงินที่เดิมควรใช้เวลาถึง 60-120 วัน ถูกลดเหลือเพียง 15 วันเท่านั้น ซึ่งสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ร้องเรียนเป็นอย่างมาก

  • ความรวดเร็ว: เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับและดำเนินเรื่องภายในไม่ถึง 24 ชั่วโมง
  • การเอาใจใส่: มีการลงพื้นที่จริงเพื่อกดดันและเจรจากับทางธุรกิจ
  • ประสิทธิภาพ: เปลี่ยนจากข้ออ้างที่ว่าคอร์สหมดอายุให้กลายเป็นความรับผิดชอบที่ต้องคืนเงิน

หลายคนมองว่าเหตุการณ์ โซเชียลชม สคบ. เชิงรุก ไม่ทันครบ 24 ชม. เคลียร์จบ รร.สอนว่ายน้ำเด็กเบี้ยวค่าคอร์ส ในครั้งนี้ คือตัวอย่างที่ดีของการทำงานยุคใหม่ที่เน้นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุให้เร็วที่สุด เพื่อปกป้องสิทธิของพี่น้องประชาชน

หากใครที่กำลังเผชิญกับปัญหาถูกเอารัดเอาเปรียบจากร้านค้าหรือธุรกิจต่างๆ อย่าปล่อยให้เรื่องผ่านไปเฉยๆ ครับ เพราะสิทธิของผู้บริโภคเป็นเรื่องสำคัญ การร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะช่วยให้เราได้รับความยุติธรรมกลับคืนมา หากต้องการความช่วยเหลือ สามารถโทรแจ้งสายด่วน สคบ. 1166 ได้ทันทีครับ

ที่มา – โซเชียลชม “สคบ.” เชิงรุก ไม่ทันครบ 24 ชม. เคลียร์จบ รร.สอนว่ายน้ำเด็กเบี้ยวค่าคอร์ส

โรมชี้ปมชัยชนะตบรอง ผกก. ต้องเอาผิดให้เป็นเยี่ยงอย่าง

โรมชี้ปมชัยชนะตบรอง ผกก. ต้องเอาผิดให้เป็นเยี่ยงอย่าง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อคุณรังสิมันต์ โรม สส. พรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่คุณชัยชนะ เดชเดโช สส. พรรคประชาธิปัตย์ ถูกแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายรองผู้กำกับการ สภ.ทุ่งใหญ่ โดยคุณโรมย้ำชัดว่าหากข้อเท็จจริงเป็นไปตามข่าว โรมชี้ปมชัยชนะตบรอง ผกก. ต้องเอาผิดให้เป็นเยี่ยงอย่าง เพื่อไม่ให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบและเป็นการรักษาหลักการของกฎหมายให้มีความศักดิ์สิทธิ์และเท่าเทียมกันในสังคมไทย

นอกเหนือจากคดีดังกล่าวแล้ว คุณรังสิมันต์ โรม ยังได้หยิบยกประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์ความรุนแรงและปัญหาอาวุธปืนในประเทศไทยขึ้นมาถกแถลง โดยเขามองว่าเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำๆ จำเป็นต้องมีการทบทวนนโยบายการถือครองอาวุธปืนอย่างจริงจัง

มุมมองต่อการครอบครองอาวุธปืนเกินความจำเป็น

ในประเด็นเรื่องการครอบครองอาวุธปืน คุณโรมตั้งคำถามถึงความจำเป็นที่นักการเมืองบางคนอาจมีปืนในครอบครองมากถึง 30-40 กระบอก ซึ่งถือว่าเกินกว่าความจำเป็นในการป้องกันตัวทั่วไป และเมื่อพิจารณาจากมุมมองของ โรมชี้ปมชัยชนะตบรอง ผกก. ต้องเอาผิดให้เป็นเยี่ยงอย่าง แล้ว เขายังขยายความไปถึงมาตรฐานการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องวางตัวเป็นกลางและสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดภาวะหวาดระแวงว่าเจ้าหน้าที่รัฐอาจจะกลายเป็นภัยเสียเอง

ประเด็นหลักที่พรรคประชาชนกำลังขับเคลื่อนในเรื่องนี้ ได้แก่:

  • การทบทวน พ.ร.บ.อาวุธปืน เพื่อจำกัดการครอบครองที่เกินความจำเป็น
  • การจัดทำมาตรการรับซื้อคืนอาวุธปืนหรือนโยบายจูงใจให้คืนปืนผิดกฎหมาย
  • การตรวจสอบสุขภาพจิตและประวัติของผู้ถือครองปืนให้เข้มงวดมากขึ้น
  • การสร้างระบบความปลอดภัยที่ประชาชนเชื่อมั่นได้จริง ไม่ใช่การพกปืนเพื่อป้องกันตัวเพียงอย่างเดียว

คุณรังสิมันต์ยังย้ำว่า การจะเป็นนักการเมืองไม่จำเป็นต้องมีปืนมากมายเหมือนเปิดคลังแสง เพราะหัวใจสำคัญคือการทำงานเพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอำนาจและกฎหมาย โดยเขาย้ำอีกครั้งว่า โรมชี้ปมชัยชนะตบรอง ผกก. ต้องเอาผิดให้เป็นเยี่ยงอย่าง นั้นเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของการบังคับใช้กฎหมายที่ทุกคนควรได้รับความยุติธรรมเท่าเทียมกัน

ในท้ายที่สุด สังคมไทยคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าการแก้ปัญหาอาวุธปืนจะก้าวหน้าไปถึงจุดไหน และนักการเมืองจะสามารถเป็นต้นแบบของการเคารพกฎหมายได้จริงหรือไม่ เพราะความศรัทธาของประชาชนนั้นมีค่ามากกว่าปืนทุกกระบอกที่อยู่ในมือใครก็ตาม

ที่มา – “โรม” ชี้ปม “ชัยชนะ” ตบรอง ผกก. หากทำจริง ต้องเอาผิดให้เป็นเยี่ยงอย่าง

ยกระดับมาตรการความปลอดภัยรัฐสภา ห้ามพกปืนเด็ดขาด

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวการปรับเปลี่ยนนโยบายใหม่ล่าสุดภายในอาคารรัฐสภา ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจและส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ขององค์กรนิติบัญญัติอย่างมาก โดยล่าสุด นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ได้ออกมาประกาศนโยบายใหม่เพื่อ ยกระดับมาตรการความปลอดภัยรัฐสภา ย้ำห้ามพกปืนเด็ดขาด ไร้ข้อยกเว้น สส.-ผู้ติดตาม อย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยที่เป็นสากลและรัดกุมที่สุด

ยกระดับมาตรการความปลอดภัยรัฐสภา ย้ำห้ามพกปืนเด็ดขาด ไร้ข้อยกเว้น สส.-ผู้ติดตาม

การปรับเปลี่ยนในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะกระแสสังคม แต่เป็นความตั้งใจของประธานรัฐสภาที่ต้องการให้สถานที่ทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติมีความเป็นมืออาชีพ โดยเน้นย้ำว่าทุกคนไม่ว่าจะเป็น สส. เจ้าหน้าที่ หรือผู้ติดตาม จำเป็นต้องผ่านการตรวจสอบด้วยเครื่องสแกนเอกซเรย์โดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อให้มาตรการนี้มีความศักดิ์สิทธิ์และน่าเชื่อถือ

สรุปจุดสำคัญของการปรับปรุงระเบียบความปลอดภัย

นอกจากนโยบายเรื่องอาวุธปืนแล้ว ทางสภายังมีแผนการปรับปรุงมาตรการอื่นๆ ที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • การคัดกรองรถยนต์เข้า-ออก ต้องใช้บัตรหรือสติกเกอร์ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น
  • รถจักรยานยนต์และไรเดอร์รับ-ส่งอาหาร ต้องทำการแลกบัตรและจอดในจุดที่กำหนด
  • บุคคลทุกคนที่เข้า-ออกอาคารต้องติดบัตรแสดงตนอย่างชัดเจน
  • มีการจัดระบบสายตรวจเดินตรวจจุดเสี่ยงหรือจุดบอดภายในอาคารรัฐสภาอย่างต่อเนื่อง

ความน่าสนใจอีกประการคือ การเตรียมทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านความปลอดภัยแบบเรียลไทม์ ซึ่งการ ยกระดับมาตรการความปลอดภัยรัฐสภา ย้ำห้ามพกปืนเด็ดขาด ไร้ข้อยกเว้น สส.-ผู้ติดตาม ในครั้งนี้ถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ให้มีความเข้มงวดและเป็นระบบมากขึ้น

ผู้ที่มาติดต่อหรือทำงานภายในรัฐสภาคงต้องเตรียมตัวกันมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการตรวจสอบเอกสารและอุปกรณ์ส่วนตัว ซึ่งมองว่าเป็นเรื่องที่ดีครับ เพราะความปลอดภัยควรเป็นสิ่งที่ทุกคนให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง การไม่มีอาวุธปืนเข้ามาเกี่ยวข้องภายในสถานที่ทำงานนับเป็นจุดเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยมในการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับทั้งข้าราชการและประชาชนที่เข้ามาติดต่อราชการ หวังว่านโยบายนี้จะส่งผลดีต่อบรรยากาศการทำงานให้ราบรื่นและปลอดภัยยิ่งขึ้นในอนาคตครับ

ที่มา – ยกระดับมาตรการความปลอดภัยรัฐสภา ย้ำห้ามพกปึงเด็ดขาด ไร้ข้อยกเว้น สส.-ผู้ติดตาม

ศาลตีตกคำร้อง “ก้องเกียรติ” เด็กพรรคกล้าธรรม พร้อมไม่รับคำร้อง กกต. ไม่ออกแบบบัตรประชามติ

ศาลตีตกคำร้อง “ก้องเกียรติ” เด็กพรรคกล้าธรรม พร้อมไม่รับคำร้อง กกต. ไม่ออกแบบบัตรประชามติ

เป็นประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติเอกฉันท์สั่งไม่รับคำร้องในคดีสำคัญ ซึ่งรวมถึงกรณีของนายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ อดีตผู้สมัคร สส. จากพรรคกล้าธรรม และประเด็นที่เกี่ยวกับ กกต. ในเรื่องการออกแบบบัตรลงประชามติ วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นให้ทุกคนได้เข้าใจแบบง่ายๆ ครับ

สรุปมติศาลรัฐธรรมนูญ: ศาลตีตกคำร้อง “ก้องเกียรติ” เด็กพรรคกล้าธรรม พร้อมไม่รับคำร้อง กกต. ไม่ออกแบบบัตรประชามติ

เหตุการณ์สำคัญเริ่มจากกรณีของนายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ ซึ่งได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยอ้างว่าตนได้รับความเสียหายจากการที่ กกต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสั่งถอนชื่อออกจากการเป็นผู้สมัคร สส. เขต 7 จังหวัดนครศรีธรรมราช เนื่องจากมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาแล้วเห็นว่าเรื่องนี้มีคำพิพากษาถึงที่สุดไปแล้ว จึงไม่สามารถรับคำร้องไว้พิจารณาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 ได้

นอกเหนือจากเรื่องส่วนตัวของผู้สมัครแล้ว อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกพูดถึงคือกรณีการยื่นคำร้องให้ตรวจสอบการทำงานของ กกต. เกี่ยวกับศาลตีตกคำร้อง “ก้องเกียรติ” เด็กพรรคกล้าธรรม พร้อมไม่รับคำร้อง กกต. ไม่ออกแบบบัตรประชามติ ในประเด็นเรื่องการออกแบบบัตรออกเสียงประชามติที่ไม่มีช่องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ซึ่งศาลมองว่าเป็นเรื่องที่มีกระบวนการร้องเรียนหรือสิทธิทางศาลอื่นรองรับไว้เป็นการเฉพาะแล้ว จึงสั่งไม่รับคำร้องในส่วนนี้เช่นกัน

  • สรุปมติศาล: สั่งไม่รับคำร้องทั้งสองกรณีแบบเอกฉันท์
  • เหตุผลหลัก: คดีมีที่สิ้นสุดแล้วหรือมีช่องทางกฎหมายอื่นรองรับ
  • ผลกระทบ: การเดินหน้าเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังคงต้องยึดตามกรอบกฎหมายปัจจุบัน

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมศาลถึงสั่งไม่รับคำร้อง ทั้งนี้เพราะหลักการของศาลรัฐธรรมนูญคือการพิจารณาในประเด็นที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น หากประเด็นไหนมีศาลอื่นรับผิดชอบหรือมีกฎหมายเฉพาะกำหนดไว้แล้ว ศาลก็จะใช้อำนาจในการสั่งไม่รับคำร้องตามมาตรา 46 วรรคสาม ของ พ.ร.ป. ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561

โดยสรุปแล้ว การที่ศาลตีตกคำร้อง “ก้องเกียรติ” เด็กพรรคกล้าธรรม พร้อมไม่รับคำร้อง กกต. ไม่ออกแบบบัตรประชามติ สะท้อนให้เห็นถึงความชัดเจนในการใช้ดุลพินิจของศาลที่ต้องยึดตามบรรทัดฐานและขอบเขตของกฎหมายอย่างเคร่งครัด สำหรับผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียหรือประชาชนที่สนใจ ต้องติดตามกระบวนการอื่นๆ ต่อไปตามช่องทางที่กฎหมายเปิดไว้ให้ หากมีข้อสงสัยหรือความคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองนี้ สามารถร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองกันได้เลยครับ

ที่มา – ศาลตีตกคำร้อง “ก้องเกียรติ” เด็กพรรคกล้าธรรม พร้อมไม่รับคำร้อง กกต. ไม่ออกแบบบัตรประชามติ

Scroll to top