ข่าวการเมือง

โสภณ เยี่ยมให้กำลังใจ 5 ผู้บาดเจ็บเหตุกราดยิง

โสภณ เยี่ยมให้กำลังใจ 5 ผู้บาดเจ็บเหตุกราดยิง

จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ จังหวัดนนทบุรี ซึ่งสร้างความสะเทือนใจให้กับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ล่าสุด นายโสภณ ซารัมย์ ในฐานะประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยภารกิจสำคัญคือการเดินทางไปให้กำลังใจแก่ผู้ได้รับผลกระทบอย่างใกล้ชิด

รายละเอียดการลงพื้นที่ของโสภณ เยี่ยมให้กำลังใจ 5 ผู้บาดเจ็บเหตุกราดยิง

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 นายโสภณ ซารัมย์ ได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าเพื่อเยี่ยมอาการผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 3 ราย และเดินทางต่อไปยังโรงพยาบาลศิริราชเพื่อเยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 2 ราย รวมทั้งหมด 5 ราย โดยท่านได้มอบช่อดอกไม้และสอบถามอาการจากคณะแพทย์อย่างละเอียด เพื่อให้มั่นใจว่าผู้บาดเจ็บได้รับการดูแลรักษาอย่างดีที่สุด โสภณ เยี่ยมให้กำลังใจ 5 ผู้บาดเจ็บเหตุกราดยิง ด้วยความห่วงใย พร้อมกล่าวชื่นชมทีมแพทย์และพยาบาลที่ทุ่มเทรักษาชีวิตผู้บาดเจ็บอย่างเต็มกำลัง

นอกจากการเยี่ยมเยียนผู้บาดเจ็บแล้ว นายโสภณยังได้เดินทางไปร่วมเคารพศพผู้เสียชีวิต 2 ราย ได้แก่ ว่าที่ร้อยตรีหญิงนันท์ชณัฐพร นาคพลั้ง ณ วัดโบสถ์บน และนางสาวประภาพร ก้อนศิลา ณ วัดบางอ้อยช้าง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี โดยท่านได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสีย และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการให้กำลังใจแก่ญาติมิตรในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้

ประเด็นสำคัญจากการลงพื้นที่:

  • การดูแลรักษาผู้บาดเจ็บทั้ง 5 รายในความดูแลของแพทย์เฉพาะทาง
  • การสร้างขวัญและกำลังใจให้กับครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนที่อยู่ในเหตุการณ์
  • การให้คำมั่นสัญญาว่าจะสนับสนุนการเยียวยาครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบทุกฝ่าย

เหตุการณ์ความรุนแรงครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่สังคมต้องร่วมมือกันเฝ้าระวังและป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก การที่ผู้บริหารระดับสูงอย่างนายโสภณลงพื้นที่ด้วยตนเอง ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบ แต่ยังเป็นการส่งพลังบวกให้กับผู้ได้รับบาดเจ็บและครอบครัวผู้สูญเสียได้มีแรงใจในการก้าวข้ามผ่านเหตุการณ์ร้ายแรงนี้ไปได้

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้ได้รับบาดเจ็บทุกคนจะมีอาการดีขึ้นโดยเร็ววัน และขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งกับครอบครัวของผู้ที่จากไปในเหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งนี้ การหันมาใส่ใจดูแลซึ่งกันและกันคือสิ่งสำคัญที่สุดในยามที่สังคมเผชิญกับวิกฤตความรุนแรง

ที่มา – “โสภณ” เยี่ยมให้กำลังใจ 5 ผู้บาดเจ็บเหตุกราดยิง ก่อนร่วมเคารพศพผู้เสียชีวิต

รื้อใหญ่ พ.ร.บ.อาวุธปืน สั่งห้ามพกเด็ดขาด

เชื่อว่าหลายคนคงยังไม่ลืมเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นภายในโรงเรียน ซึ่งสร้างความสะเทือนขวัญให้กับสังคมไทยเป็นอย่างมาก ล่าสุดมีข่าวดีที่น่าจับตามอง เมื่อนายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ ประธานคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาขานรับนโยบายจากนายกรัฐมนตรี เตรียมเดินหน้านัดถกเพื่อรื้อใหญ่ พ.ร.บ.อาวุธปืน สั่งห้ามพกเด็ดขาด เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุสลดซ้ำรอยเดิมอีกต่อไป

ความจำเป็นในการรื้อใหญ่ พ.ร.บ.อาวุธปืน สั่งห้ามพกเด็ดขาด

ปัญหาเรื่องอาวุธปืนเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวและอันตรายมากกว่าที่เราคิด จากเหตุการณ์เยาวชนใช้ปืนก่อเหตุในโรงเรียนหลายครั้งที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมการพกพาอาวุธปืนที่ต้องถูกจัดการอย่างจริงจัง การที่รัฐบาลเตรียมรื้อใหญ่ พ.ร.บ.อาวุธปืน สั่งห้ามพกเด็ดขาดนั้นถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยลดความสูญเสียในที่สาธารณะ โดยมาตรการนี้จะเน้นไปที่การห้ามประชาชนทั่วไปรวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่พกพาปืนออกนอกเคหสถานโดยเด็ดขาด หากฝ่าฝืนจะมีบทลงโทษที่รุนแรงและอุกฉกรรจ์

หลักเกณฑ์ใหม่และการรับผิดชอบของเจ้าของปืน

นอกจากมาตรการห้ามพกพาแล้ว กฎหมายฉบับใหม่ยังมีการปรับปรุงในส่วนของความรับผิดชอบของเจ้าของอาวุธปืนอีกด้วย หากปืนที่มีทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายถูกขโมยหรือถูกบุคคลอื่นนำไปใช้ก่อเหตุ เจ้าของปืนจะต้องร่วมรับผิดชอบทางอาญาในฐานะผู้ต้องหาร่วมทันที เว้นเสียแต่ว่าได้มีการแจ้งความบันทึกประจำวันไว้ก่อนที่จะเกิดเหตุ ซึ่งถือเป็นการกระตุ้นให้ผู้ครอบครองปืนต้องเก็บรักษาปืนของตนเองให้มิดชิดและระมัดระวังมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กหรือเยาวชนเข้าถึงอาวุธได้โดยง่าย

  • กฎหมายใหม่เน้นการห้ามพกพาในที่สาธารณะโดยเด็ดขาด
  • เจ้าของปืนต้องรับผิดชอบหากปืนถูกนำไปก่อเหตุ
  • เน้นการกวาดล้างการพกปืนนอกบ้านแทนการให้ครูมีปืน
  • เตรียมหารือร่วมกับ ตร. และกระทรวงมหาดไทยเพื่อความรอบคอบ

ในส่วนของข้อเสนอเรื่องการให้ครูพกพาอาวุธปืนเพื่อป้องกันตัวในโรงเรียนนั้น นายกรัฐมนตรีได้ปัดตกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะเชื่อว่าการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนคือการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดมากกว่าการเพิ่มจำนวนอาวุธปืนในสถานศึกษา สุดท้ายนี้เราคงต้องรอติดตามกันต่อไปว่าการปฏิรูปกฎหมายในครั้งนี้จะสร้างความปลอดภัยให้กับสังคมไทยได้มากน้อยเพียงใด แต่เชื่อว่านี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะทำให้สังคมของเรามีความน่าอยู่และปลอดภัยขึ้นอย่างแน่นอน

ที่มา – ปธ.กมธ.ตำรวจ รับลูกนายกฯ นัดถกรื้อใหญ่ พ.ร.บ.อาวุธปืน สั่งห้ามพกเด็ดขาด

กลับจากระนอง นายกฯ เดินงาน OTOP ยอดขาย 92.5 ล้าน

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจที่จังหวัดระนอง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็ไม่รอช้า เดินหน้าลุยงานต่อทันที โดยเดินทางไปที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อร่วมชมบรรยากาศงาน กลับจากระนอง นายกฯ เดินงาน OTOP วันที่ 2 ยอดจำหน่าย 1 วันครึ่ง 92.5 ล้าน ซึ่งถือว่าเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจมากสำหรับงานมหกรรมสินค้าชุมชนในปีนี้ครับ

กลับจากระนอง นายกฯ เดินงาน OTOP วันที่ 2 ยอดจำหน่าย 1 วันครึ่ง 92.5 ล้าน

ต้องบอกเลยว่างาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี” ปี 2569 ได้รับการตอบรับจากพี่น้องประชาชนอย่างล้นหลาม โดยในวันนี้ท่านนายกฯ ได้เดินตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจผู้ประกอบการกว่า 2,000 ร้านค้าทั่วประเทศ ที่นำสินค้างานฝีมือคุณภาพดีมาจัดแสดงให้พวกเราได้เลือกซื้อกันอย่างจุใจ ซึ่งการที่ท่านนายกฯ ให้ความสำคัญกับงานนี้ทันทีที่ กลับจากระนอง นายกฯ เดินงาน OTOP วันที่ 2 ยอดจำหน่าย 1 วันครึ่ง 92.5 ล้าน แสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากอย่างเต็มที่ครับ

บรรยากาศความสำเร็จงาน OTOP ปี 2569

สำหรับไฮไลท์ที่ทำเอายอดขายพุ่งกระฉูดถึง 92.5 ล้านบาทภายในระยะเวลาเพียงวันครึ่ง ก็คือโซน “OTOP ชวนชิม” ที่ใครมาเดินก็ต้องแวะชิมแวะช้อป นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมอีกมากมายให้เพื่อนๆ ได้ร่วมสนุก ดังนี้ครับ:

  • โปรโมชั่นนาทีทอง ลดแลกแจกแถมจุใจ
  • คูปองลุ้นโชครับรางวัลใหญ่ภายในงาน
  • เวทีกลางที่มีการแสดงดนตรีและศิลปวัฒนธรรมให้ชมตลอดวัน

งานนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่แหล่งรวมของดีของเด็ดเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ให้คนไทยได้ช่วยกันอุดหนุนสินค้าฝีมือคนไทย เพื่อกระจายรายได้กลับสู่ชุมชนอย่างแท้จริงครับ สำหรับใครที่ยังไม่มีแผนในวันหยุดนี้ ผมแนะนำว่าห้ามพลาดเด็ดขาด เพราะสินค้าแต่ละชิ้นล้วนมีความประณีตและสะท้อนถึงภูมิปัญญาไทยที่ควรค่าแก่การสะสมครับ

หากคุณกำลังมองหาของขวัญของฝาก หรือแค่อยากมาหาของอร่อยทาน การเดินทางมางานนี้ถือว่าคุ้มค่ามากจริงๆ อย่าลืมแวะไปเดินชมงานกันได้ที่อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 16 สิงหาคม 2569 นี้เท่านั้นนะครับ ยิ่งคนช่วยกันสนับสนุนมากเท่าไหร่ ผู้ประกอบการตัวเล็กๆ ของเราก็จะมีกำลังใจสร้างสรรค์ผลงานดีๆ ต่อไปครับ

ที่มา – กลับจากระนอง นายกฯ เดินงาน OTOP วันที่ 2 ยอดจำหน่าย 1 วันครึ่ง 92.5 ล้าน

“พิพัฒน์” ถกเตรียมความพร้อม ครม.สัญจร สงขลา ระดมข้อเสนอโครงการ 5 จังหวัดใต้

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้ผมมีประเด็นสำคัญทางเศรษฐกิจและการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้มาฝากกันครับ เมื่อเร็วๆ นี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่จังหวัดสงขลาเพื่อนำประชุมเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ หรือที่เราเรียกกันว่า “พิพัฒน์” ถกเตรียมความพร้อม ครม.สัญจร สงขลา ระดมข้อเสนอโครงการ 5 จังหวัดใต้ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการรับฟังเสียงจากคนในพื้นที่โดยตรงครับ

“พิพัฒน์” ถกเตรียมความพร้อม ครม.สัญจร สงขลา ระดมข้อเสนอโครงการ 5 จังหวัดใต้

การประชุมครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการรวบรวมข้อมูล แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ทั้ง 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ได้นำเสนอโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน การท่องเที่ยว และการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องในพื้นที่

รายละเอียดโครงการจากแต่ละจังหวัด

จากการประชุม “พิพัฒน์” ถกเตรียมความพร้อม ครม.สัญจร สงขลา ระดมข้อเสนอโครงการ 5 จังหวัดใต้ ได้เห็นถึงความตั้งใจของแต่ละจังหวัดที่เสนอโครงการที่น่าสนใจมากมาย อาทิ:

  • จังหวัดสงขลา: เน้นโครงการวัฒนธรรมสร้างสรรค์และระบบป้องกันตลิ่ง
  • จังหวัดสตูล: ชูแนวทางการเปิดเส้นทางเดินเรือสตูล-ปีนัง-ลังกาวี
  • จังหวัดยะลา: พัฒนาสนามบินเบตงและโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่
  • จังหวัดปัตตานี: ผลักดันการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ชายแดน
  • จังหวัดนราธิวาส: เน้นการบริหารจัดการน้ำและขยายทางหลวง

ความน่าสนใจอยู่ที่การเปิดกว้างสำหรับโครงการขนาดใหญ่โดยไม่จำกัดวงเงิน เพื่อให้รัฐบาลสามารถเข้ามาสนับสนุนได้อย่างเต็มที่และตรงจุดที่สุด ซึ่งคุณพิพัฒน์ได้ย้ำเสมอว่า การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานส่วนกลางและภาคท้องถิ่นคือปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาภาคใต้ให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนครับ

ในมุมมองของผม การที่รัฐบาลลงพื้นที่มารับฟังปัญหาด้วยตัวเองแบบนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากครับ เพราะไม่มีใครรู้ปัญหาดีเท่ากับคนในพื้นที่เอง และหากโครงการเหล่านี้ได้รับการผลักดันอย่างจริงจัง ผมเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะต้องเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้าชายแดนหรือการท่องเที่ยว เรามาเอาใจช่วยและติดตามผลการประชุม ครม. สัญจรที่จะถึงนี้ไปพร้อมๆ กันนะครับ

ที่มา – “พิพัฒน์” ถกเตรียมความพร้อม ครม.สัญจร สงขลา ระดมข้อเสนอโครงการ 5 จังหวัดใต้

สะพัด เนวิน คุย บุญยิ่ง จับตา 10 งูเขียวเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือไม่

ช่วงนี้แวดวงการเมืองไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อมีกระแสข่าวลือหนาหูว่าอาจมีการปรับทิศทางของกลุ่ม สส. ในสภาฯ โดยล่าสุดมีการตั้งคำถามว่า สะพัด “เนวิน” คุย “บุญยิ่ง” เย็นนี้ จับตา 10 งูเขียวเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือไม่ ท่ามกลางบรรยากาศการแข่งขันฟุตบอลอุ่นเครื่องไทยลีกคู่เดือดระหว่างบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด กับ ราชบุรี เอฟซี

สะพัด “เนวิน” คุย “บุญยิ่ง” เย็นนี้ จับตา 10 งูเขียวเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือไม่

เหตุการณ์ครั้งนี้ถูกจับตามองอย่างมาก เนื่องจากเป็นการพบกันระหว่าง นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และนางบุญยิ่ง นิติกาญจนา สส.ราชบุรี พรรคกล้าธรรม ซึ่งสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้มีความเปราะบางและน่าสนใจเป็นพิเศษ การพบกันของทั้งคู่จึงถูกตีความเป็นนัยว่าอาจมีการดีลการเมืองครั้งสำคัญเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้

เบื้องลึกกระแสข่าว 10 สส. พลิกขั้ว

สำหรับประเด็นที่ว่า สะพัด “เนวิน” คุย “บุญยิ่ง” เย็นนี้ จับตา 10 งูเขียวเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือไม่ นั้นมีที่มาจากการที่นางบุญยิ่งมี สส. ในสังกัดอยู่ประมาณ 10 คน ซึ่งหากกลุ่มนี้ย้ายฝั่งไปอยู่กับค่ายสีน้ำเงินตามกระแสข่าว จะส่งผลต่อเสียงโหวตในสภาฯ อย่างมีนัยสำคัญ

  • ความเคลื่อนไหวของพรรคกล้าธรรมภายใต้เงาของพรรคภูมิใจไทย
  • การส่งบุตรชายของนางบุญยิ่งลงสมัครเลือกตั้งในนามพรรคภูมิใจไทย
  • ทิศทางการลงมติในสภาฯ ที่อาจจะสอดคล้องกับฝ่ายรัฐบาลมากขึ้น

หลายฝ่ายวิเคราะห์ว่า หากดีลนี้สำเร็จจริง ไม่ใช่แค่เรื่องของการเลือกตั้งครั้งหน้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลผ่านเสียงของ สส. ที่เคยเป็นฝ่ายค้านอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ต้องรอดูความชัดเจนจากการพูดคุยในวันนี้ว่า สรุปแล้วกลุ่ม สะพัด “เนวิน” คุย “บุญยิ่ง” เย็นนี้ จับตา 10 งูเขียวเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือไม่ จะเป็นเพียงข่าวลือหรือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎร

ในมุมมองของผู้ติดตามสถานการณ์การเมือง การดีลกันนอกรอบถือเป็นเรื่องปกติในไทย แต่การดีลครั้งนี้มีความสำคัญสูงเพราะเกี่ยวข้องกับจำนวน สส. ถึง 10 เสียง ซึ่งอาจเป็นตัวแปรสำคัญในญัตติสำคัญๆ ของรัฐบาลในอนาคต เราคงต้องติดตามดูผลกระทบที่จะตามมาว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายจะนำไปสู่การจับมือกันอย่างเป็นทางการหรือไม่

ที่มา – สะพัด “เนวิน” คุย “บุญยิ่ง” เย็นนี้ จับตา 10 งูเขียวเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือไม่

ผู้บาดเจ็บเหตุกราดยิงเทพศิรินทร์ นนทบุรี กลับบ้านแล้ว 13 ราย

จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่สร้างความสะเทือนใจให้กับคนไทยทั้งประเทศกับเหตุการณ์ในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ล่าสุดมีความคืบหน้าเรื่องการรักษาพยาบาลออกมาให้ทุกคนได้อุ่นใจขึ้นบ้าง โดยล่าสุดมีการรายงานว่า ผู้บาดเจ็บเหตุกราดยิงเทพศิรินทร์ นนทบุรี กลับบ้านแล้ว 13 ราย จากจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด 27 ราย

อัปเดตสถานการณ์ ผู้บาดเจ็บเหตุกราดยิงเทพศิรินทร์ นนทบุรี กลับบ้านแล้ว 13 ราย

ทางรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขได้ออกมาให้ข้อมูลว่า ขณะนี้มีผู้บาดเจ็บอีก 14 รายที่ยังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกระจายตัวดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดในโรงพยาบาลชั้นนำถึง 8 แห่งทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทั้งนี้ยังมีแผนที่จะอนุญาตให้ผู้ป่วยอาการดีขึ้นกลับบ้านได้อีก 2 รายในเร็วๆ นี้ ถือเป็นข่าวดีที่แสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทของบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานกันอย่างเต็มที่

มาตรการเยียวยาจิตใจและสวัสดิการการรักษา

นอกจากเรื่องบาดแผลทางกายแล้ว รัฐบาลยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับสุขภาพจิตของผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนักเรียน ครู และครอบครัว โดยได้ส่งทีม MCATT ลงพื้นที่เพื่อติดตามอาการอย่างต่อเนื่องทั้งในระยะสั้นและระยะยาว นอกจากนี้ ทางภาครัฐยังยืนยันว่า ผู้บาดเจ็บเหตุกราดยิงเทพศิรินทร์ นนทบุรี กลับบ้านแล้ว 13 ราย และผู้ที่ยังรักษาตัวอยู่ทุกคนจะได้รับการดูแลอย่างเต็มที่โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องค่าใช้จ่าย เพื่อให้ทุกคนก้าวผ่านเหตุการณ์เลวร้ายนี้ไปได้ด้วยดี

ในนามของคนไทย เราขอส่งกำลังใจให้ผู้ได้รับผลกระทบทุกคน และขอให้มั่นใจว่ามาตรการเยียวยาจากภาครัฐจะครอบคลุมทุกด้าน ทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อฟื้นฟูความมั่นใจและความปลอดภัยให้กลับคืนมาสู่สถานศึกษาอีกครั้ง เราควรติดตามข่าวสารจากหน่วยงานราชการโดยตรงเพื่อป้องกันการเข้าใจผิดและไม่แชร์ภาพความรุนแรงที่ไม่จำเป็นครับ

ที่มา – ผู้บาดเจ็บเหตุกราดยิงเทพศิรินทร์ นนทบุรี กลับบ้านแล้ว 13 ราย จ่อให้กลับอีก 2 ราย

ลุยพัฒนา Missing Link เชื่อมอ่าวไทย-อันดามัน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตสถานการณ์เศรษฐกิจและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของไทยที่น่าสนใจกันหน่อยครับ ล่าสุดท่านนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาพูดถึงทิศทางการพัฒนาภาคใต้ที่น่าจับตามอง โดยเน้นไปที่การ ลุยพัฒนา “Missing Link” เชื่อมอ่าวไทย-อันดามัน แทนที่จะผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ในทันที ซึ่งถือเป็นแนวคิดที่น่าสนใจและดูมีความยืดหยุ่นในการบริหารงานมากครับ

ลุยพัฒนา “Missing Link” เชื่อมอ่าวไทย-อันดามัน ก่อนเริ่มแลนด์บริดจ์

ท่านนายกฯ อนุทิน ได้ให้เหตุผลที่น่าสนใจมากว่า ในตอนนี้โครงการแลนด์บริดจ์ขนาดใหญ่อาจจะยังไม่คุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ การรีบดึงดันสร้างอาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด ดังนั้นรัฐบาลจึงเลือกที่จะ ลุยพัฒนา “Missing Link” เชื่อมอ่าวไทย-อันดามัน ให้เกิดขึ้นจริงก่อน เพื่อเป็นการวางรากฐานและสร้างความสะดวกในการขนส่งสินค้าผ่านจังหวัดระนอง ชุมพร และสุราษฎร์ธานี ซึ่งถือเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนก้าวไปสู่โปรเจกต์ขนาดใหญ่ในอนาคต

เหตุผลที่ต้องเริ่มจาก Missing Link ก่อน

การที่รัฐบาลเลือกใช้วิธีการนี้ เพราะต้องการสร้างหัวเชื้อหรือจุดเริ่มต้นที่จับต้องได้ก่อนครับ โดยมีเหตุผลสนับสนุนดังนี้:

  • เพิ่มขีดความสามารถท่าเรือระนอง: พัฒนาให้สามารถรองรับตู้คอนเทนเนอร์และสินค้าได้มากขึ้น
  • เชื่อมโยงเส้นทางใหม่: ขนส่งสินค้าจากฝั่งอันดามันสู่อ่าวไทยโดยตรง ไม่ต้องผ่านกรุงเทพฯ
  • เพิ่มศักยภาพการส่งออก: เชื่อมต่อไปยังตลาดอินเดีย ตะวันออกกลาง และยุโรปได้สะดวก

นอกจากนี้ ท่านนายกฯ ยังย้ำชัดเจนว่ารัฐบาลพร้อมรับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชนเสมอ หากคนในพื้นที่ระนองหรือชุมพรไม่ต้องการก็จะไม่สร้าง เพราะโครงการที่ดีต้องเกิดจากความเห็นพ้องของคนในพื้นที่จริงๆ ไม่ใช่การสั่งการจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียวครับ

ส่วนตัวผมมองว่า แนวคิดนี้มีความเป็นไปได้สูงและตอบโจทย์สถานการณ์ปัจจุบันได้ดีครับ การเริ่มต้นแบบค่อยเป็นค่อยไปเหมือนการเปิดร้านค้าที่ค่อยๆ ขยายกิจการ น่าจะช่วยลดความเสี่ยงและสร้างประโยชน์ให้คนในพื้นที่ได้จริงมากกว่าการใช้งบมหาศาลไปกับโครงการที่ยังไม่พร้อม สำหรับใครที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคืบหน้าของโครงการนี้ สามารถติดตามข่าวสารอัปเดตจากหน่วยงานภาครัฐได้ตลอดครับ แล้วเพื่อนๆ ล่ะครับคิดอย่างไรกับการเปลี่ยนมาเน้นพัฒนาเส้นทางเชื่อมต่อแทนแลนด์บริดจ์ในตอนนี้ มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะครับ

ที่มา – ลุยพัฒนา “Missing Link” เชื่อมอ่าวไทย-อันดามัน นายกฯ บอกแลนด์บริดจ์ค่อยว่ากัน

เดินหน้าแผน ภาครัฐระบบเปิด ฉบับแรกของประเทศ

สวัสดีครับทุกคน วันนี้เรามาคุยเรื่องข่าวดีที่น่าจับตามองในแวดวงการเมืองไทยกันบ้างครับ เมื่อล่าสุดรัฐบาลได้เริ่ม เดินหน้าแผน “ภาครัฐระบบเปิด” ฉบับแรกของประเทศ อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้การทำงานของภาครัฐโปร่งใสและตรวจสอบได้ง่ายขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนครับ

ความสำคัญของการเดินหน้าแผน “ภาครัฐระบบเปิด” ฉบับแรกของประเทศ

การผลักดันนโยบายนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของเอกสารหรือตัวเลขนะครับ แต่หัวใจสำคัญคือการทำให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงข้อมูลของรัฐได้อย่างสะดวก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง หรือข้อมูลสาธารณะต่างๆ ซึ่งการ เดินหน้าแผน “ภาครัฐระบบเปิด” ฉบับแรกของประเทศ จะช่วยลดช่องว่างการทุจริตคอร์รัปชันได้มหาศาล เพราะเมื่อมีคนช่วยกันตรวจสอบ ข้อมูลก็ต้องถูกต้องและโปร่งใสมากขึ้นครับ

รายละเอียดและเป้าหมายหลักของแผนภาครัฐระบบเปิด

สำหรับการขับเคลื่อนครั้งนี้ รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการร่วมพหุภาคีที่รวมทั้งภาคเอกชน สื่อมวลชน และภาคประชาสังคมมาร่วมกันกำหนดทิศทาง โดยมุ่งเน้นกรอบนโยบาย 4 ด้านที่ตอบโจทย์ชีวิตคนไทยโดยตรง ดังนี้ครับ:

  • การต่อต้านการทุจริต: เพิ่มมาตรการเชิงรุกที่ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน
  • การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: ข้อมูลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่ประชาชนเข้าถึงได้
  • การยกระดับกระบวนการยุติธรรม: สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนผ่านระบบที่ตรวจสอบได้
  • การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน: เปิดช่องทางให้ทุกคนมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายสาธารณะ

นอกจากนี้ การดำเนินการตามแผนดังกล่าวยังเป็นบันไดก้าวสำคัญที่ช่วยให้ไทยก้าวเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ได้ใกล้ความจริงมากขึ้นครับ ซึ่งจะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติและเสริมสร้างเศรษฐกิจไทยให้แข่งขันได้ในระยะยาว

ผมเชื่อว่านี่เป็นสัญญาณบวกที่น่าชื่นชม เพราะหากภาครัฐเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ความรู้สึกห่างเหินระหว่างรัฐกับประชาชนก็จะลดน้อยลง และนำไปสู่การพัฒนาประเทศที่มีประสิทธิภาพและยุติธรรมสำหรับทุกคนจริงๆ ครับ อยากชวนให้พวกเราทุกคนร่วมติดตามกระบวนการเปิดรับฟังความคิดเห็นที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์ภาครัฐในอุดมคติของเราทุกคนครับ

ที่มา – เดินหน้าแผน “ภาครัฐระบบเปิด” ฉบับแรกของประเทศ โปร่งใส-ตรวจสอบได้มากขึ้น

อนุทิน นำทอดผ้าป่าสามัคคี ยอด 20 ล้าน จัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ รพ.ระนอง

อนุทิน นำทอดผ้าป่าสามัคคี ยอด 20 ล้าน จัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ รพ.ระนอง

เป็นภาพที่น่าประทับใจจริงๆ ครับ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางไปเป็นประธานในพิธีสำคัญอย่าง อนุทิน นำทอดผ้าป่าสามัคคี ยอด 20 ล้าน จัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ รพ.ระนอง เพื่อสมทบทุนจัดซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาลระนอง ซึ่งเป็นศูนย์รวมใจของพี่น้องชาวใต้หลายจังหวัด โดยงานนี้ได้รับความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนนับพันคนมาร่วมทำบุญใหญ่ร่วมกัน

บรรยากาศงานบุญยิ่งใหญ่เพื่อสาธารณสุข

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่นและศรัทธา โดยมีทั้งคณะสงฆ์ หัวหน้าส่วนราชการ และชาวบ้านในพื้นที่ระนอง พังงา และสุราษฎร์ธานี มารวมตัวกันอย่างคึกคัก ซึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดงาน อนุทิน นำทอดผ้าป่าสามัคคี ยอด 20 ล้าน จัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ รพ.ระนอง ในครั้งนี้ คือความต้องการเพิ่มศักยภาพในการรักษาพยาบาล เพราะการจะเดินทางไปรักษาที่จังหวัดใกล้เคียงนั้นต้องใช้เวลานาน การมีเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัยในโรงพยาบาลระนองจึงเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับชีวิตของผู้ป่วยฉุกเฉิน

นายอนุทิน ได้เน้นย้ำอย่างหนักแน่นในระหว่างพิธีว่า เงินบริจาคทั้งหมด 20 ล้านบาทนี้ ต้องถูกนำไปใช้เพื่อซื้อเครื่องมือทางการแพทย์แบบ 100% เท่านั้น โดยไม่มีการหักเปอร์เซ็นต์หรือมีเงินทอนเด็ดขาด ท่านนายกฯ ได้กำชับให้มีการตรวจสอบโปร่งใส เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องมือทุกชิ้นจะถึงมือโรงพยาบาลและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ชาวระนองอย่างยั่งยืน

  • การระดมทุนครั้งนี้เพื่อยกระดับการแพทย์ในพื้นที่
  • ยอดบริจาค 20 ล้านบาท จะถูกนำไปใช้จัดซื้อเครื่องมือที่จำเป็นเท่านั้น
  • ความร่วมมือของภาครัฐและประชาชนเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ

นอกจากจะเป็นการทำบุญใหญ่แล้ว การที่ อนุทิน นำทอดผ้าป่าสามัคคี ยอด 20 ล้าน จัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ รพ.ระนอง ยังถือเป็นนิมิตหมายที่ดีในการผลักดันให้จังหวัดระนองเป็นเมืองที่มีความพร้อม ทั้งด้านสาธารณสุขและการท่องเที่ยว ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่นในระยะยาว

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ได้รับบริจาคในครั้งนี้ จะช่วยชีวิตผู้คนได้อีกมากมาย และขอชื่นชมในพลังความสามัคคีของทุกคนที่ร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้กับสังคมครับ

ที่มา – “อนุทิน” นำทอดผ้าป่าสามัคคี ยอด 20 ล้าน จัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ รพ.ระนอง

Scroll to top