ข่าวการเมือง

“สุรศักดิ์” ตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวรัสเซีย 2 ล้านคน ภายในสิ้นปี 2026

ข่าวดีสำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย เมื่อล่าสุดท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา “สุรศักดิ์” ได้ออกมาประกาศความพร้อมในการสร้างความร่วมมือกับประเทศรัสเซีย โดยมีหมุดหมายสำคัญคือ “สุรศักดิ์” ตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวรัสเซีย 2 ล้านคน ภายในสิ้นปี 2026 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวให้คึกคักกว่าที่เคย

“สุรศักดิ์” ตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวรัสเซีย 2 ล้านคน ภายในสิ้นปี 2026

การหารือร่วมกับ นายเยฟเกนี โตมีฮิน เอกอัครราชทูตสหพันธรัฐรัสเซียประจำประเทศไทย ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยรัฐบาลไทยมุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ เพื่อให้ชาวรัสเซียเดินทางมาท่องเที่ยวไทยได้อย่างสะดวกสบายและปลอดภัยที่สุด

กลยุทธ์สำคัญสู่เป้าหมายนักท่องเที่ยวรัสเซีย

เพื่อให้ “สุรศักดิ์” ตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวรัสเซีย 2 ล้านคน ภายในสิ้นปี 2026 เป็นจริงได้ ทางกระทรวงฯ ได้เตรียมมาตรการรองรับไว้อย่างครบวงจร ดังนี้:

  • เพิ่มเที่ยวบินเชื่อมไทย-รัสเซีย: เน้นการเชื่อมโยงทางอากาศ (Air Connectivity) เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเดินทางของนักท่องเที่ยวคุณภาพ
  • ชูจุดเด่นเมืองไทย: ใช้กลยุทธ์ Cuisine Diplomacy หรือการทูตทางอาหาร ร่วมกับการนำเสนอวัฒนธรรมและซอฟต์พาวเวอร์ไทยให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น
  • ยกระดับความปลอดภัยขั้นสูงสุด: มุ่งเน้นการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย
  • ความร่วมมือด้านกีฬา: แลกเปลี่ยนบุคลากรด้านกีฬาโดยเฉพาะกีฬาฤดูหนาวและฮอกกี้น้ำแข็งตามแผนปฏิบัติการร่วม

นอกจากนี้ ในปี 2570 ประเทศไทยและรัสเซียยังเตรียมเฉลิมฉลองครบรอบ 130 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งจะเป็นโอกาสดีในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับใหญ่ที่ดึงดูดผู้คนจากทั้งสองประเทศให้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันมากขึ้น

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ นี่ถือเป็นนโยบายเชิงรุกที่น่าสนใจ เพราะนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียถือเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและนิยมเดินทางมาพักผ่อนในไทยยาวนาน หากภาครัฐสามารถดึงกลุ่มนี้เข้ามาได้ตามเป้าหมาย ย่อมส่งผลดีต่อผู้ประกอบการท้องถิ่นทั่วประเทศไทยอย่างแน่นอน เชื่อมั่นว่าด้วยการประสานงานที่ใกล้ชิดเช่นนี้ เป้าหมายที่เราตั้งไว้จะไม่เกินเอื้อมอย่างแน่นอน

ที่มา – “สุรศักดิ์” ตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวรัสเซีย 2 ล้านคน ภายในสิ้นปี 2026

อนุทิน ควง จ๋า เดินงานโอทอป ซื้อสร้อยทับทิมกินบ่เซี่ยง 1.2 ล้าน

บรรยากาศสุดประทับใจ อนุทิน ควง จ๋า เดินงานโอทอป ซื้อสร้อยทับทิมกินบ่เซี่ยง 1.2 ล้าน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจเมื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ควงภริยา คุณจ๋า ธนนนท์ ชาญวีรกูล ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี” ประจำปี 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งงานนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างล้นหลาม โดยไฮไลท์สำคัญที่ทำเอาโซเชียลฮือฮาคือการที่ อนุทิน ควง จ๋า เดินงานโอทอป ซื้อสร้อยทับทิมกินบ่เซี่ยง 1.2 ล้าน เพื่อมอบเป็นของขวัญให้กับภริยาคู่ใจ

ความหมายมงคลของสร้อยทับทิมกินบ่เซี่ยง

สำหรับสร้อยคอทองคำขาวเพชรล้อมทับทิมกินบ่เซี่ยงที่นายกฯ เลือกซื้อนั้น ไม่ใช่เพียงแค่ความสวยงาม แต่ยังแฝงไปด้วยความหมายที่เป็นมงคลอย่างยิ่ง โดยคำว่า “กินบ่เซี่ยง” เป็นภาษาถิ่นที่หมายถึง “กินใช้ไม่หมด” สื่อความหมายถึงความมั่งคั่งร่ำรวย โชคลาภไหลมาเทมาไม่ขาดสาย ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเป็นของขวัญชิ้นพิเศษในโอกาสสำคัญ การที่ อนุทิน ควง จ๋า เดินงานโอทอป ซื้อสร้อยทับทิมกินบ่เซี่ยง 1.2 ล้าน ในครั้งนี้ยังเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและส่งเสริมผู้ประกอบการไทยไปในตัวด้วย

นอกเหนือจากเรื่องเครื่องประดับแล้ว ภายในงานนายกรัฐมนตรียังได้เยี่ยมชมร้านค้าต่างๆ อย่างเป็นกันเอง ไม่ว่าจะเป็น:

  • ร้านไอศกรีมกะทิสดเจ้าดัง
  • บูธชาข้าวกล้องเพื่อสุขภาพ
  • ผลิตภัณฑ์จากย่านลิเภา งานหัตถกรรมชั้นครู
  • ทุเรียนหลินลับแลของดีขึ้นชื่อ

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยรอยยิ้ม โดยมีแม่ค้าหลายรายเข้ามาชื่นชมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60:40” ที่สามารถช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าขายของได้ดีขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งนายกฯ เองก็ได้ให้กำลังใจและรับปากว่าจะพยายามพัฒนาโครงการดีๆ แบบนี้ต่อไป

การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีในการสนับสนุนสินค้าไทย แต่ยังแสดงให้เห็นถึงมุมหวานๆ ของ อนุทิน ควง จ๋า เดินงานโอทอป ซื้อสร้อยทับทิมกินบ่เซี่ยง 1.2 ล้าน ซึ่งสะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับครอบครัวควบคู่ไปกับการสนับสนุนสินค้าหัตถกรรมไทยที่เป็นเอกลักษณ์ หากใครมีเวลาว่าง อย่าลืมแวะไปเดินชมงานศิลปาชีพประทีปไทยกันได้ตั้งแต่วันที่ 8–16 สิงหาคมนี้ เชื่อว่าคุณจะได้พบกับของดีจากทั่วประเทศและมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตไปพร้อมกันครับ

ที่มา – “อนุทิน” ควง “จ๋า” เดินงานโอทอป ซื้อสร้อยทองคำขาวเพชรล้อมทับทิมกินบ่เซี่ยง ราคา 1.2 ล้านให้

อนุทิน ชี้ ปืนถูกขโมยไปก่อเหตุเจ้าของตกเป็นผู้ต้องหาร่วม

อนุทิน ชี้ ปืนถูกขโมยไปก่อเหตุเจ้าของตกเป็นผู้ต้องหาร่วม

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคมไทยอีกครั้ง สำหรับมาตรการควบคุมอาวุธปืน หลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาเน้นย้ำถึงความเข้มงวดในการพกพาอาวุธปืน โดยระบุชัดเจนว่า “อนุทิน” ชี้ ปืนถูกขโมยไปก่อเหตุเจ้าของตกเป็นผู้ต้องหาร่วม หากพบว่ามีการปล่อยปละละเลยให้ปืนในครอบครองถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด เจ้าของปืนต้องรับผิดชอบทางกฎหมายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

มาตรการเด็ดขาด: ห้ามพกปืนออกนอกเคหสถาน

นายอนุทินได้เน้นย้ำในระหว่างการให้สัมภาษณ์ว่า การพกพาอาวุธปืนออกนอกเคหสถานโดยไม่มีภารกิจหรือหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและมีโทษอุกฉกรรจ์ โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่รัฐบาลพยายามลดความรุนแรงในสังคม นโยบายหลักคือ:

  • ห้ามพกพาปืนไปในที่สาธารณะเด็ดขาด หากไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหน้าที่
  • หากมีการตรวจพบในรถหรือติดตัว จะถูกดำเนินคดีอย่างรุนแรง
  • การฝึกซ้อมยิงปืนควรทำในสนามที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น และปืนต้องถูกเก็บไว้ที่สนามตามกฎระเบียบ

หลายคนอาจสงสัยว่าหากเกิดเหตุการณ์ปืนถูกขโมยไปแล้วเจ้าของต้องรับผิดชอบอย่างไร เรื่องนี้รัฐบาลยืนยันว่า “อนุทิน” ชี้ ปืนถูกขโมยไปก่อเหตุเจ้าของตกเป็นผู้ต้องหาร่วม ซึ่งหมายความว่าเจ้าของปืนมีหน้าที่ต้องดูแลเก็บรักษาอย่างมิดชิด หากปืนสูญหายต้องรีบไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานทันที ไม่ใช่ปล่อยทิ้งไว้จนถูกนำไปก่อเหตุแล้วค่อยอ้างว่าถูกขโมย

ปืนเถื่อนคือสิ่งที่ต้องกวาดล้าง

สำหรับประเด็นปืนเถื่อน นายอนุทินกล่าวอย่างชัดเจนว่าไม่มีคำว่าปืนเถื่อนที่ถูกต้อง การครอบครองปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตคือความผิดสำเร็จในตัวมันเอง รัฐบาลพร้อมใช้มาตรการทางกฎหมายขั้นสูงสุด ทั้งการเพิ่มโทษและประสานงานกับอัยการและศาลเพื่อให้บทลงโทษมีความรุนแรงและหลาบจำ นอกจากนี้ ยังปฏิเสธข้อเสนอให้ครูพกปืนป้องกันตัว เนื่องจากครูไม่ใช่เจ้าพนักงานและไม่ใช่แนวทางที่ยั่งยืนในการสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา

ในส่วนของกรณีเยาวชนที่ตกเป็นข่าว ทางรัฐบาลได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสืบสวนหาความจริงโดยละเอียด และขอความร่วมมือสังคมไม่ให้คาดเดาจนเกิดความตื่นตระหนก ส่วนผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ล่าสุดนั้น กระทรวงสาธารณสุขได้ดูแลอย่างเต็มที่เพื่อรักษาความปลอดภัยและคืนชีวิตที่ปกติให้กับผู้ได้รับผลกระทบ

สุดท้ายนี้ การแก้ไขปัญหาอาวุธปืนไม่ได้ขึ้นอยู่กับหน่วยงานรัฐเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจากจิตสำนึกของเจ้าของปืนทุกคน การเก็บรักษาปืนอย่างรัดกุมคือปราการด่านแรกที่ป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรม หากเราทุกคนร่วมมือกันปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด สังคมไทยจะมีความปลอดภัยมากขึ้นอย่างแน่นอน

ที่มา – “อนุทิน” ชี้ ปืนถูกขโมยไปก่อเหตุเจ้าของตกเป็นผู้ต้องหาร่วม ย้ำห้ามพกปืนออกนอกเคหสถาน

“สรรเพชญ” ลุยคลองอู่ตะเภา เร่งขุดลอกร่องน้ำ ป้องกันน้ำท่วมสงขลา

“สรรเพชญ” ลุยคลองอู่ตะเภา เร่งขุดลอกร่องน้ำ ป้องกันน้ำท่วมสงขลา

เมื่อเร็วๆ นี้ นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจสำคัญในการติดตามความคืบหน้าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำ โดยได้เดินทางไปดูการดำเนินงานโครงการขุดลอกร่องน้ำคลองอู่ตะเภา จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นภารกิจหลักที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง

การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการตรวจสอบความพร้อมของเครื่องจักรและกำลังคนของกรมเจ้าท่าเท่านั้น แต่ยังเป็นการยืนยันความตั้งใจจริงของภาครัฐในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน โดยในปัจจุบัน “สรรเพชญ” ลุยคลองอู่ตะเภา เร่งขุดลอกร่องน้ำ ป้องกันน้ำท่วมสงขลา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำให้ไหลผ่านคลองอู่ตะเภาได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น ลดจุดตื้นเขินที่เป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่เศรษฐกิจและบ้านเรือนของพี่น้องประชาชนชาวสงขลาได้

แผนงานระยะยาวเพื่อความปลอดภัยและเศรษฐกิจท้องถิ่น

นอกจากโครงการที่กำลังดำเนินการอยู่ นายสรรเพชญยังได้กล่าวถึงแผนการพัฒนาในระยะยาว โดยมีการวางแผนงบประมาณปี 2570 เพื่อสานต่อโครงการสำคัญอีก 3 โครงการ ดังนี้:

  • โครงการขุดลอกร่องน้ำคลองอู่ตะเภา: เน้นการกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำเพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มสูงขึ้น
  • โครงการขุดลอกคลอง ร.1: พัฒนาร่องชายฝั่งทะเลเพื่อเสริมระบบระบายน้ำให้ครอบคลุมทุกจุดเสี่ยง
  • โครงการขุดลอกคลอง ร.3: ขยายขีดความสามารถการไหลเวียนของน้ำ เพื่อสนับสนุนทั้งภาคการเกษตรและการสัญจรทางน้ำ

ด้วยงบประมาณกว่า 28 ล้านบาทต่อโครงการ ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับความเสียหายจากอุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นหากไม่เตรียมการป้องกันไว้ก่อน สิ่งนี้ตอกย้ำให้เห็นว่าการที่ “สรรเพชญ” ลุยคลองอู่ตะเภา เร่งขุดลอกร่องน้ำ ป้องกันน้ำท่วมสงขลา เป็นกลยุทธ์เชิงรุกที่น่าชื่นชม เพราะนอกจากช่วยระบายน้ำแล้ว ยังเป็นการอำนวยความสะดวกในการเดินเรือของชาวประมงพื้นบ้านอีกด้วย

ในฐานะประชาชน เราต่างหวังว่าการดำเนินงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ของกรมเจ้าท่า จะช่วยให้โครงการเหล่านี้สำเร็จลุล่วงตามแผนที่วางไว้ การเตรียมพร้อมก่อนที่ปัญหาจะมาถึง คือหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการภาครัฐที่ยั่งยืน และเชื่อมั่นว่าความมุ่งมั่นของนายสรรเพชญในครั้งนี้ จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของชาวสงขลาได้อย่างแท้จริง การที่ “สรรเพชญ” ลุยคลองอู่ตะเภา เร่งขุดลอกร่องน้ำ ป้องกันน้ำท่วมสงขลา จึงเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงการทำงานเชิงบูรณาการเพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวมอย่างแท้จริง

ที่มา – “สรรเพชญ” ลุยคลองอู่ตะเภา เร่งขุดลอกร่องน้ำ ป้องกันน้ำท่วมสงขลา

รัฐบาลเร่งแก้ผลกระทบรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงวงเวียนใหญ่

รัฐบาลเร่งแก้ผลกระทบรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงวงเวียนใหญ่ เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

สำหรับใครที่สัญจรผ่านไปมาบริเวณวงเวียนใหญ่ในช่วงนี้ คงจะทราบถึงสถานการณ์การดำเนินงานของโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน–ราษฎร์บูรณะ กันเป็นอย่างดี ซึ่งล่าสุดรัฐบาลเร่งแก้ผลกระทบรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงวงเวียนใหญ่ จากกรณีดินทรุดตัว เพื่อให้ทุกอย่างกลับมาอยู่ในสภาวะปกติโดยเร็วที่สุด โดยเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับหนึ่งครับ

ในส่วนของความคืบหน้าล่าสุด นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ด้วยตัวเอง พร้อมกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามหลักวิศวกรรมอย่างเคร่งครัด โดยเป้าหมายหลักคือการฟื้นฟูพื้นที่และคืนสภาพการจราจรให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่โดยเร็วที่สุดครับ

มาตรการทางวิศวกรรมในการแก้ไขผลกระทบ

เพื่อให้การทำงานมีความมั่นคงและยั่งยืน ทางเจ้าหน้าที่ได้เริ่มดำเนินการเสริมความมั่นคงของชั้นดิน (Grouting) ไปแล้วกว่า 40 จุด และมีแผนจะขยายเพิ่มเติมอีก 80 จุด โดยกระบวนการนี้คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน เพื่อสร้างความมั่นใจในโครงสร้างพื้นฐานก่อนจะเปิดให้ใช้งานตามปกติ ทั้งนี้ รัฐบาลเร่งแก้ผลกระทบรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงวงเวียนใหญ่ โดยมีการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดการเคลื่อนตัวของอาคารและโครงสร้างโดยรอบอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อบ้านเรือนประชาชนอย่างที่สุด

  • ดำเนินการอัดฉีดวัสดุเสริมความมั่นคงชั้นดิน (Grouting)
  • ตรวจสอบจุดรั่วซึมภายในอุโมงค์อย่างละเอียด
  • ประเมินเสถียรภาพพื้นที่อย่างต่อเนื่องก่อนคืนผิวจราจร
  • เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง

นอกจากนี้ หลังจากกระบวนการเสริมความมั่นคงแล้วเสร็จ ทางทีมวิศวกรจะทยอยลดระดับน้ำภายในอุโมงค์เพื่อตรวจสอบจุดรั่วซึมอย่างละเอียด หากพบความจำเป็นก็พร้อมที่จะยกระดับมาตรการทางวิศวกรรมให้สูงขึ้นทันที เพื่อป้องกันปัญหาในระยะยาว

ท้ายที่สุดนี้ ผมเชื่อมั่นว่าการที่ รัฐบาลเร่งแก้ผลกระทบรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงวงเวียนใหญ่ อย่างจริงจังเช่นนี้ จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้ในไม่ช้า การคืนผิวจราจรเป็นรายจุดจะช่วยให้การเดินทางและการทำมาค้าขายในพื้นที่วงเวียนใหญ่กลับมาคึกคักอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยของพวกเราทุกคนต้องมาก่อนเสมอครับ

ที่มา – รัฐบาลเร่งแก้ผลกระทบรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงวงเวียนใหญ่

“สรศักดิ์” ซัดรัฐบาลต้อนรับ “มิน อ่อง หล่าย” ทำไทยสูญเสียความน่าเชื่อถือในเวทีโลก

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยและต่างประเทศ เมื่อนายสรศักดิ์ สมรไกรสรกิจ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือดถึงท่าทีของรัฐบาลไทยต่อการต้อนรับ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำเมียนมา โดยมองว่าการเดินหมากทางการทูตครั้งนี้อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไทยต้องผิดหวังและได้รับผลกระทบในระยะยาว

“สรศักดิ์” ซัดรัฐบาลต้อนรับ “มิน อ่อง หล่าย” ทำไทยสูญเสียความน่าเชื่อถือในเวทีโลก

การเคลื่อนไหวของรัฐบาลในครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงเกินไป การต้อนรับผู้นำเมียนมาในฐานะรัฐบาลพลเรือนท่ามกลางกระแสคัดค้านจากนานาชาตินั้น นายสรศักดิ์ย้ำว่า “สรศักดิ์” ซัดรัฐบาลต้อนรับ “มิน อ่อง หล่าย” ทำไทยสูญเสียความน่าเชื่อถือในเวทีโลก อย่างเห็นได้ชัด เพราะนอกจากจะขัดต่อจุดยืนของอาเซียนแล้ว ยังเป็นการฟอกตัวให้กับระบอบเผด็จการโดยที่เราไม่ได้รับผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมกลับคืนมาเลย

มุมมองต่อการทูตที่ล้มเหลว

นายสรศักดิ์ได้ชี้ให้เห็นถึงความผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์ 3 ประการ ที่รัฐบาลไทยกำลังเผชิญ ได้แก่:

  • การยึดติดกับสมมติฐานเก่า: การมองว่ากองทัพเมียนมาคือตัวแทนเดียวของอธิปไตย ซึ่งละเลยกลุ่มชาติพันธุ์และรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) ที่มีบทบาทในพื้นที่จริง
  • การเสียจุดยืนอาเซียน: การยอมรับรัฐบาลเนปิดอว์อาจทำให้ไทยเสียความน่าเชื่อถือในการเป็นผู้นำและผู้สร้างสันติภาพในระดับภูมิภาค
  • สัญญาที่ว่างเปล่า: ข้อตกลงต่างๆ ที่ผ่านมาไม่สามารถแก้ปัญหาต้นตอ เช่น สารพิษในแม่น้ำกก หรือปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติได้เลย

จากประเด็นทั้งหมดที่กล่าวมา สะท้อนให้เห็นว่าการที่ “สรศักดิ์” ซัดรัฐบาลต้อนรับ “มิน อ่อง หล่าย” ทำไทยสูญเสียความน่าเชื่อถือในเวทีโลก นั้นไม่ใช่เพียงแค่ความเห็นต่างทางการเมือง แต่เป็นคำเตือนถึงอนาคตของนโยบายต่างประเทศไทยที่กำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่เปราะบาง การพึ่งพากลไกเนปิดอว์เพียงอย่างเดียวในขณะที่พวกเขายังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ในประเทศได้ คือการเดิมพันด้วยชื่อเสียงของประเทศที่อาจไม่คุ้มค่ากับการลงทุน

ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องทบทวนท่าทีอย่างจริงจังและเปิดช่องทางเจรจากับทุกฝ่ายในเมียนมา เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและรักษาเกียรติภูมิของประเทศไทยในเวทีโลกเอาไว้ให้ได้ คุณมีความเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? การต้อนรับครั้งนี้คือโอกาสทางยุทธศาสตร์หรือความผิดพลาดครั้งใหญ่กันแน่?

ที่มา – “สรศักดิ์” ซัดรัฐบาลต้อนรับ “มิน อ่อง หล่าย” ทำไทยสูญเสียความน่าเชื่อถือในเวทีโลก

เศรษฐาชี้ Bully ไม่ใช่แค่คำพูด แต่ยังรวมถึงการเมินเฉย

ปัญหาการกลั่นแกล้งหรือ Bully ในสังคมไทยกำลังกลายเป็นประเด็นที่น่ากังวลอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจนนำไปสู่ความสูญเสีย ซึ่งอดีตนายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน ได้ออกมาให้มุมมองที่น่าสนใจว่า เศรษฐาชี้ Bully ไม่ใช่แค่คำพูด แต่ยังรวมถึงการเมินเฉย ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่และคนในสังคมมักมองข้ามไป

เศรษฐาชี้ Bully ไม่ใช่แค่คำพูด แต่ยังรวมถึงการเมินเฉย

หลายคนมักเข้าใจผิดว่าการกลั่นแกล้งคือการทำร้ายร่างกายหรือการด่าทอด้วยถ้อยคำรุนแรงเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วพฤติกรรมอย่างการเมินเฉย การกีดกันออกจากกลุ่ม หรือการตั้งใจทำให้ผู้อื่นรู้สึกไม่มีตัวตน ก็ถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการบูลลี่ที่รุนแรงไม่แพ้กัน เศรษฐาชี้ Bully ไม่ใช่แค่คำพูด แต่ยังรวมถึงการเมินเฉย ซึ่งส่งผลกระทบต่อจิตใจเด็กในระยะยาวและอาจกลายเป็นบาดแผลฝังลึกได้

สัญญาณเตือนที่ผู้ใหญ่ควรสังเกต

เพื่อให้สังคมของเราปลอดภัยขึ้น สำหรับเด็กและเยาวชนที่อาจกำลังเผชิญกับสถานการณ์นี้ การสังเกตพฤติกรรมของบุตรหลานและนักเรียนถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ดังนี้:

  • การเปลี่ยนไปของอารมณ์และพฤติกรรม เก็บตัวมากขึ้น
  • ไม่อยากไปโรงเรียน หรือมีความวิตกกังวลผิดปกติ
  • รู้สึกด้อยค่าหรือไม่มั่นใจในตนเอง
  • การเข้าสังคมที่เปลี่ยนไป ถูกเพื่อนกีดกันออกจากกิจกรรมต่างๆ

ถึงเวลาแล้วที่เราในฐานะผู้ใหญ่ต้องทำหน้าที่เป็น ‘Safe Zone’ ให้กับเด็กๆ เพราะความแตกต่างในตัวบุคคลไม่ใช่เหตุผลที่จะนำมาใช้ทำร้ายกัน การรับฟังอย่างตั้งใจและการสังเกตเห็นความผิดปกติเพียงเล็กน้อย อาจช่วยป้องกันเหตุการณ์สลดที่ไม่ควรเกิดขึ้นได้ สังคมที่ดีไม่ได้วัดกันที่ว่าไม่มีปัญหา แต่อยู่ที่ว่าเราไม่เพิกเฉยต่อความทุกข์ของกันและกัน

เราทุกคนควรร่วมกันสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือที่โรงเรียน เพื่อให้พวกเขาเติบโตมาด้วยความมั่นใจและเห็นคุณค่าในตัวเอง หากคุณเห็นใครถูกเมินเฉยหรือถูกโดดเดี่ยว อย่ารอช้าที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือหรือรับฟัง เพราะการกระทำเพียงเล็กน้อยของคุณ อาจเปลี่ยนชีวิตของเด็กคนหนึ่งได้ตลอดไป

ที่มา – “เศรษฐา” ชี้ Bully ไม่ใช่แค่คำพูด แต่ยังรวมถึงการเมินเฉย แนะผู้ใหญ่สังเกตมากขึ้น

“รัดเกล้า” สะท้อนเหตุกราดยิงในโรงเรียน สัญญาณเตือนสังคม

เชื่อว่าหลายคนคงยังรู้สึกสะเทือนใจไม่น้อยกับข่าวความรุนแรงที่เกิดขึ้นภายในสถานศึกษา ล่าสุด “รัดเกล้า” สะท้อนเหตุกราดยิงในโรงเรียน ชี้ไม่ใช่เหตุการณ์โดดเดี่ยว สัญญาณเตือนสังคมเร่งป้องกัน ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้ใหญ่ในสังคมและภาครัฐต้องกลับมาทบทวนอย่างเร่งด่วน ว่าเราปล่อยให้พื้นที่ที่ควรจะปลอดภัยที่สุดสำหรับเด็ก กลายเป็นพื้นที่เสี่ยงไปตั้งแต่เมื่อไหร่

“รัดเกล้า” สะท้อนเหตุกราดยิงในโรงเรียน ชี้ไม่ใช่เหตุการณ์โดดเดี่ยว สัญญาณเตือนสังคมเร่งป้องกัน

เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ไม่ได้มีสาเหตุมาจากปัจจัยเดียว แต่เป็นผลพวงจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพจิตของเยาวชน การกลั่นแกล้งในโรงเรียน หรือแม้แต่ความกดดันจากสภาพแวดล้อมทางสังคม คุณรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ได้ออกมาเน้นย้ำชัดเจนว่า เราไม่สามารถมองข้ามเรื่องนี้ไปได้อีกแล้ว เพราะนี่คือเสียงสะท้อนที่บอกว่าระบบเดิมที่เราใช้อยู่กำลังมีปัญหา

ถอดบทเรียนผ่านมุมมอง “รัดเกล้า” สะท้อนเหตุกราดยิงในโรงเรียน

การแก้ไขปัญหาไม่ใช่แค่เรื่องของการไล่ปิดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่คือการสร้างระบบป้องกันที่เข้มแข็ง นี่คือสิ่งที่เราควรเร่งดำเนินการ:

  • สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจ: บรรจุเรื่องสุขภาพจิตและการรับมือกับความเครียดไว้ในหลักสูตรการศึกษาอย่างจริงจัง
  • ระบบสังเกตสัญญาณเตือน: พัฒนาทักษะให้ครูและผู้ปกครองสามารถตรวจจับความผิดปกติหรือสัญญาณอันตรายของเด็กได้ก่อนจะเกิดเหตุ
  • กลไกการแจ้งเหตุที่ปลอดภัย: สร้างช่องทางที่เด็กๆ จะกล้าพูดหรือขอความช่วยเหลือเมื่อเจอการกลั่นแกล้งหรือปัญหาที่เกินรับมือ
  • การสร้างนิเวศการเรียนรู้ (Learning Ecosystem): เชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างครอบครัว โรงเรียน และภาครัฐให้เป็นหนึ่งเดียวกัน

เราทุกคนต้องเลิกตั้งคำถามว่า “ทำไมไม่มีใครรู้” แต่ต้องหันมาตั้งคำถามว่า “วันนี้เราได้ลงมือทำอะไรเพื่อป้องกันหรือยัง” การรอคอยให้เกิดความสูญเสียซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน และถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยจะต้องก้าวข้ามผ่านการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การสร้างโครงสร้างที่ยั่งยืน เพื่อให้โรงเรียนกลับมาเป็นบ้านหลังที่สองที่อบอุ่นและปลอดภัยสำหรับเด็กทุกคนอย่างแท้จริง หากเราเริ่มลงมือทำตั้งแต่วันนี้ เราอาจจะช่วยชีวิตเด็กคนหนึ่งไม่ให้ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดได้ครับ

ที่มา – “รัดเกล้า” สะท้อนเหตุกราดยิงในโรงเรียน ชี้ไม่ใช่เหตุการณ์โดดเดี่ยว สัญญาณเตือนสังคมเร่งป้องกัน

แจง Cell Broadcast ไม่มีเสียงดัง เหตุไม่ต้องการเพิ่มความเสี่ยงให้คนที่หลบซ่อน

หลายคนอาจเกิดข้อสงสัยหลังจากได้รับข้อความแจ้งเตือนเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่สงบที่ผ่านมาว่า ทำไมระบบเตือนภัยถึงไม่มีเสียงเหมือนกับการทดสอบระบบ วันนี้เราจะมาไขคำตอบเรื่อง แจง Cell Broadcast ไม่มีเสียงดัง เหตุไม่ต้องการเพิ่มความเสี่ยงให้คนที่หลบซ่อน เพื่อให้ทุกคนเข้าใจหลักการทำงานของเทคโนโลยีนี้มากขึ้นครับ

แจง Cell Broadcast ไม่มีเสียงดัง เหตุไม่ต้องการเพิ่มความเสี่ยงให้คนที่หลบซ่อน

เหตุผลหลักที่ภาครัฐต้องเลือกใช้การส่งข้อความแบบเงียบในเหตุการณ์ที่มีผู้ก่อเหตุร้าย หรือสถานการณ์ที่ต้องการความเงียบเชียบ คือการคำนึงถึงความปลอดภัยของชีวิตเป็นอันดับแรก การที่โทรศัพท์มือถือส่งเสียงเตือนดังออกมาในขณะที่มีคนกำลังซ่อนตัวจากอันตราย อาจกลายเป็นการเปิดเผยตำแหน่งของพวกเขาโดยไม่ตั้งใจ และนำไปสู่เหตุการณ์ที่เลวร้ายกว่าเดิมครับ

หลักการทำงานของ Cell Broadcast ในสถานการณ์ต่างๆ

ระบบ Cell Broadcast ถูกออกแบบมาให้มีความยืดหยุ่นสูง โดยเจ้าหน้าที่สามารถปรับรูปแบบการแจ้งเตือนตามลักษณะของภัยพิบัติได้ดังนี้:

  • ภัยพิบัติทางธรรมชาติ: เช่น แผ่นดินไหว หรือสึนามิ ระบบจะสั่งให้มีการแจ้งเตือนด้วยเสียงดังและสั่นรุนแรง เพื่อให้ประชาชนเร่งอพยพทันที
  • เหตุการณ์ความไม่สงบ: เช่น เหตุการณ์กราดยิง ระบบจะเน้นการส่งข้อความแบบเงียบ เพื่อป้องกันการเปิดเผยตำแหน่งของผู้ที่กำลังหลบซ่อนหรือตัวประกัน

ด้วยเหตุนี้ การที่รัฐบาลออกมาชี้แจงว่า แจง Cell Broadcast ไม่มีเสียงดัง เหตุไม่ต้องการเพิ่มความเสี่ยงให้คนที่หลบซ่อน จึงถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องตามหลักสากล เพื่อลดความสูญเสียในสถานการณ์วิกฤตครับ

เราต้องยอมรับว่าเทคโนโลยี Cell Broadcast เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมากในการแจ้งเตือนแบบเจาะจงพื้นที่ โดยไม่ต้องโหลดแอปฯ เพิ่มเติม และส่งถึงมือถือทุกคนในรัศมีที่กำหนดได้พร้อมกัน หากวันหนึ่งเราได้รับข้อความในลักษณะนี้ สิ่งที่ควรทำคือการอ่านข้อมูลอย่างละเอียด ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ และหลีกเลี่ยงการเดินทางเข้าใกล้จุดเกิดเหตุโดยทันทีครับ

ในอนาคต รัฐบาลยืนยันว่าจะมีการนำประสบการณ์จากเหตุการณ์จริงมาพัฒนาระบบให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้ระบบเตือนภัยนี้กลายเป็นเกราะป้องกันที่มั่นคงที่สุดสำหรับคนไทยทุกคน หวังว่าบทความนี้จะช่วยคลายข้อสงสัยและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการทำงานของระบบครับ

ที่มา – แจง Cell Broadcast ไม่มีเสียงดัง เหตุไม่ต้องการเพิ่มความเสี่ยงให้คนที่หลบซ่อน

Scroll to top