ข่าวการเมือง

มท.2 สั่ง กฟภ. เร่งขยายเขตไฟฟ้า “ปราสาทตาควาย-เนิน 350”

มท.2 สั่ง กฟภ. เร่งขยายเขตไฟฟ้า “ปราสาทตาควาย-เนิน 350”

เมื่อเร็วๆ นี้ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) ได้ลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจสำคัญ ณ บริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ เพื่อตรวจติดตามความคืบหน้าโครงการสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มศักยภาพในการป้องกันประเทศ โดยมีเป้าหมายหลักคือการเร่งรัดการดำเนินโครงการ มท.2 สั่ง กฟภ. เร่งขยายเขตไฟฟ้า “ปราสาทตาควาย-เนิน 350” เพื่อให้พื้นที่แนวหน้ามีความพร้อมด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน

การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการตรวจเยี่ยม แต่ยังเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ทหารและกองกำลังอาสารักษาดินแดนที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งนับเป็นเรื่องน่ายินดีที่ภาครัฐเล็งเห็นถึงความสำคัญของกำลังพลที่เสียสละปกป้องอธิปไตยของชาติ

รายละเอียดโครงการขยายเขตไฟฟ้าเพื่อความมั่นคง

โครงการ มท.2 สั่ง กฟภ. เร่งขยายเขตไฟฟ้า “ปราสาทตาควาย-เนิน 350” ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้การทำงานของเจ้าหน้าที่บริเวณแนวชายแดนมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 3 ได้วางแผนงานไว้ดังนี้:

  • บรรจุโครงการขยายเขตไฟฟ้าจำนวน 9 พื้นที่เป้าหมาย
  • จัดสรรงบประมาณรวมกว่า 130 ล้านบาท เพื่อดำเนินการ
  • วางระบบโครงข่ายไฟฟ้าเพิ่มเติมเป็นระยะทางรวมกว่า 12.5 กิโลเมตร
  • พิจารณาติดตั้งระบบพลังงานโซลาร์เซลล์เพื่อความยั่งยืน

นายพลพีร์ได้เน้นย้ำถึงกำหนดการว่าโครงการ มท.2 สั่ง กฟภ. เร่งขยายเขตไฟฟ้า “ปราสาทตาควาย-เนิน 350” นี้ จะต้องเริ่มดำเนินการภายในปี พ.ศ. 2569 และต้องเสร็จสิ้นในช่วงต้นปี พ.ศ. 2570 เพื่อให้ทันต่อการใช้งานและเสริมประสิทธิภาพในการป้องกันชายแดนไทยให้สมบูรณ์แบบมากที่สุด

นอกจากนี้ ในเส้นทางคมนาคมจากสามแยกลานยาง ถึงปราสาทตาควาย ระยะทางประมาณ 8.7 กิโลเมตร ยังมีความต้องการด้านไฟฟ้าส่องสว่าง เพื่อความปลอดภัยในการสัญจรและรักษาความปลอดภัยในเวลากลางคืน ซึ่งทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งประเมินเพื่อดำเนินการควบคู่กันไป

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานบริเวณชายแดนไม่ใช่แค่เรื่องของสายไฟหรือเสาไฟฟ้าเท่านั้น แต่คือการแสดงออกถึงความห่วงใยจากรัฐบาลที่ส่งตรงถึงผู้ที่ปฏิบัติงานอยู่แนวหน้า หากระบบไฟฟ้าเสถียรและเข้าถึงพื้นที่ได้อย่างครอบคลุม จะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาพื้นที่ชายแดนให้ก้าวหน้าและมีความปลอดภัยสูงขึ้นอย่างยั่งยืน เรามาร่วมกันติดตามความคืบหน้าของโครงการนี้ไปด้วยกันนะครับ

ที่มา – มท.2 ลงพื้นที่ชายแดนสุรินทร์ สั่ง กฟภ. เร่งขยายเขตไฟฟ้า “ปราสาทตาควาย-เนิน 350”

ชัยชนะ สั่งตำรวจภาค 8 คุมเข้มนอมินี-สแกมเมอร์ในภูเก็ต

ชัยชนะ สั่งตำรวจภาค 8 คุมเข้มนอมินี-สแกมเมอร์ในภูเก็ต

กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างมากครับ เมื่อนายชัยชนะ เดชเดโช สส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ตเพื่อติดตามการทำงานของตำรวจภูธรภาค 8 โดยเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยและระเบียบวินัยในพื้นที่ หลังพบว่ามีกลุ่มทุนต่างชาติและขบวนการผิดกฎหมายเริ่มเข้ามาใช้พื้นที่จังหวัดท่องเที่ยวแห่งนี้เป็นฐานการก่อเหตุ ซึ่งทางภาครัฐจำเป็นต้องยกระดับมาตรการ **ชัยชนะ สั่งตำรวจภาค 8 คุมเข้มนอมินี-สแกมเมอร์ในภูเก็ต** เพื่อรักษาภาพลักษณ์และการท่องเที่ยวของประเทศให้ยั่งยืน

จากการลงพื้นที่ดังกล่าว พบว่าปัญหาใหญ่ที่น่ากังวลไม่ใช่แค่การบุกรุกที่ดิน แต่คือภัยเงียบจากกลุ่มมิจฉาชีพข้ามชาติ นายชัยชนะได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เข้มงวดตรวจสอบการเข้ามาของชาวต่างชาติที่อาจแฝงตัวมาในคราบนักท่องเที่ยว แต่แท้จริงแล้วกลับมาตั้งฐานปฏิบัติการคอลเซ็นเตอร์ หรือขบวนการสแกมเมอร์ที่กำลังระบาดหนักในขณะนี้

เปิดกลยุทธ์ปราบปรามกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ

ปัจจุบันกลุ่มอาชญากรได้เปลี่ยนรูปแบบการทำงานไปมาก จากที่เคยโฟกัสแค่กลุ่มทุนจีนสีเทา ตอนนี้ยังพบกลุ่มบุคคลจากหลายสัญชาติที่เข้ามาเช่าบ้านหรูหรือที่พักในจังหวัดภูเก็ตและกระบี่เพื่อใช้เป็นฐานสแกมเมอร์ ดังนั้นนโยบายที่ว่า **ชัยชนะ สั่งตำรวจภาค 8 คุมเข้มนอมินี-สแกมเมอร์ในภูเก็ต** จึงถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังทุกหน่วยงานว่าต้องร่วมมือกันปิดช่องว่างกฎหมายอย่างเร่งด่วน

นอกจากนี้ ปัญหาเรื่อง ‘นอมินี’ หรือการใช้คนไทยถือหุ้นแทนต่างชาติเพื่อครอบครองที่ดินหรือทำธุรกิจ ยังคงเป็นสิ่งที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าต้องเข้ามาตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพื่อป้องกันการใช้อาคารสถานที่ของไทยทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย ซึ่งหากปล่อยไว้จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในระยะยาว

  • ตรวจสอบการเช่าที่พักของชาวต่างชาติอย่างใกล้ชิด
  • บังคับใช้กฎหมายกับนอมินีที่ผิดเจตนารมณ์
  • เพิ่มความร่วมมือระหว่าง ตม. และตำรวจภาค 8
  • เร่งคดีคดีบุกรุกที่ดินสาธารณะเพื่อให้เกิดความเกรงขาม

ความสำเร็จล่าสุดที่น่ายินดีคือกรณีคดีบุกรุกหาดบางเทา ที่ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุกจำเลย 1 ปี ซึ่งถือเป็นบรรทัดฐานที่ดีมากในการบังคับใช้กฎหมายครับ ผมมองว่าการที่ภาครัฐออกมาแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าวเช่นนี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งชาวไทยและนักลงทุนที่ทำธุรกิจอย่างสุจริตได้เป็นอย่างดี เพราะการท่องเที่ยวภูเก็ตจะไปต่อได้ ก็ต่อเมื่อพื้นที่นี้มีความปลอดภัยและโปร่งใสที่สุดครับ

ที่มา – “ชัยชนะ” กำชับตำรวจภาค 8 คุมเข้ม นอมินี-สแกมเมอร์ จับตากลุ่มต่างชาติใช้ภูเก็ตเป็นฐานก่ออาชญากรรม

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งให้เลือกตั้ง นายก อบจ.ขอนแก่น ใหม่

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งให้เลือกตั้ง นายก อบจ.ขอนแก่น ใหม่

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองที่ชาวขอนแก่นกำลังให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อล่าสุดศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้มีคำพิพากษาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อตำแหน่งบริหารสูงสุดของท้องถิ่น โดยมีคำสั่งให้มีการเลือกตั้ง นายก อบจ.ขอนแก่น ใหม่ หลังจากพิจารณาพยานหลักฐานจากกรณีที่มีการร้องเรียนเรื่องความไม่โปร่งใสในการเลือกตั้งที่ผ่านมา

รายละเอียดเหตุผลเบื้องหลังคำสั่งเลือกตั้ง นายก อบจ.ขอนแก่น ใหม่

สำหรับการอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ ลต.อบจ.1/2569 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้พิจารณาพฤติการณ์ของพยานที่ กกต. กล่าวอ้าง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแจกเงินและมีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริต การเลือกตั้งครั้งใหม่นี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยศาลระบุชัดเจนว่าคำกล่าวอ้างของพยานที่ระบุว่าเป็นการจ่ายค่าจ้างขับรถหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ นั้นไม่สามารถรับฟังได้ และพฤติกรรมดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่กระทบต่อภาพลักษณ์ความโปร่งใสของจังหวัดขอนแก่นอย่างรุนแรง

เหตุผลหลักที่ศาลตัดสินให้มีการเลือกตั้งใหม่ มีดังนี้:

  • พฤติการณ์ของพยานที่ส่อไปในทางทุจริตและไม่โปร่งใส
  • หลักฐานการแจกเงินที่ผู้รับมีความเชื่อมโยงกับความน่าเชื่อถือของผู้สมัคร
  • การปกป้องภาพลักษณ์และชื่อเสียงของจังหวัดขอนแก่นจากการซื้อสิทธิขายเสียง

ในระหว่างการรับฟังคำพิพากษา นายวัฒนา ช่างเหลา ได้เดินทางมาพร้อมทีมทนายความด้วยท่าทีสงบ ก่อนจะเดินทางกลับโดยไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ กับสื่อมวลชน ขั้นตอนต่อไปหลังจากนี้จะเป็นหน้าที่ของ กกต. และ อบจ.ขอนแก่น ที่จะต้องดำเนินการจัดการเลือกตั้งใหม่ให้เป็นไปตามระเบียบและกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นอย่างเคร่งครัด

ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญของแวดวงการเมืองระดับท้องถิ่นที่สะท้อนว่า ทุกกระบวนการตรวจสอบมีความหมาย และเสียงของประชาชนในการเลือกตั้งต้องเป็นไปอย่างสุจริตยุติธรรมที่สุด เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าผู้สมัครแต่ละรายจะมีท่าทีอย่างไร และบรรยากาศการเลือกตั้งครั้งใหม่จะเข้มข้นขึ้นเพียงใด

ที่มา – ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งให้เลือกตั้ง “นายก อบจ.ขอนแก่น” ใหม่

ประชุม กสทช. ล่ม 3 ครั้งติด “หมอสรณ” ยื่นหนังสือถึงนายกฯ

ประชุม กสทช. ล่ม 3 ครั้งติด “หมอสรณ” ยื่นหนังสือถึงนายกฯ ขอความเป็นธรรม

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่หลายคนจับตามอง สำหรับสถานการณ์ภายในสำนักงาน กสทช. ที่ล่าสุดเกิดเหตุการณ์ ประชุม กสทช. ล่ม 3 ครั้งติด “หมอสรณ” ยื่นหนังสือถึงนายกฯ ขอความเป็นธรรม หลังจากที่องค์ประชุมไม่ครบต่อเนื่องจากการที่กรรมการหลายท่านปฏิเสธที่จะเข้าร่วมประชุม โดยอ้างเหตุผลเรื่องความถูกต้องทางกฎหมายและสถานะของประธานกรรมการฯ ทำให้การขับเคลื่อนงานสำคัญขององค์กรต้องหยุดชะงักลง

เปิดปมเหตุการณ์ ประชุม กสทช. ล่ม 3 ครั้งติด “หมอสรณ” ยื่นหนังสือถึงนายกฯ ขอความเป็นธรรม

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. เดินทางเข้าห้องประชุม แต่ในขณะเดียวกัน กรรมการจำนวน 3 ท่าน ได้แก่ พลอากาศโท ดร.ธนพันธ์ หร่ายเจริญ, ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต และนายศุภัช ศุภชลาศัย ได้ตัดสินใจเดินออกจากห้องประชุม โดยให้เหตุผลเรื่องการสงวนสิทธิ์ไม่เข้าร่วมประชุมเนื่องจากกังวลเรื่องผลทางกฎหมาย หากต้องปฏิบัติงานร่วมกับบุคคลที่ถูกตั้งคำถามเรื่องสถานะการเป็นประธาน

  • ประเด็นกฎหมาย: กรรมการฝั่งที่ไม่เข้าร่วมประชุมมองว่า การลงมติใดๆ อาจไม่ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย
  • การยื่นหนังสือ: หมอสรณยืนยันเดินหน้าทำงานต่อเพื่อไม่ให้องค์กรกลายเป็นเพียง “ตุ๊กตายาง”
  • ทางออก: มีข้อเสนอให้มีการหารือนอกรอบเพื่อหาทางออกที่ชัดเจนก่อนเดินหน้าประชุมต่อ

ทางด้าน นพ.สรณ ได้ออกมาแถลงการณ์ย้ำชัดเจนว่า ตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งได้ปฏิบัติตามระเบียบและกฎหมายมาโดยตลอด การที่ท่านต้องดำเนินภารกิจต่อไปเพราะไม่มีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ การที่กรรมการบางท่านขอให้หารือนอกรอบนั้น สำหรับท่านมองว่าอาจเข้าข่ายการ “ฮั้วกัน” จึงเลือกที่จะยึดตามวาระการประชุมที่เป็นทางการมากกว่า

ผลกระทบและทางออกในอนาคต

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อวาระการพิจารณาต่างๆ ที่คั่งค้างมานานกว่า 2-3 ปี ซึ่งกรรมการฝั่งที่ไม่เข้าร่วมประชุมระบุว่า เป็นเพราะอำนาจในการจัดวาระเป็นของประธานเพียงผู้เดียว ทำให้งานล่าช้า อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ประชาชนกังวลมากที่สุดคือผลประโยชน์ของชาติที่จะได้รับจากความล่าช้านี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโทรคมนาคมหรือกิจการกระจายเสียงที่ควรต้องมีการกำกับดูแลอย่างต่อเนื่อง

จากการที่ ประชุม กสทช. ล่ม 3 ครั้งติด “หมอสรณ” ยื่นหนังสือถึงนายกฯ ขอความเป็นธรรม ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาภายในของหน่วยงานรัฐระดับชาติจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการตีความข้อกฎหมายที่แตกต่างกันระหว่างบอร์ดบริหาร หากไม่มีคนกลางหรือผู้มีอำนาจตัดสินชี้ขาด สถานการณ์การประชุมล่มเช่นนี้อาจวนกลับมาซ้ำรอยเดิมอีกในนัดถัดไปวันที่ 11 และ 13 สิงหาคมนี้

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ เหตุการณ์นี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญของธรรมาภิบาลในองค์กรอิสระ หากฝ่ายบริหารและฝ่ายกรรมการไม่สามารถหาจุดสมดุลในการทำงานร่วมกันได้ ความเสียหายจะตกอยู่ที่ผู้บริโภคและเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศโดยตรง หวังว่าในเร็ววันนี้จะมีทางออกที่เป็นรูปธรรมเพื่อคลี่คลายวิกฤตความเชื่อมั่นนี้ให้จบลงด้วยดี

ที่มา – ประชุม กสทช. ล่ม 3 ครั้งติด “หมอสรณ” ยื่นหนังสือถึงนายกฯ ขอความเป็นธรรม

อนุดิษฐ์จี้รัฐบาลปิดช่องโหว่ข้อมูลประชาชนรั่ว ภัยมั่นคงระดับชาติ

ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลคือขุมทรัพย์สำคัญ เหตุการณ์ที่ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนรั่วไหลไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของความผิดพลาดทางเทคนิค แต่เป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ได้ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งจัดการกับปัญหา อนุดิษฐ์จี้รัฐบาลปิดช่องโหว่ข้อมูลประชาชนรั่ว ภัยมั่นคงระดับชาติ ก่อนที่ความเสียหายจะขยายตัวไปมากกว่านี้

อนุดิษฐ์จี้รัฐบาลปิดช่องโหว่ข้อมูลประชาชนรั่ว ภัยมั่นคงระดับชาติ

เหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลที่เกิดขึ้นไม่ใช่ครั้งแรกและอาจไม่ใช่ครั้งสุดท้าย สิ่งที่น่ากังวลคือการที่ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบชั้นดีให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรไซเบอร์ ทำให้ประชาชนตกเป็นเหยื่ออย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากหน่วยงานรัฐระบุชัดเจนว่าความเสียหายจากคดีออนไลน์ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาสูงถึงกว่า 1.1 แสนล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามาตรการที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่เพียงพอ

ความจำเป็นในการปฏิรูประบบความมั่นคงไซเบอร์

นอกจากเรื่องความปลอดภัยแล้ว อนุดิษฐ์จี้รัฐบาลปิดช่องโหว่ข้อมูลประชาชนรั่ว ภัยมั่นคงระดับชาติ ยังเน้นย้ำถึงการตรวจสอบงบประมาณด้านไซเบอร์ของทุกกระทรวง ว่ามีการใช้งานอย่างคุ้มค่าและโปร่งใสหรือไม่ หรือเป็นเพียงการจัดซื้อซ้ำซ้อนโดยไม่ได้มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ รัฐบาลจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนสถาปัตยกรรมทางเทคโนโลยีใหม่ทั้งหมดเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

แนวทางการแก้ไขที่เสนอประกอบด้วย:

  • ระยะเร่งด่วน: แยกเครือข่ายที่เสี่ยงออก เปลี่ยนรหัสผ่านและ Token ใหม่ทั้งหมด และบังคับใช้ MFA
  • ระยะกลาง: ตรวจสอบฐานข้อมูลและ API ทั้งหมด รวมถึงผู้รับจ้างภายนอก
  • ระยะยาว: ปรับสู่ระบบ Zero Trust และมีช่องทางรับแจ้งเบาะแสช่องโหว่ที่ปลอดภัยสำหรับนักพัฒนาหรือพลเมืองดี

ท้ายที่สุด การแก้ปัญหาไม่ใช่การไล่ล่าผู้ที่ออกมาแจ้งเตือนหรือปิดกั้นข้อมูล แต่เป็นการยอมรับความจริงและเร่งสร้างระบบที่ป้องกันการรั่วไหลได้อย่างแท้จริง รัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการเปิดเผยข้อเท็จจริงและกำหนดแผนการจัดการที่ชัดเจนภายในเวลาที่กำหนด เพื่อปกป้องข้อมูลของประชาชนซึ่งถือเป็นทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดในยุคไซเบอร์

ที่มา – “อนุดิษฐ์” จี้รัฐบาลเร่งปิดช่องโหว่ข้อมูลประชาชนรั่ว ย้ำคือภัยมั่นคงระดับชาติ

รัฐบาล โต้ ไอซ์ ปมจัดงบน้ำบาดาล ย้ำไม่ใช่การเมือง

รัฐบาล โต้ ไอซ์ ปมจัดงบน้ำบาดาล ย้ำไม่ใช่การเมือง

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองในแวดวงการเมือง เมื่อคุณ ‘ไอซ์ รักชนก’ สส. จากพรรคประชาชน ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตถึงการกระจุกตัวของงบประมาณในโครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อความมั่นคงระดับชุมชน ซึ่งมีวงเงินสูงถึง 6,541.98 ล้านบาท โดยมองว่าอาจมีการจัดสรรงบไปลงในพื้นที่ของ สส. พรรคภูมิใจไทยมากเกินไปหรือไม่ ล่าสุดทางรัฐบาลโดยคุณลลิดา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ได้ออกมารัฐบาล โต้ “ไอซ์” ปมจัดงบน้ำบาดาล ย้ำโครงการกำหนดพื้นที่ก่อนเลือกตั้ง ไม่ใช่จัดสรรตามการเมือง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับพี่น้องประชาชน

ข้อเท็จจริงเบื้องหลังโครงการน้ำบาดาล

ทางรัฐบาลได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า โครงการทั้ง 858 แห่งนี้ ไม่ใช่โครงการที่เพิ่งคิดขึ้นมาใหม่ แต่เป็นรายการเดิมที่เคยผ่านกระบวนการของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) มาตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อนหน้านี้แล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมางบประมาณไม่เพียงพอจึงยังไม่ได้ดำเนินการ ดังนั้น การที่บอกว่ารัฐบาล โต้ “ไอซ์” ปมจัดงบน้ำบาดาล ย้ำโครงการกำหนดพื้นที่ก่อนเลือกตั้ง ไม่ใช่จัดสรรตามการเมือง จึงมีหลักฐานยืนยันได้ว่าพื้นที่เหล่านี้ถูกกำหนดขึ้นก่อนที่จะทราบผลการเลือกตั้งเสียอีก

ประเด็นที่น่าสนใจเพิ่มเติมจากการชี้แจงของรัฐบาล มีดังนี้:

  • พื้นที่ที่ได้รับการจัดสรรโครงการครอบคลุมถึง 63 จังหวัดทั่วประเทศ
  • คำขอโครงการมาจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยตรง ไม่ใช่การเลือกปฏิบัติจากส่วนกลาง
  • จังหวัดชลบุรีซึ่งเป็นฐานเสียงของรัฐมนตรีเจ้าสังกัด กลับไม่ได้รับการจัดสรรโครงการแม้แต่แห่งเดียว
  • อัตราการอนุมัติสูงถึง 90% ของคำขอทั้งหมด โดยกรณีที่ไม่ได้รับอนุมัติมักเป็นเพราะโครงการซ้ำซ้อนหรือท้องถิ่นไม่พร้อมรับมอบ

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ การที่รัฐบาล โต้ “ไอซ์” ปมจัดงบน้ำบาดาล ย้ำโครงการกำหนดพื้นที่ก่อนเลือกตั้ง ไม่ใช่จัดสรรตามการเมือง จึงเป็นการเน้นย้ำถึงกระบวนการทำงานที่เน้นความจำเป็นของประชาชนเป็นสำคัญ โดยเฉพาะพื้นที่ที่ยังไม่มีระบบประปาเข้าถึง หรือพื้นที่ที่ห่างไกลจากการประปาส่วนภูมิภาคและนครหลวง

ความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญ

การตรวจสอบจากภาคประชาชนหรือสภาผู้แทนราษฎรถือเป็นเรื่องที่ดีและเป็นกลไกตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งรัฐบาลเองก็พร้อมเปิดเผยข้อมูลทุกขั้นตอน ทั้งรายการที่ผ่านและไม่ผ่านการอนุมัติ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสสูงสุด เป้าหมายสูงสุดของโครงการนี้ไม่ใช่การเมือง แต่คือการทำให้พี่น้องประชาชนกว่า 171,600 ครัวเรือน มีน้ำสะอาดใช้อย่างยั่งยืนและเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคตลอดทั้งปี

ในมุมมองของผู้เขียน การตรวจสอบการใช้งบประมาณภาครัฐเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง แต่การตั้งข้อสังเกตควรอยู่บนฐานของข้อมูลที่รอบด้าน เพื่อไม่ให้โครงการที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมต้องหยุดชะงักไปเพราะความเข้าใจผิด หวังว่าการชี้แจงในครั้งนี้จะทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า งบประมาณทุกบาททุกสตางค์จะถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของคนในพื้นที่อย่างแท้จริงครับ

ที่มา – รัฐบาล โต้ “ไอซ์” ปมจัดงบน้ำบาดาล ย้ำโครงการกำหนดพื้นที่ก่อนเลือกตั้ง ไม่ใช่จัดสรรตามการเมือง

โปรดเกล้าฯ ถอดยศ 3 อดีตข้าราชการตำรวจ และ เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุกชั้นตรา

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวคราวล่าสุดจากราชกิจจานุเบกษาที่มีการประกาศเรื่องสำคัญเกี่ยวกับการจัดการระเบียบวินัยในวงการสีกากี ซึ่งในวันนี้เราจะมาอัปเดตข้อมูลเกี่ยวกับกรณี โปรดเกล้าฯ ถอดยศ 3 อดีตข้าราชการตำรวจ และ เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุกชั้นตรา กันครับ เหตุการณ์นี้ถือเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการรักษาวินัยของข้าราชการ

เหตุการณ์ โปรดเกล้าฯ ถอดยศ 3 อดีตข้าราชการตำรวจ และ เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุกชั้นตรา

ตามประกาศจากสำนักนายกรัฐมนตรีที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ได้มีการระบุถึงการถอดถอนยศตำรวจจำนวน 3 นาย และการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งเหตุผลหลักมาจากการที่บุคคลดังกล่าวได้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง จนเป็นเหตุให้ถูกไล่ออกจากราชการ โดยมีรายละเอียดของรายชื่อและผลกระทบที่ได้รับดังนี้ครับ

รายละเอียดกรณี โปรดเกล้าฯ ถอดยศ 3 อดีตข้าราชการตำรวจ และ เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุกชั้นตรา

สำหรับบุคคลที่ถูกดำเนินการในครั้งนี้ ประกอบด้วย:

  • พันตำรวจเอก รัฐระวี ไชยชนะ: ถูกถอดยศและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์หลายชั้นตรา รวมถึงเหรียญพิทักษ์เสรีชนและเหรียญราชการชายแดน ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2560
  • พันตำรวจโท ยูสรอน อับดุลชามะ: ถูกสั่งถอดยศและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุกชั้นตรา รวมถึงเหรียญราชการชายแดน ตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2564
  • ร้อยตำรวจโท ภูวนัย แก้วน้อย: ถูกถอดยศและเรียกคืนเหรียญพิทักษ์เสรีชนและเหรียญราชการชายแดน ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2567

การดำเนินการในครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า เครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นสิ่งที่เชิดชูเกียรติยศของผู้ทำคุณงามความดีให้แก่ประเทศชาติ เมื่อมีการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง การเรียกคืนจึงเป็นกระบวนการที่ยึดถือตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาไว้ซึ่งมาตรฐานและเกียรติยศขององค์กรตำรวจไทยครับ

ในมุมมองของผม การที่ภาครัฐออกมาดำเนินการอย่างเปิดเผยและโปร่งใสเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ดีครับ เพราะนอกจากจะเป็นการลงโทษผู้กระทำความผิดแล้ว ยังถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ที่ชัดเจนว่าความประพฤติที่ดีคือหัวใจสำคัญของการรับราชการ ไม่ว่าจะมียศถาบรรดาศักดิ์สูงเพียงใด หากขาดวินัยและจรรยาบรรณ สิ่งที่เคยได้รับมาก็ย่อมถูกเรียกคืนได้เสมอ หวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นอุทาหรณ์ให้กับข้าราชการท่านอื่นๆ ให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตต่อไปนะครับ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ ถอดยศ 3 อดีตข้าราชการตำรวจ และ เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุกชั้นตรา

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ แก่ 8 ข้าราชบริพารในพระองค์

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามีข่าวสำคัญที่เกี่ยวข้องกับประกาศจากทางราชกิจจานุเบกษามาฝากกันครับ เกี่ยวกับเรื่อง โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ แก่ 8 ข้าราชบริพารในพระองค์ ซึ่งนับเป็นเกียรติยศอันสูงสุดสำหรับผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเทและเสียสละให้กับสถาบันหลักของชาติมาโดยตลอด

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ แก่ 8 ข้าราชบริพารในพระองค์

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศเรื่อง การพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย โดยมีพระบรมราชโองการจากพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้แก่ข้าราชบริพารในพระองค์จำนวน 8 ราย ซึ่งถือเป็นข่าวที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับครอบครัวและหน่วยงานของผู้ที่ได้รับพระราชทานอย่างยิ่ง

รายละเอียดการได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ แก่ 8 ข้าราชบริพารในพระองค์

การประกาศ โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ แก่ 8 ข้าราชบริพารในพระองค์ ในครั้งนี้ ได้มีการแบ่งชั้นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามลำดับความสำคัญและเกียรติยศ ดังนี้ครับ:

  • ชั้น มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก: ได้แก่ พลเอก ธนณัฐ ยังเฟื่องมนต์ และ พลตำรวจโท มณฑลทัพห์ บุนนาค
  • ชั้น มหาวชิรมงกุฎ: ได้แก่ พลอากาศเอก ปรัชญา พรหมบุรมย์, พลเรือตรี ภาณุวัฒน์ อินทนิล และ พลอากาศตรี ทรงสวัสดิ์ ทรัพย์จำนงค์
  • ชั้น ประถมาภรณ์ช้างเผือก: ได้แก่ พลตรี วีระไชย เหเตโชดม
  • ชั้น ประถมาภรณ์มงกุฎไทย: ได้แก่ พลตรี สรรวิชญ์ ภูมิทักษ์วงศ์ และ พันโท สมานมิตร พัฒนา

ทั้งนี้ ประกาศดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม พุทธศักราช 2569 เป็นต้นไป ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความวิริยะอุตสาหะในการปฏิบัติราชการสนองพระเดชพระคุณด้วยความจงรักภักดีและซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งนับว่าเป็นแบบอย่างที่ดีเยี่ยมให้กับข้าราชการรุ่นหลังในการทำงานเพื่อรับใช้ประเทศชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อไป

ในมุมมองของผม การที่ข้าราชบริพารได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงเช่นนี้ ไม่เพียงแต่เป็นรางวัลแห่งความสำเร็จส่วนตัว แต่ยังเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงระเบียบวินัยและความรับผิดชอบที่เข้มงวดในการปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่งครับ หากท่านต้องการตรวจสอบรายละเอียดฉบับเต็ม สามารถเข้าดูได้ที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาโดยตรงนะครับ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ แก่ 8 ข้าราชบริพารในพระองค์

ครม. ไฟเขียวตั้งบอร์ดนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์ คุมเข้มพลังงาน-สิ่งแวดล้อม

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลกันมาบ้างแล้วใช่ไหมครับ? ล่าสุดรัฐบาลไทยได้ประกาศก้าวสำคัญด้วยการ ครม. ไฟเขียวตั้งบอร์ดนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์ คุมเข้มพลังงาน-สิ่งแวดล้อม เพื่อรองรับการขยายตัวของเทคโนโลยีและดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาตั้งศูนย์ข้อมูลในบ้านเราได้อย่างยั่งยืน

ครม. ไฟเขียวตั้งบอร์ดนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์ คุมเข้มพลังงาน-สิ่งแวดล้อม

การจัดตั้งคณะกรรมการชุดนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ นะครับ เพราะดาต้าเซ็นเตอร์ถือเป็นหัวใจสำคัญของโลกออนไลน์ในปัจจุบัน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นกลุ่มที่ใช้พลังงานและทรัพยากรน้ำมหาศาล รัฐบาลจึงต้องมีการวางแผนอย่างรัดกุมผ่านคณะกรรมการชุดใหม่นี้ เพื่อให้มั่นใจว่าการลงทุนจะไม่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนไทยและเสถียรภาพทางพลังงานของประเทศ

หน้าที่หลักของบอร์ดนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์

บทบาทสำคัญที่ ครม. ไฟเขียวตั้งบอร์ดนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์ คุมเข้มพลังงาน-สิ่งแวดล้อม ในครั้งนี้ ครอบคลุมหลายมิติที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • ด้านพลังงานและน้ำ: เน้นการใช้พลังงานสะอาดและจัดการทรัพยากรให้เกิดความเป็นธรรม
  • ด้านความปลอดภัยและผังเมือง: กำกับดูแลการก่อสร้างและระบบความปลอดภัยด้านข้อมูลระดับชาติ
  • ด้านสิ่งแวดล้อม: ผลักดันให้ผู้ประกอบการมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) อย่างเป็นรูปธรรม

คณะกรรมการชุดนี้มีโครงสร้างที่แข็งแกร่ง ประกอบด้วยรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมด้วยรัฐมนตรีจากกระทรวงสำคัญๆ อย่างกระทรวงดิจิทัลฯ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงพลังงาน ร่วมกันขับเคลื่อนนโยบาย เพื่อให้แน่ใจว่าทุกก้าวเดินของเศรษฐกิจดิจิทัลไทย จะมาพร้อมกับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนครับ

ในมุมมองของผม นี่เป็นก้าวที่ฉลาดมากของภาครัฐ เพราะการเติบโตแบบก้าวกระโดดโดยไม่มีการคุมเข้มมักจะสร้างปัญหาตามมาภายหลัง การจัดตั้งบอร์ดนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนว่าไทยมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนและเป็นมาตรฐานสากล หากคุณเป็นนักลงทุนหรือผู้สนใจในอุตสาหกรรมนี้ อย่าลืมติดตามประกาศแนวทางปฏิบัติจากทางคณะกรรมการอย่างใกล้ชิดนะครับ

ที่มา – ครม. ไฟเขียวตั้งบอร์ดนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์ คุมเข้มพลังงาน-สิ่งแวดล้อม

Scroll to top