ข่าวการเมือง

ปลัด มท. เผย คกก.สอบวินัยเชิญอดีตอธิบดี สถ. ให้ปากคำคดีโกงสอบท้องถิ่น 6 ส.ค.

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อล่าสุดความคืบหน้ากรณีปลัด มท. เผย คกก.สอบวินัยเชิญอดีตอธิบดี สถ. ให้ปากคำคดีโกงสอบท้องถิ่น 6 ส.ค. ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการตรวจสอบความโปร่งใสในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

เกาะติดสถานการณ์ ปลัด มท. เผย คกก.สอบวินัยเชิญอดีตอธิบดี สถ. ให้ปากคำคดีโกงสอบท้องถิ่น 6 ส.ค.

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าเรื่องนี้ โดยระบุว่าทางคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงได้เตรียมเรียกนายธีรุตม์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มาให้ปากคำเกี่ยวกับกรณีทุจริตการสอบข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งเป็นคดีที่ประชาชนเฝ้าจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบราชการไทยโดยตรง

รายละเอียดการตรวจสอบและขั้นตอนกฎหมาย

สำหรับประเด็นที่หลายคนสงสัยว่า ปลัด มท. เผย คกก.สอบวินัยเชิญอดีตอธิบดี สถ. ให้ปากคำคดีโกงสอบท้องถิ่น 6 ส.ค. นี้ จะนำไปสู่การชี้มูลความผิดได้รวดเร็วเพียงใด นายอรรษิษฐ์ได้ชี้แจงว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงที่มีนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดี ปภ. เป็นประธาน หากรวบรวมพยานหลักฐานได้ครบถ้วนและเพียงพอก็สามารถสรุปผลเสนอต่อกระทรวงมหาดไทยได้ทันที

  • ขั้นตอนการสอบสวนต้องดำเนินการอย่างรัดกุม
  • หากพบหลักฐานชัดเจน จะส่งเรื่องให้ อ.ก.พ. พิจารณาโทษทางวินัยร้ายแรง
  • เน้นความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน

กระบวนการนี้ถือเป็นการแสดงจุดยืนของกระทรวงมหาดไทยที่ต้องการขจัดปัญหาคอร์รัปชันให้หมดไป การที่อดีตผู้บริหารระดับสูงถูกเรียกมาให้ปากคำ สะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายย่อมมีความเสมอภาค และใครที่ทำผิดก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามขั้นตอนที่วางไว้

ในฐานะประชาชน เราควรเฝ้าติดตามผลการสอบสวนอย่างต่อเนื่อง เพราะความโปร่งใสในการสอบเข้ารับราชการคือหัวใจสำคัญของการได้คนดีมีความสามารถมาพัฒนาท้องถิ่นของเรา หากผลการสอบสวนออกมาเป็นอย่างไร หวังว่าจะเป็นบรรทัดฐานที่ดีให้กับหน่วยงานรัฐอื่นๆ ในอนาคตต่อไป

ที่มา – ปลัด มท. เผย คกก.สอบวินัยเชิญอดีตอธิบดี สถ. ให้ปากคำคดีโกงสอบท้องถิ่น 6 ส.ค.

“วีระ” สับเละที่พักอุทยาน โรงแรมจิ้งหรีดยังดีกว่า

“วีระ” สับเละที่พักอุทยาน โรงแรมจิ้งหรีดยังดีกว่า

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในการประชุมกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 เมื่อ “วีระ” สับเละที่พักอุทยาน โรงแรมจิ้งหรีดยังดีกว่า โดยนายวีระ ธีระภัทรานนท์ ได้แสดงความเห็นอย่างเผ็ดร้อนเกี่ยวกับการบริหารจัดการของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีปัญหาเรื่องคุณภาพที่พักในอุทยานแห่งชาติหลายแห่งทั่วประเทศ จนส่งผลต่อความรู้สึกของนักท่องเที่ยวอย่างรุนแรง

นายวีระได้แชร์ประสบการณ์ตรงจากการไปพักที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลันเมื่อหลายปีก่อน โดยระบุว่าสภาพที่พักนั้นเลวทรามอย่างยิ่ง ทั้งไม่มีน้ำใช้เพียงพอ ไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น และไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต ทั้งที่นักท่องเที่ยวเสียเงินค่าเข้าและค่าที่พัก แต่กลับได้รับการบริการที่ต่ำกว่ามาตรฐานอย่างน่าตกใจ จนต้องเอ่ยปากว่า “วีระ” สับเละที่พักอุทยาน โรงแรมจิ้งหรีดยังดีกว่า และมองว่าบ้านพักเจ้าหน้าที่กลับมีสภาพที่ดีกว่าบ้านพักที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเสียอีก

แนะรัฐปรับโมเดลธุรกิจอุทยานสู่ยุคใหม่

นอกจากปัญหาความทรุดโทรมของสถานที่ นายวีระยังตั้งข้อสังเกตเรื่องรายได้ที่แท้จริงของกรมอุทยานฯ โดยมองว่าหากมีการจัดการที่ดี รายได้จากการท่องเที่ยวควรจะสูงกว่าตัวเลขที่รายงานไว้มาก เขาจึงเสนอแนะให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลองพิจารณาแนวทางการร่วมลงทุนกับภาคเอกชน หรือโครงการนำร่องในรูปแบบ PPP เพื่อยกระดับสิ่งอำนวยความสะดวกให้ได้มาตรฐานโลก หากรัฐไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะดูแลรักษาเอง

แนวทางที่นายวีระนำเสนอเพื่อแก้ปัญหา ได้แก่:

  • การดึงเอกชนมาร่วมลงทุน (PPP): เปิดโอกาสให้มืออาชีพเข้ามาบริหารจัดการที่พัก เพื่อให้ได้บริการที่มีคุณภาพและสิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วน
  • การยกระดับสู่ระบบ Digital: ผลักดันการใช้ E-Ticket ในทุกจุดบริการเพื่อลดการทุจริตและเพิ่มความโปร่งใสในการจัดเก็บรายได้
  • โครงการนำร่อง (Pilot Project): เริ่มทำในอุทยานบางแห่งเป็นต้นแบบ เพื่อพิสูจน์ว่าการบริหารจัดการที่ดีจะสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศได้มากกว่าเดิม

ท้ายที่สุดนี้ แม้จะมีคำวิจารณ์อย่างดุเดือดว่า “วีระ” สับเละที่พักอุทยาน โรงแรมจิ้งหรีดยังดีกว่า แต่ทั้งหมดนี้ก็มาจากความหวังดีที่อยากให้การท่องเที่ยวไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมีคุณภาพ หากกระทรวงฯ ยอมเปิดใจรับฟังและปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อเปิดทางให้เอกชนร่วมพัฒนา เราอาจได้เห็นโฉมหน้าใหม่ของอุทยานไทยที่ประทับใจนักท่องเที่ยวมากกว่าที่เป็นอยู่

ที่มา – “วีระ” สับเละที่พักอุทยาน พูดแล้วโมโห โรงแรมจิ้งหรีดยังดีกว่า แนะให้เอกชนร่วมลงทุน

อภิสิทธิ์ ยัน ตรวจสอบเต็มที่ ปมฮั้ว สว.-พ.ร.บ.งบฯ 70

ในสถานการณ์การเมืองที่เข้มข้นขณะนี้ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญเกี่ยวกับประเด็นการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล โดยเน้นย้ำถึงเรื่อง อภิสิทธิ์ ยัน ตรวจสอบเต็มที่ ปมฮั้ว สว.-พ.ร.บ.งบฯ 70 เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนและสร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้นในสภาผู้แทนราษฎร

อภิสิทธิ์ ยัน ตรวจสอบเต็มที่ ปมฮั้ว สว.-พ.ร.บ.งบฯ 70

เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นเมื่อคุณอภิสิทธิ์ได้หยิบยกเรื่องการจัดทำแพลตฟอร์มธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของ สสว. ขึ้นมาตรวจสอบ หลังจากมีข้อร้องเรียนจากมหาวิทยาลัยศิลปากรถึงความไม่โปร่งใสในกระบวนการคัดเลือก รวมถึงประเด็นการข่มขู่ผู้ที่มายื่นอุทธรณ์ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ในระบบราชการไทย พรรคประชาธิปัตย์เตรียมนำเรื่องนี้เข้าสู่คณะกรรมาธิการการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด เพื่อหาความจริงให้ปรากฏ

ก้าวต่อไปกับการตรวจสอบโครงการภาครัฐ

นอกจากประเด็น สสว. แล้ว สิ่งที่อยู่ในความสนใจของสาธารณชนอย่างมากคือเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่ง อภิสิทธิ์ ยัน ตรวจสอบเต็มที่ ปมฮั้ว สว.-พ.ร.บ.งบฯ 70 และโครงการแลนด์บริดจ์ที่ยังมีความคลุมเครือ โดยคุณอภิสิทธิ์เสนอว่า:

  • รัฐบาลต้องชี้แจงความคุ้มค่าโครงการแลนด์บริดจ์ให้ชัดเจน
  • ควรพิจารณาแนวคิด “Southern Connect” เพื่อพัฒนาโลจิสติกส์ภาคใต้ทั้งระบบแทนการแก้ปัญหาเฉพาะจุด
  • เน้นการสร้างประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจระดับท้องถิ่น

สำหรับการเตรียมความพร้อมในสมัยประชุมสภาที่จะถึงนี้ พรรคประชาธิปัตย์จะมุ่งเน้นการอภิปรายในประเด็นสำคัญ ดังนี้:

  • คดีฮั้ว สว. ที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในวุฒิสภา
  • การตรวจสอบร่าง พ.ร.ก. ต่างๆ
  • การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อประชาชน

ในมุมมองของผู้เขียน การที่คุณอภิสิทธิ์ออกมาแสดงจุดยืนอย่างแข็งกร้าวในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณบวกในการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณหรือการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ ประชาชนย่อมต้องการความโปร่งใสและคุ้มค่าที่สุด เราในฐานะพลเมืองควรติดตามประเด็นเหล่านี้อย่างใกล้ชิดเพื่อให้แน่ใจว่าเงินภาษีของเราจะถูกนำไปใช้เพื่อพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพื่อกลุ่มบุคคลใดกลุ่มบุคคลหนึ่ง

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ยัน ตรวจสอบเต็มที่ ปม ฮั้ว สว.-พ.ร.บ.งบฯ 70 จี้ รัฐบาลชัดเจนเรื่อง “แลนด์บริดจ์”

“สหัสวัต” ถก “จุลพันธ์” แก้ปัญหาวีซ่าแรงงานเก็บเบอร์รี่สแกนดิเนเวียถูกปฏิเสธ

“สหัสวัต” ถก “จุลพันธ์” แก้ปัญหาวีซ่าแรงงานเก็บเบอร์รี่สแกนดิเนเวียถูกปฏิเสธ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ เมื่อ นายสหัสวัต คุ้มคง สส.พรรคประชาชน ได้จับมือกับคณะก้าวหน้า เข้าหารือกับ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อหาทางออกให้กับแรงงานไทยที่กำลังประสบวิกฤตจากการถูกปฏิเสธวีซ่าในการไปทำงานเก็บเบอร์รี่ที่กลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย โดยเฉพาะฟินแลนด์และสวีเดน ซึ่งถือเป็นแหล่งรายได้สำคัญของพี่น้องเกษตรกรไทยในช่วงนอกฤดูเพาะปลูก

จากการรายงานพบว่า สถานการณ์ในปีนี้ค่อนข้างวิกฤต เนื่องจากยอดการอนุมัติวีซ่าลดลงอย่างน่าตกใจ เหลือเพียงประมาณ 200 คนเท่านั้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อโอกาสในการสร้างรายได้มหาศาลของแรงงานไทย การที่ “สหัสวัต” ถก “จุลพันธ์” แก้ปัญหาวีซ่าแรงงานเก็บเบอร์รี่สแกนดิเนเวียถูกปฏิเสธ ในครั้งนี้ จึงถือเป็นก้าวย่างสำคัญที่จะช่วยกอบกู้สถานการณ์และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศปลายทางอีกครั้ง

สาเหตุและแนวทางการแก้ไขปัญหาในอนาคต

ปัญหาหลักที่ทำให้ “สหัสวัต” ถก “จุลพันธ์” แก้ปัญหาวีซ่าแรงงานเก็บเบอร์รี่สแกนดิเนเวียถูกปฏิเสธ เกิดจากความกังวลเรื่องการค้ามนุษย์ ปัญหาค่าจ้างที่ไม่เป็นธรรมในอดีต และความสับสนในสัญญาจ้าง ซึ่งทางกระทรวงแรงงานได้เตรียมมาตรการรับมือไว้หลายด้าน ดังนี้:

  • จัดทำสมุดพกแรงงาน: เพื่อรวบรวมหลักฐานและประวัติการทำงานที่โปร่งใส
  • ออกสัญญากลาง: สร้างมาตรฐานสัญญาที่เป็นธรรมสำหรับทุกฝ่าย
  • ผลักดันระบบ G2G: ปรับรูปแบบการส่งแรงงานให้เป็นแบบรัฐต่อรัฐเพื่อลดขั้นตอนและความเสี่ยง

ทางรัฐมนตรีจุลพันธ์มีความมุ่งมั่นที่จะเดินทางไปเจรจาด้วยตนเองที่ฟินแลนด์และสวีเดนในต้นเดือนหน้า เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือของแรงงานไทย ในขณะที่นายสหัสวัตยังคงเน้นย้ำถึงการปฏิรูประบบบริษัทจัดหางานและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นรูปธรรม

หากภาครัฐสามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างสำเร็จ แรงงานไทยนับหมื่นคนจะกลับมามีโอกาสสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวอีกครั้ง ซึ่งเราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอย่างที่ตั้งใจไว้หรือไม่

ที่มา – “สหัสวัต” ถก “จุลพันธ์” แก้ปัญหาวีซ่าแรงงานเก็บเบอร์รี่สแกนดิเนเวียถูกปฏิเสธ

“พ่อโฟกัส” ยื่นเทปหลักฐานเสียบบัตรประชุมสภากทม. ให้ ป.ป.ช. สอบสก.พรรคประชาชนแล้ว

“พ่อโฟกัส” ยื่นเทปหลักฐานเสียบบัตรประชุมสภากทม. ให้ ป.ป.ช. สอบสก.พรรคประชาชนแล้ว

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณีที่ “พ่อโฟกัส” ยื่นเทปหลักฐานเสียบบัตรประชุมสภากทม. ให้ ป.ป.ช. สอบสก.พรรคประชาชนแล้ว หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกันในระหว่างการประชุมสภากรุงเทพมหานครเมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความกังวลใจให้กับประชาชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการทำงานของตัวแทนที่ตนเลือกเข้าไปทำหน้าที่

ความคืบหน้ากรณี “พ่อโฟกัส” ยื่นเทปหลักฐานเสียบบัตรประชุมสภากทม. ให้ ป.ป.ช. สอบสก.พรรคประชาชนแล้ว

นายนภาพล จีระกุล สก.เขตบางกอกน้อย จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้รวมตัวกับกลุ่ม สก. พรรคเพื่อไทย เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน โดยมีหลักฐานสำคัญประกอบด้วย:

  • บันทึกเทปภาพและเสียงเหตุการณ์การประชุมสภากทม. ในวันเกิดเหตุ
  • รายชื่อพยานบุคคลที่อยู่ในห้องประชุมขณะนั้น
  • รายละเอียดช่วงเวลาการกดคะแนนที่ผิดปกติ

การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษามาตรฐานการทำงานในสภา กทม. ให้มีความเป็นธรรม เพราะการออกข้อบัญญัติที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง จำเป็นต้องผ่านกระบวนการลงมติที่ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ “พ่อโฟกัส” ยื่นเทปหลักฐานเสียบบัตรประชุมสภากทม. ให้ ป.ป.ช. สอบสก.พรรคประชาชนแล้ว เพื่อขอเรียกร้องให้องค์กรอิสระทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา หากพบว่ามีการทุจริตหรือทำผิดระเบียบข้อบังคับจริง ก็ต้องได้รับโทษตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเด็ดขาด

ไม่ว่าผลการสอบสวนจะออกมาเป็นอย่างไร เหตุการณ์นี้ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่สะท้อนว่าประชาชนยุคใหม่ให้ความสำคัญกับจริยธรรมของนักการเมืองมากกว่าที่เคย การที่ สก. ออกมาตรวจสอบกันเองในลักษณะนี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงการตรวจสอบถ่วงดุลที่ควรจะมีอยู่ในระบอบประชาธิปไตย เพื่อให้ทุกคะแนนเสียงที่ผ่านความเห็นชอบในสภาเป็นตัวแทนของความถูกต้องอย่างแท้จริง เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า ป.ป.ช. จะดำเนินการอย่างไรกับเรื่องนี้ เพราะความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญของการได้รับความไว้วางใจจากชาวกรุงเทพฯ

ที่มา – “พ่อโฟกัส” ยื่นเทปหลักฐานเสียบบัตรประชุมสภากทม. ให้ ป.ป.ช. สอบสก.พรรคประชาชนแล้ว

“ภคมน” จี้ สถ. คลี่ปมเปลี่ยน TOR สอบท้องถิ่น ชี้ต้องสาวถึงคนสร้างระบบโกง

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับการสอบเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2567–2569 เมื่อล่าสุดมีการเคลื่อนไหวจากฝั่งการเมือง โดยคุณ ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธาน กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ได้ออกมาเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) เร่งออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงในกรณีที่มีการยกเลิกสัญญาและเปลี่ยนผู้จัดสอบอย่างมีเงื่อนงำ

“ภคมน” จี้ สถ. คลี่ปมเปลี่ยน TOR สอบท้องถิ่น ชี้ต้องสาวถึงคนสร้างระบบโกง

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่มหาวิทยาลัยบูรพาได้รับเลือกเป็นผู้ชนะการประมูลจัดสอบในเบื้องต้น แต่กลับถูกยกเลิกสัญญาโดย สถ. ในภายหลัง โดยอ้างเหตุผลเรื่องความไม่รัดกุมของ TOR ซึ่งคุณภคมนตั้งข้อสังเกตว่า “ภคมน” จี้ สถ. คลี่ปมเปลี่ยน TOR สอบท้องถิ่น ชี้ต้องสาวถึงคนสร้างระบบโกง โดยมองว่าในฐานะผู้ว่าจ้าง สถ. มีหน้าที่กำหนด TOR ให้มีความเป็นธรรมและโปร่งใส หาก TOR มีปัญหาจริง นั่นย่อมเป็นความรับผิดชอบของคณะกรรมการจากฝั่ง สถ. เอง ไม่ใช่เหตุผลที่จะนำมาโยนความผิดให้ผู้รับจ้างหรือใช้เป็นข้ออ้างในการเปลี่ยนตัวผู้รับจ้างโดยไม่มีธรรมาภิบาล

เปิดเบื้องลึกทำไมต้องตรวจสอบระบบการจัดสอบ

การตั้งคำถามของ กมธ.พัฒนาการเมืองฯ มุ่งเน้นไปที่การหาคำตอบว่าการเปลี่ยนกติกาหรือ TOR ในหลายจุดพร้อมกันนั้น เอื้อประโยชน์ให้กับใครหรือไม่ และทำไมต้องมีการเปลี่ยนมหาวิทยาลัยจากบูรพาเป็นศรีนครินทรวิโรฒ ทั้งที่กระบวนการควรเป็นไปตามมาตรฐานการประกวดราคาอย่างเคร่งครัด สิ่งที่คุณภคมนพยายามย้ำคือ “ภคมน” จี้ สถ. คลี่ปมเปลี่ยน TOR สอบท้องถิ่น ชี้ต้องสาวถึงคนสร้างระบบโกง เพราะถ้าเราไม่จัดการที่ต้นตอของระบบโกง ปัญหานี้ก็จะกลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกๆ ปี

  • ความไม่โปร่งใสในการยกเลิกสัญญาจัดสอบท้องถิ่น
  • ข้อสงสัยเรื่องการกำหนด TOR ที่เอื้อผู้ชนะบางราย
  • ความรับผิดชอบของกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น

ท้ายที่สุดแล้ว การทำงานของ กมธ. ในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การสืบหาตัวผู้กระทำความผิดในระดับปฏิบัติการเท่านั้น แต่เป็นการตั้งคำถามไปถึงผู้มีอำนาจที่อนุญาตให้ระบบการโกงนี้เกิดขึ้นได้ ประชาชนที่เฝ้ารอการสอบท้องถิ่นด้วยความหวังต้องการความโปร่งใส และจำเป็นต้องได้รับคำตอบว่าใครคือผู้อยู่เบื้องหลังการใช้อำนาจที่ไม่ชอบธรรมในครั้งนี้ เราจะจับตาดูความคืบหน้าอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ความยุติธรรมเกิดขึ้นกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และเชื่อว่าสังคมเองก็จะไม่ปล่อยให้เรื่องนี้เงียบหายไปอย่างแน่นอน

ที่มา – “ภคมน” จี้ สถ. คลี่ปมเปลี่ยน TOR สอบท้องถิ่น ชี้ต้องสาวถึงคนสร้างระบบโกง

“วรศิษฎ์” เผย โกงสอบท้องถิ่นเคาะจบวันนี้ ถอดถอน 5,925 รายชื่อ

“วรศิษฎ์” เผย โกงสอบท้องถิ่นเคาะจบวันนี้ ถอดถอน 5,925 รายชื่อ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับกรณีการทุจริตสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งล่าสุดทางด้าน นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าสำคัญว่า การจัดการปัญหา “วรศิษฎ์” เผย โกงสอบท้องถิ่นเคาะจบวันนี้ ถอดถอน 5,925 รายชื่อ นั้นกำลังจะสรุปผลให้เป็นที่เรียบร้อยภายในวันนี้ เพื่อความเป็นธรรมต่อผู้เข้าสอบทุกคน

สรุปมาตรการเด็ดขาดเพื่อความโปร่งใส

ในการประชุมคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) วันนี้ จะเป็นการตัดสินชี้ขาดในขั้นตอนสุดท้ายเกี่ยวกับการเพิกถอนสิทธิ์ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตทั้งหมด โดยทางกระทรวงมหาดไทยยืนยันว่าจะไม่มีการละเว้นสำหรับผู้ที่ทำผิดกฎการสอบ เพื่อรักษามาตรฐานของข้าราชการไทยให้มีคุณภาพและสุจริตมากที่สุด

รายละเอียดสำคัญที่คุณต้องทราบเกี่ยวกับความคืบหน้า “วรศิษฎ์” เผย โกงสอบท้องถิ่นเคาะจบวันนี้ ถอดถอน 5,925 รายชื่อ มีดังนี้:

  • มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดร่วมกับฝ่ายกฎหมายของรัฐบาล
  • ประธาน กสถ. จะดำเนินการลงนามถอดถอนรายชื่อทั้ง 5,925 รายชื่อในวันนี้
  • วันที่ 6 สิงหาคม จะมีการรายงานผลให้คณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) รับทราบเพื่อดำเนินการต่อไปยังระดับจังหวัด

ทางรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยยังได้ย้ำว่า ในวันที่ 6 ส.ค. นี้ ตนเองจะเข้าเป็นประธานการประชุมด้วยตนเอง เนื่องจากได้รับมอบหมายจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการทุกอย่างจะดำเนินไปอย่างรวดเร็วและเป็นธรรมมากที่สุด

สำหรับผู้ที่รอคอยความชัดเจนในประเด็น “วรศิษฎ์” เผย โกงสอบท้องถิ่นเคาะจบวันนี้ ถอดถอน 5,925 รายชื่อ ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีในการปฏิรูปการสอบคัดเลือกเข้าทำงานในหน่วยงานรัฐให้มีความบริสุทธิ์ยุติธรรมมากขึ้น การจัดการปัญหาการทุจริตอย่างเด็ดขาดจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและผู้ที่มีความสามารถที่ต้องการเข้ามารับใช้ชาติผ่านระบบราชการไทยในอนาคต

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า หลังจากขั้นตอนการถอดถอนรายชื่อเสร็จสิ้นแล้ว จะมีมาตรการป้องกันการทุจริตในรูปแบบใหม่ๆ เพิ่มเติมอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีกในสนามสอบท้องถิ่นทั่วประเทศ

ที่มา – “วรศิษฎ์” เผย โกงสอบท้องถิ่นเคาะจบวันนี้ ถอดถอน 5,925 รายชื่อ

“สีหศักดิ์” จี้ ทูตจีนเตือนนักท่องเที่ยวจีนเรื่องกฎระเบียบไทย หลังเกิดเหตุวุ่นสนามบินสุวรรณภูมิ

จากเหตุการณ์ความวุ่นวายที่สนามบินสุวรรณภูมิซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์เมื่อนักท่องเที่ยวจีนเกิดข้อพิพาทกับเจ้าหน้าที่ไทย ทำให้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ต้องออกมาเคลื่อนไหวทันที โดยได้แสดงความคิดเห็นถึงประเด็น “สีหศักดิ์” จี้ ทูตจีนเตือนนักท่องเที่ยวจีนเรื่องกฎระเบียบไทย หลังเกิดเหตุวุ่นสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อหวังลดปัญหาความขัดแย้งที่อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และการท่องเที่ยวของประเทศ

“สีหศักดิ์” จี้ ทูตจีนเตือนนักท่องเที่ยวจีนเรื่องกฎระเบียบไทย หลังเกิดเหตุวุ่นสนามบินสุวรรณภูมิ

นายสีหศักดิ์เน้นย้ำว่า แม้การต้อนรับนักท่องเที่ยวจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่กฎระเบียบของประเทศไทยต้องถูกรักษาไว้อย่างเคร่งครัด การที่นักท่องเที่ยวจะเดินทางเข้ามา จำเป็นต้องมีความเข้าใจในกฎกติกาเบื้องต้น เพื่อให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นและลดปัญหาการกระทบกระทั่งระหว่างเจ้าหน้าที่กับนักท่องเที่ยว

บทบาททูตจีนกับการสร้างความเข้าใจกฎระเบียบไทย

ในประเด็นนี้ นายสีหศักดิ์มองว่าหน้าที่สำคัญของทูตจีนไม่ใช่เพียงการปกป้องผลประโยชน์ของชาติหรือพลเมืองตนเองเท่านั้น แต่ต้องมีบทบาทเชิงรุกในการ “สีหศักดิ์” จี้ ทูตจีนเตือนนักท่องเที่ยวจีนเรื่องกฎระเบียบไทย หลังเกิดเหตุวุ่นสนามบินสุวรรณภูมิ โดยการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับข้อกำหนดต่างๆ ของไทยให้กับชาวจีนได้รับทราบก่อนเดินทางมา เพื่อลดความเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ในอนาคต

สาเหตุสำคัญที่ทำให้นายสีหศักดิ์ต้องออกมาเรียกร้องในเรื่องนี้ มีปัจจัยหลักดังนี้:

  • การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสองประเทศไม่ให้สั่นคลอนจากเหตุการณ์เฉพาะหน้า
  • ความจำเป็นที่นักท่องเที่ยวต้องเคารพกฎหมายของประเทศเจ้าบ้าน
  • หน้าที่ของนักการทูตในการเป็นสะพานเชื่อมความเข้าใจระหว่างประชาชน

ท้ายที่สุดแล้ว การจะทำให้นักท่องเที่ยวประทับใจตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินทางมาถึงไทย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการอำนวยความสะดวกเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงความร่วมมือจากสถานทูตของประเทศต้นทางในการให้ข้อมูลที่ชัดเจน เพื่อให้การท่องเที่ยวไทยเป็นไปอย่างมีคุณภาพและปลอดภัยสำหรับทุกคน การที่ “สีหศักดิ์” จี้ ทูตจีนเตือนนักท่องเที่ยวจีนเรื่องกฎระเบียบไทย หลังเกิดเหตุวุ่นสนามบินสุวรรณภูมิ จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการปรับมาตรฐานการสื่อสารระหว่างประเทศให้เข้าใจกันมากขึ้น เพื่อรักษาความสัมพันธ์ระดับมิตรภาพที่แน่นแฟ้นให้ยั่งยืนต่อไป

ที่มา – “สีหศักดิ์” จี้ ทูตจีนเตือนนักท่องเที่ยวจีนเรื่องกฎระเบียบไทย หลังเกิดเหตุวุ่นสนามบินสุวรรณภูมิ

“สุชาติ” ลั่นเป็นคนรักษาผลประโยชน์ชาติสูงสุด สวน “ไอซ์”

“สุชาติ” ลั่นเป็นคนรักษาผลประโยชน์ชาติสูงสุด สวน “ไอซ์” ตรวจสอบแต่ไร้องค์ความรู้

ประเด็นร้อนแรงทางการเมืองกลับมาอีกครั้ง เมื่อ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ตอบโต้กรณีที่ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส. พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตเรื่องการจัดสรรงบประมาณของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลจำนวน 6,500 ล้านบาท ที่ถูกมองว่ากระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ สส. พรรคภูมิใจไทย โดยนายสุชาติได้ตอกกลับอย่างเผ็ดร้อนว่า “สุชาติ” ลั่นเป็นคนรักษาผลประโยชน์ชาติสูงสุด สวน “ไอซ์” ตรวจสอบแต่ไร้องค์ความรู้ และแนะนำว่าฝ่ายค้านควรยกระดับการทำงานให้เป็นมืออาชีพมากกว่านี้

เบื้องหลังงบประมาณน้ำบาดาลที่ถูกตั้งคำถาม

นายสุชาติได้อธิบายถึงที่มาของงบประมาณว่า ตนในฐานะรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงทราบดีว่าพื้นที่ใดมีความเดือดร้อนและจำเป็นต้องใช้น้ำ ซึ่งคำขอเหล่านี้เป็นคำขอเดิมที่ส่งมาจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ตั้งแต่ปี 2566-2569 ไม่ใช่การมาสำรวจใหม่เพื่อเอื้อประโยชน์ทางการเมือง โดยเขาย้ำว่า “สุชาติ” ลั่นเป็นคนรักษาผลประโยชน์ชาติสูงสุด สวน “ไอซ์” ตรวจสอบแต่ไร้องค์ความรู้ เพราะการทำงานของกรมฯ ต้องผ่านขั้นตอนของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) อย่างเข้มงวด

  • งบประมาณกว่า 5,000 ล้านบาท มาจากการประมูลงานตามระบบ TOR
  • พื้นที่ที่ได้รับจัดสรรคือพื้นที่ที่ประสบปัญหาภัยแล้งตามการพยากรณ์อากาศ
  • ไม่ได้เลือกปฏิบัติโดยใช้ตัวเลข สส. เป็นเกณฑ์ตัดสินใจ

รัฐมนตรีสุชาติยังเน้นย้ำว่า การที่ฝ่ายค้านออกมาพูดโดยไม่มีพื้นฐานข้อมูลที่ถูกต้อง ถือเป็นเรื่องน่ากังวลสำหรับมาตรฐานการเมืองไทย การที่เขาถูกกล่าวหาว่ากระจายงบไปพื้นที่พรรคภูมิใจไทยนั้น แท้จริงแล้วเป็นเรื่องของความต้องการของประชาชนในพื้นที่ที่เดือดร้อนจากภัยแล้งอย่างหนัก ซึ่งรัฐบาลมีความจำเป็นต้องจัดหาน้ำอุปโภคบริโภคให้ทันท่วงที

มุมมองจากรัฐมนตรีต่อการทำงานของฝ่ายค้าน

นายสุชาติยังฝากถึง น.ส.รักชนก ว่าการจะเป็นฝ่ายค้านที่ดีต้องใช้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง ไม่ใช่การตั้งธงมาล่วงหน้าเพื่อสร้างกระแสในสังคม เพราะนอกจากจะทำให้การทำงานของข้าราชการท้อแท้แล้ว ยังเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอีกด้วย เขาเชื่อมั่นว่าตนเองทำหน้าที่ด้วยความโปร่งใสและตรวจสอบได้เสมอ “สุชาติ” ลั่นเป็นคนรักษาผลประโยชน์ชาติสูงสุด สวน “ไอซ์” ตรวจสอบแต่ไร้องค์ความรู้ โดยยืนยันว่าทุกโครงการมีแผนงานรองรับชัดเจนเพื่อประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม

ท้ายที่สุดนี้ การตรวจสอบเป็นกลไกสำคัญของระบอบประชาธิปไตย แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานขององค์ความรู้และการแสวงหาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน เพื่อให้ผลประโยชน์สูงสุดตกอยู่ที่ประชาชนอย่างแท้จริง มิใช่เพียงการสร้างประเด็นข่าวเพื่อหวังผลทางการเมืองเพียงอย่างเดียว

ที่มา – “สุชาติ” ลั่นเป็นคนรักษาผลประโยชน์ชาติสูงสุด สวน “ไอซ์” ตรวจสอบแต่ไร้องค์ความรู้

Scroll to top