ข่าวต่างประเทศล่าสุด

ยอดตายภูเขาขยะถล่มในฟิลิปปินส์เพิ่ม! สรุป

สถานการณ์น่าเศร้ายังคงดำเนินต่อไปในฟิลิปปินส์ เมื่อยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ยอดตายภูเขาขยะถล่มในฟิลิปปินส์เพิ่มเป็น 11 ศพ ที่หลุมฝังกลบขยะในเมืองเซบูเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่หน่วยกู้ภัยยังคงทำงานอย่างหนักเพื่อค้นหาผู้สูญหายที่เหลืออีกกว่า 20 คน แม้ความหวังจะริบหรี่ลงทุกที

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นที่หลุมฝังกลบขยะ “บินาลิว” ในเมืองเซบู ทางตอนกลางของประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะเกิดเหตุมีคนงานทำงานอยู่ในบริเวณนั้นมากกว่า 100 คน เจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือผู้บาดเจ็บออกมาได้ 12 ราย แต่ยอดยอดตายภูเขาขยะถล่มในฟิลิปปินส์เพิ่มเป็น 11 ศพแล้ว และยังมีผู้สูญหายอีกจำนวนมากที่ยังหาไม่พบ

ยอดตายภูเขาขยะถล่มในฟิลิปปินส์เพิ่มเป็น 11 ศพ

แม้ว่าเจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะเคยให้สัมภาษณ์ว่าโอกาสรอดชีวิตของผู้ที่ถูกฝังอยู่ใต้กองขยะขนาดมหึมาเป็นเวลาหลายวันนั้นแทบจะเป็นศูนย์ แต่นายกเทศมนตรีเมืองเซบูได้ออกมาเปิดเผยว่ามีการตรวจพบ “สัญญาณชีพ” จากใต้ซากอาคารและกองขยะ ทำให้เจ้าหน้าที่ยังคงปฏิบัติการกู้ภัยต่อไปด้วยความหวัง

นายเบียนวินิโด รานิโด ชาวบ้านที่สูญเสียภรรยาไปในเหตุการณ์ครั้งนี้ ได้เล่าถึงช่วงเวลาที่เกิดเหตุว่าเขาเห็นผู้คนวิ่งหนีตายและตะโกนว่า “ขยะถล่ม” เมื่อเขาไปถึงที่เกิดเหตุ ก็พบว่าอาคารที่ภรรยาของเขาทำงานอยู่ได้ถูกฝังกลบไปต่อหน้าต่อตา ก่อนที่หน่วยกู้ภัยจะพบร่างของเธอในวันต่อมา

การสอบสวนหาสาเหตุและการดำเนินการตามมา

กรมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งให้บริษัท Prime Integrated Waste Solutions ซึ่งเป็นผู้บริหารจัดการหลุมฝังกลบขยะดังกล่าว ยุติการดำเนินงานทั้งหมดทันที และต้องส่งแผนการดำเนินงานที่ถูกต้องตามระเบียบภายใน 90 วัน

รายงานเบื้องต้นจากสำนักงานเหมืองแร่และธรณีวิทยา ระบุว่าสาเหตุของเหตุการณ์อาจมาจากฝนที่ตกหนักต่อเนื่องกันหลายสัปดาห์ ทำให้ขยะมีน้ำหนักมากจนโครงสร้างไม่สามารถรับไหว นอกจากนี้ยังมีปัจจัยทางวิศวกรรมอื่นๆ ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง

วุฒิสมาชิก ไอมี มาร์กอส ได้เรียกร้องให้มีการปฏิรูปข้อบังคับด้านการจัดการขยะและสวัสดิภาพของคนงานเก็บขยะอย่างจริงจัง โดยกล่าวว่า “เรื่องนี้ไม่ควรเกิดขึ้น เราเคยเห็นโศกนาฏกรรมแบบนี้มาแล้วหลายครั้ง แต่ความอันตรายเดิมๆ ยังคงอยู่ ชีวิตที่สูญเสียไปในเซบูต้องการคำตอบและการปฏิรูปที่แท้จริง”

หลุมฝังกลบขยะบินาลิว มีพื้นที่กว่า 125 ไร่ โดยพื้นที่ที่ใช้สำหรับฝังกลบโดยตรงมีขนาดประมาณ 18 ไร่เศษ เมืองเซบูเป็นศูนย์กลางทางการค้าและการขนส่งที่สำคัญของภูมิภาควิซายัสในประเทศฟิลิปปินส์

เหตุการณ์ยอดตายภูเขาขยะถล่มในฟิลิปปินส์เพิ่มเป็น 11 ศพครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการจัดการขยะอย่างถูกวิธี และการดูแลสวัสดิภาพของคนงานที่ทำงานในสภาพแวดล้อมที่อันตรายเช่นนี้ การลงทุนในการพัฒนาระบบการจัดการขยะที่ยั่งยืน และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยในอนาคต

ที่มา – ยอดตายภูเขาขยะถล่มในฟิลิปปินส์เพิ่มเป็น 11 ศพ ยังสูญหายกว่า 20 คน

ICE เผยคลิปยิงหญิงมินนีอาโพลิส อ้างป้องกันตัว


เจ้าหน้าที่ ICE เผยคลิปใหม่ เหตุยิงหญิงมินนีอาโพลิส ย้ำเป็นการป้องกันตัว

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงเมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐ (ICE) เผยแพร่คลิปวิดีโอจากมุมมองของเจ้าหน้าที่เป็นครั้งแรก หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และการประท้วงอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ จากเหตุการณ์ยิงหญิงรายหนึ่งเสียชีวิตในเมืองมินนีอาโพลิส โดยทาง ICE ยืนยันว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการป้องกันตัว

วิดีโอความยาว 47 วินาที ถูกเผยแพร่โดยสื่อท้องถิ่น Alpha News แสดงให้เห็นช่วงเวลาก่อนเกิดเหตุการณ์ยิง โดย เรเน นิโคล กู้ด วัย 37 ปี นั่งอยู่ในรถยนต์ของเธอ และมีปฏิสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่ ICE ที่กำลังบันทึกวิดีโอรถและป้ายทะเบียน

ในคลิปวิดีโอ จะเห็นเจ้าหน้าที่ ICE ลงจากรถและเดินสำรวจรอบรถ Honda SUV ของกู้ด โดยมีสุนัขอยู่บริเวณเบาะหลัง กู้ดพูดกับเจ้าหน้าที่ว่า “ไม่เป็นไรนะ ฉันไม่ได้โกรธคุณ” ขณะเดียวกัน เบ็คกา กู้ด ภรรยาของผู้เสียชีวิต ได้บันทึกเหตุการณ์อยู่ริมถนนและมีการพูดจาตอบโต้กับเจ้าหน้าที่

สถานการณ์ตึงเครียดก่อนการยิง

ต่อมา เจ้าหน้าที่อีกคนเดินเข้ามาที่ฝั่งคนขับและตะโกนสั่งให้กู้ดลงจากรถ สถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อรถของกู้ดถอยหลัง จากนั้นหักพวงมาลัยและขับไปข้างหน้า ตามด้วยเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด ภาพสุดท้ายที่ปรากฏคือรถพุ่งออกไปตามถนน

คลิปวิดีโออื่น ๆ ที่เผยแพร่ออกมาก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นรถของกู้ดชนเข้ากับข้างทางหลังจากเธอถูกยิง ในขณะที่เจ้าหน้าที่ ICE ยังคงยืนอยู่และเดินเข้าไปใกล้รถในเวลาต่อมา รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ได้แชร์คลิปวิดีโอดังกล่าวบนโซเชียลมีเดีย พร้อมระบุว่าเจ้าหน้าที่กระทำการดังกล่าวเพื่อป้องกันตัวเอง

ทำเนียบขาวยืนยันว่า กู้ดพยายามขับรถพุ่งชนเจ้าหน้าที่ ICE ซึ่งรัฐบาลทรัมป์มองว่าเป็นการกระทำที่เข้าข่าย “การก่อการร้ายภายในประเทศ” ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวถึงเหตุการณ์นี้ว่า “มีพวกยุยงปลุกปั่น และเราจะปกป้อง ICE ปกป้องเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของเราเสมอ”

โฆษกทำเนียบขาว แคโรไลน์ เลวิตต์ กล่าวเพิ่มเติมว่าสื่อพยายามใส่ร้ายเจ้าหน้าที่ ICE ทั้งที่เขาป้องกันตัวจากการถูกรถพุ่งชนอย่างเหมาะสม รัฐบาลกลางระบุว่า เจ้าหน้าที่ ICE ได้รับบาดเจ็บและเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ส่วนเจ้าหน้าที่ผู้ยิงคือ โจนาธาน รอสส์ เจ้าหน้าที่ ICE อาวุโส ซึ่งเคยได้รับบาดเจ็บจากการถูกรถชนขณะปฏิบัติหน้าที่มาก่อน

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยืนกรานว่า ผู้เสียชีวิตไม่ได้เป็นภัยคุกคาม โดย เจค็อบ เฟรย์ นายกเทศมนตรีเมืองมินนีอาโพลิส จากพรรคเดโมแครต ระบุว่า คำอธิบายของรัฐบาลกลางเป็นเรื่องไร้สาระสิ้นดี เมื่อพิจารณาจากภาพวิดีโอที่ปรากฏ

สำนักงานอัยการรัฐมินนิโซตาและอัยการสูงสุดของรัฐ ประกาศเปิดการสอบสวนของตนเอง หลังจากที่ระบุว่าถูกกันออกจากการสอบสวนของรัฐบาลกลาง ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของ FBI การเสียชีวิตของกู้ดจุดชนวนให้เกิดการประท้วงต่อเนื่องเป็นคืนที่สองในหลายพื้นที่ของสหรัฐฯ ทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา สั่งระดมกองกำลังพิทักษ์ชาติเพื่อดูแลความปลอดภัยในการชุมนุม พร้อมกล่าวหารัฐบาลทรัมป์ว่าขัดขวางการสอบสวนของรัฐ ในขณะที่รองประธานาธิบดีแวนซ์ยืนยันว่า นี่เป็นคดีของรัฐบาลกลาง ไม่ใช่อำนาจรัฐ

เหตุการณ์นี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง และการสอบสวนยังคงดำเนินต่อไปเพื่อหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเสียชีวิตของ เรเน นิโคล กู้ด ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น

คดีเจ้าหน้าที่ ICE เผยคลิปใหม่ เหตุยิงหญิงมินนีอาโพลิส ย้ำเป็นการป้องกันตัว ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

ที่มา – เจ้าหน้าที่ ICE เผยคลิปใหม่ เหตุยิงหญิงมินนีอาโพลิส ย้ำเป็นการป้องกันตัว

พายุถล่มยุโรป: วิกฤตไฟฟ้าดับ การเดินทางชะงัก

ยุโรปกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่จากสภาพอากาศที่แปรปรวนอย่างหนักหน่วง เมื่อ พายุถล่มยุโรป พัดกระหน่ำพื้นที่ทางตอนเหนือ ส่งผลให้เกิดกระแสลมแรงจัด หิมะตกหนักจนระบบคมนาคมต้องหยุดชะงัก โรงเรียนหลายแห่งต้องปิดการเรียนการสอน และที่สำคัญคือประชาชนหลายแสนครัวเรือนต้องเผชิญกับภาวะไฟฟ้าดับ

พายุลมแรงได้สร้างความเสียหายอย่างมากในฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร หน่วยงานอุตุนิยมวิทยาจากหลายประเทศ ตั้งแต่สหราชอาณาจักรไปจนถึงเยอรมนี ต่างพร้อมใจกันออกประกาศเตือนให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการออกจากบ้านโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะในอังกฤษที่มีการประกาศเตือนภัยลมระดับสีแดง ซึ่งเป็นระดับสูงสุดและเกิดขึ้นได้ยาก ครอบคลุมพื้นที่หมู่เกาะซิลลีและแคว้นคอร์นวอลล์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ

ในฝรั่งเศส พายุ “โกเร็ตติ” ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนอย่างมาก โดยทำให้บ้านเรือนราว 380,000 หลังคาเรือนไม่มีไฟฟ้าใช้ ส่วนใหญ่อยู่ในแคว้นนอร์มังดีตอนเหนือ

ทางการฝรั่งเศสรายงานว่า ในช่วงกลางดึกที่ผ่านมา มีความเร็วลมกระโชกแรงสูงสุดถึง 216 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในแคว้นม็องช์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ความรุนแรงของลมทำให้ต้นไม้ล้มระเนระนาดในหลายพื้นที่ และอย่างน้อยหนึ่งต้นได้ล้มทับอาคารที่พักอาศัยในแคว้นแซน-มารีทีม แต่โชคดีที่ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ

สถานการณ์ยังคงน่าเป็นห่วง เนื่องจากโรงเรียนหลายแห่งในภาคเหนือของฝรั่งเศสยังคงปิดทำการ หลังมีการประกาศเตือนภัยสภาพอากาศในอีกกว่า 30 แคว้น ตำรวจแคว้นม็องช์ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X เตือนประชาชนให้หลบอยู่ในที่ปลอดภัย งดใช้ยานพาหนะ และเตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉินให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์

คลื่นทะเลขนาดยักษ์ได้ซัดกระหน่ำกำแพงท่าเรือหลายแห่งทางตะวันตกเฉียงเหนือสุดของฝรั่งเศสตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา และเมื่อพายุเคลื่อนตัวไปทางตะวันออก ก็ทำให้เกิดน้ำท่วมและการปิดถนน รวมถึงการปิดท่าเรือสำคัญอย่างเมืองดิเอปป์

ผลกระทบจากพายุถล่มยุโรป

ด้านอังกฤษและเวลส์ ก็เผชิญกับลมกระโชกแรงสูงสุดถึง 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สำนักงานอุตุนิยมวิทยาอังกฤษ (Met Office) ได้เตือนว่า คลื่นทะเลขนาดใหญ่จะทำให้พื้นที่ชายฝั่งอยู่ในภาวะอันตราย พร้อมกันนี้ยังได้ออกคำเตือนหิมะระดับสีเหลืองในเวลส์ ภาคกลางของอังกฤษ และบางส่วนของภาคเหนือ โดยคาดว่าในบางพื้นที่อาจมีหิมะตกหนาสูงถึง 30 เซนติเมตร ขณะที่บริษัทเนชันแนล กริด ของอังกฤษ ระบุว่ามีบ้านเรือนกว่า 42,000 หลัง ในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ และยังมีอีกหลายพันหลังในพื้นที่อื่น

การเดินรถไฟในสหราชอาณาจักรได้รับผลกระทบอย่างหนัก การรถไฟแห่งชาติระบุว่า บริการรถไฟจะถูกรบกวนต่อเนื่องอย่างน้อยสองวัน และขอความร่วมมือประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางหากไม่จำเป็น

รายงานระบุว่า ตลอดสัปดาห์นี้มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศแล้วอย่างน้อย 8 รายทั่วทวีปยุโรป โดยรายล่าสุดคือชายคนหนึ่งในเมืองดูร์เรส ประเทศแอลเบเนีย ซึ่งถูกกระแสน้ำท่วมพัดเสียชีวิต หลังเผชิญทั้งหิมะตกหนักและฝนตกต่อเนื่องในภูมิภาคบอลข่าน

ในสกอตแลนด์ โรงเรียนหลายร้อยแห่งปิดติดต่อกันเป็นวันที่ 5 แล้ว ทำให้นักเรียนจำนวนมากยังไม่สามารถกลับเข้าเรียนได้หลังช่วงวันหยุดคริสต์มาส

ขณะที่ทางตอนเหนือของเยอรมนีได้รับผลกระทบจากพายุอีกลูกที่มีชื่อว่า “เอลลี่” ส่งผลให้โรงเรียนในเมืองฮัมบูร์กและเบรเมนต้องปิดการเรียนการสอน และการเดินรถไฟระยะไกลในภาคเหนือถูกยกเลิกทั้งหมด คาดว่าหิมะอาจตกหนาสูงถึง 15 เซนติเมตร ในภาคเหนือ และมีความเสี่ยงเกิดน้ำแข็งปกคลุมถนนในภาคใต้

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาเยอรมนี (DWD) ระบุว่า พายุจะส่งผลกระทบไปจนถึงวันเสาร์ โดยคาดว่าหิมะจะหยุดตกในวันจันทร์ นักอุตุนิยมวิทยาของ DWD ชี้ว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ถือว่าผิดปกติเมื่อเทียบกับช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งฤดูหนาวอุ่นขึ้นจากผลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ขณะที่รัสเซีย สภาพอากาศหนาวจัดทำให้เที่ยวบินราว 300 เที่ยว ในเขตกรุงมอสโกต้องยกเลิก เจ้าหน้าที่เร่งเคลียร์รันเวย์และขจัดน้ำแข็งบนเครื่องบินเพื่อความปลอดภัย

พายุถล่มยุโรป: ผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน

พายุถล่มยุโรป ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของโครงสร้างพื้นฐานและระบบต่างๆ ที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้า การคมนาคม หรือแม้แต่การศึกษา การเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นในระดับบุคคล ชุมชน หรือประเทศชาติ

สถานการณ์ พายุถล่มยุโรป ในครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวเพื่อรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้น จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของเรา

ที่มา – พายุถล่มยุโรป ไฟฟ้าดับหลายแสนครัวเรือน คมนาคมปั่นป่วน-โรงเรียนปิดเป็นวงกว้าง

ด่วน! กัมพูชาสั่งชำระบัญชี ปรินซ์แบงก์ของ เฉิน จื้อ

ธนาคารกลางกัมพูชา (NBC) สั่ง กัมพูชาสั่งชำระบัญชีและยุติการให้บริการ “ปรินซ์แบงก์” ของ “เฉิน จื้อ” ทันที หลังผู้ก่อตั้งถูกส่งตัวให้ทางการจีน

กัมพูชาสั่งชำระบัญชี ปรินซ์แบงก์ มีผลให้ธนาคารกลางกัมพูชา (NBC) ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 8 มกราคม สั่งให้ธนาคาร “ปรินซ์แบงก์” เข้าสู่กระบวนการชำระบัญชี (Liquidation) ตามกฎหมายของราชอาณาจักรกัมพูชา พร้อมแต่งตั้งบริษัทตรวจสอบบัญชี Morisonkak MKA เป็นผู้ชำระบัญชีอย่างเป็นทางการ

แถลงการณ์ระบุว่าปรินซ์แบงก์ถูกสั่งระงับการให้บริการธนาคารใหม่ทั้งหมด ซึ่งรวมถึงการรับฝากเงินและการให้สินเชื่อ อย่างไรก็ตาม ทาง NBC ได้แจ้งแนวทางปฏิบัติสำหรับลูกค้าดังนี้ ผู้ฝากเงินสามารถถอนเงินได้ตามปกติ โดยเตรียมเอกสารประกอบการถอนเงินให้พร้อม ส่วนผู้กู้เงินยังคงต้องชำระหนี้และปฏิบัติตามพันธกรณีเงินกู้ตามปกติ

ทำไม กัมพูชาสั่งชำระบัญชี ปรินซ์แบงก์? “ปรินซ์แบงก์” เป็นบริษัทในเครือของ Prince Holding Group หนึ่งในกลุ่มบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในกัมพูชา ซึ่งก่อตั้งโดย นายเฉิน จื้อ มหาเศรษฐีชาวจีนสัญชาติกัมพูชา ซึ่งขณะนี้ตกเป็นเป้าหมายสำคัญของนานาชาติ โดยเมื่อเดือนตุลาคม 2025 เขาถูกทางการสหรัฐฯ และอังกฤษประกาศคว่ำบาตร ในข้อหาบงการแก๊งคอลเซ็นเตอร์และแก๊งต้มตุ๋นออนไลน์ที่ใช้แรงงานเหยื่อค้ามนุษย์ในกัมพูชา

ในฝั่งของสหรัฐอเมริกา นายเฉินถูกฟ้องร้องในข้อหาสมคบคิดฉ้อโกงผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และการฟอกเงิน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการยึดบิทคอยน์จำนวนประมาณ 127,271 BTC ซึ่งมีมูลค่าในปัจจุบันสูงกว่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 3.8 แสนล้านบาท) หากถูกตัดสินว่ามีความผิดในสหรัฐฯ เขาอาจเผชิญโทษจำคุกสูงสุดถึง 40 ปี

อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มบริษัท Prince Group ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดก่อนหน้านี้ ขณะที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ และทางการจีนยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจับกุมและการส่งตัวในครั้งนี้

เฉิน จื้อ หรือ วินเซนต์ เฉิน เป็นเจ้าของ Prince Holding Group หรือ ปรินซ์ กรุ๊ป ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2015 ในกัมพูชา ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทที่ใหญ่ที่สุด ที่ประกอบด้วยบริษัทหลายแห่ง มีธุรกิจมากกว่า 100 แห่งในกัมพูชา ทั้งด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ การธนาคาร การเงิน การบิน การท่องเที่ยว โลจิสติกส์ เทคโนโลยี อาหารและเครื่องดื่ม เขามีความใกล้ชิดกับกลุ่มนักการเมืองระดับสูงของกัมพูชา เริ่มจากการเป็นที่ปรึกษาให้กับ ซอร์ เค็ง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา ในปี 2017 จากนั้นไต่เต้าไปเรื่อยๆ สนิทสนมใกล้ชิดกับนักการเมืองระดับผู้นำประเทศ จนกลายเป็นหนึ่งในที่ปรึกษาโดยตรงของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และได้รับการแต่งตั้งให้เป็น เนี๊ยะออกญา เฉิน จื้อ.

กัมพูชาสั่งชำระบัญชี-ยุติให้บริการ “ปรินซ์แบงก์” ของ “เฉิน จื้อ”

ผลกระทบจาก กัมพูชาสั่งชำระบัญชี ปรินซ์แบงก์ ต่อผู้บริโภค

การที่กัมพูชาสั่งชำระบัญชี ปรินซ์แบงก์ ย่อมส่งผลกระทบต่อลูกค้าของธนาคารโดยตรง โดยเฉพาะผู้ฝากเงินและผู้กู้เงิน ดังนั้น การทำความเข้าใจแนวทางปฏิบัติที่ NBC กำหนดจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้สามารถจัดการกับสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม

  • สำหรับผู้ฝากเงิน: ควรตรวจสอบเอกสารประกอบการถอนเงินให้พร้อม และติดต่อธนาคารเพื่อดำเนินการถอนเงินตามขั้นตอนที่กำหนด
  • สำหรับผู้กู้เงิน: ยังคงต้องชำระหนี้และปฏิบัติตามพันธกรณีเงินกู้ตามปกติ หากมีข้อสงสัยหรือต้องการความช่วยเหลือ ควรติดต่อธนาคารเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

อนาคตของ Prince Holding Group หลังจาก กัมพูชาสั่งชำระบัญชี ปรินซ์แบงก์ ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามอง เนื่องจากกลุ่มบริษัทนี้มีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจของกัมพูชา การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจได้ในระยะยาว

ที่มา – กัมพูชาสั่งชำระบัญชี-ยุติให้บริการ “ปรินซ์แบงก์” ของ “เฉิน จื้อ” หลังถูกส่งตัวให้ทางการจีน

เตือน! หยุด “ปากกาลดน้ำหนัก” น้ำหนักเด้งกลับไว

สาวๆ ที่อยากผอมต้องระวัง! งานวิจัยล่าสุดเตือนว่าการใช้ ปากกาลดน้ำหนัก หรือยาฉีดลดน้ำหนักยอดฮิตอย่าง Mounjaro, Wegovy และ Ozempic อาจไม่ได้สวยหรูอย่างที่คิด เพราะถึงแม้จะช่วยให้ผอมลงได้ในช่วงแรก แต่ถ้าหยุดใช้เมื่อไหร่ น้ำหนักก็มีสิทธิ์เด้งกลับมาเร็วกว่าที่คาดไว้มากเลยทีเดียว

เตือนสาว! หยุดใช้ “ปากกาลดน้ำหนัก” น้ำหนักเด้งกลับไว

งานวิจัยใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร British Medical Journal ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า ผู้ที่ใช้ปากกาลดน้ำหนักเพื่อหวังลดความอ้วน เมื่อหยุดฉีดยาแล้ว มีแนวโน้มที่จะกลับมาอ้วนขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจจะกลับไปมีน้ำหนักเกือบเท่าเดิมภายในเวลาไม่ถึง 2 ปีเท่านั้นเอง

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดได้ทำการทบทวนงานศึกษาทั้งหมด 37 งาน ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกว่า 9,000 คน โดยครอบคลุมยาฉีดลดน้ำหนักทุกชนิดที่ได้รับอนุญาต ไม่ได้จำกัดเฉพาะ GLP-1 เท่านั้น โดยข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์นั้นมาจากกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ยาเฉลี่ย 10 เดือน และมีระยะติดตามผลหลังจากหยุดยาไปแล้ว 8 เดือน

ผลการวิเคราะห์เฉพาะกลุ่มยาฉีด GLP พบว่า จาก 6 งานวิจัย ซึ่งมีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,700 คน กลุ่มที่ใช้ยากลุ่มนี้สามารถลดน้ำหนักได้มากกว่าวิธีอื่นๆ จริง แต่ก็กลับมาอ้วนเร็วกว่าอย่างเห็นได้ชัด

โดยเฉลี่ยแล้ว กลุ่มที่ใช้ยาลดน้ำหนักทั่วไปจะสามารถลดน้ำหนักได้ประมาณ 8.3 กิโลกรัม ในปีแรก แต่น้ำหนักจะกลับมา 4.8 กิโลกรัม และกลับสู่น้ำหนักเดิมภายใน 20 เดือน

ในขณะที่กลุ่มที่ใช้ยาฉีด GLP สามารถลดน้ำหนักได้เฉลี่ย 14.7 กิโลกรัม แต่น้ำหนักกลับเด้งกลับมาถึง 2 ใน 3 ภายในปีเดียว และกลับสู่น้ำหนักเดิมใน 18 เดือน

ดร.แซม เวสต์ หนึ่งในทีมวิจัย ได้กล่าวว่า ผู้ที่ใช้ยากลุ่ม GLP สามารถลดน้ำหนักได้มากจริง แต่เมื่อหยุดยา น้ำหนักก็กลับคืนมาเร็วกว่าที่คิด

ศาสตราจารย์ ซูซาน เจ็บบ์ จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า การกลับมาอ้วนหลังจากลดน้ำหนักเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ ความเร็วในการเพิ่มน้ำหนักในกลุ่มที่ใช้ยาฉีด ซึ่งเธอคาดว่าอาจมีสาเหตุมาจาก การที่คนที่ควบคุมอาหารจะต้องฝึกควบคุมความอยากด้วยตัวเอง แต่ยาฉีดจะช่วยกดความหิวแทนทั้งหมด ดังนั้นเมื่อหยุดยา ร่างกายและจิตใจจึงยังไม่พร้อมที่จะรับมือกับความอยากอาหารได้

ยาเหล่านี้จัดอยู่ในกลุ่ม GLP-1 medicines ซึ่งเดิมทีใช้ในการรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคอ้วน โดยทำงานผ่านการเลียนแบบฮอร์โมนที่ร่างกายหลั่งหลังรับประทานอาหาร ทำให้รู้สึกอิ่มเร็ว อิ่มนาน และอยากอาหารน้อยลง

สำหรับ Mounjaro จะออกฤทธิ์กับฮอร์โมนอีกตัวหนึ่งด้วย ทำให้ควบคุมความอยากอาหารและระดับน้ำตาลในเลือดได้มากขึ้น ส่งผลให้การลดน้ำหนักเห็นผลชัดเจน จนเกิดกระแสนิยมในการนำมาใช้ลดหุ่นในเชิงความงาม แม้จะไม่ได้มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ก็ตาม

องค์การ NHS ของอังกฤษระบุว่า การลดน้ำหนักเพียง 5–10% ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ ความดัน และมะเร็งบางชนิดได้ แต่ดร.เวสต์เตือนว่า เมื่อน้ำหนักกลับมาเพิ่มขึ้น ผลดีต่อหัวใจและหลอดเลือดก็จะหายไปด้วย

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยอมรับว่า ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าควรใช้ยานานแค่ไหน หรือควรหยุดยาอย่างไรจึงจะดีที่สุด เพราะยากลุ่มนี้ยังค่อนข้างใหม่ และยังมีข้อมูลระยะยาวไม่เพียงพอ ดังนั้นผลวิจัยนี้จึงชี้ให้เห็นว่า จำเป็นต้องวางแผนดูแลผู้ที่หยุดยาปากกาลดน้ำหนักให้ดีกว่านี้ หรืออาจจะต้องพิจารณาการใช้ยาระยะยาวในบางราย

ทำไม “ปากกาลดน้ำหนัก” ถึงทำให้น้ำหนักเด้งกลับง่าย?

กลไกการทำงานของปากกาลดน้ำหนัก หรือยาฉีดกลุ่ม GLP-1 คือการเข้าไปควบคุมฮอร์โมนในร่างกายที่เกี่ยวกับการควบคุมความอยากอาหาร เมื่อหยุดยา กลไกธรรมชาติของร่างกายก็จะกลับมาทำงานตามปกติ ทำให้ความอยากอาหารกลับมา และหากไม่สามารถปรับพฤติกรรมการกินได้ น้ำหนักก็จะกลับมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

  • การปรับพฤติกรรมการกิน: สิ่งสำคัญที่สุดคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินให้เหมาะสม เน้นอาหารที่มีประโยชน์ ลดอาหารแปรรูป น้ำตาล และไขมันสูง
  • การออกกำลังกาย: การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานและรักษาน้ำหนัก
  • การปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ: ขอคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการเพื่อวางแผนการลดน้ำหนักที่เหมาะสมและยั่งยืน

ดังนั้น ก่อนตัดสินใจใช้ปากกาลดน้ำหนัก ควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน และปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อทำความเข้าใจถึงผลข้างเคียง และวิธีการดูแลตัวเองหลังหยุดยา เพื่อให้การลดน้ำหนักเป็นไปอย่างปลอดภัยและยั่งยืน

ที่มา – เตือนสาวอยากผอมเร็ว งานวิจัยชี้ ปากกาลดน้ำหนัก ถ้าหยุดใช้น้ำหนักเด้งกลับไว

ศาลปารีสลงโทษ! ไซเบอร์บูลลี่ “บริจิตต์ มาครง”



จำเลย 8 ชาย 2 หญิง ถูกศาลฝรั่งเศสชี้ว่ามีความผิดฐานกลั่นแกล้งทางออนไลน์ จากการเผยแพร่ข้อมูลเท็จและถ้อยคำดูหมิ่นต่อบริจิตต์ มาครง สตรีหมายเลขหนึ่งของฝรั่งเศส หลายรายได้รับโทษจำคุกรอลงอาญา บางรายถูกสั่งพักใช้โซเชียลมีเดีย ขณะที่ฝ่ายกฎหมายย้ำเป็นหมุดหมายสำคัญในการรับมือความเกลียดชังออนไลน์

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (5 ม.ค.) ศาลในกรุงปารีสมีคำพิพากษาตัดสินให้จำเลย 10 ราย เป็นชาย 8 คน หญิง 2 คน มีความผิดจริงในข้อหากลั่นแกล้งทางออนไลน์ ต่อนางบริจิตต์ มาครง ภริยาของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง โดยกลุ่มจำเลยได้แพร่กระจายข่าวลืออันเป็นเท็จเกี่ยวกับเพศสภาพและรสนิยมทางเพศของเธอ รวมถึงการใช้ถ้อยคำดูหมิ่นเหยียดหยามเกี่ยวกับช่องว่างระหว่างวัยของคู่รักมาครงที่ห่างกันถึง 24 ปี

บทลงโทษและคำตัดสินของศาลผู้พิพากษาระบุว่า จำเลยทั้งหมดกระทำการด้วยเจตนาที่ชัดเจนในการสร้างความอับอายและด้อยค่าสตรีหมายเลขหนึ่ง โดยส่วนใหญ่ได้รับโทษจำคุกสูงสุด 8 เดือน แต่ให้รอลงอาญา มีจำเลย 1 รายถูกสั่งจำคุกทันทีเนื่องจากไม่มาปรากฏตัวต่อศาล และมีการสั่งระงับบัญชีโซเชียลมีเดียของจำเลยบางราย และสั่งให้เข้ารับการอบรมเพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำ

คดีนี้ยืดเยื้อมาจากการที่จำเลยบางส่วน เช่น นาตาชา เรย์ (นักข่าวอิสระ) และ อาม็องดีน รัว (หมอดูออนไลน์) เคยถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานหมิ่นประมาทในปี 2024 หลังกุเรื่องว่า “บริจิตต์ มาครง ไม่มีอยู่จริง” แต่เป็นพี่ชายของเธอที่ผ่าตัดแปลงเพศมาสวมรอยแทน แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์จะยกฟ้องโดยให้เหตุผลว่าการกล่าวหาเรื่องแปลงเพศ “ไม่ถือเป็นการทำลายเกียรติยศ” แต่ปัจจุบันทางครอบครัวมาครงได้ยื่นเรื่องสู้คดีต่อในศาลฎีกาแล้ว

ทิฟเฟน ออซิแยร์ บุตรสาวของบริจิตต์จากการแต่งงานครั้งก่อน ได้ขึ้นแถลงต่อศาลว่า การบูลลี่เหล่านี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพและการใช้ชีวิตของแม่เธอ ทำให้ต้องระมัดระวังแม้กระทั่งการเลือกเสื้อผ้าหรือท่วงท่าการเดิน เพราะกังวลว่าจะถูกนำภาพไปบิดเบือน นอกจากนี้ หลานๆ ของเธอยังถูกล้อเลียนที่โรงเรียน ซึ่งสิ่งนี้สร้างความเจ็บปวดให้กับครอบครัวเป็นอย่างมาก

ชัยชนะในคดีนี้ถูกมองว่าเป็นการ “โหมโรง” ก่อนการฟ้องร้องครั้งใหญ่ในสหรัฐอเมริกา โดยสามีภรรยามาครงได้ยื่นฟ้อง แคนเดซ โอเวนส์ อินฟลูเอนเซอร์ฝ่ายขวาชื่อดัง ในข้อหาหมิ่นประมาท หลังจากที่โอเวนส์ยืนยันผ่านพอดแคสต์และโซเชียลมีเดียว่าเธอ “ยอมเอาชื่อเสียงเป็นประกัน” ว่าสตรีหมายเลขหนึ่งของฝรั่งเศสแท้จริงแล้วเป็นผู้ชาย

เดิมทีประธานาธิบดีมาครงได้รับคำแนะนำให้เพิกเฉยต่อข่าวลือเหล่านี้เพื่อไม่ให้เป็นการขยายความ แต่เมื่อปีที่ผ่านมาพวกเขาตัดสินใจเปลี่ยนกลยุทธ์และเดินหน้าฟ้องร้องอย่างเต็มตัว เนื่องจากขนาดของการโจมตีนั้นรุนแรงและกว้างขวางเกินกว่าจะยอมรับได้อีกต่อไป

ทั้งนี้ บริจิตต์ มาครง พบกับ เอ็มมานูเอล มาครง ครั้งแรกขณะที่เธอเป็นครูในโรงเรียนมัธยมของเขา ทั้งคู่แต่งงานกันในปี 2007 โดยขณะนั้นมาครงมีอายุ 29 ปี และบริจิตต์มีอายุในวัย 50 กลางๆ ซึ่งทฤษฎีสมคบคิดเรื่องเพศสภาพของเธอเริ่มแพร่ระบาดอย่างหนักนับตั้งแต่มาครงชนะการเลือกตั้งครั้งแรกในปี 2017 เป็นต้นมา.

ศาลปารีสตัดสินลงโทษ 10 ราย ฐานไซเบอร์บูลลี่ “บริจิตต์ มาครง” ภริยาประธานาธิบดีฝรั่งเศส

คดีศาลปารีสตัดสินลงโทษ 10 ราย ฐานไซเบอร์บูลลี่ “บริจิตต์ มาครง” ภริยาประธานาธิบดีฝรั่งเศส สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และส่งผลกระทบอย่างมากต่อผู้ถูกกระทำ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม

ผลกระทบของไซเบอร์บูลลี่ที่มีต่อ บริจิตต์ มาครง

จากคำแถลงของบุตรสาวของบริจิตต์ มาครง แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการถูกไซเบอร์บูลลี่นั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ตัวเธอเองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงครอบครัวและคนรอบข้างอีกด้วย การที่ต้องระมัดระวังในการใช้ชีวิตประจำวัน การถูกล้อเลียนที่โรงเรียน ล้วนเป็นบาดแผลทางใจที่ยากจะเยียวยา

คดีนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับสังคมในการตระหนักถึงพิษภัยของการกลั่นแกล้งออนไลน์ และความจำเป็นในการร่วมมือกันเพื่อต่อต้านพฤติกรรมเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้ การสร้างความเข้าใจ หรือการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อสร้างสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์สำหรับทุกคน

ที่มา – ศาลปารีสตัดสินลงโทษ 10 ราย ฐานไซเบอร์บูลลี่ “บริจิตต์ มาครง” ภริยาประธานาธิบดีฝรั่งเศส

ไม่พลิกโผ! พรรคหนุนกองทัพเมียนมาคว้าชัยเลือกตั้ง


ในการเลือกตั้งเฟสแรกที่จัดขึ้นในเมียนมา พรรคสหภาพสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกองทัพเมียนมา ได้สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่ายด้วยการคว้าชัยชนะอย่างถล่มทลาย กวาดที่นั่งในสภาล่างไปเกือบ 90% ผลลัพธ์นี้ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความโปร่งใสและความเป็นธรรมของการเลือกตั้ง

ไม่พลิกโผ พรรคหนุนกองทัพเมียนมาคว้าชัยเลือกตั้งเฟสแรก

ผลคะแนนอย่างเป็นทางการล่าสุดบ่งชี้ว่า พรรค USDP ได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น โดยครองเก้าอี้เกือบ 90% ของที่นั่งทั้งหมดในสภาผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้งเฟสแรกนี้ การเลือกตั้งดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่กองทัพเมียนมาเรียกว่าเป็นการคืนอำนาจให้กับประชาชน หลังจากการรัฐประหารในปี 2021 ที่โค่นล้มรัฐบาลพลเรือนของนางอองซาน ซูจี

อย่างไรก็ตาม นักการทูตตะวันตกและนักเคลื่อนไหวด้านประชาธิปไตยหลายคนมองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเพียงกลยุทธ์ในการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับระบอบทหารมากกว่าที่จะเป็นการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมอย่างแท้จริง ท่ามกลางข้อกังขาและความไม่ไว้วางใจ การที่พรรคที่สนับสนุนกองทัพได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดในการเลือกตั้งครั้งนี้ ยิ่งทำให้สถานการณ์ในเมียนมายุ่งยากและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

ปัจจัยที่ส่งผลต่อชัยชนะของพรรคหนุนกองทัพในการเลือกตั้ง

มีหลายปัจจัยที่อาจส่งผลต่อชัยชนะของพรรค USDP ในการเลือกตั้งครั้งนี้ หนึ่งในนั้นคือการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากกองทัพเมียนมา ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่อการเมืองและสังคมของประเทศ นอกจากนี้ การที่พรรค NLD ของนางอองซาน ซูจี ถูกยุบ และผู้นำฝ่ายค้านหลายคนถูกจับกุมหรือจำกัดสิทธิ ก็อาจมีส่วนทำให้พรรค USDP ได้เปรียบในการแข่งขัน

นอกจากนี้ การที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้กองทัพมีที่นั่งในสภาและตำแหน่งรัฐมนตรีสำคัญโดยอัตโนมัติ ทำให้กองทัพยังคงมีอำนาจควบคุมการเมืองของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไรก็ตาม

จากการรวบรวมข้อมูลผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการพบว่า พรรค USDP ชนะไป 89 จาก 102 ที่นั่งในสภาล่างที่เปิดให้เลือกตั้งในเฟสแรก คิดเป็นมากกว่า 87% ของที่นั่งทั้งหมดในรอบนี้ ส่วนที่นั่งที่เหลือส่วนใหญ่ตกเป็นของพรรคขนาดเล็ก ซึ่งเป็นตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ต่างๆ

  • ความกังวลเกี่ยวกับความโปร่งใส: การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงความโปร่งใสและความเป็นธรรม

  • การขาดส่วนร่วม: พรรคการเมืองหลายพรรคถูกห้ามเข้าร่วม และผู้นำฝ่ายค้านถูกจำกัดสิทธิ

  • อิทธิพลของกองทัพ: กองทัพยังคงมีอำนาจควบคุมการเมืองของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

นักวิเคราะห์และองค์กรเฝ้าระวังประชาธิปไตยจำนวนมากมองว่า USDP เป็นพรรคตัวแทนของกองทัพ โดยชี้ให้เห็นถึงจำนวนอดีตนายทหารระดับสูงที่ดำรงตำแหน่งสำคัญภายในพรรค

ขณะที่การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกตั้งคำถามอย่างหนัก เนื่องจากนางอองซาน ซูจี วัย 80 ปี ยังคงถูกคุมขังแบบตัดขาดจากโลกภายนอก, พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ถูกยุบ และไม่มีชื่ออยู่ในบัตรเลือกตั้ง รวมถึงพรรคฝ่ายค้าน นักเคลื่อนไหว และผู้เห็นต่างจำนวนมากถูกปราบปรามหรือจับกุม

ย้อนกลับไปในการเลือกตั้งปี 2020 พรรค NLD เคยชนะถล่มทลายเหนือ USDP ก่อนที่กองทัพจะอ้างว่ามีการทุจริตอย่างกว้างขวาง และทำรัฐประหารยึดอำนาจในเวลาต่อมา

ซึ่งถึงแม้จะมีการเลือกตั้ง แต่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ร่างโดยกองทัพ กำหนดให้ 25% ของที่นั่งในสภาล่าง และตำแหน่งรัฐมนตรีสำคัญหลายกระทรวงยังถูกกันไว้ให้ทหารโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าผลเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร ขณะที่ผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการทั้งหมดจะประกาศหลังจบเฟสที่สามและเฟสสุดท้ายในวันที่ 25 มกราคม

ทั้งนี้ การรัฐประหารปี 2021 จุดชนวนให้เมียนมาตกอยู่ในสงครามกลางเมือง เมื่อผู้ประท้วงฝ่ายประชาธิปไตยจับอาวุธตั้งกองกำลังต่อต้าน ร่วมมือกับกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธที่ต่อสู้กับรัฐบาลกลางมานาน

กลุ่มกบฏหลายฝ่ายประกาศชัดว่าจะขัดขวางการเลือกตั้งในพื้นที่ที่ตนควบคุม ขณะที่รัฐบาลทหารยอมรับว่าไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ทั่วประเทศ และกำลังเปิดปฏิบัติการทางทหารเพื่อยึดคืนพื้นที่จากฝ่ายต่อต้าน.

ผลการเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่เมียนมาต้องเผชิญในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง การมีส่วนร่วมอย่างครอบคลุมและความโปร่งใสในการเลือกตั้งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ประชาชนชาวเมียนมาสามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้อย่างอิสระ

ที่มา – ไม่พลิกโผ พรรคหนุนกองทัพเมียนมาคว้าชัยเลือกตั้งเฟสแรก กวาดที่นั่งสภาล่างเกือบ 90%

อังกฤษแบนโฆษณาอาหารขยะ ลดอ้วนเด็ก

รัฐบาลสหราชอาณาจักรได้เริ่มบังคับใช้กฎหมายใหม่ ห้ามโฆษณา “อาหารขยะ” บนทีวี-ออนไลน์ช่วงกลางวัน หวังลด โรคอ้วนในเด็ก อย่างจริงจัง โดยมีเป้าหมายเพื่อลดปัญหาการเพิ่มขึ้นของโรคอ้วนในกลุ่มเด็กและเยาวชน

มาตรการนี้มุ่งเน้นไปที่การจำกัดการเข้าถึงโฆษณาอาหารและเครื่องดื่มที่มีปริมาณไขมัน น้ำตาล และเกลือสูง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคอ้วน โดยการแบนโฆษณา “อาหารขยะ” บนทีวี-ออนไลน์ช่วงกลางวัน หวังลด โรคอ้วนในเด็ก นี้ ครอบคลุมทั้งสื่อโทรทัศน์และแพลตฟอร์มออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง

อังกฤษแบนโฆษณา “อาหารขยะ” บนทีวี-ออนไลน์ช่วงกลางวัน หวังลด โรคอ้วนในเด็ก

รัฐบาลอังกฤษคาดการณ์ว่า มาตรการนี้จะช่วยลดปริมาณแคลอรี่ที่เด็กๆ บริโภคได้ถึง 7.2 พันล้านแคลอรี่ต่อปี ซึ่งเป็นผลมาจากการลดการสัมผัสโฆษณาอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ นอกจากนี้ ยังมีการประเมินว่ามาตรการนี้จะช่วยลดจำนวนเด็กที่เป็นโรคอ้วนได้ถึง 20,000 คน และสร้างผลประโยชน์ทางด้านสุขภาพคิดเป็นมูลค่าราว 2 พันล้านปอนด์

มาตรการควบคุมโฆษณา “อาหารขยะ” บนทีวี-ออนไลน์ช่วงกลางวัน หวังลด โรคอ้วนในเด็ก นี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ที่กว้างขวางขึ้น ซึ่งรวมถึงการขยายขอบเขตการจัดเก็บภาษีน้ำตาลไปยังผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น มิลค์เชค กาแฟพร้อมดื่ม และโยเกิร์ตพร้อมดื่ม รวมถึงการให้อำนาจแก่หน่วยงานท้องถิ่นในการควบคุมการเปิดร้านอาหารจานด่วนใกล้กับโรงเรียน

ทำไมต้องแบนโฆษณา “อาหารขยะ” บนทีวี-ออนไลน์ช่วงกลางวัน หวังลด โรคอ้วนในเด็ก

ข้อมูลจากรัฐบาลชี้ให้เห็นว่า โฆษณามีบทบาทสำคัญในการกำหนดพฤติกรรมการบริโภคและรสนิยมของเด็กๆ ตั้งแต่อายุยังน้อย ปัจจุบัน เด็กที่เริ่มเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาในอังกฤษกว่า 22% มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน และตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 33% เมื่อเด็กอายุ 11 ปี นอกจากนี้ ปัญหาฟันผุยังเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เด็กเล็กต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

รัฐมนตรีสาธารณสุข แอชลีย์ ดัลตัน กล่าวว่า การจำกัดการรับชมโฆษณาอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ จะช่วยให้ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ (NHS) สามารถเปลี่ยนจากการรักษาโรคไปสู่การป้องกันโรค เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีอายุยืนยาวและมีสุขภาพที่ดีขึ้น

องค์กรด้านสุขภาพต่างๆ เช่น Obesity Health Alliance และ Diabetes UK ได้ออกมาสนับสนุนมาตรการนี้ โดยเน้นย้ำว่า โรคเบาหวานประเภท 2 ในคนรุ่นใหม่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ และโรคอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่นำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น ไตวายและโรคหัวใจ การแบนโฆษณา “อาหารขยะ” บนทีวี-ออนไลน์ช่วงกลางวัน หวังลด โรคอ้วนในเด็ก จึงเป็นเหมือนเกราะป้องกันสุขภาพและสวัสดิภาพของเด็กๆ ในระยะยาว

ดังนั้น การที่อังกฤษเริ่มแบนโฆษณาอาหารขยะในช่วงเวลาดังกล่าว จึงเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาสุขภาพของเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นอนาคตของชาติ การลงทุนในสุขภาพของพวกเขาจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว

ยังมีอีกหลายประเทศที่กำลังพิจารณามาตรการคล้ายคลึงกันนี้ และหวังว่าการริเริ่มของอังกฤษนี้ จะเป็นแบบอย่างและแรงบันดาลใจให้ประเทศอื่นๆ หันมาให้ความสำคัญกับปัญหาสุขภาพของเด็กอย่างจริงจัง

ที่มา – อังกฤษประเดิมแบนโฆษณา “อาหารขยะ” บนทีวี-ออนไลน์ช่วงกลางวัน หวังลดโรคอ้วนในเด็ก

“มาดูโร” ถูกคุมขัง! ทรัมป์บริหารเวเนฯ

“มาดูโร” ประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา ถูกคุมขังในเรือนจำนิวยอร์กแล้ว หลังถูกหน่วยรบพิเศษของสหรัฐฯ จับกุมตัวออกจากประเทศ หลังจากการโจมตีกรุงการากัสครั้งใหญ่ ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่าเวเนซุเอลาจะอยู่ภายใต้การบริหารของสหรัฐฯ อย่างมีประสิทธิภาพ

การประกาศของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เกิดขึ้นหลังจากการโจมตีอย่างรวดเร็วในช่วงก่อนรุ่งสางวันเสาร์ (3 ม.ค.) ซึ่งหน่วยคอมมานโดจับกุม“มาดูโร”และนางซิเลีย ฟลอเรซ ภรรยาของเขา ขณะที่การโจมตีทางอากาศถล่มหลายจุดในและรอบๆ กรุงการากัส

นาย“มาดูโร” และภรรยาถูกนำตัวขึ้นเรือ และต่อด้วยเครื่องบิน ซึ่งได้เดินทางถึงฐานทัพอากาศแห่งชาติสจวร์ตในรัฐนิวยอร์ก ห่างจากแมนฮัตตันไปทางเหนือประมาณ 97 กิโลเมตร ก่อนถูกนำตัวไปยังศูนย์กักกันเมโทรโพลิแทน ซึ่งเป็นสถานที่กักกันของรัฐบาลกลางในย่านบรูคลิน ซึ่งทั้งคู่จะถูกนำตัวขึ้นศาลในข้อหาค้ายาเสพติดและอาวุธ

ทำเนียบขาวโพสต์วิดีโอใน X แสดงภาพมาดูโรถูกใส่กุญแจมือและสวมรองเท้าแตะ ถูกนำตัวโดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางผ่านสถานที่ของสำนักงานปราบปรามยาเสพติดแห่งสหรัฐฯ ในนิวยอร์ก โดยนายยมาดูโรวัย 63 ปีกล่าวเป็นภาษาอังกฤษว่า “ราตรีสวัสดิ์ สวัสดีปีใหม่”

แม้ว่าการบุกโจมตีที่เสี่ยงอันตรายจะประสบความสำเร็จ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปนั้นยังไม่แน่นอนอย่างยิ่ง ทรัมป์กล่าวว่าเขา “กำลังแต่งตั้งบุคคล” จากคณะรัฐมนตรีของเขาให้รับผิดชอบในเวเนซุเอลา แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

ในอีกเรื่องที่น่าประหลาดใจ ทรัมป์ระบุว่าอาจมีการส่งกองกำลังสหรัฐฯ เข้าไป โดยกล่าวว่าสหรัฐฯ “ไม่กลัวที่จะส่งทหารลงพื้นที่” แต่ดูเหมือนเขาจะปฏิเสธความเป็นไปได้ที่ฝ่ายค้านของเวเนซุเอลาจะยึดอำนาจ และกล่าวว่าเขาอาจจะทำงานร่วมกับเดลซี โรดริเกซ รองประธานาธิบดีเวเนซุเอลาแทน

สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนขึ้นคือความสนใจของทรัมป์ในแหล่งน้ำมันสำรองมหาศาลของเวเนซุเอลา ทรัมป์กล่าวว่า “เราจะให้บริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ เข้าไป ใช้เงินหลายพันล้านดอลลาร์ ซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายอย่างหนัก” “เราจะขายน้ำมันในปริมาณมาก”

มาเรีย โครินา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเมื่อปีที่แล้ว โพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า “ชั่วโมงแห่งเสรีภาพมาถึงแล้ว” เธอเรียกร้องให้เอ็ดมุนโด กอนซาเลซ อูร์รูเตีย ผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีจากพรรคฝ่ายค้านในปี 2024 เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี “ทันที”

แต่ทรัมป์กลับแสดงท่าทีเย็นชาอย่างน่าประหลาดใจต่อความคาดหวังที่ว่ามาชาโดจะกลายเป็นผู้นำคนใหม่ของเวเนซุเอลา โดยกล่าวว่าเธอไม่ได้รับ “การสนับสนุนหรือความเคารพ” ที่นั่น ในทางกลับกัน เขาชื่นชมโรดริเกซ โดยกล่าวว่า “โดยพื้นฐานแล้วเธอยินดีที่จะทำในสิ่งที่เราคิดว่าจำเป็นเพื่อให้เวเนซุเอลากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง” ด้านโรดริเกซเรียกร้องให้ปล่อยตัวมาดูโรและให้คำมั่นว่าจะ “ปกป้อง” ประเทศ

เมื่อคืนวันเสาร์ ศาลฎีกาของเวเนซุเอลาสั่งให้โรดริเกซเข้ารับอำนาจประธานาธิบดี “ในฐานะรักษาการ” สะท้อนให้เห็นถึงความสับสน ทรัมป์ระบุว่าการมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ น่าจะดำเนินต่อไปในระยะยาว เธอกล่าวว่า “เราจะอยู่ต่อไปจนกว่าการเปลี่ยนผ่านที่เหมาะสมจะเกิดขึ้นได้”

จีน พันธมิตรของเวเนซุเอลา กล่าวว่า “ประณามอย่างรุนแรง” ต่อปฏิบัติการของสหรัฐฯ ขณะที่ฝรั่งเศสเตือนว่า “ไม่สามารถกำหนดทางออกได้จากนอกประเทศ” ด้านนายอันโตนิโอ กูเตเรส เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวว่า เขา “กังวลอย่างยิ่งที่กฎหมายระหว่างประเทศไม่ได้รับการเคารพ”

ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติจากโซมาเลียแจ้งกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า ตามคำร้องขอของเวเนซุเอลา คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติจะประชุมในวันจันทร์เพื่อหารือเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ดังกล่าว

ชาวเวเนซุเอลาเตรียมพร้อมรับมือกับการโจมตี เนื่องจากกองกำลังสหรัฐฯ ใช้เวลาหลายเดือนในการระดมพลนอกชายฝั่ง ชาวกรุงการากัสเผชิญเสียงระเบิดและเสียงเฮลิคอปเตอร์ทหาร เมื่อเวลาประมาณ 2:00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันเสาร์ การโจมตีทางอากาศได้พุ่งเป้าไปที่ฐานทัพหลักและฐานทัพอากาศ รวมถึงสถานที่อื่นๆ เป็นเวลานานเกือบหนึ่งชั่วโมง

พลเอกแดน เคน ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของสหรัฐฯ กล่าวว่าปฏิบัติการที่ชื่อว่า “แอบโซลูท รีโซลฟ์” (Absolute Resolve) ต้องใช้เวลาวางแผนและซ้อมจริงนานหลายเดือน โดยกองกำลังต่าง ๆ ที่ร่วมปฏิบัติการต่างรอสภาพอากาศที่เหมาะสม เครื่องบิน 150 ลำเข้าร่วมปฏิบัติการ โดยสนับสนุนกองกำลังที่ลงจอดด้วยเฮลิคอปเตอร์เพื่อจับกุมมาดูโร ด้วยความช่วยเหลือจากข้อมูลข่าวกรองที่รวบรวมมาหลายเดือนเกี่ยวกับกิจวัตรประจำวันของเขา ตั้งแต่ “สิ่งที่เขากิน” ไปจนถึงสัตว์เลี้ยงที่เขาเลี้ยง เขากล่าวว่า มาดูโรและภรรยา “ยอมจำนน” โดยไม่มีการต่อสู้ และ “ไม่มีทหารอเมริกันเสียชีวิต”

ทางการเวเนซุเอลายังไม่ได้เปิดเผยตัวเลขผู้เสียชีวิต แต่ทรัมป์บอกกับนิวยอร์กโพสต์ว่า ชาวคิวบา “จำนวนมาก” ในหน่วยรักษาความปลอดภัยของมาดูโรเสียชีวิต

ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังปฏิบัติการ กรุงการากัสก็เงียบสงัด มีตำรวจประจำการอยู่ด้านนอกอาคารสาธารณะ และกลิ่นควันลอยฟุ้งไปทั่วท้องถนน

สหรัฐฯ และรัฐบาลยุโรปหลายประเทศไม่ยอมรับความชอบธรรมของมาดูโร โดยกล่าวว่าเขาโกงการเลือกตั้งในปี 2018 และ 2024 นายมาดูโร ซึ่งอยู่ในอำนาจตั้งแต่ปี 2013 หลังจากรับช่วงต่อจากฮูโก ชาเวซ ผู้เป็นที่ปรึกษาฝ่ายซ้าย ได้กล่าวหาทรัมป์มานานแล้วว่าพยายามเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเพื่อควบคุมแหล่งน้ำมันของเวเนซุเอลา

ทรัมป์ได้ให้เหตุผลหลายประการสำหรับนโยบายที่ก้าวร้าวต่อเวเนซุเอลา โดยบางครั้งเน้นย้ำเรื่องการอพยพผิดกฎหมาย การค้ายาเสพติด และน้ำมัน แต่ก่อนหน้านี้เขาหลีกเลี่ยงการเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองอย่างเปิดเผย

สมาชิกสภาคองเกรสหลายคนตั้งคำถามถึงความชอบด้วยกฎหมายของการปฏิบัติการนี้อย่างรวดเร็ว แต่ไมค์ จอห์นสัน พันธมิตรคนสำคัญของทรัมป์ และผู้นำพรรครีพับลิกันในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่ามัน “สมเหตุสมผล”.

“มาดูโร” ถูกคุมขังในเรือนจำนิวยอร์ก ทรัมป์เผยสหรัฐฯ จะ “บริหาร” เวเนซุเอลา

อนาคตของเวเนซุเอลาหลัง “มาดูโร” ถูกคุมขัง

สถานการณ์ในเวเนซุเอลายังคงผันผวนและไม่แน่นอน การที่ “มาดูโร” ถูกคุมขังสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่ผลกระทบที่แท้จริงต่อประเทศและประชาชนชาวเวเนซุเอลาจะเป็นอย่างไรนั้น ยังต้องติดตามดูกันต่อไป

สิ่งสำคัญคือต้องจับตาดูการตัดสินใจของสหรัฐฯ และท่าทีของนานาชาติต่อวิกฤตการณ์นี้ รวมทั้งการเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองต่างๆ ในเวเนซุเอลาเอง เพราะทุกฝ่ายต่างมีผลประโยชน์และเป้าหมายที่แตกต่างกัน

ประชาชนชาวเวเนซุเอลาหวังว่าสถานการณ์นี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น และประเทศจะกลับคืนสู่ความสงบและความเจริญรุ่งเรืองได้ในที่สุด

ที่มา – “มาดูโร” ถูกคุมขังในเรือนจำนิวยอร์ก ทรัมป์เผยสหรัฐฯ จะ “บริหาร” เวเนซุเอลา

Scroll to top