ข่าวต่างประเทศวันนี้

MOU ไทย-สหรัฐฯ กระจายแร่ธาตุสำคัญ: รายละเอียดฉบับเต็ม

ทำเนียบขาวเปิดเผยรายละเอียดบันทึกความเข้าใจ ว่าด้วยความร่วมมือในการกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญของโลกและการส่งเสริมการลงทุน แต่ไม่มีผลทางกฏหมายระหว่างประเทศและสามารถยุติได้ทุกเมื่อ

บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยความร่วมมือเพื่อกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญของโลกและการส่งเสริมการลงทุน

รัฐบาลสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย (ต่อไปนี้เรียกรวมกันว่า “ภาคี”)

โดยมีความประสงค์ที่จะส่งเสริมความร่วมมือในการเสริมสร้างธรรมาภิบาลในภาคทรัพยากรแร่ธาตุสำคัญ ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ และขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของประเทศไทยในห่วงโซ่อุปทานโลกที่มั่นคงและเชื่อถือได้

โดยตระหนักถึงความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนอันยาวนานและก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน ตลอดจนความสำคัญของการส่งเสริมการค้าและการลงทุนเพื่อการเติบโตและการพัฒนาเศรษฐกิจ

โดยตระหนักเพิ่มเติมว่า การมีตลาดแร่ธาตุสำคัญที่มั่นคง หลากหลาย มีสภาพคล่อง และเป็นธรรม มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการสำรวจ การสกัด การแปรรูป การใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ การนำกลับมาใช้ใหม่ และการรีไซเคิล

โดยมุ่งประสงค์ที่จะยกระดับความร่วมมือเพื่อประโยชน์ร่วมกันด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจและทรัพยากรของทั้งสองประเทศ

โดยเน้นย้ำความสำคัญของการส่งเสริมการสกัด การแปรรูป และการรีไซเคิลแร่ธาตุภายใต้มาตรฐานสากลสูงสุด

โดยคำนึงถึงความเชี่ยวชาญทางเทคนิค กฎระเบียบ นโยบาย การบริหารจัดการ และประสบการณ์เฉพาะด้านทรัพยากรแร่ที่ทั้งสองประเทศมีอยู่

โดยมีความประสงค์ที่จะเสริมสร้างการค้าและการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ เพื่อให้เกิดความมั่นคงและความเชื่อถือได้ของแหล่งทรัพยากรระดับโลก ส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเชิงนวัตกรรม

โดยเชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างภาคีจะเป็นประโยชน์ร่วมกัน ในการสร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนที่มั่นคงสำหรับทั้งนักลงทุนภายในประเทศและต่างประเทศ เพิ่มความยืดหยุ่นและความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศในด้านการสำรวจ การพัฒนา การแปรรูป และการใช้ประโยชน์แร่ธาตุสำคัญ

ภาคีจึงได้บรรลุความเข้าใจร่วมกัน ดังต่อไปนี้

MOU ไทย-สหรัฐฯ กระจายแร่ธาตุสำคัญ: รายละเอียดฉบับเต็ม

วัตถุประสงค์

บันทึกความเข้าใจฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาคีในการพัฒนาและขยายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ ส่งเสริมการค้าและการลงทุนในด้านการสำรวจ การสกัด การแปรรูป การกลั่น การรีไซเคิล และการนำกลับมาใช้ประโยชน์ของแร่ธาตุสำคัญ ส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มมูลค่าในประเทศและพัฒนาอุตสาหกรรมการแปรรูปภายในประเทศ แทนการพึ่งพาการส่งออกวัตถุดิบ และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ตลาดแร่ธาตุสำคัญและแร่หายากที่เปิดกว้าง มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และโปร่งใส เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและความมั่งคั่งของห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญและแร่หายากในสหรัฐอเมริกาและประเทศไทย

กรอบความร่วมมือ

  1. การแลกเปลี่ยนข้อมูลและความเชี่ยวชาญภาคีมีเจตนาที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ และความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคตามแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดระดับสากล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคแร่ธาตุสำคัญของประเทศไทย รวมทั้งช่วยวิเคราะห์ศักยภาพของฐานทรัพยากรแร่ และประสานงานในโครงการสำคัญเพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุที่มั่นคง ยืดหยุ่น และมีความรับผิดชอบ โดยภาคีอาจพิจารณาลงทุนในโครงการที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายภายในประเทศของตน และโครงการดังกล่าวควรมีองค์ประกอบของการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการฝึกอบรม โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปในประเทศ

  2. กลไกความร่วมมือภาคีอาจจัดการประชุมระหว่างเจ้าหน้าที่ของทั้งสองฝ่าย จัดการสัมมนา เวิร์กช็อป การวิจัยร่วมด้านธรณีวิทยา การแลกเปลี่ยนข้อมูล ตลอดจนการประชุมร่วมกับภาคเอกชน มหาวิทยาลัย และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ รวมถึงกิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพ

  3. ด้านนโยบายและกฎระเบียบภาคีอาจร่วมมือกันในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับแนวปฏิบัติด้านกฎระเบียบที่ดี เช่น การปรับปรุงกระบวนการอนุญาตให้รวดเร็วขึ้น ประเด็นด้านการลงทุน และการประสานความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกลางกับหน่วยงานระดับจังหวัดหรือท้องถิ่น รวมถึงร่วมกันพัฒนาและเสริมสร้างกลไกที่ป้องกันการขายสินทรัพย์แร่ธาตุสำคัญและแร่หายากที่อาจกระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติ

  4. การเข้าถึงข้อมูลโครงการลงทุนภาคีจะจัดให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับโครงการหรืองานประมูลที่อาจเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และไม่ช้ากว่าช่วงเวลาที่ข้อมูลนั้นเปิดเผยต่อผู้ลงทุนรายอื่น เพื่อให้บริษัทและพันธมิตรของภาคีมีเวลาพอในการพิจารณาเข้าร่วม

  5. การคุ้มครองตลาดภายในประเทศภาคีจะประสานงานเพื่อคุ้มครองตลาดแร่ธาตุสำคัญและแร่หายากในประเทศของตน บนพื้นฐานของนโยบายตลาดเสรีและการค้าที่เป็นธรรม โดยจัดตั้งตลาดที่มีมาตรฐานสูง ให้สิทธิพิเศษแก่ผู้ประกอบการที่ผ่านเกณฑ์ และอาจกำหนดกรอบราคาขั้นต่ำหรือมาตรการที่ใกล้เคียง

การดำเนินงานและการแลกเปลี่ยนข้อมูล

ภาคีมีเจตนาจะประชุมเป็นประจำ ทั้งในรูปแบบการพบปะโดยตรงหรือทางออนไลน์ เพื่อหารือเกี่ยวกับโอกาสด้านการค้าและการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ หรือจัดการประชุมเพิ่มเติมตามความเหมาะสมในกรณีเร่งด่วน ทั้งนี้ แต่ละฝ่ายจะพิจารณาเป็นอิสระว่าโครงการใดเหมาะสมสำหรับการมีส่วนร่วมเพิ่มเติม

การมีผลบังคับใช้และการยุติความร่วมมือ

1. บันทึกความเข้าใจฉบับนี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ลงนามโดยภาคีทั้งสองฝ่าย

2. ความร่วมมือทั้งหมดภายใต้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้อยู่ภายใต้การพิจารณาถึงความพร้อมของเงินทุน บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ไม่ได้แสดงถึงภาระผูกพันทางการเงิน ภาคีแต่ละฝ่ายมีความประสงค์ที่จะดำเนินกิจกรรมที่กำหนดไว้ภายใต้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ โดยเป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องของตน

3. บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่กระทบต่อข้อตกลงอื่นที่มีอยู่ระหว่างภาคี

4. ภาคีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจยุติความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจนี้ได้ทุกเมื่อ โดยแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรถึงอีกฝ่ายผ่านช่องทางการทูต

5. การยุติความร่วมมือจะไม่กระทบต่อกิจกรรมที่ได้เริ่มดำเนินการไปแล้วภายใต้บันทึกความเข้าใจนี้ก่อนวันที่ยุติ.

ทำไม MOU ไทย-สหรัฐฯ กระจายแร่ธาตุสำคัญจึงมีความสำคัญ?

บันทึกความเข้าใจนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนให้กับห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุที่สำคัญ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและพลังงานสะอาดในอนาคต ความร่วมมือนี้ไม่เพียงแต่จะนำมาซึ่งโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่ยังช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศอีกด้วย การกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญเป็นเรื่องที่ทุกประเทศควรให้ความสนใจ เพื่อลดความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของตนเอง

โดยรวมแล้ว MOU ไทย-สหรัฐฯ ว่าด้วยความร่วมมือในการกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญและการส่งเสริมการลงทุน ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและความมั่นคงของทั้งสองประเทศ ความร่วมมือนี้จะช่วยสร้างโอกาสใหม่ๆ และเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ที่มา – เผยรายละเอียดฉบับเต็ม MOU ไทย-สหรัฐฯ “กระจายแร่ธาตุสำคัญ-ส่งเสริมการลงทุน”

“อันวาร์-ทรัมป์” ร่วมลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา”

นายกรัฐมนตรีไทย อนุทิน ชาญวีรกูล และฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ลงนามใน “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยมีนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของอาเซียนในการสร้างเสถียรภาพและป้องกันความขัดแย้งในภูมิภาค

วันนี้ (26 ตุลาคม) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย และนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ร่วมลงนามใน “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” อย่างเป็นทางการ ที่จัดขึ้นนอกรอบการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ณ ศูนย์การประชุมกัวลาลัมเปอร์

การลงนามครั้งนี้ได้รับการจับตามองเป็นพิเศษ เนื่องจากมี นายกรัฐมนตรีดาโต๊ะ ซรี อันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน และ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

ข้อตกลงสันติภาพนี้มีขึ้นเพื่อตอกย้ำความเข้าใจเรื่องการหยุดยิงที่บรรลุข้อตกลงกันเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา หลังจากการเจรจาระดับสูง โดยนายอันวาร์เป็นเจ้าภาพที่เมืองปุตราจายา ซึ่งช่วยลดความตึงเครียดตามแนวชายแดนร่วมของทั้งสองประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ ข้อตกลงดังกล่าวยังกำหนดให้มีการจัดตั้ง ทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียน อย่างเป็นทางการ เพื่อติดตามการปฏิบัติตามข้อตกลงและป้องกันไม่ให้เกิดการปะทะขึ้นใหม่ในเขตชายแดน ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของอาเซียนในการป้องกันความขัดแย้งภายใต้การเป็นประธานของมาเลเซีย ประจำปี 2025

นายโมฮาหมัด ฮาซัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า องค์ประกอบสำคัญของข้อตกลงหยุดยิงนี้ รวมถึงการที่ไทยและกัมพูชาจะต้องถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดน ตลอดจนการเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิดหรือทุ่นระเบิดในพื้นที่ด้วย

ประเทศไทยและกัมพูชามีข้อพิพาทเหนือพรมแดนยาว 817 กิโลเมตรมาเป็นเวลานาน และความตึงเครียดได้ปะทุเป็นความขัดแย้งทางทหารเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา การหยุดยิงที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นถูกมองว่าเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของอาเซียนที่ช่วยป้องกันไม่ให้สถานการณ์ขยายวงกว้าง และรับประกันความปลอดภัยของพลเรือนหลายพันคน

รัฐมนตรีโมฮาหมัดกล่าวว่า แม้จะมีการหยุดยิงตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม แต่ยังคงมีการละเมิดข้อตกลงเล็กน้อย เช่น “การใช้หนังสติ๊ก” ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้อาวุธปืน ดังนั้น อาเซียนจึงหวังว่าการลงนามครั้งนี้จะสามารถรักษาข้อตกลงหยุดยิงไว้ได้อย่างมั่นคง และเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศดำเนินการเจรจาต่อไปเพื่อบรรลุข้อยุติอย่างสันติในประเด็นการปักปันเขตแดน.

“อันวาร์-ทรัมป์” ร่วมเป็นสักขีพยานลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา”

การลงนามใน “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเสริมสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อนบ้านทั้งสอง การที่ผู้นำระดับสูงจากทั้งมาเลเซียและสหรัฐอเมริกามาร่วมเป็นสักขีพยานแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของนานาชาติต่อเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การมีส่วนร่วมของอาเซียนในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นตัวอย่างที่ดีของการทำงานร่วมกันเพื่อสันติภาพ การจัดตั้งทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียนเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยป้องกันการปะทะกันในอนาคต และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน

ทำไม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ถึงสำคัญ?

“ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ไม่ได้เป็นเพียงแค่การลงนามในข้อตกลง แต่เป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นทางการเมืองของทั้งสองประเทศในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในระยะยาว การที่ทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงที่จะถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดนและการร่วมมือกันเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงที่จะสร้างความปลอดภัยและความมั่นคงให้กับประชาชน

นอกจากนี้ “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ยังเป็นตัวอย่างที่ดีของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยการเจรจาและประนีประนอม การที่อาเซียนเข้ามามีบทบาทในการเป็นคนกลางช่วยให้ทั้งสองฝ่ายสามารถหาทางออกที่ยอมรับได้ทั้งสองฝ่าย และหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง

การลงนามใน “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” เป็นก้าวสำคัญในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นตัวอย่างที่ดีของการทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี หากทั้งสองประเทศสามารถปฏิบัติตามข้อตกลงได้อย่างเคร่งครัด ก็จะสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในระยะยาว และส่งผลดีต่อการพัฒนาและความเจริญรุ่งเรืองของทั้งสองประเทศ

เราหวังว่าการลงนามในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและยั่งยืนระหว่างไทยและกัมพูชา

ที่มา – “อันวาร์-ทรัมป์” ร่วมเป็นสักขีพยานลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา”

มาเลย์ชุมนุมต้าน “ทรัมป์” ประณามเหตุสังหารกาซา

กลุ่มผู้ประท้วงชาวมาเลเซียรวมตัวกันที่จัตุรัสเมอร์เดกา ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ เพื่อจัดการชุมนุม “ฮิมปูนัน บันตาห์ ทรัมป์” (Himpunan Bantah Trump) หรือการชุมนุมต่อต้านทรัมป์ โดยมีเป้าหมายหลักคือการประท้วงเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซา และแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับชาวปาเลสไตน์ การประท้วงนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการเยือนมาเลเซียของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน

เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (26 ตุลาคม) กลุ่มผู้ประท้วงได้เริ่มรวมตัวกันตั้งแต่เวลาประมาณ 09.30 น. ณ จัตุรัสเมอร์เดกา (Dataran Merdeka) เพื่อจัดการชุมนุมต่อต้านการเยือนมาเลเซียของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ

ผู้ชุมนุมได้โบกธงปาเลสไตน์ และชูป้ายเรียกร้องให้ยุติความรุนแรง พร้อมกับตะโกนคำขวัญ “ปลดปล่อยปาเลสไตน์ให้เป็นอิสระ” อย่างกึกก้อง ผู้เข้าร่วมการชุมนุมที่สำคัญ ได้แก่ ราจา กามารุล บาห์ริน ชาห์ ราจา อาหมัด ประธานสำนักงานกิจการระหว่างประเทศของพรรคอามานะฮ์และ เทียน ชัว นักกิจกรรมและอดีตรองประธานพรรคยุติธรรมประชาชน โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำการในพื้นที่เพื่อดูแลความสงบเรียบร้อย

เดิมทีการชุมนุมครั้งนี้กำหนดจัดขึ้นที่สวนสาธารณะแอมปัง พาร์ค ถนนจาลัน แอมปัง แต่ผู้จัดงานได้ตัดสินใจย้ายสถานที่มายังจัตุรัสเมอร์เดกาในนาทีสุดท้าย หลังได้รับคำแนะนำจากตำรวจ

ดาตุก ฟาดิล มาร์ซุส ผู้บัญชาการตำรวจกัวลาลัมเปอร์ เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า สถานที่เดิมไม่เหมาะสม เนื่องจากตั้งอยู่ห่างจาก “เขตเรดโซน” (red zone) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ใช้สำหรับคณะผู้แทนการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 เพียงประมาณ 50 เมตร “ขอเตือนให้สาธารณชนปฏิบัติตามกฎหมาย ให้สอดคล้องกับค่านิยมประชาธิปไตยที่ใช้ในประเทศของเรา เพื่อความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของสาธารณะ” 

การประท้วงดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับการเดินทางมาถึงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเดินทางมายังมาเลเซียเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ท่ามกลางกระแสความไม่พอใจของประชาชนมาเลเซียต่อจุดยืนของรัฐบาลทรัมป์ในความขัดแย้งกาซาที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

ชาวมาเลเซียชุมนุมต้าน “ทรัมป์” ประณามเหตุสังหารหมู่ในกาซา

สถานการณ์ความขัดแย้งในกาซายังคงเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง การชาวมาเลเซียชุมนุมต้าน “ทรัมป์” ประณามเหตุสังหารหมู่ในกาซา แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกของผู้คนในภูมิภาคที่มีต่อสถานการณ์ดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่การชุมนุมเกิดขึ้นพร้อมกับการเยือนของประธานาธิบดีทรัมป์ สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อจุดยืนของรัฐบาลสหรัฐฯ ในความขัดแย้งนี้

ทำไมชาวมาเลเซียถึงชุมนุมต้าน “ทรัมป์” และประณามเหตุสังหารหมู่ในกาซา?

การชาวมาเลเซียชุมนุมต้าน "ทรัมป์" ประณามเหตุสังหารหมู่ในกาซา มีปัจจัยหลายประการที่อยู่เบื้องหลัง:

  • ความเห็นอกเห็นใจต่อชาวปาเลสไตน์: ประชาชนมาเลเซียจำนวนมากมีความเห็นอกเห็นใจต่อชาวปาเลสไตน์ที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากและความรุนแรงในกาซา
  • ความไม่พอใจต่อจุดยืนของรัฐบาลทรัมป์: หลายคนมองว่ารัฐบาลทรัมป์ให้การสนับสนุนอิสราเอลมากเกินไป และไม่ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างเป็นธรรม
  • ความต้องการสันติภาพ: ผู้ชุมนุมต้องการแสดงออกถึงความต้องการสันติภาพและความยุติธรรมในภูมิภาค

การชุมนุมครั้งนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวระดับโลกที่เรียกร้องให้ยุติความรุนแรงในกาซา และสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาค

โดยรวมแล้ว การ ชาวมาเลเซียชุมนุมต้าน “ทรัมป์” ประณามเหตุสังหารหมู่ในกาซา เป็นการแสดงออกถึงความรู้สึกของผู้คนที่มีต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในกาซา และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างสันติและยุติธรรม นี่เป็นเสียงสะท้อนที่ดังถึงการตระหนักรู้และความรับผิดชอบต่อมนุษยชาติที่ควรได้รับการรับฟัง

ที่มา – ชาวมาเลเซียชุมนุมต้าน “ทรัมป์” ประณามเหตุสังหารหมู่ในกาซา

คดีช็อคโกพาย: พนง.สู้คดี “ขโมยขนม” 24 บาท

คนงานส่งของในเกาหลีใต้ต้องเผชิญกับการต่อสู้ทางกฎหมายที่ยาวนานกว่าหนึ่งปี หลังถูกกล่าวหาว่า “ขโมย” ขนมขบเคี้ยวสุดฮิตอย่าง ‘ช็อกโกพาย’ และคัสตาร์ดเค้ก รวมมูลค่าเพียง 1,050 วอน (ราว 24 บาท) จากตู้เย็นที่ทำงาน แม้ศาลชั้นต้นสั่งปรับ 50,000 วอน แต่เจ้าตัวยืนยันบริสุทธิ์และยื่นอุทธรณ์ ขณะที่ค่าธรรมเนียมทางกฎหมายอาจสูงกว่ามูลค่าขนมถึง 10,000 เท่า ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ถึงความเหมาะสมของการบังคับใช้กฎหมายกับเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้

คดีดังกล่าวกำลังเป็นประเด็นร้อนแรงที่ถูกเรียกว่า “คดีช็อคโกพาย: พนักงานส่งของเกาหลีใต้ สู้คดี \”ขโมยขนม\” 24 บาท ยืดเยื้อนานนับปี” ในเกาหลีใต้ โดยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2024 เวลาประมาณตี 4 ที่โรงงานแห่งหนึ่งในจังหวัดช็อลลาเหนือ พนักงานขับรถส่งของบริษัทผู้รับเหมา ถูกกล่าวหาว่าหยิบขนม ช็อกโกพาย (มูลค่า 400 วอน) และ มินิคัสตาร์ดเค้ก (มูลค่า 650 วอน) รวมมูลค่าเพียง 1,050 วอน (ประมาณ 24 บาท) ออกมาจากตู้เย็นในสำนักงานของบริษัทโลจิสติกส์ที่เป็นคู่ค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต

คนงานรายนี้ยืนยันว่าเขาไม่มีเจตนาขโมย และอ้างว่าพนักงานขับรถคนอื่นเคยบอกเขาว่า “มีขนมในตู้เย็น กินได้เลย” อีกทั้งการกินขนมดังกล่าวหลังกะกลางคืนก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติร่วมกันของพนักงาน

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยืนยันว่าพนักงานขับรถไม่ได้รับอนุญาตให้ “เปิดตู้เย็นโดยไม่ได้รับอนุญาต” เว้นแต่จะได้รับเสนอขนมอย่างชัดเจน และได้ยื่นเรื่องร้องทุกข์อย่างเป็นทางการต่อตำรวจ อัยการพิจารณาคดีนี้เป็นความผิดเล็กน้อยจึงยื่นฟ้องแบบคำร้องสรุป พร้อมขอให้ปรับ 500,000 วอน แต่เนื่องจากผู้ต้องหาปฏิเสธและยืนยันในความบริสุทธิ์ จึงร้องขอให้มีการไต่สวนคดีอย่างเป็นทางการ 

ศาลชั้นต้นมีคำตัดสินให้คนงานรายนี้มีความผิดจริงในข้อหาลักทรัพย์ และสั่งปรับ 50,000 วอน ซึ่งสูงกว่ามูลค่าขนมที่รับประทานเข้าไปถึงเกือบ 50 เท่า คนงานรายนี้ยื่นอุทธรณ์ทันที โดยการไต่สวนในชั้นอุทธรณ์ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนที่แล้ว โดยทนายฝ่ายจำเลยโต้แย้งว่าขนมดังกล่าวเป็นสิ่งที่แบ่งปันกันตามธรรมเนียมไม่ถือเป็นการลักทรัพย์ ผู้พิพากษาคิม โด-ฮยอง ยังแสดงความเห็นในศาลว่า “รู้สึกรุนแรงเกินไปที่จะนำคดีมาถึงขั้นนี้” และจะพิจารณาว่าการลักทรัพย์เข้าข่ายทางกฎหมายหรือไม่

คดีนี้ได้จุดประกายความไม่พอใจในเกาหลีใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสหภาพแรงงานที่นำไปเปรียบเทียบกับ “ฌอง วัลฌอง” ตัวเอกในนวนิยายคลาสสิกของฝรั่งเศสเรื่อง “เล มิสเซราบล์ (Les Misérables)” ที่ถูกจำคุกเพียงเพราะขโมยขนมปังเพื่อเลี้ยงดูพี่น้อง

ผู้เชี่ยวชาญระบุกับสื่อท้องถิ่นว่า ค่าธรรมเนียมทางกฎหมายที่คนงานรายนี้ต้องจ่ายอาจสูงถึง 10,000 เท่า ของมูลค่าขนมที่เขากินไป ประเด็นนี้ยังถูกยกขึ้นมาถกเถียงอย่างร้อนแรงในการประชุมรัฐสภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ชิน แด-กยอง หัวหน้าอัยการเขตช็อนจูคนใหม่ ได้ออกมาแถลงว่า จะทบทวนคดีช็อคโกพาย: พนักงานส่งของเกาหลีใต้ สู้คดี \”ขโมยขนม\” 24 บาท ยืดเยื้อนานนับปีนี้ “ภายใต้ขอบเขตของสามัญสำนึก” โดยยกกรณีคล้ายกันในปี 2020 ที่พนักงานร้านสะดวกซื้อถูกฟ้องข้อหาบริโภคขาหมู (จกบัล) มูลค่า 5,900 วอน แต่สุดท้ายศาลยกฟ้องในที่สุด

อัยการชินยังระบุว่า การดำเนินคดีเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์สิน หากเหยื่อ (บริษัท) ยืนกรานให้ลงโทษและไม่มีการยอมความ แต่ก็ได้แย้มเป็นนัย ว่าอาจมีการใช้ดุลยพินิจเพื่อผ่อนปรนโทษในชั้นอุทธรณ์ โดยอาจถึงขั้นแนะนำไม่ให้มีการลงโทษก็เป็นได้

การไต่สวนนัดต่อไปมีกำหนดจัดขึ้นในสัปดาห์หน้า โดยจะมีพยานฝ่ายจำเลย 2 คนเข้าให้การ คดีนี้ยังคงเป็นที่จับตาและกระตุ้นการถกเถียงเกี่ยวกับสัดส่วนของความยุติธรรมในระบบกฎหมายของเกาหลีใต้ ว่าการปฏิบัติต่อขนมมูลค่า 1,000 วอน เป็นอาชญากรรมร้ายแรงนั้น บ่อนทำลายความเชื่อมั่นของสาธารณชนในความเป็นธรรมของการบังคับใช้กฎหมายหรือไม่.

คดีช็อคโกพาย: พนักงานส่งของเกาหลีใต้ สู้คดี “ขโมยขนม” 24 บาท ยืดเยื้อนานนับปี

บทสรุปคดีช็อคโกพาย

สรุปแล้ว คดีช็อคโกพาย: พนักงานส่งของเกาหลีใต้ สู้คดี \”ขโมยขนม\” 24 บาท ยืดเยื้อนานนับปี กลายเป็นประเด็นที่สะท้อนถึงความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย แม้จะเป็นความผิดเล็กน้อย คดีนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียม และความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้น หากปราศจากความช่วยเหลือทางกฎหมาย พนักงานรายนี้อาจต้องเผชิญกับค่าปรับที่สูงเกินจริง

ที่มา – คดีช็อคโกพาย: พนักงานส่งของเกาหลีใต้ สู้คดี “ขโมยขนม” 24 บาท ยืดเยื้อนานนับปี

เกาหลีใต้ เดินหน้าตรวจสอบศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในพนมเปญ

คณะผู้แทนจากรัฐสภาเกาหลีใต้ยังคงเดินหน้าตรวจสอบศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในพนมเปญ ประเทศกัมพูชาอย่างเข้มข้น โดยมุ่งเป้าไปที่อาคารต้องสงสัยซึ่งเชื่อว่าเป็นที่ตั้งของศูนย์หลอกลวงออนไลน์ที่มีชาวเกาหลีใต้จำนวนมากเข้าไปเกี่ยวข้อง

การเดินหน้าตรวจสอบศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในพนมเปญครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เจ้าหน้าที่กัมพูชาได้เข้าตรวจค้นอาคารดังกล่าวเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา และทำการควบคุมตัวชาวเกาหลีใต้จำนวนหนึ่งก่อนส่งตัวกลับประเทศด้วยเที่ยวบินพิเศษเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม

คณะกรรมาธิการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ของกัมพูชาได้มอบหลักฐานที่ได้จากการตรวจค้นให้แก่คณะผู้แทนเกาหลีใต้เพื่อตรวจสอบเพิ่มเติม โดยเบื้องต้นพบว่าชาวเกาหลีใต้ที่ทำงานในศูนย์แห่งนี้ส่วนใหญ่สมัครใจทำงานเอง อย่างไรก็ตาม ทางเกาหลีใต้ยังคงตั้งข้อสงสัยว่าอาจมีบางส่วนถูกล่อลวงให้เข้ามาทำงานโดยไม่รู้ตัว

ทางการเกาหลีใต้ได้ออกหมายจับผู้ที่ถูกส่งตัวกลับประเทศไปแล้ว 49 คน จากทั้งหมด 64 คน และกำลังพิจารณาออกหมายจับเพิ่มเติม ผู้ต้องสงสัยเหล่านี้ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงออนไลน์หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นโรแมนซ์สแกม การหลอกลงทุน และการโทรศัพท์หลอกลวงหรือฟิชชิ่ง ซึ่งส่วนใหญ่มีเป้าหมายเป็นชาวเกาหลีใต้ด้วยกันเอง

เจ้าหน้าที่กัมพูชาเปิดเผยว่าในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ได้มีการบุกตรวจค้นพื้นที่ต้องสงสัยถึง 92 จุด ใน 18 จังหวัดทั่วประเทศ และจับกุมผู้ต้องสงสัยได้กว่า 3,400 คน จาก 20 สัญชาติ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเหยื่อที่ถูกบังคับให้ทำงานในศูนย์หลอกลวงและได้ถูกส่งตัวกลับประเทศแล้ว ส่วนผู้ที่เชื่อว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการหลอกลวงจำนวน 75 คน ถูกดำเนินคดีในศาลกัมพูชา

ทั้งรัฐบาลกัมพูชาและเกาหลีใต้ได้ประกาศความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการกวาดล้างขบวนการหลอกลวงออนไลน์ในภูมิภาคให้หมดสิ้น พร้อมทั้งยกระดับการตรวจสอบแรงงานต่างชาติเพื่อป้องกันไม่ให้กัมพูชากลายเป็นฐานของอาชญากรรมไซเบอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เกาหลีใต้ เดินหน้าตรวจสอบศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในพนมเปญ

ความร่วมมือระหว่างประเทศครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก

ทำไมการเดินหน้าตรวจสอบศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในพนมเปญจึงสำคัญ?

การเดินหน้าตรวจสอบศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในพนมเปญมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการตัดวงจรอาชญากรรมที่สร้างความเสียหายให้กับทั้งผู้ที่ตกเป็นเหยื่อและภาพลักษณ์ของประเทศ นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังกลุ่มมิจฉาชีพว่าการกระทำของพวกเขาจะไม่ได้รับการยอมรับและจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

การปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป การตระหนักถึงกลโกงของมิจฉาชีพและการรายงานเมื่อพบเห็นสิ่งผิดปกติ ถือเป็นส่วนสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหา

การเดินหน้าตรวจสอบศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในพนมเปญจึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสังคมที่ปลอดภัยจากอาชญากรรมทางไซเบอร์ และเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ

ที่มา – ผู้แทนเกาหลีใต้ เดินหน้าตรวจสอบศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในพนมเปญ หวังกวาดล้างให้เรียบ

สหรัฐฯ โจมตีเรือขนยาในแปซิฟิก ดับ 3 ศพ

สถานการณ์ตึงเครียดในมหาสมุทรแปซิฟิก! กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศใส่เรือต้องสงสัยขนยาเสพติดในมหาสมุทรแปซิฟิกเป็นครั้งที่สองในรอบสองวัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 3 ราย การกระทำนี้ถือเป็นการยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการลักลอบค้ายาเสพติดทางทะเลของสหรัฐฯ อย่างเห็นได้ชัด โดยรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ถึงกับขนานนามขบวนการเหล่านี้ว่าเป็น “ผู้ก่อการร้ายยาเสพติด” เลยทีเดียว ในขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำโคลอมเบียอย่างรุนแรง พร้อมทั้งส่งสัญญาณเตือนว่าอาจมีการขยายขอบเขตการโจมตีไปยังเป้าหมายบนบกอีกด้วย

นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ แถลงการณ์ว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้ทำการโจมตีทางอากาศต่อเรือต้องสงสัยว่าบรรทุกยาเสพติดในมหาสมุทรแปซิฟิก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย โดยยืนยันว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ ได้รับอันตรายจากการปฏิบัติการครั้งนี้

ที่น่าสนใจคือ ปฏิบัติการสหรัฐฯ โจมตีเรือขนยาในแปซิฟิก ดับ 3 ศพ นี้ เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่สหรัฐฯ ได้ทำการโจมตีเรืออีกลำหนึ่งในบริเวณเดียวกัน ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย โดยเชื่อกันว่าเรือทั้งสองลำกำลังใช้เส้นทางขนส่งยาเสพติดที่รู้จักกันดีในน่านน้ำสากล

นายเฮกเซธได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X (Twitter) ว่า “ตามคำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์ กระทรวงกลาโหมได้ดำเนินการโจมตีด้วยอาวุธร้ายแรงอีกครั้งต่อเรือที่ดำเนินการโดย ‘องค์กรก่อการร้าย'” เขายืนยันว่าการโจมตีลักษณะนี้จะดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง และเน้นย้ำว่าบุคคลเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้ค้ายาเสพติดธรรมดา แต่เป็น “ผู้ก่อการร้ายยาเสพติดที่นำความตายและความเสียหายมาสู่เมืองของเรา”

การโจมตีในครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 8 และ 9 ที่มุ่งเป้าไปที่เรือต้องสงสัยขนยาเสพติด นับตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา แต่เป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิก เนื่องจากก่อนหน้านี้เป้าหมายส่วนใหญ่อยู่ในทะเลแคริบเบียน สถิติปัจจุบันระบุว่า มีผู้เสียชีวิตจากการโจมตีเรือยาเสพติดของสหรัฐฯ แล้วอย่างน้อย 37 ราย

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวยืนยันว่าเขามีอำนาจทางกฎหมายที่จะโจมตี สหรัฐฯ โจมตีเรือขนยาในแปซิฟิก ดับ 3 ศพ ในน่านน้ำสากลต่อไปได้ แต่ระบุว่าหากเขาตัดสินใจที่จะขยายเป้าหมายการโจมตีไปยังบนบก เขาอาจต้องกลับไปปรึกษากับรัฐสภาสหรัฐฯ ก่อน เขาย้ำว่ารัฐบาลของเขามีความพร้อมอย่างเต็มที่ที่จะขยายปฏิบัติการต่อต้านยาเสพติดบนบก ซึ่งจะเป็นการยกระดับครั้งสำคัญ

นอกจากนี้ เหตุการณ์สหรัฐฯ โจมตีเรือขนยาในแปซิฟิก ดับ 3 ศพ เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นระหว่างรัฐบาลทรัมป์กับรัฐบาลของประธานาธิบดีกุสตาโว เปโตร ผู้นำโคลอมเบีย ซึ่งทรัมป์กล่าวหาว่าเป็น “อันธพาลและคนเลว”

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวประณามนายเปโตรว่าเป็น “ผู้นำยาเสพติดผิดกฎหมาย” ที่กำลังสนับสนุนการผลิตยาเสพติดขนานใหญ่ทั่วโคลอมเบีย พร้อมทั้งประกาศว่าสหรัฐฯ จะยกเลิกการให้เงินสนับสนุนแก่โคลอมเบีย ซึ่งเคยเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของสหรัฐฯ ในลาตินอเมริกา

ทั้งโคลอมเบียและเอกวาดอร์มีพื้นที่ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกที่กว้างใหญ่ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่าเป็นเส้นทางหลักที่ใช้ในการลำเลียงโคเคนขึ้นเหนือไปยังสหรัฐฯ โดยสำนักงานปราบปรามยาเสพติดสหรัฐฯ (DEA) ประเมินว่าโคเคนส่วนใหญ่ที่เข้าสู่สหรัฐฯ ถูกลำเลียงผ่านเส้นทางแปซิฟิกนี้

สหรัฐฯ โจมตีเรือขนยาในแปซิฟิก ดับ 3 ศพ

สถานการณ์ล่าสุดนี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างไร? และปฏิบัติการทางทหารเช่นนี้จะสามารถแก้ไขปัญหายาเสพติดได้อย่างยั่งยืนหรือไม่? เป็นคำถามสำคัญที่เราต้องพิจารณา

ผลกระทบจากการ สหรัฐฯ โจมตีเรือขนยาในแปซิฟิก ดับ 3 ศพ

  • ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และโคลอมเบียที่สั่นคลอน
  • ความกังวลเกี่ยวกับการละเมิดอำนาจอธิปไตยในน่านน้ำสากล
  • ประสิทธิภาพของปฏิบัติการทางทหารในการแก้ปัญหายาเสพติด

การใช้กำลังทหารเพื่อปราบปรามยาเสพติดเป็นวิธีการที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยฝ่ายที่สนับสนุนมองว่าเป็นการตอบโต้ที่จำเป็นต่อภัยคุกคามจากยาเสพติด ในขณะที่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมองว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ยั่งยืนและอาจนำไปสู่ความรุนแรงที่มากขึ้น การแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างแท้จริงอาจต้องอาศัยการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ เช่น ความยากจน การขาดโอกาส และการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด

ที่มา – สหรัฐฯ โจมตีเรือต้องสงสัยขนยาเสพติดในแปซิฟิก สังหาร 3 ศพ

กัมพูชา จับชาวเกาหลีใต้ 57 ราย พัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ทางการกัมพูชาบุกทลายแหล่งต้องสงสัยในกรุงพนมเปญ จับกุมชาวเกาหลีใต้ได้ 57 ราย และชาวจีนอีก 29 ราย ในข้อหาเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการฉ้อโกงทางไซเบอร์ข้ามชาติ โดยปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่กัมพูชาเพิ่งส่งตัวชาวเกาหลีใต้ที่พัวพันเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลับประเทศไปเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

คณะกรรมการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ของรัฐบาลกัมพูชาเปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นได้เข้าบุกค้นอาคารแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (22 ต.ค.) ซึ่งต้องสงสัยว่าถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการของแก๊งฉ้อโกงออนไลน์ข้ามชาติ

จากการบุกเข้าทลายครั้งนี้ ตำรวจได้ทำการจับกุมชาวเกาหลีใต้ 57 ราย และชาวจีน 29 ราย พร้อมยึดของกลางเป็นคอมพิวเตอร์ 126 เครื่อง และโทรศัพท์มือถือ 30 เครื่อง นี่เป็นอีกครั้งที่กัมพูชาแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการต่อต้านอาชญากรรมทางไซเบอร์

อุตสาหกรรมการฉ้อโกงทางไซเบอร์ที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้ขยายตัวอย่างมากในกัมพูชาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่ามีคนนับพันรายเกี่ยวข้องในธุรกิจผิดกฎหมายนี้ ซึ่งบางส่วนเข้าร่วมด้วยความสมัครใจ ขณะที่อีกหลายส่วนถูกบังคับโดยกลุ่มอาชญากร

การจับกุมครั้งใหญ่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่กัมพูชาได้ส่งตัวชาวเกาหลีใต้ 64 ราย ที่ถูกควบคุมตัวในข้อหาพัวพันกับเครือข่าย “Pig Butchering Scam” (การฉ้อโกงที่ใช้เวลาสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกับเหยื่อก่อนจะทำการขโมยเงิน) กลับประเทศ

การส่งตัวกลับประเทศที่มีการติดตามอย่างใกล้ชิดนี้ เป็นผลมาจากความไม่พอใจของสาธารณชนจากเหตุการณ์นักศึกษาชาวเกาหลีใต้ถูกทรมานและเสียชีวิตในกัมพูชาเมื่อต้นปีนี้ ซึ่งมีรายงานว่าเชื่อมโยงกับแก๊งอาชญากรรม

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้ได้เข้าพบกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชาและตำรวจท้องถิ่นเพื่อหารือเกี่ยวกับศูนย์จัดหางานปลอมและศูนย์ฉ้อโกง

ก่อนหน้านี้ นายโช ฮยอน รัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีใต้ กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยฉ้อโกงเพิ่มอีก 10 ราย และช่วยเหลือเหยื่อได้ 2 ราย กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ประเมินว่ามีชาวเกาหลีใต้ราว 1,000 คน เป็นหนึ่งในผู้ที่ทำงานในศูนย์อาชญากรรมเหล่านี้ จากจำนวนรวมทั้งหมดประมาณ 200,000 คนในกัมพูชา โดยมีชาวเกาหลีใต้ประมาณ 550 ราย ถูกรายงานว่าสูญหายหรือถูกควบคุมตัวไว้โดยไม่สมัครใจ หลังจากเดินทางเข้ากัมพูชาตั้งแต่ปีที่แล้ว.

กัมพูชาจับชาวเกาหลีใต้ 57 ราย ชาวจีน 29 ราย พัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่ซับซ้อน และความท้าทายในการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ ความร่วมมือระหว่างประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้

ความเชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

การจับกุมชาวเกาหลีใต้ 57 ราย ในครั้งนี้ ตอกย้ำถึงความเชื่อมโยงระหว่างอาชญากรรมทางไซเบอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ปฏิบัติการเหล่านี้มักมีฐานอยู่ในประเทศหนึ่ง แต่เหยื่ออาจอยู่ในอีกประเทศหนึ่ง ทำให้การติดตามและจับกุมเป็นไปได้ยาก

แก๊งคอลเซ็นเตอร์เหล่านี้ใช้วิธีการหลอกลวงที่หลากหลาย เพื่อหลอกเอาเงินจากเหยื่อ พวกเขาอาจแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร ตำรวจ หรือหน่วยงานราชการอื่นๆ การรู้เท่าทันกลโกงเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ

การที่ทางการกัมพูชา จับชาวเกาหลีใต้ 57 ราย และชาวจีน 29 ราย ในคดีนี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ในประเทศ

ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เหตุการณ์เหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะระหว่างกัมพูชา เกาหลีใต้ และจีน รัฐบาลของแต่ละประเทศจำเป็นต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและปกป้องพลเมืองของตน

  • การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างประเทศ
  • การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย
  • การปรับปรุงกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ

คือสิ่งสำคัญในการต่อต้านอาชญากรรมทางไซเบอร์

การป้องกันตนเองจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับบางประการในการป้องกันตนเองจากการตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์:

  • อย่าให้ข้อมูลส่วนตัว เช่น หมายเลขบัตรเครดิต หรือรหัสผ่าน แก่บุคคลที่คุณไม่รู้จัก
  • ตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ
  • อย่าหลงเชื่อคำขู่ หรือข้อเสนอที่ดูดีเกินจริง
  • หากคุณสงสัยว่าคุณอาจตกเป็นเหยื่อ ให้แจ้งความกับตำรวจ

การตระหนักถึงกลโกงต่างๆ และการระมัดระวังในการให้ข้อมูลส่วนตัว จะช่วยลดความเสี่ยงในการตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางไซเบอร์ได้

ข่าวการจับกุมชาวเกาหลีใต้และชาวจีนที่พัวพันกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชาเป็นเครื่องเตือนใจว่าเราต้องระมัดระวังตัวอยู่เสมอในโลกออนไลน์ อาชญากรรมไซเบอร์เป็นภัยคุกคามที่แท้จริง และเราทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการป้องกันตนเองและคนรอบข้าง

ที่มา – กัมพูชาจับชาวเกาหลีใต้ 57 ราย ชาวจีน 29 ราย พัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

OpenAI เปิดตัว ChatGPT Atlas ท้าชน Chrome

“โอเพนเอไอ” (OpenAI) เปิดตัวเบราว์เซอร์ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ในชื่อ “ChatGPT Atlas” อย่างเป็นทางการ นับเป็นความท้าทายโดยตรงต่อการครองตลาดของ “กูเกิล โครม” (Google Chrome) โดยเบราว์เซอร์ใหม่นี้จะรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้และผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่การค้นหาแบบ AI อย่างเต็มตัว

การเปิดตัวครั้งนี้เป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดของโอเพนเอไอ ที่ต้องการใช้ประโยชน์จากฐานผู้ใช้งาน ChatGPT กว่า 800 ล้านคนต่อสัปดาห์ และขยายบทบาทเข้าสู่ชีวิตออนไลน์ของผู้ใช้งานมากขึ้น ผ่านการรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานเบราว์เซอร์ของผู้บริโภค

นักวิเคราะห์มองว่าการแข่งขันระหว่างโอเพนเอไอ และกูเกิล จะทวีความรุนแรงขึ้น และอาจเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สู่การค้นหาที่ขับเคลื่อนด้วย AI เนื่องจากผู้ใช้หันไปใช้เครื่องมือสนทนาที่สามารถสรุปและสังเคราะห์ข้อมูลให้ได้ แทนที่จะต้องพึ่งพาผลการค้นหาตามคีย์เวิร์ดแบบดั้งเดิม

Atlas นับเป็นผู้เล่นรายล่าสุดในตลาดเบราว์เซอร์ AI ที่มีการแข่งขันสูง เช่น Perplexity’s Comet, Brave Browser และ Opera’s Neon โดยบริษัทต่าง ๆ กำลังเร่งรวมเครื่องมือที่สามารถสรุปหน้าเว็บ, กรอกแบบฟอร์ม และร่างโค้ด เพื่อดึงดูดผู้ใช้

แถบด้านข้าง ของ Atlas อนุญาตให้ผู้ใช้เปิดแถบด้านข้างของ ChatGPT ในหน้าต่างใดก็ได้ เพื่อใช้ สรุปเนื้อหา, เปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ หรือวิเคราะห์ข้อมูล จากเว็บไซต์ใด ๆ

ส่วนโหมดตัวแทน (Agent Mode) สำหรับผู้ใช้แบบชำระเงิน ChatGPT สามารถโต้ตอบกับเว็บไซต์แทนผู้ใช้ เพื่อทำงานให้เสร็จสิ้นตั้งแต่ต้นจนจบ เช่น การค้นคว้าข้อมูลและการวางแผนช้อปปิ้งสำหรับการเดินทาง

ในการสาธิต นักพัฒนาของโอเพนเอไอ ได้แสดงวิธีการที่ ChatGPT สามารถค้นหาสูตรอาหารออนไลน์ และดำเนินการซื้อส่วนผสมทั้งหมดให้โดยอัตโนมัติ โดยตัวแทน AI ได้นำทางไปยังเว็บไซต์ Instacart และเพิ่มของชำที่จำเป็นลงในรถเข็น ซึ่งใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที

เบราว์เซอร์ดังกล่าวพร้อมใช้งานทั่วโลกแล้วสำหรับระบบ macOS ของ Apple ส่วนเวอร์ชันสำหรับ Windows, iOS และ Android จะตามมาในภายหลัง

นับตั้งแต่โอเพนเอไอ เปิดตัว ChatGPT ในปี 2022 บริษัทก็เผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือดจากกูเกิล และสตาร์ทอัพอย่าง Anthropic ทำให้ต้องหาพื้นที่การเติบโตใหม่

ในขณะเดียวกันกูเกิลก็ได้พัฒนาการตอบสนองต่อพฤติกรรมการค้นหาที่เปลี่ยนไป โดยขณะนี้ผลการค้นหาของ Google แต่ละรายการสามารถแสดง ภาพรวม AI  หรือ โหมด AI ควบคู่ไปกับลิงก์แบบดั้งเดิม เพื่อนำเสนอประสบการณ์ที่เหมือนแชตบอต นอกจากนี้เมื่อเดือนที่แล้วกูเกิลได้รวมโมเดล Gemini AI เข้ากับเบราว์เซอร์ Chrome สำหรับผู้ใช้ในสหรัฐฯ

แม้จะมีการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น กูเกิล โครมยังคงครองตลาดเบราว์เซอร์ทั่วโลกด้วยส่วนแบ่ง 71.9% จากข้อมูล ณ เดือนกันยายน อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าเบราว์เซอร์ใหม่จากโอเพนเอไอ สามารถนำมาซึ่งการแข่งขันครั้งใหม่สำหรับตลาดโฆษณา

กิล ลูเรีย นักวิเคราะห์จาก D.A. Davidson กล่าวว่า “การรวมแชตบอตเข้ากับเบราว์เซอร์ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นให้โอเพนเอไอเริ่มขายโฆษณา ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังไม่เคยทำมาก่อน หากโอเพนเอไอเริ่มขายโฆษณา นั่นอาจดึงส่วนแบ่งโฆษณาจากการค้นหาไปจากกูเกิลได้อย่างมีนัยสำคัญ”.

OpenAI เปิดตัว ChatGPT Atlas เบราว์เซอร์ AI ท้าชน Google Chrome

การเปิดตัว ChatGPT Atlas ของ OpenAI ไม่ได้เป็นเพียงการเปิดตัวเบราว์เซอร์ใหม่ แต่เป็นการประกาศศักดาในโลกของ AI และการค้นหาออนไลน์ การที่เบราว์เซอร์นี้สามารถทำงานร่วมกับ ChatGPT ได้อย่างราบรื่น ทำให้ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์ที่แตกต่างและสะดวกสบายยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสรุปเนื้อหา การเปรียบเทียบสินค้า หรือแม้กระทั่งการวางแผนการเดินทาง

ChatGPT Atlas เปลี่ยนแปลงการค้นหาออนไลน์อย่างไร

คำถามสำคัญคือ OpenAI เปิดตัว ChatGPT Atlas เบราว์เซอร์ AI ท้าชน Google Chrome จะส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการค้นหาออนไลน์ของผู้บริโภคอย่างไร? การที่ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลที่สรุปและสังเคราะห์ได้รวดเร็ว อาจทำให้การค้นหาแบบเดิมๆ ที่ต้องใช้เวลาในการอ่านและวิเคราะห์ข้อมูลเองนั้น ล้าสมัยไปในที่สุด นอกจากนี้ การที่ ChatGPT Atlas สามารถทำงานแทนผู้ใช้งานในการทำสิ่งต่างๆ เช่น การซื้อสินค้าออนไลน์ ยิ่งเพิ่มความสะดวกสบายและดึงดูดผู้ใช้งานให้หันมาลองใช้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม Google Chrome ยังคงเป็นเบราว์เซอร์ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก การที่ OpenAI เปิดตัว ChatGPT Atlas เบราว์เซอร์ AI ท้าชน Google Chrome นั้น จึงเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ แต่ด้วยเทคโนโลยี AI ที่ก้าวหน้าและความสามารถในการตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานที่เปลี่ยนแปลงไป ChatGPT Atlas ก็มีโอกาสที่จะเติบโตและแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดมาได้

การแข่งขันในตลาดเบราว์เซอร์ AI จะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคอย่างแน่นอน เพราะจะทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ และบริการที่ดีขึ้น แต่สำหรับผู้ประกอบการและนักการตลาด ก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น และปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับเทรนด์ใหม่ๆ ที่กำลังจะมาถึง

ลองพิจารณาดูว่าฟีเจอร์ Agent Mode จะเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมการช้อปปิ้งออนไลน์ของคุณไปมากขนาดไหน และคุณจะปรับตัวอย่างไรกับยุคที่ AI สามารถทำงานแทนคุณได้เกือบทุกอย่าง?

ที่มา – OpenAI เปิดตัว “ChatGPT Atlas” เบราว์เซอร์ AI ท้าชน Google Chrome

สามีนายกฯ หญิงญี่ปุ่นคนแรก ขออยู่เบื้องหลัง

อดีต ส.ส. ทาคุ ยามาโมโตะ คู่สมรสของ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น ประกาศตัวขอเป็น “สามีพรางตัว” สนับสนุนภรรยาด้วยการทำอาหารและอยู่เบื้องหลัง ไม่ให้ตัวตนของเขาเป็นอุปสรรคต่อวิสัยทัศน์ของนายกฯ คนใหม่

สื่อญี่ปุ่นรายงานคำกล่าวของนายทาคุ ยามาโมโตะ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นคู่สมรสของ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น โดยเขากล่าวว่า เขาหวังว่าจะสนับสนุนภรรยาด้วยการเป็น “สามีพรางตัว” คอยทำอาหารให้ แต่จะหลีกเลี่ยงการปรากฏตัวต่อสาธารณะ

คำกล่าวนี้มีขึ้นหนึ่งวันหลังจากที่นางทาคาอิจิ ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี หลังการจัดตั้งรัฐบาลผสมในนาทีสุดท้าย

สถานีโทรทัศน์ฟุกุอิ รายงานว่า นายยามาโมโตะกล่าวเมื่อวันอังคารว่า “ไม่เหมือนกับในโลกตะวันตก มันจะดีกว่าหากคู่ชีวิตอยู่ให้พ้นจากสปอตไลท์” เขาเน้นย้ำว่าเป็นเรื่องสำคัญที่นางทาคาอิจิ ซึ่งชนะการเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) ในเดือนนี้ จะสามารถทำงานร่วมกับรัฐบาลผสม “เพื่อสานต่อวิสัยทัศน์ในฐานะนายกรัฐมนตรี” ได้

เขากล่าวตามรายงานของหนังสือพิมพ์อาซาฮี, ฟูจิทีวี และสื่ออื่น ๆ ว่า “ผมต้องการให้การสนับสนุนที่มั่นคงในฐานะ “สามีพรางตัว” เพื่อให้มั่นใจว่าการมีอยู่ของผมจะไม่กลายเป็นอุปสรรคต่อสิ่งนั้น” 

นายยามาโมโตะ ซึ่งเคยเป็นสมาชิกพรรคแอลดีพีเช่นเดียวกับภรรยา ได้แต่งงานกับนางทาคาอิจิในปี 2004 ก่อนจะหย่าร้างกันในปี 2017 โดยอ้างถึง “ความแตกต่างทางทัศนคติทางการเมือง” อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่ได้แต่งงานใหม่ในปี 2021 หลังจากที่นายยามาโมโตะได้ให้การสนับสนุนนางทาคาอิจิในการลงสมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคแอลดีพีในปีเดียวกัน

แม้ว่าในเวลาต่อมา นายยามาโมโตะจะพ่ายแพ้การเลือกตั้งที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร แต่เขากล่าวกับสื่อว่า ต้องการใช้ประสบการณ์ทางการเมืองของตนเพื่อช่วยภรรยา และเขายัง “ทำอาหารเก่ง” จึงต้องการสนับสนุนเธอด้วยการทำอาหารเตรียมไว้ให้ด้วย

ทั้งคู่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในอาคารที่พักสำหรับสมาชิกสภาในกรุงโตเกียว โดยมีรายงานว่า นางทาคาอิจิคอยดูแลนายยามาโมโตะด้วย หลังจากที่เขาต้องเข้ารับการรักษาอาการเส้นเลือดในสมองตีบ และได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากในปีนี้

ทั้งนี้ ในการสมรสครั้งแรก นางทาคาอิจิใช้นามสกุลของสามี แต่ในการแต่งงานครั้งที่สอง นายยามาโมโตะเป็นผู้ใช้นามสกุล “ทาคาอิจิ” โดยนางทาคาอิจิมีจุดยืนทางการเมืองที่ต่อต้านการแก้ไขกฎหมายศตวรรษที่ 19 ที่บังคับให้คู่สามีภรรยาต้องใช้นามสกุลเดียวกัน ซึ่งมักส่งผลให้ภรรยาต้องเปลี่ยนไปใช้นามสกุลสามีเป็นส่วนใหญ่.

สามีนายกฯ หญิงญี่ปุ่นคนแรก ลั่นขอสนับสนุนเงียบๆ อยู่เบื้องหลัง ทำอาหารให้ภรรยา

เรื่องราวของนายทาคุ ยามาโมโตะ สามีนายกฯ หญิงญี่ปุ่นคนแรก ที่ประกาศตัวขอสนับสนุนภรรยาอย่างเงียบๆ ได้สร้างความฮือฮาและความประทับใจให้กับหลายคน แนวคิดการเป็น “สามีพรางตัว” ของเขา สะท้อนให้เห็นถึงความเสียสละและความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในบทบาทของตนเอง

เหตุผลที่ สามีนายกฯ หญิงญี่ปุ่นคนแรก เลือกที่จะอยู่เบื้องหลัง

การตัดสินใจของนายยามาโมโตะที่เลือกจะอยู่เบื้องหลังภรรยา มีหลายเหตุผลที่น่าสนใจ:

  • หลีกเลี่ยงการเป็นอุปสรรค: เขาต้องการแน่ใจว่าการมีอยู่ของเขาจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของภรรยาในฐานะนายกรัฐมนตรี
  • สนับสนุนอย่างเงียบๆ: เขาเชื่อว่าการสนับสนุนที่ดีที่สุดคือการทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด เช่น การดูแลเรื่องอาหารการกิน
  • เคารพวัฒนธรรม: เขาเชื่อว่าในวัฒนธรรมญี่ปุ่น การที่คู่สมรสอยู่ห่างจากสปอตไลท์จะดีกว่า

เรื่องราวของสามีนายกฯ หญิงญี่ปุ่นคนแรก ที่เลือกสนับสนุนภรรยาอย่างเงียบๆ เป็นเรื่องราวที่น่าประทับใจและสะท้อนให้เห็นถึงความรักและความเสียสละที่แท้จริง การสนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างเข้าใจในบทบาทของแต่ละฝ่ายเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งและประสบความสำเร็จ และสำหรับสามีนายกฯ หญิงญี่ปุ่นคนแรก ลั่นขอสนับสนุนเงียบๆ อยู่เบื้องหลัง ทำอาหารให้ภรรยา นั้น เป็นบทพิสูจน์ถึงความรักและการสนับสนุนที่ไม่มีเงื่อนไขอย่างเเท้จริง

ที่มา – สามีนายกฯ หญิงญี่ปุ่นคนแรก ลั่นขอสนับสนุนเงียบๆ อยู่เบื้องหลัง ทำอาหารให้ภรรยา

Scroll to top