ข่าวน้ําท่วม

นครสวรรค์อ่วม! น้ำเจ้าพระยาท่วม 4 ตำบล

สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดนครสวรรค์ยังคงน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่อำเภอพยุหะคีรี ที่ขณะนี้น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาได้เอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วม 4 ตำบล สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก บางจุดประสบปัญหาน้ำท่วมนานถึง 3 เดือน ทำให้การสัญจรเป็นไปด้วยความยากลำบากและต้องใช้เรือเป็นพาหนะในการเดินทาง

นครสวรรค์อ่วม น้ำเจ้าพระยาไหลท่วม 4 ตำบล อ.พยุหะคีรี

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วมในอำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ว่า ยังคงอยู่ในขั้นวิกฤต แม่น้ำเจ้าพระยาได้ล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่หลายตำบล โดยเฉพาะในหมู่ 1-7 ตำบลย่านมัทรี ส่งผลให้หลายหมู่บ้านถูกตัดขาดจากเส้นทางสัญจรหลัก ชาวบ้านจำเป็นต้องใช้เรือเป็นพาหนะหลักในการเดินทางเข้าออกหมู่บ้าน พื้นที่ลุ่มต่ำบางแห่ง เช่น หมู่ที่ 2 และหมู่ที่ 7 ประสบปัญหาน้ำท่วมต่อเนื่องยาวนานกว่า 3 เดือนแล้ว ระดับน้ำในปัจจุบันสูงถึงบริเวณชั้นสองของบ้านเรือน ทำให้ประชาชนไม่สามารถอาศัยอยู่ในบ้านได้ตามปกติและต้องอพยพไปยังที่สูง หรือศูนย์พักพิงชั่วคราวที่ทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้จัดเตรียมไว้ให้

ทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้เร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง โดยมีการติดตั้งระบบไฟฟ้าส่องสว่าง ห้องสุขาเคลื่อนที่ และมอบถุงยังชีพให้กับผู้ประสบภัย เจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกันของอำเภอพยุหะคีรีได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยายังคงทรงตัวในระดับสูง และคาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับนี้ต่อไปอีกหลายสัปดาห์ เนื่องจากการปรับแผนการระบายน้ำของเขื่อนยังคงดำเนินอยู่ และยังมีฝนตกในพื้นที่ จึงมีการแจ้งเตือนให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่ที่เคยถูกน้ำท่วมแล้ว เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

อำเภอพยุหะคีรีได้รับผลกระทบจากน้ำเจ้าพระยาไหลท่วม 4 ตำบล รวมแล้วมีประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 1,000 หลังคาเรือน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งสำรวจความเสียหายและจัดทีมเข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง

สถานการณ์น้ำท่วมและผลกระทบจากน้ำเจ้าพระยาไหลท่วม 4 ตำบล

สถานการณ์โดยรวมในพื้นที่น้ำเจ้าพระยาไหลท่วม 4 ตำบลของ อ.พยุหะคีรี ยังคงต้องการความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ นอกจากนี้ ปัญหาเรื่องสุขอนามัยและความเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาดก็เป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การจัดการขยะและสิ่งปฏิกูลอย่างถูกวิธีจึงเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค

การให้ความช่วยเหลือในระยะยาวก็เป็นสิ่งที่ต้องวางแผนควบคู่กันไปด้วย เมื่อสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลาย การฟื้นฟูบ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับความเสียหาย รวมถึงการเยียวยาจิตใจผู้ประสบภัย จะเป็นขั้นตอนที่สำคัญในการช่วยให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืนเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การวางแผนผังเมือง การบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ และการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อม จะเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติในอนาคต

สถานการณ์ น้ำเจ้าพระยาไหลท่วม 4 ตำบล ในครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ การมีแผนฉุกเฉิน การเก็บรักษาสิ่งของจำเป็น และการเรียนรู้ทักษะในการเอาตัวรอด จะช่วยลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตและทรัพย์สินของเราได้

แม้สถานการณ์จะยังน่าเป็นห่วง แต่ด้วยความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่าย เชื่อว่าเราจะสามารถก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปได้

ที่มา – นครสวรรค์อ่วม น้ำเจ้าพระยาไหลท่วม 4 ตำบล อ.พยุหะคีรี บางจุดท่วมนาน 3 เดือน

ฝนถล่มกรุงกลางดึก: สาเหตุและผลกระทบ

เมื่อคืนที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครเผชิญกับสถานการณ์ ฝนถล่มกรุงกลางดึก ทำให้หลายพื้นที่ได้รับผลกระทบและเกิดน้ำท่วมขัง วันนี้เราจะมาเจาะลึกถึงรายละเอียดของสถานการณ์นี้ สาเหตุที่เกิดขึ้น และผลกระทบที่ตามมา

ฝนถล่มกรุงกลางดึก

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เปิดเผยถึงสถานการณ์ ฝนถล่มกรุงกลางดึก ว่าฝนได้เริ่มตกหนักตั้งแต่เวลาประมาณ 03:00 น. และตกต่อเนื่องในหลายเขต โดยเขตปทุมวันมีปริมาณฝนสูงสุดถึง 111 มิลลิเมตร รองลงมาคือ ราชเทวี 97 มม. ป้อมปราบศัตรูพ่าย 92 มม. ห้วยขวาง 82 มม. พญาไท 80 มม. และพระนคร 78 มม.

พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ ชั้นในและฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีรายงานน้ำท่วมขังรวม 57 จุด ในถนนสายหลักและย่านเศรษฐกิจสำคัญ เช่น พระราม 4 พระราม 3 คลองเตย และบริเวณโดยรอบย่านรัชดาภิเษก – ประชาสงเคราะห์ – ศาลาแดง – ราชดำริ

สถานการณ์ปัจจุบันและการแก้ไข

กรุงเทพมหานครได้เร่งระบายน้ำโดยใช้สถานีสูบน้ำและเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ในจุดวิกฤต ทำให้ระดับน้ำลดลงอย่างรวดเร็ว ปัจจุบัน (ณ เวลา 06:00 น.) เหลือจุดน้ำท่วมขังเพียง 5 จุด ได้แก่ ถนนรัชดาภิเษก บริเวณหน้าศาลอาญา ถนนราชดำริ ถนนศาลาแดง ถนนประชาอุทิศ และถนนประชาสุข ทาง กทม. ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทางที่ยังมีน้ำขังชั่วคราว

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ได้ลงพื้นที่ถนนประชาสุข เขตดินแดง เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมขัง พบว่ามีขยะจำนวนมากถูกน้ำฝนพัดมากองอุดตันท่อระบายน้ำ ทำให้การระบายน้ำบางจุดล่าช้า จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งดำเนินการแก้ไข

นอกจากนี้ ยังได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำในถนนรัชดาภิเษก บริเวณหน้าศาลอาญารัชดา เจ้าหน้าที่รายงานว่าระดับน้ำในพื้นที่รัชดา–ลาดพร้าวได้ลดลงแล้วเกือบทั้งหมด เหลือเพียงน้ำขังเล็กน้อยในบางเลนขาเข้าเมือง โดยอุโมงค์รัชโยธินสามารถเปิดให้รถสัญจรได้ตามปกติ เหลือเพียงเลนซ้ายสุดที่ยังมีน้ำขังบางส่วน ซึ่งอยู่ระหว่างการเร่งระบาย

สาเหตุของน้ำท่วมและการแก้ไขระยะยาว

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ได้ชี้แจงว่าสาเหตุของน้ำท่วมครั้งนี้เกิดจาก ฝนถล่มกรุงกลางดึก ในระยะเวลาสั้นๆ ไม่เกี่ยวข้องกับน้ำเหนือหรือระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ระบบสูบน้ำและสถานีระบายน้ำทุกแห่งได้ทำงานเต็มกำลัง ทำให้น้ำลดลงอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครอยู่ระหว่างเร่งดำเนินโครงการก่อสร้างระบบระบายน้ำบริเวณถนนรัชดาภิเษก เชื่อมต่อคลองลาดพร้าว ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในแนวถนนรัชดาภิเษก และป้องกันน้ำท่วมขังซ้ำซากในพื้นที่ชั้นใน คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2569

สรุปได้ว่าสถานการณ์ ฝนถล่มกรุงกลางดึก ส่งผลกระทบต่อการเดินทางและการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนในกรุงเทพฯ เป็นอย่างมาก การแก้ไขปัญหาระยะสั้นและการวางแผนพัฒนาระบบระบายน้ำในระยะยาวเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อป้องกันและลดผลกระทบจากสถานการณ์เช่นนี้ในอนาคต

ในระหว่างนี้ การติดตามข่าวสารและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฝนตกหนักจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับทุกคนในกรุงเทพฯ เพื่อให้สามารถปรับตัวและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตประจำวันได้

ที่มา – กทม. เผยฝนถล่มกรุงกลางดึก สูงสุดที่ปทุมวัน 111 มม. ยันสาเหตุน้ำท่วมขังไม่เกี่ยวกับน้ำเหนือ

อินทร์บุรีน้ำท่วม: แนวรับน้ำใหม่พัง น้ำทะลักท่วมโรงเรียน

สถานการณ์น้ำท่วมในอินทร์บุรียังคงน่ากังวลใจ หลังจากที่ อินทร์บุรี ตั้งแนวรับน้ำใหม่ เพื่อป้องกันน้ำท่วม แต่ล่าสุดแนวรับน้ำดังกล่าวกลับพังลงมาอีกครั้ง ส่งผลให้น้ำทะลักเข้าท่วมพื้นที่ต่างๆ รวมถึงโรงเรียนอินทร์บุรี

ก่อนหน้านี้ เกิดเหตุการณ์พนังกั้นน้ำบริเวณหมู่ที่ 4 ตำบลอินทร์บุรี อำเภออินทร์บุรีพังทลายลง ทำให้มวลน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาไหลทะลักเข้าท่วมตลาดฝั่งตะวันตกของอำเภออินทร์บุรี สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก (อ่านข่าว : พนังกั้นน้ำแตก มวลน้ำทะลักท่วม 300 หลังคา มุ่งหน้าที่ว่าการอำเภออินทร์บุรี)

เพื่อแก้ไขสถานการณ์เร่งด่วน องค์การบริหารส่วนตำบลอินทร์บุรีจึงได้ดำเนินการสร้าง อินทร์บุรี ตั้งแนวรับน้ำใหม่ โดยใช้หินคลุกเป็นวัสดุหลักในการก่อสร้างแนวป้องกันน้ำ บริเวณใต้สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่พนังกั้นน้ำเดิมพังประมาณ 1 กิโลเมตร แนวรับน้ำใหม่นี้มีความยาวประมาณ 1 กิโลเมตร เพื่อหวังที่จะสกัดกั้นและชะลอการไหลบ่าของน้ำไม่ให้ขยายวงกว้างออกไป

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์กลับเลวร้ายลงอีกครั้ง เมื่อเวลาประมาณ 01.00 น. ของวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ด้วยกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวและรุนแรง ได้กัดเซาะแนวรับน้ำที่สร้างขึ้นใหม่จนพังทลายลง ส่งผลให้น้ำไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่ต่างๆ อย่างรวดเร็ว รวมถึงโรงเรียนอินทร์บุรี ซึ่งเป็นสถานศึกษาสำคัญในพื้นที่ นอกจากนี้ น้ำที่ทะลักเข้ามายังไหลไปยังบริเวณใกล้เคียงกับโรงพยาบาลอินทร์บุรี และคาดว่าจะไหลไปบรรจบกับจุดป้องกันน้ำจากตำบลทับยา

อินทร์บุรี ตั้งแนวรับน้ำใหม่

สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นซ้ำเติมนี้ สร้างความวิตกกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก เนื่องจากส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน การเดินทาง และทรัพย์สินของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่อสถานศึกษาและโรงพยาบาล ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญในการให้บริการแก่ประชาชน

แนวทางการแก้ไขปัญหาและป้องกันน้ำท่วมในระยะยาว

การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในอินทร์บุรีอย่างยั่งยืนนั้น จำเป็นต้องมีการวางแผนและดำเนินการในระยะยาว โดยคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงระบบระบายน้ำ การสร้างพนังกั้นน้ำที่แข็งแรงและมีประสิทธิภาพ การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ รวมถึงการให้ความรู้และความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับการป้องกันและรับมือกับภัยพิบัติน้ำท่วม

  • การสำรวจและประเมินความเสี่ยงของพื้นที่ต่างๆ ที่มีความเสี่ยงต่อน้ำท่วม
  • การปรับปรุงและขยายระบบระบายน้ำให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  • การสร้างพนังกั้นน้ำที่มีความแข็งแรงและสามารถป้องกันน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การบริหารจัดการพื้นที่ลุ่มต่ำให้เป็นพื้นที่รับน้ำ เพื่อลดผลกระทบจากน้ำท่วม
  • การให้ความรู้และความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับการป้องกันและรับมือกับภัยพิบัติน้ำท่วม

นอกจากนี้ การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน มีความสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน การมีส่วนร่วมของประชาชนในการวางแผนและดำเนินการแก้ไขปัญหา จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและเกิดความยั่งยืนในระยะยาว

อินทร์บุรี ตั้งแนวรับน้ำใหม่แต่กลับพังลงมาอีกครั้ง แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาอุทกภัยและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อการจัดการน้ำ การเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน และการวางแผนป้องกันในระยะยาวจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ที่มา – อินทร์บุรี ตั้งแนวรับน้ำใหม่ ล่าสุดพังลงมาอีก น้ำทะลักเข้าท่วมถึงโรงเรียนอินทร์บุรี

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ มั่นใจ สถานการณ์น้ำใน กทม. ไม่น่าเป็นห่วง


สถานการณ์น้ำในกรุงเทพฯ ช่วงนี้ เป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ ล่าสุด ผู้ว่าฯ ชัชชาติออกมาให้ความมั่นใจว่า สถานการณ์น้ำใน กทม. ไม่น่าเป็นห่วง แม้ปริมาณน้ำจะใกล้เคียงกับปี 2554 เนื่องจากระดับน้ำทะเลหนุนเริ่มลดลงแล้ว ทำให้สถานการณ์โดยรวมดีขึ้น

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงสถานการณ์น้ำใน กทม. ไม่น่าเป็นห่วง ในช่วงเดือนนี้ โดยระบุว่าได้ผ่านพ้นช่วงน้ำหนุนสูงสุดของรอบนี้ไปแล้วเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 และคาดว่าจะมีน้ำหนุนสูงสุดอีกครั้งในวันที่ 20 ธันวาคม 2568 แต่จะไม่สูงมากนัก ประกอบกับสถานการณ์น้ำเหนือที่น่าจะคลี่คลายลง และหากไม่มีพายุเข้ามาเพิ่ม สถานการณ์ก็จะดีขึ้นตามลำดับ

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ มั่นใจ สถานการณ์น้ำใน กทม. ไม่น่าเป็นห่วง

นอกจากนี้ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ยังกล่าวถึงการปรับปรุงโครงสร้างประตูระบายน้ำที่เคยมีปัญหาในปี 2554 ให้มีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยป้องกันปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพฯ ไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำรอยปี 2554 ได้ ส่วนประเด็นที่น่ากังวลคือชุมชนที่อยู่นอกแนวคันกั้นน้ำ จำนวน 11 ชุมชน หรือประมาณ 300 หลังคาเรือน ซึ่งทาง กทม. ได้เข้าไปดำเนินการสร้างสะพานไม้และแก้ไขปัญหาต่างๆ เพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นแล้ว

มาตรการรับมือสถานการณ์น้ำและผลกระทบ

สำหรับกรณีแนวกระสอบทรายป้องกันน้ำท่วมที่ล้มนั้น เกิดจากปัญหาเรือแล่นเร็ว ทำให้เกิดคลื่นสูงซัดกระสอบทราย ทาง กทม. ได้ประสานงานกับกรมเจ้าท่า เพื่อจัดเจ้าหน้าที่ประจำตามจุดสำคัญ คอยตักเตือนผู้ที่ขับเรือเร็ว เพื่อลดผลกระทบจากคลื่นที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ยังได้ส่งกำลังใจให้พี่น้องประชาชนในต่างจังหวัดที่ไม่มีแนวคันกั้นน้ำ และอาจได้รับผลกระทบจากน้ำเหนือที่ปล่อยจากเขื่อน จนอาจทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่เกษตรหรือบ้านเรือนได้

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์น้ำใน กทม. ไม่น่าเป็นห่วง อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ถึงแม้น้ำจะเยอะใกล้เคียงกับปี 2554 แต่สถานการณ์ต่างๆ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น เขื่อนในแม่น้ำเจ้าพระยาสูงกว่าปี 2554 ถึง 50 เซนติเมตร ทำให้กรุงเทพฯ มีความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์น้ำในระดับหนึ่ง และตลอด 3 ปีที่ผ่านมา กทม. ได้ทำการอุดช่องโหว่ต่างๆ ที่เป็นจุดอ่อนสำคัญไปเกือบหมดแล้ว

ดังนั้น เราจึงมั่นใจได้ว่ากรุงเทพมหานครมีความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน และพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้ประชาชนชาวกรุงเทพฯ ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด หากมีข้อสงสัยหรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อหน่วยงานของกรุงเทพมหานครได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา – ผู้ว่าฯ ชัชชาติ มั่นใจสถานการณ์น้ำใน กทม. ไม่น่าเป็นห่วง น้ำทะเลหนุนเริ่มลดแล้ว

นายกฯ ขออภัยชาวอ่างทอง น้ำท่วม ขอบคุณที่เสียสละ

นายกฯ ขออภัยชาวอ่างทอง น้ำท่วม ขอบคุณที่เสียสละพื้นที่รับน้ำ

“นายกฯ อนุทิน” ขึ้นเฮลิคอปเตอร์สำรวจสถานการณ์น้ำท่วมภาคกลาง พร้อมกราบขออภัยชาวอ่างทองที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากจากสถานการณ์น้ำท่วมเป็นเวลานาน ยอมรับทุกเสียงวิพากษ์วิจารณ์และยืนยันว่าจะไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก พร้อมทั้งยืนยันว่าโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 จะกลับมาอย่างแน่นอนในช่วงสิ้นปีนี้

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ลงพื้นที่จังหวัดอ่างทองและจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลาง โดยเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์จากพล.ม.2 มายังโรงเรียนป่าโมกข์วิทยาภูมิ จังหวัดอ่างทอง ระหว่างทางได้บินวนเพื่อสำรวจสถานการณ์น้ำจากมุมสูง พร้อมรับฟังรายงานสรุปสถานการณ์น้ำ

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้ลงจากเฮลิคอปเตอร์ที่โรงเรียนป่าโมกข์วิทยาภูมิ ซึ่งเป็นจุดแรกของการลงพื้นที่เพื่อมอบกำลังใจให้กับพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยกล่าวทักทายประชาชนและแสดงความห่วงใยต่อพี่น้องชาวอ่างทอง พร้อมทั้งกล่าวว่า “ต้องขอกราบขอบพระคุณด้วยหัวใจ และที่จริงตนต้องคลานเข้ามาเพื่อมากราบขออภัยพ่อแม่พี่น้อง ที่ปล่อยให้ต้องผจญกับความยากลำบากจากสถานการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ ซึ่งจะโทษธรรมชาติอย่างเดียวไม่ได้ เพราะเป็นรัฐบาลต้องมีความรับผิดชอบ บริหารสถานการณ์ให้กับพ่อแม่พี่น้องให้ดีที่สุด”

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ที่ผ่านมาได้สั่งให้นายภราดรปฏิบัติงาน (Work From) ที่อ่างทอง โดยไม่ต้องทิ้งประชาชน ยกเว้นงานสำคัญถึงจะเข้ากรุงเทพฯ ได้ แต่หลังจากนั้น ให้รีบกลับมาดูแลแก้ไขสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดอ่างทองและจังหวัดใกล้เคียง ใช้เวลาที่นี่ให้มากที่สุด เข้าใจดีว่าปัญหานี้เกิดขึ้นซ้ำซาก ในฐานะที่เป็นลูกแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยกัน เข้าใจถึงความเสียหายของทรัพย์สินและการต้องย้ายหนีน้ำ

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อไปว่า รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณช่วยเหลือหลังคาเรือนละ 9,000 บาท แต่สิ่งที่ประชาชนต้องการคือการกลับไปใช้ชีวิตและประกอบอาชีพได้ตามปกติสุข หลายครอบครัวในอ่างทองเป็นเจ้าของนา เจ้าของไร่ ที่เสียสละพื้นที่นาไร่ของตนเองให้เป็นพื้นที่รองรับน้ำ เพื่อไม่ให้กระทบต่อพื้นที่เศรษฐกิจในเขตเมือง จึงต้องขอขอบคุณทุกท่าน

“ขออนุญาตใช้อำนาจในฐานะนายกรัฐมนตรี ทดแทนโอกาสที่พ่อแม่พี่น้องชาวไร่ชาวนาที่สละพื้นที่ ไร่นาเรือกสวนเป็นพื้นที่รับน้ำ จะขออนุญาตเอางบประมาณที่กำกับดูแลอยู่มาดูแลรายเดือนจนกว่าน้ำจะหมดไป ซึ่งปกติอาจใช้เวลา 2-3 เดือน แต่นี่ 4 เดือนแล้ว เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องมาเยียวยาพวกท่าน ขอให้นายภราดรเร่งนำเสนอเพื่ออนุมัติโดยเร็ว และไม่ใช่เฉพาะจังหวัดอ่างทอง แต่เป็นทุกที่ที่ชาวบ้าน พี่น้องชาวเกษตรกรชาวไร่ชาวนาได้สละพื้นที่ของตัวเองให้เป็นพื้นที่รับน้ำ และทำให้ตัวเองสูญเสียโอกาสในการสร้างรายได้ ในการผลิตพืชผลทางการเกษตร”

พร้อมกันนี้ ได้สั่งการให้หน่วยงานทุกระดับลงพื้นที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลัง โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยที่กำกับดูแลและหน่วยกู้ภัย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และให้จัดหาของกินของใช้ที่จำเป็นให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อให้พี่น้องประชาชนสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ท่ามกลางความยากลำบากจากภัยธรรมชาติในครั้งนี้ คาดว่าสถานการณ์จะดีขึ้นในช่วงปลายเดือน เนื่องจากการวางแผนร่วมกันและการทำงานเป็นทีมของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และกรมชลประทาน เพื่อหาแนวทางในการระบายน้ำ เปิดปิดประตูระบายน้ำ และจัดการเส้นทางเดินของน้ำให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนให้น้อยที่สุด

“เข้าใจถึงเสียงบ่น เสียงด่าของพ่อแม่พี่น้อง เพราะท่านกำลังทุกข์ ท่านระบายใส่พวกเรา พวกเราพร้อมที่จะเป็นที่พึ่งรับฟังความในใจและความทุกข์ของท่าน ซึ่งเรารับทราบดีว่าบางคนอึดอัดอยากระบาย ระบายออกมาได้เลย ตนดูใน YouTube ต้องชื่นชม สส.แบด (นายภราดร ปริศนานันทกุล) สส.แชมป์ (นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล) ที่ขึ้นรถอีแต๋น-รถบรรทุกเยี่ยมพี่น้องที่ประสบภัย บางครั้งโดนเสียงบ่น บางครั้งโดนเสียงด่า แต่ทั้ง 2 คนยังสำนึกตลอดเวลา เพราะเลือกชีวิตที่จะอยู่เป็นคนรับใช้ของพี่น้องประชาชนแล้ว เพราะฉะนั้นเสียงด่าเหล่านี้รับฟังและไปหาหนทางแก้ไข ถือเป็นสิริมงคลแก่หูพวกเขา เป็นสิ่งที่พวกเขาต้องรับฟัง ไม่มีตอบโต้ใดๆ นอกจากนำไปคิดและแสวงหาความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาให้พี่น้องทุกคน”

เสียงของทุกคนบนรถปิกอัพคันนั้นดังถึงผม หลายครั้งด้วย เพราะผมต้องฟังหลายๆ เที่ยว ผมต้องคอยดูว่ารัฐมนตรีแบบนี้จะตบะแตกหรือเปล่า แต่ปรากฏว่าไม่ ขอเสียงปรบมือให้หน่อย เขานิ่ง เขาฟัง และรู้ว่าในใจอกแทบแตก ในใจร้อนรน แต่แสดงอาการที่อึดอัดออกมาให้พี่น้องเห็นไม่ได้ เขาต้องเป็นที่รับอารมณ์รับความเดือดร้อน ใส่มาเลยครับ วันนี้เป็นรัฐมนตรีใส่เลยครับ รับได้ แล้วเดี๋ยวเขาจะมาระบายกับพวกผมเอง พวกผมมีหน้าที่หาทางออก หาทางแก้ไขให้พ่อแม่พี่น้อง และนี่คือสาเหตุที่พวกเรารีบมาในวันนี้ จริงๆ จะมาตั้งแต่เมื่อวาน แต่มีเรื่องทหารเหยียบกับระเบิดที่ชายแดนเขมร จึงขออนุญาตไปเยี่ยมทหารก่อน เพราะตรงนี้สั่งให้รัฐมนตรีแบบมาดูแลพี่น้องอยู่แล้ว”

โครงการคนละครึ่งพลัส และการช่วยเหลือเพิ่มเติม

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้สอบถามประชาชนว่ามีใครลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส หรือได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือไม่ พร้อมทั้งขอร้องให้ผู้ที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนให้รีบดำเนินการ และยืนยันว่าหากตกหล่นจะมีการเปิดเฟส 2 ในช่วงสิ้นปี และจะมีการชดเชยสำหรับผู้ที่พลาดโอกาสในรอบแรก

นายกรัฐมนตรีแสดงความกังวลใจอย่างมากและยืนยันว่าจะกลับไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ พร้อมทั้งกล่าวขออภัยอีกครั้งและยืนยันว่าจะพยายามไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก

ต่อมา นายกรัฐมนตรีได้มอบใบประกาศนียบัตรให้กับจิตอาสา และมอบถุงยังชีพให้กับพี่น้องประชาชน ก่อนที่จะเดินทางไปตรวจสอบพนังกั้นน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาใกล้กับโรงเรียนป่าโมกข์วิทยาภูมิ และตรวจสอบระดับน้ำด้วยตนเอง

สถานการณ์น้ำท่วมในอ่างทองเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การช่วยเหลือเยียวยาและการวางแผนป้องกันในระยะยาวเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข การที่ นายกฯ ขออภัยชาวอ่างทอง น้ำท่วม และแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ที่มา – “นายกฯ หนู” กราบขออภัยชาวอ่างทอง ผจญความลำบากน้ำท่วม ขอบคุณที่สละพื้นที่รับน้ำ

ชาวบ้านโอด! น้ำท่วมอยุธยา กระทบ 59,830 ครัวเรือน

น้ำท่วมอยุธยายังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์น้ำท่วมอยุธยาในปีนี้ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของชาวบ้านอย่างหนัก มีรายงานว่า 11 อำเภอในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้รับผลกระทบแล้ว และมีจำนวนครัวเรือนที่ได้รับความเดือดร้อนสูงถึง 59,830 ครัวเรือน

จากรายงานเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 สถานการณ์น้ำในจังหวัดพระนครศรีอยุธยายังคงน่าเป็นห่วง หลังจากที่เขื่อนเจ้าพระยาในจังหวัดชัยนาทได้ปรับการระบายน้ำลงสู่พื้นที่ท้ายเขื่อนในอัตรา 2,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายชุมชนจมอยู่ใต้น้ำ ชาวบ้านต้องเผชิญกับความยากลำบากในการดำรงชีวิต

ชุมชนเกาะเรียนเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอยุธยาอย่างหนัก ชุมชนแห่งนี้ตั้งอยู่กลางแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้การเข้าออกเป็นไปด้วยความยากลำบาก

สถานการณ์น้ำท่วมในภาพรวมของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในขณะนี้ ขยายวงกว้างไปยัง 11 อำเภอ 143 ตำบล 945 หมู่บ้าน จำนวนประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนเพิ่มขึ้นเป็น 59,830 ครัวเรือน จากเดิม 59,490 ครัวเรือน แสดงให้เห็นถึงผลกระทบที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

ในชุมชนเกาะเรียน ซึ่งเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำเจ้าพระยา มีคลองเกาะเรียนตัดผ่าน การเข้าออกทำได้ทางเดียวคือสะพานปูน หมู่ที่ 2 และหมู่ที่ 3 ซึ่งมีเกือบ 100 หลังคาเรือนที่ตั้งอยู่ริมสองฝั่งคลองได้รับผลกระทบอย่างหนัก

ชาวบ้านต้องนำรถยนต์และรถจักรยานยนต์มาจอดไว้ริมถนนทางเข้าชุมชน เนื่องจากภายในชุมชนมีน้ำท่วมสูงถึง 1-2 เมตร โดยเฉพาะบ้านที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาได้รับผลกระทบมากที่สุด ชาวบ้านเกือบ 100% ต้องใช้เรือเป็นพาหนะในการเดินทางเข้าออก

น.ส.ยุภา สุขประเสริฐ อายุ 78 ปี ชาวบ้านในชุมชนเกาะเรียนกล่าวว่า “ชุมชนตรงนี้เป็นเกาะ บ้านตนเองน้ำท่วมเมื่อวันที่ 20 ก.ย. ส่วนอีกฝั่งที่เป็นแม่น้ำเจ้าพระยาท่วมมาก่อนแล้ว ตนอยู่ฝั่งคลองเกาะเรียน ลำบากไปไหนก็ต้องพายเรือ ห้องน้ำก็เริ่มใช้ไม่ได้ ลำบากเข้าออก พ่อค้าแม่ค้าที่เข้ามาขายของก็เข้ามาไม่ได้ เราไม่มีรถมีเรือก็ไปไหนไม่ได้ ต้องรอลูกหลานกลับมาในวันหยุดไปซื้อมาตุนเก็บไว้ หรือว่าถ้ามีเท่าไหร่ก็กินเท่านั้น ช่วงนี้ลำบากไปหมด”

น.ส.ยุรี พูนวิชา อายุ 65 ปี ซึ่งบ้านอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาในเกาะเรียนเล่าว่า “เราต้องพายเรือทุกวันไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ ทั้งนักเรียน คนงาน ที่อยู่บ้าน เพราะเรือมีลำเดียว เรือนี้ตนเองก็ซื้อมาตั้งแต่ปี 2538 น้ำท่วมตอนนั้นท่วมมา 2 – 3 เดือนแล้ว ขึ้นๆ ลงๆ เป็นรอบที่ 3 แล้ว บ้านเรือนส่วนใหญ่อยู่ฝั่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา น้ำท่วมทุกปีก็หาเงินมายกพื้นสูง บ้านหลังไหนไม่ค่อยมี ชั้นล่างก็ต้องปล่อยจมน้ำ”

“แต่ลำบากมากคือการเข้าออก ปีนี้ท้อมาก ตรงที่เราล้าง ขึ้นลง ขึ้นลง หลายรอบ เหนื่อย 3 หน ถ้าบ้านไหนคนแก่ ก็ต้องจ้างเขาล้าง 9,000 บาท ที่ได้มาไม่คุ้มเลย นับวันยิ่งเหนื่อยมากขึ้นเพราะเราก็แก่แล้ว” น.ส.ยุรีกล่าวเสริม

น้ำท่วมอยุธยา

ชาวบ้านในชุมชนต่างๆ ต้องใช้เรือในการเดินทางเข้าออก ส่งลูกหลานไปทำงานและโรงเรียน รวมถึงการออกมาซื้ออาหารและสิ่งของจำเป็น ทำให้ความเป็นอยู่ในชุมชนเป็นไปด้วยความยากลำบาก ที่สำคัญคือสถานการณ์น้ำยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลง มีแต่จะเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน

การช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมอยุธยา

หน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่างระดมให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมอยุธยาอย่างต่อเนื่อง มีการแจกจ่ายอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์และสาธารณสุข อย่างไรก็ตาม ความต้องการยังคงมีอีกมาก เนื่องจากสถานการณ์ยังคงไม่คลี่คลาย

ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากน้ำท่วมอยุธยา นอกจากผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนแล้ว น้ำท่วมยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ ทั้งภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว พื้นที่การเกษตรจำนวนมากถูกน้ำท่วม ทำให้พืชผลเสียหาย โรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งต้องหยุดการผลิต และนักท่องเที่ยวลดลงเนื่องจากเดินทางไม่สะดวก

แม้ว่าสถานการณ์จะยากลำบาก แต่ชาวบ้านในจังหวัดพระนครศรีอยุธยายังคงเข้มแข็งและพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับอุปสรรคต่างๆ ด้วยความหวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้นในเร็ววัน อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาระยะยาวเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต การวางแผนการจัดการน้ำที่ดี การสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมที่แข็งแรง และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับการรับมือกับภัยพิบัติ เป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน

วิกฤตน้ำท่วมอยุธยาครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ และความจำเป็นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินได้

ที่มา – ชาวบ้านโอด “น้ำท่วมอยุธยา” เดือดร้อนหนัก ได้รับผลกระทบแล้ว 59,830 ครัวเรือน

อนุทินสั่งเยียวยาพื้นที่รับน้ำใหม่-น้ำท่วมเกิน 30 วัน

นายกฯ สั่งการ “โสภณ-ธรรมนัส” หารือกันปรับเงินเยียวยาพื้นที่รับน้ำใหม่ – เงินเยียวยาสมทบบ้านเรือนน้ำท่วมเกิน 30 วัน ให้แล้วเสร็จภายใน พ.ย.

เมื่อเวลา 11.45 น. วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงที่ทำเนียบรัฐบาลภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับรายงานสถานการณ์น้ำท่วมจาก นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มวลน้ำจากผลกระทบพายุคัลแมกี ทำให้มีน้ำสะสมเหนือเขื่อนจำนวนมาก และมีมวลน้ำจำนวนมากที่กำลังเดินทางสมทบที่เขื่อนภูมิพล ดังนั้น ในการวางแผนระบายน้ำจากนี้ไปทางสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) จะมีการระบายน้ำไปฝั่งทิศตะวันตกและทิศตะวันออก ให้น้ำระบายลงไปในพื้นที่ทุ่งเพื่อเป็นการชะลอไม่ให้น้ำไหลลงมาสู่พื้นที่อยู่อาศัยในอัตราเร็วและมากจนเกินไป

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อไปว่า แต่ทั้งนี้จะมีผลกระทบประชาชนในบางพื้นที่ที่เป็นที่รับน้ำ นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ ได้ร่วมปรึกษาหารือกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการพิจารณาอัตราเงินช่วยเหลือเยียวยาพื้นที่รับน้ำใหม่สำหรับพื้นที่ที่จะเป็นพื้นที่รับน้ำ และยังให้พิจารณาอัตราเยียวยาสมทบสำหรับประชาชนที่บ้านเรือนอยู่ในน้ำเกิน 30 วัน โดยครั้งนี้นายกรัฐมนตรีกำชับให้เร่งรัดดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน

อนุทินสั่งเยียวยาพื้นที่รับน้ำใหม่-น้ำท่วมเกิน 30 วัน

สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้าง รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เร่งดำเนินการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิจารณาอัตราเงินช่วยเหลือเยียวยาพื้นที่รับน้ำใหม่ และผู้ที่บ้านเรือนถูกน้ำท่วมขังเป็นเวลานานเกิน 30 วัน

ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม:

  • การหารือระหว่างรองนายกรัฐมนตรีทั้งสองท่าน จะนำไปสู่ข้อสรุปเรื่องอัตราเงินช่วยเหลือที่เหมาะสมและเป็นธรรมได้อย่างไร
  • กระบวนการจ่ายเงินเยียวยาจะมีความรวดเร็วและทั่วถึงเพียงใด
  • มาตรการระยะยาวในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในอนาคตจะเป็นอย่างไร

ความสำคัญของการเยียวยาพื้นที่รับน้ำใหม่และผู้ประสบภัยน้ำท่วม

การเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่รับน้ำใหม่หรือผู้ที่บ้านเรือนถูกน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ นอกจากนี้ การเยียวยาที่รวดเร็วและเป็นธรรม ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับประชาชน และแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลต่อปัญหาของประชาชน

การเร่งรัดดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายนตามที่นายกรัฐมนตรีกำชับ เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างทันท่วงที อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการติดตามและตรวจสอบให้แน่ใจว่าการเยียวยาเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม และเงินช่วยเหลือถึงมือผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม:

สถานการณ์น้ำท่วมไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง การเยียวยาที่เหมาะสมจึงมีความสำคัญต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และช่วยลดผลกระทบทางสังคมที่อาจเกิดขึ้น

ความท้าทายในการเยียวยา:

การเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและมีความท้าทายหลายประการ ทั้งในด้านการประเมินความเสียหาย การจัดสรรงบประมาณ และการกระจายความช่วยเหลือให้ทั่วถึงและเป็นธรรม รัฐบาลจึงจำเป็นต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ และภาคประชาชน เพื่อให้การเยียวยาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

รัฐบาลควรพิจารณามาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม นอกเหนือจากเงินเยียวยา เช่น การสนับสนุนด้านการซ่อมแซมบ้านเรือน การให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตร และการสร้างงานสร้างรายได้ เพื่อช่วยให้ผู้ประสบภัยสามารถกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้

การช่วยเหลือเยียวยาพื้นที่รับน้ำใหม่และผู้ที่เดือดร้อนจากอุทกภัยเป็นหน้าที่สำคัญของรัฐบาล การดำเนินการที่รวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาล

ที่มา – “อนุทิน” สั่ง 2 รองนายกฯ หารือเยียวยาพื้นที่รับน้ำใหม่-เยียวยาสมทบบ้านน้ำท่วมเกิน 30 วัน

นนทบุรีอ่วม! น้ำท่วมชุมชนศาลเจ้าพ่อหลักเมือง สูง 50 ซม.

สถานการณ์น้ำท่วมยังคงน่าเป็นห่วง! น้ำเอ่อล้นทะลักข้ามแนวกระสอบทรายเข้าท่วม ชุมชนศาลเจ้าพ่อหลักเมือง (เดิม) จังหวัดนนทบุรี ระดับน้ำสูงกว่า 50 เซนติเมตร ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชนและการเปิดเรียนของโรงเรียนในพื้นที่

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วมที่ชุมชนศาลเจ้าพ่อหลักเมือง (เดิม) หมู่ 3 ตำบลบางศรีเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาหนุนสูงและไหลเข้าท่วมชุมชนอย่างรวดเร็ว ทำให้ระดับน้ำสูงเกินกว่า 50 เซนติเมตร

น.ส.ฐิติมา บัวคำ ชาวบ้านในพื้นที่ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ในช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา น้ำเริ่มเอ่อท่วมบ้างแล้ว แต่ปริมาณยังไม่มากเท่าครั้งนี้ กระทั่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้น้ำไหลทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนในชุมชนทั้งหมด โดยเมื่อวานนี้น้ำยังไหลข้ามแนวกระสอบทราย เข้าท่วมศาลเจ้าพ่อหลักเมืองอีกด้วย ชาวบ้านเข้าใจดีว่าการอาศัยอยู่ริมแม่น้ำย่อมต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วม แต่ปีนี้น้ำมามากและรวดเร็วกว่าที่เคย เพราะไม่เคยท่วมสูงถึงพื้นอาคารศาลมาก่อน

น้ำท่วมชุมชนศาลเจ้าพ่อหลักเมือง

ชาวบ้านในชุมชนไม่ได้เรียกร้องอะไรมาก เพียงแต่ต้องการให้หน่วยงานภาครัฐ ทั้งจังหวัดและอำเภอ เข้ามาช่วยเหลือในเรื่องถุงยังชีพเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นเท่านั้น ส่วนการเดินทางเข้าออกชุมชน ทางเทศบาลได้จัดทำสะพานไม้ชั่วคราวให้แล้ว

โรงเรียนรุ่งเรืองวิทยา ตำบลท่าอิฐ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ก็ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเช่นกัน นายปรีดา เชื้อผู้ดี นายก อบต.ท่าอิฐ นางสาววรรณวิภา ฉลาด ผู้อำนวยการโรงเรียนรุ่งเรืองวิทยา นายกษมา ท่าอิฐ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 10 และเจ้าหน้าที่ ได้ร่วมกันนำกระสอบทรายมากั้นบริเวณทางเข้าโรงเรียน และขนย้ายสิ่งของออกจากห้องเรียนชั้นล่าง แต่ไม่สามารถต้านทานปริมาณน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นได้ ทำให้ชั้นล่างของโรงเรียนจมอยู่ใต้น้ำ โต๊ะนักเรียน ตู้เก็บของ โต๊ะครู และอุปกรณ์ของเล่นเด็กอนุบาลได้รับความเสียหาย โรงเรียนจึงประกาศเลื่อนเปิดเรียนไปเป็นวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 และหากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น อาจต้องเลื่อนการเปิดเรียนออกไปอีก และปรับรูปแบบการเรียนการสอนเป็นออนไลน์แทน

นางสาววรรณวิภา ผู้อำนวยการโรงเรียน กล่าวว่า โรงเรียนเพิ่งเปิดภาคเรียนที่สองไปเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา แต่เปิดเรียนได้เพียง 3 วัน ก็ต้องปรับรูปแบบการเรียนการสอนเป็นออนไลน์ เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ โดยได้มอบหมายงานและทำการบ้านให้นักเรียนผ่านทางไลน์กลุ่มที่มีผู้ปกครองอยู่ ซึ่งจะมีการเรียนการสอนออนไลน์ไปจนถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน และจะประเมินสถานการณ์อีกครั้งว่าจะสามารถกลับมาเปิดเรียน On-site ได้ตามปกติหรือไม่ เพราะหากหยุดเรียนไปเลย จะส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ของนักเรียน

โรงเรียนรุ่งเรืองวิทยา น้ำท่วม

ในช่วงปิดภาคเรียนในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทางโรงเรียนได้เตรียมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วม โดยการยกสิ่งของขึ้นที่สูง และวางกระสอบทรายรอบบริเวณโรงเรียน แต่สถานการณ์น้ำท่วมในปีนี้รุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้

ด้าน นายปรีดา เชื้อผู้ดี นายก อบต.ท่าอิฐ กล่าวว่า ทาง อบต. พร้อมให้การสนับสนุนและดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ แต่เนื่องจากมีพื้นที่รับผิดชอบถึง 10 หมู่บ้าน และมีบ้านเรือนริมแม่น้ำกว่า 5,000 หลังคาเรือน ทำให้การช่วยเหลืออาจไม่ทั่วถึง ปัญหาเร่งด่วนที่ชาวบ้านต้องการคือ เตียงนอนและห้องสุขา หากกรมชลประทานมีการปล่อยน้ำเพิ่มขึ้น ทาง อบต. ก็ได้เตรียมแผนอพยพชาวบ้านมายังโรงเรียน ซึ่งสามารถรองรับได้กว่า 200 ครอบครัว ถึงแม้สถานการณ์จะยากลำบาก แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็พร้อมรับมือกับน้ำท่วม เพราะเคยผ่านเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 มาแล้ว

อบต.ท่าอิฐ ช่วยเหลือน้ำท่วม

สถานการณ์น้ำท่วมชุมชนศาลเจ้าพ่อหลักเมือง นนทบุรี

ผลกระทบจากน้ำท่วมชุมชนศาลเจ้าพ่อหลักเมือง

  • บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย
  • การเดินทางสัญจรลำบาก
  • โรงเรียนต้องเลื่อนเปิดเรียนและปรับการเรียนการสอนเป็นออนไลน์
  • สุขอนามัยของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค

ชุมชนศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากเป็นประจำทุกปี การแก้ไขปัญหาระยะยาว เช่น การสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วม หรือการปรับปรุงระบบระบายน้ำ จึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจในพื้นที่

ที่มา – กั้นไม่อยู่ น้ำท่วมชุมชนศาลเจ้าพ่อหลักเมือง นนทบุรี สูงกว่า 50 ซม.

คนกรุงเทพฯ วางใจได้! น้ำท่วมน้อยกว่าปี 54

สถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯ ยังคงเป็นประเด็นที่หลายคนกังวล แต่ล่าสุด สทนช. ออกมายืนยันว่า คนกรุงเทพฯ วางใจได้ เพราะการระบายน้ำจากเขื่อนใหญ่ในขณะนี้น้อยกว่าปี 2554 ถึง 900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แม้ว่าอาจมีน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยากระฉอกล้นพนังกั้นบ้าง แต่สาเหตุหลักมาจากน้ำทะเลหนุน

นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมติดตามสถานการณ์น้ำว่า แม้ปีนี้จะมีฝนตกหนักเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเป็นอันดับ 2 รองจากปี 2565 ทำให้มีการระบายน้ำค่อนข้างมากในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน แต่ปริมาณการระบายน้ำยังน้อยกว่าปี 2554 อย่างเห็นได้ชัด

เนื่องจากพายุคัลแมกี ทำให้มีน้ำไหลเข้าเขื่อนภูมิพลถึง 540 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ทำให้มีความจำเป็นต้องระบายน้ำออกจากเขื่อน โดยในวันที่ 10 พฤศจิกายน ระบายที่ 48 ล้านลูกบาศก์เมตร และจะเพิ่มเป็น 53 ล้านลูกบาศก์เมตรในวันที่ 11 พฤศจิกายน และ 55 ล้านลูกบาศก์เมตรในวันที่ 12 พฤศจิกายน หากจำเป็นต้องระบายเพิ่ม จะอยู่ที่ 60 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

การระบายน้ำในอัตรา 50 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะส่งผลกระทบต่อจังหวัดอุทัยธานี โดยเฉพาะพื้นที่ต่ำ และจังหวัดชัยนาทเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งจะมีการระบายน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ 2,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที อย่างไรก็ตาม พยากรณ์อากาศระบุว่าอาจมีฝนตกเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ทำให้ต้องปรับการระบายน้ำเป็น 2,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในขณะนี้ ได้แก่ ชัยนาท สิงห์บุรี และอ่างทอง ซึ่งเป็นพื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา แม้จะมีการก่อกระสอบทรายกั้นน้ำ แต่บางจุดกระสอบทรายชำรุด ทำให้เกิดน้ำท่วมชุมชน เจ้าหน้าที่กำลังเร่งซ่อมแซมเพื่อป้องกันน้ำท่วม

ส่วนที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อำเภอบางบาล หัวเวียง เสนา และผักไห่ ชาวบ้านยังคงเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมมานานถึง 4 เดือน และได้ร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรมชลประทานกำลังพิจารณาเพิ่มการระบายน้ำผ่านประตูระบายน้ำบางกุ้งและประตูระบายน้ำขนมจีน รวมถึงการระบายน้ำเข้าทุ่งรับน้ำ แต่ต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังเพื่อไม่ให้กระทบต่อพื้นที่การเกษตร

จังหวัดปทุมธานีก็ได้รับผลกระทบจากน้ำทะเลหนุนสูง ตั้งแต่วันที่ 10-13 พฤศจิกายน ทำให้เกิดน้ำท่วมขังบริเวณศาลากลางหลังเก่าของนนทบุรีและถนนพระราม 5 ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งแก้ไขปัญหา

คนกรุงเทพฯ วางใจได้ สถานการณ์น้ำท่วมดีกว่าปี 54

นายไพฑูรย์ ยืนยันว่า การระบายน้ำในปีนี้อยู่ที่ 2,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งน้อยกว่าปี 2554 ที่มีการระบายน้ำถึง 3,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ดังนั้น คนกรุงเทพฯ วางใจได้ ว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะไม่รุนแรงเท่าปี 2554

แม้ว่าอาจจะมีน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยากระฉอกข้ามพนังกั้นน้ำบ้าง แต่เป็นผลมาจากน้ำทะเลหนุน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อสูบน้ำกลับลงแม่น้ำเจ้าพระยา และเตรียมแผนการระบายน้ำลงสู่คลองต่างๆ ในกรุงเทพมหานครเพื่อรับมือสถานการณ์แล้ว

ทำไมถึงมั่นใจว่าคนกรุงเทพฯ วางใจได้?

  • ปริมาณการระบายน้ำน้อยกว่าปี 54 ถึง 900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
  • มีการเตรียมพร้อมรับมือน้ำทะเลหนุน
  • มีแผนการระบายน้ำลงสู่คลองต่างๆ ในกรุงเทพฯ

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์น้ำในกรุงเทพฯ แม้จะยังต้องเฝ้าระวัง แต่ก็ไม่ได้น่ากังวลอย่างที่คิด ด้วยการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ และการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ต่างๆ ทำให้ คนกรุงเทพฯ วางใจได้ ว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เหมือนปี 2554

ดังนั้น อย่าตื่นตระหนก และติดตามข่าวสารจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด เพื่อรับมือกับสถานการณ์น้ำได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที

ที่มา – คนกรุงเทพฯ วางใจได้ การระบายน้ำน้อยกว่าปี 54 น้ำเจ้าพระยาล้นพนังกั้น เหตุน้ำทะเลหนุน

Scroll to top