ข่าวปลอม

พรรคประชาชน ยกระดับสู้ จ่อฟ้อง 3 แอคเคาท์ข่าวปลอม

สวัสดีครับทุกท่าน ในยุคที่โซเชียลมีเดียกลายเป็นสนามรบข้อมูลข่าวสาร ข่าวปลอมหรือข้อมูลบิดเบือนกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่สร้างความแตกแยกในสังคมไทย พรรคประชาชน ยกระดับสู้ จ่อฟ้องแพ่ง-อาญา 3 แอคเคาท์ สร้างข่าวปลอมใส่ร้ายป้ายสีพรรค อย่างจริงจัง เพื่อปกป้องชื่อเสียงและความจริงให้กับพรรคและสมาชิก นี่คือก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดในการรับมือกับปัญหานี้

พรรคประชาชน ยกระดับสู้ จ่อฟ้องแพ่ง-อาญา 3 แอคเคาท์ สร้างข่าวปลอมใส่ร้ายป้ายสีพรรค

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2567 (Fact Check จากพรรคประชาชน) พรรคได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ประกาศยกระดับแนวทางการต่อสู้กับข่าวปลอมและข่าวบิดเบือนแบบเป็นระบบ โดยใช้ 2 มิติหลัก คือ ทางการสื่อสารและทางกฎหมาย ที่ผ่านมา พรรคเผชิญกับการโจมตีจากข้อมูลเท็จ การใส่ร้ายป้ายสีที่จงใจสร้างความเกลียดชังต่อพรรค แม้พรรคจะพยายามชี้แจงและเตือนแล้ว แต่ผู้กระทำยังคงทำซ้ำๆ แสดงถึงเจตนาชัดเจน

ประชาชนหลายคนส่งเสียงสะท้อนมาให้พรรคถึงผลกระทบจากข่าวปลอมเหล่านี้ ทำให้พรรคตัดสินใจยกระดับการรับมือ เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องเข้าถึงประชาชนได้รวดเร็วและกว้างขวางยิ่งขึ้น

มิติทางการสื่อสาร: เร่งชี้แจงแบบทันเหตุการณ์

พรรคจะตั้ง ทีมจัดการข่าวปลอมอย่างเป็นทางการ เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการชี้แจง ขยายช่องทางการสื่อสารไปยังแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น Facebook, X (Twitter), TikTok และอื่นๆ รวมถึงพัฒนารูปแบบเนื้อหาที่น่าสนใจ เช่น วิดีโอสั้น อินโฟกราฟิก เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงง่าย นอกจากนี้ ยังจะสร้าง เว็บไซต์หรือระบบฐานข้อมูล ที่รวบรวมคำชี้แจงเก่าๆ ไว้ ให้ประชาชนค้นหาได้สะดวก เมื่อมีข่าวเก่าถูกขุดขึ้นมาเผยแพร่ซ้ำ

การทำแบบนี้จะช่วยลดช่องว่างข้อมูล ทำให้ประชาชนไม่ตกเป็นเหยื่อข่าวปลอมได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเลือกตั้งที่ข้อมูลบิดเบือนมักถูกใช้เป็นอาวุธ

มิติทางกฎหมาย: ฟ้องแพ่ง-อาญาแบบเด็ดขาด

พรรคจะใช้สิทธิปกป้องตัวเองเต็มรูปแบบ โดยดำเนินคดีทั้งแพ่งและอาญากับผู้ที่จงใจสร้างข่าวปลอม โดยเฉพาะ ผู้มีอิทธิพลทางความคิด (influencers) และเครือข่ายที่ทำซ้ำๆ สร้างความเสียหายต่อพรรคและบุคลากร แต่พรรคย้ำว่าจะทำอย่างระมัดระวัง ไม่กระทบเสรีภาพการแสดงออก ซึ่งเป็นหัวใจของประชาธิปไตย

ในเบื้องต้น พรรคได้รวบรวมหลักฐานและจะฟ้องอย่างน้อย 3 แอคเคาท์ดังนี้:

  • (1) ผู้มีอิทธิพลชื่อดังบน Facebook ที่โพสต์ข่าวบิดเบือนเกี่ยวกับพรรคอย่างต่อเนื่อง สร้างความเข้าใจผิดให้ผู้ติดตามนับล้าน
  • (2) แอคเคาท์บน X (Twitter) ที่กล่าวหาใส่ร้ายพรรคและแกนนำมาหลายปี โดยไม่เคยหยุด
  • (3) นักเคลื่อนไหวทางการเมืองชื่อดัง ที่เผยแพร่ข้อมูลเท็จเรื่องปฏิบัติการข่าวสารของพรรค ซึ่งไม่เป็นความจริงเลย

นอกจากนี้ พรรคยังกำลังเก็บหลักฐานกรณีอื่นๆ เพื่อดำเนินการต่อไปด้วยมาตรฐานเดียวกัน

ทำไมพรรคประชาชนต้องยกระดับสู้แบบนี้?

ข่าวปลอมไม่ใช่แค่เรื่องเล็กๆ ในยุคดิจิทัล มันสามารถเปลี่ยนมุมมองของประชาชน สร้างความแตกแยก และกระทบต่อการเมืองโดยรวม พรรคประชาชนที่ยึดหลักประชาธิปไตย จึงต้อง站ขึ้นมาสู้เพื่อความจริง หากปล่อยไว้ ผู้มีอิทธิพลบางคนจะยิ่งกล้า ใช้แพลตฟอร์มสร้างกระแสลบได้ไม่สิ้นสุด การฟ้องร้องจะเป็นตัวอย่างให้คนอื่นๆ คิดก่อนแชร์

นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือให้พรรคในสายตาประชาชนที่รักความยุติธรรม

การยกระดับสู้ครั้งนี้ของพรรคประชาชน ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการต่อสู้กับ fake news ในไทย สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้การเมืองไทยโปร่งใสยิ่งขึ้น หากคุณเป็นแฟนพรรคหรือสนใจประเด็นนี้ ติดตามการอัปเดตคดีและชี้แจงข่าวปลอมจากพรรคได้เลยนะครับ ส่งข้อมูลข่าวปลอมที่เจอมาให้ทีม Fact Check ช่วยตรวจสอบด้วย!

ที่มา – พรรคประชาชน ยกระดับสู้ จ่อฟ้องแพ่ง-อาญา 3 แอคเคาท์ สร้างข่าวปลอมใส่ร้ายป้ายสีพรรค

พรรครักชาติ ซัดกัมพูชาขโมยวัฒนธรรมไทย เคลมแม่นาคพระโขนง

พรรครักชาติ ซัดกัมพูชาขโมยวัฒนธรรมไทย เคลม “แม่นาคพระโขนง” ตำนานผีชื่อดังของไทยที่ฝังรากลึกในวัฒนธรรมไทยมานานแสนนาน กลับถูกกัมพูชาพยายามอ้างว่าเป็นของตัวเองในชื่อ “แม่นาคพระตะบอง” ซึ่งโฆษกพรรครักชาติออกมาประณามอย่างหนักว่าเป็นการขโมยวัฒนธรรมหรือ Cultural Theft แบบชัดเจน และยืนยันว่าเป็นข่าวปลอม 100% ไม่มีมูลความจริงแม้แต่น้อย

พรรครักชาติ ซัดกัมพูชาขโมยวัฒนธรรมไทย เคลมแม่นาคพระโขนง

จากกรณีที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 ชาวกัมพูชาบางส่วนพยายามบิดเบือนประวัติศาสตร์ โดยเคลมว่า “แม่นาคพระโขนง” ตำนานผีหญิงตายทั้งกลมที่ทุกคนรู้จัก มีต้นกำเนิดจากกัมพูชาในชื่อ “แม่นาคพระตะบอง” ข้อมูลนี้ถูกแพร่กระจายผ่านโซเชียลมีเดีย ทำให้กระทรวงการต่างประเทศไทยต้องออกมาเรียกร้องให้คนไทยช่วยกันเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องในทุกภาษา เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดในระดับสากล

นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรครักชาติ ได้โพสต์คลิปแถลงข่าวเป็นภาษาอังกฤษเพื่อให้ชาวต่างชาตเข้าใจ โดยระบุชัดเจนว่า “พรรครักชาติ ซัดกัมพูชาขโมยวัฒนธรรมไทย เคลมแม่นาคพระโขนง” นั้นเป็นการกล่าวหาที่เท็จสิ้นเชิง ตำนานนี้มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ชัดเจนในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรม นิทานพื้นบ้าน ภาพยนตร์ และสถานที่จริงที่พระโขนงในกรุงเทพฯ ซึ่งถูกบันทึกมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4-5

ตำนานแม่นาคพระโขนง คือเรื่องราวอะไรกันแน่

แม่นาคพระโขนง เป็นเรื่องเล่าพื้นบ้านไทยที่เล่าต่อกันมานานกว่า 100 ปี เกี่ยวกับหญิงตั้งครรภ์ชื่อนาคที่ตายทั้งกลมระหว่างรอสามีที่ไปเป็นทหาร ร่างกายไม่เน่าเปื่อยเพราะวิญญาณสิง กลับมาอยู่กับสามีอย่างปกติสุข จนถูกจับได้โดยพระที่ใช้ตะปูตอกโลงศพไว้ ตำนานนี้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ดังหลายเรื่อง เช่น เรื่อง “แม่นาคพระโขนง” ปี 2542 ที่โด่งดังระดับโลก และยังมีวัดแม่นาค สุสาน และพิพิธภัณฑ์ที่ยืนยันสถานที่จริงในย่านพระโขนง ไม่มีหลักฐานใดเชื่อมโยงกับกัมพูชาเลยแม้แต่น้อย

  • บันทึกครั้งแรกในหนังสือ “ตำนานเมืองพระนคร” สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
  • สถานที่เกิดเหตุจริง: คลองพระโขนง กรุงเทพฯ
  • ภาพยนตร์และละครไทยนับสิบเรื่อง ยืนยันความเป็นไทยแท้
  • ไม่มีเอกสารเขมรโบราณกล่าวถึง “แม่นาคพระตะบอง” ที่น่าเชื่อถือ

ทำไม “พรรครักชาติ ซัดกัมพูชาขโมยวัฒนธรรมไทย” ครั้งนี้ถึงรุนแรง

ไม่ใช่ครั้งแรกที่กัมพูชาพยายามเคลมวัฒนธรรมไทย เช่น การอ้างอยุธยาเป็นของเขมร มวยไทยเป็นกุนขแมร์บ็อกซิ่ง หรือกระบี่เงินกระบี่ทอง แต่ครั้งนี้กระทบตำนานพื้นบ้านที่เป็นหัวใจของคนไทย การกระทำดังกล่าวไม่เพียงสร้างความเข้าใจผิด แต่ยังเป็นการ “ดิสเครดิต” ประเทศไทยในสายตาชาวโลก โฆษกชัยพร กล่าวว่า “Our แม่นาคพระโขนง legend has its own well-established history and linking it to such claims is misleading and can be considered cultural theft”

พรรครักชาติเรียกร้องให้คนไทยทุกคนเป็นกระบอกเสียง ช่วยแชร์ข้อมูลจริง สร้างคลิปโต้แย้ง และรายงานข่าวปลอม เพื่อปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมที่หยั่งรากลึกในชาติไทย

ในมุมมองของผู้เขียน การปกป้องวัฒนธรรมไม่ใช่เรื่องชาตินิยมเกินเหตุ แต่เป็นการรักษารากเหง้าที่ทำให้เรามีเอกลักษณ์ ท่ามกลางโลกาภิวัตน์ที่ข้อมูลไหลเวียนรวดเร็ว เราไม่ควรนิ่งเฉยต่อการบิดเบือนแบบนี้

CTA: มาช่วยกันปกป้องแม่นาคพระโขนงและวัฒนธรรมไทย แชร์บทความนี้ สร้าง awareness ในโซเชียลมีเดีย และติดตามข่าวสารจากพรรครักชาติเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ไทยถูกกลืนกิน!

ที่มา – พรรครักชาติ ซัดกัมพูชาขโมยวัฒนธรรมไทย เคลม “แม่นาคพระโขนง” ทั้งที่เป็นของไทย 100%

“ภูมิธรรม” ซัดเฟกนิวส์คุมกลาโหม ดำเนินคดีต้นโพสต์

การเมืองไทยหลังการเลือกตั้งใหญ่ปี 2566 ยังคงร้อนฉ่าไปด้วยข่าวสารและข่าวลือมากมาย โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดียที่ข้อมูลไหลเวียนอย่างรวดเร็ว ล่าสุดมีประเด็นร้อนที่นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย ออกมาแถลงและชี้แจงอย่างดุเดือด นั่นคือเรื่อง “ภูมิธรรม” ซัดเฟกนิวส์คุมกลาโหม ดำเนินคดีต้นโพสต์ ยัน พท.-ภท. ยังไม่คุยโควตา รมต. ซึ่งกลายเป็นหัวข้อที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก

“ภูมิธรรม” ซัดเฟกนิวส์คุมกลาโหม ดำเนินคดีต้นโพสต์ ยัน พท.-ภท. ยังไม่คุยโควตา รมต.

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 06.35 น. นายภูมิธรรม เวชยชัย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อชี้แจงกรณีมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ข้อความเท็จว่า “ภูมิธรรมลั่น ถ้าได้นั่งคุมกลาโหมในรอบนี้ พี่น้องชาวไทยเตรียมดูได้เลย ฝั่งเพื่อนบ้านเขมรเจอดีแน่ จัดหนักกว่าเดิมแบบไม่ต้องสืบ” นายภูมิธรรม ยืนยันชัดเจนว่านี่คือ Fake News ล้วนๆ และจะดำเนินคดีกับต้นโพสต์ให้ถึงที่สุด

รายละเอียดข่าวปลอมที่สร้างความวุ่นวาย

โพสต์ดังกล่าวพยายามสร้างภาพว่านายภูมิธรรมจะได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และจะใช้นโยบายแข็งกร้าวต่อเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ซึ่งเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง ข่าวนี้แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในหมู่ประชาชน โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลกำลังอยู่ในขั้นตอนสำคัญ

คำชี้แจงอย่างเป็นทางการจากพรรคเพื่อไทย

นายภูมิธรรม ชี้แจงว่า ตั้งแต่พรรคเพื่อไทยได้รับการติดต่อจากผู้ใหญ่พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคที่ได้คะแนนเสียงอันดับหนึ่ง ขอเสียงสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐบาล และมีการแถลงข่าวร่วมกันแล้วนั้น ยังไม่เคยมีการพูดคุยเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรีหรือการแบ่งกระทรวงใดๆ เลย เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลเป็นหน้าที่ของพรรคที่ได้คะแนนสูงสุด ซึ่งต้องรอให้ชัดเจนว่ารัฐบาลที่จะเกิดขึ้นจะเป็นรัฐบาลผสมกี่พรรค และมีจำนวนเสียง ส.ส. สนับสนุนเท่าใด เมื่อทุกอย่างลงตัวแล้ว จึงจะเข้าสู่ขั้นตอนการแบ่งสรรกระทรวงและจำนวนรัฐมนตรีของแต่ละพรรค

ขั้นตอนการจัดตั้งรัฐบาลที่ยังไม่ถึงจุดแบ่งโควตา

  • รอการรับรองผลการเลือกตั้งจาก กกต. อย่างเป็นทางการ
  • พรรคแกนนำประเมินจำนวนพรรคร่วมและเสียงสนับสนุน
  • เจรจานโยบายหลักของรัฐบาล
  • จึงค่อยแบ่งตำแหน่งรัฐมนตรีตามสัดส่วน

ดังนั้น การโพสต์ข่าวเท็จเช่นนี้ไม่เพียงสร้างความแตกแยก แต่ยังอาจกระทบต่อภาพลักษณ์ของพรรคการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างพรรค

ภัยร้ายของเฟกนิวส์ในวงการเมืองไทย

ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายเร็วกว่าปล่อยไฟ เฟกนิวส์กลายเป็นเครื่องมือที่ถูกใช้โจมตีทางการเมืองบ่อยครั้ง อย่างในกรณีนี้ มันพยายามจุดชนวนความขัดแย้งชาตินิยม โดยอ้างประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างเฟกนิวส์อื่นๆ เช่น ข่าวลือเรื่องพรรคร่วมรัฐบาล หรือนโยบายที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง

พรรคเพื่อไทยซึ่งได้ ส.ส. 141 เสียง พรรคภูมิใจไทย 71 เสียง กำลังเจรจาอย่างเป็นทางการเพื่อสานต่อการจัดตั้งรัฐบาลที่มั่นคง โดยเน้นนโยบายเศรษฐกิจ สังคม และแก้ปัญหาให้ประชาชนเป็นหลัก ไม่ใช่การเมืองเรื่องตำแหน่งอย่างที่ข่าวปลอมพยายามบิดเบือน

นายภูมิธรรม ยังเรียกร้องให้พี่น้องประชาชนตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์ และย้ำว่าจะใช้กฎหมายจัดการกับผู้กระทำผิดทุกคน เพื่อรักษาความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูลสาธารณะ

มุมมองและข้อคิดจากเหตุการณ์นี้

เหตุการณ์ “ภูมิธรรม” ซัดเฟกนิวส์คุมกลาโหม ดำเนินคดีต้นโพสต์ ยัน พท.-ภท. ยังไม่คุยโควตา รมต. สะท้อนให้เห็นว่าการเมืองไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายจากข้อมูลเท็จ ซึ่งอาจนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจในระบบประชาธิปไตย ในมุมมองของผู้เขียน การตรวจสอบแหล่งข่าวด้วยเครื่องมืออย่าง Fact-check website เช่น Cofact หรือ Thai PBS Factcheck เป็นสิ่งจำเป็นยิ่ง หากเราต้องการสังคมที่ข้อมูลโปร่งใส

สุดท้ายนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านติดตามข่าวสารการเมืองจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และหากพบเฟกนิวส์ อย่าลืมรายงานหรือแชร์คำชี้แจงที่ถูกต้องเพื่อหยุดยั้งการแพร่กระจาย สมัครรับข่าวสารจากบล็อกนี้เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – “ภูมิธรรม” ซัดเฟกนิวส์คุมกลาโหม ดำเนินคดีต้นโพสต์ ยัน พท.-ภท. ยังไม่คุยโควตา รมต.

กกต. แจงข่าวปลอม! ไม่ได้อนุมัติคนละครึ่งพลัส เฟส 2

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกโรงชี้แจงข่าวปลอมที่แพร่หลายในสื่อสังคมออนไลน์ ยืนยันว่า กกต. ไม่เคยอนุมัติโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ตามที่มีการกล่าวอ้าง พร้อมทั้งเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลเท็จดังกล่าว

กกต. ยืนยัน ไม่ได้อนุมัติคนละครึ่งพลัส เฟส 2

ตามที่มีคลิปและข้อความเผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ อ้างว่า กกต. มีมติเห็นชอบและอนุมัติงบประมาณจำนวน 40,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนั้น

ทางสำนักงาน กกต. ได้ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นเท็จโดยสิ้นเชิง และคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่เคยมีการพิจารณาหรือมีมติใดๆ เกี่ยวกับโครงการ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรีก็ไม่ได้มีการส่งเรื่องดังกล่าวมาให้ กกต. พิจารณาแต่อย่างใด

ข่าวปลอมคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ระบาด

ดังนั้น ข่าวที่อ้างว่า กกต. เห็นชอบโครงการ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” จึงเป็นข่าวปลอมที่สร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชน ทางสำนักงาน กกต. กำลังดำเนินการตรวจสอบเพื่อหาตัวผู้ที่สร้างและเผยแพร่ข่าวปลอมดังกล่าว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทาง กกต. ขอความร่วมมือประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอมและอย่าส่งต่อข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ควรตรวจสอบข้อมูลข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น เว็บไซต์สำนักงาน กกต. หรือสอบถามผ่านสายด่วน 1444 เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นจริง

การเผยแพร่ข่าวปลอมถือเป็นความผิดทางกฎหมาย และอาจสร้างความเสียหายให้กับผู้อื่นได้ ดังนั้น ก่อนที่จะเชื่อหรือส่งต่อข้อมูลใดๆ ควรตรวจสอบให้แน่ใจเสียก่อนว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้องและมาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอม และเป็นการร่วมมือกันสร้างสังคมที่น่าเชื่อถือและมีความรับผิดชอบ

การออกมาปฏิเสธข่าวปลอมอย่างรวดเร็วของ กกต. ถือเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง เพราะช่วยลดความสับสนและป้องกันไม่ให้ประชาชนหลงเชื่อข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง การตื่นตัวและตรวจสอบข่าวสารก่อนเชื่อหรือแชร์จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน

ถึงแม้ว่าข่าวเรื่องโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 จะไม่เป็นความจริง แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการและความคาดหวังของประชาชนต่อมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ การที่รัฐบาลมีมาตรการที่เหมาะสมและตรงจุด จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้

ที่มา – กกต. แจงไม่จริง อนุมัติคนละครึ่งพลัส เฟส 2 จำนวน 40,000 ล้านบาท

กองทัพภาคที่ 2 โต้ข่าวทหารกัมพูชายึด “ผาอินทรีย์”

กองทัพภาคที่ 2 โต้ข่าวทหารกัมพูชายึด “ผาอินทรีย์” ในพื้นที่ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ พร้อมเตรียมดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่ปล่อยข่าวปลอมที่สร้างความสับสนและตื่นตระหนกให้กับประชาชน

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาชี้แจงเกี่ยวกับกระแสข่าวที่แพร่หลายในสื่อสังคมออนไลน์ กรณีที่มีกำลังทหารกัมพูชาเข้ามายึดครองพื้นที่บริเวณ “ผาอินทรีย์” ในอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลในหมู่ประชาชน

กองทัพภาคที่ 2 ขอยืนยันว่า หน่วยงานความมั่นคงที่รับผิดชอบพื้นที่โดยตรง ได้แก่ ตชด.216 และฝ่ายปกครองอำเภอบ้านกรวด ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในวันดังกล่าว เวลา 10.00 น. โดยเจ้าหน้าที่ได้ใช้รถจักรยานยนต์ในการเข้าถึงพื้นที่ เนื่องจากสภาพเส้นทางไม่เอื้ออำนวยต่อการใช้ยานยนต์ขนาดใหญ่ ทั้งนี้ “ผาอินทรีย์” ตั้งอยู่บริเวณสายตรี 6 ใต้ ตำบลบึงเจริญ อำเภอบ้านกรวด ห่างจากถนนสาย 224 ประมาณ 12 กิโลเมตร และเคยเป็นที่ตั้งของฐาน ตชด.216 ที่ถูกยุบเลิกไปเมื่อปี พ.ศ. 2533 ทำให้ทางราชการมีข้อมูลและประวัติการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวอย่างชัดเจน

ผลจากการตรวจสอบพื้นที่ในเบื้องต้นโดยเจ้าหน้าที่ ตชด.216 ร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ไม่พบหลักฐานหรือข้อบ่งชี้ใดๆ ที่แสดงว่ามีกำลังทหารกัมพูชาเข้ามาตั้งฐาน ปรับปรุงพื้นที่ หรือก่อสร้างเส้นทางภายในเขตแดนไทย ตามที่มีการกล่าวอ้าง นอกจากนี้ ภาพถ่ายดาวเทียมและการสำรวจสภาพภูมิประเทศภาคสนาม ก็ไม่ปรากฏการเคลื่อนกำลังหรือกิจกรรมทางยุทธวิธีใดๆ ของฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่ดังกล่าว

บริเวณโดยรอบ “ผาอินทรีย์” ยังคงเป็นป่ารกทึบ และมีเพียงร่องรอยถนนเก่าที่ไม่ได้ใช้งานมาเป็นเวลานาน จากการตรวจสอบในเบื้องต้นจึงสรุปได้ว่า ยังไม่พบสิ่งบ่งชี้ที่เข้าข่ายการล่วงละเมิดอธิปไตยของประเทศไทย หรือเป็นภัยต่อความปลอดภัยของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดน อย่างไรก็ตาม หน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่ยังคงปฏิบัติการลาดตระเวนและตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อยืนยันสถานการณ์ให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

สำหรับข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความสับสนและความตื่นตระหนก เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลดังกล่าวแล้ว และอยู่ในระหว่างการดำเนินการแจ้งความตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ กับผู้เผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน และต่อภารกิจการดูแลความมั่นคงชายแดนของหน่วยงานภาครัฐ

กองทัพภาคที่ 2 โต้ข่าวทหารกัมพูชายึด “ผาอินทรีย์”

กองทัพภาคที่ 2 ขอความร่วมมือประชาชนในการติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานทางการเท่านั้น และขอยืนยันว่ากองทัพภาคที่ 2 ยังคงปฏิบัติภารกิจในการป้องกันชายแดนด้วยความรอบคอบ เข้มแข็ง และยึดมั่นในหลักความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนและความมั่นคงของชาติ

ความสำคัญของการตรวจสอบข่าวสารเกี่ยวกับ “ผาอินทรีย์”

การตรวจสอบข่าวสารที่ถูกต้องและแม่นยำเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ ข่าวปลอมหรือข้อมูลที่บิดเบือนสามารถสร้างความตื่นตระหนกและความเข้าใจผิด ซึ่งอาจนำไปสู่ผลกระทบที่ร้ายแรงได้ ดังนั้น การติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้และตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะเผยแพร่ข้อมูลต่อ จึงเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของทุกคน

นอกจากนี้ การที่กองทัพภาคที่ 2 ออกมาแถลงการณ์อย่างรวดเร็วและชัดเจน ถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบและความโปร่งใสในการดำเนินงาน ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและลดโอกาสในการแพร่กระจายของข่าวปลอม

การดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่ปล่อยข่าวปลอมเกี่ยวกับ กองทัพภาคที่ 2 โต้ข่าวทหารกัมพูชายึด “ผาอินทรีย์” ถือเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำอีก และเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ในสังคม

ในยุคปัจจุบันที่ข้อมูลข่าวสารสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว การมีสติและวิจารณญาณในการรับข้อมูลจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เราควรตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูล พิจารณาความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว และเปรียบเทียบข้อมูลจากหลายแหล่งก่อนที่จะเชื่อถือหรือเผยแพร่ข้อมูลใดๆ การทำเช่นนี้จะช่วยให้เราสามารถแยกแยะข้อมูลที่ถูกต้องออกจากข้อมูลที่ผิดพลาด และหลีกเลี่ยงการตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอม

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับ กองทัพภาคที่ 2 โต้ข่าวทหารกัมพูชายึด “ผาอินทรีย์” เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบข่าวสารและข้อมูลก่อนที่จะเชื่อถือหรือเผยแพร่ต่อ การมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่เต็มไปด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและแม่นยำ เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของทุกคน

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 โต้ข่าวทหารกัมพูชายึด “ผาอินทรีย์” บุรีรัมย์ จ่อเอาผิดคนปล่อยข่าวมั่ว

ทหารช่วยน้ำท่วม ไม่มีถูกยิงดับ จริงหรือ? ฟัง มทภ.4!

จากกรณีข่าวลือบนโลกออนไลน์เรื่อง ทหารช่วยน้ำท่วม ไม่มีถูกยิงดับ ที่หาดใหญ่นั้น ทำให้เกิดความสับสนและตื่นตระหนกในหมู่ประชาชน ล่าสุด พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ได้ออกมายืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าวแล้ว

พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ยืนยันว่า ข่าวลือเรื่อง ทหารช่วยน้ำท่วม ไม่มีถูกยิงดับ เป็นข่าวปลอม โดยไม่มีทหารนายใดถูกยิงเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่ามีกลุ่มอาสาสมัครภาคเอกชนที่เข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยถูกยิงข่มขู่ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่กำลังเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความปลอดภัยในการปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม มทภ.4 ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานและกลุ่มอาสาสมัครที่ประสงค์จะเข้าไปให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม ต้องรายงานตัวต่อศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย ส่วนหน้า (ศป.กฉ. ส่วนหน้า) กองบิน 56 จังหวัดสงขลา ก่อนลงพื้นที่ทุกครั้ง เพื่อประสานงานและรับการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่ รวมถึงการประสานงานกับผู้แทนชุมชนและผู้บังคับบัญชาหน่วยงานในแต่ละพื้นที่ที่รับผิดชอบ

ทหารช่วยน้ำท่วม

ทหารช่วยน้ำท่วม ไม่มีถูกยิงดับ จริงหรือไม่?

การรายงานตัวก่อนลงพื้นที่นั้นมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ:

  • ความปลอดภัย ของทีมช่วยเหลือ: เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถให้ข้อมูลสถานการณ์ล่าสุดและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่
  • การประสานงานที่มีประสิทธิภาพ: เพื่อหลีกเลี่ยงความซ้ำซ้อนในการช่วยเหลือและเพื่อให้ความช่วยเหลือตรงจุดและทันท่วงที
  • การจัดการทรัพยากร: เพื่อให้การแจกจ่ายสิ่งของจำเป็นเป็นไปอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

นอกจากนี้ มทภ.4 ยังกล่าวถึงมาตรการในการควบคุมอาวุธปืนในพื้นที่ที่ประกาศใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ฉุกเฉิน โดยจะมีการหารือในที่ประชุมเพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมต่อไป

ข้อควรระวังสำหรับประชาชน

ในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินเช่นนี้ ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้และอย่าหลงเชื่อข่าวลือที่ไม่ได้รับการยืนยัน เพื่อป้องกันความสับสนและตื่นตระหนก นอกจากนี้ ควรให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานและปฏิบัติตามคำแนะนำเพื่อความปลอดภัยของตนเองและส่วนรวม หากพบเห็นการกระทำที่ผิดกฎหมายหรือเป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อย โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

ทหารช่วยน้ำท่วม ไม่มีถูกยิงดับ เป็นข่าวที่สร้างความเข้าใจผิด ดังนั้นการตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์จึงสำคัญมากเสมอ

สิ่งสำคัญที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้คือการร่วมมือร่วมใจกันช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนและสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ด้วยความสามัคคีและความเสียสละ เราจะสามารถก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปได้อย่างแน่นอน

ที่มา – ทหารช่วยน้ำท่วม ไม่มีถูกยิงดับ มทภ.4 สั่งทุกกลุ่ม รายงานตัวก่อนลงพื้นที่

กองทัพบกเตือน! อย่าหลงเชื่อ ข่าวทหารไทยเตรียมโจมตีกัมพูชา

กองทัพบกเตือน! อย่าหลงเชื่อข่าวปลอมที่กุข่าวว่าทหารไทยเตรียมโจมตีกัมพูชาพรุ่งนี้ (18 พฤศจิกายน 2568) กองทัพบกชี้แจงกรณีที่มีข่าวลือว่าทหารไทยกำลังเตรียมโจมตีพื้นที่จังหวัดโพธิสัตว์ ประเทศกัมพูชา ในวันพรุ่งนี้ รวมถึงข่าวลือเรื่องทหารพรานไทยทำร้ายร่างกาย และข่มขืนแรงงานหญิงชาวกัมพูชาว่าเป็นข่าวปลอมทั้งสิ้น

พันเอก ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก ได้ออกมากล่าวถึงกรณีที่สำนักข่าว Fresh News ประเทศกัมพูชา รายงานว่ากองกำลังทหารไทยกำลังเตรียมการโจมตี โดยมีเป้าหมายไปยังพื้นที่ธมอดา และโอพลุกด็อมเร็ย จังหวัดโพธิสัตว์ ในวันพรุ่งนี้ (18 พ.ย. 2568) ว่าเป็นข่าวเท็จ อย่าหลงเชื่อข้อมูลที่ไม่มีแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือ เพราะอาจเป็นการสร้างความเข้าใจผิดและความขัดแย้งระหว่างประเทศได้

กองทัพบกเตือน! อย่าหลงเชื่อ ข่าวทหารไทยเตรียมโจมตีกัมพูชา

นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่มีสื่อของกัมพูชาบางสำนักรายงานว่าทหารพรานไทยได้ทำร้ายร่างกาย และข่มขืนแรงงานหญิงชาวกัมพูชาที่เดินทางกลับบ้าน ในพื้นที่สวายเจก อำเภอกุมเรียง จังหวัดพระตะบอง ซึ่งกองทัพบกยืนยันว่าข่าวนี้ก็เป็นข่าวปลอมเช่นกัน ข่าวเหล่านี้สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ และความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทย และกัมพูชา

กองทัพบกย้ำ อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม

กองทัพบกขอความร่วมมือประชาชนอย่าหลงเชื่อ และส่งต่อข้อมูลที่ไม่ได้รับการยืนยัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ควรตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และเป็นทางการเท่านั้น เพื่อป้องกันการสร้างความเข้าใจผิด และความแตกแยกในสังคม

การเผยแพร่ข่าวปลอม หรือข่าวที่บิดเบือนข้อเท็จจริง ถือเป็นภัยต่อสังคม และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งและความวุ่นวายได้ ดังนั้น การใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะเชื่อ หรือส่งต่อข้อมูลใดๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

กองทัพบก เน้นย้ำว่า ข่าวสารที่ถูกต้องและเป็นทางการเกี่ยวกับกิจกรรม และการดำเนินงานของกองทัพบก จะถูกเผยแพร่ผ่านช่องทางที่เป็นทางการของกองทัพบกเท่านั้น ประชาชนสามารถติดตามข่าวสารได้จากเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก และช่องทางอื่นๆ ของกองทัพบก

ดังนั้น ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวลือ และข่าวปลอมที่แพร่กระจายอยู่ในขณะนี้ และขอให้ติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือเท่านั้น การร่วมมือกันตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร จะช่วยป้องกันไม่ให้ข่าวปลอมสร้างความเสียหาย และความเข้าใจผิดในสังคม

การสร้างความตระหนักรู้ถึงภัยของข่าวปลอม และการส่งเสริมให้ประชาชนมีทักษะในการตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร จึงเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างสังคมที่เข้มแข็ง และมีความรับผิดชอบต่อข้อมูลที่ได้รับ

ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว การมีสติ และการใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสารจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เราทุกคนมีส่วนร่วมในการป้องกันการแพร่กระจายของข่าวปลอม โดยการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะเชื่อ หรือส่งต่อข้อมูลใดๆ

การหลงเชื่อข่าวปลอมไม่เพียงแต่ทำให้เราได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของเรา และอาจนำไปสู่การกระทำที่ไม่เหมาะสมได้ ดังนั้น การตรวจสอบข้อมูลข่าวสารจึงเป็นสิ่งสำคัญในการปกป้องตัวเอง และสังคมจากภัยของข่าวปลอม

ที่มา – กองทัพบก เตือนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม กุข่าวทหารไทยเตรียมโจมตีกัมพูชาพรุ่งนี้

ไทยโต้! **โฆษกรัฐบาลโต้กัมพูชาแพร่ข่าวปลอม**

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด ล่าสุดรัฐบาลไทยออกมาตอบโต้กัมพูชาอย่างหนัก หลังมีการเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ทหารเหยียบทุ่นระเบิด และการยิงปะทะบริเวณชายแดน โดยยืนยันว่าข้อกล่าวหาของกัมพูชาเป็นข้อมูลเท็จและไม่มีหลักฐานสนับสนุน

**โฆษกรัฐบาลโต้กัมพูชาแพร่ข่าวปลอมบิดเบือนข้อเท็จจริง-สร้างสถานการณ์**

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงย้ำว่าการกระทำของกัมพูชาเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างร้ายแรง และขาดความรับผิดชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปล่อยข่าวเท็จอย่างต่อเนื่องเพื่อใส่ร้ายประเทศไทย

“ฝ่ายกัมพูชาพยายามใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ IO ปล่อยข่าวเท็จซ้ำๆ เพื่อกล่าวหาว่าไทยเป็นฝ่ายผิดสัญญา และเป็นฝ่ายวางทุ่นระเบิดเอง ซึ่งไม่เป็นความจริง” โฆษกรัฐบาลกล่าว

โฆษกรัฐบาลยังกล่าวถึงกรณีทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่พบในพื้นที่ห้วยตามาเรีย จังหวัดศรีสะเกษ ว่าเป็นทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ซึ่งเป็นชนิดเดียวกับที่กองทัพกัมพูชาใช้ และมีหลักฐานบ่งชี้ว่ามีการนำมาวางใหม่ในพื้นที่ นอกจากนี้ยังพบร่องรอยการตัดลวดหนาม ซึ่งสอดคล้องกับการลักลอบเข้ามาในเขตไทยของทหารกัมพูชา การกล่าวหาว่าไทยวางทุ่นระเบิดเองจึงเป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้น

ข้อมูลจากกองทัพบก กรณี**โฆษกรัฐบาลโต้กัมพูชาแพร่ข่าวปลอม**

โฆษกกองทัพบกได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน โดยระบุว่าฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้เปิดฉากยิงเข้ามาในดินแดนไทยก่อน ทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องยิงตอบโต้เพื่อป้องกันตนเองและปกป้องประชาชน ทิศทางการยิงของฝ่ายไทยไม่ได้มุ่งเป้าไปที่พลเรือน การที่กัมพูชาอ้างว่าพลเรือนได้รับผลกระทบ แสดงให้เห็นว่ากัมพูชากำลังใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์ และนำกำลังทหารเข้าไปปะปนกับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นการกระทำที่อันตรายและขาดความรับผิดชอบ

นอกจากนี้ โฆษกรัฐบาลยังได้ชี้แจงถึงกรณีภาพที่กัมพูชานำไปบิดเบือนว่าเป็น “ศพเชลยศึกที่ถูกส่งคืน” ว่า แท้จริงแล้วเป็นประชาชนกัมพูชาที่เสียชีวิตด้วยโรคประจำตัวในโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ และไทยได้อำนวยความสะดวกในการส่งศพกลับประเทศตามหลักมนุษยธรรม แต่กลับถูกกัมพูชานำไปใช้สร้างข่าวปลอมอย่างไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

รัฐบาลไทยยืนยันว่าได้ดำเนินการทางการทูตและการทหารอย่างโปร่งใส โดยได้ประท้วงผ่านรัฐบาลญี่ปุ่น (ซึ่งเป็นประธานอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิด) และส่งหนังสือถึงเลขาธิการสหประชาชาติอย่างเป็นทางการ เพื่อแจ้งให้ทราบถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

เพื่อพิสูจน์ความจริงให้ประจักษ์ รัฐบาลไทยจะนำคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในจุดเกิดเหตุโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และคลี่คลายสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อน การเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นจริงจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การบิดเบือนข้อเท็จจริงและสร้างข่าวปลอมมีแต่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น รัฐบาลไทยจึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความระมัดระวังในการเผยแพร่ข้อมูล และร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี การตัดสินใจที่จะนำคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงถือเป็นก้าวที่สำคัญในการสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือในกระบวนการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนี้ และเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการแสวงหาความจริงและรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน

อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม! ร่วมกันตรวจสอบข้อมูลและส่งต่อเฉพาะข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันการบิดเบือนข้อเท็จจริงและสร้างความเข้าใจผิดในสังคม นี่คือสิ่งที่เราทำได้เพื่อช่วยให้สถานการณ์ชายแดนคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น และรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศของเรา

ที่มา – โฆษกรัฐบาลโต้กัมพูชาแพร่ข่าวปลอมบิดเบือนข้อเท็จจริง-สร้างสถานการณ์

ไทยรัฐออนไลน์ไม่เกี่ยว ถูกแอบอ้าง! ระวังข่าวปลอม

ระวัง! ไทยรัฐออนไลน์ไม่เกี่ยว กรณีถูกแอบอ้างชื่อสร้างเพจเฟซบุ๊กปลอมเผยแพร่ข่าวสารที่บิดเบือนข้อเท็จจริง ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในวงกว้าง ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์จึงขอแจ้งเตือนให้ทุกท่านระมัดระวังในการรับข้อมูลจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ

สืบเนื่องจากวันที่ 22 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ทางทีมงานไทยรัฐออนไลน์ไม่เกี่ยว พบว่ามีบุคคลแอบอ้างใช้ชื่อ “ไทยรัฐ แจ้งข่าว คลิป” สร้างเพจเฟซบุ๊กปลอมขึ้นมา โดยนำเสนอข่าวสารที่ไม่เป็นความจริง และไม่ได้มาจากทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์โดยตรง การกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความสับสนและสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของไทยรัฐออนไลน์

ไทยรัฐออนไลน์ไม่เกี่ยว ข่าวปลอม!

เนื้อหาที่ถูกเผยแพร่ออกไปนั้น เป็นข้อมูลที่ถูกดัดแปลงและบิดเบือนจากข้อเท็จจริง โดยกลุ่มบุคคลที่ไม่หวังดี มีเจตนาสร้างความเข้าใจผิดและหวังผลประโยชน์บางอย่าง การแชร์และส่งต่อข้อมูลดังกล่าวบนโลกโซเชียลมีเดีย ทำให้เกิดการแสดงความคิดเห็นที่ไม่เหมาะสมและสร้างความเสียหายต่อสังคมในวงกว้าง

จะรู้ได้อย่างไรว่าข่าวไหนจริง ข่าวไหนปลอม?

  • ตรวจสอบแหล่งที่มาของข่าวเสมอ หากเป็นเพจที่ไม่คุ้นเคย หรือมีชื่อแปลกๆ ให้สงสัยไว้ก่อน
  • เปรียบเทียบข้อมูลกับแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถืออื่นๆ เช่น สำนักข่าวชั้นนำ หรือเว็บไซต์ของหน่วยงานราชการ
  • สังเกตความผิดปกติของเนื้อหา เช่น การใช้ภาษาที่ไม่ถูกต้อง การสะกดคำผิด หรือการพาดหัวข่าวที่เกินจริง
  • อย่าเพิ่งแชร์หรือส่งต่อข่าว หากยังไม่แน่ใจว่าข้อมูลเป็นความจริง

ทางไทยรัฐออนไลน์ไม่เกี่ยวกับการกระทำดังกล่าว และได้ดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ต่อ สน.บางซื่อ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งสืบสวนสอบสวนและนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายต่อไป หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติม ทางทีมข่าวจะรายงานให้ทราบในโอกาสต่อไป

ไทยรัฐออนไลน์ ขอยืนยันว่าเรามุ่งมั่นที่จะนำเสนอข่าวสารที่ถูกต้อง แม่นยำ และเป็นประโยชน์ต่อสังคมเสมอ เราขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจและติดตามข่าวสารจากไทยรัฐออนไลน์มาโดยตลอด

การแพร่ระบาดของข่าวปลอมเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง การตรวจสอบข้อมูลและพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนที่จะเชื่อหรือแชร์ข้อมูลใดๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอม และร่วมกันสร้างสังคมออนไลน์ที่น่าเชื่อถือและเป็นประโยชน์

เราทุกคนมีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาข่าวปลอมได้ เริ่มต้นจากการตรวจสอบข้อมูลก่อนเชื่อและแชร์ ร่วมกันสร้างสังคมข่าวสารที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

ที่มา – ไทยรัฐออนไลน์ไม่เกี่ยว ถูกอ้างชื่อสร้างเพจเฟซบุ๊ก เผยแพร่ข่าวปลอม

Scroll to top