ข่าวราชกิจจานุเบกษา

โปรดเกล้าฯ “นิรัตน์” นั่งรองปลัดมท. สลับ “โชตินรินทร์” นั่งผู้ว่าฯ ภูเก็ต

โปรดเกล้าฯ “นิรัตน์” นั่งรองปลัดมท. สลับ “โชตินรินทร์” นั่งผู้ว่าฯ ภูเก็ต

เป็นประเด็นที่น่าจับตามองในแวดวงการเมืองไทย หลังจากที่มีประกาศจากเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาอย่างเป็นทางการ เกี่ยวกับเรื่องการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งถือเป็นการปรับเปลี่ยนตำแหน่งสำคัญเพื่อขับเคลื่อนงานในพื้นที่ให้ดียิ่งขึ้น โดยการ โปรดเกล้าฯ “นิรัตน์” นั่งรองปลัดมท. สลับ “โชตินรินทร์” นั่งผู้ว่าฯ ภูเก็ต ในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่และข้าราชการอย่างกว้างขวาง

ทั้งนี้ การตัดสินใจดังกล่าวถือเป็นการปรับทัพครั้งสำคัญ โดยนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ซึ่งเดิมดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ได้รับการปรับขึ้นไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อไปรับภารกิจในส่วนกลาง ส่วนนายโชตินรินทร์ เกิดสม อดีตรองปลัดกระทรวงฯ จะเข้ามารับไม้ต่อในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตคนใหม่ เพื่อสานต่องานพัฒนาจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญของประเทศต่อไป

รายละเอียดการปรับเปลี่ยนตำแหน่งในครั้งนี้

จากประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีได้ระบุชื่อข้าราชการพลเรือนสามัญระดับสูงไว้ดังนี้:

  • นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต มาดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย
  • นายโชตินรินทร์ เกิดสม พ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย มาดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต

การปรับเปลี่ยนตำแหน่งครั้งสำคัญที่ โปรดเกล้าฯ “นิรัตน์” นั่งรองปลัดมท. สลับ “โชตินรินทร์” นั่งผู้ว่าฯ ภูเก็ต เริ่มมีผลอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป โดยมีคุณอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ถือเป็นกลไกปกติในการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวสาร การที่ผู้บริหารระดับสูงอย่าง โปรดเกล้าฯ “นิรัตน์” นั่งรองปลัดมท. สลับ “โชตินรินทร์” นั่งผู้ว่าฯ ภูเก็ต ในช่วงเวลานี้ น่าจะเป็นการดึงผู้ที่มีประสบการณ์ในพื้นที่ไปเสริมทีมงานในกระทรวงให้แข็งแกร่งขึ้น พร้อมกับส่งมือดีอย่างคุณโชตินรินทร์ไปแก้ไขปัญหาหรือเร่งโครงการในภูเก็ตให้สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมายของรัฐบาล เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะนำมาซึ่งความคึกคักและการเติบโตที่ดียิ่งขึ้นสำหรับจังหวัดภูเก็ตและภาพรวมการบริหารงานของมหาดไทยครับ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ “นิรัตน์” นั่งรองปลัดมท. สลับ “โชตินรินทร์” นั่งผู้ว่าฯ ภูเก็ต

โปรดเกล้าฯ นายทหาร-นายตำรวจ 78 นาย ปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ในพระองค์ สืบต่ออีกวาระ

เชื่อว่าหลายท่านคงได้ติดตามข่าวสารจากราชกิจจานุเบกษาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีประกาศสำคัญที่พสกนิกรชาวไทยควรทราบ เกี่ยวกับเรื่อง โปรดเกล้าฯ นายทหาร-นายตำรวจ 78 นาย ปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ในพระองค์ สืบต่ออีกวาระ เพื่อให้การปฏิบัติภารกิจและการถวายงานเป็นไปอย่างเรียบร้อยและต่อเนื่อง

โปรดเกล้าฯ นายทหาร-นายตำรวจ 78 นาย ปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ในพระองค์ สืบต่ออีกวาระ

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศเรื่องการแต่งตั้งนายทหารและนายตำรวจราชองครักษ์ โดยมีใจความสำคัญคือการให้บุคคลากรทั้ง 78 นาย ดำรงตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่ต่ออีกวาระหนึ่ง ซึ่งเป็นการแสดงถึงความไว้วางพระราชหฤทัยให้ปฏิบัติหน้าที่อันเป็นมงคลและสำคัญยิ่งนี้ต่อไป

รายละเอียดการแต่งตั้ง โปรดเกล้าฯ นายทหาร-นายตำรวจ 78 นาย ปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ในพระองค์ สืบต่ออีกวาระ

สำหรับรายชื่อผู้ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ในครั้งนี้ ครอบคลุมทั้งเหล่าทัพและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • เหล่าทหารบก (20 นาย): นำโดย พลเอก จิรวัฒน์ พันธ์สวัสดิ์ และคณะนายทหารระดับสูงอีก 19 นาย
  • เหล่าทหารเรือ (24 นาย): นำโดย พลเรือเอก โชติรัตน์ อุตมเพทาย และคณะผู้บริหารระดับสูงในกองทัพเรือ
  • เหล่าทหารอากาศ (22 นาย): นำโดย พลอากาศเอก พิชิตไชย สุรกิจพิพัฒน์ พร้อมด้วยนายทหารผู้ทรงคุณวุฒิ
  • สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (12 นาย): ประกอบด้วยนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ อาทิ พลตำรวจเอก นิรันดร เหลื่อมศรี และพลตำรวจโท จิรภพ ภูริเดช เป็นต้น

การแต่งตั้งในครั้งนี้อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการถวายความปลอดภัย พ.ศ. 2560 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการปฏิบัติภารกิจราชองครักษ์ โดยผู้ที่ได้รับการคัดเลือกล้วนเป็นผู้ที่เคยปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยะอุตสาหะและมีความจงรักภักดีเป็นที่ประจักษ์

ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีและเป็นโอกาสมงคลสำหรับท่านเหล่านายทหารและนายตำรวจทั้ง 78 นายที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัย การปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ถือเป็นเกียรติประวัติสูงสุดแก่ตนเองและวงศ์ตระกูล ผู้ที่สนใจสามารถอ่านประกาศฉบับเต็มได้ที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนที่สุดครับ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ นายทหาร-นายตำรวจ 78 นาย ปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ในพระองค์ สืบต่ออีกวาระ

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน จำนวน 5 ราย

สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน วันนี้เรามีข่าวสำคัญที่น่ายินดีมาแจ้งให้ทราบ โดยล่าสุดมีการเผยแพร่ประกาศจากราชกิจจานุเบกษา เกี่ยวกับเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน จำนวน 5 ราย ซึ่งถือเป็นเกียรติยศอันสูงสุดสำหรับผู้ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณในครั้งนี้

รายชื่อผู้ได้รับ โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน จำนวน 5 ราย

การได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ถือเป็นเครื่องหมายแห่งความภาคภูมิใจและเป็นเกียรติประวัติแก่ผู้ที่ได้รับอย่างหาที่สุดมิได้ โดยในครั้งนี้มีผู้ได้รับพระราชทานในชั้นต่างๆ ดังนี้ครับ:

ลำดับรายชื่อผู้ได้รับ โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน จำนวน 5 ราย

สำหรับรายนามผู้ได้รับพระราชทาน มีรายละเอียดดังต่อไปนี้ครับ:

  • ชั้นทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ (ฝ่ายใน): 1. พันตำรวจโทหญิง คุณหญิงเจษรินซ์ โชติกลาง, 2. คุณหญิงบรรณ์พร แก้วงาม, 3. คุณหญิงอัชราภรณ์ ศรีเสน่ห์
  • ชั้นจตุตถจุลจอมเกล้า (ฝ่ายใน): 1. นางสาวธมลวรรณ สะใบบาง, 2. นางสาวธารารัตน์ เกษนาวา

ประกาศนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน พุทธศักราช 2569 เป็นต้นไป ซึ่งนับเป็นข่าวดีที่แสดงให้เห็นถึงการทำคุณงามความดีของบุคคลทั้ง 5 ท่านที่ได้รับการเชิดชูเกียรติในครั้งนี้ ถือเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับคนรุ่นหลังได้ปฏิบัติตาม เพื่อเป็นพลังในการพัฒนาประเทศชาติของเราสืบไป

ทางเราขอแสดงความยินดีอย่างที่สุดกับทุกท่านที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ในครั้งนี้ การได้รับรางวัลหรือเครื่องอิสริยาภรณ์อันทรงเกียรติเช่นนี้ ไม่เพียงแต่เป็นความภูมิใจส่วนบุคคล แต่ยังเป็นการสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มกำลังความสามารถ หากใครต้องการอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาโดยตรงครับ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน จำนวน 5 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารชั้นนายพลเป็นกรณีพิเศษ จำนวน 121 ราย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีข่าวสำคัญเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในแวดวงกองทัพมาฝากกันครับ เมื่อเร็วๆ นี้ ราชกิจจานุเบกษาได้มีการเผยแพร่ประกาศที่น่าสนใจเกี่ยวกับ โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารชั้นนายพลเป็นกรณีพิเศษ จำนวน 121 ราย ซึ่งถือเป็นข่าวที่สร้างความยินดีให้กับเหล่านายทหารผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเทมาตลอดระยะเวลาการรับราชการครับ

เจาะลึกรายละเอียด โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารชั้นนายพลเป็นกรณีพิเศษ จำนวน 121 ราย

การประกาศในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องปกติทั่วไป แต่เป็นการพระราชทานยศเพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติให้แก่ข้าราชการทหารที่ทำคุณงามความดีและปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเรียบร้อยเสมอมา โดยทางกระทรวงกลาโหมได้คัดเลือกนายทหารสัญญาบัตรที่มีผลงานโดดเด่นและสมควรได้รับการยกย่องให้ได้รับยศสูงขึ้นเป็นกรณีพิเศษครับ

ทำไมถึงต้องมี โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารชั้นนายพลเป็นกรณีพิเศษ จำนวน 121 ราย?

หลายคนอาจสงสัยว่าการพระราชทานยศเป็นกรณีพิเศษนั้นมีที่มาอย่างไร หลักการสำคัญคือการตอบแทนความเสียสละของทหารที่รับใช้ชาติอย่างเต็มกำลัง ซึ่งมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติงานในส่วนต่างๆ
  • เป็นการยกย่องความสำเร็จตลอดระยะเวลาการรับราชการ
  • สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อกองทัพและประเทศชาติ

สำหรับรายชื่อทั้งหมดที่ได้รับการเลื่อนยศในครั้งนี้ ประกอบด้วยนายทหารในสังกัดกระทรวงกลาโหมรวมทั้งสิ้น 121 นาย โดยการเลื่อนยศเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป ซึ่งนับเป็นจังหวะเวลาที่สำคัญสำหรับพี่น้องทหารทุกท่านที่ได้รับเกียรติในครั้งนี้ครับ

ในฐานะประชาชน เราก็คงอดชื่นชมไม่ได้กับความก้าวหน้าของเหล่าทหารหาญที่ช่วยกันดูแลความมั่นคงของประเทศ การเลื่อนยศในลักษณะนี้เปรียบเสมือนรางวัลตอบแทนความเหนื่อยยากตลอดงานอาชีพครับ สำหรับใครที่ต้องการตรวจสอบรายชื่อหรืออ่านประกาศฉบับเต็มอย่างเป็นทางการ สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์ของราชกิจจานุเบกษาโดยตรง เพื่อความเป็นธรรมและข้อมูลที่ถูกต้องที่สุดครับ

หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนที่กำลังติดตามข่าวสารบ้านเมืองอยู่นะครับ แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้าครับ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารชั้นนายพลเป็นกรณีพิเศษ จำนวน 121 ราย

ราชกิจจาฯ ประกาศ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ สิ้นพระชนม์ สั่งไว้ทุกข์ 15 วัน

เชื่อว่าพสกนิกรชาวไทยทุกคนต่างรู้สึกใจหายและโศกเศร้าเป็นอย่างยิ่ง เมื่อได้รับทราบข่าวการเสด็จสวรรคต ภายหลังจากที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้มีการเผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับเหตุการณ์การสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ซึ่งถือเป็นข่าวเศร้าครั้งสำคัญของคนไทยทั้งประเทศ โดยเนื้อหาของประกาศนั้นมีความชัดเจนเกี่ยวกับรายละเอียดการไว้ทุกข์และการแสดงความอาลัย

ราชกิจจาฯ ประกาศ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ สิ้นพระชนม์ สั่งไว้ทุกข์ 15 วัน

การประกาศในครั้งนี้ถือเป็นการดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการไว้ทุกข์ เพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ และประชาชนได้ร่วมแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน โดยมีข้อกำหนดที่สำคัญเกี่ยวกับ ราชกิจจาฯ ประกาศ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ สิ้นพระชนม์ สั่งไว้ทุกข์ 15 วัน ดังนี้ครับ

ข้อกำหนดและรายละเอียดการไว้ทุกข์

  • ให้สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐทั่วประเทศ ลดธงครึ่งเสาเป็นเวลา 15 วัน
  • ให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกท่านแต่งกายไว้ทุกข์เป็นเวลา 15 วัน
  • การกำหนดระยะเวลาดังกล่าวเริ่มตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

สำหรับภาคประชาชนและหน่วยงานเอกชนต่าง ๆ แม้ว่าจะไม่มีข้อบังคับทางกฎหมายที่เข้มงวด แต่หลายคนก็พร้อมใจกันแต่งกายด้วยชุดสุภาพหรือชุดสีดำเพื่อเป็นการแสดงความเคารพรักและถวายความอาลัยอย่างสมพระเกียรติ ซึ่งการที่ ราชกิจจาฯ ประกาศ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ สิ้นพระชนม์ สั่งไว้ทุกข์ 15 วัน ในครั้งนี้ ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนไทยทุกคนในยามที่ต้องเผชิญกับข่าวเศร้าเช่นนี้ครับ

ในนามของเว็บไซต์ เราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์การจากไปของพระองค์ท่าน ซึ่งพระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวไทยมากมายเหลือคณานับ การปฏิบัติตามคำประกาศอย่างเคร่งครัดในช่วงเวลา 15 วันนี้ จึงถือเป็นสิ่งเล็กน้อยที่เราสามารถร่วมกันทำให้กับพระองค์ท่านได้ เพื่อแสดงถึงความกตัญญูกตเวทีต่อเจ้าฟ้าหญิงผู้เป็นที่รักของปวงชนชาวไทยตลอดไปครับ

ที่มา – ราชกิจจาฯ ประกาศ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ สิ้นพระชนม์ สั่งไว้ทุกข์ 15 วัน

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 4 ขรก.ฝ่ายศาลปกครอง ทรงคุณวุฒิ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีข่าวสารความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในวงการข้าราชการมาฝากกันครับ เมื่อล่าสุดมีประกาศสำคัญเกี่ยวกับ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 4 ขรก.ฝ่ายศาลปกครอง ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ เพื่อเป็นการขับเคลื่อนการทำงานของสำนักงานศาลปกครองให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยประกาศนี้ได้รับการเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 4 ขรก.ฝ่ายศาลปกครอง ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ

การปรับเปลี่ยนตำแหน่งในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับบุคลากรทั้ง 4 ท่านที่ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งระดับสูง ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการบริหารงานคดีปกครอง สำหรับรายละเอียดของผู้ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ มีดังนี้ครับ:

รายละเอียดการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 4 ขรก.ฝ่ายศาลปกครอง ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ

  • นายอนันต์ คงเครือพันธุ์ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาสำนักงานศาลปกครอง (พนักงานคดีปกครองทรงคุณวุฒิ)
  • นายสาทิตย์ วงศ์ชัย ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาสำนักงานศาลปกครอง (พนักงานคดีปกครองทรงคุณวุฒิ)
  • นางสาววนัสนันท์ กาญจนผลิน ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาสำนักงานศาลปกครอง (เจ้าหน้าที่ศาลปกครองทรงคุณวุฒิ)
  • นายรณกร ปิยะชาติ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาสำนักงานศาลปกครอง (เจ้าหน้าที่ศาลปกครองทรงคุณวุฒิ)

ทั้งนี้ การแต่งตั้งดังกล่าวมีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งนับเป็นการเสริมทัพทีมงานระดับบริหารระดับสูงให้มีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจหลักของศาลปกครองอย่างเต็มกำลังความสามารถ การที่บ้านเมืองมีข้าราชการที่มากด้วยความรู้และประสบการณ์มาดำรงตำแหน่งระดับทรงคุณวุฒิเช่นนี้ ถือเป็นผลดีต่อประชาชนและกระบวนการยุติธรรมทางปกครองอย่างยิ่งครับ

เราในฐานะประชาชนคนไทย ก็ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่ได้รับการแต่งตั้งในครั้งนี้ หวังว่าท่านจะช่วยกันพัฒนางานด้านศาลปกครองให้รุดหน้าและสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมสืบต่อไป หากใครต้องการติดตามรายละเอียดฉบับเต็ม สามารถเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาตามที่ได้แนบไว้ในข้อมูลต้นฉบับครับ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 4 ขรก.ฝ่ายศาลปกครอง ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ

ในหลวงโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร จำนวน 1,684 ราย

ในหลวงโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร จำนวน 1,684 ราย

ข่าวดีสำหรับแวดวงกงการตำรวจไทย เมื่อล่าสุดทางราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำคัญที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับข้าราชการตำรวจทั่วประเทศ เกี่ยวกับเรื่องในหลวงโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร จำนวน 1,684 ราย ถือเป็นความสำเร็จและรางวัลแห่งความตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชนและประเทศชาติ

รายละเอียดการประกาศในหลวงโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร จำนวน 1,684 ราย

สำหรับการประกาศครั้งนี้ถือเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง โดยรายละเอียดระบุว่าเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตรให้แก่ข้าราชการตำรวจผู้ที่มีความรู้ความสามารถ มีความประพฤติดี และได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยอุตสาหะเสมอมา จำนวนทั้งสิ้น 1,684 ราย โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ การเลื่อนยศในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นเกียรติยศแก่ตัวข้าราชการตำรวจเอง แต่ยังเป็นขวัญและกำลังใจสำคัญในการเดินหน้าดูแลความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองต่อไป

หากท่านต้องการตรวจสอบรายชื่อผู้ที่ได้รับพระราชทานยศ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดฉบับเต็มได้ที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เพื่อยืนยันข้อมูลความคืบหน้าของเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่ละท่านที่มีรายชื่อปรากฏในประกาศฉบับล่าสุดนี้

สรุปประเด็นสำคัญที่ควรรู้:

  • เป็นการพระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตรแก่ข้าราชการตำรวจที่มีความประพฤติดี
  • จำนวนผู้ได้รับพระราชทานยศรวมทั้งสิ้น 1,684 ราย
  • แสดงถึงความมุ่งมั่นทุ่มเทในการทำงานรับใช้สังคม

ในมุมมองของเรา นี่ถือเป็นแรงขับเคลื่อนเชิงบวกที่สำคัญสำหรับองค์กรตำรวจ เพราะเมื่อเจ้าหน้าที่ได้รับขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน ย่อมส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการให้บริการประชาชนและการรักษาความปลอดภัยในสังคมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ขอแสดงความยินดีกับข้าราชการตำรวจทุกท่านที่ได้รับเกียรติในครั้งนี้ด้วยครับ

ที่มา – ในหลวงโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร จำนวน 1,684 ราย

ราชกิจจาฯ ประกาศคำแนะนำประธานศาลฎีกา สกัดกั้นฟ้องปิดปาก

ราชกิจจาฯ ประกาศคำแนะนำประธานศาลฎีกา สกัดกั้นฟ้องปิดปาก

ข่าวดีสำหรับพี่น้องประชาชน เมื่อราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่คำแนะนำของประธานศาลฎีกา เกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา เพื่อมุ่งหวังในการสกัดกั้นฟ้องปิดปาก ที่มักจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบจำเลย ซึ่งเรื่องนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนการยุติธรรมของไทย เพราะเป็นการปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ที่ถูกฟ้องร้องจากพฤติกรรมที่ไม่เป็นธรรม

สาเหตุหลักของการออกประกาศฉบับนี้ เนื่องมาจากความตั้งใจของศาลยุติธรรมที่จะทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการรักษาความยุติธรรม โดยต้องไม่ยอมให้มีการนำกระบวนพิจารณาของศาลไปใช้เป็นเครื่องมือที่ขัดต่อคุณค่าพื้นฐานของกฎหมาย โดยเฉพาะการฟ้องคดีอาญาที่มุ่งหมายจะกลั่นแกล้งผู้อื่นเกินสมควร ซึ่งการจัดการเรื่องการสกัดกั้นฟ้องปิดปากจะช่วยคืนความเป็นธรรมให้แก่สังคมได้อย่างมาก

รายละเอียดการปฏิบัติเพื่อ สกัดกั้นฟ้องปิดปาก

คำแนะนำฉบับนี้ได้กำหนดแนวทางที่ชัดเจนในข้อ 2 ถึงพฤติการณ์ที่ควรสงสัยว่าเป็นการฟ้องร้องโดยไม่สุจริต เช่น การฟ้องคดีที่มุ่งเน้นการข่มขู่ คุกคาม สร้างความเดือดร้อนให้จำเลย หรือการใช้ช่องทางกฎหมายกดดันให้จำเลยต้องยอมทำตามความประสงค์ของโจทก์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมถึงกรณีของการฟ้องคดีที่เกิดจากการรณรงค์เพื่อสาธารณะ ประโยชน์ส่วนรวม หรือการเปิดเผยข้อมูลการทุจริต ซึ่งบ่อยครั้งมักตกเป็นเหยื่อของการถูกฟ้องร้องเพื่อหวังผลให้ผู้ที่ออกมาเรียกร้องได้รับความเดือดร้อน

  • การฟ้องคดีเพื่อหวังผลกลั่นแกล้งจำเลยให้หมดกำลังใจ
  • การฟ้องในท้องที่ที่ไกลจากบ้านจำเลยเกินความจำเป็น
  • การฟ้องซ้ำซากหลายคดีจากมูลเหตุเดียวกันเพื่อสร้างภาระแก่จำเลย

ศาลได้ให้อำนาจผู้พิพากษาอย่างเต็มที่ในการตรวจสอบและกลั่นกรองคำฟ้อง หากพบว่ามีเจตนาไม่สุจริต ศาลสามารถสั่งไต่สวนหรือสั่งยกฟ้องได้ทันทีตั้งแต่ชั้นตรวจฟ้อง เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่จำเลยและลดปริมาณคดีที่ไม่จำเป็นในศาล โดยถือเป็นก้าวสำคัญของศาลฎีกาในการปรับปรุงกระบวนการให้เท่าทันต่อสถานการณ์การฟ้องคดีที่อาจส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของผู้คนในสังคม

สรุปมุมมองในฐานะพลเมือง: การที่สถาบันศาลยุติธรรมให้ความสำคัญกับการออกกฎหมายมาควบคุมเรื่องนี้ นับเป็นทิศทางที่ดีอย่างยิ่งครับ เพราะการฟ้องปิดปากไม่เพียงแต่จะเป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรของรัฐ แต่อาจนำไปสู่การสูญเสียกำลังใจของภาคประชาชนที่ทำความดีเพื่อสังคม หวังว่าแนวปฏิบัตินี้จะถูกนำไปใช้จริงอย่างเคร่งครัดเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – ราชกิจจาฯ ประกาศ คำแนะนำประธานศาลฎีกา สกัดกั้นฟ้องปิดปาก การฟ้องคดีอาญา

ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน วิกฤตพลังงาน

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้มีข่าวใหญ่ที่หลายคนรอคอย นั่นคือ ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานที่กำลังรุมเร้าประเทศเรา ราคาน้ำมันพุ่ง ไฟฟ้าแพง เกษตรกรและ SME ลำบากกันถ้วนหน้า พ.ร.ก.ฉบับนี้จะช่วยให้รัฐบาลมีเครื่องมือจัดการปัญหาได้ทันท่วงที

ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เพื่อแก้วิกฤตพลังงาน

วันที่ 9 พฤษภาคม 2566 (ตามเนื้อหา) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน พ.ศ. 2566 วงเงินสูงถึง 400,000 ล้านบาท! พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ลงวันที่ 4 พฤษภาคม

วิกฤตพลังงานครั้งนี้มาจากหลายปัจจัย เช่น สงครามยูเครนที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่ง สถานการณ์โควิดที่กระทบห่วงโซ่อุปทาน และการพึ่งพาพลังงานนำเข้าสูงของไทย ทำให้ค่าครองชีพพุ่งกระฉูด โดยเฉพาะประชาชนชายขอบ เกษตรกรที่ใช้น้ำมันดีเซลเยอะ และผู้ประกอบการโรงงานที่ไฟฟ้าแพง

วัตถุประสงค์หลักของ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

มาตรา 3 ให้กระทรวงการคลังกู้เงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท ภายใน 30 ก.ย. 2567 เพื่อ:

  • ช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่เดือดร้อนจากวิกฤตพลังงาน เช่น อุดหนุนค่าน้ำมัน ค่าไฟ
  • ส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านจากฟอสซิลสู่พลังงานทดแทน เช่น โซลาร์ ลม ไฮโดรเจน พัฒนาทักษะประชาชนและนวัตกรรม

เงินกู้ต้องใช้ตามแผนที่ ครม. อนุมัติเท่านั้น ห้ามใช้ผิดวัตถุประสงค์!

กลไกการบริหารจัดการเงินกู้

มีคณะกรรมการกลั่นกรองฯ นำโดยปลัดกระทรวงการคลัง หน้าที่กลั่นกรองโครงการ กำกับดูแล รายงานทุก 3 เดือน และสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะจัดการกู้-เบิก-ชำระ ทุกอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้ ครม. สามารถปรับวงเงินย่อยได้แต่รวมไม่เกิน 4 แสนล้าน

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังต้องรายงานรัฐสภาทุกปี เรื่องการกู้ ผลลัพธ์ และประโยชน์ที่ได้รับ ถือเป็นมาตรการที่รัดกุมดีมาก

ความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย

พ.ร.ก.นี้ไม่ใช่แค่กู้เงิน แต่เป็นการลงทุนอนาคต ช่วยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไม่ให้ถดถอย สร้างโอกาสงานใหม่ในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ลดการพึ่งพานำเข้า ลดคาร์บอนฟุตพริ้นต์ สอดคล้อง BCG Economy ที่รัฐผลักดัน ถ้าทำสำเร็จ ไทยจะก้าวสู่พลังงานยั่งยืนได้เร็วขึ้น

แต่ก็ต้องระวังเรื่องหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น รัฐต้องบริหารให้ดีเพื่อไม่ให้ภาระตกทับประชาชนในอนาคต

สรุปแล้ว ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน นี้เป็นข่าวดีที่ตอบโจทย์สถานการณ์เร่งด่วน ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนทันทีและวางรากฐานระยะยาว คุณคิดว่ามาตรการนี้จะช่วยแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานได้จริงไหม? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนะ สนับสนุนให้ติดตามข่าวเศรษฐกิจเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัพเดทสำคัญ!

ที่มา – ราชกิจจานุเบกษา ประกาศแล้ว พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน

Scroll to top