ข่าวราชกิจจานุเบกษา

ราชกิจจาฯ เลื่อน เดียร์ ขัตติยา เป็น ส.ส. เพื่อไทย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวข่าวการเมือง! วันนี้เรามีข่าวร้อนจากแวดวงรัฐสภา ที่หลายคนกำลังจับตามอง นั่นคือ ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อน “เดียร์ ขัตติยา” ขึ้นเป็น สส.บัญชีรายชื่อ เพื่อไทย แทน “สุริยะ” นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจมาก เพราะมันสะท้อนถึงการเคลื่อนไหวภายในพรรคเพื่อไทย และอาจส่งผลต่อสมดุลย์ในสภาผู้แทนราษฎรได้เลยนะครับ

ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อน “เดียร์ ขัตติยา” ขึ้นเป็น สส.บัญชีรายชื่อ เพื่อไทย แทน “สุริยะ”

ตามที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศจากสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2567 (ไม่ใช่ 2569 นะครับ ตามเอกสารจริง) เรื่องการเลื่อนลำดับผู้สมัครในบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย เนื่องจากนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งอยู่ในลำดับที่ 3 ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง ส.ส. เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2567 ส่งผลให้ตำแหน่งว่างลงตามมาตรา 101 (3) ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560

จากนั้น อาศัยมาตรา 105 (2) สภาฯ จึงประกาศเลื่อน นางสาวขัตติยา สวัสดิผล หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เดียร์ ขัตติยา” ซึ่งอยู่ในลำดับถัดไป ขึ้นมาเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อแทน ประกาศลงวันที่ 30 เมษายน 2567 โดยลงนามโดยนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร นี่คือขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้ “เดียร์” ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ

ใครคือ “เดียร์ ขัตติยา สวัสดิผล” และบทบาทในพรรคเพื่อไทย

“เดียร์ ขัตติยา” เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ของพรรคเพื่อไทย ที่มีประสบการณ์ในแวดวงการเมืองและสังคม เธอเคยลงสมัครในบัญชีรายชื่อลำดับต้นๆ และได้รับความไว้วางใจจากพรรค การเลื่อนขึ้นมาเป็น ส.ส. ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยเติมเต็มทีม ส.ส. ของเพื่อไทย ซึ่งกำลังต้องการกำลังใจใหม่ๆ หลังจากเหตุการณ์ต่างๆ ในสภา

เหตุผลที่ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ลาออก

นายสุริยะ เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับ 3 ของเพื่อไทย ที่ได้รับเลือกตั้งตามประกาศกกต. วันที่ 4 มีนาคม 2567 แต่เขาเลือกที่จะลาออก สาเหตุที่แท้จริงยังไม่เปิดเผยอย่างชัดเจน อาจเป็นเรื่องส่วนตัวหรือกลยุทธ์ของพรรค แต่สิ่งนี้ทำให้เกิดการเลื่อนลำดับตามระบบ ทำให้ ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อน “เดียร์ ขัตติยา” ขึ้นเป็น สส.บัญชีรายชื่อ เพื่อไทย แทน “สุริยะ” อย่างรวดเร็ว

  • วันที่ 4 มี.ค. 2567: ประกาศผลเลือกตั้ง สุริยะ ได้เป็น ส.ส.
  • 29 เม.ย. 2567: สุริยะ ลาออก สมาชิกภาพสิ้นสุด
  • 30 เม.ย. 2567: ประกาศเลื่อน เดียร์ ขัตติยา
  • 2 พ.ค. 2567: เผยแพร่ในราชกิจจาฯ

ผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทยและการเมืองไทย

การเปลี่ยนแปลงนี้ดูเหมือนเล็กน้อย แต่จริงๆ แล้วมีนัยสำคัญ พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรคใหญ่ ต้องรักษาจำนวน ส.ส. ให้ครบเพื่อความเข้มแข็งในการโหวตกฎหมายสำคัญๆ เช่น พ.ร.บ.งบประมาณ หรือประเด็นแก้รัฐธรรมนูญ “เดียร์ ขัตติยา” ที่ขึ้นมาใหม่ น่าจะนำมุมมองสดใหม่มาสู่สภา โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับเยาวชนและสตรี ซึ่งเป็นจุดแข็งของเธอ

นอกจากนี้ ยังเป็นตัวอย่างของกระบวนการที่โปร่งใสตามรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องเลือกตั้งใหม่ ประหยัดเวลาและงบประมาณ หากเกิดกรณีแบบนี้บ่อยๆ อาจเห็นการหมุนเวียน ส.ส.บัญชีรายชื่อมากขึ้น

ในมุมส่วนตัวผมคิดว่า ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อน “เดียร์ ขัตติยา” ขึ้นเป็น สส.บัญชีรายชื่อ เพื่อไทย แทน “สุริยะ” เป็นสัญญาณดีที่แสดงให้เห็นพรรคเพื่อไทยยังมีบุคลากรสำรองคุณภาพ การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่คนรุ่นใหม่มีบทบาทมากขึ้น สุดท้ายนี้ ถ้าคุณสนใจข่าวการเมืองแบบอัปเดต รีบติดตามบล็อกเราไว้เลยนะครับ! แสดงความเห็นด้านล่างว่าคุณมองการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร?

ข้อมูลนี้ช่วยให้คุณเข้าใจบริบทการเมืองได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ลองแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ด้วยสิ!

ที่มา – ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อน “เดียร์ ขัตติยา” ขึ้นเป็น สส.บัญชีรายชื่อ เพื่อไทย แทน “สุริยะ”

ราชกิจจาฯ ประกาศ กบง. ปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่น 5 บาท

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนครับ! มีข่าวดีมาบอกสำหรับพี่น้องที่ใช้รถใช้น้ำมันดีเซล ไม่ว่าจะรถกระบะ รถบรรทุก หรือรถตู้ สายตรงราชกิจจานุเบกษาเพิ่งเผยแพร่ประกาศจากคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน หรือ กบง. เรื่อง ปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่น ลงถึง 5.00 บาทต่อลิตรเลยทีเดียว มีผลบังคับใช้ตั้งแต่พรุ่งนี้ 24 เมษายน 2569 เป็นต้นไป นับเป็นมาตรการช่วยเหลือที่มาถูกเวลาจริงๆ ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่น

ประกาศนี้ยกเลิกคำสั่งเก่าเมื่อ 8 เมษายน 2569 และกำหนดการปรับลดใหม่ชัดเจน โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนธุรกิจที่พุ่งสูงขึ้นจากราคาน้ำมันดิบโลกที่แพงขึ้นเรื่อยๆ มาดูรายละเอียดกันเลยครับ

  • ระยะที่ 1: 24 เมษายน 2569 – 9 พฤษภาคม 2569 ลดลง 5.00 บาทต่อลิตร สำหรับทุกประเภทน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ได้แก่ บี 0, บี 7 ธรรมดา, และ บี 20
  • ระยะที่ 2: 10 พฤษภาคม 2569 – 19 พฤษภาคม 2569 ลดลง 3.00 บาทต่อลิตร สำหรับประเภทเดียวกัน

หมายความว่าราคาต้นทุนที่โรงกลั่นจะถูกลงทันที สถานีบริการน้ำมันต่างๆ คาดว่าจะปรับราคาขายปลีกตามไปด้วยในเร็วๆ นี้ เพื่อนๆ ที่เติมดีเซลบ่อยๆ เตรียมตัวเซฟเงินได้เลย!

สาเหตุที่นำไปสู่การปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่น

ตามประกาศระบุชัดว่าสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบหนักต่อห่วงโซ่อุปทานน้ำมันโลก ราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปจึงผันผวนรุนแรง สะเทือนถึงราคาภายในประเทศ กบง. จึงมีมติในที่ประชุมครั้งที่ 3/2569 เมื่อ 23 เมษายน 2569 เห็นชอบมาตรการนี้ทันที อาศัยอำนาจจากพระราชกำหนดฯ และคำสั่งนายกฯ เพื่อป้องกันการขาดแคลนน้ำมัน

การ ปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่น แบบนี้ ไม่ใช่แค่ช่วยคนขับรถส่วนบุคคลนะครับ แต่ยังกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจทั้งระบบ เช่น ต้นทุนการขนส่งสินค้าที่ถูกลง ส่งผลให้ราคาอาหารและสินค้าจำเป็นไม่พุ่งสูงเกินไป โดยเฉพาะดีเซล B7 และ B20 ที่เป็นที่นิยมในรถบรรทุกและรถเกษตร ปัจจุบันราคาดีเซล B7 อยู่ราว 32-34 บาท/ลิตร ถ้าปรับลดเต็มที่ อาจเหลือ 27-29 บาท/ลิตร ช่วยประหยัดมหาศาลสำหรับคนใช้เยอะ

ผลกระทบและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ

นอกจากช่วยลดภาระค่าขนส่งแล้ว มาตรการนี้ยังเป็นสัญญาณดีว่าภาครัฐยังติดตามสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิด ถ้าความขัดแย้งคลี่คลาย ราคาอาจลดลงต่อเนื่องก็ได้ครับ แต่ตอนนี้เรามาโฟกัสที่ประโยชน์ก่อน อย่างเช่น

  • ผู้ประกอบการโลจิสติกส์: ลดต้นทุนน้ำมันได้ 5 บาท/ลิตร ช่วยให้แข่งขันได้ดีขึ้น
  • เกษตรกร: รถแทรกเตอร์และเครื่องจักรที่ใช้น้ำมันดีเซล B20 จะถูกลง
  • ประชาชนทั่วไป: ค่ารถโดยสาร รถตู้ รถเมล์ อาจปรับลดตาม

อย่างไรก็ตาม ราคาขายปลีกจริงๆ ขึ้นกับผู้ค้าน้ำมันด้วยนะครับ แนะนำให้เช็คที่ปั๊มใกล้บ้านหรือแอปพลิเคชันติดตามราคาน้ำมันประจำวัน

ส่วนตัวผมมองว่านี่เป็นข่าวดีท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ ถ้าการ ปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่น นี้ต่อเนื่อง จะช่วยกระตุ้นการบริโภคได้เยอะเลย สุดท้ายนี้ ถ้าคุณมีเคล็ดลับเซฟน้ำมันดีเซล หรืออยากอัพเดทราคาล่าสุด แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ! ติดตามบล็อกนี้เพื่อข่าวสารพลังงานอัพเดททุกวันนะ

ที่มา – ราชกิจจาฯ ประกาศ กบง. ปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่น 5.00 บาท/ลิตร มีผลพรุ่งนี้

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 20,141 ราย

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 20,141 ราย ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ถือเป็นข่าวสำคัญที่สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองและสังคมไทย โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นสายสะพาย ประจำปี 2568 เนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 20,141 ราย รวมบุคคลสำคัญ

การพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ในครั้งนี้ครอบคลุมผู้มีคุณงามความดีและผลงานโดดเด่นจำนวนมาก รวมทั้งสิ้น 20,141 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขที่แสดงให้เห็นถึงการยกย่องผู้เสียสละเพื่อส่วนรวมทั่วประเทศ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือกและมงกุฎไทยชั้นสายสะพาย ถือเป็นชั้นสูงสุดที่มอบให้แก่ผู้มีผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ เช่น นักการเมือง ข้าราชการ ทหาร และบุคคลากรอื่นๆ ที่อุทิศตนเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์

สิ่งที่น่าสนใจคือ ในรายชื่อผู้ได้รับพระราชทาน มีบุคคลชื่อดังในแวดวงการเมืองหลายราย เช่น นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย ได้รับชั้น มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก ซึ่งเป็นเกียรติยศสูงสุด นอกจากนี้ยังมีนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับชั้นประถมาภรณ์มงกุฎไทย

รายชื่ออดีตรัฐมนตรีที่ได้รับพระราชทาน

  • ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก: พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์, นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์, นางมนพร เจริญศรี
  • ชั้นมหาวชิรมงกุฎ: นายพิชัย นริพทะพันธุ์, นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ, นางสาวจิราพร สินธุ์ไพร, นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล
  • ชั้นประถมาภรณ์ช้างเผือก: นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล
  • ชั้นประถมาภรณ์มงกุฎไทย: นายอัครา พรหมเผ่า

รายชื่อเหล่านี้ล้วนเป็นอดีตรัฐมนตรีที่มีบทบาทสำคัญในอดีต เช่น พลเอก ณัฐพล เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี นางนฤมล เป็นอดีตรัฐมนตรีช่วยศึกษาธิการ การได้รับพระราชทานในครั้งนี้ ยืนยันถึงผลงานที่ผ่านมา แม้บางท่านจะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งปัจจุบันแล้วก็ตาม

นอกจากบุคคลการเมืองแล้ว ยังมีข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และประชาชนทั่วไปอีกมากมายที่ได้รับพระราชทาน ซึ่งแสดงถึงพระราชปณิธานในการยกย่องทุกภาคส่วนของสังคมไทย โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 20,141 ราย จึงไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จและการอุทิศตน

ความหมายของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือกและมงกุฎไทย

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือก มอบให้ผู้มีคุณูปการยิ่งใหญ่ต่อชาติ ส่วนมงกุฎไทยเน้นเกียรติยศและความจงรักภักดี ชั้นสายสะพายคือชั้นสูงสุดที่ผู้รับสามารถสวมสายสะพายได้ในการพระราชพิธี ซึ่งเป็นเกียรติสูงสุด ผู้ที่ได้รับมักมีบทบาทนำในสังคม เช่น รัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูง

สำหรับผู้สนใจรายชื่อฉบับเต็ม สามารถดาวน์โหลดประกาศราชกิจจานุเบกษาได้ที่นี่ เพื่อตรวจสอบชื่อตัวเองหรือบุคคลที่รู้จัก

การพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ครั้งนี้ สะท้อนถึงพระราชหฤทัยอันเปี่ยมด้วยพระเมตตาในการเชิดชูผู้ทำคุณประโยชน์ ในมุมมองของผม มันเป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยทุกคนมุ่งมั่นทำงานเพื่อส่วนรวมต่อไป หากคุณมีญาติหรือเพื่อนที่ได้รับ ลองแชร์ความยินดีกันในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองและราชการจากเราเพื่อไม่พลาดอัปเดตล่าสุด!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 20,141 ราย รวม “ภูมิธรรม-ซาบีดา-อดีตรมต.”

ราชกิจจาฯ เผย ขยายสถานการณ์ฉุกเฉินนราธิวาส 3 เดือน

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวอัพเดทสำคัญจากราชกิจจานุเบกษาที่หลายคนรอคอย นั่นคือ ราชกิจจาฯ เผย ขยายเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินจ.นราธิวาส-อ.สุไหงโก-ลก ออกไปอีก 3 เดือน เพื่อรับมือกับสถานการณ์รุนแรงที่ยังคงเกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนใต้ ข่าวนี้เผยแพร่เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2569 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2569 เป็นต้นไป เรามาดูรายละเอียดกันแบบชัดๆ กันเลยครับ

ราชกิจจาฯ เผย ขยายเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินจ.นราธิวาส-อ.สุไหงโก-ลก ออกไปอีก 3 เดือน

ตามประกาศ 3 ฉบับที่ราชกิจจาฯ เผยแพร่ มีการขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ในเขตจังหวัดนราธิวาส (ยกเว้นบางอำเภอ) จังหวัดปัตตานี (ยกเว้นบางอำเภอ) และจังหวัดยะลา (ยกเว้นบางอำเภอ) ออกไปอีก 3 เดือน เหตุผลหลักคือยังมีเหตุการณ์รุนแรงที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยประชาชน และการดำรงชีวิตปกติ เช่น การก่อวินาศกรรม การซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่ และการพบแหล่งหลบซ่อนอาวุธของกลุ่มผู้ไม่หวังดี

รายละเอียดพื้นที่ที่ขยาย:

  • จังหวัดนราธิวาส: ยกเว้นอำเภอยี่งอ อำเภอสุไหงโก-ลก อำเภอแว้ง และอำเภอสุคิริน
  • จังหวัดปัตตานี: ยกเว้นอำเภอยะหริ่ง อำเภอปะนาเระ อำเภอมายอ อำเภอไม้แก่น อำเภอทุ่งยางแดง อำเภอกะพ้อ และอำเภอแม่ลาน
  • จังหวัดยะลา: ยกเว้นอำเภอเบตง อำเภอยะหา อำเภอรามัน อำเภอกาบัง และอำเภอกรงปินัง

การขยายเวลานี้มาจากอำนาจตามมาตรา 5 และ 11 ของ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 โดยนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ลงนามเมื่อ 11 เมษายน 2569 เพื่อให้การแก้ปัญหามีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

กรณีพิเศษอำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส

นอกจากนี้ ยังมีประกาศใหม่กำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงใน อำเภอสุไหงโก-ลก เป็นเวลา 3 เดือนเช่นกัน หลังจากก่อนหน้านี้ยกเลิกแล้วแต่สถานการณ์ยังรุนแรง กลุ่มผู้ก่อเหตุใช้กำลังประทุษร้ายต่อชีวิต ทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่และประชาชนแบบไม่เกรงกลัวกฎหมาย คณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินเสนอแนะให้กลับมาใช้มาตรการพิเศษนี้เพื่อควบคุมสถานการณ์ให้ได้เร็วที่สุด

ประกาศอื่นที่ยังคงมีผลบังคับใช้

ราชกิจจาฯ ยังยืนยันให้ประกาศเก่าๆ ที่คณะรัฐมนตรีกำหนดตามสถานการณ์ฉุกเฉินยังคงมีผลต่อไป เช่น ประกาศตั้งแต่ปี 2548 การจัดตั้งหน่วยงานพิเศษ การกำหนดอำนาจนายกฯ แทนรัฐมนตรี ฯลฯ เพื่อความต่อเนื่องในการปฏิบัติงานป้องกันและระงับเหตุรุนแรง

สถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ยังคงน่ากังวล แม้จะมีพัฒนาการดีขึ้นในบางพื้นที่ แต่เหตุการณ์ยิงถล่ม ลอบวางระเบิดยังเกิดบ่อยครั้ง ส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชน เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว รัฐบาลจึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมือทางกฎหมายอย่าง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจสอบ จับกุม และป้องกันภัย

สำหรับพี่น้องที่อาศัยในพื้นที่ สามารถติดตามข้อมูลจากหน่วยงานรัฐและปฏิบัติตามคำแนะนำเพื่อความปลอดภัย เช่น หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง รายงานเหตุต้องสงสัย และสนับสนุนกระบวนการสันติภาพ

จากมุมมองของผม การตัดสินใจ ราชกิจจาฯ เผย ขยายเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินจ.นราธิวาส-อ.สุไหงโก-ลก ออกไปอีก 3 เดือน นี้เป็นเรื่องจำเป็นในระยะสั้น เพื่อรักษาความมั่นคง แต่รัฐบาลควรเร่งเจรจาสันติภาพและพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ควบคู่ไปด้วย เพื่อแก้ปัญหาจากรากเหง้าให้ยั่งยืน คุณคิดเห็นอย่างไรกับมาตรการนี้? มาคุยกันในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่สนใจข่าวการเมือง-ความมั่นคง!

ที่มา – ราชกิจจาฯ เผย ขยายเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินจ.นราธิวาส-อ.สุไหงโก-ลก ออกไปอีก 3 เดือน

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารและเครื่องราชให้ 3 นายทหาร

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวที่น่าประทับใจจากราชกิจจานุเบกษาเลยทีเดียว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารและเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นกรณีพิเศษ ให้ 3 นายทหาร ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นการเชิดชูเกียรติยศให้กับวีรบุรุษที่อุทิศตนเพื่อชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

ประกาศนี้เผยแพร่เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ผ่านเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา โดยสำนักนายกรัฐมนตรีแจ้งว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษแก่ข้าราชการทหารสังกัดกระทรวงกลาโหม จำนวน 3 ราย ซึ่งทั้งหมดเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ในเหตุฉุกเฉิน นับเป็นพระราชกรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้ครอบครัวและเพื่อนๆ ของพวกเขาได้รับความปลอบประโลม

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารและเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นกรณีพิเศษ ให้ 3 นายทหาร

มาดูรายละเอียดกันเลยครับ สำหรับยศทหารที่พระราชทานนั้น แบ่งตามหน่วยงานดังนี้

กองทัพบก

  • ร้อยโท ภูวิวัฒน์ คำสง พระราชทานยศเป็น พลตรี ตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2568
  • ร้อยโท อภิชาติ ผาพันธุ์ พระราชทานยศเป็น พลตรี ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2568

กองทัพอากาศ

  • พันจ่าอากาศเอก สุขเกษม พรหมพันธ์ชัย พระราชทานยศเป็น นาวาอากาศตรี ตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2568

ส่วนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่พระราชทานเป็นกรณีพิเศษนั้น ก็เพื่อเป็นเกียรติยศสูงสุดให้กับวีรชนทั้งสามท่าน ดังนี้

  • พลตรี ภูวิวัฒน์ คำสง ได้รับ ตริตาภรณ์มงกุฎไทย
  • พลตรี อภิชาติ ผาพันธุ์ ได้รับ เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย
  • นาวาอากาศตรี สุขเกษม พรหมพันธ์ชัย ได้รับ เบญจมาภรณ์ช้างเผือก

ทั้งหมดนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2569 ประกาศ ณ วันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569 โดยมีนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ สามารถดูเอกสารยศทหารและดูเอกสารเครื่องราชอิสริยาภรณ์ได้ครับ

การ โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารและเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นกรณีพิเศษ ให้ 3 นายทหาร ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การเลื่อนยศหรือมอบเครื่องราชธรรมดา แต่เป็นการแสดงพระราชหฤทัยอันเปี่ยมเมตตา พระองค์ทรงตระหนักถึงความเสียสละของเหล่าทหารที่ปกป้องประเทศในยามวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติ สงคราม หรือเหตุฉุกเฉินต่างๆ พวกเขาคือฮีโร่ที่ยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อผองพี่น้องชาวไทย

ในสังคมไทย การได้รับพระราชทานยศและเครื่องราชนี้ ถือเป็นเกียรติยศสูงสุดที่ครอบครัวจะภูมิใจไปตลอดกาล มันช่วยเยียวยาบาดแผลในใจ และเป็นเครื่องเตือนใจให้คนรุ่นหลังเห็นคุณค่าของการรับใช้ชาติ นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงพระราชปณิธานในการปกครองที่ทรงคำนึงถึงทุกข์สุขของปวงชน โดยเฉพาะครอบครัวทหารที่สูญเสียสมาชิก

เพื่อนๆ ลองคิดดูสิครับ ถ้าไม่มีทหารกล้าหาญเหล่านี้ ประเทศเราจะปลอดภัยได้อย่างไร? จากเหตุการณ์น้ำท่วม ไฟไหม้ หรือการช่วยเหลือประชาชนในยามภัย พวกเขาคือกำลังสำคัญเสมอมา การพระราชทานครั้งนี้จึงเป็นขวัญกำลังใจให้ทหารทุกคนที่ยังปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

ในฐานะคนไทย ผมรู้สึกซาบซึ้งและภาคภูมิใจเหลือเกิน ขอให้หลับเย็นนะครับวีรบุรุษทั้งสาม และขอให้กองทัพไทยเข้มแข็งต่อไป หากคุณมีเรื่องราววีรกรรมทหารที่น่าสนใจ แชร์มาในคอมเมนต์ได้เลยครับ หรือติดตามข่าวราชการและพระราชกรณียกิจเพิ่มเติมที่นี่ เพื่อไม่พลาดข้อมูลดีๆ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารและเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นกรณีพิเศษ ให้ 3 นายทหาร

โปรดเกล้าฯ ให้ถอดยศทหารและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์

สวัสดีครับทุกท่าน! วันนี้เรามีข่าวสำคัญจากราชกิจจานุเบกษาที่เพิ่งเผยแพร่ไปเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 เกี่ยวกับ โปรดเกล้าฯ ให้ถอดยศทหารและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นถึงการรักษาวินัยและความซื่อสัตย์ในกองทัพไทยครับ ข่าวนี้เกี่ยวข้องกับ 1 พลโท และ 4 นายทหารสัญญาบัตร ที่ถูกถอดยศและเรียกคืนเครื่องราชฯ เนื่องจากกระทำผิดร้ายแรงทั้งคดีอาญาและวินัยทหาร

โปรดเกล้าฯ ให้ถอดยศทหารและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์

ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่ลงในราชกิจจานุเบกษา มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอดยศทหารและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามพระราชบัญญัติยศทหาร พ.ศ. 2479 และระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยอ้างอิงมาตรา 12 และระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยผู้ซึ่งไม่สมควรดำรงยศทหาร พ.ศ. 2507 ข้อ 2 และ 4 รวมถึงระเบียบเรียกคืนเครื่องราชาฯ พ.ศ. 2548

รายละเอียดโปรดเกล้าฯ ให้ถอดยศทหารและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พลโท จักรกริศน์

เริ่มจากกรณีหลักคือ พลโท จักรกริศน์ หรือ ยงยุทธ เจริญโชติกาญจน์ หรือ เหล่าเขตรการ หรือ เหล่าเขตร์การ นายทหารนอกราชการ สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ถูกถอดยศทหารตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2568 เนื่องจากต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดฉ้อโกงประชาชน คดีสิ้นสุดแล้ว

นอกจากถอดยศแล้ว ยังเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุกชั้นที่ได้รับ เช่น ประถมาภรณ์ช้างเผือก ประถมาภรณ์มงกุฎไทย ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย ตริตาภรณ์ช้างเผือก ตริตาภรณ์มงกุฎไทย จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย และเหรียญจักรมาลา ชื่อของท่านถูกถอนออกจากรายชื่อผู้รับราชการแล้วด้วยครับ ดูเอกสารต้นฉบับที่นี่

การถอดยศแบบนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะยศทหารเป็นเกียรติยศสูงสุด และเครื่องราชอิสริยาภรณ์คือสัญลักษณ์ของความดีความชอบต่อชาติ การถูกเรียกคืนแสดงถึงการสูญเสียเกียรติยศอย่างสิ้นเชิง

นายทหารสัญญาบัตร 4 รายที่ถูกโปรดเกล้าฯ ให้ถอดยศทหารและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์

นอกจากนี้ ยังมีนายทหารสัญญาบัตรอีก 4 รายที่ถูกถอดยศเช่นกัน โดยแบ่งตามสังกัดดังนี้:

  • สังกัดกองทัพบก
    • ร้อยเอก พันธุ์เทพ นกแก้ว: ถอดยศตั้งแต่ 9 ธันวาคม 2568 ผิดวินัยฐานประพฤติชั่วร้ายแรง เรียกคืนจัตุรถาภรณ์ช้างเผือก และเบญจมาภรณ์มงกุฎไทย
    • ร้อยตรี กิตติศักดิ์ นามโสม: ถอดยศตั้งแต่ 15 พฤษภาคม 2567 หนีราชการทหาร เรียกคืนเหรียญราชการชายแดนและเหรียญทองช้างเผือก
  • สังกัดกองทัพเรือ
    • เรือโท ลิขิต หรือ ธีวิชญ์ศรุต สำเร็จทรัพย์ หรือ กุลธีร์ธนธรณ์: ถอดยศ 18 กรกฎาคม 2568 ผิดฐานเบียดบังทรัพย์ทุจริต คำพิพากษาถึงที่สุด เรียกคืนจัตุรถาภรณ์ช้างเผือก เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย เหรียญทองช้างเผือก และเหรียญจักรมาลา
    • เรือโท เอกวัสส์ หรือ สุริยันต์ หรือ เสฎฐวุฒิ ไพศาลอัครพล หรือ ไปแดน: ถอดยศ 3 พฤศจิกายน 2568 ผิดวินัยประพฤติชั่วร้ายแรง เรียกคืนเบญจมาภรณ์มงกุฎไทย เหรียญทองช้างเผือก และเหรียญจักรมาลา

ทั้ง 4 รายนี้ถูกถอนชื่อจากรายชื่อผู้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์แล้ว ดูเอกสารต้นฉบับที่นี่

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ข่าว โปรดเกล้าฯ ให้ถอดยศทหารและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ นี้สะท้อนถึงกระบวนการยุติธรรมที่เข้มงวด โดยไม่ละเว้นใครแม้แต่ทหารอาชีพ

ในมุมมองของผม การดำเนินการเช่นนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องและจำเป็น เพื่อรักษามาตรฐานจริยธรรมในกองทัพ ซึ่งเป็นเสาหลักของชาติ หากปล่อยไว้จะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประชาชน หากท่านสนใจข่าวการเมืองและทหารเพิ่มเติม อย่าลืมกดติดตามบล็อกของเราและแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ด้วยนะครับ จะได้ช่วยกันติดตามความโปร่งใสของระบบ!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ ให้ถอดยศทหารและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 1 พลโท-4 นายทหารสัญญาบัตร

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการตำรวจ นั่งที่ปรึกษาพิเศษ-ผู้ทรงคุณวุฒิ 60 นาย

วันนี้เรามีข่าวสำคัญจากราชกิจจานุเบกษาที่หลายคนกำลังให้ความสนใจ นั่นคือ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการตำรวจ นั่งที่ปรึกษาพิเศษ-ผู้ทรงคุณวุฒิ 60 นาย ซึ่งเป็นการยกระดับข้าราชการตำรวจชุดใหญ่ให้ดำรงตำแหน่งสำคัญในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) การแต่งตั้งครั้งนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงการปรับโครงสร้างองค์กรตำรวจให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการตำรวจ นั่งที่ปรึกษาพิเศษ-ผู้ทรงคุณวุฒิ 60 นาย

ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา วันที่ 8 เมษายน 2569 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการตำรวจจำนวน 60 ราย ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตำแหน่งเหล่านี้เป็นบทบาทที่ต้องอาศัยประสบการณ์ยาวนานและความเชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาด้านยุทธศาสตร์ การปราบปรามอาชญากรรม และการบริหารจัดการองค์กรขนาดใหญ่

ประกาศลงวันที่ 3 เมษายน 2569 โดยมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี การแต่งตั้งครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นเกียรติยศแก่ผู้รับตำแหน่งเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมศักยภาพให้กับ สตช. ในการรับมือกับความท้าทายต่างๆ เช่น ยาเสพติด อาชญากรรมไซเบอร์ และความมั่นคงสาธารณะ

รายละเอียดการแต่งตั้งและผลกระทบ

ข้าราชการตำรวจที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ล้วนเป็นบุคคลที่มีผลงานโดดเด่น บางรายเคยดำรงตำแหน่งนายพลระดับสูง การนั่งเก้าอี้ที่ปรึกษาพิเศษและผู้ทรงคุณวุฒิ จะช่วยถ่ายทอดความรู้สู่รุ่นใหม่ ทำให้การทำงานของตำรวจไทยมีประสิทธิภาพมากขึ้น คุณสามารถดูรายชื่อเต็มๆ ในเอกสารราชกิจจานุเบกษา เพื่อติดตามชื่อบุคคลที่คุณสนใจ

  • ตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษ สตช.: เน้นให้คำแนะนำเชิงยุทธศาสตร์
  • ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สตช.: ช่วยพัฒนานโยบายและการฝึกอบรม
  • มีผลตั้งแต่ 29 มี.ค. 2569: สามารถเริ่มปฏิบัติหน้าที่ทันที

การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ตำรวจไทยกำลังปรับตัวรับมือกับปัญหาสังคมที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือการดูแลความปลอดภัยในช่วงเลือกตั้ง การมีที่ปรึกษาระดับสูงถึง 60 คน จะช่วยให้ สตช. มีมุมมองที่หลากหลายและทันสมัยยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงพระราชปณิธานในการพัฒนาราชการแผ่นดินให้มั่นคง ผู้ที่ติดตามข่าวการแต่งตั้งข้าราชการจะเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างบ่อยครั้งเพื่อความคล่องตัว หากคุณเป็นข้าราชการตำรวจหรือผู้สนใจอาชีพนี้ การติดตามข่าวแบบนี้จะช่วยให้เข้าใจทิศทางองค์กรได้ดี

ความสำคัญต่อสังคมไทย

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการตำรวจ นั่งที่ปรึกษาพิเศษ-ผู้ทรงคุณวุฒิ 60 นาย ไม่ใช่แค่ข่าวการแต่งตั้งธรรมดา แต่เป็นสัญญาณบวกว่าประเทศไทยกำลังเสริมแกร่งกองทัพประชาชนอย่างตำรวจ ในอนาคต เราอาจเห็นผลงานเด่นๆ จากทีมที่ปรึกษาชุดนี้ เช่น นโยบายใหม่ๆ ในการป้องกันอาชญากรรม

สำหรับผู้อ่านที่อยากรู้ลึกกว่านี้ ลองศึกษาประวัติผู้ถูกแต่งตั้งบางรายที่เคยมีบทบาทสำคัญในคดีดังๆ การมีผู้ทรงคุณวุฒิมากขนาดนี้ จะช่วยลดช่องโหว่ในระบบได้เยอะ

ในมุมมองของผม การแต่งตั้งครั้งนี้เป็นโอกาสทองสำหรับ สตช. ในการก้าวสู่ยุคดิจิทัล หากนำความเชี่ยวชาญของ 60 ท่านนี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ประชาชนอย่างเราจะได้รับความปลอดภัยที่ดียิ่งขึ้นแน่นอน คุณคิดเห็นอย่างไร ลองคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการตำรวจ นั่งที่ปรึกษาพิเศษ-ผู้ทรงคุณวุฒิ 60 นาย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศนายพลตำรวจ 60 ราย

เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำคัญ โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นนายพล ให้แก่ข้าราชการตำรวจ จำนวน 60 ราย ซึ่งเป็นข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ราชการมาด้วยความเรียบร้อยและเป็นผลดีต่อทางราชการ โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นนายพล ตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป

การพระราชทานยศครั้งนี้ถือเป็นเกียรติยศสูงสุดสำหรับข้าราชการตำรวจที่อุทิศตนเพื่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของประเทศ ช่วยเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทุกท่านในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นนายพล ให้แก่ข้าราชการตำรวจ จำนวน 60 ราย

ประกาศนี้ลงนามโดยนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ณ วันที่ 3 เมษายน 2569 โดยแบ่งยศที่พระราชทานดังนี้

รายชื่อผู้ได้รับพระราชทานยศตำรวจชั้นนายพล

  1. พลตำรวจโท สมประสงค์ เย็นท้วม เป็น พลตำรวจเอก
  2. พลตำรวจโท โสภณรัชต์ สิงหจารุ เป็น พลตำรวจเอก
  3. พลตำรวจตรี เกษมสันติ อยู่สุขสมบูรณ์ เป็น พลตำรวจโท
  4. พลตำรวจตรี ธรรมนูญ ประยืนยง เป็น พลตำรวจโท
  5. พลตำรวจตรี ธรรมศักดิ์ ปิ่นทอง เป็น พลตำรวจโท
  6. พลตำรวจตรี นพดล กรึ่งไกร เป็น พลตำรวจโท
  7. พลตำรวจตรี นรินทร์ บูสะมัญ เป็น พลตำรวจโท
  8. พลตำรวจตรี ปิติ นิธินนทเศรษฐ์ เป็น พลตำรวจโท
  9. พลตำรวจตรี พิทักษ์ ท้วมเกร็ด เป็น พลตำรวจโท
  10. พลตำรวจตรี พิพัฒน์ ชุ่มมณีกูล เป็น พลตำรวจโท
  11. พลตำรวจตรี วรวัฒน์ อมรวิวัฒน์ เป็น พลตำรวจโท
  12. พลตำรวจตรี วีรพล เจริญศิริ เป็น พลตำรวจโท
  13. พลตำรวจตรี วีรวิชญ์ บัวประเสริฐยิ่ง เป็น พลตำรวจโท
  14. พลตำรวจตรี อาซาน จันทร์ศิริ เป็น พลตำรวจโท
  15. พลตำรวจตรี อุกฤษฎ์ ศรีเสือขาม เป็น พลตำรวจโท
  16. พันตำรวจเอก กิตติเชษฐ์ ศักยภาพวิชานนท์ เป็น พลตำรวจตรี
  17. พันตำรวจเอก กิตติศักดิ์ เที่ยงกมล เป็น พลตำรวจตรี
  18. พันตำรวจเอก กิติพัฒน์ พงศ์พะนัส เป็น พลตำรวจตรี
  19. พันตำรวจเอก จักรภพ ท้าวฤทธิ์ เป็น พลตำรวจตรี
  20. พันตำรวจเอก จิระศักดิ์ เสียมศักดิ์ เป็น พลตำรวจตรี
  21. พันตำรวจเอก ชณพล วันขวัญ เป็น พลตำรวจตรี
  22. พันตำรวจเอก ชยากร เทศะบำรุง เป็น พลตำรวจตรี
  23. พันตำรวจเอก ชัยยศ วรักษ์จุนเกียรติ เป็น พลตำรวจตรี
  24. พันตำรวจเอก เชษฐา เชยชุ่ม เป็น พลตำรวจตรี
  25. พันตำรวจเอก ฐิติภัทร อินทรรักษ์ เป็น พลตำรวจตรี
  26. พันตำรวจเอก ณรงค์เวทย์ โอนสูงเนิน เป็น พลตำรวจตรี
  27. พันตำรวจเอก ดนัย รัตนประเสริฐ เป็น พลตำรวจตรี
  28. พันตำรวจเอก ดามพ์ ทองใบ เป็น พลตำรวจตรี
  29. พันตำรวจเอก ดำเนิน กันอ่อง เป็น พลตำรวจตรี
  30. พันตำรวจเอก ทวีศักดิ์ จินดาศักดิ์ เป็น พลตำรวจตรี
  31. พันตำรวจเอก นพ นรชาญ เป็น พลตำรวจตรี
  32. พันตำรวจเอก บุญชัย ปัญญาธรานุกูล เป็น พลตำรวจตรี
  33. พันตำรวจเอก บุญฤทธิ์ ศรีวิจิตร เป็น พลตำรวจตรี
  34. พันตำรวจเอก เผ่าภากร รามนุช เป็น พลตำรวจตรี
  35. พันตำรวจเอก พงศ์ศักดิ์ สุขอิ่ม เป็น พลตำรวจตรี
  36. พันตำรวจเอก พงษ์พันธ์ จันทรอาภา เป็น พลตำรวจตรี
  37. พันตำรวจเอก พจน์ ฟอร์ตี้ เป็น พลตำรวจตรี
  38. พันตำรวจเอก พัลลภ สุภิญโญ เป็น พลตำรวจตรี
  39. พันตำรวจเอก พีระพงษ์ เหล่าธนาวิน เป็น พลตำรวจตรี
  40. พันตำรวจเอก ไพฑูรย์ อินทรัตน์ชัยกิจ เป็น พลตำรวจตรี
  41. พันตำรวจเอก ภาณุวัฒน์ บัวชาติ เป็น พลตำรวจตรี
  42. พันตำรวจเอก ยุทธนา บุญเมือง เป็น พลตำรวจตรี
  43. พันตำรวจเอก ลือศักดิ์ ดำเนินสวัสดิ์ เป็น พลตำรวจตรี
  44. พันตำรวจเอก วรชาติ รสจันทน์ เป็น พลตำรวจตรี
  45. พันตำรวจเอก วรธัช วิชชุวาณิชย์ เป็น พลตำรวจตรี
  46. พันตำรวจเอก วิเชียร อ่อนฉ่ำ เป็น พลตำรวจตรี
  47. พันตำรวจเอก ศักดิ์สุราษฎร์ ตลับนาค เป็น พลตำรวจตรี
  48. พันตำรวจเอก สมชาย เขียวจักร์ เป็น พลตำรวจตรี
  49. พันตำรวจเอก สมชาย ศรีศรยุทธ์ เป็น พลตำรวจตรี
  50. พันตำรวจเอก สมโภช สุวรรณจรัส เป็น พลตำรวจตรี
  51. พันตำรวจเอก สมิง รอดรัตษะ เป็น พลตำรวจตรี
  52. พันตำรวจเอก สุขทัศน์ พุ่มพันธ์ม่วง เป็น พลตำรวจตรี
  53. พันตำรวจเอก สุทธิศักดิ์ วันที เป็น พลตำรวจตรี
  54. พันตำรวจเอก สุพมาส บัวลาด เป็น พลตำรวจตรี
  55. พันตำรวจเอก สุรัตน์ ส่งเสริม เป็น พลตำรวจตรี
  56. พันตำรวจเอก อนุกูล ดาวลอย เป็น พลตำรวจตรี
  57. พันตำรวจเอก อภิชัย กรอบเพชร เป็น พลตำรวจตรี
  58. พันตำรวจเอก อรรถพล พงษ์สุพรรณ เป็น พลตำรวจตรี
  59. พันตำรวจเอก อิทธิโชค เกิดผล เป็น พลตำรวจตรี
  60. พันตำรวจเอกหญิง บุศรา จงรักชอบ เป็น พลตำรวจตรีหญิง

จากรายชื่อข้างต้น พบว่ามีผู้ได้รับยศพลตำรวจเอก 2 ราย พลตำรวจโท 15 ราย พลตำรวจตรี 42 ราย และพลตำรวจตรีหญิง 1 ราย ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการเลื่อนยศของพันตำรวจเอกที่ทำงานหนักในหน่วยต่างๆ ทั่วประเทศ

ความหมายของ โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นนายพล ไม่เพียงแต่เป็นการยกย่องผลงาน แต่ยังช่วยเติมเต็มโครงสร้างผู้บังคับบัญชาในสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ต้องรับมือกับอาชญากรรมซับซ้อนและภัยคุกคามทางไซเบอร์

ในมุมมองของผู้เขียน การเลื่อนยศครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงพระเมตตาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต่อข้าราชการผู้ถวายราชการอย่าง忠誠 และเป็นแรงบันดาลใจให้ตำรวจรุ่นใหม่ๆ พยายามมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ หากคุณสนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถอ่านฉบับเต็มในราชกิจจานุเบกษาได้เลย

ติดตามข่าวสารราชการและการเลื่อนยศครั้งต่อไปได้ที่นี่ เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นนายพล ให้แก่ข้าราชการตำรวจ จำนวน 60 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ ช้างเผือก มงกุฎไทย 2 คน

วันนี้เรามีข่าวดีจากราชกิจจานุเบกษาที่น่าประทับใจมากเลยนะครับ โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ ช้างเผือก มงกุฎไทย แก่ข้าราชบริพารในพระองค์ถึง 2 ราย เป็นพระราชกรุณายิ่งใหญ่ที่แสดงถึงพระราชหฤทัยอันเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถในการเชิดชูผู้มีคุณงามความดี

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ ช้างเผือก มงกุฎไทย

ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 8 เมษายน 2567 (ไม่ใช่ 2569 นะครับ ตามเอกสารจริง) พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นตริตาภรณ์ช้างเผือก และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นตริตาภรณ์มงกุฎไทย แก่ข้าราชบริพารในพระองค์ทั้ง 2 ราย ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2567 เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 7 เมษายน 2567

เครื่องราชอิสริยาภรณ์เหล่านี้ถือเป็นเครื่องราชฯ ชั้นสูงสุดของชาติไทย โดยช้างเผือกเป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์และยอดเยี่ยม ส่วนมงกุฎไทยแสดงถึงเกียรติยศอันสูงส่ง ผู้ที่ได้รับต่างเป็นบุคคลที่ทรงคุณวุฒิ ทุ่มเทรับใช้พระองค์อย่างสุดความสามารถ การ โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ ช้างเผือก มงกุฎไทย ครั้งนี้ จึงเป็นการถวายพระเกียรติยศแก่ผู้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท

รายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์

  • ชั้นตริตาภรณ์ช้างเผือก
    • ร้อยโทหญิง วราลักษณ์ คนโต
    • ร้อยตรีหญิง ปิยากร ดวงราษี
  • ชั้นตริตาภรณ์มงกุฎไทย
    • ร้อยโทหญิง วราลักษณ์ คนโต
    • ร้อยตรีหญิง ปิยากร ดวงราษี

ทั้งสองท่านนี้เป็นข้าราชบริพารในพระองค์ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างใกล้ชิด ด้วยความซื่อสัตย์และวิริยะอุตสาหะ ไม่ว่าจะเป็นด้านการบริหาร การดูแล หรือภารกิจพิเศษต่างๆ ที่ต้องใช้ความรอบคอบและความรับผิดชอบสูง การได้รับพระราชทานเครื่องราชฯ ในครั้งนี้ ย่อมเป็นเครื่องยืนยันถึงผลงานอันน่าประทับใจ

หากย้อนดูประวัติศาสตร์ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือกและมงกุฎไทยก่อตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อเชิดชูบุคคลที่มีคุณูปการต่อแผ่นดิน ช้างเผือกมี 9 ชั้น สูงสุดคือจตุรถาภรณ์ช้างเผือก ส่วนมงกุฎไทยก็เช่นกัน ชั้นตริตาภรณ์ถือเป็นชั้นกลางๆ แต่ก็เป็นเกียรติยศที่หาได้ยากมาก ต้องผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบจากคณะกรรมการ

ข่าว โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ ช้างเผือก มงกุฎไทย นี้ สะท้อนให้เห็นถึงพระราชปณิธานในการส่งเสริมข้าราชการและข้าราชบริพารให้มีคุณธรรมจริยธรรม ในยุคที่สังคมไทยกำลังเผชิญความท้าทายมากมาย การมีแบบอย่างที่ดีเช่นนี้ย่อมเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่มุ่งมั่นในการรับใช้ชาติและพระมหากษัตริย์ยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีลิงก์ต้นฉบับจากราชกิจจานุเบกษาให้ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คลิกที่นี่ เพื่อความถูกต้องและครบถ้วน

ในความเห็นส่วนตัว การพระราชทานเครื่องราชฯ ครั้งนี้ไม่เพียงเป็นเกียรติแก่ผู้รับเท่านั้น แต่ยังเป็นพระราชกรุณาที่แผ่กระจายไปยังครอบครัวและสังคมรอบข้าง สร้างขวัญกำลังใจให้ทุกคนรักและศรัทธาในพระราชอิสรภาพยิ่งขึ้น เชิญชวนทุกท่านติดตามข่าวพระราชกรณียกิจเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา หรือแชร์บทความนี้เพื่อเผยแพร่ความดีงามให้โลกรู้ครับ!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก-มงกุฎไทย 2 ข้าราชบริพารในพระองค์

Scroll to top