ข่าววันนี้

“พริษฐ์” มอง “อิ๊งค์” ลาออกก่อน 29 ส.ค. แค่เอาตัวรอด?

“พริษฐ์” ย้ำชัดจุดยืนพรรคประชาชนปมคลิปเสียง “แพทองธาร” คุย “ฮุน เซน” ควรรับผิดชอบตั้งแต่วันนั้น มอง หาก“อิ๊งค์” ลาออกก่อน 29 ส.ค. แค่เอาตัวรอด ชี้ ต้องทบทวนอำนาจองค์กรอิสระ

วันที่ 24 สิงหาคม 2568 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ ที่รัฐสภา ถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กรณีคลิปเสียงสนทนากับ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ว่า ถ้าพูดถึงวันที่ 29 สิงหาคม จุดยืนของตนและพรรคประชาชนมองว่าจำเป็นต้องมีการทบทวนเรื่องขอบเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระที่จะขยายขึ้นมาตั้งแต่ปี 2540 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเราสื่อสารชัดเจนมาโดยตลอด

ดังนั้น ถ้านายกรัฐมนตรีแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองตามที่ควรจะเป็น เรื่องจะไม่ไปถึงศาลรัฐธรรมนูญแต่ต้น ตั้งแต่เกิดเรื่องคลิปเสียงทางตนและพรรคประชาชนเราสื่อสารมาโดยตลอดว่านายกรัฐมนตรีควรจะแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง ไม่ว่าจะทางการยุบสภาหรือลาออกก็ได้

นายพริษฐ์ กล่าวต่อไปว่า แต่แน่นอนตนได้ฟังคำชี้แจงของนายกรัฐมนตรีที่พยายามจะบอกว่า เนื้อหาของคลิปนั้นเป็นเทคนิคการเจรจา แต่เข้าใจว่าอีกมุมประชาชนก็สามารถที่จะถามกลับได้ว่า สิ่งที่คุณอ้างว่าได้พูดคุยกับสมเด็จฮุน เซน นั้นเป็นเทคนิคการเจรจา แต่จริงๆ แล้วคิดอีกแบบหนึ่ง แบบนี้จะไม่กังวลหรือว่าการสื่อสารกับประชาชนในทุกวันนี้ก็คือเทคนิคการเอาตัวรอด แต่ความคิดหนึ่งก็เป็นไปตามที่ได้คุยกับ สมเด็จฮุน เซน ฉะนั้นตนมองว่าพอคำพูดมีการกลับไปกลับมา และเปลี่ยนแปลงไปตามบริบท นั่นก็ย่อมกระทบต่อความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อนายกรัฐมนตรี และคิดว่าความจริงที่นายกรัฐมนตรีควรจะทำแต่วันนั้นคือการยุบสภาหรือลาออก

สำหรับในวันที่ 25 สิงหาคม ที่เป็นวันยื่นแถลงปิดคดีนั้น นายพริษฐ์ ระบุว่า เราไม่ได้มองแค่คำชี้แจงต่อศาลแต่เรามองถึงคำอธิบายของนายกรัฐมนตรีในทุกบริบทที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เรื่องไปถึงศาลรัฐธรรมนูญแล้วในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ก็จะมี 2 แนวทาง คือ ศาลวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง และไม่ให้พ้นจากตำแหน่ง

ถ้าเป็นในกรณีไม่วินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง ตนมองว่าเรื่องก็จะกลับมาที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่าเราจะใช้กลไกสภาฯ อย่างไรในการตรวจสอบการทำหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี ทั้งในบริบทของคลิปเสียง หรือบริบทอื่นๆ ที่ผ่านมา ซึ่งกลไกไม่ว่าจะเป็นการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามมาตรา 151 หรือการอภิปรายทั่วไป ตามมาตรา 152 เป็นกลไกและเครื่องมือที่ฝ่ายค้านสามารถทำได้ แต่ถ้านายกรัฐมนตรีถูกวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง ก็จะเข้าสู่กระบวนการในการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งจุดยืนของพรรคประชาชน อะไรที่เราเคยพูดไปแล้วก็ยังคงยืนยันจุดยืนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป

ส่วนคำถามต่อในกรณีที่นายกรัฐมนตรีลาออกก่อนวันที่ 29 สิงหาคม นายพริษฐ์ ตอบว่า ตนคิดว่านายกรัฐมนตรี ณ วันนี้จนถึงวันที่ 29 สิงหาคม หากตัดสินใจลาออก นั่นชัดเจนว่าเป็นการตัดสินใจลาออกก่อน 29 ส.ค. แค่เอาตัวรอด ความจริงสิ่งที่ประชาชนอยากเห็นตั้งแต่ก่อนหน้านี้คือการลาออกเพื่อรับผิดชอบต่อประชาชน ดังนั้นส่วนตัวมองว่า ถ้าวันนี้นายกรัฐมนตรีลาออก นั่นเป็นการลาออกก่อน 29 ส.ค. แค่เอาตัวรอด.

“อิ๊งค์” ลาออกก่อนศาล รธน. ตัดสิน 29 ส.ค. แค่เพื่อเอาตัวรอด

ทำไมนายพริษฐ์ถึงมองว่า “อิ๊งค์” ลาออกก่อน 29 ส.ค. แค่เอาตัวรอด?

สถานการณ์ทางการเมืองกำลังร้อนระอุ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ที่จะถึงนี้ ประเด็นสำคัญอยู่ที่คลิปเสียงสนทนากับ สมเด็จฮุน เซน ซึ่งนำมาสู่คำถามถึงความเหมาะสมและจริยธรรมทางการเมือง

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา โดยเน้นย้ำว่าหากนายกรัฐมนตรีตัดสินใจลาออกก่อนวันที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน นั่นเป็นการกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบมากกว่าการแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชนอย่างแท้จริง

พรรคประชาชนยังคงยืนยันจุดยืนเดิมในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น ไม่ว่าผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นเช่นไร กลไกสภาผู้แทนราษฎรพร้อมที่จะถูกนำมาใช้เพื่อตรวจสอบการทำหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

การเมืองไทยยังคงต้องจับตาดูกันต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินใจของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ ซึ่งจะมีผลต่ออนาคตทางการเมืองของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้น การที่นายพริษฐ์ออกมาแสดงความคิดเห็นเช่นนี้ ก็เพื่อกระตุ้นเตือนให้นักการเมืองตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อประชาชน และให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศอย่างแท้จริง การลาออกเพื่อหนีปัญหาไม่ใช่ทางออก แต่การเผชิญหน้ากับความจริงและแสดงความรับผิดชอบต่างหากที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้

ที่มา – “พริษฐ์” มองหาก “อิ๊งค์” ลาออกก่อนศาล รธน. ตัดสิน 29 ส.ค. แค่เพื่อเอาตัวรอด

มารี เบรินเนอร์ ไม่เป่าแอลกอฮอล์! ดาราสาวกับหนุ่ม

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการบันเทิง เมื่อ “มารี เบรินเนอร์” ดาราสาวชื่อดัง ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.วังทองหลาง แจ้งข้อหาเมาแล้วขับ หลังปฏิเสธการเป่าตรวจวัดแอลกอฮอล์ ณ ด่านตรวจ หนำซ้ำยังมีหนุ่มนักธุรกิจคนสนิท ถูกแจ้งข้อหาขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงาน โดยอ้างว่าเป็นน้องชายของนายตำรวจใหญ่ เรื่องราวทั้งหมดเป็นอย่างไร เราจะมาเจาะลึกรายละเอียดไปพร้อมๆ กัน

มารี เบรินเนอร์ ปฏิเสธเป่าแอลกอฮอล์

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 03.00 น. ของวันที่ 24 สิงหาคม 2568 ขณะที่ พ.ต.ท.เฉลิมพล ผาชะลา สว.จร.สน.วังทองหลาง พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ ตั้งจุดตรวจกวดขันวินัยจราจรและตรวจวัดแอลกอฮอล์ บริเวณหน้าโชว์รูมรถมอเตอร์เวย์ ถนนประดิษฐ์มนูธรรมขาออก ได้มีรถเก๋งหรูยี่ห้อพอร์ชสีเขียว ขับเข้ามายังจุดตรวจ

เมื่อเจ้าหน้าที่ส่งสัญญาณให้หยุดเพื่อทำการตรวจค้น พบว่าผู้ขับขี่เป็นหญิงสาวหน้าตาดี ซึ่งอยู่ในอาการคล้ายเมาสุรา ทราบชื่อภายหลังคือ น.ส.มารี เบรินเนอร์ อายุ 33 ปี ดารานางแบบลูกครึ่งไทย-เยอรมัน นอกจากนี้ ยังมีชายหนุ่มนักธุรกิจคนสนิทนั่งอยู่ข้างคนขับ และหญิงสาวอีกหนึ่งคนนั่งอยู่บริเวณเบาะหลัง เจ้าหน้าที่จึงขอให้ มารี เบรินเนอร์ ทำการเป่าวัดระดับแอลกอฮอล์ แต่ชายหนุ่มคนสนิทกลับแสดงท่าทีไม่ยินยอม และไม่อนุญาตให้ดาราสาวลงจากรถ จนเกิดการโต้เถียงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

สถานการณ์เริ่มตึงเครียด เจ้าหน้าที่จึงสั่งให้รถยนต์คันดังกล่าวจอดชิดขอบทาง แต่ทั้งสามคนกลับปิดกระจกรถและไม่ยอมลงจากรถ เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องทำการเคาะเรียกอยู่นานเกือบหนึ่งชั่วโมง กว่าที่ทั้งหมดจะยอมลงจากรถ

เกิดอะไรขึ้นเมื่อ มารี เบรินเนอร์ ถึงโรงพัก?

เมื่อเจ้าหน้าที่พยายามที่จะให้ มารี เบรินเนอร์ ทำการเป่าวัดแอลกอฮอล์ ชายหนุ่มคนสนิทกลับโวยวายและอ้างว่า แฟนสาวของตนเองปวดปัสสาวะ และขอให้ไปเข้าห้องน้ำก่อนได้หรือไม่ นอกจากนี้ ชายหนุ่มยังอ้างว่า ตนเองรู้จักกับนายตำรวจใหญ่ และมีการโต้เถียงและขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่เป็นเวลานาน จนกระทั่งเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวดาราสาวไปยัง สน.วังทองหลางได้สำเร็จ พร้อมทั้งเชิญตัวชายหนุ่มคนสนิทและหญิงสาวอีกหนึ่งคนไปยังโรงพักเช่นเดียวกัน

เมื่อไปถึง สน.วังทองหลาง น.ส.มารี เบรินเนอร์ ยังคงปฏิเสธที่จะทำการเป่าวัดระดับแอลกอฮอล์ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตัดสินใจแจ้งข้อหาเมาแล้วขับ โดยพิจารณาจากอาการทางร่างกายและพฤติกรรมที่ปรากฏ ก่อนจะนำตัวส่งให้กับ พ.ต.ท.จุฑาพงษ์ ชาญดิลกโชติ สว.(สอบสวน) สน.วังทองหลาง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป โดย มารี เบรินเนอร์ ได้รับการประกันตัวไปด้วยวงเงิน 20,000 บาท และเจ้าหน้าที่ได้ทำการนัดหมายเพื่อส่งฟ้องศาลแขวงรัชดาในวันจันทร์ที่ 25 สิงหาคมที่จะถึงนี้

ในส่วนของชายหนุ่มนักธุรกิจ เจ้าหน้าที่ได้ทำการลงบันทึกประจำวัน และแจ้งข้อหาดูหมิ่นและขัดขวางเจ้าพนักงานในขณะปฏิบัติหน้าที่ ก่อนที่จะปล่อยตัวชั่วคราวไป โดย พ.ต.ท.จุฑาพงษ์ ชาญดิลกโชติ จะทำการสอบสวนหัวหน้าตำรวจที่ตั้งด่านตรวจและลูกน้องในที่เกิดเหตุ เพื่อให้ทราบถึงพฤติกรรมของชายหนุ่มนักธุรกิจอย่างละเอียด เพื่อประกอบการดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการเคารพกฎหมายและหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ขณะขับรถ เพื่อความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่นบนท้องถนน การปฏิเสธการตรวจวัดแอลกอฮอล์ อาจนำไปสู่ข้อหาและบทลงโทษที่ร้ายแรงกว่าที่คิด

ที่มา – “มารี เบรินเนอร์” ดาราสาวพร้อมหนุ่มคนสนิท ขับรถหรูเข้าด่าน ไม่ยอมเป่าแอลกอฮอล์

เพื่อไทยมั่นใจ! ตัดสินคดี “อิ๊งค์” 29 ส.ค. ไม่ลาออก

“วิสุทธิ์” เผย ศาลรัฐธรรมนูญนัดตัดสินคดี “อิ๊งค์” 29 ส.ค.นี้ สส.พรรคเพื่อไทยเชื่อมั่นนายกฯ ไม่ชิงลาออก ไม่มีเจตนาร้ายต่อประเทศ ซัดไร้สาระกระพือชื่อ “บิ๊กตู่-อนุทิน”

วันที่ 24 สิงหาคม 2568 นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงกรณีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แกนนำพรรคเพื่อไทย แสดงความเชื่อมั่นจะมีข่าวดีในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยถอดถอน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ว่า พรรคเพื่อไทยยังเชื่อมั่นว่าเป็นไปตามนั้น สส.พรรคเพื่อไทยทุกคนมั่นใจนายกรัฐมนตรีไม่ได้ทำผิดในคลิปเสียงสนทนากับ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ไม่มีเจตนาร้ายต่อประเทศ ไม่ได้อยากให้ไทยรบกับกัมพูชา

ขณะเดียวกัน ยืนยันว่านายกรัฐมนตรีจะไม่ลาออกจากตำแหน่งก่อนถึงวันตัดสินคดี “อิ๊งค์” 29 ส.ค. ไม่ได้ทำผิดจะลาออกทำไม สส.พรรคเพื่อไทย พร้อมให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี และเชื่อว่ายังมีศักยภาพเพียงพอที่จะทำงานต่อได้ แต่มีคนปล่อยข่าวมาตลอด เป็นจินตนาการของฝ่ายตรงข้าม

วิสุทธิ์ ไชยณรุณ
วิสุทธิ์ ไชยณรุณ

ตัดสินคดี “อิ๊งค์” 29 ส.ค. เพื่อไทยมั่นใจไม่ลาออก

ผู้สื่อข่าวถามต่อ พรรคเพื่อไทยเตรียมรับมืออย่างไรหากผลคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญออกมาทางลบ นายกรัฐมนตรีต้องหลุดจากตำแหน่ง นายวิสุทธิ์ ตอบว่า “กรณีนั้นค่อยมาว่ากันอีกทีเมื่อถึงเวลา เรายังเชื่อมั่นนายกฯ ไม่มีความผิด” ส่วนคำถามว่าหากผลคำวินิจฉัยเป็นทางลบ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่จะถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ต้องเป็นชื่อ นายชัยเกษม นิติสิริ จากพรรคเพื่อไทย คนเดียวใช่หรือไม่ นายวิสุทธิ์ ระบุว่า แน่นอนต้องเป็นชื่อนายชัยเกษม ไม่มีเปลี่ยนเป็นคนอื่น ส่วนกระแสข่าวที่มีชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี หรือนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีด้วยนั้น จะเอาชื่อคนอื่นมาทำไม เป็นเรื่องไร้สาระ ใครไม่ชอบนายกรัฐมนตรีก็มักออกมาพูดแบบนี้ ไม่เคยคิดบวก

เพื่อไทยตอบโต้กระแสข่าวลือนายกฯ ลาออกก่อน ตัดสินคดี “อิ๊งค์” 29 ส.ค.

ขณะที่คำถาม ยังไว้ใจพรรคร่วมรัฐบาลได้ใช่หรือไม่ว่าจะไม่ตลบหลังไปสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนอื่นที่ไม่ใช่พรรคเพื่อไทย นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ไว้ใจได้ มั่นใจไม่มีการตลบหลังพรรคเพื่อไทย ที่ผ่านมาพรรคร่วมรัฐบาลก็โหวตลงมติทุกเรื่องไปในทิศทางเดียวกันตลอด อย่างการลงมติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เสียงโหวตรัฐบาลก็ไปทางเดียวกัน ไม่มีปัญหา แม้รัฐบาลจะมีเสียงปริ่มน้ำก็ไว้ใจกันได้ คอยประคองกันไป.

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินคดี “อิ๊งค์” 29 ส.ค. นี้ ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล หากผลการตัดสินออกมาเป็นลบจริง พรรคเพื่อไทยก็คงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และพิจารณาถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

ที่มา – ตัดสินคดี “อิ๊งค์” 29 ส.ค. เพื่อไทยเชื่อไม่ชิงลาออก ซัดไร้สาระกระพือชื่อ “บิ๊กตู่-อนุทิน”

ยายเผยเศร้า พลทหารพิทยุตม์ หวังเรียนต่อ

ครอบครัวสุดเศร้าเตรียมจัดงานศพให้ “พลทหารพิทยุตม์” พลทหารผู้กล้าที่เคยโต้เถียงกับหญิงชาวกัมพูชาที่ปราสาทตาเมือนธม ยายเผยความเศร้า หลานชายสมัครเป็นทหารเพื่อหวังจะได้เรียนหนังสือต่อ และยังไม่ได้กลับบ้านตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ปะทะ

วันที่ 24 สิงหาคม 2568 จากกรณีการเสียชีวิตของ พลทหารพิทยุตม์ โสดา หรือ “น้องยักษ์” อายุ 20 ปี สังกัด ร.23 พัน 4 ประจำการอยู่ที่ปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ พลทหารที่เคยเป็นข่าวโต้เถียงกับหญิงชาวกัมพูชาชื่อ “โมนิก้า” ก่อนเกิดเหตุการณ์สู้รบไม่นาน โดยเสียชีวิตเมื่อช่วงเย็นวานนี้ (23 ส.ค. 68) ภายในห้องน้ำบริเวณฐานปฏิบัติการฯ ด้วยอาการวูบจากโรคประจำตัว เพื่อนทหารระบุว่า พลทหารพิทยุตม์ มีโรคประจำตัวและเคยอาเจียนเป็นเลือด ก่อนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและรับยามารับประทาน ต้นสังกัดให้พักรักษาตัว แต่เจ้าตัวเป็นห่วงเพื่อนร่วมงาน ขอปฏิบัติหน้าที่ดังเดิม

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังบ้านของพลทหารพิทยุตม์ ใน ต.หนองกง อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ พบว่าชาวบ้านกำลังช่วยกันเตรียมงานศพ

นางจัด ประสงทรัพย์ อายุ 70 ปี น้องสาวยายของพลทหารน้อย เล่าว่า หลานชายเป็นคนอาภัพ พ่อแม่แยกทางกัน ไม่ได้เรียนหนังสือ กระทั่งอายุ 18 ปี จึงสมัครเข้าเป็นทหารที่ค่าย ร.23 พัน 4 บุรีรัมย์ ด้วยความหวังว่าจะได้เรียนหนังสือต่อ เมื่อเกิดความตึงเครียดจึงถูกส่งไปประจำแนวชายแดนที่ จ.สุรินทร์ และยังไม่ได้กลับบ้าน ทราบว่าได้พักแล้ว แต่ยังไม่ขอกลับ เพราะอยากอยู่เป็นเพื่อนทหารที่ชายแดน ยอมรับว่าตอนที่หลานไปโต้เถียงกับทหารกัมพูชา ตนเป็นห่วง กลัวเขาจะทำร้าย แต่ก็ดีใจที่หลานมีใจเด็ดเดี่ยว

ด้านนางชวนพิมพ์ พรมพนัส อายุ 60 ปี ประธาน อสม. หมู่ 7 ต.หนองกง อ.นางรอง เล่าว่า ตอนที่น้องไปปะทะคารมกับทหารกัมพูชา ชาวบ้านต่างเอาใจช่วยและปรบมือให้ ตั้งใจว่าถ้าน้องกลับมา จะมอบทิปให้คนละร้อย แต่เสียดายที่น้องเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

เรื่องราวเศร้าของ พลทหารพิทยุตม์

เรื่องราวของ พลทหารพิทยุตม์ กลายเป็นที่สนใจของสังคมหลังจากคลิปวิดีโอการโต้เถียงกับหญิงชาวกัมพูชาถูกเผยแพร่ออกไป หลายคนชื่นชมในความกล้าหาญและความรักชาติของเขา แต่เบื้องหลังความกล้าหาญนั้นคือความฝันที่อยากจะเรียนต่อให้สูงขึ้น

ความฝันที่ยังไม่ทันเป็นจริงของ พลทหารพิทยุตม์

ยายของพลทหารพิทยุตม์เล่าด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยว่า พลทหารพิทยุตม์ ตั้งใจสมัครเป็นทหารเพราะหวังว่าจะมีโอกาสได้เรียนต่อ เขาเป็นเด็กขยันขันแข็งและมีความรับผิดชอบสูง แม้ว่าชีวิตจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่เขาก็ไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรค

การจากไปของ พลทหารพิทยุตม์ สร้างความเสียใจให้กับครอบครัวและเพื่อนฝูงเป็นอย่างมาก แต่ความกล้าหาญและความเสียสละของเขาจะยังคงอยู่ในความทรงจำของทุกคนตลอดไป

ไว้อาลัย พลทหารพิทยุตม์ ผู้กล้าแห่งตาเมือนธม

ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของ พลทหารพิทยุตม์ โสดา ผู้เสียสละเพื่อชาติและประชาชน ขอให้ดวงวิญญาณของท่านไปสู่สุคติ

เรื่องราวของพลทหารพิทยุตม์สะท้อนให้เห็นถึงความเสียสละและความมุ่งมั่นของคนหนุ่มสาวที่ต้องการสร้างอนาคตที่ดีให้กับตัวเองและครอบครัว แม้ว่าเส้นทางชีวิตของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน แต่ความฝันและความหวังเป็นสิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกัน

ที่มา – ยายเผยเศร้า “พลทหารพิทยุตม์” ตั้งใจสมัครเป็นทหาร เพื่อหวังเรียนหนังสือต่อ

ไต้ฝุ่นคาจิกิ ถล่มเวียดนาม จ่อเข้าไทย!

พายุโซนร้อน “คาจิกิ” ได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็น “พายุไต้ฝุ่น” สร้างความกังวลให้กับหลายประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวียดนามที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบโดยตรง และประเทศไทยที่ต้องเตรียมรับมือกับอิทธิพลของพายุที่อ่อนกำลังลง

พายุโซนร้อน “คาจิกิ” ทวีกำลังแรงเป็น “พายุไต้ฝุ่น” เตรียมถล่มเวียดนามและภาคเหนือของไทย

สถานการณ์ล่าสุด พายุโซนร้อน “คาจิกิ” (Kajiki) บริเวณทะเลจีนใต้ ได้พัฒนาความรุนแรงเป็นพายุไต้ฝุ่นอย่างเต็มตัว คาดการณ์ว่าจะเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศเวียดนามในช่วงวันจันทร์นี้ (25 ส.ค.) ซึ่งจะส่งผลให้พื้นที่ทางตอนเหนือและตอนกลางของเวียดนามต้องเผชิญกับลมกระโชกแรง คลื่นทะเลขนาดใหญ่ และฝนที่ตกหนักถึงหนักมาก เสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มในหลายพื้นที่

เมื่อเวลา 16:00 น. ของวันเสาร์ที่ผ่านมา สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของเวียดนามได้รายงานว่า ศูนย์กลางของพายุอยู่ห่างจากหมู่เกาะพาราเซลไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 230 กิโลเมตร โดยมีความเร็วลมสูงสุดอยู่ที่ 102 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

พายุคาจิกิกำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือด้วยความเร็ว 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีแนวโน้มที่จะทวีกำลังแรงขึ้นอีกขณะเคลื่อนตัวผ่านตอนใต้ของเกาะไหหลำของจีน ก่อนที่จะขึ้นฝั่งบริเวณระหว่างจังหวัดทัญฮว้า และจังหวัดกว๋างจิในวันจันทร์ที่จะถึงนี้

ทางการเวียดนามได้ประกาศยกระดับความเสี่ยงจากภัยพิบัติในพื้นที่ชายฝั่งและตอนใน ตั้งแต่จังหวัดทัญฮว้าไปจนถึงตอนเหนือของจังหวัดกว๋างจิ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยาได้ชี้ว่า จังหวัดฮาติงห์และตอนเหนือของจังหวัดกว๋างจิเป็นพื้นที่ที่เปราะบางที่สุดและมีความเสี่ยงสูง

คาดการณ์ว่าจะมีฝนตกหนักตั้งแต่คืนวันอาทิตย์ไปจนถึงวันอังคาร โดยพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำทางตอนเหนือ, ตอนใต้ของจังหวัดฟูเถาะ และพื้นที่ระหว่างแทงฮวา-เว้ จะมีปริมาณน้ำฝนสะสมอยู่ที่ 100-150 มิลลิเมตร และบางพื้นที่มีโอกาสสูงถึง 250 มิลลิเมตร ขณะที่พื้นที่ตั้งแต่จังหวัดแทงฮวาถึงตอนเหนือของจังหวัดกว๋างจิอาจมีปริมาณฝนสูงถึง 200-400 มิลลิเมตร และในกรณีที่รุนแรงอาจสูงกว่า 700 มิลลิเมตร นอกจากนี้ กรุงฮานอย เมืองดานัง และนครโฮจิมินห์ก็มีโอกาสที่จะเกิดฝนตกเช่นกัน

เจ้าหน้าที่ได้เร่งเตือนประชาชนให้เสริมความแข็งแรงของบ้านเรือน เตรียมพร้อมสำหรับการอพยพ และหลีกเลี่ยงการออกทะเล พายุคาจิกิถือเป็นพายุไต้ฝุ่นลูกที่ 5 ในทะเลจีนใต้ของปีนี้ ต่อจากพายุวิภาที่สร้างความเสียหายในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 รายและบาดเจ็บ 5 รายในเวียดนามตอนเหนือ

ผลกระทบต่อประเทศไทยจากพายุโซนร้อน “คาจิกิ”

ในส่วนของประเทศไทย กรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์ว่า พายุโซนร้อนคาจิกิ ซึ่งเป็นพายุหมุนเขตร้อนลำดับที่ 13 ในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือในปีนี้ จะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันเมื่อเคลื่อนตัวเข้าสู่จังหวัดน่านในวันอังคารนี้ (26 ส.ค.) และอาจทำให้จังหวัดน่านมีฝนตกหนักถึง 200 มิลลิเมตร

กรมอุตุนิยมวิทยาของไทยยังคงเตือนว่าในช่วงวันจันทร์และวันอังคารนี้ ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากฝนที่ตกหนัก ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำได้ ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงควรติดตามข่าวสารและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

การเตรียมพร้อมรับมือ พายุโซนร้อน “คาจิกิ”

  • ติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด
  • เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น น้ำท่วม ดินถล่ม
  • ตรวจสอบและเสริมความแข็งแรงของบ้านเรือน
  • เตรียมสิ่งของจำเป็น เช่น อาหาร น้ำดื่ม ยา
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง

พายุโซนร้อน “คาจิกิ” ที่ทวีกำลังแรงเป็น “พายุไต้ฝุ่น” เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ การติดตามข่าวสารและปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการลดความเสี่ยงและผลกระทบจากภัยพิบัติ

ที่มา – พายุโซนร้อน “คาจิกิ” ทวีกำลังแรงเป็น “พายุไต้ฝุ่น” เตรียมถล่มเวียดนามและภาคเหนือของไทย

คิม จอง อึน คุมทดสอบขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน

คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ควบคุมการทดสอบยิง ขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน รุ่นใหม่ถึง 2 ชนิด ท่ามกลางการซ้อมรบร่วมกันระหว่างกองทัพเกาหลีใต้และสหรัฐอเมริกา การเคลื่อนไหวนี้ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากนานาชาติ

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) รายงานว่า นายคิม จอง อึน ได้เดินทางไปกำกับดูแลการทดสอบยิง ขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน ด้วยตนเองเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการแสดงศักยภาพทางทหารที่สำคัญ ในขณะที่สถานการณ์ในภูมิภาคยังคงตึงเครียด

การทดสอบครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของ ขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน ในการรับมือกับภัยคุกคามทางอากาศที่หลากหลาย เช่น โดรนและขีปนาวุธร่อน นายคิม จอง อึน ยังได้มอบหมายภารกิจสำคัญให้กับนักวิทยาศาสตร์ด้านการป้องกันประเทศ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการประชุมทางการเมืองครั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึง

แม้ว่ารายงานของเคซีเอ็นเอจะไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับชนิดของขีปนาวุธ หรือสถานที่ทดสอบอย่างเจาะจง แต่การทดสอบนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ประธานาธิบดีเกาหลีใต้เดินทางไปเยือนกรุงโตเกียว เพื่อหารือกับนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเกี่ยวกับการเสริมสร้างความร่วมมือในการรับมือกับความท้าทายด้านความมั่นคง รวมถึงโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ

รัฐบาลเกาหลีเหนือได้ปฏิเสธข้อเรียกร้องจากเกาหลีใต้และสหรัฐฯ หลายครั้ง ในการกลับมาเจรจาเพื่อลดโครงการอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธ โดยยังคงให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับรัสเซีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายต่างประเทศที่มุ่งเน้นการสร้างความสัมพันธ์กับประเทศที่เผชิญหน้ากับสหรัฐฯ

นับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครน เกาหลีเหนือได้ให้การสนับสนุนรัสเซียในการทำสงคราม โดยการส่งกองกำลังทหารและอาวุธจำนวนมาก ซึ่งทำให้เกิดความกังวลว่ารัสเซียอาจถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับกองทัพติดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ

คิม จอง อึน คุมทดสอบขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ระบบต่อต้านอากาศยานและเรดาร์ที่ล้าสมัยของเกาหลีเหนือเป็นพื้นที่ที่น่าจะมีการร่วมมือกันระหว่างเกาหลีเหนือและรัสเซีย รัฐบาลชุดก่อนของเกาหลีใต้เคยระบุว่ารัสเซียได้จัดหาขีปนาวุธและอุปกรณ์อื่นๆ เพื่อช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบป้องกันภัยทางอากาศของเกาหลีเหนือ

ความสำคัญของการทดสอบขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน

การทดสอบ ขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน ครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของเกาหลีเหนือ เนื่องจากเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการป้องกันประเทศจากภัยคุกคามทางอากาศที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังนานาชาติว่า เกาหลีเหนือยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาศักยภาพทางทหารของตนเอง

  • การทดสอบนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สถานการณ์ในภูมิภาคมีความตึงเครียด
  • เป็นการแสดงศักยภาพทางทหารของเกาหลีเหนือ
  • อาจนำไปสู่ความร่วมมือทางทหารระหว่างเกาหลีเหนือและรัสเซีย

การทดสอบ ขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน ของเกาหลีเหนือเป็นการย้ำเตือนถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในคาบสมุทรเกาหลีด้วยสันติวิธี และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องหันมาเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกัน

ที่มา – “คิม จอง อึน” คุมการทดสอบขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน 2 ชนิดใหม่

แผ่นดินไหว 4.1 เขย่ารัฐยะโฮร์ สั่นสะเทือนหลายรัฐ

แผ่นดินไหวขนาด 4.1 เขย่ารัฐยะโฮร์ มาเลเซีย สั่นสะเทือนหลายรัฐ

เช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (24 ส.ค.) เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 4.1 เขย่ารัฐยะโฮร์ ประเทศมาเลเซีย ส่งผลให้ประชาชนในหลายรัฐรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นโดยไม่มีใครคาดคิด

สำนักงานอุตุนิยมวิทยามาเลเซีย (MetMalaysia) รายงานผ่านเพจเฟซบุ๊ก ว่าเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 06:13 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีศูนย์กลางอยู่ห่างจากเมืองเซกามัตไปทางทิศตะวันตก 5 กิโลเมตร ที่ระดับความลึก 10 กิโลเมตร

เจ้าหน้าที่ระบุว่า แรงสั่นสะเทือนจากเหตุการณ์ครั้งนี้สามารถรับรู้ได้ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของรัฐยะโฮร์, รัฐเนอเกอรีเซ็มบีลัน, รัฐมะละกา และทางตอนใต้ของรัฐปะหัง ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยามาเลเซียยืนยันว่าจะเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดสึนามิ

นายอนน์ ฮาฟิซ กาซี มุขมนตรีรัฐยะโฮร์ ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ยืนยันว่ายังไม่มีรายงานความเสียหายหรืออุบัติเหตุในเมืองเซกามัต พร้อมทั้งระบุว่ารัฐบาลท้องถิ่นกำลังประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้สิ่งปลูกสร้างที่ไม่มั่นคง รวมถึงให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด

แม้ว่าประเทศมาเลเซียจะตั้งอยู่นอกเขตวงแหวนไฟแปซิฟิก แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าประเทศนี้ก็ไม่ได้ปลอดจากความเสี่ยงภัยแผ่นดินไหวขนาด 4.1 เขย่ารัฐยะโฮร์โดยสมบูรณ์

นายอับดุล ราสิด จาอาปาร์ ประธานสถาบันธรณีวิทยามาเลเซีย (Institute of Geology Malaysia) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเบอร์นามาเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาว่า แม้มาเลเซียจะไม่ได้อยู่ในแนวการปะทะกันของแผ่นเปลือกโลกหลัก แต่ก็เคยมีรายงานแผ่นดินไหวขนาดเล็กเกิดขึ้นในบางพื้นที่ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

“แผ่นดินไหวเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ทั้งในแง่ของตำแหน่งและขนาด เช่นเดียวกับที่เคยเกิดแผ่นดินไหวขนาด 3.8 ที่เมืองบูกิตติงกี อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันคาบสมุทรมาเลเซียยังไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง” นายจาอาปาร์กล่าว

เขายังเสริมว่า ความเสี่ยงแผ่นดินไหวในรัฐซาบาห์นั้นสูงกว่า เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้กับเขตที่มีความเคลื่อนไหวทางธรณีวิทยา

ทั้งนี้ มาเลเซียเคยเผชิญกับแผ่นดินไหวรุนแรงหลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐซาบาห์ ซึ่งเคยมีรายงานแผ่นดินไหวขนาด 6.0 และ 6.3 ในช่วงปี 1923, 1958, 1976 และ 2015 ส่วนในรัฐซาราวักเคยเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงที่สุดในขนาด 5.3 เมื่อปี 1994

สำหรับคาบสมุทรมาเลเซียก็เคยมีรายงานแผ่นดินไหวขนาด 1.6 ถึง 4.6 เกิดขึ้นระหว่างปี 1984 ถึง 2013 โดยมีจุดศูนย์กลางในหลายพื้นที่ เช่น บูกิตติงกี รัฐปะหัง, เขื่อนเคนยีร์ รัฐตรังกานู, กัวลาปิละห์ รัฐเนอเกอรีเซ็มบีลัน และเมืองมันจุงกับเตเม็งกอร์ ในรัฐเปรัก.

สิ่งที่ควรทราบเกี่ยวกับแผ่นดินไหวขนาด 4.1 เขย่ารัฐยะโฮร์

เหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 4.1 เขย่ารัฐยะโฮร์ครั้งนี้ แม้จะไม่มีรายงานความเสียหายร้ายแรง แต่ก็เป็นสัญญาณเตือนให้เราตระหนักถึงความไม่แน่นอนของภัยธรรมชาติ การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินจึงเป็นสิ่งสำคัญ เรียนรู้แนวทางการปฏิบัติตนเมื่อเกิดแผ่นดินไหว ติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และวางแผนการอพยพหากจำเป็น เพียงเท่านี้ คุณก็สามารถเพิ่มความปลอดภัยให้กับตนเองและคนที่คุณรักได้

เหตุการณ์ แผ่นดินไหวขนาด 4.1 เขย่ารัฐยะโฮร์แสดงให้เห็นว่าภัยธรรมชาติสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การติดตามข่าวสารและเตรียมพร้อมรับมือจึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญเสมอ

ที่มา – แผ่นดินไหวขนาด 4.1 เขย่ารัฐยะโฮร์ มาเลเซีย สั่นสะเทือนหลายรัฐ ไม่มีรายงานความเสียหาย

เปิดสาเหตุ! พี่น้องเมเนนเดซ ถูกปฏิเสธทัณฑ์บน

คณะกรรมาธิการทัณฑ์บนรัฐแคลิฟอร์เนียตัดสินใจปฏิเสธคำร้องขอปล่อยตัวก่อนกำหนดของพี่น้องเมเนนเดซ ฆาตกรชื่อดังซึ่งก่อเหตุสังหารบิดาและมารดาของตัวเองเมื่อ 36 ปีก่อน เรื่องราวของ พี่น้องเมเนนเดซ ถูกปฏิเสธทัณฑ์บน กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง

เดิมทีพี่น้องคู่นี้ถูกตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิต แต่มีการตัดสินโทษใหม่เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ลดโทษให้พวกเขาเหลือจำคุก 50 ปี และสามารถขอทำทัณฑ์บนเพื่อปล่อยตัวก่อนกำหนดได้

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการทัณฑ์บนบกเหตุผลหลายข้อระหว่างการพิจารณา ที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจปฏิเสธ รวมถึงพฤติกรรมการแหกกฎหลายครั้งของพี่น้องคู่นี้ขณะอยู่ในเรือนจำ

เอริก กับ ไลล์ เมเนนเดซ สองพี่น้องผู้ก่อเหตุสังหารพ่อแม่ของตัวเองด้วยการใช้อาวุธปืนกระหน่ำยิงพวกเขาหลายนัดในระยะประชิด ที่บ้านของพวกเขาในเมืองเบเวอร์ลี ฮิลส์ รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อปี 2532 ถูกปฏิเสธการขอทำทัณฑ์บนเพื่อปล่อยตัวก่อนกำหนด หลังจากมีการตัดสินโทษใหม่เมื่อไม่กี่เดือนก่อน ทำให้พวกเขาได้สิทธิ์ในการขอทำทัณฑ์บนมา

ระหว่างการพิจารณา 2 วันของคณะกรรมาธิการทัณฑ์บนรัฐแคลิฟอร์เนีย สองพี่น้องถูกซักหลายข้อ และเจ้าหน้าที่ขอให้พวกเขาพูดอย่างตรงๆ เรื่องการทารุณที่พวกเขาได้รับในตอนเป็นเด็ก, ความเชื่อของพวกเขาที่นำไปสู่การฆาตกรรม กับความคิดหลังจากนั้น และการกระทำผิดต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างถูกจองจำ

พี่น้องเมเนนเดซถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในปี 2539 จากการสังหารนายโฮเซ กับนางคิตตี เมเนนเดซ จนกลายเป็นคดีโด่งดังของสหรัฐฯ มาอย่างยาวนาน กระทั่งพวกเขาได้รับการสนับสนุนจากสังคมมากขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา หลังจากเรื่องราวของพวกเขาถูกนำไปทำเป็นสารคดีบนเน็ตฟลิกซ์ นำไปสู่การตัดสินโทษใหม่ในเดือนพฤษภาคม

การพิจารณาของคณะกรรมาธิการทัณฑ์บนนี้คือโอกาสใกล้เคียงที่สุดที่พวกเขาจะได้ออกจากคุก และสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการพิจารณาก็ช่วยอธิบายว่าเหตุใด คณะกรรมาธิการจึงปฏิเสธการให้ทัณฑ์บนแก่พี่น้องคู่นี้

เปิดสาเหตุ พี่น้องเมเนนเดซ ถูกปฏิเสธทัณฑ์บน

การแอบใช้โทรศัพท์มือถือขณะถูกคุมขังไม่ใช่เรื่องเล็ก นายโรเบิร์ต บาร์ตัน หนึ่งในกรรมาธิการทัณฑ์บนเน้นย้ำเรื่องนี้กับพี่น้องเมเนนเดซ ว่าการใช้โทรศัพท์มือถืออย่างผิดกฎหมายของพวกเขา ทำลายภาพลักษณ์การเป็นนักโทษชั้นดีที่พวกเขาพยายามสร้างขึ้นมา

มือถือที่ว่าอาจถูกใช้เพื่อสั่งการโจมตี, เคลื่อนย้ายยาเสพติดจากในคุก และประสานการโจมตีเจ้าหน้าที่ และการที่มีมือถืออยู่ในคุกหมายความว่า เจ้าหน้าที่ทัณฑสถานต้องมีลักลอบนำเข้าไป และกลุ่มแก๊งในเรือนจำก็อาจได้รับประโยชน์จากการเก็บค่าใช้โทรศัพท์

“สิ่งที่ผมได้จากการใช้โทรศัพท์และการเชื่อมต่อผมกับโลกภายนอกนั้น มีค่ามากกว่าผลที่ตามมาจากการถูกจับได้ว่าใช้โทรศัพท์” นายเอริก เมเนนเดซกล่าว โดยเขาบอกกับคณะกรรมาธิการว่า เขาใช้มือถือเพื่อพูดคุยกับภรรยา, ดูยูทูป, ฟังเพลง และดูหนังโป๊

ในการตัดสินปฏิเสธการขอทำทัณฑ์บนของเอริก นายบาร์ตันอธิบายว่า พฤติกรรมของเอริกนั้นคือการ “เห็นแก่ตัว” และเป็นสัญญาณว่า เขาเชื่อว่ากฎไม่ได้บังคับใช้กับเขา และเชื่อว่าผลลัพธ์จะสร้างความชอบธรรมให้แก่วิธีการ

ส่วนไลล์ เมเนนเดซ เพิ่งถูกจับได้ว่าใช้โทรศัพท์มือถือ 2 ครั้งเมื่อไม่นานมานี้ โดยครั้งล่าสุดคือในเดือนมีนาคม โดยไลล์อ้างว่า เขาให้ผู้คุมดูตลอดเวลาที่เขาคุยโทรศัพท์กับภรรยาและครอบครัว และขายเรื่องราวของพวกเขาแก่หนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ เขาจึงมองว่าโทรศัพท์มือถือคืออุปกรณ์ส่วนตัว

ไลล์อ้างอีกว่า ในช่วงที่เขาถูกย้ายไปยังเรือนจำที่ซานดิเอโก ชีวิตแต่งงานของเขาอยู่ภาวะตึงเครียดมาก และเขาไม่อยากขาดการติดต่อกับภรรยา

“ผมกล่อมตัวเองให้เชื่อว่า การทำแบบนี้ไม่ได้ทำร้ายใคร มีแค่ตัวผมเองที่ละเมิดกฎ” ไลล์ เมเนนเดซกล่าว “ผมไม่คิดว่ามันจะส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการเรือนจำมากนัก”

ทำไม พี่น้องเมเนนเดซ ถูกปฏิเสธทัณฑ์บน?

ในบรรดาพี่น้องสองคน เอริก เมเนนเดซ ละเมิดกฎร้ายแรงมากกว่าไลล์ โดยคณะกรรมาธิการถามเอริกว่า เหตุใดเขาเอาตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับกลุ่มแก๊งในเรือนจำที่ชื่อว่า “ทู ไฟเฟอส์” (Two Fivers) และช่วยพวกเขาในแผนการฉ้อโกงภาษีเมื่อช่วงประมาณปี 2556

เอริกอ้างว่า เขาเพียงพยายามเอาชีวิตรอดจากความรุนแรงอย่างยิ่งยวดในเรือนจำ ที่เพื่อนสนิทสามารถถูกแทงหรือถูกข่มขืนได้ “ผมตกอยู่ในความกลัวอย่างใหญ่หลวง ตอนที่ทูไฟเฟอส์มา และขอให้ผมช่วย ผมคิดว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะเข้ากับพวกเขาและเพื่อเอาชีวิตรอด”

เอริกบอกอีกว่า เขาให้ความสำคัญกับการปกป้องตัวเองมากกว่ารักษากฎ เพราะในตอนนั้น เขาไม่มีความหวังจะได้ออกมา อนึ่ง พี่น้องเมเนนเดซถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตตั้งแต่ปี 2539 และเพิ่งได้รับการตัดสินโทษใหม่เมื่อ 13 พ.ค. 2565 ที่ผ่านมา ลดโทษเหลือจำคุก 50 ปี และได้สิทธิ์ในการขอทำทัณฑ์บนเพื่อออกจากคุกก่อนกำหนด

เอริกบอกด้วยว่า เขาเสพยาและแอลกอฮอล์ตลอดในช่วงแรกๆ ของการถูกจองจำ แต่เริ่มบรรเทาลงในปี 2556 ในวันเกิดของผู้เป็นมารดา

ส่วนไลล์ละเมิดกฎน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม กรรมาธิการ จูเลีย มาร์แลนด์ ระบุว่า ไลล์ก็ยังแสดงให้เห็นบุคลิกภาพต่อต้านสังคมเช่น การหลอกลวง, การลดทอนความสำคัญของการกระทำผิด และการแหกกฎ ซึ่งซุกซ่อนอยู่ภายใต้ภาพลักษณ์ที่ดูดีของเขา และนักโทษที่แหกกฎ ก็มีโอกาสมากที่จะทำแบบเดียวกันในสังคมเช่นกัน

กรรมาธิการทั้งสองคนแสดงความกังวลในประเด็นการฆาตกรรมนางคิตตี เมเนนเดซ ซึ่งนายบาร์ตันกล่าวว่า เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า ณ ตอนนั้น เอริก เมเนนเดซ ขาดความเห็นอกเห็นใจในฐานะมนุษย์

“ผมไม่สามารถเอาตัวเองไปแทนที่คุณได้ ผมไม่รู้ว่าผมเคยโกรธใครถึงขั้นนั้นหรือเปล่า” บาร์ตันกล่าว “แต่นั่นก็ยังเป็นเรื่องน่ากังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมันดูเหมือนว่า ผู้เป็นมารดาก็เป็นเหยื่อในการใช้ความรุนแรงในครอบครัวเช่นเดียวกัน”

นายบาร์ตันบอกอีกว่า ในตอนก่อเหตุพี่น้องเมเนนเดซไม่ได้กำลังตกอยู่ในอันตรายต่อชีวิตอย่างปัจจุบันทันด่วน และสามารถขอความช่วยเหลือจากสมาชิกครอบครัวคนอื่นหรือไปหาตำรวจได้

ในส่วนของไลล์ น.ส.การ์แลนด์กล่าวว่า การยิงนางคิตตี เมเนนเดซ ปิดท้ายอีก 1 นัด คือความไร้หัวใจอย่างยิ่ง เธอยังเน้นย้ำพฤติกรรมของเขาที่พยายามปกปิดการกระทำผิด เช่น โกหกตำรวจและพยายามหลบเลี่ยงการดำเนินคดี ว่าเป็นเรื่องที่น่ากังวลเช่นกัน

ก่อนหน้านี้ นายเกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย เคยออกคำสั่งให้คณะกรรมาธิการทัณฑ์บนประเมินความเสี่ยงของพี่น้องเมเนนเดซ เพื่อประกอบการพิจารณาคำร้องขอปล่อยตัวก่อนกำหนด

ผลการประเมินไม่มีการเปิดเผยให้สาธารณชนได้รับรู้ แต่นายนาธาน ฮอชแมน อัยการเขตลอส แอนเจลิส เคาน์ตี บอกในเดือนพฤษภาคมว่า พี่น้องเมเนนเดซถูกประเมินว่า เป็นนักโทษ “ความเสี่ยงระดับกลาง”

องค์กรนโยบายเรือนจำ (Prison Policy Initiative) เปิดเผยผลการวิเคราะห์ในปี 2565 ซึ่งชี้ว่า นักโทษความเสี่ยงระดับกลางในรัฐแคลิฟอร์เนียนั้น มีโอกาสได้รับทัณฑ์บนเพียง 22% ทำให้แคลิฟอร์เนียกลายเป็นหนึ่งในรัฐที่นักโทษได้ทัณฑ์บนยากที่สุด

ญาติของพี่น้องเมเนนเดซมากกว่า 10 คน พูดในการพิจารณาทัณฑ์บนเมื่อวันที่ 21-22 ส.ค.ที่ผ่านมา ว่า พวกเขาสนับสนุนให้ปล่อยตัวเอริกกับไลล์

นางเทเรซิตา บารอลต์ พี่สาวของโฮเซ เมเนนเดซ กล่าวว่า เธอกำลังจะตายจากมะเร็งระยะที่ 4 และอยากต้อนรับหลานๆ กลับบ้าน

“ฉันอยากพูดให้ชัดเจนว่า ถึงแม้ฉันจะรักน้องชายของฉัน แต่ฉันก็ให้อภัยเอริก” นางบารอลต์กล่าว “เอริกวางตัวด้วยความเมตตา, ซื่อสัตย์ และเข้มแข็ง ซึ่งมีจากความอดทนและความสุภาพ”

ด้านนาตาชา เลโอนาร์โด หลานของคิตตี เมเนนเดซ ให้คำมั่นกับคณะกรรมาธิการทัณฑ์บนว่า เธอจะมอบบ้านที่มอบความรักและความมั่นคงอย่างไม่มีเงื่อนไขให้แก่เขาที่โคโลราโด ที่เขาจะได้ใช้เวลากับครอบครัวและธรรมชาติ

หลังจากคณะกรรมาธิการมีคำตัดสิน สมาชิกครอบครัวของเมเนนเดซก็ออกแถลงการณ์แสดงความผิดหวัง แต่ก็ยังไม่หมดกำลังใจ “เรารู้ว่าพวกเขาเป็นคนดีที่ได้พยายามฟื้นฟูตัวเองและสำนึกผิด เรารักพวกเขาอย่างไม่มีเงื่อนไข และจะยืนหยัดเคียงข้างพวกเขาตลอดการเดินทางข้างหน้านี้”

ถึงแม้ว่า พี่น้องเมเนนเดซ ถูกปฏิเสธทัณฑ์บน ในครั้งนี้ แต่เรื่องราวของพวกเขายังคงเป็นที่สนใจของผู้คน และแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของกระบวนการยุติธรรม

ที่มา – เปิดสาเหตุ “พี่น้องเมเนนเดซ” ถูกปฏิเสธทัณฑ์บน แม้ได้ตัดสินโทษใหม่

“กรมการปกครอง” แจง 3 ประเด็น ปมหลวงพ่ออลงกต

จากกรณีที่มีข่าวเกี่ยวกับเลขประจำตัวประชาชนของพระราชวิสุทธิประชานาถ หรือ หลวงพ่ออลงกต วัดพระบาทน้ำพุ ที่มีชื่อเดิมซ้ำกับบุคคลอื่นที่เสียชีวิตไปแล้ว และประเด็นเรื่องบัญชีพร้อมเพย์ที่เชื่อมโยงกับกองทุนวัดพระบาทน้ำพุ ล่าสุด “กรมการปกครอง” ได้ออกมาชี้แจงเพิ่มเติมเพื่อคลายข้อสงสัยในหลายประเด็น

“กรมการปกครอง” ชี้แจง 3 ประเด็น กรณีเลขประจำตัวประชาชน “หลวงพ่ออลงกต”

ก่อนหน้านี้ ได้มีการรายงานว่าชื่อเดิมของหลวงพ่ออลงกต คือ “นายอลงกต พูลมุข” ซึ่งไปตรงกับชื่อของข้าราชการที่เสียชีวิตไปแล้ว ทำให้เกิดความสับสนเกี่ยวกับตัวบุคคลและเลขประจำตัวประชาชน ต่อมาเพจดังได้ทดลองโอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขบัตรประชาชนของผู้เสียชีวิต กลับพบว่าปลายทางเป็นบัญชีกองทุนรับบริจาคของวัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งนำไปสู่ข้อสงสัยต่างๆ

“กรมการปกครอง” ได้ตรวจสอบฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรและออกมาชี้แจง 3 ประเด็นหลักดังนี้:

  1. เดิมหลวงพ่ออลงกตฯ ชื่อ เกรียงไกร เพ็ชรแก้ว ต่อมาในปี 2552 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น อลงกต พูลมุข และพบหลักฐานการทำรายการบัตรประจำตัวประชาชน รูปถ่ายหลวงพ่อฯ ทุกรายการ โดยไม่มีการเปลี่ยนเลขประจำตัวประชาชน
  2. การออกใบสุทธิพระ ไม่ได้เป็นเอกสารราชการยืนยันตัวบุคคลที่ออกโดยกรมการปกครอง
  3. สำหรับ นายอลงกต พลมุข (ผู้เสียชีวิตแล้ว) พบหลักฐานการทำรายการบัตรประจำตัวประชาชน เป็นรูปถ่ายนายอลงกต พลมุข บุคคลเดียว ไม่มีภาพใบหน้าบุคคลอื่น

นอกจากนี้ “กรมการปกครอง” ยังได้กล่าวถึงประเด็นการเปิดพร้อมเพย์ด้วยเลขบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ตาย ซึ่งตรงกับบัญชีกองทุนอาทรประชานาถ โดยระบุว่าเป็นการดำเนินการโดยธนาคาร ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

รายละเอียดเพิ่มเติมจากกรมการปกครองเกี่ยวกับกรณีเลขประจำตัวประชาชน “หลวงพ่ออลงกต”

เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น กรมการปกครองได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมผ่านช่องทาง Facebook Fanpage โดยเน้นย้ำว่าเลขประจำตัวประชาชนของหลวงพ่ออลงกต เป็นเลขที่ถูกต้องและไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด การเปลี่ยนชื่อเป็นกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมาย และมีหลักฐานยืนยันชัดเจน

ทางกรมฯ ยังได้ให้ข้อมูลติดต่อสำหรับผู้ที่ต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ สามารถติดต่อได้ที่ ส่วนป้องกันและปราบปรามการทุจริตทางทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชน สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง หมายเลขโทรศัพท์ 0 2791 7983

ประเด็นเรื่องเลขประจำตัวประชาชนเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล การชี้แจงจากกรมการปกครองในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น

ถึงแม้ว่า “กรมการปกครอง” จะได้ออกมาชี้แจงในหลายประเด็นแล้ว แต่ยังมีข้อสงสัยบางอย่างที่ยังต้องรอการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการเชื่อมโยงบัญชีพร้อมเพย์กับกองทุนของวัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อความโปร่งใส

การออกมาให้ข้อมูลของ “กรมการปกครอง” ในครั้งนี้ถือว่าเป็นประโยชน์อย่างมากต่อสาธารณชน ทำให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้อย่างใกล้ชิด และรอผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

ที่มา – “กรมการปกครอง” ชี้แจง 3 ประเด็น กรณีเลขประจำตัวประชาชน “หลวงพ่ออลงกต”

Scroll to top