ข่าววันนี้

หลวงพ่ออลงกต ปฏิเสธปมชื่อซ้ำ เตรียมชี้แจง

“หลวงพ่ออลงกต” ปฏิเสธที่จะตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับประเด็นชื่อซ้ำกับ “นายอลงกต” ชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่เสียชีวิตไปแล้ว พร้อมทั้งเตรียมที่จะชี้แจงทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องในเร็วๆ นี้ โดยยืนยันว่าขณะนี้มีกำลังใจที่ดี

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รายงานสถานการณ์จากวัดพระบาทน้ำพุ ตำบลเขาสามยอด อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี พบว่าบรรยากาศโดยทั่วไปค่อนข้างเงียบเหงา มีเพียงกลุ่มผู้สื่อข่าวที่เฝ้าติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับการตรวจสอบหลักฐานและเอกสารของผู้เสียชีวิตทั้ง 20 ราย ซึ่งทางวัดพระบาทน้ำพุ โดยมูลนิธิธรรมรักษ์เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการ

ในขณะเดียวกัน มีประชาชนบางส่วนที่สวมใส่ชุดสีดำ เดินทางมายังวัดเพื่อเข้าร่วมพิธีฌาปนกิจศพของผู้เสียชีวิตทั้ง 20 ราย โดยที่ไม่ทราบว่าพิธีดังกล่าวได้ถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด จนกว่าจะมีการตรวจอัตลักษณ์บุคคลของผู้เสียชีวิตทั้งหมดให้แล้วเสร็จ นอกจากนี้ ทางวัดพระบาทน้ำพุจะต้องเสียค่าปรับให้กับทางเทศบาลเมืองเขาสามยอดเป็นจำนวน 1,000 บาทต่อร่าง ในการเก็บรักษาร่างผู้เสียชีวิตดังกล่าว

ต่อมา นายเฉลิมพล พลมุข ประธานมูลนิธิธรรมรักษ์ ได้ออกมาอธิบายถึงกรณีที่ พระราชวิสุทธิประชานาถ หรือ หลวงพ่ออลงกต วัดพระบาทน้ำพุ มีชื่อเดิมว่า นายอลงกต พลมุข ซึ่งไปตรงกับชื่อของ นายอลงกต พลมุข ที่มีภูมิลำเนาอยู่ที่อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และได้เสียชีวิตไปแล้ว อีกทั้งวันเดือนปีเกิดยังตรงกัน ต่างกันเพียงปีเกิด โดยนายเฉลิมพลกล่าวว่า นายอลงกต พลมุข เป็นญาติโดยตรงและใกล้ชิดของตนเอง และตนเองก็อยู่ในงานศพของนายอลงกต ญาติๆ ต่างก็สงสัยและถามกันว่าไปเกี่ยวอะไรกับ หลวงพ่ออลงกต วัดพระบาทน้ำพุ

ตามที่มีสื่อได้นำเสนอว่า มีจดหมายธุรกรรมบางอย่างถูกส่งไปยังบ้านของนายอลงกต พลมุข ที่อำเภอผักไห่จริง แต่ทางญาติไม่ได้สอบถามไปยังหลวงพ่อที่วัดว่ามีความเกี่ยวข้องอย่างไร เนื่องจากตนเองไม่ค่อยได้พบกับหลวงพ่อมากนัก จะมีเพียงการพบกันในช่วงเวลาสั้นๆ ในการประชุมเท่านั้น

ความสงสัยในหมู่ญาติว่าทำไมชื่อและนามสกุลของ นายอลงกต พลมุข ที่อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กับ พระราชวิสุทธิประชานาถ หรือ หลวงพ่ออลงกต วัดพระบาทน้ำพุ ถึงเหมือนกันนั้น จะต้องพิจารณาว่าเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักของทั้งสองคนตรงกันหรือไม่ ซึ่งตนเองไม่ทราบว่าสื่อได้ทำการตรวจสอบในส่วนนี้หรือไม่

ก่อนหน้านี้ เคยมีคนถามว่าตนเองมีนามสกุลเดียวกับหลวงพ่อและเป็นญาติกันหรือไม่ บางเพจได้นำรูปของตนเองไปเปรียบเทียบบูลลี่ หมิ่นประมาท และใส่ร้าย ซึ่งตนเองได้เตรียมหลักฐานไว้หมดแล้ว ส่วนเรื่องที่ตนเองมีนามสกุลเดียวกับหลวงพ่อนั้น ตนเองทราบเมื่อปี 2535 ในขณะที่ทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับผู้ติดเชื้อ HIV เพราะเจ้าหน้าที่วัดบอกว่ามีนามสกุลเดียวกับหลวงพ่อ

สำหรับคำถามที่ว่าวัดมีที่ดินมากเกินไปหรือไม่ ถึงมีสิ่งปลูกสร้างมากมายและหลายแห่งนั้น ต้องแยกแยะระหว่างวัดกับมูลนิธิ ซึ่งในปัจจุบันมีอยู่ 5 มูลนิธิ ที่ดินของมูลนิธิที่เป็นข่าวคือที่ดินที่อดีตไวยาวัจกรครอบครอง ซึ่งขณะนี้ญาติกำลังจะโอนให้เป็นของมูลนิธิ และทุกมูลนิธิต่างกำลังดำเนินการให้ถูกต้อง ทุกคนทราบดีว่าหลวงพ่อเป็นเหมือนเหรียญ 2 ด้าน ด้านหนึ่งคือวัด อีกด้านคือมูลนิธิ ผู้ที่ทำบุญก็จะศรัทธาบริจาคให้หลวงพ่อเพื่อนำไปทำประโยชน์ เช่น โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 33 พุทธสถานธรรม ใจฟ้า บ้านเด็กธรรมรักษ์นิเวศน์ ความคิดเห็นส่วนตัวคือ ขณะนี้สิทธิส่วนบุคคล สิทธิผู้ป่วย สิทธิองค์กร กำลังถูกละเมิด จริยธรรมในสื่อและกฎหมายจะต้องดำเนินการควบคู่กันไป

หลังจากที่สื่อได้นำเสนอข่าว ตอนนี้แทบไม่มีคนมาทำบุญ บางร้านถึงกับฉีกรูปหลวงพ่อออกไปเลย ตนเองเชื่อว่าขณะนี้มีขบวนการบางอย่างที่กำลังล้มล้างศาสนา กระแสข่าวถาโถมเข้ามาอย่างหนัก หลวงพ่ออลงกต บอกว่ามีธงบางอย่างที่จะจัดการท่าน ซึ่งเป็นเหมือนหมากตัวหนึ่ง หากจัดการได้ก็ถือว่าสำเร็จไปอีกขั้นหนึ่ง

หลวงพ่ออลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ กล่าวว่า ท่านมีกำลังใจที่ดีจากลูกศิษย์ลูกหาและผู้ที่มีความศรัทธา ซึ่งขณะนี้ท่านได้ดำเนินการประสานงานกับคณะทำงานด้านกฎหมาย เพื่อรวบรวมข้อมูลเชิงหลักฐานสำหรับการตอบและชี้แจงประเด็นต่างๆ ให้สังคมได้รับทราบ โดยคาดว่าจะสามารถชี้แจงให้ทราบได้ในเร็วๆ นี้

หลวงพ่ออลงกต ปฏิเสธตอบปมชื่อซ้ำ

อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามถึงประเด็นชื่อ หลวงพ่ออลงกต ซ้ำกับ นายอลงกต พลมุข ที่อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นั้น หลวงพ่อขอปฏิเสธที่จะตอบคำถามดังกล่าว

กำลังใจจากศิษย์: หลวงพ่ออลงกตเตรียมชี้แจงทุกประเด็น

เรื่องราวความศรัทธาและความเมตตาของ หลวงพ่ออลงกต ยังคงเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คนมากมาย แม้จะมีประเด็นต่างๆ เกิดขึ้น แต่กำลังใจจากลูกศิษย์และผู้ศรัทธา ก็ยังคงเป็นพลังสำคัญในการก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆ ไปได้ การเตรียมชี้แจงในทุกประเด็นที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความตั้งใจจริงที่จะตอบทุกข้อสงสัยของสังคม

ประเด็นเรื่องชื่อซ้ำ อาจเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ หรืออาจมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่ซับซ้อนกว่านั้น การรอฟังการชี้แจงจาก หลวงพ่ออลงกต โดยตรง จึงเป็นสิ่งที่ควรทำ เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน ก่อนที่จะตัดสินใจหรือด่วนสรุปใดๆ

ที่มา – “หลวงพ่ออลงกต” ปฏิเสธตอบปม ชื่อซ้ำคนตาย เตรียมชี้แจงทุกประเด็นเร็วๆ นี้

“ภูมิธรรม” ตั้ง “อภิชาติ” หนุนเสริมกลไก

“ภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนและติดตามนโยบายกระทรวงมหาดไทย โดยให้ “อภิชาติ โตดิลกเวชช์” เป็นประธานหนุนเสริมกลไกพื้นที่เพื่อประชาชนไร้ทุกข์ และมีความสุขอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย เปิดเผยว่า การขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเร่งด่วน 8 Quick Wins ของกระทรวงมหาดไทย ภายใต้แนวคิด “3 ไร้ทุกข์ 5 สร้างสุข” ได้มอบแนวทางให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และกลไกมหาดไทยทุกระดับ เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุผลและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

“อภิชาติ” นั่งประธานหนุนเสริมกลไกพื้นที่เพื่อประชาชนไร้ทุกข์

นายภูมิธรรมกล่าวว่า ได้แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนและติดตามนโยบายของกระทรวงมหาดไทย เพื่อหนุนเสริมกลไกพื้นที่เพื่อประชาชนไร้ทุกข์ ให้บรรลุเป้าหมายในระยะเร่งด่วน 3 เดือน รวมถึงติดตามการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยมีนายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ เป็นประธานกรรมการ และมีรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย รวมถึงประธานคณะทำงานและที่ปรึกษาในแต่ละด้านร่วมเป็นกรรมการ ทำให้เกิดการประสานงานบูรณาการระหว่างหน่วยงาน วิเคราะห์และปรับปรุงข้อมูล รวมถึงติดตามรายงานผลการดำเนินงานทุก 15 วัน หรือทันทีเมื่อมีสถานการณ์เร่งด่วน

การมีคณะกรรมการชุดนี้ จะช่วยให้การดำเนินการตามนโยบายเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การบูรณาการระหว่างหน่วยงานต่างๆ จะช่วยลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มความรวดเร็วในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่

เป้าหมายหลัก: ประชาชนไร้ทุกข์และมีความสุข

เป้าหมายสูงสุดของการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้ คือ การทำให้ประชาชนหนุนเสริมกลไกพื้นที่เพื่อประชาชนไร้ทุกข์และมีความสุขอย่างยั่งยืน โดยผ่านนโยบายต่างๆ ของกระทรวงมหาดไทยที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในทุกด้าน

  • การส่งเสริมอาชีพและรายได้
  • การพัฒนาคุณภาพชีวิต
  • การสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
  • การแก้ไขปัญหาความยากจน

นายภูมิธรรมกล่าวอีกว่า ตนและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยทั้ง 2 ท่าน มุ่งมั่นในการขับเคลื่อนงานของกระทรวงมหาดไทยในเชิงรุก มีระบบมอนิเตอร์ติดตามใกล้ชิด เพื่อให้ประชาชนได้รับการบริการภาครัฐที่ทันสมัย ใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย ไร้ทุกข์ คลายกังวล และดำรงชีวิตในสังคมแห่งความสุขอย่างยั่งยืน

การทำงานในเชิงรุกและการติดตามอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็วและทันท่วงที ทำให้ประชาชนได้รับการบริการที่ดีและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและการสร้างความสุขให้กับประชาชน เป็นสิ่งที่น่ายินดีและควรได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ประเทศไทยเป็นสังคมที่น่าอยู่และมีความสุขอย่างยั่งยืน

การแต่งตั้งนายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ เป็นประธานคณะกรรมการชุดนี้ ถือเป็นการตัดสินใจที่เหมาะสม เนื่องจากนายอภิชาติเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ในการทำงานในระดับพื้นที่เป็นอย่างดี ทำให้สามารถนำความรู้และประสบการณ์มาใช้ในการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงมหาดไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคณะกรรมการชุดนี้จะสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่และบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้มีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

ที่มา – “ภูมิธรรม” เซ็นตั้ง “อภิชาติ” นั่งประธานหนุนเสริมกลไกพื้นที่เพื่อประชาชนไร้ทุกข์

เตือน! พายุโซนร้อน “คาจิกิ” ไทยฝนเพิ่ม

มาแล้ว! ประกาศเตือนฉบับที่ 5 จากกรมอุตุนิยมวิทยาเกี่ยวกับพายุโซนร้อน “คาจิกิ” ที่มีแนวโน้มทวีกำลังแรงขึ้น ส่งผลให้ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มมากขึ้นในช่วงวันที่ 24–27 สิงหาคมนี้ เตรียมตัวรับมือกันให้พร้อมนะคะ!

เตือนฉบับ 5 พายุโซนร้อน “คาจิกิ” มีแนวโน้มทวีกำลังแรงขึ้น ไทยจะมีฝนเพิ่มมากขึ้น

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 ทาง เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกประกาศเรื่องพายุ “คาจิกิ” ฉบับที่ 5 โดยระบุว่า เมื่อเวลา 16.00 น. พายุโซนร้อน “คาจิกิ” มีศูนย์กลางอยู่ห่างจากเมืองดองฮอย ประเทศเวียดนาม ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 780 กิโลเมตร มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 85 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

พายุลูกนี้กำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกด้วยความเร็วประมาณ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และคาดว่าจะทวีกำลังแรงขึ้นอีก โดยจะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณประเทศเวียดนามและลาวตอนบนในช่วงวันที่ 25–26 สิงหาคมนี้ นอกจากนี้ มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยก็มีกำลังแรงขึ้นด้วย

ผลกระทบจากพายุ “คาจิกิ” ที่ต้องระวัง

จากอิทธิพลของพายุ “คาจิกิ” และมรสุม ทำให้ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ ระหว่างวันที่ 24–27 สิงหาคมนี้ โดยเฉพาะบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ขอให้ประชาชนในพื้นที่เหล่านี้ระวังอันตรายจากฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่มต่ำ

นอกจากนี้ คลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนและอ่าวไทยตอนบนจะมีกำลังค่อนข้างแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นจะสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงนี้

เพื่อความปลอดภัย ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารและประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด สามารถติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ กรมอุตุนิยมวิทยา หรือโทร 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

คำแนะนำเพิ่มเติม:

  • ตรวจสอบสภาพบ้านเรือนและสิ่งของรอบบ้านให้แข็งแรง
  • เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน
  • ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางในพื้นที่เสี่ยง

พายุ “คาจิกิ” กำลังจะมาถึง อย่าประมาท เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นนะคะ ความปลอดภัยของทุกคนสำคัญที่สุดค่ะ

ที่มา – เตือนฉบับ 5 พายุโซนร้อน “คาจิกิ” มีแนวโน้มทวีกำลังแรงขึ้น ไทยจะมีฝนเพิ่มมากขึ้น

อัปเดต! เส้นทาง พายุโซนร้อน “คาจิกิ” กระทบไทย

“กรมอุตุนิยมวิทยา” อัปเดตเส้นทาง พายุโซนร้อน “คาจิกิ” ที่เคลื่อนตัวเร็วและจะส่งผลกระทบทั่วไทยทำให้มีฝนเพิ่มมากขึ้นในช่วงวันที่ 24–27 สิงหาคมนี้ ใครที่กำลังวางแผนเดินทางต้องเช็คสภาพอากาศกันให้ดีเลยนะคะ

วันที่ 23 สิงหาคม 2568 เฟซบุ๊ก กรมอุตุนิยมวิทยา โพสต์ข้อความโดยระบุว่า อัปเดตสถานการณ์พายุเย็นวันนี้ (23/8/68) : พายุโซนร้อน “คาจิกิ (KAJIKI)” บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน กำลังเคลื่อนตัวทางตะวันตกด้วยความเร็ว 30 กม./ชม. (เคลื่อนตัวเร็ว) พายุนี้มีแนวโน้มจะมีกำลังแรงขึ้นได้อีกเมื่อเคลื่อนเข้าสู่อ่าวตังเกี๋ย และจะอ่อนกำลังลงตามลำดับหลังจากเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามตอนบน

อัปเดตเส้นทาง พายุโซนร้อน “คาจิกิ”

ช่วงวันที่ 25-26 สิงหาคม 2568 นี้ อิทธิพลของพายุ คาดว่าจะทำให้ในช่วงวันที่ 24–27 สิงหาคม 2568 ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ กับมีลมแรงบริเวณภาคอีสานตอนบน ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ดังนั้นเตรียมรับมือกับฝนที่อาจจะตกหนักกันได้เลยค่ะ

ผลกระทบจาก พายุโซนร้อน “คาจิกิ” ที่ต้องระวัง

  • ฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม
  • คลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังค่อนข้างแรง

ดังนั้น ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังค่อนข้างแรงยังต้องติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิดในระยะนี้ สถานการณ์ยังมีการเปลี่ยนแปลง.

จากประกาศเตือนเรื่อง อัปเดตเส้นทาง พายุโซนร้อน “คาจิกิ” ทำให้เราต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบเส้นทางหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงภัย จัดเตรียมสิ่งของจำเป็น และติดตามข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัยของทุกคนนะคะ

นอกจากนี้ การวางแผนการเดินทางในช่วงนี้ก็เป็นสิ่งสำคัญ หากไม่จำเป็นควรงดการเดินทางไปยังพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากพายุ แต่หากจำเป็นต้องเดินทาง ควรตรวจสอบสภาพอากาศและเส้นทางให้ดี และเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น เสื้อกันฝน ไฟฉาย และโทรศัพท์มือถือที่ชาร์จแบตเตอรี่เต็มที่

การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ อัปเดตเส้นทาง พายุโซนร้อน “คาจิกิ” ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่เราใส่ใจและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ก็จะสามารถลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ ขอให้ทุกคนปลอดภัยจากภัยธรรมชาตินะคะ

ที่มา – อัปเดตเส้นทาง พายุโซนร้อน “คาจิกิ” เคลื่อนตัวเร็ว กระทบทั่วไทยมีฝนเพิ่มมากขึ้น

ชัชวาล สส.ปชน.ชี้ คลิปซื้อเสียง 10 ล้านไม่ตัดต่อ

จากกรณีที่นายชัชวาล อภิรักษ์มั่นคง สส.ขอนแก่น พรรคประชาชน (ปชน.) ได้ออกมาเปิดเผยถึงคลิปเสียงการสนทนาที่ถูกกล่าวหาว่ามีการเสนอซื้อเสียงโหวตกฎหมายเป็นจำนวนเงิน 10 ล้านบาท ล่าสุดมีความคืบหน้าในประเด็นนี้ โดยนายชัชวาลได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยืนยันแล้วว่าคลิปดังกล่าวไม่มีการตัดต่อแต่อย่างใด

ชัชวาล สส.ปชน. ชี้ ตร. ยันแล้วคลิปซื้องูเห่า 10 ล้านไม่ตัดต่อ

นายชัชวาล อภิรักษ์มั่นคง ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 ถึงความคืบหน้าของการนำหลักฐานคลิปเสียงสนทนากับหญิงปริศนาที่เสนอเงิน 10 ล้านบาทเพื่อซื้อเสียงโหวตกฎหมาย เข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้สืบสวนเอาผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 144 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 176

นายชัชวาลระบุว่า ได้ส่งมอบหลักฐานทั้งหมดให้ตำรวจไปเมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา และในวันเดียวกันนั้น ตำรวจได้ออกหมายเรียกหญิงปริศนาให้เข้าพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 26 สิงหาคม เพื่อให้ปากคำเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอการยืนยันว่าจะมาตามหมายเรียกหรือไม่ โดยเบื้องต้นทราบว่าบิดาของหญิงคนดังกล่าวเป็นผู้รับหมายเรียกแทน นอกจากนี้ ผู้กำกับ สภ.น้ำพอง ยังได้เรียกพยานซึ่งเป็นเพื่อนของนายชัชวาลเข้าให้การเพิ่มเติม ซึ่งข้อมูลที่ได้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี

ตำรวจยืนยัน คลิปเสียง ชัชวาล สส.ปชน. ไม่มีตัดต่อ

สิ่งที่น่าสนใจคือ นายชัชวาลได้กล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม เขาได้โทรศัพท์ไปสอบถามความคืบหน้าในการตรวจสอบหลักฐานต่างๆ กับทางตำรวจ ซึ่งได้รับการแจ้งว่าได้เร่งส่งหลักฐานให้กองพิสูจน์หลักฐานดำเนินการตรวจสอบแล้ว และผลการตรวจสอบพบว่าคลิปเสียงสนทนาระหว่างนายชัชวาลกับหญิงปริศนานั้น ไม่มีการตัดต่อคลิปแต่อย่างใด ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่ยืนยันความน่าเชื่อถือของหลักฐาน

นอกจากนี้ นายชัชวาลยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ในวันที่ 24 สิงหาคม เวลา 10.00 น. เขาจะเดินทางไปให้การเพิ่มเติมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.น้ำพอง โดยได้เตรียมข้อมูลไว้แล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ว่าหญิงปริศนาคนดังกล่าวเป็นคนในพื้นที่ขอนแก่น หรือเป็นคนกรุงเทพฯ เนื่องจากต้องการให้ตำรวจเป็นผู้เปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกมากกว่า

นายชัชวาลกล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ต้องการยืนยันในวันนี้คือความบริสุทธิ์ใจ หลังจากที่มีหลายคนตั้งข้อสงสัยว่าคลิปดังกล่าวอาจมีการสร้างขึ้นหรือตัดต่อ แต่ผลการตรวจสอบจากตำรวจได้ยืนยันแล้วว่าคลิปเสียงนั้นไม่มีการตัดต่อแต่อย่างใด

ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา:

  • การยืนยันจากตำรวจว่าคลิปเสียงไม่มีการตัดต่อ
  • การออกหมายเรียกหญิงปริศนาเข้าให้ปากคำในวันที่ 26 สิงหาคม
  • การให้การเพิ่มเติมของนายชัชวาลในวันที่ 24 สิงหาคม

การที่ตำรวจยืนยันว่าคลิปเสียงไม่มีการตัดต่อถือเป็นพัฒนาการที่สำคัญในคดีนี้ ซึ่งจะช่วยให้น้ำหนักของหลักฐานเพิ่มขึ้น และอาจนำไปสู่การสืบสวนหาผู้กระทำผิดได้ในที่สุด อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามความคืบหน้าในการให้ปากคำของหญิงปริศนาและการให้ข้อมูลเพิ่มเติมของนายชัชวาลต่อไป

ความโปร่งใสและความรวดเร็วในการดำเนินการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และทำให้กระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างถูกต้อง
คดีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดรอบคอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ข้อมูลข่าวสารสามารถถูกบิดเบือนหรือตัดต่อได้ง่าย การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถยืนยันความถูกต้องของคลิปเสียงได้ จึงเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การยกย่อง

ที่มา – “ชัชวาล สส.ปชน.” ชี้ ตร. ยันแล้วคลิปซื้องูเห่า 10 ล้านไม่ตัดต่อ เรียกหญิงปริศนาสอบ 26 ส.ค. นี้

ทหารกัมพูชา รุกล้ำ! วางทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่ม

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด เมื่อ “กองทัพบก” เผยว่า “ทหารกัมพูชา” ได้รุกล้ำอธิปไตยไทยอีกครั้ง โดยมีการดักซุ่มและลอบวางทุ่นระเบิด ซึ่งเป็นการละเมิดข้อตกลงที่มีอยู่ ล่าสุด พบว่ามีการวางทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มอีกถึง 3 ทุ่น ทำให้สถานการณ์ชายแดนน่ากังวลยิ่งขึ้น

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองทัพบกได้รับรายงานจากกองทัพภาคที่ 2 เกี่ยวกับการปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่อธิปไตยไทย โดยเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม เวลา 16.00 น. หน่วยทหารในพื้นที่ตรวจพบทหารกัมพูชาจำนวน 2–3 นาย ซึ่งจากการแต่งกายคาดว่าเป็นหน่วย BHQ ปฏิบัติการดักซุ่มและตรวจการณ์ฝ่ายไทย บริเวณทิศตะวันตกของเนิน 350 ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ โดยอยู่ห่างจากแนวเส้นปฏิบัติการเข้ามาในเขตอธิปไตยไทยประมาณ 100 เมตร

จากการรุกล้ำอธิปไตยไทยดังกล่าว ฝ่ายไทยได้ทำการยิงขับไล่จนฝ่ายกัมพูชาหลบหนีไป เมื่อมั่นใจว่าพื้นที่ปลอดภัยแล้ว หน่วยจึงเข้าทำการตรวจสอบพื้นที่ และตรวจพบทุ่นระเบิด PMN-2 บริเวณจุดที่พบทหารกัมพูชาดักซุ่ม จำนวน 1 ทุ่น จึงได้ทำการตรวจสอบพื้นที่โดยละเอียด พร้อมทำเครื่องหมายไว้ เพื่อรอรับการสนับสนุนจากชุดตรวจค้นทุ่นระเบิดดำเนินการต่อไป ซึ่งการกระทำของ ทหารกัมพูชา ในครั้งนี้ ถือเป็นการยั่วยุและละเมิดอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน

ต่อมา ในวันที่ 23 สิงหาคม จากการเข้าตรวจสอบพื้นที่โดยรอบของชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดอีกครั้ง พบการวางทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มอีกจำนวน 2 ทุ่น (รวมเป็นทั้งหมด 3 ทุ่น) พร้อมลูกกระสุนเครื่องยิงลูกระเบิด 2 ลูก และตะปูเรือใบจำนวนมาก ทำให้เห็นได้ชัดว่ามีการเตรียมการเพื่อก่อเหตุร้ายในพื้นที่

ทหารกัมพูชา รุกล้ำอธิปไตยไทย

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้กล่าวถึงเหตุการณ์นี้ว่า เป็นที่ปรากฏชัดเจนอีกครั้งว่าฝ่ายกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงจากผลการประชุม GBC ที่ผ่านมาในหลายข้อ ทั้งการยั่วยุ การรุกล้ำดินแดน และการใช้ทุ่นระเบิดในการลอบทำร้ายฝ่ายไทย การกระทำดังกล่าวย้อนแย้งกับท่าทีที่ฝ่ายกัมพูชาพยายามบิดเบือนต่อประชาคมระหว่างประเทศว่าฝ่ายไทยรุกราน ทั้งที่ความเป็นจริงและหลักฐานต่าง ๆ ที่พบ ยืนยันได้ว่ากัมพูชากระทำการรุกรานและละเมิดข้อตกลง รวมทั้งอนุสัญญาออตตาวามาโดยตลอด

การตอบโต้และมาตรการของไทยต่อการรุกล้ำของทหารกัมพูชา

กองทัพบกจะได้ส่งหลักฐานทั้งหมดให้คณะ IOT ทราบถึงพฤติกรรมดังกล่าวของฝ่ายกัมพูชา และแจ้งเตือนทุกหน่วยตามแนวชายแดนให้เฝ้าติดตามการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของฝ่ายกัมพูชาอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนไทย

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นที่ประเทศไทยจะต้องเพิ่มความระมัดระวังและเตรียมพร้อมรับมือกับการรุกล้ำอธิปไตยจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง การกระทำของ ทหารกัมพูชา ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า บ่งบอกถึงปัญหาที่หยั่งรากลึกและต้องการการแก้ไขอย่างจริงจังในระดับทวิภาคีและระดับนานาชาติ

ทางกองทัพบกได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างประเทศ และการเคารพซึ่งกันและกันในเรื่องอธิปไตย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งและความสูญเสียที่ไม่จำเป็น การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจา ยังคงเป็นทางออกที่ดีที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้

อย่างไรก็ตาม การวางทุ่นระเบิด PMN-2 เป็นสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่ต่อทหาร แต่ยังรวมถึงประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนด้วย การดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

ที่มา – “ทหารกัมพูชา” รุกล้ำอธิปไตยไทย พบวางทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มอีก 3 ทุ่น

กยศ. ปรับหนี้ใหม่ แนะนำลงทะเบียนขอเงินคืน!

กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ได้ทำการปรับปรุงยอดหนี้ใหม่สำหรับผู้กู้ยืมเงินจำนวน 550,000 บัญชี และแนะนำให้ผู้กู้ยืมตรวจสอบยอดหนี้ผ่านแอปพลิเคชัน “กยศ. Connect” พร้อมทั้งเปิดให้ลงทะเบียนเพื่อขอรับเงินคืนผ่านทางเว็บไซต์ของ กยศ.

กยศ. ปรับยอดหนี้ใหม่ 5.5 แสนบัญชี แนะผู้กู้ยืมเงินลงทะเบียนขอเงินคืนผ่านเว็บไซต์

นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยว่า กยศ. ได้คำนวณยอดหนี้ใหม่ (Recalculation) ให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 รวมถึงประกาศคณะกรรมการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เรื่อง การปรับปรุงยอดหนี้ของผู้กู้ยืมเงิน

การดำเนินการนี้เริ่มต้นจากกลุ่มผู้กู้ยืมเงินจำนวน 556,000 บัญชี ซึ่ง กยศ. ได้ตรวจสอบความถูกต้องแล้ว และจะแสดงยอดหนี้ในแอปพลิเคชัน กยศ. Connect ตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป สำหรับผู้กู้ยืมที่ระบบแจ้งว่ามีการชำระเงินเกินจากยอดหนี้ที่ปรับปรุงใหม่ สามารถลงทะเบียนขอรับเงินคืนได้ที่เว็บไซต์ของ กยศ. ส่วนผู้ที่ยังมียอดหนี้คงเหลือ สามารถชำระเงินผ่าน Mobile Banking ของทุกธนาคารโดยการสแกน QR code หรือช่องทางอื่น ๆ ที่ กยศ. กำหนด

ลงทะเบียนขอเงินคืน กยศ. อย่างไร?

ระบบจะทำการลดหนี้ภายใน 3 วันทำการ และผู้กู้ยืมสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.studentloan.or.th

นายอนุกูลยังกล่าวอีกว่า กยศ. จะเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อมูลการคำนวณยอดหนี้ใหม่ให้ถูกต้อง ครบถ้วน และรอบคอบในทุกขั้นตอน ก่อนที่จะนำข้อมูลขึ้นในระบบ เพื่อให้ผู้กู้ยืมเงินมั่นใจได้ว่ายอดหนี้ที่แสดงนั้นเป็นข้อมูลที่ถูกต้องและตรวจสอบได้ และยืนยันว่าผู้กู้ยืมจะไม่เสียสิทธิตามกฎหมายอย่างแน่นอน การกยศ. ปรับยอดหนี้ใหม่ 5.5 แสนบัญชีครั้งนี้ ถือเป็นการช่วยเหลือลูกหนี้จำนวนมาก

ทำไม กยศ. ถึงต้องปรับยอดหนี้ใหม่? การปรับปรุงยอดหนี้ครั้งนี้เป็นไปตามกฎหมายใหม่ที่ต้องการให้การคำนวณหนี้เป็นธรรมและถูกต้องมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อผู้กู้ยืมเงินในระยะยาว นอกจากนี้ การปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน ยังช่วยให้ผู้กู้ยืมสามารถวางแผนการชำระหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ตรวจสอบยอดหนี้ของตนเอง แนะนำให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน กยศ. Connect และลงทะเบียนเพื่อตรวจสอบข้อมูลโดยเร็ว หากพบว่ามีการชำระเงินเกิน สามารถลงทะเบียนเพื่อขอรับเงินคืนได้ทันที การกยศ. ปรับยอดหนี้ใหม่ 5.5 แสนบัญชีครั้งนี้เป็นโอกาสดีที่ผู้กู้ยืมควรใช้ประโยชน์

การที่ กยศ. ปรับยอดหนี้ใหม่ 5.5 แสนบัญชี แนะผู้กู้ยืมเงินลงทะเบียนขอเงินคืนผ่านเว็บไซต์ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความรับผิดชอบของกองทุนต่อผู้กู้ยืมเงินทุกคน การปรับปรุงข้อมูลให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน จะช่วยให้ทุกฝ่ายสามารถบริหารจัดการหนี้สินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความมั่นใจให้กับผู้กู้ยืมเงินว่าจะได้รับการปฏิบัติที่เป็นธรรมตามกฎหมาย

ที่มา – กยศ. ปรับยอดหนี้ใหม่ 5.5 แสนบัญชี แนะผู้กู้ยืมเงินลงทะเบียนขอเงินคืนผ่านเว็บไซต์

ไฟไหม้ห้างเพชรบุรี! ต้นเพลิงชั้น 3 สงบแล้ว

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 เวลา 14.32 น. ได้เกิดเหตุไฟไหม้ห้างเพชรบุรี สร้างความตกใจให้กับผู้ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นภายในห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งหนึ่งย่านถนนเพชรบุรี ซึ่งเป็นย่านที่มีผู้คนพลุกพล่านและมีการจราจรหนาแน่น

เกิดเหตุไฟไหม้ห้างเพชรบุรี ชั้น 3 เบื้องต้นเพลิงสงบแล้ว

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ต้นเพลิงมาจากร้านขายเสื้อผ้าที่ตั้งอยู่บริเวณชั้น 3 ของห้าง เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและกู้ภัยพญาไทได้รุดไปยังที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็วเพื่อควบคุมสถานการณ์ และสามารถดับเพลิงได้สำเร็จในเวลาอันรวดเร็ว ทำให้สถานการณ์ไฟไหม้ห้างเพชรบุรี ไม่ลุกลามไปยังบริเวณอื่น ๆ ของห้าง

ถึงแม้ว่าเพลิงจะสงบลงแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ยังคงอยู่ในระหว่างการตรวจสอบหาสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้อย่างละเอียด เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต

รายละเอียดเหตุการณ์ไฟไหม้ห้างเพชรบุรี

  • วันที่และเวลาเกิดเหตุ: 23 สิงหาคม 2568 เวลา 14.32 น.
  • สถานที่เกิดเหตุ: ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งย่านถนนเพชรบุรี
  • จุดต้นเพลิง: ร้านขายเสื้อผ้า บริเวณชั้น 3
  • สถานะปัจจุบัน: เพลิงสงบแล้ว
  • หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง: สถานีดับเพลิงและกู้ภัยพญาไท

เหตุการณ์ไฟไหม้ห้างเพชรบุรี ในครั้งนี้ถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญที่ทำให้เราต้องตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันอัคคีภัย และการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งอุปกรณ์ดับเพลิง การตรวจสอบระบบไฟฟ้า และการฝึกซ้อมดับเพลิงอย่างสม่ำเสมอ

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการและเจ้าของอาคารควรให้ความสำคัญกับการตรวจสอบความปลอดภัยของอาคารอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการอบรมพนักงานให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการป้องกันอัคคีภัย และการปฏิบัติตนเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เพื่อลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

สำหรับประชาชนทั่วไป ควรเพิ่มความระมัดระวังในการใช้ไฟฟ้า และหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจก่อให้เกิดประกายไฟ เช่น การสูบบุหรี่ในที่ห้ามสูบ หรือการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ได้มาตรฐาน เพราะความประมาทเพียงเล็กน้อยอาจนำมาซึ่งความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ได้

และที่สำคัญที่สุดคือ การมีสติและเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ เพราะในสถานการณ์ฉุกเฉิน การตัดสินใจที่ถูกต้องและการปฏิบัติตามขั้นตอนที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี จะช่วยให้เราสามารถเอาชีวิตรอดและช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างปลอดภัย

ถึงแม้ว่าเหตุการณ์ไฟไหม้ห้างเพชรบุรี ในครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินมากนัก แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจให้เราไม่ประมาทและใส่ใจในเรื่องของความปลอดภัยอยู่เสมอ เพราะอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสมอ และการเตรียมพร้อมรับมือคือวิธีที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – เกิดเหตุเพลิงบริเวณชั้น 3 ภายในห้างย่าน ถ.เพชรบุรี เบื้องต้นเพลิงสงบแล้ว

อัปเดตเส้นทาง “พายุคาจิกิ” จ่อขึ้นฝั่ง 25-26 ส.ค.นี้

กรมอุตุนิยมวิทยาอัปเดตเส้นทาง “พายุคาจิกิ” ที่ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อนแล้ว โดยคาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามและ สปป.ลาว ในช่วงวันที่ 25-26 สิงหาคมนี้ สถานการณ์“พายุคาจิกิ” จะเป็นอย่างไรต่อไป ติดตามรายละเอียดล่าสุดกันได้เลย

อัปเดตล่าสุดเส้นทาง “พายุคาจิกิ”

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 เฟซบุ๊กกรมอุตุนิยมวิทยาได้โพสต์ข้อความอัปเดตสถานการณ์พายุเวลา 07.00 น. โดยระบุว่า พายุดีเปรสชันบริเวณทะเลจีนใต้ตอนบนได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อนที่มีชื่อว่า “คาจิกิ (KAJIKI)” แล้ว

คาจิกิ (KAJIKI) หมายถึงชื่อปลาทะเลที่มีสีสวยงาม ตั้งชื่อโดยประเทศญี่ปุ่น และเป็นพายุลูกที่ 13 จากการนับจำนวนพายุของ RSMC โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

พายุคาจิกิกำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกด้วยความเร็ว 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งถือว่าเคลื่อนตัวค่อนข้างเร็ว คาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามและ สปป.ลาว ในช่วงวันที่ 25-26 สิงหาคม 2568 นี้ กรมอุตุนิยมวิทยายังคงเน้นย้ำให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากสถานการณ์ยังมีการเปลี่ยนแปลงได้

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจาก “พายุคาจิกิ”

ถึงแม้ว่าพายุจะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามและ สปป.ลาว แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจาก“พายุคาจิกิ” โดยเฉพาะในเรื่องของฝนที่อาจตกหนักในบางพื้นที่ ดังนั้นประชาชนในพื้นที่เสี่ยงควรเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น ระมัดระวังอันตรายจากลมกระโชกแรงและน้ำท่วมฉับพลัน

  • ตรวจสอบสภาพอากาศอย่างสม่ำเสมอจากกรมอุตุนิยมวิทยา
  • ติดตามข่าวสารและประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด
  • เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง
  • หากอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่

นอกจากนี้ เกษตรกรควรเตรียมป้องกันพืชผลทางการเกษตรจากความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากฝนตกหนักและลมกระโชกแรง จัดเตรียมระบบระบายน้ำให้พร้อมใช้งาน เพื่อป้องกันน้ำท่วมขังในพื้นที่เกษตรกรรม

สถานการณ์“พายุคาจิกิ” ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติ การติดตามข่าวสารและปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะช่วยลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ ขอให้ทุกท่านปลอดภัยและผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้ด้วยดี

ที่มา – อัปเดตเส้นทาง “พายุคาจิกิ” จ่อเคลื่อนขึ้นฝั่งเวียดนาม-สปป.ลาว ช่วง 25-26 ส.ค.นี้

Scroll to top