ข่าววันนี้

กกต. ค้านประกันตัว อดีตหัวหน้าพรรคไทรักธรรม

รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นคัดค้านการประกันตัว “พีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค” อดีตหัวหน้าพรรคไทรักธรรม หวั่นเกรงว่าจะหลบหนี ยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุร้ายอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรม

กกต. คัดค้านประกันตัว อดีตหัวหน้าพรรคไทรักธรรม

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 นายเกรียงไกร พานดอกไม้ รองเลขาธิการ กกต. ได้เข้าพบ พันตำรวจเอก วีระวุฒิ ดำสุวรรณ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี เพื่อยื่นหนังสือคัดค้านการประกันตัว นายพีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค อดีตหัวหน้าพรรคไทรักธรรม ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสระบุรี ที่ จ.117/2566 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2566 ในข้อหาเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง กระทำการนำหรือยินยอมให้บุคคลอื่นนำเงินหรือทรัพย์สินของพรรคการเมืองไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว หรือใช้เพื่อการอื่นใด อันเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 132 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

ความผิดดังกล่าว มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ นายพีระวิทย์ฯ ยังเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ พ 962/2567 คดีหมายเลขแดงที่ 2607/2568 ของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงวันที่ 11 มิถุนายน 2568 และคดีหมายเลขดำที่ พ 827/2567 คดีหมายเลขแดงที่ พ 499/2568 ของศาลจังหวัดสระบุรี ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2568 อีกด้วย

เหตุผลในการคัดค้านการประกันตัว อดีตหัวหน้าพรรคไทรักธรรม

สำนักงาน กกต. พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้มีอัตราโทษสูง หากปล่อยตัวชั่วคราว ผู้ต้องหาอาจหลบหนี ยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุร้ายประการอื่น ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108/1 นอกจากนี้ ยังปรากฏพฤติการณ์การหลบหนีการจับกุมตามหมายจับ ดังนั้น กกต. จึงยื่นคัดค้านการให้ประกันตัว

ในวันเดียวกันนี้ พนักงานสอบสวนได้นำตัวผู้ต้องหาไปฝากขังเป็นครั้งแรกต่อศาลจังหวัดสระบุรี และหลังจากนี้ พนักงานสอบสวนจะเร่งรวบรวมพยานหลักฐานและส่งสำนวนการสอบสวนให้อัยการเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป

นายเกรียงไกรฯ ยังได้หารือกับ พันตำรวจเอก วีระวุฒิฯ ถึงแนวทางในการขยายผลเพื่อจับกุมผู้ต้องหารายอื่นที่ยังหลบหนี เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

คดีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งคดีที่ กกต. ให้ความสำคัญ และดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างสุจริต โปร่งใส และเป็นธรรม การยักยอกเงินพรรคการเมืองถือเป็นการกระทำที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบการเมือง และ กกต. จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งทุกรูปแบบ

การที่รองเลขาธิการ กกต. ออกมาคัดค้านการประกันตัวอดีตหัวหน้าพรรคไทรักธรรมในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ กกต. ในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด และรักษาความบริสุทธิ์ยุติธรรมในการเลือกตั้ง เพื่อให้ผลการเลือกตั้งสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนอย่างแท้จริง

แม้ว่าผู้ต้องหาจะยังมีสิทธิ์ในการต่อสู้คดี แต่การคัดค้านการประกันตัวของ กกต. ส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า การกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งจะถูกลงโทษอย่างหนัก

ดังนั้น พรรคการเมืองและนักการเมืองทุกคนควรตระหนักถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมาย และหลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ ที่อาจเข้าข่ายเป็นการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ เพื่อสร้างสังคมการเมืองที่โปร่งใสและน่าเชื่อถือ

คดีกกต. คัดค้านประกันตัว อดีตหัวหน้าพรรคไทรักธรรมนี้ คงต้องติดตามกันต่อไปว่าศาลจะมีคำสั่งอย่างไร และผลการดำเนินคดีจะเป็นเช่นไร แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ กกต. ได้แสดงให้เห็นถึงบทบาทในการรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายเลือกตั้งอย่างเต็มที่

ที่มา – รองเลขา กกต. คัดค้านประกันตัว อดีตหัวหน้าพรรคไทรักธรรม คดียักยอกเงินพรรคการเมือง

รัฐบาลขยายสิทธิ์! คุณสู้ เราช่วย เฟส 2 ถึง 30 ก.ย. 68

รัฐบาลใจดี ขยายสิทธิ์โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เฟส 2 ไปจนถึง 30 กันยายน 2568 เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบางให้เข้าถึงมาตรการช่วยเหลือได้มากยิ่งขึ้น ใครที่กำลังมีปัญหาเรื่องหนี้สิน ห้ามพลาดโอกาสนี้!

รัฐบาลขยายสิทธิ์ โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เฟส 2 ถึง 30 ก.ย. 2568

นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยว่า ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ยังคงเดินหน้าโครงการดีๆ อย่าง “โครงการคุณสู้ เราช่วย เฟส 2” อย่างต่อเนื่อง โดยได้ทำการขยายสิทธิ์และยืดระยะเวลาการลงทะเบียนไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2568 เพื่อสนับสนุนและช่วยเหลือลูกค้ากลุ่มเปราะบางกว่า 97,000 บัญชี ที่อาจกำลังประสบปัญหาในการชำระหนี้

โครงการนี้ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการช่วยเหลือประชาชนให้สามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

รายละเอียดโครงการคุณสู้ เราช่วย เฟส 2

โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เฟส 2 นี้ เปิดโอกาสให้ลูกค้าที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 5 ล้านบาท และได้ทำสัญญาก่อนวันที่ 1 มกราคม 2567 สามารถเข้าร่วมโครงการได้ โดยมีเงื่อนไขดังนี้:

  • เป็นลูกหนี้ที่ไม่ค้างชำระ หรือค้างชำระไม่เกิน 30 วัน
  • เป็นลูกหนี้ที่เคยปรับโครงสร้างหนี้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2565
  • หรือมีหนี้ค้างชำระเกิน 365 วัน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2567)

ทั้งนี้ ผู้ที่เข้าร่วมโครงการจะต้องไม่มีการก่อหนี้ใหม่ภายใน 12 เดือนแรก เว้นแต่กรณีที่มีความจำเป็นจริงๆ เช่น การซ่อมแซมบ้านที่ได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติ หรือการกู้ยืมเพื่อการฟื้นฟูที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต

เงื่อนไขสำคัญ: ผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ “คุณสู้ เราช่วย เฟส 2” จะต้องไม่มีการก่อหนี้ใหม่ภายใน 12 เดือนแรกของการเข้าร่วมโครงการ

สำหรับช่องทางการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการนั้น มีด้วยกัน 3 ช่องทางที่สะดวกและเข้าถึงง่าย ได้แก่:

  • เว็บไซต์ www.bot.or.th/Khunsoo
  • แอปพลิเคชัน GHB ALL GEN
  • แอปพลิเคชัน GHB ALL BFRIEND

หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ ธอส. ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือติดต่อ Call Center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0-2645-9000 หรือผ่านทาง Facebook ของ ธอส. ได้เช่นกัน

นางสาวศศิกานต์ ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “โครงการนี้เป็นมาตรการสำคัญที่จะช่วยลดภาระหนี้สินและเพิ่มโอกาสให้ประชาชนสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้อย่างมั่นคง รัฐบาลพร้อมที่จะยืนเคียงข้างประชาชนทุกกลุ่ม และจะเดินหน้าผลักดันมาตรการช่วยเหลือทางการเงินอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจว่าทุกครอบครัวไทยจะมีที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

อย่ารอช้า! หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่กำลังประสบปัญหาทางการเงินและเข้าข่ายตามเงื่อนไขของโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เฟส 2 รีบลงทะเบียนเพื่อขอรับความช่วยเหลือได้เลย โอกาสดีๆ แบบนี้ไม่ได้มีมาบ่อยๆ!

ที่มา – รัฐบาล ขยายสิทธิ์ โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เฟส 2 ถึง 30 ก.ย. 2568

มูลนิธิเสียใจ รถกู้ภัยฝ่าไฟแดง ชนสลด! ตำรวจแจ้ง 4 ข้อหา

จากกรณีอุบัติเหตุสะเทือนใจ “รถกู้ภัยฝ่าไฟแดง” ชนรถเก๋งกลางสี่แยกบ้านฉาง จังหวัดระยอง จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ทางมูลนิธิพุทธธรรมสงเคราะห์บ้านฉางได้ออกมาแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งให้คำมั่นว่าจะปรับปรุงการจัดการภายในเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

มูลนิธิเสียใจ รถกู้ภัยฝ่าไฟแดง ชนเก๋งสลดกลางสี่แยก

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณ 16.00 น. เมื่อรถตู้ของมูลนิธิพุทธธรรมสงเคราะห์บ้านฉาง ขับฝ่าไฟแดงที่สี่แยกบ้านฉาง เป็นเหตุให้ชนเข้ากับรถยนต์ซูซูกิที่แล่นมาตามทางตรงอย่างจัง แรงปะทะทำให้รถตู้พลิกคว่ำไปชนกับรถจักรยานยนต์ที่จอดรอสัญญาณไฟอยู่อีกหลายคัน สร้างความเสียหายและมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านฉาง ได้เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุและแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ขับขี่รถตู้มูลนิธิ รวม 4 ข้อหา ได้แก่

  • ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น
  • ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัส
  • ขับรถโดยประมาทหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน
  • ขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถประเภทสอง (ขนส่ง)
  • ขับรถโดยฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร (ไฟแดง)

นอกจากนี้ นายกสมาคมกู้ภัยยังถูกแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมอีก 2 ข้อหา คือ ให้ผู้อื่นขับรถโดยไม่มีใบอนุญาต และใช้รถที่ติดสัญญาณไฟวับวาบโดยไม่ได้รับอนุญาต

มูลนิธิฯ ขอโทษต่อเหตุการณ์ รถกู้ภัยฝ่าไฟแดง

ทางด้านมูลนิธิพุทธธรรมสงเคราะห์บ้านฉาง ได้โพสต์ข้อความแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ “รถกู้ภัยฝ่าไฟแดง” ครั้งนี้ และขออภัยต่อผู้สูญเสีย ผู้บาดเจ็บ และสังคมโดยรวม พร้อมทั้งให้คำมั่นว่าจะเร่งแก้ไขปรับปรุงการจัดการภายในให้ดียิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต

อุบัติเหตุครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ผู้ขับขี่รถทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นรถส่วนตัว รถโดยสาร หรือแม้แต่รถกู้ภัย จะต้องเคารพกฎจราจรอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติตามสัญญาณไฟจราจร เพราะเพียงเสี้ยววินาทีของการฝ่าฝืน อาจนำมาซึ่งความสูญเสียที่ไม่อาจประเมินค่าได้ การขับรถด้วยความระมัดระวัง มีสติ และไม่ประมาท คือสิ่งสำคัญที่สุดในการป้องกันอุบัติเหตุทางถนน

ความสูญเสียจากอุบัติเหตุ “รถกู้ภัยฝ่าไฟแดง” ครั้งนี้ เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจอย่างยิ่ง การที่หน่วยงานกู้ภัย ซึ่งมีหน้าที่ช่วยเหลือผู้อื่น กลับกลายเป็นต้นเหตุของอุบัติเหตุเสียเอง ยิ่งทำให้เหตุการณ์นี้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เหตุการณ์นี้จะเป็นบทเรียนราคาแพงที่ทำให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการขับขี่อย่างปลอดภัย และเคารพกฎจราจรอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียเช่นนี้อีกต่อไป

ที่มา – มูลนิธิเสียใจ “รถกู้ภัยฝ่าไฟแดง” ชนเก๋งสลดกลางสี่แยก ตำรวจแจ้ง 4 ข้อหาคนขับ

สุดระทึก! เครื่องบินขับไล่มาเลย์ระเบิด นักบินรอด

เกิดเหตุการณ์สุดระทึกขวัญ! เครื่องบินขับไล่มาเลย์ระเบิดกลางอากาศขณะนำเครื่องขึ้นจากสนามบินสุลต่านอาหมัดชาห์ ในเมืองกวนตัน โชคดีที่นักบินสามารถดีดตัวออกมาได้อย่างปลอดภัย

เหตุการณ์ เครื่องบินขับไล่มาเลย์ระเบิด ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยเป็นเครื่องบินขับไล่ McDonnell Douglas F/A-18 Hornet ของกองทัพอากาศมาเลเซีย จากคลิปที่เผยแพร่แสดงให้เห็นภาพเครื่องยนต์ของเครื่องบินลำดังกล่าวเกิดไฟลุกไหม้อย่างรุนแรงขณะกำลังวิ่งขึ้นรันเวย์ ก่อนที่จะระเบิดเป็นลูกไฟขนาดใหญ่ น่าสะพรึงกลัว

ตามรายงานข่าว เครื่องบินลำดังกล่าวเริ่มมีปัญหาไฟลุกไหม้ที่เครื่องยนต์ตั้งแต่ช่วงแรกของการวิ่งขึ้น และเพียงไม่กี่วินาทีต่อมาก็เกิดการระเบิดอย่างรุนแรง นักบินทั้งสองนายตัดสินใจดีดตัวออกจากเครื่องบินได้อย่างทันท่วงที ก่อนที่ เครื่องบินขับไล่มาเลย์ระเบิด ทั้งลำ

กองทัพอากาศมาเลเซียได้ออกแถลงการณ์ยืนยันถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และแจ้งว่าขณะนี้กำลังดำเนินการตรวจสอบหาสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้อย่างเร่งด่วน และจะแจ้งความคืบหน้าให้ทราบต่อไป

สุดระทึก! เครื่องบินขับไล่มาเลย์ระเบิด นักบินรอด

เครื่องบินขับไล่ F/A-18D Hornet เป็นเครื่องบินรบที่มีสมรรถนะสูง เป็นกำลังหลักของกองทัพอากาศมาเลเซียมาเป็นเวลานาน มีบทบาทสำคัญในการโจมตีทางอากาศและการป้องกันภัยทางอากาศ เหตุการณ์ เครื่องบินขับไล่มาเลย์ระเบิด ครั้งนี้จึงเป็นที่สนใจของประชาชนทั้งในและต่างประเทศ

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเครื่องบินขับไล่ F/A-18D Hornet

  • เครื่องบินขับไล่ F/A-18D Hornet เป็นเครื่องบินรบอเนกประสงค์
  • สามารถปฏิบัติภารกิจได้หลากหลาย ทั้งโจมตีทางอากาศ ป้องกันภัยทางอากาศ และลาดตระเวน
  • มีความเร็วสูงสุดถึง Mach 1.8
  • บรรทุกอาวุธได้หลากหลายชนิด

สถานการณ์ล่าสุดยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือผู้บาดเจ็บเพิ่มเติมจากเหตุการณ์ เครื่องบินขับไล่มาเลย์ระเบิด ครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องที่โชคดีอย่างยิ่ง

อุบัติเหตุครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอในการปฏิบัติการทางการทหาร และความสำคัญของการบำรุงรักษาเครื่องบินอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

ที่มา – สุดระทึก เครื่องบินขับไล่มาเลย์ระเบิดขณะนำเครื่องขึ้น นักบินดีดตัวรอดหวุดหวิด (คลิป)

“ไชยา” ขอโทษ ปิดประชุมสภาฯ ก่อนถก MOU 2543-2544

“ไชยา” ขอโทษสั่งปิดประชุมสภาฯ ก่อนถก MOU 2543-2544

“ไชยา พรหมา” ลั่น ไม่ได้เป็นเครื่องมือใครถึงแม้จะมาจากเพื่อไทย ยัน ทำงานเป็นกลางประชาชนมอนิเตอร์อยู่ – ขอโทษสั่งปิดประชุมสภาฯ ก่อนถก MOU 2543-2544 เหตุประสานผิดพลาด ไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง วอนวิป 2 ฝ่าย คุยกันให้จบ

วันที่ 23 สิงหาคม 2568 นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 กล่าวชี้แจงกรณีที่ชิงปิดประชุมก่อนพิจารณาญัตติ MOU 2543-2544 โดยยืนยัน ได้รับการประสานงานว่า หลังกระทู้เสร็จให้เข้าวาระรับทราบรายงานของหน่วยงาน 4-5 หน่วยงาน แต่วันนั้นมีเพียงหน่วยงานเดียวที่มีความพร้อมคือกองทุนสื่อสร้างสรรค์ จากนั้นได้รับประสานอีกว่า หากไม่มีอะไรแล้วให้ปิดการประชุม เพราะฉะนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตนเองรู้สึกเสียใจ ที่ถูกมองเป็นคนปิดประชุมเพื่อหนีปัญหา ทั้งที่การตกลงเป็นการพูดคุยกันระหว่างมีฝ่ายค้านและมีฝ่ายรัฐบาล ที่ต้องพูดคุยกันให้จบ และตนเองเพิ่งจากการสัมภาษณ์ของฝ่ายค้าน ว่าจะมีการเสนอญัตติด้วยวาจา แต่ในฐานะที่เป็นประธานไม่รับทราบเลย เพราะการประสานงานกัน คนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ไม่มีสิทธิ์รับรู้เลย แต่ก็เห็นประธานวิปฝ่ายค้านและวิปรัฐบาลเดินพูดคุยกันอยู่บ่อยครั้ง และก็รอสัญญาณอยู่ว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือไม่ แต่กลับไม่ได้รับการประสานงานมา จึงคิดว่าไม่มีวาระอะไรต่อไปแล้ว จึงสั่งปิดประชุมตามข้อตกลงเดิม โดยยืนยันได้ว่าไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง

นายไชยา ยังกล่าวถึงการรับยื่นหนังสือของกลุ่มผู้ชุมนุม ในเนื้อหาสาระต้องการให้สมาชิกรัฐสภา เสนอไปญัตติในการเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 152 ซึ่งขั้นตอนนั้นยังไม่เกิดขึ้น ต้องให้พรรคการเมืองแต่ละพรรค เป็นผู้เสนอเข้ามา ทำให้ตนเองไม่ทราบว่า จะมีการพิจารณาในวันดังกล่าว ก่อนจะย้ำว่า ที่สั่งปิดประชุมไปเป็นการผิดพลาดในการสื่อสาร หากทำให้สังคมไม่สบายใจก็ขอโทษ แต่หลังจากนี้อยากจะเรียกร้อง ว่า งานสภาไม่สามารถราบรื่นได้ หากไม่ได้รับความร่วมมือ ไม่อยากให้สมาชิกทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลใช้กลไกสภา มองเรื่องการเมืองมากเกินไป อยากให้เวทีสภาเป็นเวทีของการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ตรงไหนที่เป็นประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ น่าจะถอยคนละก้าว เพื่อผลักดันให้งานสภาเดินไปได้ นี่คือความตั้งใจที่อยากเห็น ไม่อยากเห็นความขัดแย้ง และบรรยากาศฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่เป็นเวทีของการแก้ไขปัญหา นี่เป็นเรื่องใหญ่ และมองว่าทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกัน

ส่วนการปิดประชุมครั้งก่อน ๆ ถือเป็นเรื่องของเสียงปริ่มน้ำหรือไม่ นายไชยา กล่าวว่า การประชุมจะราบรื่นหรือไม่ วิป 2 ฝ่ายต้องคุยกัน เพราะการประชุมไม่ใช่เรื่องของวิปฝ่ายรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว แน่นอนว่าองค์ประชุมเป็นความรับผิดชอบของฝ่ายรัฐบาล แต่อยากให้มองว่ากฎหมายอะไรก็ตามที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ ไม่อยากให้มองเป็นกฎหมายของรัฐบาลฝ่ายเดียว เพราะกฎหมายที่ออกมาไม่ได้ถูกบังคับใช้เฉพาะฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน แต่บังคับใช้กับประชาชนทุกคน ดังนั้น อะไรที่เป็นประโยชน์และสามารถขับเคลื่อนประเทศได้ ก็ขอความร่วมมือฝ่ายค้านด้วย แต่ก็ยอมรับว่า ในเรื่องของเกมการเมืองฝ่ายค้านรัฐบาลก็เป็นแบบนี้มาทุกยุคทุกสมัย แต่สำหรับเวทีนิติบัญญัติอยากจะให้เป็นเรื่องการแก้ไขปัญหาจริง ๆ

ทำไม “ไชยา” ถึงขอโทษสั่งปิดประชุมสภาฯ ก่อนถก MOU 2543-2544?

“ที่ผ่านมาอาจจะมีความไม่สบายใจ ทำให้ไม่ถูกใจ ที่ผมปิดประชุมแล้วหนีไป ความรู้สึกแบบนี้มันมี ผมก็ต้องขอโทษ แต่ก็อยากเรียกร้องไปยังสองฝ่ายให้คุยกัน อันไหนที่ยืดหยุ่นได้ถ้อยทีถ้อยอาศัยได้ เดินกันคนละก้าวได้หรือไม่ อย่างที่ตนรับทราบมาญัตติ MOU คุยกัน 5 รอบก็ไม่จบ เพราะฉะนั้นบนบัลลังก์ จึงไม่มีสิทธิ์รับรู้เลยว่าเจรจาอะไรกันจบหรือไม่ รู้เพียงว่าฝ่ายหนึ่งอยากให้ตั้งกรรมาธิการอีกฝ่ายหนึ่งไม่อยากให้ตั้งกรรมาธิการ เพราะฉะนั้นตราบใดที่ยังไม่ได้ข้อสรุปก็ไม่สามารถประชุมต่อได้”

เมื่อถามว่าจะเป็นการชิงปิดประชุมไปเรื่อย ๆ ในลักษณะนี้ท่ามกลางเสียงปริ่มน้ำใช่หรือไม่ นายไชยา กล่าวว่า ไม่ ความรับผิดชอบต้องเป็นของวิปรัฐบาล ต้องทำงานเป็นกติกาอยู่แล้ว ว่ารัฐบาลต้องรับผิดชอบเสียงของรัฐบาลเอง เพราะฉะนั้นอย่าได้มากล่าวหาสภา

“ผมไม่ได้เป็นเครื่องมือใครถึงแม้จะมาจากพรรคเพื่อไทยก็ตาม แต่วันที่มานั่งเป็นประธานด้วยความสำนึกในหน้าที่ ว่าถ้าหากเราทำหน้าที่ไม่เป็นกลาง เราก็จะถูกตำหนิจากสมาชิก เพราะฉะนั้นคนที่มอนิเตอร์ผมไม่ใช่ฝ่ายค้านแต่เป็นประชาชน เพราะฉะนั้นถ้าหากผมดำเนินการอะไรไปที่ไม่เป็นกลาง ผมก็จะถูกตำหนิ เครดิตทางการเมืองก็จะเสียหาย และต้องเข้มงวดเรื่องของเสียงให้ได้ ไม่เช่นนั้นก็จะเกิดปัญหาแบบนี้”

การที่นายไชยา พรหมา ออกมากล่าวขอโทษและชี้แจงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการรักษาภาพลักษณ์ของสภาผู้แทนราษฎร และยืนยันถึงความเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญอยู่ที่การประสานงานและความร่วมมือระหว่างฝ่ายต่างๆ ในสภาฯ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง การขอโทษสั่งปิดประชุมสภาฯ ก่อนถก MOU 2543-2544 ครั้งนี้ หวังว่าจะนำไปสู่การปรับปรุงและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อให้สภาฯ สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ที่มา – “ไชยา” ขอโทษสั่งปิดประชุมสภาฯ ก่อนถก MOU 2543-2544 ยันไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง

ระทึก! คานปูนสะพานลอยถล่ม คนงานหนีตาย

นาทีชีวิต! เกิดเหตุคานปูนสะพานลอยถล่ม ขนาดใหญ่ น้ำหนักกว่า 116 ตัน ระหว่างการก่อสร้างสะพานลอยข้ามถนน 4 เลน สาย 317 จันทบุรี-สระแก้ว พังถล่มลงมาทับรถเครน คนงานวิ่งหนีตายอลหม่าน รายงานเบื้องต้นพบผู้บาดเจ็บเล็กน้อย

ระทึก! คานปูนสะพานลอยถล่ม ทับรถเครน คนงานหนีตาย

เมื่อเวลาประมาณ 20.25 น. ของวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ได้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เมื่อคานปูนสะพานลอยถล่ม ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างใกล้แล้วเสร็จ บริเวณถนนจันทบุรี-สระแก้ว ได้พังลงมาขวางถนน ทับรถเครนและรถเทรลเลอร์เสียหายอย่างหนัก จุดเกิดเหตุอยู่ที่บริเวณพื้นที่ก่อสร้างสะพานลอยข้ามถนน 4 เลน สาย 317 จันทบุรี-สระแก้ว หน้าตลาดกลางเทศบาลตำบลมะขามเมืองใหม่ อ.มะขาม จ.จันทบุรี

ภาพจากกล้องวงจรปิดของร้านขายของชำใกล้เคียง สามารถบันทึกภาพนาทีชีวิตขณะที่คานปูนสะพานลอยถล่มลงมาได้อย่างชัดเจน ในช่วงเวลานั้นยังมีคนงานจำนวนมากปฏิบัติงานอยู่ใกล้บริเวณดังกล่าว ทำให้ต่างพากันวิ่งหนีเอาชีวิตรอดกันอย่างอลหม่าน โชคดีที่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุการณ์ครั้งนี้

จากการตรวจสอบความเสียหายในเบื้องต้น พบว่ามีรถเทรลเลอร์ 1 คัน และรถเครนของบริษัทรับเหมาเอกชน 1 คัน ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการถูกคานสะพานที่ถล่มลงมาทับ คานสะพานคอนกรีตที่มีน้ำหนักรวมกว่า 116 ตัน ได้ปิดกั้นการจราจรทั้งขาเข้าและขาออกเมือง กรมทางหลวงซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ ได้เร่งประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้รับเหมา เพื่อดำเนินการตัดคานสะพานออกให้เร็วที่สุด เพื่อเปิดเส้นทางการจราจรให้ได้ก่อนรุ่งเช้า เนื่องจากเป็นถนนสายหลัก คาดการณ์มูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท

สาเหตุเบื้องต้น คาดเครนรับน้ำหนักไม่ไหว

จากการสอบถามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่แขวงทางหลวงจันทบุรี พบว่า สะพานลอยแห่งนี้มีรูปแบบการก่อสร้างเป็นเสาเตาหม้อคอนกรีตเสริมเหล็ก จำนวน 2 ต้น มีความกว้างของทางเดินบนสะพาน 2.4 เมตร พร้อมราวจับและหลังคายาวตลอดทางเดินราว 36 เมตร ครอบคลุมบันไดทั้งขาขึ้นและลงที่มีความกว้าง 1.4 เมตร ใช้งบประมาณก่อสร้างประมาณ 7 ล้านบาท

อุบัติเหตุคานปูนสะพานลอยถล่มที่เกิดขึ้น สันนิษฐานว่าเกิดจากขณะที่กำลังยกคานสะพานแบบ T girder 2 ตัว ขึ้นไปตั้งวางบนหัวเสาเพื่อเชื่อมติดกัน โดยคานตัวแรกได้ถูกยกขึ้นวางแล้ว และกำลังยกคานตัวที่ 2 ขึ้นวางคู่กัน แต่ในระหว่างการวางคานตัวที่ 2 ยังเชื่อมยึดไม่แล้วเสร็จ คาดว่าเครนอาจจะรับน้ำหนักไม่ไหว ทำให้คานเกี่ยวกันและร่วงลงมาทั้ง 2 ตัว

ก่อนเกิดเหตุ ในช่วงเช้าของวันที่ 22 สิงหาคม รถเครนจำนวน 2 คัน ได้ทำการยกแผ่นคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 แผ่น ซึ่งแต่ละแผ่นมีน้ำหนักประมาณ 58 ตัน ขึ้นไปประกบบนเสาเตาหม้อเป็นรูปตัว T เพื่อให้คนงานทำการเชื่อมเหล็กยึดเข้าด้วยกัน จนกระทั่งในช่วงเวลา 20.25 น. ขณะที่คนงานกำลังเคลียร์พื้นที่และเตรียมย้ายรถเครนออกจากพื้นที่ก่อสร้าง จู่ๆ คานสะพานก็เกิดพังถล่มลงมา สร้างความตกใจให้แก่คนงานที่ต่างพากันกระโดดหนีเอาชีวิตรอด

นายรุ่งโรจน์ แวงวรรณ ผู้ช่วยประจำรถเครน ได้เล่าถึงนาทีชีวิตว่า ขณะเกิดเหตุ ตนยืนอยู่บนท้ายรถเทรลเลอร์เพื่อเคลียร์อุปกรณ์และเคลื่อนย้ายรถออกจากพื้นที่ก่อสร้าง จากนั้นก็ได้ยินเสียงปูนลั่น ก่อนที่คานปูนสะพานลอยจะพังถล่มลงมาทับรถเครนที่อยู่ห่างจากจุดที่ตนยืนอยู่ไม่ถึง 10 เมตร จนทำให้ตนกระเด็นตกลงบนพื้นถนน ได้รับบาดเจ็บเพียงแค่รอยถลอกเล็กน้อยเท่านั้น เชื่อว่าเป็นเพราะบารมีเหรียญ “หลวงปู่ผาน ปัญญาปทีโป” ที่ยายให้ติดตัวไว้ได้ช่วยคุ้มครองให้ตนแคล้วคลาดปลอดภัยจากเหตุการณ์ในครั้งนี้

เหตุการณ์คานปูนสะพานลอยถล่มครั้งนี้ ถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญที่ต้องให้ความสำคัญกับมาตรการความปลอดภัยในการก่อสร้างอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต และเพื่อให้การก่อสร้างเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – นาทีระทึก คานปูนสะพานลอย หนัก 116 ตัน ถล่มทับรถเครน คนงานวิ่งหนีรอดหวุดหวิด

“มนพร” ดันสินค้านครพนม ขยายตลาด Trade Fair

“มนพร เจริญศรี” เปิดงานแสดงและจำหน่ายสินค้า “Nakhon Phanom Trade Fair” ชูนครพนมมีโครงข่ายคมนาคมที่ครบถ้วน ผลักดันศักยภาพเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน สร้างโอกาสการค้า การลงทุน วันที่ 23 สิงหาคม 2568 นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานเปิดงานแสดงและจำหน่ายสินค้าจังหวัดนครพนม “Nakhon Phanom Trade Fair” เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ซึ่งจัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการ ขยายช่องทางการตลาดสินค้าท้องถิ่น เป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพของนครพนมให้ปรากฏต่อสายตาภาครัฐ ภาคเอกชน นักลงทุน นักท่องเที่ยวและประชาชน โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 – 24 สิงหาคม 2568 ณ อาคารแสดงสินค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ

“มนพร” ดันสินค้านครพนม จัดงาน Trade Fair ขยายช่องทางการตลาดสินค้าท้องถิ่น

นางมนพร กล่าวว่า นครพนมเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพโดดเด่น ด้วยทำเลที่ตั้งบนแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก – ตะวันตก (East–West Economic Corridor) ทำให้มีความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และเป็นประตูการค้าสู่อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ประกอบกับจังหวัดนครพนมมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมที่ครบถ้วน ด้วยสนามบินที่รองรับเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ วันละ 6 เที่ยวบิน เส้นทาง R12 ที่เชื่อมต่อประเทศไทยกับลาว เวียดนาม และจีนตอนใต้ ผ่านสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 3 (นครพนม – คำม่วน) และโครงการรถไฟรางคู่ บ้านไผ่ – นครพนม ทำให้การเชื่อมต่อด้านโลจิสติกส์มีความสะดวกและรวดเร็ว

นอกจากนี้ จังหวัดนครพนมยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง ไม่ว่าจะเป็นอุทยานแห่งชาติภูลังกา องค์พระยาศรีสัตนาคราช ที่ตั้งอยู่บริเวณลานพนมนาคาที่มีทัศนียภาพริมฝั่งแม่น้ำโขง และพระธาตุพนม พร้อมด้วยประเพณีวัฒนธรรมที่งดงาม จังหวัดนครพนมจึงเป็นเมืองรองที่ผสมผสานความงดงามทางธรรมชาติ ประเพณีและวัฒนธรรมไว้ด้วยกัน และเป็นจุดหมายปลายทางของการเป็น “Destination” เมืองที่ผู้คนอยากมาพักผ่อน ท่องเที่ยว จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติมาเยือนตลอดทั้งปี ด้วยศักยภาพเหล่านี้ จังหวัดนครพนมจึงตั้งเป้าหมายการพัฒนาเป็นเมืองน่าอยู่ และเป็นประตูเศรษฐกิจสู่อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยมุ่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจท้องถิ่น ตั้งเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยว ขยายโอกาสทางการค้า และการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพิ่มรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน นางมนพร เจริญศรี มองเห็นถึงความสำคัญของการ“มนพร” ดันสินค้านครพนม จัดงาน Trade Fair ขยายช่องทางการตลาดสินค้าท้องถิ่น เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจของจังหวัด

ทำไมนโยบาย “มนพร” ดันสินค้านครพนม จัดงาน Trade Fair ขยายช่องทางการตลาดสินค้าท้องถิ่น ถึงสำคัญ?

การที่นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ให้ความสำคัญกับการผลักดันสินค้าจากนครพนมและจัดงาน Nakhon Phanom Trade Fair ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน เพราะเป็นการ:

  • สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการ: งาน Trade Fair เป็นเวทีที่ผู้ประกอบการสามารถนำสินค้ามาจำหน่ายและสร้างรายได้โดยตรง
  • ขยายช่องทางการตลาด: ช่วยให้สินค้าท้องถิ่นเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น ไม่จำกัดเฉพาะภายในจังหวัด
  • ดึงดูดนักลงทุน: การแสดงศักยภาพของนครพนมจะช่วยดึงดูดนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ
  • ส่งเสริมการท่องเที่ยว: นครพนมมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ การจัดงานแสดงสินค้าช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้กับชุมชน

การ“มนพร” ดันสินค้านครพนม จัดงาน Trade Fair ขยายช่องทางการตลาดสินค้าท้องถิ่น ไม่เพียงแต่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว การสนับสนุนสินค้าท้องถิ่นและส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อย จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานควบคู่ไปกับการส่งเสริมการตลาด ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของนครพนมให้เติบโตอย่างมั่นคง การที่รัฐบาลให้ความสำคัญและสนับสนุนการดำเนินงานในด้านนี้ แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการพัฒนาประเทศอย่างรอบด้าน โดยคำนึงถึงศักยภาพและโอกาสของแต่ละท้องถิ่นอย่างแท้จริง ดังนั้นการ“มนพร” ดันสินค้านครพนม จัดงาน Trade Fair ขยายช่องทางการตลาดสินค้าท้องถิ่น คือโอกาสทองของชาวนครพนม

ที่มา – “มนพร” ดันสินค้านครพนม จัดงาน Trade Fair ขยายช่องทางการตลาดสินค้าท้องถิ่น

สลด! รถบัสนักท่องเที่ยวพลิกคว่ำที่นิวยอร์ก ดับ 5

เหตุการณ์สุดสลดเกิดขึ้นเมื่อรถบัสนักท่องเที่ยวพลิกคว่ำที่นิวยอร์ก ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 รายและบาดเจ็บอีกหลายสิบคน อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นขณะที่รถบัสกำลังเดินทางกลับจากน้ำตกไนแองการา ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง

รถบัสนักท่องเที่ยวคันดังกล่าวบรรทุกผู้โดยสารมาทั้งหมด 52 คน ประสบอุบัติเหตุรถบัสนักท่องเที่ยวพลิกคว่ำที่นิวยอร์ก บนทางด่วน นิวยอร์ก สเตท ทรูเวย์ (New York State Thruway) ในรัฐนิวยอร์ก เหตุการณ์เกิดขึ้นขณะเดินทางกลับจากน้ำตกไนแองการา บริเวณชายแดนสหรัฐอเมริกาและแคนาดา แรงกระแทกจากการพลิกคว่ำทำให้รถบัสตะแคงลงไปในร่องกลางถนน สร้างความเสียหายอย่างหนักและมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ใกล้เมืองเพมโบรค ห่างจากเมืองบัฟฟาโลไปทางตะวันออกประมาณ 48 กิโลเมตร

รถบัสนักท่องเที่ยวพลิกคว่ำที่นิวยอร์ก

รายงานข่าวระบุว่า ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวอินเดีย จีน และฟิลิปปินส์ ทางตำรวจยืนยันว่าไม่มีเด็กเสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ แม้ว่าจะมีรายงานข่าวที่ไม่ถูกต้องในช่วงแรก ผู้โดยสารที่อยู่บนรถบัสมีอายุตั้งแต่ 1 ขวบไปจนถึง 74 ปี หลายคนถูกเหวี่ยงกระเด็นออกจากตัวรถ ในขณะที่บางส่วนยังคงติดอยู่ภายในซากรถเป็นเวลานานหลายชั่วโมง เจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่าผู้โดยสารส่วนใหญ่ไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัยในขณะเกิดเหตุ

แคธี โฮชูล ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก ได้ออกมาแถลงการณ์ว่า หน่วยงานท้องถิ่นกำลังเร่งให้ความช่วยเหลือและดูแลผู้บาดเจ็บที่ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุในครั้งนี้ มีการส่งรถพยาบาลและเฮลิคอปเตอร์การแพทย์ไปยังที่เกิดเหตุเพื่อลำเลียงผู้บาดเจ็บไปยังโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด ข้อมูลล่าสุดระบุว่ามีผู้บาดเจ็บ 24 รายที่กำลังพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลในพื้นที่ และแพทย์ยืนยันว่าผู้บาดเจ็บส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวได้ในเร็ววัน นอกจากนี้ ผู้บาดเจ็บที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปี ได้ถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลเด็กเพื่อรับการดูแลเป็นพิเศษ

สาเหตุของอุบัติเหตุ รถบัสนักท่องเที่ยวพลิกคว่ำที่นิวยอร์ก

ผู้บัญชาการตำรวจรัฐนิวยอร์กกล่าวว่า ในขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังทำการสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงของการชน แต่ได้ตัดประเด็นเรื่องความประมาทของคนขับและความผิดปกติของเครื่องยนต์ออกไปจากข้อสันนิษฐานแล้ว ทางตำรวจยืนยันว่าคนขับรถให้ความร่วมมือในการสอบสวนอย่างเต็มที่ และยังไม่มีการตั้งข้อหาใด ๆ ในขณะนี้ นอกจากนี้ ตำรวจยังได้ขอความร่วมมือจากประชาชนที่มีกล้องหน้ารถที่อาจบันทึกภาพเหตุการณ์ไว้ได้ ให้นำหลักฐานมามอบให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อใช้ในการสอบสวนและวิเคราะห์หาสาเหตุของอุบัติเหตุ

อุบัติเหตุรถบัสนักท่องเที่ยวพลิกคว่ำที่นิวยอร์ก ครั้งนี้เกิดขึ้นในบริเวณที่ไม่ไกลจากน้ำตกไนแองการามากนัก โดยห่างออกไปเพียง 40 ไมล์เท่านั้น น้ำตกไนแองการาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับโลก ซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกให้มาเยี่ยมชมปีละหลายล้านคน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงสร้างความเสียใจและความตกใจให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก

เหตุการณ์สลดในครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเดินทางอย่างปลอดภัย การคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งขณะเดินทางด้วยรถยนต์และยานพาหนะต่างๆ สามารถช่วยลดความรุนแรงของการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุได้ รวมถึงการพักผ่อนให้เพียงพอก่อนการเดินทางไกล และการตรวจสอบสภาพรถให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานเสมอ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้การเดินทางของเราปลอดภัยและราบรื่นมากยิ่งขึ้น

ที่มา – รถบัสนทท.พลิกคว่ำที่นิวยอร์ก ดับ 5 ศพ เจ็บหลายสิบ

สหรัฐฯ ทบทวนวีซ่า 55 ล้านฉบับ ยกเลิกหากผิดเงื่อนไข

รัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมตรวจสอบประวัติผู้ถือวีซ่ากว่า 55 ล้านฉบับอย่างละเอียด หากพบการละเมิดเงื่อนไขการเข้าหรือพำนักในประเทศ จะดำเนินการเพิกถอนวีซ่าโดยทันที มาตรการนี้เข้มงวดมาก เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ

สหรัฐฯ เตรียมทบทวนวีซ่ากว่า 55 ล้านฉบับ ยกเลิกแน่หากผิดเงื่อนไข

รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศถึงการเตรียมทบทวนและตรวจสอบประวัติผู้ถือวีซ่ากว่า 55 ล้านฉบับ เพื่อประเมินว่ามีการละเมิดเงื่อนไขการเข้าหรือพำนักในประเทศหรือไม่ ซึ่งหากตรวจพบพฤติกรรมที่เข้าข่ายการผิดเงื่อนไข วีซ่าของผู้ถือจะถูกเพิกถอนโดยทันที

เงื่อนไขที่อาจนำไปสู่การถูกเพิกถอนวีซ่านั้นมีหลายประการ ได้แก่ การอยู่เกินระยะเวลาที่กำหนด (overstay) การกระทำผิดทางอาญา การสร้างภัยคุกคามต่อความปลอดภัยสาธารณะ การเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมก่อการร้าย หรือการให้การสนับสนุนองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย

นโยบายนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการเข้มงวดด้านการเข้าเมืองที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ใช้เป็นนโยบายหลักของรัฐบาล ซึ่งรวมถึงการเนรเทศครั้งใหญ่ การสั่งห้ามการเดินทางจากหลายประเทศ และการเพิกถอนวีซ่านักเรียนไปแล้วกว่า 6,000 ฉบับ

มาตรการใหม่นี้ยังครอบคลุมไปถึงการตรวจสอบโซเชียลมีเดียของผู้ที่ยื่นขอวีซ่า ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนหรือนักท่องเที่ยว โดยเจ้าหน้าที่จะทำการค้นหาสัญญาณของท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประชาชน วัฒนธรรม รัฐบาล หรือสถาบันของสหรัฐฯ

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่จากกระทรวงการต่างประเทศยังได้รับคำสั่งให้จับตาดูผู้ที่อาจให้การสนับสนุนผู้ก่อการร้ายต่างชาติ หรือผู้ที่กระทำการคุกคามและใช้ความรุนแรงเชิงต่อต้านชาวยิวอีกด้วย

แมทธิว ทราเกสเซอร์ โฆษกจากสำนักงาน USCIS ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลเรื่องสัญชาติและการเข้าเมืองของสหรัฐฯ ได้กล่าวย้ำว่า สิทธิประโยชน์ของอเมริกาไม่สมควรที่จะมอบให้กับผู้ที่แสดงความเกลียดชังต่อประเทศ หรือเผยแพร่อุดมการณ์ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสหรัฐฯ โดยเขายังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า หน่วยงานมีพันธกิจในการดำเนินนโยบายเพื่อถอนรากความคิดต่อต้านอเมริกา

การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่นาย มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ระบุว่า สหรัฐฯ จะทำการระงับการออกวีซ่าทำงานสำหรับคนขับรถบรรทุกต่างชาติโดยทันที เนื่องจากจำนวนแรงงานต่างชาติในอุตสาหกรรมรถบรรทุกได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยบนท้องถนน และส่งผลกระทบต่อรายได้ของคนขับรถบรรทุกชาวอเมริกัน

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ยังได้ประกาศมาตรการใหม่ที่กำหนดให้พลเมืองจากประเทศมาลาวีและแซมเบีย ต้องวางเงินมัดจำวีซ่านักท่องเที่ยวหรือวีซ่าธุรกิจเป็นจำนวนสูงถึง 15,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 560,000 บาท

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ที่ทรัมป์ได้เข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคมที่ผ่านมา รัฐบาลได้ออกมาตรการต่างๆ มากมาย เช่น

  • ห้ามชาวต่างชาติจาก 12 ประเทศเดินทางเข้าสหรัฐฯ
  • จำกัดการเดินทางจากบางส่วนของอีก 7 ประเทศ
  • เพิกถอนสถานะทางกฎหมายชั่วคราวของผู้ย้ายถิ่นฐานกว่า 500,000 คน
  • สัญญาว่าจะยกเลิกสิทธิพลเมืองโดยการเกิดในสหรัฐฯ (birthright citizenship)

นอกจากนี้ ยังมีการจับกุมนักศึกษาต่างชาติ ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ในสหรัฐฯ หลายราย หลังจากที่พวกเขาได้เข้าร่วมในการประท้วงต่อต้านการโจมตีฉนวนกาซาของอิสราเอล ซึ่งเป็นพันธมิตรที่สำคัญของสหรัฐฯ

ทำไมสหรัฐฯ ถึงทบทวนวีซ่ากว่า 55 ล้านฉบับ?

เหตุผลหลักคือเพื่อความมั่นคงของชาติ สหรัฐฯ ต้องการคัดกรองผู้ที่อาจเป็นภัยคุกคาม และป้องกันการละเมิดกฎหมายคนเข้าเมือง การทบทวนวีซ่ากว่า 55 ล้านฉบับนี้จึงเป็นมาตรการที่เข้มงวดแต่จำเป็น

การที่สหรัฐฯ เตรียมทบทวนวีซ่ากว่า 55 ล้านฉบับและยกเลิกหากผิดเงื่อนไข แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการบังคับใช้กฎหมาย และรักษาความปลอดภัยของประเทศ มาตรการเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อผู้ที่ต้องการเดินทางไปสหรัฐฯ แต่ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน

ที่มา – สหรัฐฯ เตรียมทบทวนวีซ่ากว่า 55 ล้านฉบับ ยกเลิกแน่หากผิดเงื่อนไข

Scroll to top