ข่าววันนี้

ฮิตไม่หยุด! เหล่าเซเลปเชียงใหม่ “ห่านเทศบาล”

กระแสแรงไม่มีตก! เหล่าเซเลปเชียงใหม่ที่กำลังมาแรงสุดๆ นาทีนี้ต้องยกให้ “ห่านเทศบาล” แห่งคูเมืองเชียงใหม่ ที่ไม่ว่าจะช่วงเวลาไหนก็มีผู้คนแห่แหนไปชมความน่ารักกันอย่างเนืองแน่น ล่าสุดทางเทศบาลนครเชียงใหม่ใจดี สร้างบ้านหลังใหม่สุดอลังการให้น้องห่านแล้วจ้า!

จากกรณีที่เทศบาลนครเชียงใหม่ได้นำ “ห่านเทศบาล” มาทดลองบำบัดน้ำเสียในคูเมืองบริเวณประตูเชียงใหม่ ปรากฏว่าน้องห่านได้รับความสนใจจากประชาชนและนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ต่างพากันไปชมและถ่ายรูปความน่ารักของน้องห่านที่แหวกว่ายอย่างสบายใจ จนกลายเป็นกระแสฟีเวอร์ในช่วงข้ามคืน

เหล่าเซเลปเชียงใหม่ “ห่านเทศบาล”

เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่เทศบาลได้ทำการสร้างบ้านหลังใหม่ให้กับน้องห่านทั้ง 10 ตัว แทนคอกไม้ไผ่ชั่วคราวริมสะพาน โดยบ้านหลังใหม่นี้เป็นแพไม้ไผ่ติดทุ่นลอยน้ำ ตั้งอยู่ริมคูเมือง มีรั้วรอบขอบชิดแข็งแรง และมุงหลังคาเพื่อกันแดดกันฝน เพิ่มความปลอดภัยและความสะดวกสบายให้กับน้องห่านมากยิ่งขึ้น

นายจักขุบาล ธนัญชัย หัวหน้าฝ่ายสถาปัตยกรรมเทศบาลนครเชียงใหม่ กล่าวว่า การสร้างบ้านใหม่ให้กับเหล่า “ห่านเทศบาล” นี้ ก็เพื่อให้น้องห่านมีที่อยู่ที่ปลอดภัย โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่อาจมีฝนตกหนัก ทำให้น้องห่านไม่สบายได้ นอกจากนี้ บ้านหลังเดิมเป็นเพียงที่อยู่ชั่วคราว ทางเทศบาลจึงได้จัดเจ้าหน้าที่เข้ามาดูแลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้น้องห่านคุ้นเคยกับที่อยู่ใหม่

บ้านใหม่ของเหล่า “ห่านเทศบาล”

แพที่อยู่ใหม่ของน้องห่าน ตั้งอยู่ริมน้ำ โดยไม่กีดขวางทางสัญจรของประชาชน และไม่กระทบต่อความสวยงามของพื้นที่ ส่วนที่อยู่ชั่วคราวเดิม จะถูกรื้อถอนออกไป หลังจากนี้น้องห่านทั้งหมดจะอาศัยอยู่ในบ้านหลังใหม่ จนกว่าจะจดจำที่อยู่ได้ภายใน 3-5 วัน จากนั้นก็จะปล่อยให้น้องห่านหากินอย่างอิสระ เพื่อกำจัดแพลงก์ตอนและวัชพืชในคูเมือง

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการนี้ยังอยู่ในช่วงทดลอง และต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ หากได้รับความเห็นชอบและก่อให้เกิดประโยชน์ในด้านต่างๆ ในอนาคตอาจมีการขออนุมัติเพิ่มจำนวนห่านในคูเมืองต่อไป ขณะนี้อยู่ในช่วงทดสอบและวิจัยเป็นวันที่สอง ซึ่งจะมีการติดตามผลเป็นเวลา 7 วัน และหารือเพื่อดำเนินการต่อไป

สำหรับใครที่อยากไปชมความน่ารักของเหล่า “ห่านเทศบาล” ก็สามารถไปได้ที่คูเมืองเชียงใหม่ช่วงเย็นๆ นะคะ น้องห่านออกมาว่ายน้ำเล่นกันเพลินเลยค่ะ รับรองว่าต้องตกหลุมรักในความน่ารักของน้องๆ อย่างแน่นอน!

ที่มา – เหล่าเซเลปเชียงใหม่ “ห่านเทศบาล” ดังไม่หยุด คนแห่ชมเพียบ ล่าสุดได้บ้านหลังใหม่แล้ว

มนพร มอบประกาศนียบัตรนักเรียนเดินเรือพาณิชย์

“มนพร เจริญศรี” รมช.คมนาคม เป็นประธานมอบประกาศนียบัตรนักเรียนเดินเรือพาณิชย์ ยกระดับอุตสาหกรรมทางทะเลของไทย

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 ที่ศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม นางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม สส.เขต 2 นครพนม พรรคเพื่อไทย เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรให้กับนักเรียนเดินเรือพาณิชย์ที่สำเร็จการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2567 เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ ชื่นชมความสำเร็จ พร้อมชูมาตรฐานการผลิตนักเรียนเดินเรือพาณิชย์ของศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม โดยปีการศึกษา 2567 มีผู้สำเร็จการศึกษาทั้งสิ้น 116 นาย ประกอบด้วย ฝ่ายเดินเรือ 65 นาย และฝ่ายช่างกลเรือ 51 นาย สำหรับในปีการศึกษา 2568 ศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวีเปิดรับนักเรียนเดินเรือพาณิชย์ใหม่ จำนวน 237 นาย แบ่งเป็น ฝ่ายเดินเรือ 150 นาย โดยเปิดโอกาสในความเท่าเทียมทางเพศมากขึ้นด้วยการรับเป็นชาย 130 นาย หญิง 20 นาย และฝ่ายช่างกลเรือ 87 นาย

นางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม ได้กล่าวยกย่องถึงความมุ่งมั่น อุตสาหะ และความเพียรพยายามในการศึกษาและฝึกอบรมตลอดระยะเวลา 5 ปี จนบรรลุผลสำเร็จ ผู้สำเร็จการศึกษาทุกคนถือเป็นบุคลากรคุณภาพที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนกิจการพาณิชยนาวีและเศรษฐกิจของประเทศ ประกาศนียบัตรที่ได้รับถือเป็นหลักฐานยืนยันถึงความรู้ความสามารถขั้นต้น และเป็นก้าวแรกสู่การปฏิบัติงานจริง จึงขอให้ทุกคนนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจากการศึกษาและฝึกอบรมไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานจริง และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ติดตามเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมทางทะเลของไทยให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคงต่อไป

พิธีมอบประกาศนียบัตรนักเรียนเดินเรือพาณิชย์ครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาบุคลากรทางทะเลของประเทศไทย

มนพร มอบประกาศนียบัตรนักเรียนเดินเรือพาณิชย์

การที่นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรนักเรียนเดินเรือพาณิชย์ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่รัฐบาลให้กับการพัฒนากำลังคนในภาคอุตสาหกรรมทางทะเล ซึ่งเป็นภาคส่วนที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ การผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพและมีความรู้ความสามารถจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ

ศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม มีบทบาทสำคัญในการผลิตนักเรียนเดินเรือพาณิชย์ที่มีคุณภาพ โดยหลักสูตรการศึกษาและการฝึกอบรมได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถและทักษะที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานจริง การที่ศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวีเปิดรับนักเรียนเดินเรือพาณิชย์ใหม่ในจำนวนที่มากขึ้น แสดงให้เห็นถึงความต้องการบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมทางทะเลที่เพิ่มขึ้น

ความสำคัญของนักเรียนเดินเรือพาณิชย์

นักเรียนเดินเรือพาณิชย์ที่สำเร็จการศึกษาถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีหน้าที่ในการขนส่งสินค้าและบริการทางทะเล ซึ่งเป็นเส้นทางการค้าที่สำคัญของโลก การที่ประเทศไทยมีนักเรียนเดินเรือพาณิชย์ที่มีคุณภาพ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระดับนานาชาติ

การพัฒนาอุตสาหกรรมทางทะเล

การพัฒนาอุตสาหกรรมทางทะเลของประเทศไทย ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการผลิตนักเรียนเดินเรือพาณิชย์ ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมทางทะเลของประเทศ

  • การลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ
  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
  • การส่งเสริมการท่องเที่ยวทางทะเล

เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้อุตสาหกรรมทางทะเลของไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

การมอบประกาศนียบัตรนักเรียนเดินเรือพาณิชย์โดยนางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม ไม่ได้เป็นเพียงพิธีการ แต่เป็นการแสดงเจตนารมณ์ของรัฐบาลในการสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรทางทะเล ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคง

ประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาและการฝึกอบรมให้ทันสมัยและตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อผลิตนักเรียนเดินเรือพาณิชย์ที่มีความรู้ความสามารถและทักษะที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานจริง

สรุปแล้ว การที่รัฐบาลและภาคส่วนต่างๆ ร่วมมือกันพัฒนาบุคลากรทางทะเล จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้อุตสาหกรรมทางทะเลของไทยเติบโตอย่างยั่งยืนและสามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ ด้วยความมุ่งมั่นและความร่วมมือ เราเชื่อมั่นว่าอุตสาหกรรมทางทะเลของไทยจะก้าวหน้าไปอย่างมั่นคง

ที่มา – มนพร มอบประกาศนียบัตรนักเรียนเดินเรือพาณิชย์ ยกระดับอุตสาหกรรมทางทะเล

อรรถกรแก้ราคาข้าวโพดตกต่ำ: โรงงานรับซื้อ 9 บาท

วิกฤตราคาข้าวโพดตกต่ำส่งผลกระทบต่อเกษตรกรอย่างมาก ล่าสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เร่งแก้ไขปัญหาด้วยการจับมือกับผู้ประกอบการอาหารสัตว์ ประกาศเปิดโรงงานรับซื้อข้าวโพดในราคาประกัน 9 บาทต่อกิโลกรัม นับเป็นความหวังใหม่ของเกษตรกรในการพยุงราคาผลผลิต

อรรถกรแก้ราคาข้าวโพดตกต่ำ: โรงงานรับซื้อ 9 บาท

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับผู้ประกอบการอาหารสัตว์ นำโดยนายชยานนท์ กฤตยาเชวง อุปนายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย, สมาคมผู้ประกอบกิจการอาหารสัตว์ (PIA) และผู้แทนจากอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ พร้อมด้วยนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาราคาข้าวโพดตกต่ำที่กำลังเป็นปัญหาสำคัญ

นายอรรถกรเน้นย้ำว่า กระทรวงเกษตรฯ และสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยมีเป้าหมายเดียวกัน คือการช่วยเหลือเกษตรกรตั้งแต่ต้นน้ำ การที่สมาคมฯ ยืนยันที่จะเปิดโรงงานรับซื้อข้าวโพดในราคา 9 บาทต่อกิโลกรัม ถือเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรว่าจะมีตลาดรองรับผลผลิตอย่างแน่นอน มาตรการอรรถกรแก้ราคาข้าวโพดตกต่ำในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรเพิ่มเติมจากกระทรวงเกษตรฯ

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ คัดเลือกสหกรณ์ที่มีศักยภาพในพื้นที่ปลูกข้าวโพด ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการรับซื้อผลผลิต โดยจะมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย เพื่อดูแลราคาให้มีความเหมาะสมและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย รวมถึงกรมปศุสัตว์จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรับเรื่องร้องเรียน หากพบกรณีพ่อค้าคนกลางกดราคารับซื้อ และจะประสานไปยังโรงงานเพื่อพิจารณาดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า “มาตรการนี้ถือเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร และขอขอบคุณสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยที่ให้ความร่วมมือกับกระทรวงเกษตรฯ มาโดยตลอด”

นายชยานนท์ กฤตยาเชวง อุปนายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กล่าวเสริมว่า สมาคมฯ พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือและปกป้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดอย่างเต็มที่ ตามที่ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้กับรัฐบาล โดยการรับซื้อผลผลิตจะดำเนินการตามนโยบายของภาครัฐอย่างเคร่งครัด สมาคมฯ ตระหนักถึงความสำคัญของ อรรถกรแก้ราคาข้าวโพดตกต่ำ และพร้อมสนับสนุนทุกมาตรการที่จะช่วยยกระดับชีวิตเกษตรกรให้ดีขึ้น

การที่โรงงานเปิดรับซื้อข้าวโพดในราคา 9 บาท เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาราคาข้าวโพดตกต่ำอย่างยั่งยืน รัฐบาลและภาคเอกชนยังคงต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนาระบบการผลิต การตลาด และการแปรรูปข้าวโพดให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวโพดที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนต่อไป นอกจากนี้การส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกรเป็นสหกรณ์ที่เข้มแข็งจะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองและลดการถูกเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง และเพื่อให้ อรรถกรแก้ราคาข้าวโพดตกต่ำ เป็นรูปธรรม

  • ส่งเสริมการปลูกข้าวโพดที่มีคุณภาพและตรงตามความต้องการของตลาด
  • พัฒนาระบบการตลาดให้มีประสิทธิภาพและโปร่งใส
  • ส่งเสริมการแปรรูปข้าวโพดเพื่อเพิ่มมูลค่า
  • สนับสนุนการรวมกลุ่มของเกษตรกรเป็นสหกรณ์
  • ควบคุมและตรวจสอบการซื้อขายข้าวโพดให้เป็นธรรม

การแก้ไขปัญหาราคาข้าวโพดตกต่ำเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การที่กระทรวงเกษตรฯ และสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยจับมือกันในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม เกษตรกรเองก็ต้องปรับตัวและพัฒนาตนเองอยู่เสมอ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในตลาด

สุดท้ายนี้ การแก้ปัญหาราคาข้าวโพดตกต่ำไม่ใช่เพียงแค่การพยุงราคา แต่เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและระบบเศรษฐกิจโดยรวม เราทุกคนมีส่วนร่วมในการสนับสนุนเกษตรกรไทยให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ที่มา – “อรรถกร” แก้ราคาข้าวโพดตกต่ำ ให้โรงงานเปิดรับซื้อ 9 บาทต่อกิโลกรัม

ชายแดนระอุ! ชาวบ้านยังผวา อพยพไปวัด

สถานการณ์ชายแดนยังคงน่ากังวลใจ… ชาวบ้านยังคงอยู่ในอาการชาวบ้านชายแดนยังผวา อพยพคนแก่-ผู้ป่วย-เด็ก ไปอยู่วัด เฝ้ารอคำสั่งอย่างใกล้ชิด วอนรัฐบาลเร่งหาทางช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาให้จบโดยเร็ว

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า สถานการณ์ตึงเครียดมากยิ่งขึ้น กองกำลังทหารกัมพูชาเพิ่มกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์เข้ามาประชิดชายแดนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณอำเภอกาบเชิง และอำเภอพนมดงรัก ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่เริ่มไม่มั่นใจในสถานการณ์และตัดสินใจชาวบ้านชายแดนยังผวา อพยพคนแก่-ผู้ป่วย-เด็ก ไปอยู่วัด เฝ้ารอคำสั่งอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา

บางส่วนเริ่มทยอยออกจากพื้นที่เพราะไม่ไว้วางใจทหารกัมพูชา หวั่นเกรงว่าจะมีการยิงปืนใหญ่เข้ามา แต่ส่วนใหญ่ยังคงรอฟังคำสั่งจากผู้นำชุมชนอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมอพยพหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

ชาวบ้านอพยพ

ชาวบ้านชายแดนยังผวา อพยพคนแก่-ผู้ป่วย-เด็ก ไปอยู่วัด เฝ้ารอคำสั่งอย่างใกล้ชิด

วัดเทพสุรินทร์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ กลายเป็นที่พักพิงของผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ผู้พิการ และเด็กๆ จากอำเภอกาบเชิง เกือบ 300 คน มีผู้ป่วยติดเตียง 4 ราย และเด็กแรกเกิดรวมอยู่ด้วย ทางวัดยังต้องการรับบริจาคเครื่องอุปโภคบริโภค ผงซักฟอก และแพมเพิร์สสำหรับผู้ป่วยและเด็กเล็ก

นายศิริวัฒน์ จันทร์ทวี ชาวบ้านสกลพัฒนา ตำบลตะเคียน อำเภอกาบเชิง เล่าว่า หลานโทรศัพท์มาแจ้งว่าทหารกัมพูชาประชิดชายแดน ตนจึงยังไม่กล้ากลับบ้าน ขอดูสถานการณ์ก่อน อยากให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว และอยากให้รัฐบาลช่วยเหลือเรื่องศูนย์อพยพและเงินเยียวยา

นายนครินทร์ สารพิษ อายุ 23 ปี ชาวบ้านสกลพัฒนา ที่อพยพมาพร้อมภรรยาและลูกอ่อนวัย 14 วัน กล่าวว่า ตนและครอบครัวมาอยู่ที่วัดได้ 7 วันแล้ว หลังจากภรรยาเพิ่งคลอดลูกได้เพียง 14 วัน ตอนนี้ยังไม่มีรายได้ ไม่สามารถไปทำงานได้ จนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น ไม่รู้ว่าจะกลับไปทำอะไรต่อ วอนรัฐบาลช่วยเหลือเยียวยาชาวบ้านที่กำลังเดือดร้อน และเร่งแก้ไขปัญหาโดยเร็ว

พระครูศรีปริยัติสาทร เจ้าอาวาสวัดเทพสุรินทร์ กล่าวว่า ตอนนี้มีผู้อพยพมาอยู่ที่วัดประมาณ 264 คน ชาวบ้านอพยพมากันเองโดยที่ทางการยังไม่ได้สั่งการ เพราะพวกเขายังไม่ไว้วางใจสถานการณ์ชายแดน รู้สึกหวาดกลัวจนนอนไม่หลับ ทางวัดยังต้องการข้าวสาร อาหารสด อาหารแห้ง รวมถึงผงซักฟอก และของใช้สำหรับผู้ป่วยและเด็ก เช่น แพมเพิร์ส ผู้มีจิตศรัทธาสามารถบริจาคได้ที่วัด

ความเดือดร้อนของชาวบ้านชายแดน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของชาวบ้านอย่างมาก หลายคนต้องทิ้งบ้านเรือนและไร่นามาอาศัยอยู่ในวัดด้วยความยากลำบาก ขาดแคลนสิ่งของจำเป็น และไม่รู้ว่าจะสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้เมื่อไหร่

สิ่งที่ชาวบ้านต้องการมากที่สุดในตอนนี้คือความช่วยเหลือจากภาครัฐ ทั้งในเรื่องของอาหาร น้ำดื่ม ยา เวชภัณฑ์ และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ รวมถึงความช่วยเหลือด้านการเงินเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และที่สำคัญที่สุดคือความมั่นใจในความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน

สถานการณ์ชายแดนที่ตึงเครียดนี้ ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่กับชาวบ้านในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในภาพรวมอีกด้วย หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้อีกด้วย

รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งหาทางแก้ไขปัญหาโดยเร็ว โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

การแก้ไขปัญหาอาจต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อให้สถานการณ์กลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน

ทางออกที่ดีที่สุดคือการเจรจาและแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี เพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรงและการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง เพื่อให้ชาวบ้านชายแดนยังผวา อพยพคนแก่-ผู้ป่วย-เด็ก ไปอยู่วัด เฝ้ารอคำสั่งอย่างใกล้ชิดที่ได้รับผลกระทบสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขอีกครั้ง

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นในเร็ววัน และขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องชาวไทยทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นี้

สิ่งที่เราทำได้ในตอนนี้คือการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และส่งกำลังใจให้กับผู้ที่กำลังเผชิญกับความยากลำบาก

ที่มา – ชาวบ้านชายแดนยังผวา อพยพคนแก่-ผู้ป่วย-เด็ก ไปอยู่วัด เฝ้ารอคำสั่งอย่างใกล้ชิด

“พงศ์กวิน” สั่งสอบ รพ.ตรวจโรคแรงงานต่างด้าว

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงเมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน สั่งตรวจสอบด่วน กรณีแรงงานต่างด้าว 1.3 หมื่นราย แห่ตรวจโรคในโรงพยาบาลที่กระทรวงสาธารณสุขไม่รับรอง แต่กลับได้รับการรับรองจากกระทรวงแรงงานให้เป็น 1 ใน 75 แห่ง ที่ผ่านการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด งานนี้ทำเอาหลายฝ่ายตั้งคำถามถึงมาตรฐานและความโปร่งใสในการดำเนินการ

“พงศ์กวิน” สั่งสอบ รพ. ที่ก.แรงงานรับรองให้แรงงานต่างด้าวตรวจโรค แต่ สธ.ชี้ไม่ได้มาตรฐาน

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ที่กระทรวงแรงงาน นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.แรงงาน ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายชัยชนะ เดชเดโช รมช.สาธารณสุข พร้อมด้วยรองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพและผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ลงพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครเพื่อตรวจสอบโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งที่ให้บริการตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าวจำนวนมหาศาลถึง 1.3 หมื่นราย ทั้งที่ยังไม่ได้รับอนุญาต

นายพงศ์กวิน กล่าวว่า เรื่องนี้เคยเป็นประเด็นมาก่อนแล้วว่ามีการตรวจสุขภาพในโรงพยาบาลที่ไม่ได้มาตรฐาน กระทรวงแรงงานจึงได้กำหนดหลักเกณฑ์ว่าโรงพยาบาลที่จะได้รับอนุญาตให้ตรวจสุขภาพได้นั้น จะต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด และต้องเชื่อมต่อข้อมูลมายังกระทรวงแรงงาน เพื่อให้มั่นใจว่ามีการตรวจสุขภาพจริง หากตรวจที่โรงพยาบาลที่ไม่ได้รับการรับรองจากกระทรวงแรงงาน ก็จะไม่สามารถนำผลตรวจมาขึ้นทะเบียนใบอนุญาตทำงานในประเทศไทยได้

ตรวจสอบด่วน! โรงพยาบาลตรวจโรคแรงงานต่างด้าว

นายพงศ์กวิน ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ตนจะเข้าไปตรวจสอบก่อนว่ามีผู้ประกอบการรายใดที่กระทำผิด หากพบว่ากระทำผิดจริง ก็จะต้องดำเนินการจัดการ และหากเกิดความเสียหายขึ้น บริษัทที่นำแรงงานไปตรวจจะต้องรับผิดชอบที่ไม่ดำเนินการตรวจสุขภาพอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ มีโรงพยาบาลที่เชื่อมโยงข้อมูลกับกระทรวงแรงงานประมาณ 21 แห่งที่สามารถตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าวได้ จึงต้องตรวจสอบว่าจำนวนโรงพยาบาล 34 แห่งที่ปรากฏเป็นข่าวว่าไม่ได้รับการรับรองนั้น เป็นตัวเลขที่ไม่เคยอยู่ในระบบตั้งแต่แรกหรือไม่

เมื่อถูกถามว่า หากสถานประกอบการรู้เห็นเป็นใจในการส่งแรงงานไปตรวจที่สถานพยาบาลที่ยังไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากกระทรวงสาธารณสุข สถานประกอบการจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบหรือไม่ นายพงศ์กวิน ตอบว่า ต้องพิจารณาว่าใครเป็นผู้สั่งการให้ไปตรวจ อาจเป็นบริษัทจัดส่งแรงงานที่บังคับแรงงานต่างด้าว หรือโรงพยาบาลแอบอ้างและขอเปิดเอง หรืออาจมีการรู้เห็นภายในกระทรวง

ส่วนประเด็นที่มีการเชื่อมโยงเรื่องนี้กับอดีตข้าราชการระดับซี 10 ของกรมการจัดหางานนั้น นายพงศ์กวิน กล่าวว่า โดยส่วนตัวคิดว่าไม่น่าจะผิด เพราะบุคคลดังกล่าวไม่ได้เป็นข้าราชการแล้ว และมีสิทธิ์ที่จะประกอบอาชีพได้ แต่อาจจะเอาผิดได้ยาก แต่ถ้าเป็นข้าราชการที่ยังอยู่ในอำนาจ และเข้าไปยุ่งเกี่ยว ถือว่าผิดแน่นอน เรื่องนี้กำลังเป็นที่จับตาว่าการตรวจสอบ”พงศ์กวิน สั่งสอบ รพ. ที่ก.แรงงานรับรองให้แรงงานต่างด้าวตรวจโรค แต่ สธ.ชี้ไม่ได้มาตรฐาน” จะนำไปสู่ข้อสรุปและการแก้ไขปัญหาอย่างไร

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า กรมการจัดหางานได้ออกประกาศสรุปรายชื่อสถานพยาบาลเอกชนที่ผ่านการพิจารณาหลักเกณฑ์ของสถานพยาบาลเอกชนที่จะตรวจสุขภาพคนต่างด้าวที่จะขอรับใบอนุญาตทำงาน ตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 ตามที่กรมการจัดหางานกำหนด จำนวน 75 แห่ง โดยมีรายชื่อโรงพยาบาลเอกชนในจังหวัดสมุทรสาคร ที่กระทรวงสาธารณสุขไม่ได้รับรองให้ตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าวเป็น 1 ใน 75 แห่งที่ผ่านการพิจารณาหลักเกณฑ์ของกระทรวงแรงงานด้วย เรื่องนี้จึงจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อสร้างความมั่นใจในระบบการดูแลสุขภาพแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย และป้องกันการทุจริตที่อาจเกิดขึ้น

จากกรณีที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ การตรวจสอบ “พงศ์กวิน สั่งสอบ รพ. ที่ก.แรงงานรับรองให้แรงงานต่างด้าวตรวจโรค แต่ สธ.ชี้ไม่ได้มาตรฐาน” จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสร้างความมั่นใจให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

การที่กระทรวงแรงงานและกระทรวงสาธารณสุขมีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องมาตรฐานของโรงพยาบาลที่ตรวจโรคแรงงานต่างด้าวเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพและความปลอดภัยของแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย ดังนั้น การเร่งแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและสร้างมาตรฐานที่เป็นเอกภาพจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ผมมองว่าการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดและโปร่งใสเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้ เพื่อให้ทราบถึงสาเหตุของปัญหาและหาทางแก้ไขที่ยั่งยืน การเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมและป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะนี้อีกในอนาคต

ที่มา – “พงศ์กวิน” สั่งสอบ รพ. ที่ก.แรงงานรับรองให้แรงงานต่างด้าวตรวจโรค แต่ สธ.ชี้ไม่ได้มาตรฐาน

ประกาศ! พายุดีเปรสชัน จ่อเป็นพายุโซนร้อน กระทบไทย

กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศฉบับที่ 1 เตือนเรื่อง “พายุดีเปรสชัน” ที่กำลังจะทวีกำลังแรงขึ้นเป็น “พายุโซนร้อน” ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ทำให้มีฝนตกเพิ่มมากขึ้นในช่วงวันที่ 24-27 สิงหาคมนี้ เตรียมรับมือ พายุดีเปรสชัน จ่อเป็นพายุโซนร้อน กระทบไทย กันนะครับ!

พายุดีเปรสชัน จ่อเป็นพายุโซนร้อน กระทบไทย จริงหรือ?

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศเรื่อง “พายุดีเปรสชันและฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย” ฉบับที่ 1 โดยระบุว่า พายุดีเปรสชันบริเวณเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ กำลังเคลื่อนตัว คาดว่าจะเคลื่อนลงสู่ทะเลจีนใต้ตอนบนในวันที่ 23 สิงหาคม 2568 และมีแนวโน้มที่จะทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน ก่อนจะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณประเทศเวียดนามและประเทศลาวตอนบน ในช่วงวันที่ 25–26 สิงหาคม 2568

สถานการณ์นี้ยังประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้สถานการณ์น่ากังวลยิ่งขึ้นไปอีก

ผลกระทบที่จะเกิดจากพายุดีเปรสชัน จ่อเป็นพายุโซนร้อน กระทบไทย

จากอิทธิพลของ พายุดีเปรสชัน จ่อเป็นพายุโซนร้อน กระทบไทย ดังกล่าว ทำให้ในช่วงวันที่ 24–27 สิงหาคม 2568 ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ กับมีลมแรงบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ดังนั้น ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนมีกำลังแรงขึ้น โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังและเรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง

คำแนะนำและข้อควรปฏิบัติ

  • ติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิดจากกรมอุตุนิยมวิทยา
  • เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงภัย
  • ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง

ขอให้ทุกคนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์ กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือโทร 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ในช่วงสถานการณ์ที่ พายุดีเปรสชัน จ่อเป็นพายุโซนร้อน กระทบไทย เช่นนี้ การเตรียมตัวรับมือและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและคนที่คุณรัก

ที่มา – ประกาศฉบับ 1 “พายุดีเปรสชัน” จ่อทวีกำลังแรงขึ้นเป็น “พายุโซนร้อน” กระทบไทย

เตือนภัย! ตรวจพบบริษัท เปิดสแกนม่านตาแลกเงินดิจิทัล

ตำรวจไซเบอร์เตือนภัย! พบ บริษัท ตรวจพบบริษัท เปิดสแกนม่านตาแลกเงินดิจิทัล แลกเงินดิจิทัล เสี่ยงข้อมูลส่วนตัวรั่วไหล หวั่นมิจฉาชีพนำข้อมูลไปใช้ในทางมิชอบ

ตรวจพบบริษัท เปิดสแกนม่านตาแลกเงินดิจิทัล เสี่ยงข้อมูลส่วนตัวรั่วไหล

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. เตือนประชาชนให้ระมัดระวังการสแกน QR Code และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการสแกนม่านตาเพื่อแลกกับเงินดิจิทัล เนื่องจากอาจมีความเสี่ยงที่ข้อมูลส่วนตัวจะรั่วไหลได้ โดยเทคโนโลยีไบโอเมตริกซ์ที่ใช้ในการสแกนม่านตา หรือ World ID กำลังเป็นที่นิยมเนื่องจากมีการให้ผลตอบแทนเป็นเงินดิจิทัล

พล.ต.ท.ไตรรงค์เน้นว่า การสแกนม่านตาเป็นการเก็บข้อมูลชีวภาพ ซึ่งถือเป็นข้อมูลอัตลักษณ์ส่วนบุคคลที่สำคัญ แม้ว่าบริษัทที่ทำการสแกนจะอ้างว่าได้ลบภาพดวงตาออกไปแล้ว แต่ข้อมูลที่ถูกแปลงไปแล้วก็ยังคงมีความเสี่ยงที่จะถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้องได้ ที่ผ่านมา ตำรวจไซเบอร์ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาว่ามีกฎหมายใดที่จะสามารถนำมาใช้ในการตรวจสอบและคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจากการสแกนใบหน้าและม่านตา เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลเหล่านี้ตกไปอยู่ในมือของผู้ไม่หวังดี

ทำไมต้องระวังการ ตรวจพบบริษัท เปิดสแกนม่านตาแลกเงินดิจิทัล

ตำรวจไซเบอร์ได้ทำการตรวจสอบพบว่าในหลายประเทศทั่วโลกได้เริ่มออกมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการสแกนม่านตาแล้ว ตัวอย่างเช่น ประเทศสเปนได้สั่งระงับการเก็บและประมวลผลข้อมูลชั่วคราว รวมถึงบล็อกข้อมูลที่ได้เก็บไปแล้ว ในขณะที่ประเทศโปรตุเกสได้สั่งให้หยุดเก็บข้อมูลเป็นเวลา 90 วัน เนื่องจากมีการร้องเรียนเกี่ยวกับสแกนข้อมูลของเด็ก และข้อมูลที่ให้แก่ผู้สแกนไม่เพียงพอ นอกจากนี้ ประเทศเยอรมนี อินโดนีเซีย ฮ่องกง และบราซิล ก็ได้มีการสั่งระงับหรือให้หยุดสแกนม่านตาสำหรับ World ID ชั่วคราว

ผบช.ไซเบอร์กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายหรือมาตรการในการยืนยันว่าจะไม่มีการเข้าถึงข้อมูลเพื่อพิสูจน์อัตลักษณ์ได้หลังจากที่ได้ลบภาพดวงตาและแปลงข้อมูลไปแล้ว เบื้องต้นได้สั่งการให้ บก.ตอท. บช.สอท. ทำการประมวลเรื่องทั้งหมดเพื่อเสนอต่อผู้บังคับบัญชาและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DES) เพื่อหาแนวทางในการปฏิบัติที่เหมาะสมต่อไป สำหรับการเรียกผู้ประกอบการที่ให้บริการสแกนม่านตามาให้ข้อมูลนั้น จะต้องนำเรื่องเข้าพิจารณาก่อน

การที่ ตรวจพบบริษัท เปิดสแกนม่านตาแลกเงินดิจิทัล เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะข้อมูลชีวภาพเป็นข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนและสามารถนำไปใช้ในการระบุตัวตนของบุคคลได้อย่างแม่นยำ หากข้อมูลเหล่านี้รั่วไหลไป อาจนำไปสู่การถูกแอบอ้างตัวตน การโจรกรรมข้อมูล หรือการถูกติดตามโดยไม่รู้ตัว

ดังนั้น ก่อนตัดสินใจสแกนม่านตาเพื่อแลกกับเงินดิจิทัล หรือผลประโยชน์อื่นๆ ควรพิจารณาถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นอย่างรอบคอบ หากไม่แน่ใจ ควรหลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลส่วนตัว เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ขอเตือนให้ทุกท่านระมัดระวังและตระหนักถึงความสำคัญของข้อมูลส่วนบุคคลอยู่เสมอ และอย่าหลงเชื่อกับสิ่งตอบแทนที่ดูเหมือนจะง่ายดายจนเกินไป เพราะอาจนำมาซึ่งปัญหาที่ใหญ่กว่าได้

ที่มา – ตรวจพบบริษัท เปิดสแกนม่านตาแลกเงินดิจิทัล เสี่ยงข้อมูลส่วนตัวรั่วไหล

ทบ. ปัดกัมพูชาตั้งเงื่อนไขไทยรื้อลวดหนามชายแดน

กองทัพบก (ทบ.) ปฏิเสธข้อเสนอจากกัมพูชาที่ให้ไทยรื้อลวดหนามตามแนวชายแดนเพื่อแลกกับการเก็บกู้ทุ่นระเบิด โดยยืนยันว่าต้องยึดตามคำแถลงการณ์ของแม่ทัพภาคที่ 1 เท่านั้น นี่คือประเด็นสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับ ทบ. ปัดกัมพูชาตั้งเงื่อนไขไทยรื้อลวดหนามชายแดน

ทบ. ปัดกัมพูชาตั้งเงื่อนไขไทยรื้อลวดหนามชายแดน

พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมากล่าวเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 เวลา 17.19 น. ถึงกรณีที่ พล.ท.หญิงมาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา กล่าวว่า หากไทยต้องการเก็บกู้วัตถุระเบิด จะต้องรื้อรั้วลวดหนามออกจากพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาทั้งหมด ซึ่งประเด็นนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับ ทบ. ปัดกัมพูชาตั้งเงื่อนไขไทยรื้อลวดหนามชายแดน ที่เป็นข่าวอยู่ในขณะนี้

พลตรีวินธัย สุวารี ได้ชี้แจงว่า จากการตรวจสอบผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา (RBC) ในระดับแม่ทัพ ฝั่งกองทัพภาคที่ 1 ในวันดังกล่าว กัมพูชาไม่ได้มีเงื่อนไขให้ไทยรื้อรั้วลวดหนามจากพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาเพื่อแลกกับการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ดังนั้นจึงขอย้ำให้ยึดตามคำแถลงข่าวของแม่ทัพภาคที่ 1 เท่านั้น ข้อมูลอื่นนอกเหนือจากนี้ไม่เป็นความจริง

ความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์ชายแดน

การรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงและสันติภาพในภูมิภาค การเจรจาและความเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นตามแนวชายแดน ความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ควรมีเงื่อนไขที่ไม่สมเหตุสมผลมาเกี่ยวข้อง กรณี ทบ. ปัดกัมพูชาตั้งเงื่อนไขไทยรื้อลวดหนามชายแดน แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการสื่อสารที่ชัดเจนและตรงไปตรงมาระหว่างทั้งสองฝ่าย

การที่กองทัพบกออกมาปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวอย่างชัดเจน เป็นการยืนยันถึงจุดยืนของประเทศไทยในการรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ การรื้อรั้วลวดหนามตามแนวชายแดนเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงปัจจัยด้านความมั่นคงและประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก

  • การรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน
  • การส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน
  • การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดอย่างมีประสิทธิภาพ

การเจรจาอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมาเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น การเคารพซึ่งกันและกันและยึดมั่นในหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน

ในสถานการณ์เช่นนี้ ข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง การรับฟังข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะเชื่อถือหรือเผยแพร่ข้อมูลใดๆ เป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ

การตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องสำคัญเช่นนี้ ต้องพิจารณาถึงผลกระทบในระยะยาวต่อความมั่นคงของชาติและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของประชาชนทั้งสองประเทศ การดำเนินการใดๆ ควรเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของทุกฝ่าย

โดยสรุปแล้ว กองทัพบกได้ออกมาปฏิเสธข้อเสนอของกัมพูชาเกี่ยวกับการรื้อลวดหนามแลกกับการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และยืนยันว่าให้ยึดตามคำแถลงการณ์ของแม่ทัพภาคที่ 1 เท่านั้น การติดตามข่าวสารและข้อมูลที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้องต่อไป

การที่ประเทศไทยและกัมพูชายังคงเจรจาและหารือกันอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งสำคัญต่อความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคงของภูมิภาค

ที่มา – ทบ. ปัดกัมพูชาตั้งเงื่อนไขไทยรื้อลวดหนามชายแดน แลกกับเก็บกู้ทุ่นระเบิด

อุตุฯ เตือน! เฝ้าระวัง “พายุดีเปรสชัน” กระทบไทย

กรมอุตุนิยมวิทยาออกมาเตือนให้ประชาชนเฝ้าระวัง “พายุดีเปรสชัน” ที่กำลังก่อตัวบริเวณทะเลฟิลิปปินส์ ซึ่งมีแนวโน้มจะทวีกำลังแรงขึ้นและส่งผลกระทบต่อประเทศไทย นอกจากนี้ ยังได้ชี้แจงถึงสถานการณ์ของ “พายุโซนร้อนคาจิกิ” ที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดอีกด้วย

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 กรมอุตุนิยมวิทยาได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับสถานการณ์ “พายุโซนร้อนคาจิกิ” โดยระบุว่า ข่าวที่สื่อสังคมออนไลน์นำเสนอเรื่องพายุโซนร้อนดังกล่าว เป็นข้อมูลที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากประเทศไทยยังอยู่ในช่วงฤดูฝน และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงพัดปกคลุม ทำให้มีฝนตกกระจายและตกหนักในบางพื้นที่

เฝ้าระวัง “พายุดีเปรสชัน” มีแนวโน้มกระทบไทย

สำหรับ “พายุดีเปรสชัน” ที่กำลังก่อตัวบริเวณเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์นั้น คาดว่าจะทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อนและเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งบริเวณประเทศเวียดนามและลาวตอนบนในช่วงวันที่ 25–26 สิงหาคม 2568 อิทธิพลของพายุลูกนี้จะทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากและมีลมแรง โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคเหนือ ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ตั้งแต่วันที่ 24–27 สิงหาคม 2568

นอกจากนี้ อิทธิพลของพายุดังกล่าวยังส่งผลให้ในช่วงวันที่ 23-26 ส.ค. มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทยและอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น คลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองอาจมีคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร กรมอุตุนิยมวิทยาจึงขอให้ชาวเรือและผู้ประกอบการเดินเรือเพิ่มความระมัดระวังในการสัญจรทางน้ำ และสำหรับเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงเวลาดังกล่าว

ผลกระทบจาก “พายุดีเปรสชัน” ที่ต้องระวัง

  • ฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่
  • ลมกระโชกแรง
  • คลื่นสูงในทะเล
  • น้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่เสี่ยง

กรมอุตุนิยมวิทยาขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารและประกาศเตือนภัยจากกรมฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือและลดความเสี่ยงจากสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นจาก “พายุดีเปรสชัน” นี้ เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์!

ดังนั้น ประชาชนควรติดตามข่าวพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฝนตกหนัก น้ำท่วม และลมกระโชกแรงที่อาจเกิดขึ้น และปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการอย่างเคร่งครัด

ที่มา – อุตุฯ เตือนเฝ้าระวัง “พายุดีเปรสชัน” มีแนวโน้มกระทบไทย แจง “พายุโซนร้อนคาจิกิ”

Scroll to top