ข่าววันนี้

ในหลวง โปรดเกล้าฯ พิธีสมรสพระราชทาน ลูกสาวเศรษฐา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ประกอบพิธีสมรสพระราชทานแก่บุตรสาวคนเล็กของอดีตนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน พร้อมทรงพระราชทานน้ำสังข์และทรงเจิมแก่คู่บ่าวสาว สร้างความปลื้มปีติแก่ครอบครัวอย่างหาที่สุดมิได้ ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่ง

ในหลวง โปรดเกล้าฯ พิธีสมรสพระราชทาน ลูกสาวเศรษฐา

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 นางสาวชนัญดา ทวีสิน บุตรสาวคนเล็กของนายเศรษฐา ทวีสิน ได้โพสต์ภาพและข้อความผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวถึงความปลื้มปีติที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ประกอบพิธีสมรสพระราชทานให้แก่ตนและนายกฤตธี ธนวิพุธ โดยข้อความระบุว่า “เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ประกอบพิธีสมรสพระราชทานให้แก่ข้าพระพุทธเจ้า นางสาวชนัญดา ทวีสิน และนายกฤตธี ธนวิพุธ ข้าพระพุทธเจ้าและครอบครัวขอน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ขอพระองค์ทรงพระเจริญ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ”

นอกจากนี้ เฟซบุ๊ก Thai Classic ยังได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ประกอบพิธีสมรสพระราชทาน โดยระบุว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ประกอบพิธีสมรสพระราชทานแก่นางสาวชนัญดา ทวีสิน บุตรสาวของนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี กับนายกฤตธี ธนวิพุธ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต พร้อมทั้งทรงพระราชทานน้ำสังข์และทรงเจิมแก่คู่บ่าวสาว ยังความปลาบปลื้มแก่ครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับพิธีสมรสพระราชทาน

พิธีสมรสพระราชทานในครั้งนี้จัดขึ้นอย่างสมพระเกียรติ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ซึ่งเป็นสถานที่อันเป็นมงคลยิ่ง โดยมีพระบรมวงศานุวงศ์และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมในพิธีดังกล่าว สร้างความประทับใจและความทรงจำอันงดงามแก่คู่บ่าวสาวและครอบครัว

สำหรับนางสาวชนัญดา ทวีสิน เป็นบุตรสาวคนเล็กของนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี และนายกฤตธี ธนวิพุธ เป็นคู่สมรสที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพิธีสมรสพระราชทาน นับเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตคู่เป็นอย่างยิ่ง

การได้รับพระราชทานพิธีสมรส นับเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจสูงสุดของวงศ์ตระกูล เป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นสิริมงคลและการเริ่มต้นชีวิตคู่ด้วยความรักและความอบอุ่นภายใต้พระบารมี

ขอแสดงความยินดีกับนางสาวชนัญดา ทวีสิน และนายกฤตธี ธนวิพุธ อีกครั้งสำหรับการเริ่มต้นชีวิตคู่ที่สวยงาม และขอให้มีความสุขในชีวิตสมรสตลอดไป

ที่มา – ในหลวง-ราชินี โปรดเกล้าฯ ประกอบพิธีสมรสพระราชทาน ลูกสาวอดีตนายกฯ เศรษฐา

สทนช. เตือน! เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำหลาก 24-28 ส.ค.

สทนช. เตือนพื้นที่เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำหลาก ดินโคลนถล่ม ช่วง 24 – 28 ส.ค.! เตรียมรับมือสถานการณ์ฝนตกหนักที่อาจเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนนี้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ออกประกาศเตือนภัย ฉบับที่ 18/2568 ให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด

สทนช. เตือนพื้นที่เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำหลาก ดินโคลนถล่ม ช่วง 24 – 28 ส.ค.

จากการติดตามสภาพอากาศ พบว่าจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง สทนช. ได้ประเมินและวิเคราะห์สถานการณ์ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และพบว่ามีพื้นที่เสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำหลาก ดินโคลนถล่ม ช่วง 24 – 28 ส.ค. รวมถึงน้ำท่วมขังในเขตชุมชนเมืองที่ระบายน้ำไม่ทัน

พื้นที่เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม

พื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ มีดังนี้:

1. ภาคเหนือ:

  • จังหวัดเชียงราย (อำเภอเมืองเชียงราย, แม่สาย, เชียงของ, เชียงแสน, เวียงชัย, เวียงเชียงรุ้ง, พญาเม็งราย, เทิง, แม่จัน, และดอยหลวง)
  • จังหวัดแม่ฮ่องสอน (อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน, ปาย, ขุนยวม, แม่สะเรียง, และสบเมย)
  • จังหวัดเชียงใหม่ (อำเภอฝาง, แม่อาย, และอมก๋อย)
  • จังหวัดลำพูน (อำเภอเมืองลำพูน, แม่ทา, และบ้านธิ)
  • จังหวัดลำปาง (อำเภอเมืองลำปาง, แม่ทะ, ห้างฉัตร, และเมืองปาน)
  • จังหวัดพะเยา (อำเภอเมืองพะเยา, ปง, และเชียงคำ)
  • จังหวัดน่าน (อำเภอทุ่งช้าง, แม่จริม, และเวียงสา)
  • จังหวัดอุตรดิตถ์ (อำเภอท่าปลา และน้ำปาด)
  • จังหวัดตาก (อำเภอท่าสองยาง, แม่ระมาด, แม่สอด, และอุ้มผาง)
  • จังหวัดพิษณุโลก (อำเภอเมืองพิษณุโลก, ชาติตระการ, นครไทย, บางระกำ, เนินมะปราง, และวังทอง)
  • จังหวัดเพชรบูรณ์ (อำเภอเมืองเพชรบูรณ์, วังโป่ง, และศรีเทพ)

2. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ:

  • จังหวัดเลย (อำเภอเมืองเลย, เชียงคาน, นาแห้ว, และวังสะพุง)
  • จังหวัดหนองคาย (อำเภอเมืองหนองคาย, ท่าบ่อ, และสระใคร)
  • จังหวัดบึงกาฬ (อำเภอเมืองบึงกาฬ)
  • จังหวัดอุดรธานี (อำเภอเมืองอุดรธานี, บ้านดุง, กุดจับ, น้ำโสม, บ้านผือ, และเพ็ญ)
  • จังหวัดสกลนคร (อำเภอวานรนิวาส และอากาศอำนวย)
  • จังหวัดชัยภูมิ (อำเภอคอนสาร, จัตุรัส, และหนองบัวแดง)
  • จังหวัดนครราชสีมา (อำเภอคง, ครบุรี, ชุมพวง, ด่านขุนทด, โนนสูง, บัวใหญ่, ปากช่อง, พิมาย, วังน้ำเขียว, สีคิ้ว, และสูงเนิน)
  • จังหวัดยโสธร (อำเภอไทยเจริญ และเลิงนกทา)
  • จังหวัดอำนาจเจริญ (อำเภอเมืองอำนาจเจริญ, เสนางคนิคม, และชานุมาน)
  • จังหวัดอุบลราชธานี (อำเภอเมืองอุบลราชธานี, เขมราฐ, นาตาล, เดชอุดม, นาจะหลวย, นาเยีย, น้ำยืน, บุณฑริก, พิบูลมังสาหาร, วารินชำราบ, และสำโรง)

3. ภาคตะวันออก:

  • จังหวัดนครนายก (อำเภอเมืองนครนายก และปากพลี)
  • จังหวัดปราจีนบุรี (อำเภอเมืองปราจีนบุรี, กบินทร์บุรี, นาดี, ประจันตคาม, และศรีมหาโพธิ)
  • จังหวัดสระแก้ว (อำเภอเมืองสระแก้ว, โคกสูง, ตาพระยา, และวัฒนานคร)
  • จังหวัดชลบุรี (อำเภอบางละมุง และศรีราชา)
  • จังหวัดระยอง (อำเภอเมืองระยอง, บ้านค่าย, ปลวกแดง, และนิคมพัฒนา)
  • จังหวัดจันทบุรี (อำเภอเมืองจันทบุรี, แก่งหางแมว, เขาคิชฌกูฏ, ท่าใหม่, โป่งน้ำร้อน, มะขาม, สอยดาว, แหลมสิงห์, และขลุง)
  • จังหวัดตราด (อำเภอเมืองตราด, เขาสมิง, คลองใหญ่, บ่อไร่, แหลมงอบ, เกาะกูด, และเกาะช้าง)

4. ภาคใต้:

  • จังหวัดชุมพร (อำเภอเมืองชุมพร, พะโต๊ะ, และหลังสวน)
  • จังหวัดระนอง (อำเภอเมืองระนอง, สุขสำราญ, กะเปอร์, ละอุ่น, และกระบุรี)
  • จังหวัดสุราษฎร์ธานี (อำเภอบ้านตาขุน)
  • จังหวัดพังงา (อำเภอเมืองพังงา, คุระบุรี, และกะปง)
  • จังหวัดภูเก็ต (อำเภอเมืองภูเก็ต, กะทู้, และถลาง)

นอกจากนี้ ยังต้องเฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและเล็กที่มีปริมาณน้ำเกิน 80% ของความจุ รวมถึงแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขาที่มีความเสี่ยงน้ำล้นตลิ่ง

ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงติดตามข่าวสารและประกาศเตือนจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน หากพบสถานการณ์ผิดปกติ แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ทันที ทาง สทนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อแจ้งเตือนและให้ความช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงที หากเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำหลากขึ้นมาจริง ๆ

การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำหลาก ดินโคลนถล่ม ช่วง 24 – 28 ส.ค.นี้ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนทุกคน อย่าประมาท ติดตามข่าวสาร และเตรียมพร้อมเสมอ!

ที่มา – สทนช. เตือนพื้นที่เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำหลาก ดินโคลนถล่ม ช่วง 24 – 28 ส.ค.

สุทินมองคดีแพทองธาร-ทักษิณ: ความสุจริตเป็นเกราะ

“สุทิน” มองคดี “แพทองธาร-ทักษิณ” ความสุจริตจะเป็นเกราะกำบัง

นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังเป็นที่จับตา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คดีที่เกี่ยวข้องกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

นายสุทินกล่าวถึงคดีมาตรา 112 ของนายทักษิณ ชินวัตร ที่ศาลอาญาจะตัดสินในวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ว่า “ไม่มีปัญหา เพราะความสุจริตจะเป็นเกราะกำบัง” เขามั่นใจว่าความบริสุทธิ์และความตั้งใจดีของนายทักษิณ จะเป็นสิ่งที่ช่วยปกป้องเขาได้ในที่สุด

ในส่วนของคดีคลิปเสียงสนทนาของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายสุทินก็แสดงความเห็นในทำนองเดียวกันว่า “เช่นเดียวกัน ความสุจริต ตรงไปตรงมา น่าจะเป็นสิ่งที่ศาล (ศาลรัฐธรรมนูญ) หยิบมาพิจารณา” เขายังเสริมว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้มีการเตรียมแผนรับมือเป็นพิเศษ แต่ สส.ในพรรคมีการพูดคุยกันบ้าง โดย สส.รุ่นเก่าที่ผ่านประสบการณ์มามากจะไม่ค่อยกังวล ในขณะที่ สส.หน้าใหม่อาจมีความกังวลอยู่บ้าง

ความสุจริตจะเป็นเกราะกำบัง: สุทินมองเกมการเมือง

นายสุทินยังได้กล่าวถึงภาพรวมทางการเมือง โดยระบุว่าเป็นสไตล์การเมืองไทยที่ยากจะคาดเดาว่ารัฐบาลจะอยู่ครบเทอมหรือไม่ แต่เขามั่นใจว่ารัฐบาลจะมีโอกาสทำงานให้กับประเทศอีกไม่น้อย และจะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ประชาชนได้เห็นอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น

เมื่อถามถึงคะแนนนิยมของพรรคเพื่อไทย นายสุทินยอมรับว่าคะแนนนิยมอาจมีขึ้นมีลงบ้างในช่วงนี้ แต่เขาก็เชื่อมั่นว่า “คะแนนนิยมพรรคจะขึ้นไปอีกครั้ง”

การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายสุทินในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจของพรรคเพื่อไทยในความบริสุทธิ์และความตั้งใจดีของทั้ง ดร.ทักษิณ และนายกฯ แพทองธาร แม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะเต็มไปด้วยความท้าทายและความไม่แน่นอน แต่พรรคเพื่อไทยก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนต่อไป

สถานการณ์ทางการเมืองไทยยังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจของศาลในคดีต่างๆ จะมีผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองและอนาคตของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นในความยุติธรรมและความสุจริต ยังคงเป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวังและต้องการจากผู้บริหารประเทศ

ท้ายที่สุดแล้ว เส้นทางทางการเมืองของทั้งนายทักษิณ และ น.ส.แพทองธาร จะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาลและความเชื่อมั่นของประชาชน แต่สิ่งที่แน่นอนคือ ความสุจริตและความโปร่งใส จะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน

คดี “แพทองธาร-ทักษิณ” กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมือง ซึ่งการที่ “สุทิน” มองว่าความสุจริตจะเป็นเกราะกำบัง สะท้อนความเชื่อมั่นภายในพรรคเพื่อไทย แม้ว่าหนทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยอุปสรรค

ที่มา – “สุทิน” มองคดี “แพทองธาร-ทักษิณ” ความสุจริตจะเป็นเกราะกำบัง

กกต. เตือน! เลือกตั้งซ่อม สส. เขต 7 เชียงราย

กกต. ย้ำเตือนผู้มีสิทธิเลือกตั้งซ่อม สส. เขต 7 เชียงราย กำหนดวันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน 2568 นี้ อย่าลืมตรวจสอบสิทธิและหากต้องการเพิ่มชื่อหรือถอนชื่อ สามารถดำเนินการได้ถึง 3 กันยายนนี้เท่านั้น

กกต. เตือนผู้มีสิทธิเลือกตั้งซ่อม สส. เขต 7 เชียงราย เพิ่มถอนชื่อได้ถึง 3 ก.ย.

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้แจ้งเตือนถึงการเลือกตั้งซ่อม สส. เขต 7 เชียงราย แทนตำแหน่งที่ว่าง โดยกำหนดวันเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน 2568 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. ณ หน่วยเลือกตั้งที่ท่านมีสิทธิ

เพื่อความสะดวก ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถตรวจสอบรายชื่อของตนเองได้จากบัญชีรายชื่อที่ปิดประกาศ ณ หน่วยเลือกตั้ง หรือบริเวณใกล้เคียง หรือจากหนังสือแจ้งเจ้าบ้าน นอกจากนี้ ยังสามารถตรวจสอบผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ของสำนักบริหารการทะเบียน กระทรวงมหาดไทย (https://boraservices.bora.dopa.go.th/election/engelection/) หรือแอปพลิเคชัน Smart Vote

หากท่านไม่พบชื่อของตนเอง หรือพบว่ามีชื่อบุคคลอื่นอยู่ในทะเบียนบ้านของท่าน หรือมีชื่อผู้ที่ไม่มีสิทธิเลือกตั้งปรากฏอยู่ ท่านสามารถยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อหรือถอนชื่อได้ ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 3 กันยายน 2568 โดยมีขั้นตอนดังนี้

วิธีการยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อหรือถอนชื่อในการเลือกตั้งซ่อม สส. เขต 7 เชียงราย

  1. การยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อ: หากท่านมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านแต่ไม่ปรากฏในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ให้นำสำเนาทะเบียนบ้านและบัตรประจำตัวประชาชน (หรือบัตรอื่นๆ ที่ทางราชการออกให้) ไปยื่นคำร้องต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นที่หน่วยเลือกตั้งนั้นตั้งอยู่ในเขตรับผิดชอบ
  2. การยื่นคำร้องขอถอนชื่อ: หากท่านพบว่ามีชื่อผู้ที่ไม่มีสิทธิเลือกตั้งปรากฏอยู่ในบัญชีรายชื่อ หรือพบว่ามีชื่อบุคคลอื่นอยู่ในทะเบียนบ้านของท่าน (โดยที่บุคคลนั้นไม่ได้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านของท่าน) ให้ยื่นคำร้องขอถอนชื่อบุคคลดังกล่าวต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นที่หน่วยเลือกตั้งนั้นตั้งอยู่ในเขตรับผิดชอบ

สำหรับเขตเลือกตั้งที่ 7 จังหวัดเชียงราย ประกอบด้วยพื้นที่:

  • อำเภอแม่จัน (เฉพาะตำบลจันจว้าและตำบลจันจว้าใต้)
  • อำเภอเชียงแสน
  • อำเภอดอยหลวง
  • อำเภอเชียงของ (เฉพาะตำบลครึ่ง ตำบลศรีดอนชัย ตำบลริมโขง ตำบลเวียง ตำบลสถาน และตำบลห้วยซ้อ)
  • อำเภอเวียงแก่น

การเลือกตั้งซ่อม สส. เขต 7 เชียงราย ครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเป็นตัวแทนของประชาชนในพื้นที่ ดังนั้น ขอเชิญชวนให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกท่านออกมาใช้สิทธิของท่านอย่างเต็มที่ เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์ประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง

อย่าลืม! หากท่านมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเลือกตั้งซ่อม สส. เขต 7 เชียงราย หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเชียงราย หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้โดยตรง

ดังนั้น อย่าลืมตรวจสอบสิทธิของท่านและดำเนินการขอเพิ่มหรือถอนชื่อหากจำเป็น เพื่อให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปอย่างโปร่งใสและยุติธรรม

ที่มา – กกต. เตือนผู้มีสิทธิเลือกตั้งซ่อม สส. เขต 7 เชียงราย เพิ่มถอนชื่อได้ถึง 3 ก.ย.

เปิดปม! คดีฆ่า “ป้ามีนา” สาวโมโหปล่อยไปกับชาย

คดีฆ่า “ป้ามีนา” เจ้าของร้านอาหารตามสั่งที่กำแพงเพชร กลายเป็นข่าวเศร้าที่สะเทือนใจใครหลายคน ประเด็นสำคัญอยู่ที่พฤติการณ์ของสาวมือแทง ที่โมโหป้ามีนาเพราะปล่อยให้เธอไปกับผู้ชายตอนเมาหนัก เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นอย่างไร และอะไรคือชนวนเหตุที่นำไปสู่โศกนาฏกรรมครั้งนี้ เราจะมาเจาะลึกรายละเอียดในคดีนี้กัน

คดีฆ่า “ป้ามีนา”: ปมเหตุจากความเมาและความโมโห

เหตุการณ์เศร้าสลดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 เมื่อตำรวจได้รับแจ้งเหตุทำร้ายร่างกายภายในร้านอาหารตามสั่งแห่งหนึ่งในจังหวัดกำแพงเพชร ที่เกิดเหตุพบร่างของนางมีนา ปัตถา หรือ “ป้ามีนา” อายุ 62 ปี เจ้าของร้าน ถูกแทงด้วยอาวุธมีดหลายแห่ง อาการสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ผู้ก่อเหตุคือนางสาวจารุวรรณ ใจใฝ อายุ 32 ปี ซึ่งหลบหนีไปหลังก่อเหตุ แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตามจับกุมตัวได้ในที่สุด

ลำดับเหตุการณ์ใน คดีฆ่า “ป้ามีนา”

  • ช่วงบ่ายวันที่ 20 ส.ค.68 ตำรวจรับแจ้งเหตุมีผู้ถูกอาวุธมีดทำร้ายภายในร้านอาหารตามสั่ง พื้นที่หมู่ที่ 2 ต.คลองขลุง อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร
  • ร้านดังกล่าวเป็นอาหารตามสั่งอยู่ริมแม่น้ำปิง ภายในร้านพบรอยเลือดหลายจุด ทราบชื่อผู้ได้รับบาดเจ็บคือ ป้ามีนา หรือ นางมีนา ปัตถา อายุ 62 ปี เจ้าของร้าน ถูกนำตัวส่ง รพ. ก่อนเสียชีวิตในเวลาต่อมา
  • ผลชันสูตรเบื้องต้นจาก รพ.สวรรค์ประชารักษ์ (เขาเขียว) พบบาดแผลถูกแทงบริเวณหน้าอก ลำคอ และแขนนับ 10 แผล เป็นแผลฉกรรจ์ และถูกจุดสำคัญทำให้เสียชีวิต
  • ผู้ก่อเหตุทราบชื่อภายหลังคือ น.ส.จารุวรรณ ใจใฝ อายุ 32 ปี หลังก่อเหตุได้ขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไป
  • เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนตามไปจับกุมได้ที่บ้านพัก ก่อนจะนำตัวมาสอบสวนที่ สภ.คลองขลุง นานกว่า 2 ชั่วโมง
  • นักข่าวถามถึงแรงจูงใจ ผู้ก่อเหตุพูดแค่ว่า “หนูยังไม่ได้นอน ไม่ขอพูดอะไร หนูง่วง” ก่อนเดินเข้าห้องขังไป

คำบอกเล่าจากลูกจ้างในร้านป้ามีนาเผยถึงเบาะแสสำคัญ

  • ก่อนหน้า 2 วัน ผู้ก่อเหตุได้มานั่งกินดื่มที่ร้านเพียงลำพัง จนเมาไม่ได้สติ
  • ระหว่างนั้นมีผู้ชายคนหนึ่ง นั่งดื่มอยู่ภายในร้าน แต่คนละโต๊ะ ก่อนจะขอมารวมโต๊ะด้วย
  • ช่วงกำลังปิดร้าน ผู้เสียหายเมาได้สติแล้ว ป้ามีนาพยายามจะบอกให้ไปนอนในห้องของลูกตัวเอง ซึ่งตอนนี้ไม่อยู่ เพราะลูกป้า เป็นทหารแนวหน้าอยู่ชายแดน แต่ผู้เสียหายปฏิเสธ
  • ป้ามีนา ยังบอกด้วยว่า ถ้าไม่ไปนอนในบ้าน ก็นอนตรงนี้ยุงกัดเดี๋ยวก็รู้สึกตัวเอง
  • แต่ผู้ชายคนที่นั่งดื่มอยู่ด้วย อาสาจะไปส่งบ้าน ก่อนที่ผู้หญิงจะขึ้นรถไปกับเขา
  • วงจรปิดจับภาพชายคนดังกล่าว ไปเตรียมรถมอเตอร์ไซค์ จากนั้นก็มาประคองผู้ก่อเหตุไปขึ้นรถ ขี่ออกไป
  • เช้าอีกวัน มีผู้ชายขี่รถจักรยานยนต์มาส่งผู้ก่อเหตุ เพื่อเอารถจักรยานยนต์ที่จอดไว้ที่ร้าน

คำสารภาพของมือแทงในคดีฆ่า “ป้ามีนา”

  • 2 วันก่อนจะเกิดเหตุ (18 ส.ค.) ตัวเองซึ่งเป็นลูกค้าประจำของร้าน ได้มานั่งกินดื่มจนเมา เพราะมีเรื่องทุกข์ใจ
  • โมโหที่ผู้ตายปล่อยให้ตัวเองไปกับผู้ชายคนอื่น ซึ่งหากถูกทำมิดีมิร้ายขึ้นมา จะทำอย่างไร
  • ผู้ก่อเหตุย้อนกลับมาที่ร้านอีกครั้ง จากนั้นสั่งเบียร์มาดื่ม พร้อมกับระบายความอัดอั้นใส่ป้ามีนา
  • ก่อนใช้มีดที่พกมา ทำร้ายป้ามีนาอย่างโหดเหี้ยม นับ 10 แผล จนเจ็บสาหัส ก่อนเสียชีวิต

เหตุการณ์คดีฆ่า “ป้ามีนา” ไม่ได้เป็นเพียงคดีอาชญากรรมสะเทือนขวัญเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาและความซับซ้อนในสังคม ทั้งเรื่องความรุนแรง การขาดสติ และความรับผิดชอบ

เรื่องราวที่น่าเศร้าใจยิ่งกว่าคือ ลูกชายของป้ามีนา ซึ่งเป็นทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แนวหน้าชายแดนไทย-กัมพูชา กำลังเดินทางกลับมาร่วมงานศพของมารดาด้วยความโศกเศร้า

คดีนี้ได้จุดประกายคำถามในสังคมว่า การดูแลลูกค้าที่อยู่ในอาการเมามายเป็นความรับผิดชอบของใครกันแน่? เป็นหน้าที่ของเจ้าของร้านหรือไม่? หรือเป็นความรับผิดชอบส่วนบุคคลที่ต้องดูแลตัวเอง? นี่เป็นประเด็นที่น่าขบคิดและหาทางออกร่วมกันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เศร้าสลดเช่นนี้อีกในอนาคต

ที่มา – คดีฆ่า “ป้ามีนา” เปิดพฤติการณ์สาวมือแทง โมโหปล่อยไปกับผู้ชายตอนเมาหนัก

วัดพระบาทน้ำพุ เตรียมฌาปนกิจศพผู้ป่วยโรคเอดส์

วัดพระบาทน้ำพุ เตรียมจัดพิธีฌาปนกิจศพผู้ป่วยโรคเอดส์ในวันเสาร์ที่ 23 สิงหาคมนี้ โดยมีเจ้าคณะตำบลเขาสามยอดเข้ามาดูแลวัดเป็นการชั่วคราว พร้อมทั้งยอมรับว่างบประมาณของวัดในขณะนี้มีจำกัด ทำให้ไม่แน่ใจว่าจะสามารถดูแลผู้ป่วยได้นานแค่ไหน ซึ่งจะต้องขึ้นอยู่กับศรัทธาของญาติโยมที่เข้ามาทำบุญช่วยเหลือ

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้ติดตามความคืบหน้าของสถานการณ์ที่วัดพระบาทน้ำพุ ตำบลเขาสามยอด อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี หลังจากที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้ามาตรวจสอบเรื่องเงินบริจาคและการบริหารจัดการภายในวัดและมูลนิธิฯ ที่เกี่ยวข้อง โดยล่าสุด นายกองตรี ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้นำคณะซึ่งประกอบไปด้วยอธิบดีกรมต่างๆ และเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบประเด็นที่เกี่ยวข้องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเปิดการรักษาพยาบาลผู้ป่วยโรคเอดส์ อาคารสถานที่ การเก็บศพผู้เสียชีวิตจากโรคเอดส์จำนวนประมาณ 20 ร่าง รวมถึงสถานที่ปลูกกัญชา โดยได้สั่งการให้ทางมูลนิธิฯ และทางวัดดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย และมีบางส่วนที่ต้องดำเนินการทางกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำร่างผู้ป่วยโรคเอดส์ที่ตั้งแสดงอยู่ที่ศาลาธรรมสังเวชภายในวัด ไปทำการเผาให้เรียบร้อย เนื่องจากร่างที่นำมาตั้งแสดงนั้นอาจจะยังมีเชื้อโรคอยู่ และอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมได้

ในวันนี้ (21 สิงหาคม) ทางวัดได้เตรียมความพร้อมในการดำเนินการตามประเพณี และได้ประสานไปยังญาติของผู้เสียชีวิตให้มาร่วมพิธี โดยกำหนดจัดพิธีในเช้าวันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม 2568 ณ ฌาปนสถานของวัด แต่หากไม่ทัน จะนำร่างไปประกอบพิธีที่วัดใกล้เคียง จากนั้นจะประกอบพิธีเก็บกระดูก มอบให้กับญาติ หากไม่มีญาติก็จะบรรจุห่อและเขียนชื่อติดไว้ ซึ่งตั้งแต่ช่วงเช้า เจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมสถานที่และทำความสะอาดในเบื้องต้น

พระครูสุวัฒน์กิตติสาร เจ้าอาวาสวัดสระมะเกลือ เจ้าคณะตำบลเขาสามยอด ได้เปิดเผยว่า หลังจากที่เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุได้ลาออกจากตำแหน่ง ยังไม่มีการแต่งตั้งผู้ใดมารักษาการแทน คณะสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่จึงได้ขอให้ท่านดูแลดำเนินการจัดระเบียบภายในวัดให้เรียบร้อยเสียก่อน ซึ่งก็ได้เชิญคณะกรรมการวัดมาพูดคุยแล้ว และมีการแต่งตั้งคณะกรรมการวัดชุดใหม่แทนชุดที่หมดวาระตามการลาออกของอดีตเจ้าอาวาส โดยยังคงแต่งตั้งคณะกรรมการวัดชุดเดิมให้ทำงานต่อไป และได้เน้นย้ำในเรื่องของการใช้งบประมาณที่เกี่ยวข้องกับทางวัดเท่านั้น เนื่องจากพบว่างบประมาณที่มีอยู่ล่าสุดมีจำนวนจำกัด และไม่แน่ใจว่าจะสามารถดูแลผู้ป่วยได้นานแค่ไหน ทั้งนี้ก็คงต้องขึ้นอยู่กับศรัทธาของญาติโยมที่จะมาทำบุญช่วยเหลือกันต่อไป หากงบประมาณหมด ก็ค่อยพิจารณากันอีกที

สำหรับการดูแลผู้ป่วยนั้น ถือว่าเป็นการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เนื่องจากผู้ป่วยในช่วงที่ปกติก็ใส่บาตรพระ เมื่อพวกเขามีความเดือดร้อนก็ต้องช่วยดูแลกันไป นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำในเรื่องการจัดการภายในวัดที่จะต้องแยกให้ชัดเจน ไม่ยุ่งเกี่ยวกับทางมูลนิธิฯ ส่วนการทำบัญชีการรับบริจาคจะต้องสามารถตรวจสอบได้ทุกกรณี

วัดพระบาทน้ำพุ เตรียมฌาปนกิจศพผู้ป่วยโรคเอดส์

ความสำคัญของการดูแลผู้ป่วยโรคเอดส์ที่วัดพระบาทน้ำพุ

วัดพระบาทน้ำพุ ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา แต่ยังเป็นศูนย์รวมจิตใจและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ป่วยโรคเอดส์ การจัดพิธีฌาปนกิจศพอย่างสมเกียรติจึงเป็นการแสดงความเคารพต่อผู้เสียชีวิต และเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่

การสนับสนุนวัดพระบาทน้ำพุ จึงเป็นการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ร่วมกันสร้างสังคมที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และเป็นกำลังใจให้ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ

ที่มา – “วัดพระบาทน้ำพุ” จัดสถานที่เตรียมฌาปนกิจศพผู้ป่วยโรคเอดส์ ในวันที่ 23 ส.ค. นี้

“แม่ทัพภาคที่ 2” เผยเหตุระเบิดที่ตาควาย

“แม่ทัพภาคที่ 2” ได้ออกมาเปิดเผยถึงเหตุการณ์เสียงระเบิดที่ปราสาทตาควาย โดยยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับกองทัพไทย และยังคงยืนยันว่าไม่เคยไว้ใจประเทศกัมพูชาในทุกสถานการณ์

“แม่ทัพภาคที่ 2” เผยเหตุระเบิดที่ปราสาทตาควาย

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 เวลา 14.00 น. ณ สโมสรร่วมเริงไชย กองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เดินทางมารับมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคจำนวนมาก ซึ่งเป็นน้ำใจจากประชาชนชาวไทยที่มอบให้กับทหารชายแดน

พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวถึงกรณีที่มีเสียงระเบิดดังขึ้นที่ปราสาทตาควายว่า เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในฝั่งกัมพูชา และไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับกำลังทหารของประเทศไทย โดยรายงานเบื้องต้นระบุว่าเป็นกับระเบิดสังหารบุคคลที่ทางฝั่งกัมพูชาวางไว้ และอาจเกิดจากการที่ทหารกัมพูชาเผลอเหยียบกับระเบิดของตนเอง ซึ่งมีความเป็นไปได้สูง ยืนยันว่าเหตุการณ์นี้ไม่มีผลกระทบต่อทหารไทยและไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกัน

ประเด็นสำคัญที่แม่ทัพภาคที่ 2 เน้นย้ำ

  • เรื่องการรื้อถอนบริเวณช่องอานม้า: ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง ไม่มีการรื้อถอนใดๆ ทั้งสิ้น แม้ว่าฝ่ายกัมพูชาจะขอให้รื้อออก แต่ทางเราไม่ยินยอม เนื่องจากถือว่าเป็นอธิปไตยของไทยในการป้องกันการรุกล้ำซ้ำเดิม และจะยังคงตรึงกำลังไว้เช่นเดิม
  • การสร้างแนวป้องกันเพิ่มเติม: จะต้องมีการพูดคุยกับทางกัมพูชาเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกัน โดยแนวรั้วมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันการรุกล้ำของกองกำลังทางทหาร แต่ไม่ได้หมายความว่าแนวรั้วจะเป็นเส้นเขตแดน ทั้งนี้ การสร้างรั้วจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายมีความเข้าใจตรงกัน
  • การประชุมพูดคุยกับแม่ทัพกัมพูชา: ทางกัมพูชาได้ตอบรับการประชุม แต่ขอเลื่อนไปเป็นวันที่ 27 สิงหาคม ที่ช่องสนั่ม เพื่อหารือถึงข้อตกลงต่างๆ ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้นำกัมพูชา การพูดคุยในระดับแม่ทัพอาจจะยังไม่มีผลเท่าที่ควร แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการหารือเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยโดยเร็วที่สุด

สำหรับเรื่องของ MOU นั้น เป็นเรื่องของรัฐบาล หรือกลุ่มพลังมวลชนที่จะพิจารณาข้อดีข้อเสีย ส่วนทางทหารจะยึดถือแผนที่ 1 ต่อ 50,000 และยึดถือเส้นเขตแดนเพื่อผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ ความน่าเป็นห่วงเกี่ยวกับการปะทะตามแนวชายแดนขึ้นอยู่กับสถานการณ์ภายในกัมพูชาเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการยั่วยุต่างๆ หากมีการกระทำที่เกินกว่าเหตุ ทางเราก็มีสิทธิ์ที่จะตอบโต้ไปตามสมควร

แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของกำลังทหารฝ่ายตรงข้าม หากมีการเพิ่มเติมทดแทนกำลังที่สูญเสียไป หรือมีการถอนกำลังออกไป ถือเป็นเรื่องปกติ ขอย้ำว่ายังคงไม่สามารถไว้ใจได้ และยังต้องเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ ยืนยันว่าไม่เคยไว้วางใจ และไม่มีความหนักใจหรือกดดันใดๆ ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และทำงานตามหน้าที่ด้วยความสุข

หลังจากเกษียณอายุราชการแล้ว ก็พร้อมที่จะรับใช้ประเทศชาติในส่วนที่สามารถทำได้ ขึ้นอยู่กับผู้บังคับบัญชาชั้นสูงว่าจะมอบหมายให้ช่วยเหลือในด้านใดบ้าง จะเป็นพลเมืองดี และพร้อมที่จะทำหน้าที่ช่วยเหลือประเทศชาติในส่วนที่ทำได้ต่อไป

ทหารไทยทุกคนมีขวัญและกำลังใจที่ดี ได้รับแรงหนุนจากพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ขอขอบคุณพี่น้องประชาชน และขอให้ไว้วางใจในการป้องกันอธิปไตยของกองทัพทั้ง 4 เหล่าทัพ ในส่วนของแนวชายแดนที่อยู่ในเขตรับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 2 ขอให้พี่น้องประชาชนไม่ต้องเป็นห่วง ทางเราจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ขอบคุณสำหรับกำลังใจและสิ่งของที่ทุกท่านส่งมาด้วยน้ำใจ จะน้อมรับและนำไปมอบให้กับน้องๆ ทหารตามแนวชายแดนต่อไป

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดน แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมและความไม่ประมาท ถึงแม้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันจะดูสงบ แต่การรักษาความมั่นคงของชาติเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – “แม่ทัพภาคที่ 2” เผยเหตุเสียงระเบิดที่ประสาทตาควาย ยืนยันไม่เคยไว้ใจกัมพูชา

รัสเซียโจมตียูเครนคืนเดียว ด้วยโดรน 614 ลำ

เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา สถานการณ์ในยูเครนทวีความตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง เมื่อกองทัพอากาศยูเครนได้ออกมาแถลงการณ์ว่า รัสเซียได้ทำการยิงโดรนและขีปนาวุธจำนวนมหาศาลกว่า 600 ลูกเข้าใส่ยูเครน นับเป็นการโจมตีครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางความพยายามของสหรัฐฯ ที่จะหยุดยั้งการรุกรานของรัสเซียอย่างต่อเนื่อง

รัสเซียโจมตียูเครนคืนเดียว ด้วยโดรนและขีปนาวุธ 614 ลำ

ตามรายงานของกองทัพอากาศยูเครน กองกำลังรัสเซียได้ใช้โดรนถึง 574 ลำ และขีปนาวุธอีก 40 ลูก ในการโจมตีครั้งนี้ ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย อย่างไรก็ตาม ระบบป้องกันภัยทางอากาศของยูเครนก็สามารถตอบโต้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถยิงโดรนตกได้ถึง 546 ลำ และขีปนาวุธอีก 31 ลูก เจ้าหน้าที่ยูเครนยังรายงานเพิ่มเติมว่า มีการโจมตีเกิดขึ้นในหลายภูมิภาค รวมถึงซาปอริซเซีย ดนีปรอเปตรอฟสค์ และลวิฟ ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บอีก 1 ราย

การโจมตีระลอกใหม่นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ได้เสนอให้ประเทศที่เป็นกลางอย่างสวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย หรือตุรกี เป็นสถานที่สำหรับการเจรจาสันติภาพกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย เพื่อหาทางออกให้กับวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น

ความเป็นไปได้ในการเจรจาสันติภาพ หลัง รัสเซียโจมตียูเครนคืนเดียว ด้วยโดรนและขีปนาวุธ 614 ลำ

นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่จะมีการประชุมไตรภาคี โดยมีสหรัฐฯ เป็นตัวกลางในการเจรจา หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้พบปะกับปูตินที่รัฐอะลาสกา และเตรียมที่จะเป็นเจ้าภาพต้อนรับเซเลนสกีและผู้นำยุโรปหลายท่านที่ทำเนียบขาว เซเลนสกีเองก็ได้แสดงความพร้อมที่จะพบกับปูติน “ในรูปแบบใดก็ได้” เพื่อหาทางออกให้กับสถานการณ์

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของปีเตอร์ ซียาร์โต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฮังการี ที่เสนอให้บูดาเปสต์เป็นสถานที่สำหรับการประชุมสุดยอด ดูเหมือนจะไม่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย เนื่องจากนายกรัฐมนตรีวิกเตอร์ ออร์บาน ของฮังการี ยังคงรักษาความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับรัสเซีย และมักจะขัดขวางความพยายามของสหภาพยุโรปในการสนับสนุนยูเครน ดังนั้น ฮังการีจึงอาจไม่ถูกมองว่าเป็นเจ้าภาพที่เป็นกลาง

ขณะเดียวกัน ผู้นำยูเครนยังได้กล่าวอีกว่า กองกำลังรัสเซียกำลังรวมตัวกันที่แนวหน้าทางใต้ในภูมิภาคซาปอริซเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่ภูมิภาคของยูเครนที่รัสเซียอ้างสิทธิ์ว่าเป็นของตนเอง การเคลื่อนไหวนี้ยิ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ที่อาจจะทวีความรุนแรงขึ้น

อันดรี ซีบีฮา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยูเครน ได้เปิดเผยว่า การโจมตีครั้งล่าสุดนี้ประกอบไปด้วยโดรน ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง ขีปนาวุธวิถีโค้ง และขีปนาวุธร่อน โดยเขากล่าวว่า “ขีปนาวุธลูกหนึ่งโจมตีบริษัทผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของอเมริกาในภูมิภาคตะวันตกของยูเครน ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างหนักและมีผู้บาดเจ็บล้มตาย” เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงผลกระทบที่ร้ายแรงของการโจมตีที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เป้าหมายทางทหารเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและพลเรือนอีกด้วย

สถานการณ์ล่าสุดที่รัสเซียโจมตียูเครนคืนเดียว ด้วยโดรนและขีปนาวุธ 614 ลำ นี้ แสดงให้เห็นถึงความท้าทายอย่างยิ่งในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค การโจมตีที่รุนแรงและการตอบโต้ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยิ่งทำให้ความหวังในการเจรจาและการประนีประนอมริบหรี่ลงทุกที ท่ามกลางสถานการณ์ที่ผันผวนนี้ การสนับสนุนจากนานาชาติและความพยายามในการหาทางออกทางการทูตอย่างสร้างสรรค์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้วิกฤตการณ์นี้ลุกลามบานปลายไปมากกว่านี้ และนำมาซึ่งความสูญเสียและการทำลายล้างที่ไม่อาจประเมินค่าได้ การตระหนักถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ และการร่วมมือกันหาทางออกอย่างจริงจัง จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับประชาคมโลก

ที่มา – รัสเซียโจมตียูเครนคืนเดียว ด้วยโดรนและขีปนาวุธ 614 ลำ

“แรงงานกัมพูชา” ในสระแก้ว รายงานตัววันแรก!

ตม.สระแก้วเปิดลงทะเบียนผ่อนผันให้ “แรงงานกัมพูชา” ในสระแก้วที่ถือบอเดอร์พาส เพื่อลงทะเบียนผ่อนผันการทำงานและอยู่ในไทยต่อ วันแรกมีผู้ทยอยมารายงานตัวอย่างต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่กำชับดูแลความสะดวก

“แรงงานกัมพูชา” ในสระแก้ว แห่รายงานตัววันแรก

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 21 ส.ค. 2568 ที่จุดคัดกรองแรงงานต่างด้าว หน้าอาคารผู้โดยสารขาเข้า ด่าน ตม.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว พ.ต.อ.ณภัทรพงศ์ สุภาพร ผกก.ตม.จว.สระแก้ว ได้นำเจ้าหน้าที่ ตม.จว.สระแก้ว มาตั้งโต๊ะรับลงทะเบียนให้แรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชา ที่ไม่ได้เดินทางกลับประเทศในช่วงเหตุการณ์ข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา และยังคงทำงานและอาศัยอยู่ในประเทศไทย หลังจากที่กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชาที่ยังทำงานอยู่ในประเทศไทย สามารถอยู่ทำงานในไทยได้ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ตามมาตรา 64 ลงวันที่ 8 ส.ค. 2568 ตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย. 2568 – 9 ก.พ. 2569 หรือจนกว่าจะกลับสู่ภาวะปกติ

วันนี้เป็นวันแรกที่ ตม.จว.สระแก้ว ได้เปิดรับลงทะเบียนผ่อนผันทำงานให้แรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชา ที่ถือบอเดอร์พาส (หนังสือเดินทางท้องถิ่น) และทำงานอยู่ในพื้นที่ จ.สระแก้ว มาลงทะเบียน ณ จุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ตั้งแต่เวลา 08.30 น.- 16.30 น. แรงงานกัมพูชายังคงทำงานอยู่ในพื้นที่ จ.สระแก้ว โดยเฉพาะเป็นแรงงานภาคการเกษตร เดินทางมาลงทะเบียนผ่อนผันกว่า 100 คน

โดยมีเจ้าหน้าที่ ตม.จว.สระแก้ว มาคอยอำนวยความสะดวก พร้อมทั้งแนะนำการนำเอกสารมาลงทะเบียน สร้างความประทับใจให้กับ“แรงงานกัมพูชา” ที่ยังทำงานอยู่ในประเทศไทยเป็นอย่างมาก ซึ่งบางคนถึงกับพูดว่า “ดีใจที่ตัดสินใจถูกไม่เชื่อผู้นำตนเองเดินทางกลับกัมพูชา ทำให้สามารถทำงานอยู่ต่อในประเทศไทยต่อได้อีก เพราะเพื่อนที่เดินทางกลับกัมพูชาตอนนี้อยากกลับมาไทยเป็นจำนวนมาก เพราะอยู่ในกัมพูชาไม่มีงานทำและอยู่กันอย่างอดอยาก รัฐบาลเขมรก็ไม่ดูแล”

พ.ต.อ.ณภัทรพงศ์ สุภาพร ผกก.ตม.จว.สระแก้วเผยว่า วันนี้เป็นวันแรกที่ ตม.จว.สระแก้ว เปิดให้รายงานและลงทะเบียนแรงงานสัญชาติกัมพูชา ที่ได้รับการผ่อนผัน ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 8 ส.ค. 2568 ซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย. 2568 – 9 ก.พ. 2569 หรือจนกว่ามาตรการควบคุมการผ่านแดน จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

โดยวันนี้เป็นวันแรกที่ ตม.สระแก้ว เปิดรายงานตัวมาแรงงานชาวกัมพูชาเดินทางมารายงานตัว และลงทะเบียนวันแรก ขณะนี้ประมาณ 100 คนเศษ และสามารถมารายงานตัวล่วงหน้าได้ไม่เกิน 7 วัน ซึ่งการรับรายงานตัวนี้ ให้เฉพาะแรงงานกัมพูชาที่ถือบอเดอร์พาส (หนังสือเดินทางท้องถิ่น) ที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ จ.สระแก้วเท่านั้น โดยจะต้องมีเอกสารบุคคลและหนังสือรับรองจากนายจ้างมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ และต้องมารายงานตัวทุก 30 วัน เป็นเวลา 6 เดือน

สิ่งที่แรงงานกัมพูชาต้องเตรียมตัวเมื่อไปรายงานตัว

  • บัตรประจำตัว
  • บอเดอร์พาส (หนังสือเดินทางท้องถิ่น)
  • หนังสือรับรองจากนายจ้าง

จากการตรวจสอบในฐานข้อมูลของ สตม. พบว่ายังมีแรงงานสัญชาติกัมพูชาที่ถือบอเดอร์พาส และทำงานอยู่ในจังหวัดสระแก้ว ประมาณ 10,000 คนเศษ คาดว่าจะมีชาวกัมพูชาทยอยเดินทางมารายงานตัว และลงทะเบียนกันทั้งวัน ได้กำชับ จนท.ตม.จว.สระแก้วให้อำนวยความสะดวก และดูแล“แรงงานกัมพูชา”เหล่านี้เป็นอย่างดี เพราะแรงงานเหล่านี้เขาไม่ทิ้งงานฝั่งไทยหนีกลับประเทศ แต่เขายังคงมั่นใจประเทศไทยและทำงานอยู่ในประเทศไทยโดยไม่กลัวใดๆ

การที่แรงงานกัมพูชาจำนวนมากเลือกที่จะอยู่ในประเทศไทยต่อ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในโอกาสและคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าที่พวกเขาได้รับในประเทศบ้านเกิด การสนับสนุนและดูแลแรงงานเหล่านี้อย่างเหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้พวกเขาสามารถทำงานและสร้างประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจไทยได้อย่างเต็มที่

ที่มา – “แรงงานกัมพูชา” ในสระแก้ว แห่รายงานตัววันแรก ลงทะเบียนผ่อนผันอยู่ไทย-ทำงานต่อ

Scroll to top