ข่าววันนี้

โฆษกรัฐบาลเชิญ “ไมเคิล” มาไทยฟรี ทัวร์ทุ่งระเบิด

จากกรณีที่นายไมเคิล อัลฟาโร ชาวสหรัฐฯ ได้ทำการไลฟ์สดจากชายแดนกัมพูชา-ไทย โดยมีการกล่าวหาประเทศไทยในลักษณะที่ไม่เป็นความจริง ล่าสุด นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาตอบโต้และเชิญ “ไมเคิล” มาไทยฟรี เพื่อพิสูจน์ความจริงอีกด้าน

โฆษกรัฐบาลเชิญ “ไมเคิล” มาไทยฟรี พร้อมพาทัวร์ทุ่งกับระเบิดของกัมพูชา

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนเองได้รับการยืนยันจากสื่อมวลชนในสหรัฐฯ ว่านายไมเคิล ไม่ใช่ผู้ประกาศข่าวทางการของทำเนียบขาว และยังไม่ทราบสังกัดที่แน่ชัด นอกจากนี้ยังพบว่าการรายงานข่าวของนายไมเคิลในชายแดนกัมพูชานั้น ได้รับการสนับสนุนจากนายซอนโซเพียบ ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทพีอาร์ที่ทำงานให้กับรัฐบาลกัมพูชา โดยเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดตลอดทริป

“วันนี้ ผมขอเชิญ“ไมเคิล” มาไทยฟรี ผมจะออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นค่าเครื่องบิน ค่าโรงแรม ค่าเดินทาง และค่าอาหาร” นายจิรายุ กล่าว

ทัวร์สุดพิเศษ: จากทุ่งกับระเบิด สู่เซเว่นชายแดน

นายจิรายุยังกล่าวอีกว่า จะเป็นไกด์ทัวร์พานายไมเคิลไปเยี่ยมชมชายแดนไทย-กัมพูชา ใน 7 จังหวัด โดยจะเริ่มต้นที่การเยี่ยมทหารไทยที่ได้รับบาดเจ็บจากกับระเบิด จากนั้นจะพานายไมเคิลไปที่ “ทุ่งกับระเบิด” เพื่อให้นายไมเคิลได้ไลฟ์สดและเห็นกับตาว่าสถานการณ์ที่ฝั่งไทยเป็นอย่างไร

“ผมจะพานายไมเคิลไปที่บริเวณจุดที่มีการวางกับระเบิดเป็นจำนวนมาก เพื่อให้นายไมเคิล ได้ไลฟ์สด ๆ กลางทุ่งกับระเบิด จะได้เห็นกับตาว่าสิ่งที่เห็นฝั่งกัมพูชากับฝั่งไทย มันคือหนังคนละม้วน” นายจิรายุ กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะพานายไมเคิลไปเยี่ยมชมโรงพยาบาลที่ถูกกองทัพเขมรถล่มด้วยจรวดหลายลำกล้อง รวมถึงร้านเซเว่นอีเลฟเว่นในปั๊มน้ำมัน ปตท. และพื้นที่อื่นๆ ตามแนวชายแดนที่มีความเสี่ยงสูง

  • เยี่ยมทหารที่บาดเจ็บจากกับระเบิด
  • ชม“ทุ่งกับระเบิด” ณ ชายแดน
  • เยี่ยมชมโรงพยาบาลที่ถูกโจมตี
  • สำรวจพื้นที่เสี่ยงตามแนวชายแดน

“ขอให้นายไมเคิลรีบตอบรับ จะได้จองตั๋ว จอง รร. พร้อมจัดแพ็คเกจทัวร์ชายแดน ให้ได้มาไลฟ์สดฝั่งไทยบ้างจะได้รู้แจ้งเห็นจริงกับการกระทำของกัมพูชาที่ผ่านมาต่อเป้าหมายพลเรือน คนไทย” นายจิรายุ กล่าวเพิ่มเติม

และยังเรียกร้องให้นายไมเคิลช่วยบอกให้กัมพูชารับข้อตกลง 2 ข้อ คือ การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ค้ามนุษย์ ยาเสพติด และการเก็บกู้กับระเบิดที่กัมพูชาฝังไว้ ตามข้อเสนอของไทยเมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา

การเชิญ “ไมเคิล” มาไทยฟรี ครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกได้รับทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างรอบด้าน และเป็นการตอบโต้การให้ข้อมูลที่บิดเบือนซึ่งอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดในระดับนานาชาติ

ที่มา – โฆษกรัฐบาล เชิญ “ไมเคิล” มาไทยฟรี พร้อมพาทัวร์ทุ่งกับระเบิดของกัมพูชา ดูความจริงอีกด้าน

“พงศ์กวิน” เตือน! แรงงานกัมพูชา ระวังถูกหลอก

“พงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ” แนะแรงงานกัมพูชารอบคอบ ตรวจสอบข้อมูลการจ้างงาน ก่อนเดินทางกลับประเทศ หลังพบตกเป็นเหยื่อข่าวลวง ทำตกงาน เสี่ยงคดีลักลอบเข้าเมือง ย้ำรัฐบาลไทยพร้อมดูแลแรงงานถูกกฎหมาย

วันที่ 16 ส.ค. 2568 นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวเตือนแรงงานสัญชาติกัมพูชาที่ทำงานอยู่ในประเทศไทยว่า ขอให้ใช้ความรอบคอบในการตรวจสอบข้อมูลการจ้างงานจากประเทศต้นทางและปลายทาง โดยเฉพาะข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งอาจเป็นข่าวปลอมที่กลุ่มผู้ไม่หวังดีใช้ล่อลวง ตลอดเดือนที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองและแรงงานจังหวัดบริเวณชายแดนว่า มีแรงงานกัมพูชาหลายพันคนตัดสินใจเดินทางกลับประเทศ หลังเชื่อข้อมูลจากเพจและแอปพลิเคชันที่อ้างว่ามีงานรายได้สูงรออยู่ แต่เมื่อเดินทางกลับไป กลับพบว่าไม่มีงานจริงตามที่อ้าง บางรายสูญเสียเงินค่าเดินทางและค่าดำเนินการเป็นจำนวนมาก ทำให้ต้องประสบปัญหาขาดรายได้และความเป็นอยู่ลำบาก แรงงานจำนวนไม่น้อยจึงตัดสินใจลักลอบกลับเข้ามาทำงานในประเทศไทยอีกครั้งอย่างผิดกฎหมาย ส่งผลให้ถูกเจ้าหน้าที่จับกุม ดำเนินคดี และส่งกลับประเทศเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนจังหวัดสระแก้วและจันทบุรี ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการลักลอบเข้าเมือง

“ขอให้แรงงานกัมพูชาทุกคนตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้องจากหน่วยงานภาครัฐของทั้งสองประเทศ เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่ใช้ข่าวปลอมล่อลวง ซึ่งนอกจากจะเสียโอกาสทางอาชีพแล้ว ยังอาจสูญเสียเงินทอง และเสี่ยงต่อการถูกจับกุม ดำเนินคดี และส่งกลับประเทศ โทษฐานลักลอบเข้าเมือง” นายพงศ์กวิน กล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานยังย้ำว่า รัฐบาลไทยพร้อมดูแลแรงงานต่างด้าวที่ทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยปัจจุบันประเทศไทยยังมีความต้องการแรงงานในหลายสาขา เช่น ก่อสร้าง เกษตรกรรม อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร และบริการ ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับแรงงานทุกคนที่ผ่านขั้นตอนการขึ้นทะเบียนและได้รับใบอนุญาตทำงานถูกต้อง

“พงศ์กวิน” เตือน! แรงงานกัมพูชา ระวังถูกหลอก

สถานการณ์ปัจจุบันที่เทคโนโลยีและข้อมูลข่าวสารแพร่หลายอย่างรวดเร็ว ทำให้แรงงานกัมพูชาต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวงมากยิ่งขึ้น การตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันปัญหาและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

คำแนะนำสำหรับแรงงานกัมพูชาในประเทศไทย

เพื่อให้แรงงานกัมพูชาที่ทำงานในประเทศไทยสามารถป้องกันตนเองจากการถูกหลอกลวง มีข้อแนะนำดังนี้:

  • ตรวจสอบข้อมูลการจ้างงานจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เช่น หน่วยงานภาครัฐของทั้งสองประเทศ
  • อย่าหลงเชื่อข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างง่ายดาย ควรตรวจสอบความถูกต้องก่อนเสมอ
  • หากมีข้อสงสัย ให้สอบถามจากผู้รู้ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • ขึ้นทะเบียนและขอใบอนุญาตทำงานให้ถูกต้องตามกฎหมาย
  • ระมัดระวังการลักลอบเข้าเมือง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการถูกจับกุมและดำเนินคดี

การทำงานในต่างประเทศอาจมีอุปสรรคและความท้าทาย แต่หากเตรียมตัวและระมัดระวังอย่างรอบคอบ ก็จะสามารถประสบความสำเร็จและมีชีวิตที่ดีขึ้นได้

ข้อควรระวังสำหรับนายจ้าง: นายจ้างควรตรวจสอบเอกสารและสถานะทางกฎหมายของแรงงานกัมพูชาให้ถูกต้อง เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้น และเพื่อเป็นการสนับสนุนการจ้างงานที่เป็นธรรม

เราหวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ต่อแรงงานกัมพูชาและนายจ้างทุกท่าน หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถติดต่อหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อขอคำแนะนำและความช่วยเหลือได้

ที่มา – “พงศ์กวิน” เตือนแรงงานกัมพูชา ระวังเป็นเหยื่อ ถูกโซเชียลหลอกให้กลับประเทศอ้างมีงานทำ

“ณัฐชา” อัด “ภูมิธรรม” ไม่ดันเงินเปราะบาง

“ณัฐชา” อัด “ภูมิธรรม” ไม่ผลักดันเงินอุดหนุนกลุ่มเปราะบาง

“ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์” สส.กทม. พรรคประชาชน (ปชน.) ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ “ภูมิธรรม เวชยชัย” อย่างหนัก จากกรณีที่ผิดสัญญาเรื่องเงินอุดหนุนกลุ่มเปราะบาง โดยเรียกร้องให้ประชาชนจดจำพฤติกรรม “พูดอย่างทำอย่าง” และอย่าเลือกคนแบบนี้เข้าสภาฯ อีก

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2567 นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ได้ออกมากล่าวถึงกรณีที่นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรักษาการนายกรัฐมนตรี ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) เคยมีมติเห็นชอบหลักการสำคัญ 3 ประเด็น 5 ข้อ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนกลุ่มเปราะบาง ซึ่งจนถึงปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้า

รายละเอียดของมติที่ “ภูมิธรรม” เคยให้สัญญาไว้ มีดังนี้

  • เงินอุดหนุนเด็กถ้วนหน้า 600 บาทต่อเดือน โดยจะเริ่มในปีงบประมาณ 2568
  • เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุถ้วนหน้า 1,000 บาทต่อเดือน
  • เบี้ยความพิการ 1,000 บาทต่อเดือน
  • ปรับค่าตอบแทนผู้ช่วยคนพิการจากชั่วโมงละ 50 บาท เป็นชั่วโมงละ 100 บาท
  • เงินอุดหนุนสตรีมีครรภ์ 3,000 บาทต่อเดือน สำหรับช่วงเดือนที่ 5–9 ของการตั้งครรภ์

นายณัฐชากล่าวว่า มติที่ออกมาในเวลานั้น เปรียบเสมือนคำมั่นสัญญาที่รัฐบาลให้ไว้กับสังคม ว่าจะเดินหน้ายกระดับสวัสดิการขั้นพื้นฐานให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบาง แต่เมื่อนายภูมิธรรมได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายบริหาร และสามารถผลักดันนโยบายต่างๆ ได้ทันที กลับไม่มีความคืบหน้าหรือความชัดเจนใดๆ ในการดำเนินการตามมติดังกล่าว

“สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงพฤติกรรม หน้าอย่างหลังอย่าง พูดอย่างทำอย่าง ผมขอให้ประชาชนจดจำไว้ว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้า อย่าได้ฝากความหวังหรือเชื่อใจคนที่เคยผิดสัญญาเช่นนี้อีก” นายณัฐชากล่าว

กรณีการออกมาวิพากษ์วิจารณ์ “ภูมิธรรม” ไม่ผลักดันเงินอุดหนุนกลุ่มเปราะบาง ของนายณัฐชาในครั้งนี้ ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายว่า เหตุใดนโยบายที่เคยให้สัญญาไว้จึงไม่ถูกดำเนินการต่อ หรือมีปัจจัยใดที่ทำให้เกิดความล่าช้าในการผลักดันนโยบายดังกล่าว ประชาชนจึงควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราพิจารณาอย่างถี่ถ้วนถึงความน่าเชื่อถือของนักการเมืองและพรรคการเมืองต่างๆ ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกใครเข้ามาบริหารประเทศ สัญญาที่ให้ไว้ควรได้รับการปฏิบัติอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชน การตรวจสอบและติดตามการทำงานของนักการเมืองจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรม

การออกมาอัด “ภูมิธรรม” ไม่ผลักดันเงินอุดหนุนกลุ่มเปราะบาง ของ ส.ส. ณัฐชา เป็นสัญญาณเตือนใจให้ประชาชนพิจารณาอย่างรอบคอบถึงนโยบายและการกระทำของนักการเมืองก่อนตัดสินใจเลือกตั้งครั้งหน้า อย่าปล่อยให้คำสัญญาเป็นเพียงลมปาก แต่จงพิจารณาจากการกระทำที่เป็นรูปธรรม

ที่มา – “ณัฐชา” อัด “ภูมิธรรม” ไม่ผลักดันเงินอุดหนุนกลุ่มเปราะบาง ซัดพูดแบบทำอีกแบบ

LEXUS เปิดตัวรถต้นแบบ SPORT CONCEPT สุดล้ำ!

LEXUS สร้างความฮือฮาด้วยการเปิดตัวรถต้นแบบ SPORT CONCEPT ในงาน The Quail อันเป็นส่วนหนึ่งของ Monterey Car Week รถคันนี้เป็นการผสมผสานดีไซน์ที่ลงตัวระหว่าง LFA และ LC500 อย่างน่าทึ่ง มาพร้อมเครื่องยนต์วางหน้า ขับเคลื่อนล้อหลัง คาดการณ์กันว่าอาจเป็นเครื่องยนต์ V-8 เทอร์โบคู่ ทำงานร่วมกับเกียร์ทรานส์แอกเซิล ซึ่งรถต้นแบบคันนี้อาจเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนารถแข่ง GT3 ของ Toyota ในอนาคต

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา Lexus ได้เผยโฉมรถต้นแบบแนวคิดพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า LEXUS เปิดตัวรถต้นแบบ SPORT CONCEPT รถสปอร์ตสองประตูสมรรถนะสูงที่ชวนให้นึกถึง LFA ในตำนานที่สร้างชื่อเสียงเมื่อ 15 ปีก่อน การเปิดตัวครั้งนี้จัดขึ้นที่อเมริกา แม้ว่ารายละเอียดเกี่ยวกับระบบขับเคลื่อนจะยังคงเป็นปริศนาให้คาดเดากันต่อไป แต่ Sport Concept คันนี้ก็มาพร้อมท่อไอเสียสุดเท่ใต้ปีกหลัง สื่อต่างประเทศบางสำนักคาดการณ์ว่าอาจใช้มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ให้กำลังสูงถึง 1,000 แรงม้า ซึ่งอาจขัดแย้งกับข้อมูลจากรถต้นแบบที่เคยวิ่งทดสอบในสนาม Nürburgring

LEXUS SPORT CONCEPT

LEXUS SPORT CONCEPT

Sport Concept มีบทบาทสำคัญในการนำเสนอเทคโนโลยีล่าสุดของ Lexus สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางการออกแบบในอนาคตของแบรนด์ รถสองประตูคันนี้มีรูปลักษณ์ที่ต่ำ แบน กว้าง และทรงพลัง ผู้บริหารของ Lexus กล่าวว่านี่คือวิสัยทัศน์ที่แท้จริงสำหรับรถสปอร์ตยุคใหม่

LEXUS SPORT CONCEPT

LEXUS SPORT CONCEPT

LEXUS SPORT CONCEPT

LEXUS SPORT CONCEPT

รายละเอียดที่น่าสนใจของ Sport Concept ได้แก่ ท่อไอเสียใต้ปีกหลัง ช่องระบายอากาศขนาดใหญ่ด้านหลังที่ชวนให้นึกถึง LFA ทำหน้าที่ระบายความร้อนให้กับเบรกและชุดขับเคลื่อน (เกียร์) พร้อมพัดลมขนาดเล็กสี่ตัวติดตั้งอยู่ตรงกลาง

LEXUS SPORT CONCEPT

LEXUS SPORT CONCEPT

LEXUS SPORT CONCEPT

LEXUS SPORT CONCEPT

แม้ว่าจะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการตกแต่งภายใน แต่เราสามารถสังเกตได้ว่าโลโก้ยาง Bridgestone ถูกเอาออกไปเกือบหมด วิศวกรของ Toyota และ Lexus ได้นำ AMG GT R มาเปรียบเทียบเพื่อพัฒนารถต้นแบบคันนี้ เนื่องจากเป็นหนึ่งในโครงการรถแข่งของ Morizo (Akio Toyoda) คาดว่า Sport Concept จะเป็นรถสปอร์ตที่ผลิตออกขายและรถแข่งเครื่องยนต์วางหน้าที่ดีที่สุดหลังจากการจากไปของ Lexus LFA ถือเป็นครั้งแรกที่ Lexus เปิดเผยรูปลักษณ์ของรถสปอร์ตเวอร์ชันสำหรับใช้งานบนท้องถนน (ในอนาคต)

LEXUS SPORT CONCEPT

LEXUS SPORT CONCEPT

LEXUS SPORT CONCEPT

LEXUS SPORT CONCEPT

LEXUS SPORT CONCEPT

โดยสรุปแล้ว รถต้นแบบคันนี้คือวิวัฒนาการของ Electrified Sports Concept ที่จัดแสดงในโตเกียวโมบิลิตี้เมื่อสองปีก่อน แม้ว่าสื่อหลายสำนักจะคาดการณ์เกี่ยวกับระบบขับเคลื่อนที่อาจเป็นมอเตอร์คู่ แต่ LEXUS เปิดตัวรถต้นแบบ SPORT CONCEPT ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ V8 4.0 ลิตร พร้อมระบบอัดอากาศเทอร์โบชาร์จเจอร์ กำลังประมาณ 650-700 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง น่าจะอยู่ที่ 2.9 วินาที หรือมากกว่านั้นเล็กน้อย

LEXUS เปิดตัวรถต้นแบบ SPORT CONCEPT

ทำไม LEXUS เปิดตัวรถต้นแบบ SPORT CONCEPT ถึงน่าสนใจ?

รถต้นแบบคันนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่รถโชว์ แต่เป็นการแสดงวิสัยทัศน์ของ LEXUS ที่จะนำเสนอเทคโนโลยีและดีไซน์ใหม่ๆ ให้กับวงการรถสปอร์ต การผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์สันดาปภายในและเทคโนโลยีไฟฟ้า แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ LEXUS ในการพัฒนารถยนต์ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้บริโภค

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบรถสปอร์ต นี่คือสัญญาณที่บ่งบอกว่า LEXUS กำลังจะกลับมาทวงบัลลังก์ในตลาดรถสมรรถนะสูงอีกครั้ง และ LEXUS เปิดตัวรถต้นแบบ SPORT CONCEPT อาจเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานบทใหม่ก็เป็นได้

ที่มา – LEXUS เปิดตัวรถต้นแบบ SPORT CONCEPT

แอร์แคนาดา ยกเลิก 620 เที่ยวบินทั่วโลก เหตุประท้วง?

เกิดอะไรขึ้นกับสายการบิน แอร์แคนาดา? ทำไมถึงมีข่าวว่า แอร์แคนาดายกเลิกเที่ยวบินกว่า 620 เที่ยวทั่วโลก? มาอัปเดตสถานการณ์ล่าสุดที่กำลังเกิดขึ้นกับสายการบินชื่อดังกัน

จากข่าวล่าสุด แอร์แคนาดาได้ประกาศยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมากถึง 620 เที่ยวบิน ทั้งเส้นทางภายในประเทศและระหว่างประเทศ สร้างความปั่นป่วนให้กับนักเดินทางจำนวนมาก สาเหตุหลักของการยกเลิกเที่ยวบินครั้งใหญ่นี้ มาจากความกังวลว่าพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินจำนวนมาก อาจตัดสินใจนัดหยุดงานประท้วง ซึ่งอาจเป็นเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการดำเนินงานของสายการบิน

แอร์แคนาดายกเลิกเที่ยวบินกว่า 620 เที่ยวทั่วโลก

การตัดสินใจยกเลิกเที่ยวบินนี้ ส่งผลกระทบต่อผู้โดยสารกว่า 100,000 คนทั่วโลก และหากการประท้วงเกิดขึ้นจริง คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อผู้โดยสารมากถึง 130,000 คนต่อวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูท่องเที่ยวที่ผู้คนมีความต้องการเดินทางสูง

สถานการณ์นี้ทำให้เกิดความไม่แน่นอนและความกังวลอย่างมากสำหรับผู้ที่วางแผนการเดินทางไว้ล่วงหน้า หลายคนอาจต้องเผชิญกับความล่าช้า การยกเลิกเที่ยวบิน หรือแม้กระทั่งการติดค้างอยู่ในต่างประเทศ

ทำไมพนักงานถึงประท้วง?

สาเหตุของการประท้วงที่อาจเกิดขึ้น มาจากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อระหว่างแอร์แคนาดาและสหภาพแรงงาน CUPE (Canadian Union of Public Employees) มานานกว่า 8 เดือน ประเด็นหลักอยู่ที่ข้อเรียกร้องเกี่ยวกับค่าแรงที่ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น และปัญหาการทำงานนอกเวลาที่ไม่ได้ค่าตอบแทนที่เป็นธรรม

แม้ว่าแอร์แคนาดาจะเสนอการปรับเพิ่มค่าตอบแทนรวม 38% ภายใน 4 ปี ซึ่งทางสายการบินอ้างว่าจะทำให้พนักงานต้อนรับมีรายได้สูงที่สุดในประเทศ แต่สหภาพแรงงานยังคงมองว่า การปรับขึ้นเพียง 8% ในปีแรกนั้นยังไม่เพียงพอ เมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การเจรจาต่อรองระหว่างทั้งสองฝ่ายยังคงดำเนินต่อไป แต่ยังไม่มีทีท่าว่าจะได้ข้อสรุปในเร็ววัน ทำให้ความกังวลเกี่ยวกับการหยุดงานประท้วงยังคงอยู่

ผลกระทบต่อผู้โดยสาร

ผู้โดยสารจำนวนมากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นี้ บางรายต้องยกเลิกแผนการเดินทางที่วางไว้ บางรายต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากการเปลี่ยนแปลงเที่ยวบิน หรือบางรายอาจติดค้างอยู่ในต่างประเทศโดยไม่รู้ว่าจะได้เดินทางกลับเมื่อไหร่

แอร์แคนาดาได้แจ้งว่า ผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบสามารถขอคืนเงินเต็มจำนวนผ่านทางเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของสายการบิน และจะพยายามจัดหาทางเลือกในการเดินทางผ่านสายการบินอื่น แต่ก็ยอมรับว่าอาจไม่สามารถหาที่นั่งได้ทันที เนื่องจากเที่ยวบินในช่วงฤดูท่องเที่ยวเต็มเกือบทั้งหมด

สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ แอร์แคนาดายกเลิกเที่ยวบินกว่า 620 เที่ยวทั่วโลก สิ่งสำคัญคือต้องติดตามข่าวสารและข้อมูลอัปเดตจากสายการบินอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้น

  • ตรวจสอบสถานะเที่ยวบินของคุณอย่างสม่ำเสมอ
  • ติดต่อสายการบินเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเที่ยวบินหรือการขอคืนเงิน
  • เตรียมแผนสำรองสำหรับการเดินทางของคุณ
  • ติดตามข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์การประท้วง

สถานการณ์ แอร์แคนาดายกเลิกเที่ยวบินกว่า 620 เที่ยวทั่วโลก ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลสิทธิและความเป็นอยู่ของพนักงาน เพราะความขัดแย้งที่ไม่ได้รับการแก้ไข อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการดำเนินงานขององค์กรและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

ที่มา – แอร์แคนาดายกเลิกเที่ยวบินกว่า 620 เที่ยวทั่วโลก หวั่นพนักงานหยุดงานประท้วงครั้งใหญ่

“มาริษ” นำทูต 33 ประเทศ ดูเก็บกู้ทุ่นระเบิดภูมะเขือ

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นำคณะทูตจาก 33 ประเทศ เยี่ยมชมการปฏิบัติงานเก็บกู้ทุ่นระเบิดภูมะเขือ จังหวัดศรีสะเกษ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดอย่างยั่งยืน คณะทูตได้สังเกตการณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่เก็บกู้ทุ่นระเบิด และรับฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับสถานการณ์ทุ่นระเบิดในพื้นที่

“มาริษ” นำคณะทูต 33 ประเทศ ดูเก็บกู้ทุ่นระเบิดภูมะเขือ

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยนายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ได้นำคณะทูตจากประเทศสมาชิกอาเซียน รัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ และองค์กรภาคประชาสังคมด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดภูมะเขือ ลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อชี้แจงข้อมูลและเหตุผลเกี่ยวกับการดำเนินการของประเทศไทยในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดภูมะเขือ โดยมีคณะทูตและผู้แทนจำนวน 36 คน แบ่งเป็น 33 ประเทศ 1 องค์กร 2 องค์การระหว่างประเทศ สื่อมวลชนไทยและสื่อต่างประเทศเข้าร่วม

ก่อนออกเดินทาง กระทรวงการต่างประเทศได้บรรยายข้อมูลให้แก่คณะ โดยนายมาริษกล่าวขอบคุณที่คณะทูตให้ความสนใจและเดินทางมาร่วมสังเกตการณ์ และหวังว่าทุกท่านจะได้รับข้อมูลโดยตรงเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ ก่อนที่จะเดินทางไปยังจังหวัดศรีสะเกษ คณะได้แวะที่โรงเรียนภูมิซรอลวิทยา อำเภอกันทรลักษ์ เพื่อรับฟังบรรยายสรุปจากกองทัพบก กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงมหาดไทย

จากนั้น คณะทูตและสื่อมวลชนได้เดินทางขึ้นไปยังภูมะเขือและฐานปฏิบัติการ เพื่อสำรวจภูมิประเทศและเยี่ยมชมการเก็บกู้ทุ่นระเบิดภูมะเขือ ของหน่วยปฏิบัติการด้านทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมในพื้นที่ คณะทูตได้เห็นถึงความยากลำบากและความเสี่ยงในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ รวมถึงความสำคัญของการสนับสนุนด้านการเงินและเทคนิคเพื่อการเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างมีประสิทธิภาพ

ความสำคัญของการเก็บกู้ทุ่นระเบิดภูมะเขือ

การเก็บกู้ทุ่นระเบิดภูมะเขือ ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ แต่ยังมีส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชุมชน การกำจัดทุ่นระเบิดทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินได้อย่างเต็มที่ สนับสนุนการเกษตร การท่องเที่ยว และกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นๆ นอกจากนี้ การเก็บกู้ทุ่นระเบิดภูมะเขือ ยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบของประเทศไทยต่อประชาคมโลกในการแก้ไขปัญหาสงครามและความขัดแย้ง

การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนำคณะทูตมาเยี่ยมชมการปฏิบัติงานเก็บกู้ทุ่นระเบิด แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่รัฐบาลไทยให้กับการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิด และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนานาชาติว่า ประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะทำให้พื้นที่ชายแดนปลอดภัยจากทุ่นระเบิดอย่างยั่งยืน การสนับสนุนและความร่วมมือจากนานาชาติเป็นสิ่งสำคัญในการบรรลุเป้าหมายนี้

ที่มา – “มาริษ” นำคณะทูต 33 ประเทศ ดูเก็บกู้ทุ่นระเบิดภูมะเขือ

อดีตเจ้าอาวาสสึกเงียบ! หลังพัวพันคลิปฉันบวบ

เรื่องราวสุดช็อก! อดีตเจ้าอาวาสวัดดังที่เชียงรายตัดสินใจสึกเงียบกลางพรรษา หลังตกเป็นประเด็นร้อนแรงจากคลิป อดีตเจ้าอาวาส ย่องสึกเงียบกลางพรรษา หลังพัวพันคลิปฉันบวบ ที่ถูกเผยแพร่ออกไป โดยหลังจากเสร็จสิ้นพิธีสึก อดีตเจ้าอาวาสรูปดังกล่าวได้เดินทางออกจากวัดทันทีโดยไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ

วันที่ 16 สิงหาคม 2568 เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เมื่อมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอที่ถูกอ้างว่าเป็นภาพของพระสงฆ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย กำลังมีพฤติกรรมทางเพศกับชายหนุ่ม เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตกตะลึงและไม่พอใจให้กับชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก

อดีตเจ้าอาวาส ย่องสึกเงียบกลางพรรษา หลังพัวพันคลิปฉันบวบ

จากเหตุการณ์ดังกล่าว สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงรายได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน เพื่อดำเนินการตามพระธรรมวินัยและคลายความกังวลของประชาชน

ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อเวลา 07.00 น. พระครูประจักษ์วรวัฒน์ อดีตเจ้าอาวาสวัดโล๊ะป่าห้า และอดีตเจ้าคณะตำบลแม่ข้าวต้ม เขต 2 พร้อมด้วยญาติโยม ได้เดินทางไปยังวัดศรีบุญเรือง ต.เวียง อ.เมืองเชียงราย เพื่อทำการลาสิกขาด้วยความสมัครใจ สืบเนื่องจากกรณีคลิปฉาว “พระฉันบวบ” ที่เป็นข่าวดังและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคม โดยชาวบ้านในพื้นที่ส่วนใหญ่รู้สึกเสื่อมศรัทธาและไม่อยากเข้าวัดทำบุญอีกต่อไป

พิธีลาสิกขาครั้งนี้มี พระครูสิริธรรมนิวิฐ เจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงราย และเจ้าอาวาสวัดศรีบุญเรือง เป็นพระอุปัชฌาย์ โดยพระครูประจักษ์วรวัฒน์ ได้กล่าวคำลาสิกขาต่อหน้าพระอุปัชฌาย์ จากนั้นได้เปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นฆราวาส ถือเป็นอันเสร็จสิ้นพิธี

ในการลาสิกขาครั้งนี้ มีญาติโยมคนสนิทเดินทางมาร่วมส่งและร่วมในพิธีประมาณ 5-6 คน ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 นายโสไกร ใจหมั้น ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงราย พร้อมเจ้าหน้าที่ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง และต่อมาในวันที่ 15 สิงหาคม ได้มีการประชุมพิจารณาพฤติกรรมของพระสงฆ์ โดยมีพระครูสิริธรรมนิวิฐ เจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงราย เจ้าอาวาสวัดศรีบุญเรือง เป็นประธาน พร้อมคณะกรรมการสงฆ์ 7 รูป เพื่อสอบสวนกรณีดังกล่าวอย่างละเอียด

เจ้าอาวาสยอมรับในคลิป ขอสึกเพื่อรักษาพระธรรมวินัย

อดีตเจ้าอาวาสที่ถูกกล่าวหาได้ยอมรับว่าเป็นบุคคลที่ปรากฏอยู่ในคลิปจริง และแสดงความรับผิดชอบด้วยการยื่นความจำนงขอลาสิกขา เพื่อเป็นการรักษาพระธรรมวินัยให้คงอยู่สืบไป ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีลาสิกขา อดีตพระรูปดังกล่าวได้เดินทางกลับทันที โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดๆ แก่สื่อมวลชน

เหตุการณ์ อดีตเจ้าอาวาส ย่องสึกเงียบกลางพรรษา หลังพัวพันคลิปฉันบวบ นี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจให้ผู้ที่อยู่ในสมณเพศพึงระลึกถึงศีลและวัตรปฏิบัติของสงฆ์ การกระทำใดๆ ที่มิชอบด้วยพระธรรมวินัย ย่อมนำมาซึ่งความเสื่อมเสียแก่ตนเองและศาสนาพุทธโดยรวม อีกทั้งยังเป็นการทำลายศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพระสงฆ์องค์เจ้าอีกด้วย

การตัดสินใจลาสิกขาของอดีตเจ้าอาวาสในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง และเป็นการรักษาภาพลักษณ์ของพระพุทธศาสนาไว้ในอีกทางหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เรื่องราวที่เกิดขึ้นยังคงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคม และเป็นบทเรียนสำคัญที่ทุกฝ่ายควรนำไปพิจารณา

อดีตเจ้าอาวาส ย่องสึกเงียบกลางพรรษา หลังพัวพันคลิปฉันบวบ กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่ววงการสงฆ์ แม้ว่าอดีตเจ้าอาวาสรูปดังกล่าวจะตัดสินใจลาสิกขาเพื่อแสดงความรับผิดชอบแล้วก็ตาม แต่ผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ยังคงอยู่ และเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันแก้ไข เพื่อเรียกคืนความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพระพุทธศาสนากลับคืนมา

ที่มา – อดีตเจ้าอาวาส ย่องสึกเงียบกลางพรรษา หลังพัวพันคลิปฉันบวบ

อุกอาจ! แก๊งโจรบุกปล้นร้านเพชร กวาด 72 ล้าน

สะเทือนขวัญกลางวันแสกๆ! เกิดเหตุแก๊งโจรบุกปล้นร้านเพชรในสหรัฐอเมริกาอย่างอุกอาจ กวาดทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลกว่า 72 ล้านบาท สร้างความตกตะลึงให้กับผู้คนในบริเวณใกล้เคียงและสังคมออนไลน์

แก๊งโจรบุกปล้นร้านเพชร กลางเมืองซีแอตเทิล

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ร้านอัญมณีแห่งหนึ่งในย่านเวสต์ซีแอตเทิล กลุ่มคนร้าย 4 คน สวมเสื้อฮู้ดและหน้ากากเพื่อปิดบังใบหน้า บุกเข้าไปในร้านอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย กล้องวงจรปิดสามารถจับภาพเหตุการณ์ขณะที่คนร้ายใช้ค้อนทุบกระจกประตูหน้าร้านที่ล็อกไว้อย่างแน่นหนา จากนั้นจึงเข้าไปปฏิบัติการปล้นอย่างรวดเร็ว

ภายในร้านขณะเกิดเหตุมีพนักงานชายอยู่เพียงคนเดียว แต่เคราะห์ร้ายที่คนร้ายได้เตรียมการมาเป็นอย่างดี โดยใช้สเปรย์พริกไทยและเครื่องช็อตไฟฟ้าข่มขู่พนักงาน ก่อนที่จะลงมือทุบตู้โชว์จำนวน 6 ตู้ และกวาดทรัพย์สินมีค่าไปอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาในการก่อเหตุเพียง 90 วินาทีเท่านั้น

หลังจากการปล้นเสร็จสิ้น คนร้ายได้หลบหนีไปอย่างลอยนวล ทิ้งไว้เพียงความเสียหายและความหวาดกลัวให้กับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ โชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์อุกอาจครั้งนี้

ทรัพย์สินที่แก๊งโจรบุกปล้นร้านเพชร ได้ไป

จากการตรวจสอบพบว่า ทรัพย์สินที่คนร้ายได้ไปมีมูลค่ารวมกว่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 72 ล้านบาทไทย ซึ่งประกอบไปด้วยนาฬิกาหรู Rolex มูลค่ารวมประมาณ 750,000 ดอลลาร์ (ราว 27 ล้านบาท) และสร้อยคอประดับมรกตมูลค่า 125,000 ดอลลาร์ (ราว 4.5 ล้านบาท) นอกจากนี้ยังมีเครื่องประดับอื่นๆ อีกจำนวนมากที่ถูกกวาดไป

ตำรวจกำลังเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดในบริเวณใกล้เคียงเพื่อหาร่องรอยของคนร้าย และติดตามตัวมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็วที่สุด ทางเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับรูปพรรณสัณฐานของคนร้าย หรือยานพาหนะที่ใช้ในการหลบหนี

การรักษาความปลอดภัยของร้านเพชร: บทเรียนจากเหตุการณ์นี้

เหตุการณ์ แก๊งโจรบุกปล้นร้านเพชร ในครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจสำคัญสำหรับเจ้าของร้านอัญมณีและธุรกิจอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงต่อการถูกโจรกรรม การเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

มาตรการที่ควรพิจารณา ได้แก่:

  • การติดตั้งระบบกล้องวงจรปิดที่มีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกพื้นที่
  • การเสริมความแข็งแรงของประตูและหน้าต่าง
  • การติดตั้งระบบแจ้งเตือนภัย
  • การจ้างพนักงานรักษาความปลอดภัย
  • การทำประกันภัยสำหรับทรัพย์สิน
  • การฝึกอบรมพนักงานให้รับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน

นอกจากนี้ การร่วมมือกับตำรวจและหน่วยงานรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและรับคำแนะนำในการป้องกันอาชญากรรม

เหตุการณ์ แก๊งโจรบุกปล้นร้านเพชร ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความอุกอาจของอาชญากรและความจำเป็นในการเพิ่มความระมัดระวังในการป้องกันทรัพย์สิน การลงทุนในระบบรักษาความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งที่คุ้มค่า เพื่อปกป้องธุรกิจและชีวิตของผู้คน

ที่มา – แก๊งโจรบุกปล้นร้านเพชรสหรัฐฯกลางวันแสกๆ กวาดทรัพย์สินกว่า 72 ล้านบาท

เตรียมร่มได้เลย! ทั่วไทยฝนเพิ่มขึ้น ตกหนักบางแห่ง

เตรียมร่มให้พร้อม! กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์อากาศวันนี้ ทั่วไทยฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะในภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตก ระวังน้ำท่วมฉับพลันในบางพื้นที่ กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีฝนร้อยละ 70

เตรียมร่มได้เลย ทั่วไทยฝนเพิ่มขึ้น ตกหนักบางแห่ง

วันนี้ (16 ส.ค. 68) กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้นอยู่ในเกณฑ์กระจายถึงเกือบทั่วไป และมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยมีฝนตกหนักมากบางพื้นที่ในภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ขอให้ประชาชนโดยเฉพาะบริเวณจังหวัดพิษณุโลก เพชรบูรณ์ จันทบุรี ตราด ระนอง และพังงา ระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม เนื่องจากมีร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น

ในขณะที่มีหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณภาคเหนือตอนล่างสำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนมีกำลังค่อนข้างแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ส่วนทะเลอันดามันตอนล่างและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง สำหรับเรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันตอนบนควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 17 ส.ค. นี้ไว้ด้วย

พยากรณ์อากาศวันนี้: เตรียมร่มให้พร้อมเพราะทั่วไทยฝนเพิ่มขึ้น

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทย 06.00 น. วันนี้ ถึง 06.00 น. วันพรุ่งนี้

  • ภาคเหนือ: มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์ อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส ลมแปรปรวน ความเร็ว 10-15 กม./ชม.
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณจังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.
  • ภาคกลาง: มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี และกาญจนบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.
  • ภาคตะวันออก: มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งบริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 28-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร
  • ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก): มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส ตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีขึ้นมา ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไป ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร
  • ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก): มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งบริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต และกระบี่ อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 28-31 องศาเซลเซียส ตั้งแต่จังหวัดภูเก็ตขึ้นมา: ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-40 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ตั้งแต่จังหวัดกระบี่ลงไป: ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร
  • กรุงเทพและปริมณฑล: มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 25-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.

จากรายงานสภาพอากาศ เตรียมร่มได้เลย ทั่วไทยฝนเพิ่มขึ้น อย่างแน่นอน โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงภัยที่กล่าวมาข้างต้น ควรติดตามข่าวสารและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฝนตกหนักที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและครอบครัว อย่าลืมตรวจสอบสภาพรถและเส้นทางก่อนออกเดินทางด้วยนะครับ

ที่มา – ​เตรียมร่มได้เลย ทั่วไทยฝนเพิ่มขึ้น ตกหนักบางแห่ง

Scroll to top