ข่าววันนี้

ตร. ประชุมคดีรถ 11 คันชน เข้าข่ายแข่งประลองความเร็ว

จากกรณีอุบัติเหตุรถหรู 11 คันชนกันบนทางด่วนศรีรัช-อุดรรัถยา กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สังคมให้ความสนใจ ล่าสุดตำรวจได้ประชุมเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่ามีรถหลายคันที่เข้าข่าย การแข่งประลองความเร็ว ซึ่งเป็นสาเหตุที่นำมาซึ่งอุบัติเหตุดังกล่าว ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อกลางดึกของวันที่ 16 สิงหาคม บนทางด่วนอุดรรัถยา ฝั่งขาออก ใกล้ทางขึ้นด่วนเมืองทองธานี มุ่งหน้าบางปะอิน สร้างความเสียหายให้กับรถยนต์เป็นจำนวนมาก และก่อให้เกิดคำถามถึงพฤติกรรมการขับขี่ของผู้ใช้รถใช้ถนน

ตร. ประชุมคดี รถ 11 คันชนกันบนทางด่วน พบหลายคันเข้าข่ายการแข่งประลองความเร็ว

เมื่อเวลา 10.00 น. ของวันที่ 17 สิงหาคม ณ สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ได้มีการประชุมติดตามความคืบหน้าของคดี โดยมี พ.ต.อ.จักรพงศ์ นุชผดุง รอง ผบก.ภ.จว.นนทบุรี เป็นประธาน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแนวทางการป้องกันการแข่งรถในพื้นที่

พ.ต.อ.จักรพงศ์ กล่าวภายหลังการประชุมว่า พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำผู้ขับขี่รถเก๋ง BMW ไปแล้ว 1 ราย และจะทยอยเรียกผู้ขับขี่รายอื่น ๆ มาให้ปากคำเพิ่มเติม รวมถึงตรวจสอบกล้องตรวจจับความเร็วและวงจรปิด เพื่อรวบรวมหลักฐานว่ารถแต่ละคันมีการใช้ความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ และพฤติกรรมการขับขี่เข้าข่ายการแข่งประลองความเร็ว หรือไม่

รถยนต์ที่เกิดอุบัติเหตุทั้ง 11 คัน ถูกยึดไว้เพื่อตรวจสอบ ซึ่งพบว่าหลายคันมีลักษณะการแต่งซิ่งที่บ่งบอกถึงการปรับแต่งเพื่อเพิ่มสมรรถนะความเร็ว

รถหลายคันเข้าข่ายการแข่งประลองความเร็ว

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่ามีรถหลายคันที่เข้าข่าย การแข่งประลองความเร็ว โดยมีจุดเริ่มต้นจากการรวมตัวกันบริเวณปั๊มน้ำมันใกล้ด่านประชาชื่น ก่อนจะขับตามกันออกมาเป็นกลุ่มบนทางด่วนศรีรัช-อุดรรัถยา มุ่งหน้าบางปะอิน และเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนกันในที่สุด

ขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อหาความชัดเจนในการดำเนินการทางกฎหมายกับผู้กระทำผิด

อุบัติเหตุครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้ใช้รถใช้ถนนตระหนักถึงความสำคัญของการขับขี่อย่างปลอดภัย เคารพกฎจราจร และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อตนเองและผู้อื่น การ แข่งประลองความเร็ว บนท้องถนนไม่เพียงแต่ผิดกฎหมาย แต่ยังอาจนำมาซึ่งความสูญเสียที่ไม่สามารถประเมินค่าได้

ที่มา – ตร. ประชุมคดี รถ 11 คันชนกันบนทางด่วน พบหลายคันเข้าข่ายการแข่งประลองความเร็ว

สลด! **อ้างโมโหถูกเรียกใช้งาน** หลานฆ่าน้า

เกิดเหตุสลด หนุ่มวัย 25 ปี **อ้างโมโหถูกเรียกใช้งาน** คว้าขวานฟันน้าสาวเสียชีวิตคาบ้านพัก ตำรวจรวบตัวดำเนินคดี สามีผู้ตายเผย พบอุปกรณ์เสพกัญชาในห้องหลาน คาดว่าเกิดอาการหลอนจนก่อเหตุ

**อ้างโมโหถูกเรียกใช้งาน** หนุ่มวัย 25 ปี คว้าขวานฟันน้าสาวดับคาบ้าน

เมื่อเวลา 09.24 น. วันที่ 17 สิงหาคม 2568 หน่วยกู้ภัยสุรินทร์ได้รับแจ้งเหตุจากศูนย์นเรนทรว่ามีชายคลุ้มคลั่งใช้อาวุธขวานทำร้ายหญิงเสียชีวิต ที่บ้านพักในพื้นที่ หมู่ 7 บ้านทนง ต.ตระแสง อ.เมือง จ.สุรินทร์ ร.ต.อ.วสันต์ แซ่ตั้ง รอง สว.สอบสวน สภ.เมืองสุรินทร์ พร้อมด้วยแพทย์นิติเวช โรงพยาบาลสุรินทร์ และเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ จึงรุดไปยังที่เกิดเหตุ

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนชั้นเดียว พบศพ นางใย ชมชื่น อายุ 58 ปี นอนเสียชีวิตในท่านั่งคว่ำหน้า มีบาดแผลถูกฟันที่บริเวณต้นคอขวา 3 แผล และขมับขวา 1 แผลฉกรรจ์ ผู้ก่อเหตุคือนายนรากรณ์ โชคเกิด อายุ 25 ปี เป็นหลานของผู้เสียชีวิต

เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุได้ที่บริเวณวัดป่าจิตราวัลย์ โดยมีกำนันตำบลตระแสงช่วยเกลี้ยกล่อม นายนรากรณ์ให้มอบตัว จากการสอบถามเบื้องต้น ผู้ก่อเหตุอ้างว่า **อ้างโมโหถูกเรียกใช้งาน** และถูกดุด่าขณะที่ตนเองกำลังพักผ่อน

จากการตรวจสอบภายในห้องพักของผู้ก่อเหตุ พบอุปกรณ์การเสพกัญชา ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้ผู้ก่อเหตุมีอาการฉุนเฉียว หยิบขวานที่เตรียมไว้ตัดหญ้าและกิ่งไม้มาทำร้ายน้าสาว เนื่องจากยังถูกด่าทออยู่ ทำให้บันดาลโทสะใช้ขวานจามที่ขมับและต้นคอของน้าสาวจนเสียชีวิต ก่อนจะทิ้งขวาน แล้วหลบหนีไปที่วัด

เจ้าหน้าที่ตำรวจและแพทย์เวรได้เก็บหลักฐานที่เกิดเหตุ รวมถึงขวานที่ใช้ก่อเหตุ แจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และควบคุมตัวนายนรากรณ์เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

ผู้ใหญ่บ้านทนงหมู่ 7 เปิดเผยว่า ผู้ตายมักจะบ่นด่าผู้ก่อเหตุเป็นประจำ ทำให้ผู้ก่อเหตุเกิดความเครียด ผู้ก่อเหตุเพิ่งมาอาศัยอยู่ที่บ้านของผู้เสียชีวิตได้ไม่ถึง 1 ปี และสร้างห้องอยู่ข้างบ้าน ปกติผู้ก่อเหตุไม่ค่อยสุงสิงกับใคร พูดคุยรู้เรื่องแต่บางครั้งก็ตอบไม่ตรงคำถามเหมือนจะมีอาการทางสมอง

นายเรียง ชมชื่น สามีผู้เสียชีวิต เล่าว่า ในช่วงเช้าเห็นผู้ก่อเหตุทำความสะอาดบ้าน และยังได้พูดคุยกันตามปกติ ก่อนที่ตนจะออกไปที่นา และทราบข่าวร้ายว่าภรรยาถูกหลานชายใช้ขวานทำร้ายจนเสียชีวิต ตนสงสัยว่าผู้ก่อเหตุอาจจะเสพกัญชาจนมีอาการหลอนและก่อเหตุสลด

กัญชากับเหตุรุนแรง: ข้อควรระวัง

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ให้กับสังคมถึงผลกระทบของการใช้ยาเสพติด โดยเฉพาะกัญชา ถึงแม้ว่ากัญชาจะถูกกฎหมายในบางประเทศ แต่การใช้กัญชาในทางที่ผิดก็อาจนำไปสู่ปัญหาทางสุขภาพจิตและปัญหาทางสังคมได้ การใช้กัญชาควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ และควรระมัดระวังผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อตนเองและผู้อื่น หากมีปัญหาสุขภาพจิต ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอความช่วยเหลือ การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่น่าสลดใจ และเราหวังว่าจะเป็นบทเรียนให้กับสังคม เพื่อให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพจิต และการป้องกันปัญหายาเสพติด

ที่มา – อ้างโมโหถูกเรียกใช้งาน หนุ่มวัย 25 ปี คว้าขวานฟันน้าสาวดับคาบ้าน

หลวงพ่ออลงกต เลื่อนแถลงข่าววัดพระบาทน้ำพุ


เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ “หลวงพ่ออลงกต” เลื่อนการแถลงข่าวออกไปอย่างไม่มีกำหนด ทำให้หลายฝ่ายที่รอฟังข้อมูลเกี่ยวกับวัดพระบาทน้ำพุต้องผิดหวัง การเลื่อนครั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากมีการแต่งตั้ง “ทนายชุดใหม่” และทีมทนายความยังอยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่วัดพระบาทน้ำพุ ต.เขาสามยอด อ.เมืองลพบุรี ค่อนข้างคึกคัก มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมชมนิทรรศการที่จัดแสดงภายในวัดเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม หลวงพ่ออลงกตไม่ได้ปรากฏตัวเหมือนเช่นเคยในวันอาทิตย์ ทำให้ผู้สื่อข่าวหลายสำนักที่มารอทำข่าวต้องผิดหวัง เนื่องจากมีกระแสข่าวว่าวันนี้จะมีการแถลงข่าวเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับวัดพระบาทน้ำพุ

หลวงพ่ออลงกต เลื่อนแถลงข่าววัดพระบาทน้ำพุ

นายสมพร โสมะเค็ง ไวยาวัจกรของวัดพระบาทน้ำพุ เปิดเผยว่า พระราชวิสุทธิประชานาถ หรือ หลวงพ่ออลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ได้งดการแถลงข่าวเนื่องจากมีการแต่งตั้งทนายความชุดใหม่ของวัด และทนายความยังอยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จ นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลของวัด ทำให้ยังต้องรอความชัดเจนก่อนที่จะสามารถให้ข้อมูลได้อย่างครบถ้วน จึงขอเลื่อนการแถลงข่าวออกไปอย่างไม่มีกำหนด

ด้านนายบรรเจต เทพพำนัก เลขานุการกองกิจกรรมพิเศษของวัดพระบาทน้ำพุ กล่าวว่า สาเหตุของการเลื่อนการแถลงข่าวเป็นเพราะปัจจุบันมีกระแสข่าวในเชิงลบเกี่ยวกับวัดพระบาทน้ำพุออกมาอย่างต่อเนื่อง และยังไม่สามารถพิสูจน์ความจริงได้ ทางวัดจึงไม่สามารถตอบคำถามของสื่อมวลชนได้ในแต่ละวัน เพราะหากตอบวันนี้ ก็อาจมีประเด็นใหม่เกิดขึ้นอีก ทำให้ต้องเลื่อนการแถลงข่าวออกไปก่อน

ทำไมหลวงพ่ออลงกตถึงเลื่อนแถลงข่าว?

การเลื่อนแถลงข่าวของหลวงพ่ออลงกตในครั้งนี้สร้างความสงสัยให้กับหลายฝ่ายถึงสาเหตุที่แท้จริง แม้ว่าทางวัดจะให้เหตุผลเรื่องการรวบรวมหลักฐานและรอการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ก็มีกระแสข่าวลือต่างๆ ที่อาจเป็นสาเหตุให้ต้องเลื่อนการแถลงข่าวออกไปอย่างไม่มีกำหนด

สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการที่ทุกฝ่ายรอคอยความชัดเจนและความโปร่งใสจากวัดพระบาทน้ำพุ เพื่อให้สังคมได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาจะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย และจะช่วยคลี่คลายข้อสงสัยและความกังวลต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม การเลื่อนแถลงข่าวของหลวงพ่ออลงกต อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อวัดพระบาทน้ำพุ ดังนั้น ทางวัดควรเร่งดำเนินการรวบรวมหลักฐานและให้ข้อมูลที่ชัดเจนโดยเร็ว เพื่อรักษาความศรัทธาและความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อวัดต่อไป

ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีกำหนดการแถลงข่าวที่แน่นอน แต่เรายังคงหวังว่าความจริงจะปรากฏในเร็ววัน และทุกอย่างจะคลี่คลายไปในทางที่ดี

ที่มา – “หลวงพ่ออลงกต” เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ เลื่อนแถลงข่าวออกไปอย่างไม่มีกำหนด

แห่ตั้งชื่อ “พญานาคน้อย” คนสมหวังแก้บนเลขเด็ด

ประชาชนแห่ร่วมตั้งชื่อ “พญานาคน้อย” ที่วัดดอนใหญ่กันอย่างล้นหลาม ในขณะที่สาวผู้โชคดีเดินทางมาแก้บน หลังได้รับโชคก้อนโตจาก “เลขเด็ด” ที่ได้จาก “ท้าวเวสสุวรรณ” ในงวดที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่อุทยานธรรมพญานาคราชพระปางเปิดโลก วัดดอนใหญ่ ตำบลลำลูกกา อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ได้มีประชาชนจำนวนมากเดินทางมาเยี่ยมชมความสวยงามภายในอุทยาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “พญานาคน้อย” ที่กำลังเป็นกระแสในโลกโซเชียล ตอนนี้ทางวัดดอนใหญ่ได้ทำการก่อสร้างพญานาคน้อยเพิ่มอีก 2 องค์ และทาสีอย่างสวยงาม ทำให้มีนักท่องเที่ยวเข้าแถวถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันอย่างมากมาย

ทางวัดดอนใหญ่ได้ประชาสัมพันธ์เชิญชวนนักท่องเที่ยวให้ร่วมกันตั้งชื่อพญานาคทั้ง 2 องค์ที่สร้างขึ้นใหม่ โดยสามารถเข้าไปเสนอชื่อได้ที่เพจ “วัดดอนใหญ่ คลอง 8 ลำลูกกา” และจะทำการประกาศผลโหวตจากชื่อที่ได้รับการกดถูกใจมากที่สุด ชื่อที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในขณะนี้คือ เจ้านาง (พญานาคสีชมพู), เจ้าขุน (พญานาคสีม่วง), และ เจ้าสัว (พญานาคสีเขียว ซึ่งเป็นชื่อเดิมของพญานาคน้อย) โดยจะประกาศผลภายในวันที่ 20 สิงหาคมนี้

แห่ตั้งชื่อ “พญานาคน้อย” ที่วัดดอนใหญ่

บรรยากาศภายในวัดดอนใหญ่ ตำบลลำลูกกา อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เป็นไปอย่างคึกคัก มีผู้คนจำนวนมากเดินทางมากราบไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัด ส่วนใหญ่จะนำน้ำดื่ม ข้าวสาร น้ำแดง กุหลาบแดง และเครื่องเซ่นไหว้มาแก้บนและขอพรกับท้าวเวสสุวรรณ ไอ้ไข่วัดดอนใหญ่ และแม่นางกวักสมบูรณ์ทรัพย์ โดยส่วนใหญ่จะขอพรในเรื่องโชคลาภ หน้าที่การงาน และกิจการค้าขาย เมื่อสมดังหวังก็จะกลับมาแก้บนตามที่ได้บนบานไว้

นายณัฐนนท์ ไล้ทองคำ อายุ 28 ปี ชาวจังหวัดนครสวรรค์ กล่าวว่า วันนี้นำดอกกุหลาบ 99 ดอก ข้าวสาร 1 ถุง น้ำดื่ม 5 แพ็ค พวงมาลัย และเครื่องเซ่นไหว้มาแก้บนกับท้าวเวสสุวรรณวัดดอนใหญ่ หลังจากที่ได้มาขอพรให้ได้งานที่สมหวัง ซึ่งเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ตนได้มาขอพรจากท้าวเวสสุวรรณวัดดอนใหญ่ ขอให้ตนสมหวังเรื่องงานที่ได้สมัครไปก่อนหน้านี้ ตนเองอยากได้ทำงานที่บริษัทแห่งนี้มาก และกลัวว่าจะไม่ได้เพราะมีผู้สมัครจำนวนมาก

ดังนั้นจึงได้มาขอพรจากท้าวเวสสุวรรณ ปรากฏว่าผ่านไปเพียงอาทิตย์เดียว บริษัทที่ตนสมัครงานได้เรียกตนไปทำงาน รู้สึกดีใจมาก วันนี้จึงเดินทางมาแก้บน พร้อมกับจุดธูปเสี่ยงโชคได้เลข 59 กลับไปเสี่ยงโชคอีกครั้ง

นางสาวยุพา แตงอ่อน นำข้าวสาร 5 ถุง น้ำดื่ม 2 แพ็ค พร้อมด้วยเครื่องเซ่นไหว้มาแก้บนท้าวเวสสุวรรณ หลังจากได้รับโชคก้อนโตในงวดที่ผ่านมา พร้อมเล่าว่า ตนเองได้มาขอพรท้าวเวสสุวรรณ 2 ครั้งแล้ว และก็สมหวังได้รับโชคทั้ง 2 ครั้ง รู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก ซึ่งงวดล่าสุดตนก็ได้รับโชคมาก้อนใหญ่ ครั้งนี้ที่ตนมาแก้บนท้าวเวสสุวรรณ ตนเองก็หวังว่าจะได้รับโชคก้อนที่ใหญ่กว่าเดิม และก่อนกลับได้จุดธูปได้เลข 067 กลับไปลุ้นโชคครั้งที่ 3 ต่อไป

ทำไมคนถึงแห่ตั้งชื่อ “พญานาคน้อย” และแห่แก้บน?

ปรากฏการณ์ที่ผู้คนแห่กันมาตั้งชื่อ “พญานาคน้อย” และแก้บนที่วัดดอนใหญ่นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อและความหวังของผู้คนที่มีต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การขอพรและการแก้บนเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน การที่ผู้คนได้รับโชคลาภหรือประสบความสำเร็จหลังจากขอพร ทำให้พวกเขามีความศรัทธาและกลับมาแก้บนเพื่อเป็นการขอบคุณ

สำหรับใครที่กำลังมองหาโชคลาภหรือความสำเร็จ ลองแวะไปที่วัดดอนใหญ่เพื่อขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดูนะครับ อาจจะได้รับโชคดีแบบที่หลายๆ คนได้รับก็ได้

ที่มา – แห่ตั้งชื่อ “พญานาคน้อย” ล้นหลาม คนสมหวังรีบมาแก้บนหลัง “เลขเด็ด” ให้โชคก้อนโต

ขอบคุณสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 รัฐบาลลุยต่อ

รองโฆษกเพื่อไทย ขอบคุณสภาฯ ผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 เตรียมเข้าสู่วุฒิสภา ยัน รัฐบาลลุยนโยบายสำคัญทันที หวังกัมพูชาร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิด ย้ำ รัฐบาลยึดชีวิตประชาชนและอธิปไตยต้องมาก่อน

วันที่ 17 สิงหาคม 2568 น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนต้องขอขอบคุณสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 จาก สส.จากพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค ที่ร่วมกันผลักดันให้ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ผ่านความเห็นชอบในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 เพราะนี่คือการมองเห็นร่วมกันว่าร่างกฎหมายนี้คือหัวใจในการขับเคลื่อนนโยบายที่รัฐบาลได้ให้คำมั่นไว้กับประชาชน และขอขอบคุณพรรคฝ่ายค้านที่ได้ร่วมให้ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ตลอดทั้ง 3 วันที่มีการอภิปรายในสภาฯ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่างบประมาณไม่ใช่เรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของประชาชนทั้งประเทศ

“ดิฉันยืนยันว่างบประมาณปี 2569 ไม่ใช่เพียงตัวเลขในเอกสาร ไม่ใช่ตัวเลขที่ลอยอยู่ในอากาศ แต่คือพลังที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาปากท้อง ฟื้นฟูเศรษฐกิจ และวางรากฐานอนาคตของประเทศภายใต้ความท้าทายที่เรากำลังเผชิญ พรรคเพื่อไทยยืนยันความมุ่งมั่นที่จะใช้งบประมาณทุกบาททุกสตางค์อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตอบโจทย์ชีวิตของประชาชนจริงๆ”

ทั้งนี้ หลังจากงบประมาณผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการพิจารณาของวุฒิสภา ตนเชื่อมั่นว่า วุฒิสภาจะเร่งรัดพิจารณา เพื่อเปิดทางให้รัฐบาลนำงบประมาณไปขับเคลื่อนนโยบายโดยเร็วที่สุด โดยโครงการและนโยบายสำคัญๆ ที่จะใช้งบประมาณปี 2569 ในการขับเคลื่อน ได้แก่

  • นโยบาย 20 บาทตลอดสาย เพื่อทำให้การเดินทางสะดวก รวดเร็ว เข้าถึงได้ง่าย ลดค่าใช้จ่ายประชาชน ทำให้มีเงินเหลือในกระเป๋า
  • โครงการฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ตั้งเป้ารายได้จากการท่องเที่ยวในปี 2569 ราว 2.8 ล้านล้านบาท โดยดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 36 ล้านคน เพื่อสร้างรายได้ให้ท้องถิ่น ผู้ประกอบการ SMEs และภาคบริการ ผ่านการโปรโมท การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และการจัดอีเวนต์ตลอดทั้งปี
  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณสุข เพื่อรองรับสังคมสูงวัย เพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่ ๆ และสร้างระบบการดูแลรักษาสุขภาพของคนไทยให้ครอบคลุมคนทุกกลุ่ม
  • งบจัดการภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้ท้องถิ่นมีความพร้อมบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ แก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งเรื้อรัง ที่เป็นปัญหามายาวนาน และส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตร

นอกจากนี้ รัฐบาลได้เริ่มมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรแล้วอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่

  • โครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตข้าว ปีการผลิต 2568/69 จ่ายเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท สูงสุด 10 ไร่ ครอบคลุมทั้งนาปีและนาปรัง เริ่มจ่ายงวดแรกตั้งแต่กันยายนนี้ โดยเงินทั้งหมดจะโอนตรงเข้าบัญชีเกษตรกร ลดความล่าช้าและต้นทุนธุรกรรม
  • การพยุงราคาลำไย รัฐบาลร่วมกับสมาคมโรงอบลำไยอบแห้งภาคเหนือ ตั้งจุดรับซื้อลำไยเกรด AA กิโลกรัมละ 13 บาท จนถึงวันที่ 20 สิงหาคม พร้อมเสนอ ครม. ออกมาตรการช่วยเหลือเสริม จ่ายไร่ละ 1,400 บาท เพื่อทดแทนรายได้

ทั้ง 2 มาตรการนี้มีเป้าหมายเดียวคือ ให้รายได้ถึงมือเกษตรกรอย่างรวดเร็ว และพรรคเพื่อไทยได้กำชับ สส.ของพรรคให้ติดตามสถานการณ์ จุดรับซื้อ และปริมาณการรับซื้ออย่างใกล้ชิด เพื่อนำข้อมูลสะท้อนกลับสู่รัฐบาล เพื่อแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

“ดิฉันขอย้ำว่าพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลจะทำงานอย่างเต็มกำลัง เพื่อแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนในทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคง และคุณภาพชีวิต สำหรับพรรคเพื่อไทย งบประมาณทุกบาทคือความหวัง และต้องถูกใช้เพื่อตอบโจทย์ชีวิตของประชาชน”

ขอบคุณสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569

ขณะเดียวกัน น.ส.ขัตติยา ยังกล่าวถึงหลังเหตุปะทะตามแนวชายแดนคลี่คลาย รัฐบาลได้ดำเนินการควบคู่ทั้งด้านความมั่นคง ด้านการทูต และการเยียวยาประชาชน โดยยึดหลักสูงสุดว่า ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน อธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดน ต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด และทุกการดำเนินการจะยึดตามหลักสากลที่ทั่วโลกยอมรับ

ในการประชุม RBC ภาคตะวันออก ฝั่งจันทบุรี-ตราด เมื่อวันที่ 15-16 สิงหาคมที่ผ่านมา ทั้งสองประเทศได้ยืนยันกรอบปฏิบัติ 13 ข้อ ตามที่ตกลงกันในเวที GBC เมื่อ 7 สิงหาคม 2568 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยประเทศไทยย้ำชัดว่าเราจะแก้ปัญหาโดยสันติวิธี ในกรอบทวิภาคี ภายใต้กติกาสากล พร้อมผลักดันวาระเพิ่มเติม 2 เรื่องสำคัญ คือ

1. การเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อคืนความปลอดภัยให้ชุมชนชายแดน

2. การปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ ซึ่งที่ผ่านมาเรายังได้รับความร่วมมือจากกัมพูชาน้อยกว่าที่คาดหวัง

“พรรคเพื่อไทยหวังว่ากัมพูชาจะพิสูจน์ความจริงใจในการหารือรอบถัดไป ด้วยการสนับสนุนการเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างเป็นรูปธรรม และการเร่งปราบปรามสแกมเมอร์ให้เห็นผลชัดเจน”

สำหรับกรณีที่ทหารไทยบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคลภายหลังข้อตกลงหยุดยิง รัฐบาลได้ดำเนินการประท้วงทางการทูตอย่างเป็นทางการ และมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำบันทึกหลักฐาน ส่งไปยังคณะกลไกภายใต้อนุสัญญาออตตาวาแล้วหลายฉบับ พร้อมทั้งนัดหมายพาคณะทูตประเทศภาคีลงพื้นที่

ส่วนด้านการเยียวยา รัฐบาลยังคงดำเนินมาตรการต่อเนื่อง ทั้งการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจ โดยกระทรวงสาธารณสุขตั้งคลินิกเคลื่อนที่และทีม MCATT ฟื้นฟูจิตใจประชาชน และเปิดสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการช่วยเหลือค่าน้ำ-ค่าไฟสำหรับครัวเรือนและศูนย์พักพิงในพื้นที่ ที่ได้รับการงดเว้นช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา

น.ส.ขัตติยา กล่าวต่อในส่วนความเสียหาย กระทรวงมหาดไทย โดย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้กรมโยธาธิการและผังเมือง ตั้งศูนย์ตรวจสอบอาคารใน 7 จังหวัดชายแดน เพื่อออกแบบมาตรฐานซ่อมเร่งด่วน ซึ่งขณะนี้ตรวจพบความเสียหายกว่า 300 หลังใน 4 จังหวัดหลัก คือ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ และอุบลราชธานี โดยมีการทยอยส่งมอบบ้านพักชั่วคราว (Prefab) ให้ครอบครัวที่บ้านเรือนเสียหายทั้งหลังแล้ว 11 หลัง และจะทยอยส่งมอบเพิ่มเติมตามผลการสำรวจและความพร้อมของพื้นที่.

การที่สภาฯ ขอบคุณสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ หวังว่าการพิจารณาในวุฒิสภาจะเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว เพื่อให้งบประมาณถูกนำไปใช้ประโยชน์แก่ประชาชนอย่างแท้จริง

ความสำคัญของการ ขอบคุณสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569

การที่ สส. ทุกท่านร่วมกันพิจารณาและให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศไปข้างหน้า งบประมาณนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลได้สัญญาไว้กับประชาชน

ที่มา – ขอบคุณสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 จ่อเข้าสู่วุฒิสภา รัฐบาลพร้อมลุยนโยบายสำคัญทันที

สั่งตรวจสอบทุกมิติ! อุบัติเหตุรถ 11 คันชนกันบนทางด่วนอุดรรัถยา

จากกรณีอุบัติเหตุรถ 11 คันชนกันบนทางด่วนอุดรรัถยา สำนักงานตำรวจแห่งชาติสั่งตรวจสอบทุกมิติ ย้ำปราบปรามแข่งรถในทางอย่างเข้มงวด หากพบความผิดดำเนินคดีทุกกรณี

สั่งตรวจสอบทุกมิติ อุบัติเหตุรถ 11 คันชนกันบนทางด่วนอุดรรัถยา

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร ศูนย์บริหารงานจราจร เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีอุบัติเหตุรถ 11 คันชนกันบนทางด่วนอุดรรัถยา เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณ 00.30 น. โดยศูนย์วิทยุ สภ.ปากเกร็ด ได้รับแจ้งเหตุบนทางด่วนศรีรัช – อุดรรัถยา ขาออก มุ่งหน้าจังหวัดปทุมธานี

เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยกู้ภัยได้เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบรถยนต์เสียหายรวม 11 คัน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 3 ราย ซึ่งทั้งหมดได้รับการช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว จากการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายผู้ขับขี่

อย่างไรก็ตาม สันนิษฐานว่าสาเหตุของอุบัติเหตุรถ 11 คันชนกันบนทางด่วนอุดรรัถยา เกิดจากการขับรถด้วยความประมาทและใช้ความเร็วสูง พนักงานสอบสวนกำลังเร่งสืบสวนและสอบสวนทุกมิติเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด

การดำเนินการทางกฎหมายหลังอุบัติเหตุรถ 11 คันชนกันบนทางด่วนอุดรรัถยา

กองบังคับการตำรวจจราจรจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวบรวมพยานหลักฐานบนทางด่วน หากพบว่าไม่เข้าข่ายความผิดฐานแข่งรถในทาง จะดำเนินคดีในข้อหาขับรถโดยประมาท ไม่คำนึงถึงความปลอดภัย และข้อหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

พล.ต.ท.นิธิธร กล่าวเพิ่มเติมว่า พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้กำชับให้ทุกพื้นที่เข้มงวดกวดขันวินัยจราจร ป้องกันและปราบปรามการแข่งรถในทางอย่างจริงจัง

พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร. ได้มอบหมายให้ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร. ดำเนินการสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกองบังคับการตำรวจจราจร, ตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี, กองพิสูจน์หลักฐาน เร่งรวบรวมพยานหลักฐานและสืบสวนสอบสวนทุกมิติ

หากพบว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐานใด จะดำเนินคดีในทุกฐานความผิดที่ตรวจพบ โดยมีบทลงโทษตามกฎหมายดังนี้:

  • แข่งรถในทาง: จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับ 5,000 – 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • เป็นผู้จัด สนับสนุน หรือส่งเสริมการแข่งรถ: จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับ 10,000 – 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • พยายามแข่งรถในทาง: ต้องระวางโทษ 2 ใน 3 ของความผิดฐานแข่งรถในทาง
  • ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย: จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 5,000 – 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ ศาลยังมีอำนาจสั่งริบทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ซึ่งรวมถึงรถที่ใช้ในการกระทำความผิด หากตรวจพบ

หากประชาชนพบเห็นอุบัติเหตุรถ 11 คันชนกันบนทางด่วนอุดรรัถยา หรือมีเบาะแสการแข่งรถในทางสาธารณะ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านสายด่วน 191 หรือ 1599 ทั่วประเทศ, 1197 (กรุงเทพฯ), 1193 (ถนนหลวง)

อุบัติเหตุครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ผู้ขับขี่ทุกท่านเพิ่มความระมัดระวัง เคารพกฎจราจร และคำนึงถึงความปลอดภัยบนท้องถนน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เศร้าสลดเช่นนี้ขึ้นอีก

ที่มา – สั่งตรวจสอบทุกมิติ อุบัติเหตุรถ 11 คันชนกันบนทางด่วนอุดรรัถยา ย้ำเอาผิดทุกกรณี

ทรัมป์เร่งยูเครนทำข้อตกลง ปูตินต้องการดินแดนยูเครนเพิ่ม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แจ้งให้ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนทราบว่า ปูตินได้เสนอที่จะตรึงแนวรบส่วนใหญ่ไว้ หากยูเครนยอมยกภูมิภาคโดเนตสค์ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของรัสเซียทั้งหมด

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้กล่าวว่า ยูเครนควรทำข้อตกลงเพื่อยุติสงครามกับรัสเซีย โดยให้เหตุผลว่า “รัสเซียเป็นมหาอำนาจใหญ่มาก แต่ยูเครนไม่ใช่” คำกล่าวนี้มีขึ้นหลังจากการประชุมสุดยอดระหว่างเขากับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ซึ่งมีรายงานว่าปูตินเรียกร้องให้ยูเครนยกดินแดนบางส่วนเพิ่มเติมเพื่อแลกกับการยุติสงคราม

แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดเปิดเผยว่า หลังจากที่ผู้นำทั้งสองได้พบกันที่รัฐอะแลสกาเมื่อวันศุกร์ (15 ส.ค.) ทรัมป์ได้แจ้งให้ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนทราบว่า ปูตินได้เสนอที่จะตรึงแนวรบส่วนใหญ่ไว้ หากยูเครนยอมยกภูมิภาคโดเนตสค์ ซึ่งเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมและเป็นเป้าหมายหลักของรัสเซียทั้งหมด อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระบุว่า ประธานาธิบดีเซเลนสกีได้ปฏิเสธข้อเรียกร้องดังกล่าว เนื่องจากปัจจุบันรัสเซียเข้าควบคุมพื้นที่ 1 ใน 5 ของยูเครนแล้ว รวมถึงราว 3 ใน 4 ของจังหวัดโดเนตสค์ ซึ่งรัสเซียเริ่มเข้ายึดครองตั้งแต่ปี 2014

ทรัมป์ยังกล่าวด้วยว่า เขาเห็นด้วยกับปูตินว่า ควรมีการทำข้อตกลงสันติภาพโดยตรงโดยไม่ต้องมีข้อตกลงหยุดยิงล่วงหน้า ซึ่งแตกต่างจากจุดยืนก่อนการประชุมสุดยอดที่เขาระบุว่าจะไม่พอใจหากไม่มีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงก่อน ทรัมป์ได้โพสต์ข้อความบนทรูธโซเชียลว่า “ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าวิธีที่ดีที่สุดในการยุติสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนคือการมุ่งตรงไปที่ข้อตกลงสันติภาพ ซึ่งจะยุติสงครามได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ข้อตกลงหยุดยิงซึ่งมักจะไม่คงทนถาวร”

ทางด้านเซเลนสกีกล่าวว่า การที่รัสเซียไม่เต็มใจที่จะหยุดการสู้รบจะทำให้ความพยายามในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนมีความยุ่งยากมากขึ้น โดยเขากล่าวบน X ว่า “การหยุดยั้งการสังหารเป็นองค์ประกอบสำคัญของการหยุดยั้งสงคราม” อย่างไรก็ตาม เซเลนสกีกล่าวว่าจะเดินทางไปพบทรัมป์ที่กรุงวอชิงตันดีซี ในวันจันทร์ ซึ่งการประชุมครั้งนี้อาจย้อนให้เห็นภาพการพบกันที่ทำเนียบขาวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่ทรัมป์และรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ ได้ต่อว่าเซเลนสกีต่อหน้าสาธารณชน ทรัมป์ยังกล่าวด้วยว่า อาจมีการจัดการประชุมสามฝ่ายร่วมกับปูตินและเซเลนสกีตามมาในภายหลัง

พันธมิตรยุโรปของเคียฟต่างแสดงความยินดีกับความพยายามของทรัมป์ แต่ยังคงย้ำว่าจะสนับสนุนยูเครนและเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียต่อไป โยฮันน์ วาเดพุล รัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมนีกล่าวว่า ผู้นำยุโรปอาจเข้าร่วมการประชุมที่ทำเนียบขาวในวันจันทร์นี้ด้วย ทั้งนี้ รัสเซียได้เปิดฉากรุกรานยูเครนอย่างเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 และได้รุกคืบอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน สงครามครั้งนี้ถือเป็นสงครามที่คร่าชีวิตผู้คนมากที่สุดในยุโรปในรอบ 80 ปี โดยมีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บจากทั้งสองฝ่ายรวมกันกว่าหนึ่งล้านคน รวมถึงพลเรือนชาวยูเครนหลายพันคน

คำกล่าวต่างๆ ของทรัมป์เกี่ยวกับการประชุมสามชั่วโมงกับปูตินส่วนใหญ่ สอดคล้องกับจุดยืนของรัสเซีย ซึ่งระบุว่าการแก้ไขปัญหาอย่างสมบูรณ์จะเป็นเรื่องซับซ้อนเนื่องจากจุดยืนของทั้งสองฝ่าย “แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง” ปูตินไม่ได้แสดงท่าทีว่าจะยอมถอยจากข้อเรียกร้องของรัสเซีย ซึ่งรวมถึงการคัดค้านการที่เคียฟต้องการเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) โดยเขาไม่ได้กล่าวถึงการพบกับเซเลนสกีต่อสาธารณะ

ในการให้สัมภาษณ์กับรายการของฟ็อกซ์นิวส์ ทรัมป์ระบุว่าเขาและปูตินได้หารือเกี่ยวกับการถ่ายโอนดินแดนและการรับประกันความมั่นคงสำหรับยูเครน และ “ส่วนใหญ่เห็นด้วย” เขากล่าวว่า “ผมคิดว่าเราค่อนข้างใกล้จะได้ข้อตกลงแล้ว” พร้อมเสริมว่า “ยูเครนต้องเห็นด้วยกับมัน บางทีพวกเขาอาจจะปฏิเสธ” เมื่อถูกถามว่าจะแนะนำอะไรเซเลนสกี ทรัมป์ตอบว่า “ต้องทำข้อตกลง” และเสริมว่า “ดูสิ รัสเซียเป็นมหาอำนาจใหญ่มาก และยูเครนไม่ใช่”

เซเลนสกีระบุมาโดยตลอดว่าเขาไม่สามารถยอมยกดินแดนได้หากไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญของยูเครน และยูเครนมองว่า “เมืองป้อมปราการ” ในโดเนตสค์ เช่น สโลเวียนสก์และครามาตอร์สก์ เป็นปราการสำคัญที่จะยับยั้งการรุกคืบของรัสเซีย นอกจากนี้ เซเลนสกียังยืนยันที่จะขอการรับประกันความมั่นคงเพื่อป้องกันไม่ให้รัสเซียบุกอีกครั้ง ในทางกลับกัน ปูตินซึ่งคัดค้านการมีส่วนร่วมของกองกำลังภาคพื้นดินจากต่างชาติกล่าวว่าเขาเห็นด้วยกับทรัมป์ว่าความมั่นคงของยูเครนต้องได้รับการ “รับรอง” สำหรับปูติน การได้นั่งคุยกับทรัมป์เพียงลำพังก็ถือเป็นชัยชนะแล้ว เนื่องจากเขาถูกโดดเดี่ยวจากผู้นำตะวันตกมาตั้งแต่สงครามเริ่มต้น.

ทรัมป์บอกเซเลนสกี ปูตินต้องการดินแดนยูเครนเพิ่ม-เร่งเร้ายูเครนให้ทำข้อตกลง

สถานการณ์ระหว่างรัสเซียและยูเครนยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ท่าทีของทรัมป์ที่เร่งเร้ายูเครนให้ทำข้อตกลง อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะนำไปสู่การเจรจาและการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในอนาคต

ทำไมทรัมป์ถึงเร่งเร้ายูเครนให้ทำข้อตกลง และปูตินต้องการดินแดนยูเครนเพิ่ม?

คำถามนี้ยังคงเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายต้องการคำตอบที่ชัดเจน การทำความเข้าใจบริบทและเหตุผลเบื้องหลังท่าทีของแต่ละฝ่ายเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่การวิเคราะห์สถานการณ์ที่ถูกต้อง

  • ผลกระทบต่อยูเครน: หากยูเครนยอมยกดินแดน จะส่งผลกระทบต่ออธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนอย่างไร?
  • ผลกระทบต่อรัสเซีย: การได้ดินแดนเพิ่มจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจของรัสเซียอย่างไร?
  • ผลกระทบต่อประชาคมโลก: ข้อตกลงใดๆ จะส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและเสถียรภาพของโลกอย่างไร?

การพิจารณาประเด็นเหล่านี้จะช่วยให้เราเข้าใจถึงความซับซ้อนของสถานการณ์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

แน่นอนว่า การตัดสินใจของยูเครนจะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่ออนาคตของประเทศ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเวทีโลก การเจรจาและการแสวงหาหนทางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติวิธีจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

การที่ทรัมป์บอกเซเลนสกี ปูตินต้องการดินแดนยูเครนเพิ่ม-เร่งเร้ายูเครนให้ทำข้อตกลง เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา – ทรัมป์บอกเซเลนสกี ปูตินต้องการดินแดนยูเครนเพิ่ม-เร่งเร้ายูเครนให้ทำข้อตกลง

รวบ 29 นักพนัน! เปิดบ้านเล่นพนัน ไทรม้า นนทบุรี

ตำรวจบุกรวบกลางดึก 29 นักพนัน เปิดบ้านเล่นพนัน ย่าน ต.ไทรม้า จ.นนทบุรี พร้อมของกลางเพียบ อ้างไม่ได้เบิดบ่อน ชักชวนกันเล่นหลังจากกลับมาจากทำบุญ

เมื่อเวลา 23.00 น. วันที่ 16 ส.ค. 68 พ.ต.อ.สมชาย แจ้งธรรมา ผกก.สภ.บางศรีเมือง จ.นนทบุรี พ.ต.ท.ธนอรรถ ขันติคเชนชาติ รอง ป.พ.ต.ท.สมพร โพธิ์ศรี สว.สส. นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนและสายตรวจ กว่า 20 นาย บุกจับลักลอบเล่นการพนัน ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง พื้นที่ ต.ไทรม้า อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี

ที่เกิดเหตุ พบเป็นบ้านเดี่ยวเนื้อที่ 100 ตารางวา กำลังตำรวจได้ซุ่มดูเพื่อรอจังหวะ ก่อนจะมีคนในบ้านเปิดประตูออกมา ตำรวจได้วิ่งสวนเข้าไปจับกุม พบนักพนันกำลังสุมหัวเล่นไพ่เก้าเก สามารถรวบนักพนันได้ 29 คน ชาย 10 หญิง 19 คน ของกลาง ไพ่ 6 สำรับ ไม้เขี่ยไพ่ 14 อัน เงิน 4,900 บาท เก้าอี้พลาสติก 15 ตัว กล้องวงจรปิด 1 ตัว ได้ยึดไว้เป็นของกลาง ก่อนนำตัวมาดำเนินคดี มีนายตรีเทพ จิระอัษฎางค์ อายุ 47 ปี รับเป็นเจ้าของบ้าน 

รวบ 29 นักพนัน เปิดบ้านเล่นพนัน ย่าน ต.ไทรม้า จ.นนทบุรี

พ.ต.อ.สมชาย แจ้งธรรมา ผกก.กล่าวว่า เมื่อช่วงประมาณ 21.00 น. ตำรวจสืบทราบว่าที่บ้านหลังดังกล่าว ได้มีการรวมตัวแอบลักลอบเล่นการพนัน จึงได้นำกำลังตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ ไปดักซุ่มดูพบมีคนเข้าออกจำนวนมาก พอได้จังหวะมีคนออกจากในบ้านมา ตำรวจได้เข้าไปพบนักพนันกำลังเล่นพนันไพ่เก้าเก จากการสอบถามทราบว่า นักพนันเป็นคนรู้จักกันได้ชักชวนกันมาจากหลายพื้นที่ ทั้งกรุงเทพ นนทบุรี นครปฐม 

จากการสอบถามนักพนันอ้างว่า เมื่อช่วงเช้าพวกตนได้ไปทำบุญ หลังจากทำบุญเสร็จได้มากินข้าวที่บ้าน และชวนกันเล่นพนัน ไม่ได้เป็นบ่อนแต่อย่างใด 

หลังจับกุมนำตัวนักพนันพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.บางศรีเมือง ดำเนินคดีข้อหา ร่วมกันลักลอบเล่นการพนันไพ่เก้าเก พนันเอาทรัพย์สินโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนนายตรีเทพ จิระอัษฎางค์ อายุ 47 ปี เจ้าของบ้าน ถูกดำเนินคดี เป็นเจ้าบ้านจัดให้มีการเล่นการพนัน

บุกรวบกลางดึก 29 นักพนัน เปิดบ้านเล่นพนัน ย่าน ต.ไทรม้า จ.นนทบุรี

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา ตำรวจได้บุกเข้าจับกุมนักพนันจำนวน 29 ราย ที่กำลังลักลอบเล่นการพนันภายในบ้านหลังหนึ่งในตำบลไทรม้า อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นปฏิบัติการที่สำคัญในการปราบปรามการพนันในพื้นที่

รายละเอียดการจับกุมนักพนันในไทรม้า

ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับการลักลอบเล่นการพนันในพื้นที่ดังกล่าว โดย พ.ต.อ.สมชาย แจ้งธรรมา ผกก.สภ.บางศรีเมือง ได้นำทีมตำรวจเข้าตรวจสอบและจับกุมนักพนันได้ทั้งหมด 29 คน พร้อมของกลางจำนวนมาก

ของกลางที่ตรวจยึดได้ประกอบด้วย ไพ่ 6 สำรับ, ไม้เขี่ยไพ่ 14 อัน, เงินสด 4,900 บาท, เก้าอี้พลาสติก 15 ตัว และกล้องวงจรปิด 1 ตัว ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกนำไปใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดี

ข้อหาและการดำเนินคดี

นักพนันทั้งหมดถูกตั้งข้อหาร่วมกันลักลอบเล่นการพนันไพ่เก้าเก พนันเอาทรัพย์สินโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนเจ้าของบ้านคือ นายตรีเทพ จิระอัษฎางค์ ถูกดำเนินคดีในข้อหาเป็นเจ้าบ้านจัดให้มีการเล่นการพนัน ซึ่งมีโทษทางกฎหมายที่แตกต่างกันไป

การจับกุมครั้งนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปราบปรามการพนันในทุกรูปแบบ และเป็นการเตือนให้ประชาชนตระหนักถึงผลกระทบของการพนันที่อาจนำไปสู่ปัญหาต่างๆ ในสังคม การ บุกรวบกลางดึก 29 นักพนัน เปิดบ้านเล่นพนัน ย่าน ต.ไทรม้า จ.นนทบุรี เป็นผลมาจากการทำงานอย่างหนักของตำรวจและข้อมูลที่ได้รับจากประชาชน

อย่างไรก็ตาม การอ้างว่าเป็นการเล่นพนันหลังจากการทำบุญนั้น เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะการกระทำดังกล่าวถือว่าผิดกฎหมายและขัดต่อศีลธรรมอันดี การ บุกรวบกลางดึก 29 นักพนัน เปิดบ้านเล่นพนัน ย่าน ต.ไทรม้า จ.นนทบุรี ครั้งนี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย

การที่นักพนันอ้างว่าไม่ได้เล่นการพนันเพื่อแสวงหาผลกำไร แต่เป็นการเล่นเพื่อความสนุกสนานหลังจากการทำบุญนั้น ไม่สามารถนำมาเป็นข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดได้ เพราะกฎหมายระบุไว้อย่างชัดเจนว่าการเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นความผิด

จากเหตุการณ์ บุกรวบกลางดึก 29 นักพนัน เปิดบ้านเล่นพนัน ย่าน ต.ไทรม้า จ.นนทบุรี นี้ เราได้เห็นถึงความสำคัญของการรักษากฎหมายและศีลธรรมในสังคม การพนันไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายให้กับผู้เล่นเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อครอบครัวและสังคมโดยรวมด้วย ดังนั้น การร่วมมือกันในการสอดส่องดูแลและแจ้งเบาะแสการกระทำผิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ที่มา – บุกรวบกลางดึก 29 นักพนัน เปิดบ้านเล่นพนัน ย่าน ต.ไทรม้า จ.นนทบุรี

สุดเฮง! ปราจีนบุรี 2 ราย ถูกรางวัลที่ 1 รับ 30 ล้าน

สุดเฮง! ปราจีนบุรี 2 ราย ถูกรางวัลที่ 1 รับ 30 ล้าน

รวมกันเป็นเงิน 30 ล้านบาท! ครูสาวชาวปราจีน ซื้อเลขตามที่แม่บอก ถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 เต็มๆ 3 ใบ รับไป 18 ล้านบาท! ด้านหญิงวัย 62 ปี ในจังหวัดเดียวกัน ฝันเห็นพี่สาวที่มาดูแลเกิดอุบัติเหตุ จึงตัดสินใจซื้อคนเดียว 2 ใบ สุดท้ายคว้าเงินรางวัล 12 ล้านบาทไปครอง! เรียกได้ว่าเป็นเรื่องราวสุดเฮง! ปราจีนบุรี 2 ราย ถูกรางวัลที่ 1 รับ 30 ล้านที่น่าอิจฉาจริงๆ

จากกรณีผลสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดประจำวันที่ 16 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ออกรางวัลที่ 1 เลขที่ 994865 ปรากฏว่ามีผู้โชคดีถูกรางวัลที่ 1 จำนวน 3 ใบ รวมมูลค่า 18 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในอำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปพบผู้โชคดีที่บ้านพักหมู่บ้านเอื้ออาทร ตำบลดงพระราม อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี ทราบชื่อต่อมาคือ นางสาวปวริศา อยู่สนิท อายุ 32 ปี มีอาชีพเป็นครูอยู่ที่วิทยาลัยเทคนิคปราจีนบุรี

ครูปวริศาให้ข้อมูลว่า ได้ตัวเลขมาจากคุณแม่ แม่บอกว่าได้เลข 865 ให้หาซื้อให้หน่อย เนื่องจากแม่หาซื้อไม่ได้ ตนก็เลยกดซื้อในแอปฯ แต่ตัวเลขขึ้นมาเยอะ จึงเลือกกดซื้อมาเพียงแค่ 8 ใบ ซึ่งตอนแรกก็ยังไม่รู้ว่าถูกรางวัล และยอมรับว่าหลังจากถูกรางวัลที่ 1 ตนยังจะทำงานอยู่ต่อไป เงินที่ได้จะนำไปปิดค่างวดรถ และปิดค่าบ้าน ที่เหลือก็จะเก็บเป็นทุนการศึกษาให้ลูกและทำบุญ โดยตั้งแต่มาอยู่บ้านหลังนี้ ก็เคยถูกหวยรับโชคมาแล้วเป็นหลักแสน

ครูปราจีนถูกหวย

ต่อมาในช่วงเย็นวันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดปราจีนบุรีได้รับแจ้งว่า มีผู้ดวงเฮงถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 จำนวน 2 ใบ และได้เดินทางไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันที่ สภ.ศรีมหาโพธิ ผู้สื่อข่าวจึงได้เดินทางไปบริเวณบ้านพักของผู้ดวงเฮง ซึ่งเป็นหญิงวัย 62 ปี ได้รับโชคถูกรางวัลที่ 1 จำนวน 12 ล้านบาท อาศัยอยู่บริเวณอาคารพาณิชย์ในพื้นที่หมู่ 7 ตำบลท่าตูม อำเภอศรีมหาโพธิ ปราจีนบุรี

จากการลงพื้นที่พบว่า บรรยากาศบริเวณบ้านหลังดังกล่าวเต็มไปด้วยความดีใจบวกกับอารมณ์ซึ้ง เนื่องจากทางผู้ที่ได้รับโชคเพิ่งมาทำหน้าที่ดูแลพี่สาววัย 65 ปี ซึ่งป่วยเป็นโรคเส้นเลือดสมองแตกได้ประมาณ 3 เดือน โดยมีหลานสาวคอยมอบเงินเดือนค่าดูแลให้ ส่วนด้านหน้าบริเวณอาคารพาณิชย์มีร้านขายก๋วยเตี๋ยว ซึ่งทางแม่ค้าก็เป็นเพื่อนกับผู้โชคดี

จากการสอบถาม ผู้โชคดีวัย 62 ปี ได้ให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวที่ตนได้นำไปซื้อ เนื่องจากว่าฝันเห็นพี่สาวก้มลงมา แล้วหัวกระแทกกับพื้นเลือดอาบ จึงได้นำตัวเลขซึ่งเป็นอายุ 65 ของพี่สาวไปซื้อลอตเตอรี่ ตอนที่ตนจะไปซื้อนั้น มีคนขายลอตเตอรี่ได้ถีบจักรยานมาขายบริเวณด้านหน้าบ้าน ปรากฏว่ามีตัวเลข 65 จำนวน 2 ใบอยู่บริเวณแผง ตนก็ตั้งใจที่จะซื้อเลขตัวนี้

ตอนแรกจะซื้อแค่ใบเดียว แต่ปรากฏว่าเป็นลอตเตอรี่คู่จำนวน 2 ใบ ก็เลยเรียกเพื่อนซึ่งเป็นแม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวอยู่ข้างบ้าน มาเอารางวัลที่ 1 โดยตนคิดว่าจะแบ่งให้เขา แต่เพื่อนบ้านซึ่งเป็นแม่ค้าก๋วยเตี๋ยวเขาไม่ค่อยชอบเล่น เลยตะโกนบอกตนมาว่า เอาเลยเอาคนเดียวไปเลย รวยคนเดียวไปเลย ซึ่งตนก็ได้ตะโกนบอกกับเพื่อนบ้านไปว่า ไม่เป็นไร หากตนถูกก็จะแบ่งให้

หลังจากที่ออกรางวัลก็มีเพื่อนโทรมาบอกว่าตนถูกรางวัลที่ 1 แล้วก็มีแฟนของตนโทรมาบอกว่า ตนถูกหวยจริงๆ โดยก่อนหน้านั้น ตนได้ถ่ายภาพและโพสต์ลงโซเชียล บรรยายว่า “ขอให้ถูกรางวัลที่ 1 ก็เอารางวัลที่ 2 ก็เอา” ซึ่งหลังจากที่ตนถูกรางวัลที่ 1 จนได้ลบโพสต์ดังกล่าวนั้นไปแล้ว ก็ได้เดินทางไปลงบันทึกประจำวันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจไว้แล้ว และตนยืนยันว่าจะยังดูแลพี่สาวเหมือนเดิม แต่ขอเวลาไปดูแลจ่ายหนี้สินที่บ้านก่อน

ทั้งนี้ ทางด้านเพื่อนต่างวัยซึ่งเป็นแม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวอยู่ข้างบ้านได้ก้มกราบไหว้ป้าน้อยพร้อมน้ำตาที่ทางป้าน้อยไม่ลืมคำสัญญาว่าจะมอบเงิน 100,000 บาท ไปช่วยปลดหนี้สินของทางเพื่อนต่างวัย.

บทสรุป: ความหวังและโชคชะตา เรื่องราวของคนปราจีนบุรี

เรื่องราวของสองผู้โชคดีจากปราจีนบุรีนี้ แสดงให้เห็นถึงความหวังและพลังแห่งโชคชะตาที่อาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้ การซื้อลอตเตอรี่อาจเป็นความหวังเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็สามารถเปลี่ยนชีวิตได้ในพริบตา อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการใช้ชีวิตอย่างมีสติ และแบ่งปันความสุขให้กับผู้อื่น ดังเช่นป้าน้อยที่ยังคงห่วงใยเพื่อนบ้านและพี่สาวที่ต้องดูแล

สุดเฮง! ปราจีนบุรี 2 ราย ถูกรางวัลที่ 1 รับ 30 ล้าน เป็นข่าวดีที่สร้างความคึกคักให้กับจังหวัดปราจีนบุรี และเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายๆ คนมีความหวังต่อไป

ที่มา – สุดเฮง 2 ผู้โชคดีที่ปราจีนบุรี ถูกรางวัลที่ 1 ได้รับเงินรวมกัน 30 ล้านบาท

Scroll to top