ข่าววันนี้

รัสเซียอาจประนีประนอมเรื่องดินแดนกับยูเครน จริงหรือ?

นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า นายปูตินอาจยอมประนีประนอมเรื่องดินแดนกับยูเครน นี่อาจเป็นสัญญาณบวกในการหาทางออกสำหรับสถานการณ์ที่ตึงเครียดนี้

เมื่อ 17 ส.ค. 2568 นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำสหรัฐฯ กับนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ที่รัฐอะแลสกา เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (15 ส.ค.)

นายวิตคอฟฟ์บอกกับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นว่า นายปูตินตกลงที่จะให้สหรัฐฯ มอบ “การรับประกันด้านความมั่นคงที่แข็งแกร่ง ซึ่งผมเรียกมันว่าตัวเปลี่ยนเกม” ให้แก่ยูเครน

“เราได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันว่า สหรัฐฯ กับชาติยุโรปอื่นสามารถมอบการรับประกันด้านความมั่นคงที่คล้ายกับมาตราที่ 5 ได้” โดยนายวิตคอฟฟ์อ้างถึงมาตราที่ 5 ในสนธิสัญญานาโต ซึ่งระบุว่า การใช้อาวุธโจมตีชาติสมาชิก 1 ประเทศ จะถือเป็นการโจมตีต่อสมาชิกทั้งหมด

ที่ผ่านมา นายปูตินต่อต้านการให้ยูเครนเข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโตมาตลอด และนายวิตคอฟฟ์กล่าวว่า การตกลงนี้อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งหากยูเครนสามารถยอมรับมันได้

ทูตพิเศษสหรัฐฯ กล่าวอีกว่า ประธานาธิบดีทรัมป์มีการสนทนาที่ดีกับนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ระหว่างโดยสารเครื่องบินกลับจากรัฐอะแลสกา และเขาเชื่อว่าการพบปะระหว่างทั้งสองที่กรุงวอชิงตันในวันจันทร์นี้ (18 ส.ค.) จะเป็นไปอย่างสร้างสรรค์

นายวิตคอฟฟ์ยังพูดถึงปัญหาเรื่องดินแดน 5 แคว้นที่รัสเซียยึดไปจากยูเครน ได้แก่แคว้นไครเมียที่ถูกยึดไปตั้งแต่ปี 2557 กับแคว้นลูฮานสก์, โดเนตสก์, ซาปอริชเชีย และเคอร์ซอน ซึ่งถูกรัสเซียควบรวมไปในปี 2565 ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดขวางการทำข้อตกลงมาตลอด

“รัสเซียได้เสนอการผ่อนปรนบางอย่างที่โต๊ะเจรจาเรื่องเกี่ยวกับแคว้นทั้ง 5” นายวิตคอฟฟ์กล่าว และเสริมว่า เรื่องแคว้นโดเนตสก์ถือเป็นการหารือที่สำคัญ ซึ่งเขาคาดว่าจะเกิดขึ้นในการพบปะระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์กับนายเซเลนสกีในวันจันทร์ด้วย

“หวังว่าในตอนนั้น เราจะสามารถก้าวข้ามและตัดสินใจบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้”

รัสเซียอาจประนีประนอมเรื่องดินแดนกับยูเครน จริงหรือไม่?

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนยังคงเป็นประเด็นที่ทั่วโลกจับตามองอย่างใกล้ชิด ข่าวล่าสุดที่ว่ารัสเซียอาจมีการประนีประนอมเรื่องดินแดนกับยูเครน ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจและอาจนำไปสู่การคลี่คลายสถานการณ์ได้ในอนาคต การที่รัสเซียแสดงท่าทีที่ยืดหยุ่นมากขึ้นในการเจรจา ถือเป็นก้าวที่สำคัญ แม้ว่ารายละเอียดของการประนีประนอมนั้นยังไม่ชัดเจน แต่ก็เป็นสิ่งที่ควรติดตามอย่างใกล้ชิด

ความเป็นไปได้ที่ รัสเซียจะประนีประนอมเรื่องดินแดนกับยูเครน

ความเป็นไปได้ที่รัสเซียจะ ประนีประนอมเรื่องดินแดนกับยูเครน นั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ทางการเมืองภายในรัสเซีย แรงกดดันจากนานาชาติ และผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ของรัสเซียเอง การเจรจาต่อรองระหว่างประเทศมหาอำนาจมักจะซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ที่หลากหลาย ดังนั้น การคาดการณ์ผลลัพธ์จึงเป็นเรื่องยาก แต่การที่รัสเซียเปิดโต๊ะเจรจาและแสดงความพร้อมที่จะประนีประนอม ถือเป็นสัญญาณบวกที่ควรให้ความสนใจ

การที่สหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทในการเป็นตัวกลางในการเจรจา ก็เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญ สหรัฐฯ มีอิทธิพลอย่างมากต่อทั้งรัสเซียและยูเครน และการที่สหรัฐฯ แสดงความมุ่งมั่นที่จะหาทางออกให้กับความขัดแย้ง ก็อาจช่วยให้การเจรจาเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม การประนีประนอมเรื่องดินแดน มักจะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อน เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความรู้สึกชาตินิยมและผลประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่ การตัดสินใจใดๆ จะต้องคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว และต้องได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

การเจรจาเพื่อหาทางออกให้กับความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ยังคงต้องใช้เวลาและความพยายามอีกมาก แต่ข่าวล่าสุดที่ว่ารัสเซียอาจมีการประนีประนอมเรื่องดินแดนกับยูเครน ก็เป็นสิ่งที่ควรให้ความหวัง และติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

สถานการณ์ รัสเซียอาจประนีประนอมเรื่องดินแดนกับยูเครน ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป หวังว่าการเจรจาจะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

ที่มา – ทูตพิเศษสหรัฐฯ เผย รัสเซียอาจประนีประนอมเรื่องดินแดนกับยูเครน

“เจ้าคณะตำบล” เผยผลสอบเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ

“เจ้าคณะตำบลเขาสามยอด” สรุปผลสอบสวนเบื้องต้น “เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ” ชี้บัญชีการเงินของวัดที่มีอยู่หลายเล่ม ตรวจสอบยังไม่พบสิ่งผิดปกติ

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 พระครูสุวัฒน์กิตติสาร เจ้าอาวาสวัดสระมะเกลือ เจ้าคณะตำบลเขาสามยอด อำเภอเมืองลพบุรี เปิดเผยถึงผลการสอบสวนเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ตามที่ได้รับมอบหมายจากทางเจ้าคณะปกครองให้ตั้งคณะกรรมการเข้ามาตรวจสอบ ซึ่งการตรวจสอบได้แล้วเสร็จไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา และได้ทำเรื่องผลการสอบและสรุปผลการสอบสวนให้พระชั้นปกครองไปแล้ว ตามลำดับชั้น ทั้งเจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด และเจ้าคณะภาค โดยสรุปผลสอบในเบื้องต้นว่า ให้ทางวัดพระบาทน้ำพุได้จัดการเรื่องที่ดินที่อยู่ในความครอบครองของคนอื่นให้โอนกลับมาสู่วัดภายใน 30 วัน ส่วนอันไหนที่ทำไว้แบบไม่ถูกต้องให้มีการจัดทำให้ถูกต้องทุกอย่าง

“เจ้าคณะตำบล” เผยผลสอบ “เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ”

พระครูสุวัฒน์กิตติสาร เจ้าอาวาสวัดสระมะเกลือ เจ้าคณะตำบลเขาสามยอด เผยต่อว่า ส่วนเรื่องบัญชีการเงินของวัดที่มีอยู่หลายเล่มตรวจสอบยังไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ ทั้งสิ้น ในส่วนของบัญชีของหมอบีนั้นเป็นของเอกชนไม่ใช่ของวัด คณะสงฆ์จึงไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบบัญชีได้ เช่นเดียวกับที่ดินของวัดที่อยู่นอกพื้นที่ ทางคณะสงฆ์เองก็ไม่สามารถเข้าไปดำเนินการได้เนื่องจากอยู่นอกเหนือพื้นที่ของตัวเอง

ส่วนที่สนามฟุตบอลใจฟ้านั้น ได้มีการสอบถามทางเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ท่านบอกว่า วัดพระบาทน้ำพุเป็นเสมือนสระน้ำใหญ่น้ำก็ไหลออกหลายทาง และเงินที่บริจาคนั้นส่วนใหญ่ผู้บริจาคกับผู้ป่วยเอดส์แต่นำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่นั้น มันก็นำไปทำเพื่อสังคมเหมือนกัน ในเรื่องของสงฆ์ได้ดำเนินการเสร็จแล้ว ส่วนเรื่องบ้านเมืองจะเป็นอย่างไรก็เป็นส่วนของเจ้าหน้าที่ที่ต้องดำเนินการต่อไป.

ผลการสอบสวนเบื้องต้นจาก “เจ้าคณะตำบล”

จากกรณีที่เกิดขึ้น ทำให้หลายคนเกิดความสงสัยในเรื่องการเงินของวัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งเป็นวัดที่ช่วยเหลือผู้ป่วย HIV/AIDS มาอย่างยาวนาน การออกมาให้ข้อมูลของ “เจ้าคณะตำบล” ในครั้งนี้ ช่วยคลายความกังวลให้กับผู้บริจาคและประชาชนทั่วไปได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบยังคงต้องดำเนินต่อไป เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและความมั่นใจในกระบวนการบริหารจัดการของวัดพระบาทน้ำพุ โดยทางคณะสงฆ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะยังคงติดตามและตรวจสอบอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบและกฎหมาย

การบริจาคให้กับวัดพระบาทน้ำพุ ยังคงเป็นช่องทางสำคัญในการช่วยเหลือผู้ป่วย HIV/AIDS และผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ หากท่านใดมีความประสงค์ที่จะร่วมบริจาค สามารถติดต่อทางวัดโดยตรง หรือผ่านช่องทางที่วัดได้กำหนดไว้ เพื่อให้ความช่วยเหลือของท่านส่งถึงมือผู้ที่ต้องการได้อย่างแท้จริง

การออกมาให้ข้อมูลของ “เจ้าคณะตำบล” ในครั้งนี้ ถือเป็นความคืบหน้าสำคัญ และเป็นกำลังใจให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันเพื่อให้วัดพระบาทน้ำพุ สามารถดำเนินงานช่วยเหลือสังคมต่อไปได้อย่างยั่งยืน และสำหรับท่านใดที่ต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน

ที่มา – “เจ้าคณะตำบล” เผยผลสอบ “เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ” ยังไม่พบสิ่งผิดปกติในบัญชีวัด

แฟนหนุ่ม “นศ.พยาบาล” วอนประหารชีวิต “ลุงโหด” ปลิดชีพหลาน

จากกรณีสุดสะเทือนใจ ลุงโหดวัย 44 ปี ก่อเหตุฆาตกรรมหลานสาวแท้ๆ วัย 20 ปี นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 3 ด้วยการใช้ไม้หน้าสามทำร้ายจนเสียชีวิต สร้างความโศกเศร้าให้กับครอบครัวและคนใกล้ชิดอย่างมาก ล่าสุด แฟนหนุ่มของนักศึกษาพยาบาลผู้เสียชีวิตได้ออกมาเรียกร้องให้ลงโทษประหารชีวิตลุงโหดรายนี้

เรื่องราวเกิดขึ้นที่จังหวัดตรัง เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2567 ที่วัดคลองมวน ต.หนองปรือ อ.รัษฎา บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้าในการจัดพิธีศพของ น.ส.ปาริชาติ หรือ น้องเชียร์ นักศึกษาพยาบาล ผู้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ ญาติและเพื่อนสนิทต่างเสียใจกับการจากไปก่อนวัยอันควรของเธอ

นายธีรเดช อายุ 17 ปี แฟนหนุ่มของน้องเชียร์ ให้สัมภาษณ์ด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยว่า ตนและน้องเชียร์คบกันมา 3 ปี 16 วัน น้องเชียร์เป็นคนเงียบๆ ขี้อาย แต่ก็เป็นคนดี รักเพื่อน และรักย่ามาก แต่ที่บ้านน้องเชียร์จะกลัวลุงมาก และมักจะเก็บตัวอยู่ในห้องเสมอ นายธีรเดชยังเล่าอีกว่า น้องเชียร์เคยเล่าให้ฟังว่า เมื่อสมัยยังเด็ก ลุงเคยพยายามที่จะทำร้ายน้องเชียร์ ทำให้เธอหวาดกลัวและฝังใจมาตลอด

“เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมไปหาน้องเชียร์ที่บ้าน แต่ไม่ได้บอกล่วงหน้า พอไปถึงก็เคาะห้องหลายครั้ง น้องเชียร์ไม่เปิด จนต้องถามว่าใคร ผมบอกว่าเป็นผม น้องเชียร์ถึงเปิดประตูออกมาแล้วกอดผมร้องไห้ บอกว่าอย่าทำแบบนี้อีกนะ กลัว” นายธีรเดชกล่าว

แฟนหนุ่มไม่เชื่อปมเหตุ “ลุงโหด” อ้าง

ส่วนประเด็นที่ลุงอ้างว่าลงมือเพราะน้อยใจที่น้องเชียร์ได้รับความรักจากญาติมากกว่านั้น นายธีรเดชไม่เชื่อว่าเป็นความจริง “ผมว่ามันไม่ใช่เหตุผลทั้งหมด น่าจะมีอะไรมากกว่านั้น ผมเชื่อว่าลุงน่าจะคิดไม่ดีกับน้องเชียร์ เพราะตอนนั้นไม่มีใครอยู่บ้าน น้องเชียร์จะไม่เปิดประตูให้ใครง่ายๆ โดยเฉพาะลุง”

แฟนหนุ่ม “นศ.พยาบาล” วอนประหารชีวิต “ลุงโหด” ปลิดชีพหลาน

นายธีรเดชกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันโหดร้ายเกินไป ผู้ก่อเหตุควรได้รับโทษประหารชีวิต “ถ้าผมได้เจอหน้าลุง ผมอยากจะถามว่าทำไมน้องเชียร์ต้องเป็นแบบนี้ ผมไม่เชื่อในคำอ้างของลุง ผมอยากให้ลุงได้รับโทษประหารชีวิต”

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงในครอบครัวที่ยังคงเป็นปัญหาสำคัญในสังคมไทย การสูญเสียชีวิตของ นักศึกษาพยาบาล ที่กำลังจะมีอนาคตสดใส นับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของครอบครัวและสังคม เราต้องร่วมกันป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์อันน่าเศร้าเช่นนี้ขึ้นอีก

ทางด้านคดีความ ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาแก่ลุงโหด และอยู่ระหว่างการสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากสังคมให้ลงโทษผู้กระทำผิดสถานหนัก

ความสูญเสียของ นักศึกษาพยาบาล กับอนาคตที่ดับวูบ

เรื่องราวของน้องเชียร์ นักศึกษาพยาบาล เป็นบทเรียนที่เจ็บปวดที่แสดงให้เห็นว่า ความรุนแรงในครอบครัวสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน และส่งผลกระทบที่ร้ายแรงต่อชีวิตของผู้ที่เกี่ยวข้อง เราต้องให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว การสื่อสารอย่างเปิดเผย และการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียเช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต และนี่คือเหตุผลที่แฟนหนุ่มของนักศึกษาพยาบาลผู้เสียชีวิต ต้องการให้ลงโทษประหารชีวิตกับผู้กระทำผิด

การสูญเสียครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักของครอบครัว แต่ยังเป็นการสูญเสียบุคลากรที่มีคุณค่าต่อสังคม น้องเชียร์ นักศึกษาพยาบาล กำลังจะสำเร็จการศึกษาและพร้อมที่จะช่วยเหลือผู้คน แต่ความฝันของเธอก็ต้องดับลงด้วยน้ำมือของคนที่เธอเรียกว่าญาติ

อย่างไรก็ตาม หวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะนำมาซึ่งความยุติธรรมให้กับน้องเชียร์ และเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้ที่คิดจะใช้ความรุนแรงได้ตระหนักถึงผลกรรมที่จะตามมา

ที่มา – แฟนหนุ่ม “นศ.พยาบาล” วอนประหารชีวิต “ลุงโหด” ปลิดชีพหลาน ไม่เชื่อปมเหตุสลด

เปิดโผ! นายพลตำรวจ “รองผบ.ตร.-ผบก.” ปี 68

การประชุมกลั่นกรอง “โผนายพลตำรวจ” ระดับ “รองผบ.ตร.-ผบก.” ทั่วประเทศเสร็จสิ้นลงแล้ว โดยมีชื่อของ “สำราญ-อิทธิพล” ขึ้นเป็น รองผบ.ตร. อย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ “ณัฐศักดิ์” ยังได้ขยับขึ้นนั่งหน่วยหลัก ผบช.ก. อีกด้วย

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการพิจารณาการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับตำรวจ หรือที่เรียกกันว่า “บอร์ดกลั่นกรอง” เพื่อพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการตำรวจในระดับ รองผบ.ตร. ถึง ผบก. โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมที่สำคัญ ได้แก่ พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รองผบ.ตร., พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รองผบ.ตร., พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รองผบ.ตร., พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รองผบ.ตร., พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รองผบ.ตร., พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จตช., และ พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.สกพ. ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขานุการร่วมในการประชุมครั้งนี้

ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ ผบช. ทุกหน่วยงานทำการชี้แจงบัญชีรายชื่อผู้ที่มีความเหมาะสมที่ได้รับการเสนอชื่อขึ้นมา สำหรับปีนี้ มีตำแหน่งว่างที่ต้องพิจารณาหลายตำแหน่ง ได้แก่ รอง ผบ.ตร. จำนวน 2 ตำแหน่ง, ผู้ช่วย ผบ.ตร. จำนวน 7 ตำแหน่ง, ผบช. จำนวน 16 ตำแหน่ง, รอง ผบช. จำนวน 40 ตำแหน่ง, และ ผบก. จำนวน 71 ตำแหน่ง

ในส่วนของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่ง รอง ผบ.ตร. แทนตำแหน่งที่ว่างลง 2 ตำแหน่ง เนื่องจาก พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร. จะครบวาระเกษียณราชการนั้น มีการเสนอชื่อ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร. (นรต.รุ่น 50) ซึ่งมีอาวุโสเป็นลำดับที่ 1 ขึ้นดำรงตำแหน่ง รอง ผบ.ตร. นอกจากนี้ พล.ต.ท.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รอง จตช. (นรต.รุ่น 43) ซึ่งมีอาวุโสเป็นลำดับที่ 3 ได้รับการเสนอชื่อให้ขึ้นดำรงตำแหน่ง จตร. ในขณะที่ พล.ต.ท.โสภณรัชต์ สิงหจารุ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ซึ่งมีอาวุโสเป็นลำดับที่ 2 ถูกแพทยสภาชี้ว่ามีความบกพร่องทางจริยธรรมในกรณีที่เกี่ยวข้องกับนายทักษิณ ชินวัตร ที่พักรักษาตัวอยู่ที่ชั้น 14 ของโรงพยาบาลตำรวจ

ในระดับผู้ช่วย ผบ.ตร. มีตำแหน่งเกษียณ 2 ตำแหน่งคือ พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี และ พล.ต.อ.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. ทำให้มีตำแหน่งว่าง 7 ตำแหน่ง ซึ่งพิจารณาแต่งตั้งตามลำดับอาวุโส ได้แก่ พล.ต.ท.สุรพงษ์ ถนอมจิตร ผบช.ภ.8 (นรต.รุ่น 42), พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. (นรต.รุ่น 50), พล.ต.ท.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต ผบช.ภ.7 (นรต.รุ่น 40), พล.ต.ท.อนุชา รมยะนันทน์ ผบช.สง.ก.ตร. (นรต.รุ่น 43), พล.ต.ท.อุดร ยอมเจริญ ผบช.ส. (นรต.รุ่น 42), พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผบช.ภ.2 (นรต.รุ่น 41) และ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. (นรต.รุ่น 46) ขยับขึ้นแทนที่ พล.ต.ท.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ พตร. ซึ่งถูกแพทยสภาชี้ว่าบกพร่องทางจริยธรรมในการรักษานายทักษิณ ชินวัตร ที่ชั้น 14 รพ.ตร.

ในส่วนของระดับ ผบช. ที่มีตำแหน่งว่าง 17 ตำแหน่ง พล.ต.ต.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย รอง ผบช.ก. (นรต.รุ่น 47) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการทำงานศูนย์ “บิ๊กดาต้า” ของ บช.ก. ได้รับการวางตัวให้สานต่อการขับเคลื่อนงานของ บช.ก. ต่อจาก พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. ที่ขยับขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ต.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง รอง ผบช.ก. (นรต.รุ่น 52) ซึ่งเป็นตัวแรง ได้ขยับขึ้นเป็น ผบช.ประจำสง.ผบ.ตร. พล.ต.ต.ศักดิ์รพี เพรียวพานิชย์ รอง ผบช. (นรต.) นรต.รุ่น 43 อดีตมือปราบภาค 2 เป็น ผบช.รร.นรต. พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.ภ.1 (นรต.รุ่น 41) เพื่อนร่วมรุ่น ผบ.ตร. โยกมาคุมหน่วยหลัก ผบช.สอท. พล.ต.ต.ภาณุพงศ์ ชอบเพื่อน รอง ผบช.สกบ. (นรต.รุ่น 45) ขยับเป็น ผบช.สกบ. คุมงานงบประมาณ ตร.

พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. (นรต.รุ่น 46) สร้างผลงานทั้งคดีอาชญากรรมและควบคุมชุมนุมประท้วง อยู่ที่เดิม พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย ผบช.ปส. (นรต.รุ่น 48) คุมภาพรวมงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาลและ ตร. โยกเป็น ผบช.ภ.4 พล.ต.ต.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ รอง ผบช.สตม. (นรต.รุ่น 41) อยู่ที่เดิมคุมงานความมั่นคงและการท่องเที่ยวไทยตามนโยบายรัฐบาล พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 (นรต.รุ่น 42) อยู่ที่เดิม พล.ต.ท.ศักดิ์ศิลา เผือกอ่ำ ผบช.ทท. (นรต.รุ่น 41) เพื่อนร่วมรุ่น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ขออยู่ที่เดิม พล.ต.ท.กิตติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผบช.ภ.6 (นรต.รุ่น 42) ลูกชาย พล.ต.อ.พรศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ อดีต ผบ.ตร. อยู่ที่เดิม พล.ต.ท.ฉัตรชัย สุรเชษฐ์พงษ์ ผบช.ภ.4 (นรต.รุ่น 42) ขยับเป็น ผบช.ภ.2 พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภ.9 (นรต.รุ่น 39) อยู่ที่เดิม.

สรุปผลการแต่งตั้ง “โผนายพลตำรวจ” ระดับ “รองผบ.ตร.-ผบก.”

จากผลการประชุมบอร์ดกลั่นกรอง “โผนายพลตำรวจ” ระดับ “รองผบ.ตร.-ผบก.” ในปี 2568 นี้ สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงและการปรับปรุงโครงสร้างภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และรองรับความท้าทายใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น

จับตาประเด็นสำคัญใน “โผนายพลตำรวจ” ปี 68

การแต่งตั้ง “โผนายพลตำรวจ” ครั้งนี้ มีประเด็นที่น่าสนใจหลายอย่าง โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับผู้ที่มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีและข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อการสืบสวนและป้องกันอาชญากรรม นอกจากนี้ การพิจารณาด้านจริยธรรมและความโปร่งใสก็เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ

  • การขึ้นสู่ตำแหน่ง รอง ผบ.ตร. ของ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา และ พล.ต.ท.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ ถือเป็นการให้โอกาสแก่ผู้ที่มีความสามารถและประสบการณ์
  • การวางตัว พล.ต.ต.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ให้สานต่องานด้าน Big Data ที่ บช.ก. แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีในการทำงานตำรวจ
  • การพิจารณาเรื่องจริยธรรมของข้าราชการตำรวจที่เกี่ยวข้องกับกรณีของนายทักษิณ ชินวัตร แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความโปร่งใสขององค์กร

โดยรวมแล้ว การแต่งตั้ง “โผนายพลตำรวจ” ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการปรับปรุงและพัฒนาสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้มีความทันสมัย มีประสิทธิภาพ และมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้จะส่งผลต่อการทำงานของตำรวจในทุกระดับ และมีผลต่อความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศในอนาคต

การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งต่างๆ ใน “โผนายพลตำรวจ” ระดับ “รองผบ.ตร.-ผบก.” ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงพลวัตภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต หวังว่าผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ เพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ

ที่มา – เปิดโผนายพลตำรวจ ระดับ “รองผบ.ตร.-ผบก.” 2568 “สำราญ-อิทธิพล” ขึ้น รองผบ.ตร.

เครื่องบินเล็กตก! ครูฝึกเจ็บสาหัส ลูกศิษย์บาดเจ็บ

เกิดเหตุระทึก! เครื่องบินเล็กตก ริมข้างทางใกล้สนามบินป่าคลอก ภูเก็ต ส่งผลให้ครูฝึกได้รับบาดเจ็บสาหัส และลูกศิษย์ชาวต่างชาติได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบหาสาเหตุของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น

เครื่องบินเล็กตกริมทาง ครูฝึกเจ็บ ลูกศิษย์ต่างชาติบาดเจ็บ

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณ 16:20 น. ร.ต.อ.ฐิติวัฒน์ อาสาสิงห์ รอง สว.(สอบสวน) สภ.ถลาง จ.ภูเก็ต ได้รับแจ้งเหตุจากชาวบ้านว่ามี เครื่องบินเล็กตก บริเวณก่อนถึงทางเข้าสนามบินเล็กป่าคลอก ริมถนนสายเมืองใหม่-ป่าคลอก หมู่ 2 ต.ป่าคลอก อ.ถลาง หลังรับแจ้งจึงได้ประสาน พ.ต.อ.นิกร ชูทอง ผกก.สภ.ถลาง นำกำลังสายตรวจ หน่วยดับเพลิงเทศบาลตำบลป่าคลอก และหน่วยกู้ภัยมูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ตรุดไปตรวจสอบและให้การช่วยเหลือ

จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบเครื่องบินเล็ก หรือพารามอเตอร์สีฟ้าแบบ 2 ที่นั่ง หมายเลขทะเบียนเครื่อง U-M22 ตกอยู่ในสภาพพังเสียหายอยู่ริมถนน ห่างจากทางเข้าสนามบินเล็กประมาณ 50 เมตร พบผู้บาดเจ็บ 2 ราย คือ นายสุรศักดิ์ ชนะ อายุ 40 ปี ครูฝึกการบิน ได้รับบาดเจ็บข้อเท้าซ้ายหักและศีรษะกระทบกระเทือน และ นาย Sergei Razukov อายุ 36 ปี สัญชาติรัสเซีย นักเรียนการบิน ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ ทั้งสองคนยังรู้สึกตัวดี เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้นำตัวส่งโรงพยาบาลถลางอย่างเร่งด่วน

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเทศบาลตำบลป่าคลอกได้ฉีดโฟมเพื่อป้องกันการเกิดประกายไฟ และนำเครื่องบินเล็กขึ้นรถกระบะออกจากที่เกิดเหตุ เพื่อนำไปเก็บรักษาไว้ที่สนามบินเล็กใกล้เคียง เพื่อรอเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานภูเก็ตเข้าตรวจสอบหาสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ เครื่องบินเล็กตก ในครั้งนี้

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า นายสุรศักดิ์เป็นครูฝึกการบิน และนาย Sergei Razukov เป็นลูกศิษย์ที่มาเรียนการบิน โดยทั้งสองได้ทำการบินขึ้นจากสนามบินเล็กป่าคลอกตั้งแต่เวลา 14:00 น. ก่อนเกิดเหตุ เมื่อถึงเวลานำเครื่องลงจอด เครื่องยนต์อาจขัดข้อง ทำให้ไม่สามารถบังคับเครื่องลงจอดที่รันเวย์ได้ตามปกติ จนเป็นเหตุให้ เครื่องบินเล็กตก บริเวณดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบหาสาเหตุที่แน่ชัดของอุบัติเหตุ

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์เครื่องบินเล็กตก

พ.ต.อ.นิกร ชูทอง ผกก.สภ.ถลาง เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งเหตุ เครื่องบินเล็กตก เมื่อเวลาประมาณ 16:00 น. เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ พบผู้บาดเจ็บ 2 ราย โดยครูฝึกการบินได้รับบาดเจ็บที่ข้อเท้าและศีรษะ ส่วนลูกศิษย์ซึ่งเป็นชาวต่างชาติที่ทำงานอยู่ในภูเก็ต ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ทั้งสองคนรู้สึกตัวดีและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลถลางเพื่อทำการรักษา

“ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบหาสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้ เพื่อให้ทราบถึงปัจจัยที่ทำให้เครื่องบินประสบอุบัติเหตุ และดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป” พ.ต.อ.นิกร กล่าว

  • ข้อสันนิษฐานเบื้องต้น: เครื่องยนต์ขัดข้อง
  • ผู้บาดเจ็บ: ครูฝึกเจ็บสาหัส, ลูกศิษย์ต่างชาติเจ็บเล็กน้อย
  • สถานที่เกิดเหตุ: ริมถนนใกล้สนามบินเล็กป่าคลอก, ภูเก็ต

เหตุการณ์ เครื่องบินเล็กตก ครั้งนี้ ถือเป็นอุบัติเหตุที่ต้องมีการสอบสวนอย่างละเอียด เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต การฝึกบินและการดูแลรักษาเครื่องบินต้องเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคน

ที่มา – อัปเดต “เครื่องบินเล็ก” ตกริมข้างทาง ครูฝึกเจ็บสาหัส ลูกศิษย์ต่างชาติเจ็บเล็กน้อย

กองทัพบก ดูแลกำลังพลชายแดนหลังสู้รบ

“กองทัพบก” ส่งทหารเหล่าแพทย์ทีม M-MCATT ดูแลกำลังพลที่ปฏิบัติราชการสนามชายแดน ประเมินสภาพจิตใจหลังการสู้รบ เสริมสร้างความพร้อมในทุกมิติ

วันที่ 17 ส.ค. 2568 ด้วยความห่วงใยสุขภาพของกำลังพลที่ปฏิบัติราชการสนามในพื้นที่สู้รบ โดยเฉพาะในกองทัพภาคที่ 2 พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้มอบหมายให้กรมแพทย์ทหารบก และโรงพยาบาลทหารในพื้นที่ ส่งทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤต หรือ M-MCATT (Military Mental Health Crisis Assessment and Treatment Team) ลงพื้นที่ตรวจสุขภาพร่างกายและประเมินสภาพจิตใจของกำลังพลในฐานปฏิบัติการต่างๆ ตั้งแต่หลังมีข้อตกลงหยุดยิงที่ผ่านมา เพื่อดูแลและคลายความกังวลใจ รวมทั้งประเมินอาการหรือปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อกำลังพล เพื่อให้สามารถแก้ไขและเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที

กองทัพบก ดูแลกำลังพลชายแดน ประเมินสภาพจิตใจหลังการสู้รบ

การดำเนินงานของทีม M-MCATT ถือเป็นหนึ่งในมาตรการดูแลกำลังพลด้านการแพทย์ของกองทัพบก ที่ครอบคลุมใน 3 ระยะหลักของการปฏิบัติการทางทหาร ได้แก่

1. ระยะ Pre-deployment : การเตรียมความพร้อมก่อนลงพื้นที่

ก่อนที่กำลังพลจะเดินทางไปปฏิบัติภารกิจ ทีมสายแพทย์จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ เริ่มจากการตรวจคัดกรองสุขภาพ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกนายมีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ พร้อมทั้งให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคระบาดและการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นจากการปฏิบัติงาน อีกทั้งยังมีการจัดเตรียมเวชภัณฑ์ อุปกรณ์การแพทย์ และชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพื่อให้หน่วยสามารถดูแลรักษาเบื้องต้นได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

2. ระยะ Deployment : การดูแลระหว่างปฏิบัติภารกิจ

หน้าที่ของทหารเหล่าแพทย์ยิ่งทวีความสำคัญ โดยมีการจัดตั้งหน่วยพยาบาลสนามและจุดบริการทางการแพทย์ใกล้พื้นที่ปฏิบัติการ รวมถึงการจัดทีมดูแลสุขภาพจิต (M-MCATT) ที่ทำหน้าที่ค้นหา เฝ้าระวัง และให้การช่วยเหลือกำลังพลที่เผชิญความเครียดหรือมีภาวะเสี่ยงทางจิตใจ มุ่งเน้นทั้งการสังเกตอาการ ประเมินความรุนแรง ให้คำปรึกษาและบำบัดเบื้องต้น ตลอดจนการส่งต่อเพื่อการรักษาที่เหมาะสม นอกเหนือจากการดูแลจาก “กองทัพบก” โดยตรง

นอกจากนี้ ยังมีการตรวจรักษาอาการเจ็บป่วยทั่วไป การเฝ้าระวังโรคระบาด และการจัดระบบส่งกลับผู้บาดเจ็บในกรณีฉุกเฉิน เพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ลดการสูญเสียกำลังพล อีกทั้งยังมีภารกิจช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชุมชนและเสริมสร้างความมั่นคงจากภายใน

3. ระยะ Post-deployment : การดูแลหลังเสร็จสิ้นภารกิจ

การดูแลกำลังพลยังคงดำเนินต่อ โดยเฉพาะในกรณีที่มีกำลังพลบาดเจ็บหรือสูญเสีย ทีม M-MCATT จะเข้าไปดูแลสภาพจิตใจทั้งผู้ป่วยและครอบครัว พร้อมทั้งมีการตรวจสุขภาพซ้ำเพื่อประเมินผลกระทบจากการอยู่ในพื้นที่เสี่ยง และดำเนินการฟื้นฟูทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เพื่อป้องกันภาวะเครียดหรือบาดแผลทางใจจากประสบการณ์ภารกิจที่ผ่านมา

สำหรับการทำงาน ทีม M-MCATT จะลงพื้นที่ประเมินกำลังพลในฐานปฏิบัติการต่างๆ โดยผลการประเมินแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเขียว (เสี่ยงต่ำ), กลุ่มเหลือง (เสี่ยงปานกลาง) และกลุ่มแดง (เสี่ยงสูง) ซึ่งหากพบกำลังพลอยู่ในกลุ่มแดง ทีมแพทย์จะส่งตัวเข้าสู่กระบวนการรักษาและเยียวยาสภาพจิตใจในทันที เพื่อฟื้นฟูสุขภาพของกำลังพลให้กลับมาปกติโดยเร็ว

ทั้งนี้ กองทัพบกให้ความสำคัญกับการดูแลสภาพจิตใจของกำลังพลทุกระดับ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของภารกิจ โดยทีม M-MCATT จะลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อดูแลกำลังพลผู้เสียสละในการปกป้องอธิปไตยของชาติ ด้วยความเข้มแข็งรอบด้านอย่างเต็มที่และดีที่สุด การดูแลจาก “กองทัพบก” ในครั้งนี้แสดงให้ถึงความห่วงใยกำลังพลอย่างแท้จริง

ที่มา – “กองทัพบก” ส่งทีมแพทย์ M-MCATT ดูแลกำลังพลชายแดน ประเมินสภาพจิตใจหลังการสู้รบ

สุดเศร้า! ฌาปนกิจ “พลทหาร” พ่อเผยความรู้สึก

พิธีฌาปนกิจของ “พลทหารรัฐภูมิ” ได้ถูกจัดขึ้นท่ามกลางความโศกเศร้า พ่อขอบคุณทุกกำลังใจที่มอบให้ และบอกว่าลูกชายทำหน้าที่ได้ดีที่สุดแล้ว พร้อมชี้แจงประเด็นเรื่องเงินบริจาคที่เกิดขึ้น

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2566 ร่างของพลทหารรัฐภูมิ เทพศิริ หรือ หนึ่ง ได้ถูกฌาปนกิจ ณ เมรุวัดกลางบัวเชด บ้านโนนสังข์ ต.บัวเชด อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ หลังจากที่เขาได้เสียชีวิตจากการใช้อาวุธปืนประจำกายยิงชาวบ้าน 2 ราย ที่ ต.กาบเชิง อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2566 ที่ผ่านมา บรรยากาศในงานเต็มไปด้วยความโศกเศร้าเสียใจจากญาติ เพื่อนร่วมงาน และหน่วยงานต้นสังกัด

ฌาปนกิจ “พลทหาร” สุดเศร้า พ่อขอบคุณทุกกำลังใจ

ก่อนเริ่มพิธี ฌาปนกิจ “พลทหาร” มีทหารกองเกียรติยศทำความเคารพศพ จากนั้นนายอำเภอบัวเชดเป็นประธานในพิธีทอดผ้าบังสุกุล และผู้ร่วมงานได้วางดอกไม้จันทน์ หลายหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ได้ร่วมมอบเงินช่วยเหลือให้กับครอบครัวของพลทหารรัฐภูมิด้วย

นายประยูร พันสุโพธ์ พ่อของพลทหารรัฐภูมิ ได้เปิดเผยความรู้สึกว่า ตอนนี้สบายใจขึ้นมากหลังจากที่มีการแก้ไขข่าวที่ออกไปก่อนหน้านี้ และมีผู้คนให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก เขายังบอกอีกว่า ภูมิใจในตัวลูกชายที่ทำหน้าที่ได้ดีที่สุดแล้ว

เรื่องเงินบริจาค ช่วยเหลือฌาปนกิจ “พลทหาร”

สำหรับประเด็นเรื่องการเปิดรับบริจาค นายประยูรยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง แต่ตนเองไม่ได้เป็นคนเปิดรับ มีคนมาขอเอกสารและเลขบัญชี ตนจึงให้ไป และจะทำการปิดบัญชีในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ ตอนนี้ยังไม่ทราบจำนวนเงินบริจาคที่แน่นอน น้องชายบอกว่าจะโอนเงินมาให้ 5 หมื่นบาท แต่ตนยังไม่ได้รับการยืนยัน เนื่องจากยุ่งอยู่กับงานศพของลูกชาย

ส่วนกระแสข่าวในโลกออนไลน์ที่ว่า ตนได้รับเงิน 10 ล้านบาทนั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เป็นข่าวปลอม ตนยังไม่ทราบเรื่องนี้เลย

นางสาวการะเกด พันสุโพธ์ น้องสาวของพลทหารรัฐภูมิ กล่าวทั้งน้ำตาว่า พี่ชายเป็นคนดี ตั้งใจทำงาน และมีความรับผิดชอบ เขาคอยส่งเงินช่วยเหลือครอบครัวมาโดยตลอด และเป็นคนส่งเสียน้องสาวให้เรียนจนใกล้จะจบ เขาเคยบอกว่าอยากเห็นน้องสาวเรียนจบเป็นข้าราชการครู เพราะตนเองไม่มีโอกาสได้เรียนสูง น้องสาวจะตั้งใจทำให้ความฝันของพี่ชายเป็นจริง

การจากไปของพลทหารรัฐภูมิ ถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของครอบครัวและคนรอบข้าง เรื่องราวของเขาเป็นเครื่องเตือนใจให้เราเห็นถึงความสำคัญของสุขภาพจิตและการดูแลซึ่งกันและกันในสังคม

ที่มา – สุดเศร้า ฌาปนกิจ “พลทหาร” พ่อขอบคุณทุกกำลังใจ บอกลูกทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว

ด่วน! เครื่องบินเล็กตกภูเก็ต บาดเจ็บ 2 ราย

เกิดเหตุระทึกขวัญ! เครื่องบินเล็กตก ริมถนนในตำบลป่าคลอก จังหวัดภูเก็ต ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย เจ้าหน้าที่เร่งเข้าตรวจสอบสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้อย่างเร่งด่วน

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณ 16.30 น. ได้เกิดอุบัติเหตุ เครื่องบินเล็กตก บริเวณข้างถนนใกล้รันเวย์ ในพื้นที่หมู่ 2 ตำบลป่าคลอก อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เครื่องบินลำดังกล่าวเป็นของบริษัทเอกชน ได้รับความเสียหายอย่างมาก เบื้องต้นมีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย เป็นชาวไทย 1 ราย และชาวต่างชาติ 1 ราย โดยหนึ่งในผู้บาดเจ็บมีอาการสาหัส เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้นำตัวส่งโรงพยาบาลถลางอย่างเร่งด่วนเพื่อทำการรักษา

สถานการณ์ เครื่องบินเล็กตก ครั้งนี้สร้างความตกใจให้กับผู้ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงเป็นอย่างมาก หลายคนได้ยินเสียงดังสนั่นก่อนที่จะพบเห็นเครื่องบินตกลงสู่พื้นดิน เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รุดไปยังที่เกิดเหตุเพื่อควบคุมสถานการณ์และอำนวยความสะดวกในการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ

เครื่องบินเล็กตก ที่ภูเก็ต: รายละเอียดเบื้องต้น

อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นในพื้นที่ที่ค่อนข้างพลุกพล่าน ทำให้การจราจรบริเวณดังกล่าวติดขัดเล็กน้อย เจ้าหน้าที่ได้เร่งระบายการจราจรเพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็วที่สุด นอกจากนี้ ยังมีการปิดกั้นพื้นที่โดยรอบเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มเติม

ขณะนี้ สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ เครื่องบินเล็กตก ยังไม่ทราบแน่ชัด เจ้าหน้าที่กำลังทำการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นความผิดพลาดทางเทคนิค สภาพอากาศ หรือปัจจัยอื่นๆ ที่อาจเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุในครั้งนี้

การช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจากเหตุเครื่องบินเล็กตก

การช่วยเหลือผู้บาดเจ็บเป็นไปอย่างเร่งด่วน โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้ให้การปฐมพยาบาลเบื้องต้น ณ จุดเกิดเหตุ ก่อนที่จะนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์ทำการรักษาอย่างใกล้ชิด อาการของผู้บาดเจ็บทั้งสองรายยังคงต้องได้รับการประเมินอย่างต่อเนื่อง

เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความปลอดภัยในการบินของเครื่องบินขนาดเล็ก และมาตรการการตรวจสอบและบำรุงรักษาเครื่องบิน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจต้องมีการทบทวนและปรับปรุงมาตรการต่างๆ ให้มีความเข้มงวดมากยิ่งขึ้น

อุบัติเหตุ เครื่องบินเล็กตก ครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญว่า ความปลอดภัยในการเดินทางทางอากาศเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ การตรวจสอบและบำรุงรักษาเครื่องบินอย่างสม่ำเสมอ การปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านการบินอย่างเคร่งครัด และการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

การเดินทางทุกรูปแบบมีความเสี่ยง แต่เราสามารถลดความเสี่ยงเหล่านั้นได้ด้วยการใส่ใจในความปลอดภัยและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด ขอให้ทุกท่านเดินทางด้วยความปลอดภัยและระมัดระวัง

ที่มา – เกิดเหตุ “เครื่องบินเล็ก” ตกริมถนน ต.ป่าคลอก จ.ภูเก็ต พบผู้บาดเจ็บ 2 ราย

ชาวบุรีรัมย์ไม่เห็นด้วยเชิญ “ไมเคิล” มาไทย ฉะไร้ประโยชน์

จากกรณีที่นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เคยเชิญ “ไมเคิล อัลฟาโร” มาประเทศไทยฟรี เพื่อให้เห็นความจริงอีกด้านเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา แต่ภายหลังได้เบรกเรื่องดังกล่าว ล่าสุด ประชาชนชาวบุรีรัมย์ส่วนใหญ่แสดงความไม่เห็นด้วยกับการเชิญ “ไมเคิล” มาประเทศไทย ฉะไร้ประโยชน์ เพราะมองว่าไม่เกิดประโยชน์ใดๆ

ชาวบุรีรัมย์ไม่เห็นด้วยเชิญ “ไมเคิล” มาไทย ฉะไร้ประโยชน์

นางสำเรียน โยงรัมย์ แม่ค้าขายลูกชิ้นในตัวเมืองบุรีรัมย์ กล่าวว่า เธอไม่ต้องการให้ “ไมเคิล” มาประเทศไทย ฉะไร้ประโยชน์ เพราะไม่แน่ใจว่าเขาจะเข้าข้างประเทศไทยหรือไม่ และอยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับต่างประเทศให้ทันต่อสถานการณ์

นายณรงค์เดช ปุลา ชาวอำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า การเชิญ “ไมเคิล” มาประเทศไทย ฉะไร้ประโยชน์ เพราะขนาดลงพื้นที่ในกัมพูชายังให้ข้อมูลที่เป็นเท็จ หากรัฐบาลต้องการเชิญสื่อต่างประเทศ ควรเชิญสำนักข่าวที่น่าเชื่อถืออย่าง CNN จะเป็นประโยชน์มากกว่า

ชาวบ้านหวั่น! กลัวอดใจไม่ไหว หาก “ไมเคิล” มาไทย

นายณรงค์เดชยังแสดงความกังวลเรื่องความปลอดภัยของไมเคิล หากเดินทางมายัง 7 จังหวัดตามคำเชิญของรัฐบาล เพราะกลัวว่าชาวบ้านจะอดใจไม่ไหว เนื่องจากก่อนหน้านี้ไมเคิลได้ไลฟ์สดให้ร้ายประเทศไทย อาจนำไปสู่การทำร้ายร่างกายได้

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจของประชาชนชาวบุรีรัมย์ต่อการกระทำของไมเคิล อัลฟาโร ที่เคยให้ข้อมูลที่เป็นลบเกี่ยวกับประเทศไทย การเชิญบุคคลดังกล่าวมายังประเทศไทยจึงถูกมองว่าไม่เป็นประโยชน์และอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้น

ความเห็นของประชาชนชาวบุรีรัมย์ยังแสดงให้เห็นถึงความต้องการให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับประเทศไทยและสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ “ไมเคิล อัลฟาโร” ได้กลายเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้รัฐบาลต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในการเชิญบุคคลต่างชาติเข้ามาในประเทศ โดยเฉพาะบุคคลที่มีความคิดเห็นหรือประวัติที่อาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชน

นอกจากนี้ เหตุการณ์นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้สื่อมวลชนและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารข้อมูลสู่สาธารณชน ต้องมีความระมัดระวังในการนำเสนอข้อมูลที่เป็นจริงและเป็นกลาง เพื่อป้องกันการสร้างความเข้าใจผิดและความขัดแย้งในสังคม

การแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยของชาวบุรีรัมย์ในครั้งนี้ เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าประชาชนมีความตื่นตัวและพร้อมที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศชาติ การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลควรให้ความใส่ใจ

การตัดสินใจใดๆ ของรัฐบาลควรคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและความรู้สึกของประชาชนเป็นสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความสามัคคีในสังคม

ในท้ายที่สุด การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประเทศ ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริงใจ ความเคารพซึ่งกันและกัน และการแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน

ที่มา – ชาวบุรีรัมย์ไม่เห็นด้วยเชิญ “ไมเคิล” มาประเทศไทย ฉะไร้ประโยชน์ กลัวจะอดใจไม่ไหว

Scroll to top