ข่าววันนี้

ควอนตัสโดนปรับ 1,900 ล้าน ฐานปลดคนช่วงโควิด

สายการบินควอนตัสของออสเตรเลียต้องเจอกับบทลงโทษครั้งใหญ่! ศาลสั่งปรับอ่วม 1,900 ล้านบาท ฐานปลดพนักงาน 1,800 คนในช่วงโควิดระบาด ถือเป็นข่าวใหญ่สะเทือนวงการการบินและแรงงานสัมพันธ์

ควอนตัสโดนปรับ 1,900 ล้าน ฐานปลดคนช่วงโควิด

ศาลออสเตรเลียตัดสินให้สายการบินควอนตัส (Qantas) จ่ายค่าปรับสูงถึง 90 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 1,900 ล้านบาทไทย จากกรณีการเลิกจ้างพนักงานภาคพื้นดินกว่า 1,800 คนอย่างไม่เป็นธรรมในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 การตัดสินครั้งนี้ถือเป็นค่าปรับที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของประเทศสำหรับการละเมิดกฎหมายแรงงาน

สหภาพแรงงานขนส่งแห่งออสเตรเลีย (Transport Workers’ Union – TWU) ออกมาแสดงความยินดีกับการตัดสินของศาล โดยระบุว่าเป็นการลงโทษที่เหมาะสมและรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมาสำหรับการละเมิดกฎหมายแรงงาน

รายละเอียดคำตัดสินปรับควอนตัส 1,900 ล้าน ฐานปลดคนช่วงโควิด

ผู้พิพากษาศาลสหพันธ์ ไมเคิล ลี กล่าวว่า เขาต้องการให้ค่าปรับนี้เป็นตัวอย่างและเป็น “การป้องปรามอย่างแท้จริง” สำหรับนายจ้างรายอื่น ๆ เพื่อไม่ให้กระทำการในลักษณะเดียวกันอีกในอนาคต ควอนตัสเองก็ได้ออกแถลงการณ์ยอมรับผิดและยินดีที่จะจ่ายค่าปรับ โดยยอมรับว่าการกระทำของบริษัทได้สร้าง “ความเสียหายอย่างแท้จริง” ให้กับพนักงานของตน

วาเนสซา ฮัดสัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของควอนตัส กรุ๊ป ได้กล่าวขอโทษอย่างจริงใจต่อพนักงาน 1,820 คนที่ได้รับผลกระทบและครอบครัวของพวกเขา พร้อมทั้งเสริมว่าการตัดสินใจจ้างบริษัทภายนอกเมื่อห้าปีที่แล้ว เป็นการตัดสินใจที่สร้างความยากลำบากให้กับอดีตพนักงานและครอบครัวของพวกเขาอย่างมาก

การต่อสู้ทางกฎหมายในครั้งนี้กินเวลายาวนานหลายปี นับตั้งแต่ควอนตัสตัดสินใจจ้างบริษัทภายนอกเข้ามาดูแลการปฏิบัติการภาคพื้นดินในปี 2020 โดยอ้างว่าเป็นมาตรการทางการเงินที่จำเป็นเนื่องจากอุตสาหกรรมการบินได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดของโควิด-19 อย่างไรก็ตาม TWU ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีนี้ กล่าวว่าคำตัดสินของศาลถือเป็นการสิ้นสุดการต่อสู้ที่ยาวนานและเป็นชัยชนะของพนักงานที่รักงานของพวกเขา

นอกจากค่าปรับจำนวน 90 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียแล้ว ควอนตัสยังถูกศาลสั่งให้จ่ายค่าชดเชยให้กับ TWU ซึ่งเป็นผู้ฟ้องร้องสายการบินในเรื่องการเลิกจ้างโดยตรงอีก 50 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ผู้พิพากษาลีได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์กรของควอนตัสและความสำนึกผิดที่แท้จริงของบริษัท โดยชี้ให้เห็นถึงกลยุทธ์ทางกฎหมายที่แข็งกร้าวของบริษัท ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าชดเชยให้กับพนักงาน

ค่าปรับนี้เป็นส่วนเพิ่มเติมจากค่าชดเชยจำนวน 120 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียที่ควอนตัสได้ตกลงที่จะจ่ายให้กับพนักงานที่ถูกเลิกจ้างไปแล้วในปี 2024

การปลดพนักงานอย่างไม่เป็นธรรมครั้งนี้เป็นเพียงหนึ่งในหลายเรื่องอื้อฉาวที่เกี่ยวข้องกับควอนตัสในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้ ควอนตัสยังถูกสั่งให้จ่ายค่าปรับ 100 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ฐานขายตั๋วสำหรับเที่ยวบินที่บริษัทได้ตัดสินใจยกเลิกไปแล้ว

ควอนตัสโดนปรับ 1,900 ล้าน ฐานปลดคนช่วงโควิด เป็นกรณีศึกษาที่สำคัญสำหรับบริษัทต่างๆ ในการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลในช่วงวิกฤต การตัดสินใจที่ขาดความรอบคอบและไม่เป็นธรรมอาจนำไปสู่ผลกระทบทางกฎหมายและชื่อเสียงที่ร้ายแรง

ที่มา – ปรับอ่วม “ควอนตัส” 1,900 ล้าน ฐานปลดพนักงาน 1,800 คนในช่วงโควิดระบาด

ด่วน! หลวงพ่ออลงกต ลาออกจากเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุแล้ว

ข่าวใหญ่สะเทือนวงการสงฆ์! พระราชวิสุทธิประชานาถ หรือที่เรารู้จักกันดีในนาม “หลวงพ่ออลงกต” ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่ง “เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ” อย่างเป็นทางการแล้ว ท่ามกลางความตกตะลึงของศิษยานุศิษย์และผู้ที่ให้ความเคารพเลื่อมใสทั่วประเทศ

ก่อนหน้านี้ มีกระแสข่าวว่าหลวงพ่อจะแถลงข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับวัดพระบาทน้ำพุ แต่แล้วก็ต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากทนายความชุดใหม่ของวัดยังอยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังตรวจสอบข้อมูลของวัด ทำให้ต้องรอความชัดเจนก่อนที่จะให้ข้อมูลใดๆ ได้

หลวงพ่ออลงกต ลาออกจากเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ

ล่าสุด ได้มีข่าวออกมาว่า “หลวงพ่ออลงกต” ได้ตัดสินใจประกาศลาออกจากตำแหน่ง “เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ” เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และเปิดทางให้กระบวนการตรวจสอบต่างๆ ดำเนินไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

ทีมข่าวไทยรัฐได้สอบถามไปยังผู้ดูแลของ“หลวงพ่ออลงกต” และได้รับการยืนยันว่าหลวงพ่อได้ลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุแล้วจริง ส่วนรายละเอียดอื่นๆ จะมีการแจ้งให้ทราบต่อไปในภายหลัง

ทำไมหลวงพ่ออลงกตถึงลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ?

ถึงแม้จะยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดอย่างเป็นทางการ แต่คาดการณ์กันว่าการตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งของ“หลวงพ่ออลงกต” ในครั้งนี้ มีจุดประสงค์หลักเพื่อต้องการแสดงความรับผิดชอบต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับวัดพระบาทน้ำพุ และต้องการเปิดโอกาสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงได้อย่างเต็มที่ โดยไม่มีข้อกังขาใดๆ

วัดพระบาทน้ำพุ เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะสถานที่ดูแลผู้ป่วย HIV/AIDS และเด็กกำพร้าจำนวนมาก ซึ่งดำเนินการโดยหลวงพ่ออลงกตมาเป็นเวลานานหลายปี หลวงพ่อเป็นที่เคารพรักของคนทั่วไป ด้วยความเมตตา และความเสียสละที่ท่านมีต่อสังคม

การลาออกจากตำแหน่งของหลวงพ่อในครั้งนี้ ถือเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของวัดพระบาทน้ำพุ และวงการสงฆ์ของไทย หลายคนต่างรู้สึกเสียใจและเป็นห่วงสถานการณ์ของวัดหลังจากนี้ อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีความหวังว่ากระบวนการต่างๆ จะดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย และวัดพระบาทน้ำพุจะยังคงสามารถทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้ที่ต้องการต่อไปได้

ผลกระทบต่อวัดพระบาทน้ำพุ: ความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า

การเปลี่ยนแปลงผู้นำย่อมนำมาซึ่งความท้าทายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการบริหารจัดการภายใน การระดมทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยและเด็กกำพร้า รวมไปถึงการรักษาภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือขององค์กร สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

  • การสรรหาเจ้าอาวาสรูปใหม่: การหาผู้ที่เหมาะสมมารับตำแหน่งต่อจากหลวงพ่ออลงกต เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ มีความเสียสละ และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย
  • การบริหารจัดการการเงิน: วัดพระบาทน้ำพุพึ่งพาเงินบริจาคจากประชาชนเป็นหลัก การบริหารจัดการการเงินอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
  • การสร้างความเชื่อมั่น: การสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริจาคและผู้ที่ให้การสนับสนุนวัด เป็นสิ่งที่จะช่วยให้วัดสามารถดำเนินงานต่อไปได้อย่างราบรื่น

ท้ายที่สุดนี้ ขอเป็นกำลังใจให้กับวัดพระบาทน้ำพุ และขอให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อให้วัดยังคงเป็นที่พึ่งของผู้ที่ด้อยโอกาสต่อไปได้

ที่มา – “หลวงพ่ออลงกต” ประกาศลาออกจากตำแหน่ง “เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ” แล้ว

ดิว อริสรา: กองปราบจ่อสอบคดียักยอกทรัพย์

ตำรวจกองปราบเตรียมเชิญตัว “ดิว อริสรา” ให้ปากคำในคดียักยอกทรัพย์ “ไฮโซเมย์” ขณะที่ทนายความชี้แจงว่าหากมีหมายเรียกก็พร้อมให้ความร่วมมือ และขณะนี้กำลังเจรจากับเจ้าทุกข์ เชื่อว่าจะผ่านพ้นไปด้วยดี

พ.ต.อ.มนูญ แก้วก่ำ ผกก.1 บก.ป. เปิดเผยถึงความคืบหน้าในคดีที่ “ดิว อริสรา ทองบริสุทธิ์” ถูกกล่าวหายักยอกทรัพย์ไฮโซเมย์ วาสนา อินทะแสง มูลค่า 62 ล้านบาท หลังจากมีกระแสข่าวว่าดิว อริสรา จะเดินทางกลับประเทศไทย ว่าหากพบว่าดิว อริสรา เดินทางกลับเข้าประเทศจริง ก็จำเป็นต้องเชิญตัวมาชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีดังกล่าว เนื่องจากเป็นความผิดที่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ในขณะนี้ยังไม่ได้รับการประสานว่าจะเดินทางมาถึงวันไหน

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังนายนิติศักดิ์ มีขวด หรือ ทนายเอี้ยง ทนายความของดิว อริสรา ซึ่งยืนยันว่า ดิว อริสรา ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทยตั้งแต่ช่วงวันเสาร์ที่ผ่านมา และได้มีการไลฟ์สดเมื่อวานนี้ ส่วนเรื่องการเข้าพบตำรวจกองปราบนั้น ทนายเอี้ยงกล่าวว่าขณะนี้ยังไม่มีหมายเรียกใดๆ แต่การกลับมาของดิว อริสรา ในครั้งนี้ก็เพื่อเจรจาเรื่องหนี้สินกับคุณเมย์ วาสนา และบริษัทแบรนด์เนมมันนี่ โดยที่ผ่านมาได้มีการเจรจากันมาโดยตลอดทางโทรศัพท์ และยังมีทรัพย์สินที่ยังไม่ได้คืนอีก 3 ชิ้น ได้แก่ สร้อยคอบูการี่ ซึ่งอยู่ที่บริษัทแบรนด์เนมมันนี่ และกระเป๋าอีก 2 ใบ ทนายเอี้ยงเชื่อว่าการเจรจาจะจบลงด้วยดีก่อนที่เรื่องจะถึงชั้นศาลอย่างแน่นอน แต่หากทางตำรวจจะเชิญตัวไปชี้แจงข้อเท็จจริง ดิว อริสรา ก็ยินดีที่จะให้ความร่วมมือ

ในส่วนของคดีที่บริษัทแบรนด์เนมมันนี่ฟ้องร้องดิว อริสรา ในข้อหาฉ้อโกงนั้น นายนิติศักดิ์กล่าวว่า จะมีการนัดเจรจาอีกครั้งที่ศาลแขวงปทุมวันในวันพรุ่งนี้ โดยดิว อริสรา ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปด้วย แต่ทนายเอี้ยงเชื่อว่าการเจรจาจะจบลงด้วยดี และคาดว่าจะมีการถอนฟ้องและทำบันทึกข้อตกลงทางแพ่ง อย่างไรก็ตาม ผลการเจรจาจะเป็นอย่างไรนั้นต้องรอติดตามผลในวันพรุ่งนี้อีกครั้ง

ดิว อริสรา กับคดียักยอกทรัพย์: ความคืบหน้าล่าสุด

สถานการณ์ของ “ดิว อริสรา” ในขณะนี้ค่อนข้างซับซ้อน เนื่องจากเกี่ยวข้องกับทั้งคดียักยอกทรัพย์และการถูกฟ้องร้องในข้อหาฉ้อโกง การกลับมาประเทศไทยของเธอจึงเป็นจุดสนใจของหลายฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดียักยอกทรัพย์

ทำไมตำรวจต้องเชิญ ดิว อริสรา ให้ปากคำคดียักยอกทรัพย์?

การเชิญตัว “ดิว อริสรา” มาให้ปากคำเป็นกระบวนการปกติในทางกฎหมาย เนื่องจากเธอเป็นผู้ที่ถูกกล่าวหาในคดียักยอกทรัพย์ การสอบปากคำจะช่วยให้ตำรวจได้ข้อมูลที่ครบถ้วนและรอบด้าน เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาคดีต่อไป แม้ว่าทนายความจะยืนยันว่าพร้อมให้ความร่วมมือ แต่การสอบปากคำโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังคงเป็นสิ่งจำเป็น

ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม:

  • การเจรจาหนี้สินระหว่าง “ดิว อริสรา” กับเจ้าทุกข์จะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีหรือไม่?
  • ตำรวจจะดำเนินการสอบสวนคดียักยอกทรัพย์อย่างไรต่อไป?
  • ผลการเจรจาคดีฉ้อโกงที่ศาลแขวงปทุมวันจะเป็นอย่างไร?

คดีของ “ดิว อริสรา” เป็นกรณีที่ได้รับความสนใจจากสังคม เนื่องจากเกี่ยวข้องกับประเด็นทางกฎหมายที่ซับซ้อน การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

หลายคนอาจมองว่าคดีนี้เป็นเรื่องส่วนตัว แต่ในความเป็นจริงแล้วคดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความซื่อสัตย์สุจริต และการเคารพกฎหมาย การกระทำใดๆ ที่เป็นการละเมิดกฎหมายย่อมต้องได้รับการลงโทษ ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นใครก็ตาม

ที่มา – กองปราบจ่อเชิญ “ดิว อริสรา” ให้ปากคำคดียักยอกทรัพย์ ทนายชี้ยังไม่มีหมายเรียก

สุดเศร้า! ครูการบิน เสียชีวิต เครื่องบินเล็กตกภูเก็ต

ข่าวเศร้าสะเทือนใจ! “ครูการบิน” วัย 40 ปี ได้เสียชีวิตลงแล้วจากเหตุการณ์เครื่องบินเล็กตกกลางถนนในจังหวัดภูเก็ต รายละเอียดและสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบอย่างละเอียดจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

จากรายงานข่าว เหตุการณ์สลดดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเครื่องบินเล็กลำหนึ่งประสบอุบัติเหตุตกบริเวณริมถนนใกล้กับรันเวย์สนามบินเล็กป่าคลอก ในพื้นที่หมู่ 2 ตำบลป่าคลอก อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ซึ่งส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย โดยผู้บาดเจ็บคือ นายสุรศักดิ์ ชนะ อายุ 40 ปี ซึ่งเป็น ครูการบิน ได้รับบาดเจ็บที่ข้อเท้าซ้ายหักและมีบาดแผลที่ศีรษะ แต่อาการโดยรวมยังรู้สึกตัวดี และนาย Sergei Razukov อายุ 36 ปี สัญชาติรัสเซีย ซึ่งเป็นนักเรียนการบิน ได้รับบาดเจ็บบริเวณศีรษะและยังคงรู้สึกตัวดี เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 และได้มีการรายงานข่าวไปก่อนหน้านี้แล้ว

ล่าสุด เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 มีรายงานข่าวที่น่าเศร้าว่า นายสุรศักดิ์ ชนะ ครูการบิน ผู้ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุการณ์เครื่องบินเล็กตก ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบในช่วงเช้าของวันนี้ ท่ามกลางความเสียใจของครอบครัว เพื่อนฝูง และผู้ที่ทราบข่าว สำหรับสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ยังคงอยู่ระหว่างการสอบสวนอย่างละเอียด โดยเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องกำลังเร่งดำเนินการเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุในครั้งนี้

ครูการบิน เสียชีวิตแล้ว

เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้กับคนในวงการการบินและประชาชนทั่วไปเป็นอย่างมาก การสูญเสียบุคคลากรที่มีความรู้และความสามารถเช่นครูการบินเป็นสิ่งที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง

ความคืบหน้าการสอบสวนหาสาเหตุ ครูการบิน เสียชีวิต

เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสอบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุในครั้งนี้ โดยจะมีการตรวจสอบสภาพเครื่องบินเล็ก ตรวจสอบประวัติการบิน และสอบปากคำพยานที่เห็นเหตุการณ์ เพื่อให้ทราบถึงสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดอุบัติเหตุ

  • ตรวจสอบสภาพเครื่องบิน
  • ตรวจสอบประวัติการบิน
  • สอบปากคำพยาน

ทางทีมข่าวจะติดตามความคืบหน้าของเหตุการณ์นี้อย่างใกล้ชิดและรายงานให้ทราบต่อไป

การสูญเสียครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยในการบิน และการบำรุงรักษาเครื่องบินอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวและเพื่อนของผู้เสียชีวิต หวังว่าการสอบสวนจะนำไปสู่การค้นพบความจริงและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต

ที่มา – “ครูการบิน” เสียชีวิตแล้ว หลังเครื่องบินเล็กตกกลางถนน ที่ภูเก็ต

หนุ่มแจ้งความ “สาวป่วยมะเร็ง” หลอกรับบริจาค


เรื่องราวสะเทือนใจกลายเป็นคดีความ! หนุ่มช่างภาพเข้าแจ้งความ “สาวป่วยมะเร็ง” หลังเปิดรับเงินบริจาค อ้างว่าเพื่อใช้ในการรักษาตัว แต่ความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น ทนายรณณรงค์ชี้ เข้าข่ายผิดกฎหมายทั้งฉ้อโกงและนำเข้าข้อมูลเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 โลกออนไลน์ได้แชร์เรื่องราวของหญิงรายหนึ่งโพสต์ภาพตัวเองในชุดผู้ป่วย อ้างว่าป่วยเป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ 3 พร้อมเปิดรับบริจาค ระบุว่าต้องใช้ค่ายาเคมีบำบัดและยามุ่งเป้า 18 เข็ม เข็มละ 30,000 บาท รวมกว่า 520,000 บาท และค่ายากระตุ้นเม็ดเลือดขาวครั้งละ 7,000 บาท ซึ่งอยู่นอกสิทธิประกันสังคม ทำให้มีผู้ใจบุญจำนวนมากหลงเชื่อบริจาคเงินช่วยเหลือ ยอดเงินพุ่งสูงถึง 1.6 ล้านบาท ก่อนที่เธอจะลบโพสต์ดังกล่าวหลังจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวรออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง

โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวรแถลงว่า ผู้ป่วยรายดังกล่าวได้รับการรักษาตามมาตรฐานและสิทธิการรักษา โดยไม่ได้มีการเรียกเก็บค่ายาหรือค่ารักษาที่เบิกได้ตามเกณฑ์ ทำให้เกิดความสงสัยในเจตนาของการเปิดรับบริจาค

เช่นเดียวกับโรงพยาบาลกรุงเทพพิษณุโลกที่ออกมายืนยันความโปร่งใสในการรักษา และพร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการดูแลผู้ป่วยสิทธิประกันสังคม

หลังจากเรื่องราวดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป สร้างความไม่พอใจในวงกว้าง หลายคนตั้งคำถามถึงความถูกต้องของการกระทำดังกล่าว เหตุใดจึงต้องลบโพสต์หลังจากที่ยืนยันว่านำเงินไปรักษาจริง อีกทั้งยังเสนอคืนเงินบริจาคให้กับผู้ที่ต้องการ

จากการตรวจสอบเฟซบุ๊กของหญิงรายดังกล่าว พบว่าเหลือเพียงโพสต์เดียวที่เปิดเป็นสาธารณะ โดยระบุว่าจะชี้แจงรายละเอียดค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดหลังจากปรึกษาแพทย์

ล่าสุด เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ได้นำนายกร (นามสมมุติ) ช่างภาพผู้เสียหาย เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ “สาวป่วยมะเร็ง” ในข้อหาฉ้อโกงประชาชนและนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์

นายกร ผู้เสียหายเล่าว่า ตนเห็นโพสต์ของหญิงรายดังกล่าวและสงสาร จึงโอนเงินช่วยเหลือ 200 บาท แต่เมื่อทราบความจริงจากโรงพยาบาลและพบว่ายอดบริจาคสูงถึง 1.6 ล้านบาท แถมยังมีพฤติกรรมการโอนย้ายเงินที่น่าสงสัย ทำให้รู้สึกว่าไม่เป็นธรรมและตัดสินใจเข้าแจ้งความเพื่อเป็นตัวอย่าง

ทนายรณณรงค์กล่าวว่า การเรี่ยไรเงินจากสังคมต้องโปร่งใสและซื่อสัตย์ ควรเปิดเผยข้อมูลการใช้จ่ายอย่างละเอียด การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายผิดกฎหมายทั้งฉ้อโกงประชาชนและนำเข้าข้อมูลเท็จตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

หนุ่มแจ้งความ “สาวป่วยมะเร็ง” หลอกรับบริจาค

เบื้องต้น พนักงานสอบสวน สภ.บางกรวย ได้รับคำร้องทุกข์และบันทึกการแจ้งความไว้ โดยจะส่งต่อให้พนักงานสอบสวนในพื้นที่ที่มีอำนาจรับผิดชอบดำเนินการต่อไป

ทำไมเรื่อง “สาวป่วยมะเร็ง” ถึงเป็นอุทาหรณ์?

คดีนี้เป็นอุทาหรณ์ให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลก่อนการบริจาค และความรับผิดชอบของผู้ที่เปิดรับบริจาคเงินจากสาธารณชน ความโปร่งใสและความซื่อสัตย์เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือและป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ

  • ตรวจสอบข้อมูลให้ถี่ถ้วนก่อนบริจาค
  • ระมัดระวังการแชร์ข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือ
  • เรียกร้องความโปร่งใสจากผู้รับบริจาค

เรื่องราวของ “สาวป่วยมะเร็ง” ที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลและความโปร่งใสในการบริจาคเงิน การหลอกลวงเช่นนี้ไม่เพียงแต่ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน แต่ยังส่งผลกระทบต่อผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริงอีกด้วย

ที่มา – หนุ่มเข้าแจ้งความ “สาวป่วยมะเร็ง” หลังเปิดขอรับเงินบริจาค อ้างเพื่อใช้รักษาตัว

ปากีสถาน: ยอดเหยื่อน้ำท่วม-ดินถล่มพุ่ง 340 ศพ

สถานการณ์อุทกภัยในปากีสถานยังคงน่าเป็นห่วง ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมและดินถล่มปากีสถานล่าสุดพุ่งสูงถึง 340 รายแล้ว และยังมีผู้สูญหายอีกจำนวนมาก ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มสูงขึ้นกว่านี้อีก

เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงทำงานกันอย่างหนักเพื่อค้นหาร่างผู้เสียชีวิตที่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังและดินโคลนถล่ม หลังเกิดฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศ ทำให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มปากีสถานในหลายพื้นที่ สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อชีวิตและทรัพย์สิน

เหยื่อน้ำท่วม-ดินถล่มปากีสถานพุ่ง 340 ศพ

จังหวัดไคเบอร์ปักห์ตุนควาเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยมีผู้เสียชีวิตกว่า 324 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในเหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันและบ้านเรือนพังถล่ม นอกจากนี้ ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกกว่าร้อยรายที่กำลังได้รับการรักษา

ความพยายามในการช่วยเหลือเหยื่อน้ำท่วมและดินถล่มปากีสถาน

สำนักงานกู้ภัยจังหวัดไคเบอร์ปักห์ตุนควาได้ส่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยกว่า 2,000 นาย ลงพื้นที่ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยใน 9 เขตของจังหวัด แม้ว่าฝนที่ยังคงตกหนักอย่างต่อเนื่องจะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการทำงานก็ตาม

นายบีลา อาเหม็ด ไฟซี โฆษกสำนักงานกู้ภัย กล่าวว่า ปัญหาหลักคือการขนส่งเครื่องจักรหนักและรถพยาบาลเข้าไปในพื้นที่ประสบภัย เนื่องจากถนนหลายสายถูกตัดขาดจากกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพยายามอพยพผู้รอดชีวิตออกจากพื้นที่เสี่ยง แต่หลายคนยังคงลังเลที่จะทิ้งบ้านเรือนไป เพราะยังเป็นห่วงญาติพี่น้องที่ยังหาไม่พบ

รัฐบาลจังหวัดไคเบอร์ปักห์ตุนควาได้ประกาศให้พื้นที่ภูเขาหลายแห่ง เช่น บูเนอร์, บาจอร์, สวัต, ชางลา, มันเซห์รา และบัตตากรัม เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติ โดยเขตบูเนอร์ได้รับความเสียหายมากที่สุด มีรายงานผู้สูญหายอย่างน้อย 209 รายในเขตนี้เพียงแห่งเดียว

กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศเตือนภัยฝนตกหนักในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถาน และขอให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากจังหวัดไคเบอร์ปักห์ตุนควาแล้ว ยังมีรายงานผู้เสียชีวิตในแคว้นแคชเมียร์ส่วนที่ปากีสถานควบคุม และแคว้นกิลกิต-บัลติสถาน ทางตอนเหนือของประเทศ รวมถึงเหตุเฮลิคอปเตอร์ของรัฐบาลท้องถิ่นตกเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตอีก 5 ราย

สถานการณ์น้ำท่วมและดินถล่มปากีสถานครั้งนี้ถือเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งใหญ่ที่สร้างความสูญเสียอย่างมากต่อชีวิตและทรัพย์สิน การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างทันท่วงทีและการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – เหยื่อน้ำท่วม-ดินถล่มปากีสถานพุ่ง 340 ศพ สูญหายอีกหลายร้อยคน

อิสราเอลประท้วง! จี้รัฐยุติสงคราม นำตัวประกันกลับบ้าน

ชาวอิสราเอลประท้วงทั่วประเทศ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยุติสงครามในฉนวนกาซาและนำตัวประกันกลับบ้าน การประท้วงครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับสถานการณ์ของตัวประกันที่ยังคงถูกควบคุมตัว

ชาวอิสราเอลประท้วงทั่วประเทศ จี้รัฐยุติสงครามในกาซา นำตัวประกันกลับบ้าน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ผู้ประท้วงกว่า 300,000 คน ได้ออกมาเดินขบวนในกรุงเทลอาวีฟเมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม 2568 ถือเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่เหตุการณ์ประท้วงเมื่อเดือนกันยายนของปีก่อนหน้า โดยชนวนเหตุสำคัญมาจากการพบศพตัวประกัน 6 รายในกาซา

องค์กรสองแห่งที่เป็นตัวแทนของครอบครัวตัวประกันและครอบครัวผู้เสียชีวิตได้วางแผนจัดการชุมนุมในเมืองใหญ่ๆ ทั่วอิสราเอล ภายใต้ชื่อ “วันแห่งการลงมือทำแห่งชาติ” ส่งผลให้โรงเรียน ธุรกิจ และบริการขนส่งสาธารณะบางส่วนต้องปิดทำการชั่วคราว รวมถึงร้านอาหารและคาเฟ่บางแห่ง

กลุ่มผู้ประท้วงแสดงความกังวลอย่างยิ่งว่า หากสงครามในฉนวนกาซายังคงดำเนินต่อไป จะเป็นอันตรายต่อตัวประกันอีกประมาณ 50 คนที่ยังอยู่ในกาซา โดยเชื่อกันว่ามีเพียง 20 คนเท่านั้นที่ยังมีชีวิตอยู่ ผู้ประท้วงชูป้ายที่มีข้อความว่า “เราจะไม่ชนะสงครามด้วยการก้าวข้ามศพของตัวประกัน” สะท้อนถึงความสิ้นหวังและความต้องการให้รัฐบาลเร่งดำเนินการเพื่อช่วยเหลือตัวประกัน

เสียงจากผู้ที่เคยถูกจับเป็นตัวประกัน

นางสาวอาร์เบล ยาฮูด ผู้ที่เคยถูกกลุ่มฮามาสจับตัวไปก่อนหน้านี้ ได้ขึ้นกล่าวบนเวทีปราศรัยในกรุงเทลอาวีฟว่า “ทางเดียวที่จะนำตัวประกันกลับมาได้คือการทำข้อตกลง และต้องลงมือทำเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องเล่นเกมการเมืองกันอีก” ถ้อยคำของเธอสะท้อนถึงความเร่งด่วนและความต้องการให้การเมืองหลีกทางให้กับการช่วยเหลือชีวิต

การประท้วงครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากคณะรัฐมนตรีความมั่นคงของอิสราเอลอนุมัติแผนการให้ทหารเคลื่อนพลเข้าสู่เมืองกาซาซิตีและพื้นที่อื่นๆ เพื่อยึดครองฉนวนกาซาโดยสมบูรณ์ ซึ่งทำให้เกิดความกังวลว่าจะเกิดการนองเลือดเพิ่มขึ้นและการอพยพครั้งใหญ่อีกครั้ง สถานการณ์ดังกล่าวเป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญที่ทำให้ประชาชนออกมาแสดงพลังบนท้องถนน และเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนนโยบาย

สถานการณ์ในอิสราเอลยังคงตึงเครียด และการประท้วงที่เกิดขึ้นทั่วประเทศแสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจของประชาชนต่อการจัดการกับสงครามในกาซาและสถานการณ์ตัวประกัน ความหวังเดียวของครอบครัวตัวประกันและผู้สนับสนุนคือการที่รัฐบาลจะรับฟังเสียงของประชาชนและดำเนินการเพื่อนำตัวประกันกลับบ้านอย่างปลอดภัย การยุติความขัดแย้งและการเจรจาเพื่อสันติภาพจึงเป็นหนทางเดียวที่จะยุติความสูญเสียและความเจ็บปวดของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ชาวอิสราเอลประท้วงทั่วประเทศครั้งนี้เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความต้องการสันติภาพที่ฝังรากลึกในสังคม

การที่ชาวอิสราเอลประท้วงทั่วประเทศ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรับฟังเสียงของประชาชนในการตัดสินใจทางการเมืองและนโยบายต่างประเทศ รัฐบาลต้องพิจารณาถึงผลกระทบของการกระทำของตนต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คน และมุ่งมั่นที่จะแก้ไขความขัดแย้งอย่างสันติวิธีเพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกคน

ที่มา – ชาวอิสราเอลประท้วงทั่วประเทศ จี้รัฐยุติสงครามในกาซา นำตัวประกันกลับบ้าน

เซเลนสกียินดี สหรัฐฯ เตรียมรับประกันความมั่นคงให้ยูเครน

โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ออกมาแสดงความยินดี หลังมีรายงานว่า สหรัฐฯ เตรียมรับประกันความมั่นคงให้ยูเครน ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาเรียกร้องมาตลอด และการที่ เซเลนสกียินดี สหรัฐฯ เตรียมรับประกันความมั่นคงให้ยูเครน นั้นแสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าในการเจรจา แต่ก็ยังยืนยันว่า เขตแดนของประเทศจะต้องไม่ถูกเปลี่ยนด้วยกำลัง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ร่วมประชุมกับผู้นำชาติพันธมิตรยุโรป หรือที่เรียกว่า กลุ่มแนวร่วมผู้พร้อมใจจะรักษาสันติภาพในยูเครน (coalition of the willing) ในวันอาทิตย์ที่ 17 ส.ค. 2568 ก่อนที่ตัวเขาจะเดินทางเยือนทำเนียบขาวสหรัฐฯ และร่วมประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในวันจันทร์นี้ (18 ส.ค.)

นายเซเลนสกีกล่าวว่า การประชุมในวันนี้นั้นมีประโยชน์มาก และพวกเขากำลังพัฒนามุมมองร่วมกันว่าข้อตกลงสันติภาพควรเป็นอย่างไร การได้รับข่าวว่า เซเลนสกียินดี สหรัฐฯ เตรียมรับประกันความมั่นคงให้ยูเครน ทำให้เขามีความหวังมากขึ้นในการเจรจาครั้งนี้

ต่อมา ประธานาธิบดียูเครนได้แสดงความคิดเห็นผ่านโลกออนไลน์เรื่องที่นาย สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของโดนัลด์ ทรัมป์ บอกใบ้ด้วยว่า สหรัฐฯ เตรียมจะรับประกันความมั่นคงให้ยูเครน โดยนายเซเลนสกีระบุว่า นี่เป็นการตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์

“การรับประกันความมั่นคงซึ่งเป็นผลจากการทำงานร่วมกันของพวกเรา จะต้องปฏิบัติได้อย่างแท้จริง และให้การคุ้มครองทั้งทางบก, ทางอากาศ และทางทะเล และจะต้องพัฒนาโดยที่ยุโรปมีส่วนร่วมด้วย” เขากล่าว

นายเซเลนสกีเสริมด้วยว่า ทุกฝ่ายเห็นชอบร่วมกันว่า เขตแดนของรัฐใดๆ จะต้องไม่ถูกเปลี่ยนแปลงด้วยกำลัง หลังจากก่อนหน้านี้นายวิตคอฟฟ์กล่าวว่า รัสเซียยอมผ่อนปรนบางอย่างเรื่องดินแดน 5 แคว้นที่พวกเขายึดไปจากยูเครน

และเซเลนสกียังเรียกร้องอีกครั้งว่า ปัญหาสำคัญต่างๆ จะต้องถูกแก้ไขโดยมียูเครนเข้าร่วมในการประชุมไตรภาคีระหว่างผู้นำยูเครน, สหรัฐฯ และรัสเซียเท่านั้น

เซเลนสกียินดี สหรัฐฯ เตรียมรับประกันความมั่นคงให้ยูเครน

การที่ เซเลนสกียินดี สหรัฐฯ เตรียมรับประกันความมั่นคงให้ยูเครน ถือเป็นสัญญาณบวกต่อสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น แต่ก็ยังคงต้องจับตาดูท่าทีของรัสเซียอย่างใกล้ชิดต่อไป การรับประกันความมั่นคงจากสหรัฐฯ จะมีผลต่อการเจรจาอย่างไร และจะสามารถนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนได้หรือไม่?

ความสำคัญของการรับประกันความมั่นคง

การที่สหรัฐฯ เตรียมรับประกันความมั่นคงให้ยูเครนนั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างเสถียรภาพในภูมิภาค การรับประกันนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงออกถึงการสนับสนุนยูเครนเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังรัสเซียว่าการใช้กำลังเพื่อเปลี่ยนแปลงเขตแดนนั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้

นอกจากนี้ การรับประกันความมั่นคงยังเป็นการปูทางไปสู่การเจรจาอย่างสันติ การมีหลักประกันที่แข็งแกร่งจะทำให้ยูเครนมีความมั่นใจมากขึ้นในการเจรจาต่อรอง และสามารถเรียกร้องเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่สำคัญคือการทำให้การรับประกันความมั่นคงนี้มีความน่าเชื่อถือและสามารถปฏิบัติได้จริง การที่ยุโรปมีส่วนร่วมในการรับประกันด้วยนั้นจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความเป็นเอกภาพในการสนับสนุนยูเครน

การที่เซเลนสกีย้ำว่าการแก้ไขปัญหาต่างๆ ต้องมียูเครนเข้าร่วมในการประชุมไตรภาคีนั้น ก็เป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล เนื่องจากยูเครนเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้ง การเปิดโอกาสให้ยูเครนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนและเป็นธรรม

โดยสรุปแล้ว ข่าวที่ว่า เซเลนสกียินดี สหรัฐฯ เตรียมรับประกันความมั่นคงให้ยูเครน ถือเป็นข่าวดีที่สร้างความหวังให้กับยูเครนและประชาคมโลก แต่ก็ยังคงต้องมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป เพื่อให้การรับประกันความมั่นคงนี้สามารถนำไปสู่สันติภาพและความมั่นคงที่ยั่งยืนในภูมิภาคได้ในที่สุด

การตัดสินใจของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อภูมิรัฐศาสตร์โลกอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงบทบาทของสหรัฐฯ ในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงของโลก

ที่มา – เซเลนสกียินดี สหรัฐฯ เตรียมรับประกันความมั่นคงให้ยูเครน

อาลัย “เทเรนซ์ สแตมป์” วายร้ายซูเปอร์แมน

วงการบันเทิงต้องสูญเสียครั้งใหญ่ เมื่อ เทเรนซ์ สแตมป์ นักแสดงอาวุโสชาวอังกฤษ ผู้เป็นที่รู้จักจากบทบาทวายร้ายในภาพยนตร์ดังหลายเรื่อง รวมถึงบทนายพลซอดใน “ซูเปอร์แมน” ได้เสียชีวิตลงแล้วด้วยวัย 87 ปี ข่าวการจากไปของเทเรนซ์ สแตมป์ สร้างความเสียใจให้กับแฟนๆ ทั่วโลก

เทเรนซ์ สแตมป์ มีผลงานยาวนานกว่า 6 ทศวรรษในวงการภาพยนตร์ โดยเริ่มเป็นที่รู้จักจากภาพยนตร์เรื่อง Billy Budd ในปี 1962 ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์และลูกโลกทองคำ แม้จะเริ่มต้นด้วยบทบาทที่หลากหลาย แต่บทบาทที่ทำให้เทเรนซ์ สแตมป์ เป็นที่จดจำมากที่สุดคือบทวายร้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทนายพลซอด ในภาพยนตร์ซูเปอร์แมนภาคแรกและภาคสอง

“เทเรนซ์ สแตมป์” นักแสดงอาวุโส วายร้ายจาก “ซูเปอร์แมน”

ครอบครัวของสแตมป์ได้ออกแถลงการณ์ผ่านสำนักข่าวรอยเตอร์ส ระบุว่าเขาเสียชีวิตอย่างสงบเมื่อช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา พร้อมทั้งกล่าวถึงผลงานอันยอดเยี่ยมที่เขาทิ้งไว้ ทั้งในฐานะนักแสดงและนักเขียน ซึ่งจะยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้คนไปอีกนาน

ชีวิตและการทำงานของ เทเรนซ์ สแตมป์

เทเรนซ์ สแตมป์ เกิดเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 1938 ในครอบครัวชนชั้นแรงงานที่กรุงลอนดอน เขาเริ่มต้นการศึกษาในโรงเรียนวิชาการ ก่อนที่จะมุ่งหน้าสู่เส้นทางอาชีพด้านโฆษณา หลังจากได้รับทุนการศึกษาด้านการแสดง สแตมป์ก็เริ่มมีชื่อเสียงในช่วงทศวรรษ 1960 จากการแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Billy Budd ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับกะลาสีหนุ่มผู้ไร้เดียงสาในศตวรรษที่ 18

ความสามารถทางการแสดงของเขาเป็นที่ประจักษ์ ทำให้เขาได้รับโอกาสในการแสดงภาพยนตร์อีกมากมาย ทั้งบทบาทดราม่าและบทบาทที่ต้องใช้ทักษะการแสดงที่หลากหลาย แต่บทบาทที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขาอย่างแท้จริงคือบทบาทวายร้าย โดยเฉพาะ นายพลซอด วายร้ายจากดาวคริปตัน ผู้เป็นคู่ปรับสำคัญของซูเปอร์แมน

ผลงานเด่นของ “เทเรนซ์ สแตมป์”

  • Billy Budd (1962)
  • Far From the Madding Crowd (1967)
  • Superman (1978)
  • Superman II (1980)
  • The Adventures of Priscilla, Queen of the Desert (1994)
  • Valkyrie (2008)

นอกจากบทบาทนายพลซอดแล้ว เทเรนซ์ สแตมป์ ยังมีผลงานที่น่าจดจำอีกมากมาย เช่น บทจ่าทรอย ในภาพยนตร์เรื่อง Far From the Madding Crowd และบทบาทในภาพยนตร์เรื่อง The Adventures of Priscilla, Queen of the Desert ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและเข้าถึงบทบาทที่หลากหลายของเขา

การจากไปของ เทเรนซ์ สแตมป์ ถือเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของวงการบันเทิง นักแสดงรุ่นใหญ่ผู้มากความสามารถคนนี้จะยังคงอยู่ในความทรงจำของพวกเราตลอดไปผ่านผลงานอันเป็นที่ประทับใจของเขา

ที่มา – “เทเรนซ์ สแตมป์” นักแสดงอาวุโส วายร้ายจาก “ซูเปอร์แมน” เสียชีวิตแล้ว

Scroll to top