ข่าววันนี้

ศาลไม่ให้ประกัน “ลุงพล” นอนคุกระหว่างฎีกา

ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้อง ไม่ให้ประกันตัว “ลุงพล” ในคดีน้องชมพู่ โดยให้เหตุผลว่าเป็นคดีร้ายแรง และเกรงว่าจำเลยจะหลบหนี ส่งผลให้ ลุงพล ต้องถูกคุมขังในเรือนจำระหว่างรอการพิจารณาฎีกา

“ลุงพล” นอนคุกยาวระหว่างฎีกา

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 มีรายงานข่าวเกี่ยวกับความคืบหน้าคดีน้องชมพู่ โดยศาลได้พิจารณาคำร้องขอประกันตัวของนายไชย์พล วิภา หรือ ลุงพล และมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว

นายประยุทธ เพชรคุณ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 4 ในฐานะผู้ควบคุมดูแลการดำเนินคดีในชั้นศาลสูง ได้กล่าวถึงความคืบหน้าในคดีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เพิ่มโทษ นายไชย์พล วิภา หรือ ลุงพล ในคดีฆาตกรรมเด็กหญิงอรวรรณ วงศ์ศรีชา หรือ น้องชมพู่ อายุ 3 ปี เป็นรวม 26 ปี เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ที่ผ่านมา ว่าตนได้กำชับอัยการศาลสูงจังหวัดมุกดาหาร ให้ยื่นคัดค้านการประกันตัวนายไชย์พล

ศาลฎีกาได้พิจารณาแล้วเห็นว่า พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง กระทบต่อความสงบสุขของสังคม และศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาลงโทษจำคุกถึง 26 ปี อีกทั้งเกรงว่าจำเลยจะหลบหนี จึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างฎีกา เป็นผลให้ ลุงพล ต้องถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำระหว่างรอการพิจารณา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เหตุผลสำคัญที่อัยการศาลสูงจังหวัดมุกดาหารยื่นคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้พิพากษาแก้เป็นเพิ่มโทษจำเลยให้หนักกว่าที่ศาลชั้นต้นได้ตัดสินไว้ อีกทั้งคดีนี้มีอัตราโทษสูง และจังหวัดมุกดาหารอยู่ใกล้ชายแดน นอกจากนี้ จำเลยมีฐานะทางการเงินดี และคดีเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วไป จึงเกรงว่าหากศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวในชั้นฎีกา จำเลยอาจหลบหนีได้

ดังนั้น โจทก์จึงเกรงว่าการติดตามตัวจำเลยจะเป็นไปได้ยาก ซึ่งจะทำให้การบังคับใช้กฎหมายไม่ได้ผล และกระบวนการยุติธรรมขาดความน่าเชื่อถือ ด้วยเหตุผลดังกล่าว อัยการจึงขอให้ศาลพิจารณาไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยที่ 1 ในชั้นฎีกา

ทำไมศาลถึงไม่ให้ประกันตัว “ลุงพล”?

การที่ศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ประกันตัว ลุงพล แสดงให้เห็นถึงความกังวลของศาลต่อความร้ายแรงของคดี และความเสี่ยงที่จำเลยจะหลบหนี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากโทษที่สูง และปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ถึงแม้ว่าการถูกคุมขังระหว่างฎีกาจะเป็นเรื่องที่ยากลำบาก แต่ก็เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม และเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของระบบกฎหมาย

  • คดีร้ายแรง: ศาลพิจารณาว่าคดีนี้มีความร้ายแรงและส่งผลกระทบต่อสังคม
  • โทษสูง: ศาลอุทธรณ์ตัดสินจำคุกถึง 26 ปี
  • ความเสี่ยงในการหลบหนี: ศาลกังวลว่าจำเลยอาจหลบหนีหากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว

คดีนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไป ว่าผลการพิจารณาในชั้นฎีกาจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่แน่นอนคือ กระบวนการยุติธรรมยังคงเดินหน้าต่อไป

การที่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวลุงพลในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการพิจารณาถึงความร้ายแรงของคดีและผลกระทบต่อสังคม และเป็นเครื่องยืนยันว่ากระบวนการยุติธรรมยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาความน่าเชื่อถือและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

ที่มา – “ลุงพล” นอนคุกยาวระหว่างฎีกา ศาลไม่อนุญาตประกันตัว เกรงหลบหนี

สว.กรพด แจงสื่อเข้าใจผิด ร่วมลงชื่อสอย 136 สว.

สว.กรพด แจงสื่อเข้าใจผิด ร่วมลงชื่อสอย 136 สว. ปมเอี่ยวคดีฮั้ว สว. อ้างเพื่อนชวนจนเข้าใจผิดคิดว่าแค่ชะลอเลือกองค์กรอิสระ สุดท้ายเพื่อนไม่ลงชื่อด้วย ยันไม่มีใครขู่

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ว่าที่ พ.ต.กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้แถลงข่าวเพื่อชี้แจงกรณีที่มี สว. จำนวนหนึ่งร่วมลงชื่อยื่นต่อประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของ สว. จำนวน 136 คนสิ้นสุดลงหรือไม่

ว่าที่ พ.ต.กรพด กล่าวว่า ตนได้รับการชักชวนจากกลุ่ม สว. กลุ่มหนึ่ง โดยได้รับคำอธิบายว่าวัตถุประสงค์ของการดำเนินการนี้คือ การยับยั้ง สว. จำนวน 136 คนจากการทำหน้าที่เลือกผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ซึ่งเป็นการใช้อำนาจของวุฒิสภา และเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสรรหาและแต่งตั้งที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในกรณีนี้เท่านั้น

“ผมขอเรียนว่า การใช้ชีวิตร่วมกัน ทั้งในสังคมทั่วไปและในสภา ย่อมเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต้องมีเพื่อน ผมก็เช่นกัน เมื่อได้รับคำอธิบายจากคนที่ผมคิดว่าเป็นเพื่อน ผมจึงมีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือ เพราะโดยส่วนตัวแล้วผมเห็นว่า การทำหน้าที่เลือกผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ อาจดูไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ผมจึงได้ลงชื่อในเอกสารดังกล่าวเป็นลำดับที่ 17” ว่าที่ พ.ต.กรพด กล่าว

ว่าที่ พ.ต.กรพด อธิบายเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ เขาได้รับทราบวัตถุประสงค์ของการเข้าชื่อมาบ้างแล้ว ว่ามีความประสงค์จะให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเฉพาะกรณี ดังนั้นเขาจึงเข้าใจว่าเนื้อหาในเอกสารดังกล่าวมีความหมายเดียวกัน ประกอบกับเขามีกิจธุระเร่งด่วน จึงได้ลงนามท้ายเอกสารอย่างเร่งรีบ โดยไม่ได้อ่านข้อความในตอนต้นของเอกสารอย่างละเอียดถี่ถ้วน หลังจากนั้น เขาจึงได้ทราบภายหลังว่าเนื้อหาในเอกสารนั้นไม่ตรงกับคำอธิบายที่เขาได้รับก่อนหน้านี้ และที่สำคัญคือ ผู้ที่ชักชวนให้เขาร่วมลงชื่อกลับไม่ได้ลงชื่อในเอกสารดังกล่าวด้วยตนเอง

สว.กรพด แจงสื่อเข้าใจผิด ร่วมลงชื่อสอย 136 สว.

“ด้วยเหตุนี้ ผมต้องกราบขออภัยพี่น้องสื่อมวลชนที่ผมเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ซึ่งผมยืนยันว่าจะไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผมมีความตั้งใจและจริงจังในการทำหน้าที่สมาชิกวุฒิสภาอย่างเต็มความสามารถ ในท้ายที่สุดนี้ ผมขอยืนยันว่าผมจะทำหน้าที่สมาชิกวุฒิสภาด้วยความระมัดระวังและรอบคอบมากยิ่งขึ้น และขอเรียนสื่อมวลชนทุกท่านว่า กระผมไม่เห็นด้วยกับกระบวนการล่ารายชื่อ ซึ่งอาศัยความไว้วางใจกันเป็นเครื่องมือ” ว่าที่ พ.ต.กรพดกล่าว

ยืนยันไม่ได้ถูกข่มขู่ ปมร่วมลงชื่อสอย 136 สว.

ว่าที่ พ.ต.กรพด ยังยืนยันหนักแน่นว่า เขาไม่ได้ถูกข่มขู่ให้ถอนชื่อแต่อย่างใด แต่เป็นความเข้าใจผิดตั้งแต่ต้น ดังนั้นเขาจึงขอถอนชื่อของตนเองออกจากคำร้องดังกล่าว

เรื่องราวของ สว.กรพด ที่ออกมาอธิบายถึงความเข้าใจผิดในการร่วมลงชื่อถอดถอนเพื่อน สว. 136 คนนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลและเอกสารอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนที่จะตัดสินใจลงนามในเอกสารใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมืองและกฎหมาย การฟังความรอบด้านและการพิจารณาอย่างรอบคอบ จะช่วยป้องกันความผิดพลาดและความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นได้

การออกมาขอโทษและชี้แจงของ สว.กรพด ในครั้งนี้ เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง และเป็นการยืนยันถึงความตั้งใจที่จะปฏิบัติหน้าที่สมาชิกวุฒิสภาให้ดีที่สุดต่อไป

ที่มา – “สว.กรพด” แจงสื่อเข้าใจผิด ร่วมลงชื่อสอย 136 สว. เอี่ยวคดีฮั้ว สว.

ชาวบ้านยังไม่ไว้ใจ สถานการณ์ชายแดน อพยพวัดกว่า 100

ชาวบ้านพื้นที่ชายแดน จ.สุรินทร์ ยังไม่ไว้วางใจสถานการณ์ชายแดน พากันอพยพมาอยู่วัดกว่า 100 ชีวิต เต็มใจดูแลกันเอง เพียงขอให้มีที่นอนปลอดภัย สถานการณ์ที่ทำให้ ชาวบ้านยังไม่ไว้ใจ สถานการณ์ชายแดน นี้ ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของพวกเขาอย่างมาก

วันนี้ 14 ส.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ในพื้นที่ชายแดน จ.สุรินทร์ ยังคงตึงเครียด แม้จะมีการเจรจาหยุดยิงก็ตาม แต่ชาวบ้านยังไม่สามารถไว้วางใจทหารกัมพูชาได้ เนื่องจากมักจะไม่สนใจการเจรจาและพยายามจะละเมิดข้อตกลงต่างๆ มาโดยตลอด ทำให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนต่างวิตกกังวลว่าจะมีการปะทะกันรอบ 2 จนเริ่มมีการอพยพหนีเข้าไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยกันแล้ว ไม่ว่าจะเป็นบ้านญาติและวัดต่างๆ

แม้จะไม่ได้เปิดเป็นศูนย์พักพิงตามที่ส่วนราชการกำหนดก็ตาม โดยเฉพาะที่วัดศรีรัตนนาราม ต.นอกเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ พบว่ามีชาวบ้านจากหมู่บ้านด่านและหมู่บ้านไผ่เงิน ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ อพยพเข้าไปพักอาศัยกันในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุ และผู้ป่วยติดเตียง รวมทั้งเด็กๆ เยาวชนต่างๆ กว่า 117 คนแล้ว

สำหรับชาวบ้านที่อพยพต่างต้องดูแลตัวเอง และช่วยกันออกเงินซื้ออาหารการกินกันเองครอบครัวใครครอบครัวมัน รวมไปถึงทำกับข้าวกินกันเอง เพราะทางวัดไม่ได้มีงบประมาณเบิกจากส่วนราชการแต่อย่างใด ซึ่งชาวบ้านก็ยินดีและเต็มใจที่จะไปพักอาศัย เนื่องจากมีความสะดวก ไม่แออัด มีห้องให้อยู่เป็นห้องๆ ซึ่งที่ผ่านมาทางวัดก็ได้เปิดให้ชาวบ้านที่อพยพมาพักอาศัยมาแล้ว

ทางด้าน พระครูศรีสุนทร สรกิจ หรือ ผศ.ดร.เริงศักดิ์ เขมวีโร เจ้าอาวาสวัดศรีรัตนาราม เจ้าคณะอำเภอลำดวน กล่าวว่า วัดศรีรัตนาราม เฉพาะตึกเดียวรองรับประชาชนได้ประมาณ 200 กว่าคน 30 ห้องนอน ติดแอร์ทุกห้องและศาลาการเปรียญสองห้องก็ได้หลายร้อยคนเช่นกัน และศาลาอีกหลัง ที่นี่พร้อมเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้ที่ประสบผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนก็สามารถที่จะมาพักได้.

ชาวบ้านยังไม่ไว้ใจ สถานการณ์ชายแดน

สถานการณ์ความไม่แน่นอนบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากและความไม่มั่นคงในชีวิต การอพยพมายังวัดเพื่อแสวงหาความปลอดภัยเป็นทางเลือกสุดท้ายที่พวกเขาจำเป็นต้องทำ แม้จะต้องดูแลตัวเองและช่วยเหลือกันเอง แต่การมีที่พักพิงที่อุ่นใจก็ยังดีกว่าต้องเสี่ยงภัยอยู่ในพื้นที่ที่อาจเกิดการปะทะกันได้ทุกเมื่อ

ผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน

ผลกระทบหลักที่เกิดขึ้นคือความหวาดกลัวและความไม่ไว้วางใจต่อสถานการณ์ ชาวบ้านยังไม่ไว้ใจ สถานการณ์ชายแดน ทำให้การดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างยากลำบาก การทำมาหากินหยุดชะงัก เด็กๆ ไม่สามารถไปโรงเรียนได้ และผู้สูงอายุต้องอยู่อย่างหวาดระแวง

นอกจากนี้ การอพยพยังนำมาซึ่งปัญหาด้านสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง การขาดแคลนยาและเวชภัณฑ์ รวมถึงความเครียดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม ยิ่งทำให้ปัญหาสุขภาพทวีความรุนแรงมากขึ้น

ความช่วยเหลือที่จำเป็น

ถึงแม้ว่าชาวบ้านจะช่วยเหลือกันเองอย่างเต็มที่ แต่ความช่วยเหลือจากภายนอกก็ยังคงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง หน่วยงานภาครัฐและองค์กรต่างๆ ควรเข้ามาให้การสนับสนุนด้านอาหาร น้ำดื่ม ยาเวชภัณฑ์ และเครื่องนุ่งห่ม รวมถึงให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์และจิตวิทยา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน

นอกจากนี้ การให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันแก่ประชาชน ก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อลดความวิตกกังวลและความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งบริเวณชายแดนอย่างยั่งยืน จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อให้ชาวบ้านสามารถกลับไปใช้ชีวิตอย่างปกติสุขได้อีกครั้ง ความร่วมมือและการเจรจาอย่างสันติ จะนำมาซึ่งความสงบและมั่นคงในพื้นที่ชายแดน

เราหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นในเร็ววัน และชาวบ้านที่อพยพมา จะสามารถกลับไปยังบ้านเรือนของตนเองได้อย่างปลอดภัย หากคุณต้องการช่วยเหลือ สามารถติดต่อวัดศรีรัตนาราม หรือหน่วยงานราชการในพื้นที่ได้โดยตรง ความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ของท่าน อาจเป็นกำลังใจที่ยิ่งใหญ่สำหรับพวกเขา

ที่มา – ชาวบ้านยังไม่ไว้ใจ สถานการณ์ชายแดน อพยพมาอยู่วัดกว่า 100 คน เต็มใจดูแลกันเอง

สาวเชื่อได้โชคจากอาศรมฤาษีเณร ออกกระบะป้ายแดง

สาวนำรถกระบะป้ายแดงมาให้ฤาษีเณรเจิมเพื่อความเป็นสิริมงคล หลังมาขอโชคแล้วได้สมดังหวัง เตรียมนำทะเบียนรถไปเสี่ยงโชคงวด 16/8/68 นี้ด้วย เรื่องราวของสาวผู้โชคดีที่สาวเชื่อ ได้โชคจากอาศรมฤาษีเณร กลายเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง

วันที่ 14 ส.ค. 68 ที่อาศรมฤาษีเณร วงแหวนตะวันตกหมายเลข 9 ต.โพธิ์แตง อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา มีประชาชนเดินทางมากราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในอาศรม ทั้งปู่ฤาษีพรหมเมศองค์ใหญ่ที่สุดในโลก กุมารทองเจ้าสัวเฮง ท้าวเวสสุวรรณ 9 หน้า เจ้าแม่ตะเคียน เจ้าเงาะในถ้ำจินดามณี พญาครุฑในเมืองยักษ์ ปู่ฤาษีเกล็ดแก้วองค์ปฐมนาคราช

นอกจากนี้ หลายคนยังนำฟักทอง น้ำแดง ข้าวสาร น้ำ ขนม ของเล่น และสิ่งของต่างๆ มาแก้บนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พร้อมเข้าร่วมพิธี ทั้งถวายข้าวสาร ยกพ่อแก่ และให้อาจารย์ฤาษีเณร ธาตุพุทธคุณลงนะ พระลักษณ์หน้าทอง เจิมมือเปิดดวงเศรษฐีเพื่อความเป็นสิริมงคล โดยสิ่งของต่างๆ ที่คนนำมาแก้บน ทางอาศรมจะนำไปบริจาคให้ทางโรงเรียน วัด โรงพยาบาล มูลนิธิต่างๆ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

จากการสอบถาม นางสุภัทรา บุตรพรหม อายุ 51 ที่เดินทางมาพร้อมบุตรสาว นำรถกระบะป้ายแดงมาให้อาจารย์ฤาษีเณรเจิมเพื่อความเป็นสิริมงคล หลังก่อนหน้านี้มาขอโชค ขอเงิน ขอรถจากปู่ฤาษีพรหมเมศแล้วได้สมดังหวัง

โดย นางสุภัทรา เผยว่า เดินทางมาที่นี่ขออะไรก็ได้ โดยเริ่มจากลูกสาวมาขอให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ทีแรกก็ไม่เชื่อ แต่ลูกสาวเป็นสายมู ตอนแรกมักจะขอให้ชีวิตราบรื่น เลยลองขอเป็นเงินเป็นทอง ขอแบบหนักๆ ขอให้ได้เป็นหมื่นเป็นแสน โดยเริ่มจากขอหมื่นนึง สองหมื่น สามหมื่น เลยลองบอกลูกสาวเดือนนี้เราขอรถท่านได้มั้ย ก็มีเงินเข้ามาจากที่ขอ นำมารวมกัน และก็ไปดูรถคันนี้ ซึ่งก็จะได้นำเลขทะเบียน 5809 ไปเสี่ยงโชคงวด 16/8/68 นี้ด้วย

สาวเชื่อ ได้โชคจากอาศรมฤาษีเณร ออกกระบะป้ายแดง

เรื่องราวของสาวที่เชื่อว่า ได้โชคจากอาศรมฤาษีเณร

จากเรื่องราวนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อและความศรัทธาที่มีอยู่ในสังคมไทย การที่สาวเชื่อ ได้โชคจากอาศรมฤาษีเณร และนำไปสู่การออกรถกระบะป้ายแดงนั้น เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจและสร้างความหวังให้กับผู้ที่ต้องการเสี่ยงโชค

สำหรับใครที่สนใจอยากเดินทางไปกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อาศรมฤาษีเณร สามารถเดินทางไปได้ตามที่อยู่ที่ระบุไว้ข้างต้น นอกจากจะได้ขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลแล้ว ยังอาจได้รับโชคลาภกลับบ้านเหมือนกับสาวรายนี้ก็เป็นได้ ใครที่อยากสาวเชื่อ ได้โชคจากอาศรมฤาษีเณร ลองไปกันได้เลย

ทั้งนี้ การเสี่ยงโชคเป็นเรื่องส่วนบุคคล ควรพิจารณาถึงความเหมาะสมและไม่ควรหวังพึ่งโชคลาภเพียงอย่างเดียว การทำงานหนักและสร้างความดีก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะนำพาชีวิตไปสู่ความสำเร็จได้เช่นกัน

ที่มา – สาวเชื่อ ได้โชคจากอาศรมฤาษีเณร ออกกระบะป้ายแดง ไม่ลืมเอาทะเบียนเสี่ยงโชค

แพทองธารแจง! ขอศาลไต่สวนพยาน 5 ปาก ปมหยุดปฏิบัติหน้าที่

เปิดคำชี้แจง “แพทองธาร ชินวัตร” คดีคลิปเสียงสนทนากับ “ฮุน เซน” ขอศาลรัฐธรรมนูญไต่สวนพยานบุคคล 5 ปาก เพื่อข้อเท็จจริงรอบด้าน ชี้แจงคำพูดในคลิป พร้อมขอพิจารณาคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่

จากกรณีคดีคลิปเสียงสนทนาของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญกำหนดนัดไต่สวนพยานบุคคลจำนวน 2 ปาก คือ น.ส.แพทองธาร และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (เลขาธิการ สมช.) โดยพยานบุคคลที่ศาลรัฐธรรมนูญเรียก หากไม่มาตามกำหนดนัดถือว่าไม่ติดใจเป็นพยานบุคคล และให้ผู้ร้องหรือผู้ถูกร้องที่ประสงค์จะแถลงการณ์ปิดคดีให้ยื่นเป็นหนังสือต่อศาล หากไม่ยื่นภายในกำหนดถือว่าไม่ติดใจยื่น โดยศาลรัฐธรรมนูญนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติ นัดฟังคำวินิจฉัย

ทั้งนี้ มีการเปิดเผยรายละเอียดคำชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดย น.ส.แพทองธาร ยืนยันว่า การกระทำของตนเองตามข้อกล่าวหาของผู้ร้อง ไม่เป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2564 แต่อย่างใด และยังได้ขออนุญาตให้ไต่สวนพยานบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ปากเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากมีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านความมั่นคงของประเทศและตามแนวชายแดนปัจจุบันและบางรายมีประสบการณ์ในอดีตทั้งความมั่นคงและการต่างประเทศ ได้แก่

ขอศาลไต่สวนพยานบุคคล 5 ปาก

นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. ในฐานะผู้ทำงานร่วมกับผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกเหล่า และเป็นบุคคลที่ทราบถึงเจตนาอันแท้จริงของตนเองในการสนทนากับสมเด็จฮุน เซน

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้สั่งการฝ่ายปกครองด้านชายแดน

พล.อ.ภุชงค์ รัตนวรรณ ในฐานะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกัมพูชา ทำงานด้านปฏิบัติในกัมพูชามาตั้งแต่ยศ ร.ท. และทำงานอยู่กับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มาตั้งแต่ดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บัญชาการรบพิเศษอย่างต่อเนื่อง

พล.ท.พุฒิพงษ์ ชีพสมุทร รองเจ้ากรมพระธรรมนูญทหาร ในฐานะผู้ชำนาญด้านกฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคงของทหารและเรื่องอำนาจอธิปไตยของประเทศ

นายธนาธิป อุปัติศฤงค์ อดีตทูตไทยประจำประเทศญี่ปุ่น, ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศรัสเซีย ในฐานะผู้ชำนาญด้านการต่างประเทศ และสามารถให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงวิธีปฏิบัติทางการทูตในการเจรจาแบบไม่เป็นทางการ

อีกทั้งพยาน 5 รายดังกล่าว ยังเป็นบุคคลที่ทราบถึงเจตนาอันแท้จริงของตนเองในการสนทนากับสมเด็จฮุน เซน เพื่อให้ศาลฯ ได้รับทราบถึงความคิดเห็นว่าการดำเนินการของตนในช่วงเหตุการณ์ ไม่ได้กระทำโดยมีเจตนาตามที่ผู้ร้องกล่าวหา หรือเป็นการละเมิดบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

ทั้งยังเป็นการดำเนินการตามข้อมูลและคำแนะนำของฝ่ายความมั่นคงที่ประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน และเพื่อแสดงว่าเจตนาของตนมุ่งเพื่อรักษาเอกราชอธิปไตย และความมั่นคงของชาติ ไม่ใช่เจตนาดังที่ผู้ร้องกล่าวหา จึงขอศาลฯ โปรดพิจารณาอนุญาตให้มีการไต่สวนพยานบุคคลดังกล่าว เพื่อให้การพิจารณาคดีมีความครบถ้วน รอบด้าน และเป็นธรรม โดยปราศจากข้อสงสัยอันอาจกระทบต่อความชอบธรรมและสถานะของตนในฐานะนายกรัฐมนตรีของประเทศ

ดังนั้น เมื่อคำนึงถึงความเป็นสัดส่วนในความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการหยุดปฏิบัติหน้าที่ของตนตามที่กล่าวมา หากตนยังคงปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ต่อไป ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและอธิปไตยของชาติ อีกทั้งสามารถปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะบูรณาการเจ้าหน้าที่รัฐทุกฝ่ายให้สนับสนุนการทำหน้าที่ของฝ่ายทหาร และแสดงถึงความเข้มแข็งภายในชาติ ซึ่งส่งผลเชิงจิตวิทยาแก่กัมพูชาในการรุกรานประเทศไทย

น.ส.แพทองธาร ขอศาลมีคำสั่งยกเลิกมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 71 ตามที่ผู้ร้องมีคำขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย ซึ่งล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนพยานบุคคลเพียง 2 ปาก คือ น.ส.แพทองธาร และเลขาธิการ สมช.

ขณะเดียวกัน มีการยืนยันข้อมูลในเรื่องการใช้ถ้อยคำว่า “อยากได้อะไรก็ให้ท่านบอกมาได้เลยค่ะ เดี๋ยวจะจัดการให้” เป็นเพียงเจตนาที่ต้องการให้คู่เจรจาเสนอเงื่อนไขหรือความต้องการออกมาก่อน ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของการเจรจาเชิงผลประโยชน์ โดยการใช้เทคนิคสำคัญ คือการตั้งคำถามเพื่อค้นหาความต้องการที่แท้จริง ไม่ได้มีเจตนาที่จะดำเนินการตามเงื่อนไขที่เสนอมาทุกกรณี

ส่วนถ้อยคำที่กล่าวถึงแม่ทัพภาคที่ 2 ว่า “เป็นฝั่งตรงข้าม” เนื่องจาก นายเคลียง ฮวด คนสนิทของสมเด็จฮุน เซน พยายามอธิบายมูลเหตุของการที่สมเด็จฮุน เซน สั่งการให้มีการปิดด่านชายแดนของฝ่ายกัมพูชา เนื่องมาจากความไม่พอใจของสมเด็จฮุน เซน ที่มีต่อแม่ทัพภาคที่ 2 (พล.ท.บุญสิน พาดกลาง) เป็นการเฉพาะเจาะจง ตนจึงจำต้องใช้เทคนิคการเจรจาที่แยกปัญหาออกจากตัวบุคคล ไม่ได้เป็นการตำหนิติเตียนในทางลบหรือแสดงให้เห็นว่าแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลไทยแต่อย่างใด แต่เป็นการอธิบายสถานการณ์ต่อฝ่ายกัมพูชาในเชิงสร้างความเข้าใจว่าฝ่ายบริหารของไทยมีเจตนาที่จะรักษาสันติและไม่ได้เป็นการโอนอ่อนหรือเอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากแต่เป็นการดำเนินนโยบายโดยอาศัยหลักทางการทูตเพื่อรักษาเสถียรภาพของประเทศและป้องกันความขัดแย้งที่อาจลุกลาม

ทำไมแพทองธาร ชินวัตรถึงขอศาลไต่สวนพยาน 5 ปาก?

ในคำชี้แจง น.ส.แพทองธาร ยังระบุด้วยว่า การที่ตนเองกล่าวถึงแม่ทัพภาคที่ 2 ในบทสนทนาเกิดขึ้นภายหลังจากที่ได้รับแจ้งจากฝ่ายความมั่นคงว่าทางการกัมพูชาไม่พอใจการเคลื่อนย้ายกำลังทหารของไทย ณ ช่องบก ซึ่งไม่เป็นไปตามที่ได้ตกลงกันไว้ล่วงหน้าในวันที่ 4 มิถุนายน 2568 จึงจำเป็นต้องสื่อสารเพื่อแยกบทบาทฝ่ายบริหารออกจากฝ่ายความมั่นคง ซึ่งสมเด็จฮุน เซน รู้สึกว่าเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงกับกัมพูชาในขณะนั้น และเพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความไว้วางใจที่อาจนำไปสู่การเปิดเจรจาในระดับทางการต่อไปโดยไม่ใช้มาตรการทางทหาร และทางเศรษฐกิจ อันอาจส่งผลกระทบแก่ประชาชนทั้งสองประเทศ

ในการขอศาลไต่สวนพยานบุคคล 5 ปากครั้งนี้ น.ส.แพทองธารหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี

ความตั้งใจเดียวของข้าพเจ้าตลอดบทสนทนา จึงเป็นเรื่องการรักษาผลประโยชน์ของชาติโดยไม่มีเจตนาจะได้มาซึ่งผลประโยชน์ส่วนตน ดังจะเห็นได้จากบทสนทนาว่าไม่มีข้อความตอนใดที่ตนเรียกร้องเอาผลประโยชน์ให้ตกเป็นของตนเองหรือครอบครัวแต่อย่างหนึ่งอย่างใดหรือได้ถือเอาประโยชน์ส่วนตนเหนือกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติหรือได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรีโดยไม่ซื่อสัตย์สุจริต หรือแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ.

การขอไต่สวนพยานบุคคล 5 ปากของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ถือเป็นการต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง และแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ

ที่มา – เปิดคำชี้แจง “แพทองธาร” ขอศาลไต่สวนพยาน 5 ปาก วอนพิจารณาคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่

สายมูส่องเลขเด็ด “ตะเคียนแม่ศรีมณีทอง” งวดนี้!

ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับการออกสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 16 สิงหาคม 2568 เหล่านักเสี่ยงโชคและสายมูต่างพากันแสวงหาเลขเด็ดตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ล่าสุดที่จังหวัดนครสวรรค์ มีรายงานว่า นักเสี่ยงโชคจำนวนมากแห่กันไปที่วัดศรีอุทุมพร เพื่อส่องเลขเด็ดจาก “ตะเคียนแม่ศรีมณีทอง” อันเลื่องชื่อ

สายมูแห่ส่องปริศนาคำ “ตะเคียนแม่ศรีมณีทอง”

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรดาสายมูต่างเดินทางไปที่วัดศรีอุทุมพร (วัดหลวงพ่อจ้อย) ตำบลหนองกรด อำเภอเมืองนครสวรรค์ เพื่อกราบไหว้สรีระสังขารของหลวงพ่อจ้อย และที่พลาดไม่ได้คือ การไปชมบารมีของต้นตะเคียนแม่ศรีมณีทองที่อยู่บริเวณหลังวัด ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการให้โชคลาภแก่ผู้ที่ศรัทธา

โดยในงวดนี้ ที่บริเวณลำต้นของตะเคียนแม่ศรีมณีทอง มีกระดาษเขียนข้อความปริศนาไว้ว่า “หงส์กับเสือเจ็ดตัวตายขึ้นสูง นกเก้าตัวตายลงต่ำ” พร้อมทั้งมีตัวเลข 2470 และ 169 ปรากฏอยู่ ทำให้นักเสี่ยงโชคต่างพากันจดเลขดังกล่าว เพื่อนำไปเสี่ยงโชคในงวดวันที่ 16 สิงหาคม 2568 ที่จะถึงนี้

บรรยากาศภายในวัดเป็นไปด้วยความคึกคัก ผู้คนต่างเข้ามาสักการะบูชาและขอพรจากหลวงพ่อจ้อย รวมถึงตะเคียนแม่ศรีมณีทอง บางรายก็ใช้วิธีการลูบคลำต้นตะเคียนเพื่อหาตัวเลข บ้างก็จุดธูปขอโชคลาภ พร้อมตั้งจิตอธิษฐานให้สมหวังดังปรารถนา

ความเชื่อเกี่ยวกับตะเคียนแม่ศรีมณีทอง

ความเชื่อเกี่ยวกับต้นตะเคียนนั้นมีมาอย่างยาวนานในสังคมไทย โดยเชื่อกันว่าต้นตะเคียนเป็นที่สิงสถิตของนางไม้ หรือที่เรียกว่า “แม่ย่าตะเคียน” ซึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์และสามารถให้โชคลาภแก่ผู้ที่เคารพนับถือได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตะเคียนแม่ศรีมณีทองที่วัดศรีอุทุมพรแห่งนี้ เป็นที่เลื่องลือในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์และการให้โชคลาภ จนทำให้มีผู้คนจากทั่วสารทิศเดินทางมาขอพรและเสี่ยงโชคกันอย่างไม่ขาดสาย

สำหรับเลขเด็ดที่ได้จาก “ตะเคียนแม่ศรีมณีทอง” ในงวดนี้ ได้แก่ 2470 และ 169 ซึ่งเป็นเลขที่นักเสี่ยงโชคให้ความสนใจเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม การเสี่ยงโชคเป็นเพียงความเชื่อส่วนบุคคล ควรใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ และไม่ควรหลงเชื่อจนเกินไป

แม้ว่าเลขเด็ดจากตะเคียนแม่ศรีมณีทองจะเป็นที่ต้องการของนักเสี่ยงโชค แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการดำเนินชีวิตด้วยความสุจริต ขยันหมั่นเพียร และมีสติในการใช้จ่าย หากประสบความสำเร็จก็อย่าลืมแบ่งปันให้กับผู้ที่ด้อยโอกาสกว่า เพื่อเป็นการสร้างบุญกุศลและเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง

ที่มา – สายมูแห่ส่องปริศนาคำ “ตะเคียนแม่ศรีมณีทอง” ได้เลขเด็ดงวด 16/8/68

หมอยงชี้! ทำไมต้องตรวจ “ไวรัสตับอักเสบบี” ก่อนปี 35

“หมอยง” อธิบายชัดๆ ว่าทำไมผู้ที่เกิดก่อนปี 2535 หรือมีอายุ 33 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองโรค “ไวรัสตับอักเสบบี” เรื่องนี้สำคัญและเกี่ยวข้องกับสุขภาพของคนไทยจำนวนมากเลยทีเดียว มาฟังเหตุผลจากคุณหมอกันค่ะ

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความที่ให้ความกระจ่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในหัวข้อ “ไวรัสตับอักเสบบี ในผู้ที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2535 กับวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีในการป้องกัน” ซึ่งมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

ทำไมต้องตรวจ “ไวรัสตับอักเสบบี” ในผู้ที่เกิดก่อนปี 2535?

ในอดีต ไวรัสตับอักเสบบีถือเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย พบผู้ติดเชื้อในอัตราสูงมาก รัฐบาลจึงได้เริ่มรณรงค์การให้วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี โดยเฉพาะในเด็กแรกเกิด โดยเริ่มต้นใน 2 จังหวัดนำร่อง คือ ชลบุรีและเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2531 จากนั้นอีก 2 ปี (พ.ศ. 2533) ได้ขยายไปยัง 10 จังหวัด รวมเป็น 12 จังหวัด และในเดือนเมษายน พ.ศ. 2535 ได้มีการให้วัคซีนแก่ทารกแรกเกิดทุกคน อย่างน้อย 3 ครั้งภายในปีแรก

ผลจากการรณรงค์ ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในผู้ที่เกิดหลังปี พ.ศ. 2535 ลดลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากได้รับวัคซีนป้องกันการติดเชื้อจากมารดาที่เป็นพาหะ ตั้งแต่วัยเด็ก ทำให้ในปัจจุบัน ผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 33 ปี มีอัตราการติดเชื้อที่ต่ำมาก

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีอายุมากกว่า 33 ปี หรือเกิดก่อนปี 2535 และไม่เคยได้รับวัคซีน อาจเคยได้รับเชื้อมาก่อนแล้ว และอาจมีภูมิต้านทานเกิดขึ้นแล้วโดยธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุ ดังนั้น การพิจารณาฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันจึงเป็นสิ่งที่ดี แต่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควรทำการตรวจเลือดเพื่อตรวจสอบสถานะของไวรัสตับอักเสบบีเสียก่อน

ตรวจเลือด “ไวรัสตับอักเสบบี” แล้วจะรู้ได้อย่างไร?

การตรวจเลือดจะช่วยให้ทราบว่าสถานะของไวรัสตับอักเสบบีในร่างกายของเราเป็นอย่างไร เช่น:

  • มีภูมิต้านทานแล้วตามธรรมชาติ
  • เป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบบี
  • ติดเชื้อเรื้อรัง
  • ยังไม่เคยติดเชื้อและไม่มีภูมิต้านทาน

การทราบสถานะของตัวเองจะช่วยให้สามารถแยกกลุ่ม เพื่อให้วัคซีนเฉพาะในกลุ่มที่ไม่เคยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีมาก่อน และไม่เคยได้รับวัคซีนเท่านั้น

สำหรับผู้ที่ติดเชื้อแล้วและมีภูมิคุ้มกัน ก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไรเพิ่มเติม แต่หากติดเชื้อและเป็นพาหะ ควรเข้าสู่กระบวนการรักษาและติดตามอาการอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการเกิดโรคร้ายแรง เช่น ตับแข็งและมะเร็งตับ

ดังนั้น คุณหมอยงจึงเน้นย้ำว่า ผู้ที่เกิดก่อนปี 2535 ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองเลือดก่อนที่จะพิจารณาเข้ารับวัคซีน “ไวรัสตับอักเสบบี” การตรวจคัดกรองจึงมีความสำคัญอย่างมาก

สรุปคือ หากคุณเกิดก่อนปี 2535 และไม่แน่ใจว่าเคยได้รับวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีหรือไม่ การไปตรวจคัดกรองเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาวของคุณเอง

ที่มา – “หมอยง” อธิบายชัด ทำไมผู้ที่เกิดก่อนปี 2535 ควรตรวจคัดกรอง “ไวรัสตับอักเสบบี”

“ภูมิธรรม” ชี้ คดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว. ไม่ได้

“ภูมิธรรม” ชี้ เอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้ ต้องดูที่เรื่องใหญ่

“ภูมิธรรม” โต้ “ภูมิใจไทย” ยัน ดีเอสไอเดินหน้าคดีบริษัท “รมว.ปุ๋ง” รุกที่สาธารณะ จ.อุบลฯ ตามกระบวนการกฎหมาย รับ “คดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดง” เป็นเรื่องใหญ่ต้องสางให้ชัดเจน เหตุสาธารณชนให้ความสนใจ

วันที่ 14 สิงหาคม 2566 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีพรรคภูมิใจไทยเรียกร้องให้นายภูมิธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการคดีพิเศษติดตามตรวจสอบคดีบริษัทครอบครัว น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) หลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับเรื่องสอบสวนเป็นคดีพิเศษ การขุดบ่อน้ำรุกที่สาธารณะ จ.อุบลราชธานี หลังเอาแต่เร่งรัดตรวจสอบคดีที่ดินเขากระโดง และฮั้ว ส.ว. ว่า ตนคิดว่าดีเอสไอคงทำทุกเรื่อง แต่ยอมรับว่า เรื่องฮั้ว ส.ว.เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าเป็นจริงตามนั้นถือเป็นการทำลายระบอบกฎเกณฑ์ ระบอบประชาธิปไตย ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด สามารถมองได้ เป็นเรื่องที่สาธารณชนให้ความสนใจ ขณะที่เรื่องเขากระโดงเป็นเรื่องใหญ่อีกเรื่องที่สำคัญ และเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ตัดสินไปแล้ว ในเรื่องที่ดินประมาณ 5 พันกว่าไร่ที่คั่งค้างมานาน และเรื่องนี้ก็ช้ามาเป็น 10 ปีแล้ว จะบอกว่า เร่งรีบไม่ได้ แต่เป็นเรื่องที่ต้องสางให้เกิดความชัดเจน

สำหรับที่มีการอ้างว่า 6 ปีแล้วแต่ดีเอสไอยังไม่สั่งฟ้องคดีของ น.ส.สุดาวรรณ นายภูมิธรรม ย้อนถามว่า “เอา 6 ปีมาเปรียบเทียบกว่า 10 กว่าปี ต้องดูความใหญ่นะครับ แต่ไม่เป็นไรมีสิทธิที่จะถามได้ แต่เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ คนทั้งประเทศเขาสนใจเรื่องเขากระโดงมากกว่า ส่วนเรื่องอื่นก็ว่าไปตามกระบวนการกฎหมาย และเรื่องเขากระโดงขอให้เกิดความชัดเจน ถ้าคิดว่ามีปัญหาก็ทำให้ชัดเจน”

ผู้สื่อข่าวถามถึงการเพิกถอนที่ดินเขากระโดงต้องรอให้อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่เข้ามาเซ็น หรือให้คนรักษาการทำก่อนได้หรือไม่ หลังประกาศจะเพิกถอนตั้งแต่วันที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตนตอบหลายครั้งแล้ว รอให้มีการโปรดเกล้าฯ อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่เข้ามา จะทำหน้าที่ทันที

ทำไม “ภูมิธรรม” ถึงมองว่า เอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้?

จากเนื้อหาข่าวข้างต้น เราจะเห็นว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับกรณีที่มีการเปรียบเทียบระหว่างคดีของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงหนึ่ง กับคดีฮั้ว ส.ว. และคดีที่ดินเขากระโดง โดยนายภูมิธรรมชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างในประเด็นของความสำคัญและความสนใจของสาธารณชนที่มีต่อแต่ละคดี กล่าวคือ คดีฮั้ว ส.ว. และคดีที่ดินเขากระโดงนั้น เป็นเรื่องที่สาธารณชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก และมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยและกระบวนการยุติธรรม

ในขณะที่คดีของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดังกล่าว เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการไปตามกระบวนการทางกฎหมาย แต่ไม่ได้มีผลกระทบในวงกว้างเท่ากับสองคดีแรก นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเร่งรัดแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดง ซึ่งเป็นเรื่องที่คั่งค้างมานานกว่า 10 ปี และต้องทำให้เกิดความชัดเจนเพื่อความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ดังนั้น การที่นายภูมิธรรมมองว่า เอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้นั้น จึงมีเหตุผลมาจากความแตกต่างในด้านความสำคัญ ผลกระทบต่อสังคม และความสนใจของสาธารณชน

นอกจากนี้นายภูมิธรรมยังได้กล่าวถึงประเด็นเรื่องระยะเวลาในการดำเนินการของคดีต่างๆ โดยย้อนถามถึงการนำระยะเวลา 6 ปีของคดีรัฐมนตรีช่วยฯ มาเปรียบเทียบกับระยะเวลา 10 กว่าปีของคดีที่ดินเขากระโดง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความซับซ้อนและความยืดเยื้อของแต่ละคดีมีความแตกต่างกัน

โดยสรุปแล้ว คำกล่าวของนายภูมิธรรมเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับคดีที่มีผลกระทบต่อส่วนรวม และความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดงให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี แม้ว่าจะมีข้อเรียกร้องให้เร่งรัดการดำเนินคดีอื่นๆ ด้วยก็ตาม การดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ดังนั้น, การที่นายภูมิธรรมชี้ว่าเอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้ นั้นเป็นการเน้นย้ำว่าแต่ละคดีมีความแตกต่างในรายละเอียด และต้องพิจารณาตามบริบทของแต่ละเรื่อง

ที่มา – “ภูมิธรรม” ชี้ เอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้ ต้องดูที่เรื่องใหญ่

ดอกเหมยโพสต์! หลัง เลิฟ รีญา ถูกตำรวจกัมพูชารวบ

จากกรณีข่าวการจับกุมตัว “เลิฟ รีญา” แม่ค้าครีมชื่อดังชาวกัมพูชา ทำให้ชื่อของเธอถูกพูดถึงอีกครั้งในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ “ดอกเหมย” นักร้องหมอลำซิ่งชื่อดัง ได้ออกมาโพสต์ข้อความเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ “เลิฟ รีญา” กลายเป็นที่รู้จักในประเทศไทยจากกรณีดราม่าสวมรองเท้าคอมแบทส้นสูงบริจาคของให้ทหารกัมพูชา จนถูกดอกเหมยล้อเลียนจนเป็นกระแสไวรัลในช่วงที่ผ่านมา

เหตุการณ์การจับกุมเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2567 สำนักข่าวเฟรชนิวส์ของกัมพูชารายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจังหวัดกันดาลได้บุกจับ “เลิฟ รีญา” ถึงบ้านพักหรูในเมืองตักเมา โดยยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดข้อกล่าวหาหรือสาเหตุการจับกุมอย่างเป็นทางการ แต่เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าจะสอบสวนอย่างละเอียดและเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย

“เลิฟ รีญา” เป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่มีชื่อเสียงในตลาดความงามของกัมพูชา มีผู้ติดตามจำนวนมาก การจับกุมเธอจึงได้รับความสนใจจากผู้คนในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อย้อนกลับไปถึงเรื่องราวความขัดแย้งระหว่างเธอกับ “ดอกเหมย” นักร้องหมอลำซิ่งชาวไทย

ดอกเหมยโพสต์หลัง เลิฟ รีญา ถูกตำรวจกัมพูชารวบ

หลังจากข่าวการจับกุม “เลิฟ รีญา” เผยแพร่ออกมา “ดอกเหมย” ก็ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า “เอ้าาาา ตื่นขึ้นกะได้รับข่าวดี อิวันมรณ ถืก ตร. บ้านมันจับ คือว่าผัวเป็นนายพลนายพันซอยหยังเธอบ่ได้ติสาววว” ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยได้ประมาณว่า “ตื่นเช้ามาก็ได้รับข่าวดี อีวัน…ถูกตำรวจบ้านมันจับ เป็นถึงเมียทหารยศใหญ่ทำไมช่วยไม่ได้”

โพสต์ดังกล่าวได้รับความสนใจจากชาวเน็ตเป็นอย่างมาก มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นหลากหลาย บ้างก็แสดงความเห็นใจ “เลิฟ รีญา” บ้างก็วิพากษ์วิจารณ์ และบ้างก็เข้ามาแสดงความคิดเห็นขำขันต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ทำไมเรื่อง ดอกเหมยโพสต์หลัง เลิฟ รีญา ถูกตำรวจกัมพูชารวบ ถึงเป็นที่สนใจ?

เหตุการณ์นี้ได้รับความสนใจจากสังคมไทยเนื่องจาก:

  • ความขัดแย้งในอดีต: ความขัดแย้งระหว่าง “ดอกเหมย” และ “เลิฟ รีญา” เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ทำให้การเคลื่อนไหวของทั้งคู่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ
  • ประเด็นทางสังคม: กรณี “เลิฟ รีญา” สวมรองเท้าคอมแบทส้นสูงบริจาคของให้ทหารกัมพูชา ถูกมองว่าเป็นประเด็นอ่อนไหวทางสังคม และถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง
  • ความน่าสนใจของข่าว: ข่าวการจับกุม “เลิฟ รีญา” เป็นข่าวที่น่าสนใจในตัวเอง เมื่อประกอบกับความขัดแย้งในอดีต ทำให้ข่าวนี้ยิ่งได้รับความสนใจมากขึ้น

กรณีของ “ดอกเหมย” และ “เลิฟ รีญา” สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบของการใช้โซเชียลมีเดีย และการแสดงความคิดเห็นที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง รวมถึงความสำคัญของการเคารพความแตกต่างทางวัฒนธรรมและความเชื่อ

การที่ดอกเหมยโพสต์หลัง เลิฟ รีญา ถูกตำรวจกัมพูชารวบ ตอกย้ำว่าเรื่องราวความบาดหมางในอดีตยังคงเป็นที่จดจำ และพร้อมที่จะถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีกครั้งเมื่อมีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องเกิดขึ้น

สุดท้ายนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ “เลิฟ รีญา” เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนระมัดระวังในการแสดงออกและการกระทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนโลกโซเชียลมีเดีย เพราะทุกสิ่งที่เราทำอาจถูกบันทึกและนำกลับมาใช้ในภายหลังได้

ที่มา – “ดอกเหมย” โพสต์ หลังรู้ข่าว “เลิฟ รีญา” คู่กรณี ถูกตำรวจกัมพูชารวบถึงบ้าน

Scroll to top