ข่าววันนี้

สส.ซัดงบปลูกป่าปีละพันล้าน! ป่าลด งบ สผ.แพง

สส.ซัดงบปลูกป่าปีละพันล้าน! ป่าลด งบ สผ.แพง

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาชนได้หยิบยกประเด็นร้อนแรงเกี่ยวกับงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีสองประเด็นหลักที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ได้แก่ งบประมาณในการปลูกป่าที่สูงถึงปีละ 1,000 ล้านบาท แต่พื้นที่ป่ากลับลดลงอย่างต่อเนื่อง และงบประมาณในการตกแต่งภายในสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ที่สูงเกินจริง

นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งคำถามถึงความสมเหตุสมผลของการจัดสรรงบประมาณจำนวนมหาศาลสำหรับการปลูกป่าในแต่ละปี แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงกลับสวนทาง เนื่องจากพื้นที่ป่าของประเทศไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการทุจริตในโครงการปลูกป่าและการเพาะกล้าที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

นายเลาฟั้งกล่าวว่า จากการตรวจสอบของ สตง. พบว่าต้นไม้ที่ปลูกในโครงการของกรมอุทยานฯ มีอัตราการรอดตายน้อยกว่า 50% ในหลายพื้นที่ และบางแปลงยังไม่พบต้นกล้าตามที่ระบุไว้ในโครงการ นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่พื้นที่ปลูกป่าถูกอ้างว่าถูกบุกรุก แต่เมื่อตรวจสอบแล้วกลับพบว่าเป็นพื้นที่ที่ยึดมาจากชาวบ้าน

สส.เลาฟั้งเสนอว่า แทนที่จะทุ่มงบประมาณกับการปลูกป่า ควรเน้นไปที่การป้องกันการบุกรุกพื้นที่ป่าและการจัดการไฟป่า ซึ่งจะช่วยให้ป่าสามารถฟื้นฟูตัวเองได้ตามธรรมชาติอย่างยั่งยืน การใช้จ่ายงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพในการดูแลรักษาป่าที่มีอยู่เดิม จะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากกว่าการปลูกป่าที่ไม่ยั่งยืน

“สส.ศนิวาร” ชำแหละงบตกแต่ง สผ. แพงกว่า 3 เท่า!

น.ส.ศนิวาร บัวบาน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อีกท่านหนึ่ง ได้อภิปรายถึงความไม่สมเหตุสมผลของงบประมาณในการปรับปรุงและตกแต่งภายในอาคารสำนักงาน สผ. ซึ่งเป็นโครงการผูกพันใหม่ 2 ปี วงเงินเกือบ 240 ล้านบาท โดยตั้งข้อสังเกตว่ามูลค่าของโครงการนี้คิดเป็นครึ่งหนึ่งของมูลค่าตึกทั้งหลัง

น.ส.ศนิวาร ชี้ให้เห็นว่ารายการครุภัณฑ์และอุปกรณ์หลายรายการในโครงการนี้มีราคาสูงกว่าราคาตลาดทั่วไปอย่างมาก ตัวอย่างเช่น โซล่าเซลล์ที่ สผ. จัดซื้อในราคาชุดละ 8,819 บาท แต่ราคาตลาดอยู่ที่ประมาณ 2,750 บาทเท่านั้น นอกจากนี้ ป้ายโฆษณาดิจิทัลก็มีราคาสูงกว่าท้องตลาดถึงสามเท่าตัว

สส.ศนิวาร ตั้งคำถามถึงความจำเป็นและความคุ้มค่าของรายการต่างๆ ในโครงการปรับปรุงตกแต่งภายในอาคาร สผ. และเสนอให้ปรับลดงบประมาณลงครึ่งหนึ่ง เนื่องจากงบประมาณที่ขอมานั้นไม่สมเหตุสมผล

การอภิปรายของ สส. ทั้งสองท่านสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของประชาชนต่อการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณอย่างละเอียดรอบคอบและความโปร่งใสในการดำเนินโครงการต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้มั่นใจว่าเงินภาษีของประชาชนถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด

การที่ สส.ออกมาซัดงบประมาณ สส.ซัดงบปลูกป่าปีละพันล้าน! ป่าลด งบ สผ.แพง นั้น เป็นสัญญาณที่ดีว่ามีการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจเกิดขึ้นในสภา การตรวจสอบอย่างเข้มข้นจะนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขการใช้จ่ายที่ไม่สมเหตุสมผล และนำไปสู่การจัดสรรงบประมาณที่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติ การที่งบประมาณ สส.ซัดงบปลูกป่าปีละพันล้าน! ป่าลด งบ สผ.แพง จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป

สิ่งสำคัญคือ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและความรับผิดชอบในการใช้จ่ายงบประมาณ สส.ซัดงบปลูกป่าปีละพันล้าน! ป่าลด งบ สผ.แพง กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจและร่วมกันติดตามตรวจสอบ

ที่มา – สส.ปชน. ซัดงบปลูกป่าปีละพันล้าน แต่ป่ามีแต่ลด – งบตกแต่งภายใน สผ. แพงกว่าตลาด 3 เท่า

ด่วน! โรงเรียนสั่ง “นักเรียน ม.5” ทำร้ายครู พ้นสภาพ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์ เมื่อโรงเรียนแห่งหนึ่งประกาศให้นักเรียนที่ก่อเหตุทำร้ายร่างกายครูพ้นสภาพนักเรียน เรื่องราวของ “นักเรียน ม.5” ที่ทำร้ายร่างกายครูยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม

จากกรณีข่าวก่อนหน้านี้ นักเรียนชายชั้น ม.5 ของโรงเรียนเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่งในจังหวัดอุทัยธานี ได้ก่อเหตุทำร้ายร่างกายครูผู้สอนอย่างรุนแรง เนื่องจากไม่พอใจที่ตนเองไม่ได้รับคะแนนเต็มในการสอบ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นภายในห้องเรียนต่อหน้าเพื่อนร่วมชั้น ทำให้ครูผู้สอนได้รับบาดเจ็บสาหัส ซี่โครงอักเสบ ซึ่งเป็นข่าวที่สร้างความตกใจและความไม่พอใจให้กับสังคมเป็นอย่างมาก

ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ทาง โรงเรียนอุทัยธรรมานุวัตรวิทยา ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของโรงเรียน โดยมีเนื้อหาสำคัญว่า “จากการประชุมของคณะกรรมการบริหารและที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารโรงเรียน เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 เกี่ยวกับกรณีเหตุการณ์ที่ “นักเรียน ม.5” ทำร้ายร่างกายครูผู้สอนเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 เพื่อพิจารณาหาข้อสรุปและแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น”

คณะกรรมการบริหารโรงเรียนและที่ปรึกษาฯ ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ “นักเรียน ม.5” คนดังกล่าว พ้นสภาพจากการเป็นนักเรียนของโรงเรียนอุทัยธรรมานุวัตรวิทยา

โรงเรียนสั่ง “นักเรียน ม.5” ทำร้ายร่างกายครู พ้นสภาพ

การตัดสินใจดังกล่าวของโรงเรียนถือเป็นการแสดงออกถึงจุดยืนที่ชัดเจนในการปกป้องบุคลากรทางการศึกษา และเป็นการส่งสัญญาณไปยังนักเรียนและผู้ปกครองทุกคนว่า โรงเรียนไม่สนับสนุนและจะไม่ยอมรับพฤติกรรมที่รุนแรงและการใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบ

ผลกระทบต่อ “นักเรียน ม.5” ที่ก่อเหตุ

การถูกไล่ออกจากโรงเรียนย่อมส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่ออนาคตทางการศึกษาของนักเรียนคนดังกล่าว เขาจะต้องหาโรงเรียนใหม่เพื่อศึกษาต่อ ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องง่ายนัก นอกจากนี้ เขายังต้องเผชิญกับผลกระทบทางจิตใจและสังคมที่ตามมาอีกมากมาย

ความรับผิดชอบของผู้ปกครอง

เหตุการณ์นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้ปกครองตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลเอาใจใส่บุตรหลานอย่างใกล้ชิด การสอนให้เด็กรู้จักเคารพผู้อื่น มีความอดทน และรู้จักควบคุมอารมณ์ตนเองเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จและมีความสุขในสังคม

บทเรียนที่สังคมได้รับ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงเรียนอุทัยธรรมานุวัตรวิทยานี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับสังคมไทย เราต้องร่วมกันสร้างสังคมที่ปราศจากความรุนแรง ส่งเสริมการใช้เหตุผลและการเจรจาในการแก้ไขปัญหา และให้ความสำคัญกับการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้กับเยาวชน

การตัดสินใจของโรงเรียนในการจัดการกับ “นักเรียน ม.5” ที่ก่อเหตุครั้งนี้ ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจและเป็นแนวทางสำหรับสถานศึกษาอื่นๆ ในการจัดการกับปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนอย่างเด็ดขาดและเป็นธรรม

ที่มา – โรงเรียนประกาศให้ “นักเรียน ม.5” ทำร้ายร่างกายครู ลาออกจากโรงเรียนแล้ว

วิโรจน์เหน็บรัฐบาล ไหนว่าไม่พึ่งองค์ประชุมฝ่ายค้าน

วิโรจน์เหน็บรัฐบาล ถาม “ไหนว่าไม่พึ่งองค์ประชุมฝ่ายค้าน” หลังสภาล่ม อ้างคำพูดอดิศรที่บอกหายใจเองได้ ไม่ต้องยืมจมูกฝ่ายค้าน ชี้หากสภาล่ม รัฐบาลต้องรับผิดชอบเอง

วิโรจน์เหน็บรัฐบาล ไหนว่าไม่พึ่งองค์ประชุมฝ่ายค้าน

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระ 2-3 มาตรา 18 งบกระทรวงพลังงาน หลังจากการแสดงตนและลงมติ ปรากฏว่ามีผู้แสดงตน 257 เสียง โดยผลการลงมติมีจำนวนผู้ลงมติ 390 เสียง เห็นด้วย 255 เสียง ไม่เห็นด้วย 129 เสียง งดออกเสียง 5 เสียง ไม่ลงคะแนนเสียง 1 เสียง ที่ประชุมจึงเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการ

จากนั้น นายมังกร ยนต์ตระกูล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ลุกขึ้นหารือว่า การถ่ายทอดสด 3 วัน มีเด็กนักเรียนและประชาชนทั่วไปรับชม แต่การแสดงตน 257 เสียง แต่ลงมติ 390 เสียง อาจสร้างความสับสน

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ชี้แจงว่า ที่นายอดิศร เพียงเกษ สส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไม่ต้องพึ่งฝ่ายค้านเรื่ององค์ประชุมนั้น แท้จริงแล้วรัฐบาลต้องเป็นหลักในการควบคุมองค์ประชุม พวกตนยังคงยืนยันจุดยืนเดิมคือ “อยู่อย่างไร้ตัวตน คืออยู่ครบ องค์ครบ ก็โหวตให้ องค์ไม่ครบรัฐบาลก็รับผิดชอบ”

“อยู่กันครบ ไม่ได้ไปไหน ไม่ต้องอ้างว่าอยู่ที่โรงอาหาร ไม่ต้องอ้างว่าอยู่ข้างนอก พวกเราอยู่ในนี้อยู่กันครบ องค์ครบก็โหวต องค์ไม่ครบ รัฐบาลก็รับผิดชอบ หวังว่านายมังกรเข้าใจนะครับ” นายวิโรจน์ กล่าว

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ประท้วงประธานสภาว่า ยังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นที่นายมังกรตั้งข้อสังเกต และขอให้แพนกล้องไปยังที่นั่ง สส. บางคนที่ปรากฏชื่อว่าแสดงตน แต่ไม่พบตัวในห้องประชุม

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาคนที่สอง กล่าวขอบคุณและระบุว่า “เล็กๆ น้อยๆ นะครับ เพื่อนกันครับ” ก่อนจะดำเนินการพิจารณามาตรา 19 ต่อไป

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่นายอดิศรได้ตอบโต้ฝ่ายค้าน โดยกล่าวขอบคุณที่เป็นห่วง แต่ยืนยันว่ารัฐบาลมีความมั่นคงและรับผิดชอบเรื่ององค์ประชุมได้ด้วยตนเอง โดยนายปกรณ์วุฒิได้ย้อนกลับว่า “ขอบคุณท่านอดิศรที่ยืนยัน จะได้รู้ว่าอยู่ด้วยตัวเองได้ พวกผมจะได้ไม่ต้องแสดงตนให้”

ทำไมวิโรจน์ถึงเหน็บรัฐบาลเรื่ององค์ประชุมฝ่ายค้าน?

ประเด็นสำคัญที่วิโรจน์หยิบยกขึ้นมาคือ ความรับผิดชอบของรัฐบาลในการควบคุมองค์ประชุมให้ครบ เพื่อให้การลงมติในสภาเป็นไปอย่างราบรื่น การที่นายอดิศรกล่าวว่าไม่จำเป็นต้องพึ่งฝ่ายค้าน ทำให้วิโรจน์มองว่ารัฐบาลต้องแสดงให้เห็นว่าสามารถบริหารจัดการองค์ประชุมได้ด้วยตนเอง หากสภาล่ม รัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบต่อผลที่ตามมา

การอภิปรายเรื่ององค์ประชุมมักเกิดขึ้นเมื่อมีข้อกังขาเกี่ยวกับจำนวน สส. ที่เข้าร่วมการประชุมจริงหรือไม่ การแสดงตนและการลงมติเป็นกระบวนการสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมของ สส. ในการพิจารณากฎหมายและงบประมาณ การที่จำนวนผู้แสดงตนและลงมติไม่ตรงกัน ทำให้เกิดข้อสงสัยและความไม่ไว้วางใจในการทำงานของสภา

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งทางการเมืองและความพยายามของฝ่ายค้านในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล การที่ สส. ฝ่ายค้านออกมาตั้งคำถามและประท้วง แสดงให้เห็นถึงบทบาทของพวกเขาในการรักษาผลประโยชน์ของประชาชนและตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาล

วิโรจน์แสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่ารัฐบาลควรแสดงความรับผิดชอบต่อการบริหารจัดการองค์ประชุมสภาผู้แทนราษฎร การอ้างว่าไม่จำเป็นต้องพึ่งฝ่ายค้านยิ่งทำให้รัฐบาลต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถดำเนินการทุกอย่างได้ด้วยตนเอง หากองค์ประชุมไม่ครบ รัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบต่อความล้มเหลวที่เกิดขึ้น

การเมืองไทยเต็มไปด้วยความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและสถานการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราเข้าใจถึงพลวัตทางการเมืองและสามารถตัดสินใจได้อย่างมีวิจารณญาณ

ที่มา – เหน็บรัฐบาล “วิโรจน์” ถามไหนว่าไม่พึ่งองค์ประชุมฝ่ายค้าน สภาฯ ล่มให้รับผิดชอบเอง

สุริยะดันใช้วัสดุไทย รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เฟส 2


“สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” หารือ “สภาวิศวกร” ส่งเสริมผู้ประกอบการและใช้วัสดุไทยในโครงการ “รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน” เฟส 2 ผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เปิดเผยถึงการประชุมร่วมกับนายกสภาวิศวกรและคณะ เพื่อหารือแนวทางการส่งเสริมบุคลากรวิศวกรไทย ผู้ประกอบการไทย และที่สำคัญคือการใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ผลิตในประเทศสำหรับโครงการความร่วมมือรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา – หนองคาย การหารือครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงการหาแนวทางสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยมีส่วนร่วมในโครงการนี้อย่างเต็มที่

สุริยะเร่งเครื่อง ใช้วัสดุไทย รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เฟส 2

สภาวิศวกรได้นำเสนอ 4 ประเด็นปัญหาหลักที่ต้องพิจารณา ได้แก่

  1. วัสดุก่อสร้าง: การเลือกใช้วัสดุที่ได้มาตรฐานและเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของประเทศไทย
  2. งานทดสอบวัสดุและการควบคุมคุณภาพ: การตรวจสอบและควบคุมคุณภาพของวัสดุให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล
  3. แบบก่อสร้างและเทคนิคการก่อสร้าง: การปรับปรุงและพัฒนาเทคนิคการก่อสร้างให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และทรัพยากรที่มีอยู่ในประเทศ
  4. บริษัทที่ปรึกษาควบคุมงาน: การคัดเลือกบริษัทที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการควบคุมงานก่อสร้าง

นายสุริยะกล่าวว่า การสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันของวิศวกรไทยและผู้ประกอบการไทย รวมถึงการใช้วัสดุภายในประเทศ ถือเป็นนโยบายสำคัญที่รัฐบาลและกระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญมาโดยตลอด รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะผลักดันและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยมีโอกาสเข้าร่วมในโครงการขนาดใหญ่ของประเทศ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างงานสร้างรายได้ให้กับประชาชน

เพื่อเป็นการสนับสนุนนโยบายดังกล่าว นายสุริยะได้มอบหมายให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ร่วมมือกับกรมการขนส่งทางราง สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) (สทร.) และวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) ศึกษาข้อกำหนดทางเทคนิคตามมาตรฐานจีน เพื่อกำหนดเทคนิคและรูปแบบการก่อสร้างที่เหมาะสมในประเทศไทย นอกจากนี้ ยังให้ รฟท. พิจารณาใช้ผู้ควบคุมงานก่อสร้างไทยในการดำเนินโครงการความร่วมมือรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา – หนองคาย อีกด้วย

ประโยชน์ของการใช้วัสดุไทยในโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน

การใช้วัสดุไทยในโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ไม่เพียงแต่เป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย เช่น

  • ลดต้นทุนการก่อสร้าง: การใช้วัสดุที่ผลิตในประเทศจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าวัสดุจากต่างประเทศ
  • สร้างงานสร้างรายได้ให้กับคนไทย: การผลิตวัสดุในประเทศจะสร้างงานให้กับคนไทยในหลากหลายสาขา
  • ส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยี: การพัฒนาวัสดุและเทคโนโลยีในการก่อสร้างจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย
  • ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม: การใช้วัสดุภายในประเทศจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการขนส่งวัสดุจากต่างประเทศ

รัฐบาลโดยกระทรวงคมนาคมได้จัดตั้ง สทร. เพื่อรองรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีระบบรถไฟฟ้าความเร็วสูง ซึ่งจะรวมถึงการบำรุงรักษาทั้งระบบฯ และในอนาคตได้วางเป้าหมายในการผลิตขบวนรถไฟฟ้าความเร็วสูงภายในประเทศ โดยกระทรวงฯ และกระทรวงอุตสาหกรรมได้ลงนามบันทึกความเข้าใจการยกระดับระบบคมนาคมขนส่งทางราง และการสร้างฐานการผลิตรถไฟมาตรฐานสากลภายในประเทศ เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนาอุตสาหกรรมระบบรางของประเทศไทย

โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ไม่ได้เป็นเพียงแค่โครงการก่อสร้าง แต่เป็นโครงการที่จะพลิกโฉมระบบคมนาคมของประเทศไทย และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศอย่างมหาศาล การสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยมีส่วนร่วมในโครงการนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากโครงการนี้ได้อย่างเต็มที่

การผลักดันให้เกิดการใช้งานวัสดุภายในประเทศในโครงการขนาดใหญ่นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างยั่งยืน การสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้เข้มแข็ง จะเป็นรากฐานที่มั่นคงสำหรับการเติบโตของประเทศในระยะยาว

ที่มา – “สุริยะ” หารือ “สภาวิศวกร” ใช้วัสดุไทยในโครงการ “รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน” เฟส 2

พปชร. ถาม รัฐบาลทำอะไรเร่งด่วนบ้าง?

พล.ต.ท.ปิยะ ซัดฝ่ายการเมืองไม่เข้าใจคำว่า “ความเร่งด่วน” ทางการทหาร เพราะแต่ละวินาทีหมายถึงชีวิต ชี้ของบฯ ซื้อรั้วลวดหนามหีบเพลงใช้เวลา 3-5 วัน หรือเป็นสัปดาห์ แต่ขอบริจาครวบรวมได้ภายในวันเดียว อัดรัฐบาลยังนิ่งเฉยไม่ออกหมายจับ “ฮุนเซน”

วันที่ 14 ส.ค. 2568 พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ร่วมกันบริจาครั้วลวดหนามให้กับกองทัพภาค 2 และพี่น้องประชาชนสามารถรวบรวมเงินบริจาคและรั้วลวดหนามได้ในวันเดียว กรณีนี้ต้องขอขอบคุณพี่น้องประชาชนคนไทยที่รักชาติและร่วมกันบริจาคลวดหนามให้กับกองทัพภาค 2 และพี่น้องประชาชนสามารถรวบรวมเงินบริจาคและรั้วลวดหนามได้ในวันเดียว ทางกองทัพภาค 2 ได้ย้ำความสำคัญของลวดหนามหีบเพลงในการลดความเสี่ยงต่อชีวิต-ความปลอดภัยของกำลังพลที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนและประชาชน รวมทั้งการป้องกันอธิปไตยของชาติและความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดหาในเวลาจำกัดและในจำนวนมาก ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันลวดหนามฯ ดังกล่าวในท้องถิ่นเริ่มหายาก ซึ่งนับแต่ ส.อ.ธีรพล เพียขันที เป็นเหยื่อกับระเบิดรายที่ 5 ในรอบไม่กี่วัน จึงมีความจำเป็นต้องใช้รั้วลวดหนามอย่างเร่งด่วน ทางกองทัพและทหารคงเห็นว่าการขอจากงบประมาณจากทางรัฐบาลอาจจะมีความล่าช้า อาจใช้เวลา 3-5 วัน หรือเป็นสัปดาห์ และหากใช้กระบวนการปกติกว่าจะได้งบประมาณมาก็ใช้เวลาเป็นเดือน กว่าจะใช้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบฯ ก็จะใช้เวลานานกว่า 1 เดือนหรือใช้เวลากว่านั้น ฝ่ายการเมืองไม่เข้าใจคำว่า “ความเร่งด่วน” ทางการทหาร เพราะแต่ละวินาทีหมายถึงชีวิตของทหารภายใต้บังคับบัญชาของเขา ซึ่งกรณีนี้ กองทัพภาค 2 สามารถรับบริจาคและรวบรวมลวดหนามหีบเพลงได้ภายในวันเดียว

กรณีดังกล่าว รัฐบาลต้องให้ความสำคัญและเข้าใจกระบวนการปฏิบัติเพราะสามารถจัดงบประมาณลงไปให้กองทัพภาค 2 ก่อนได้เลย โดยไม่จำเป็นให้กองทัพภาค 2 ร้องขอขึ้นมาให้เสียเวลา ไม่ว่าจะเป็นงบฉุกเฉินหรืองบลับตามความจำเป็นของสถานการณ์ เพราะบางกรณีการใช้กระบวนการงบประมาณตามวิธีการปกติจะมีความล่าช้าและไม่สามารถป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ทันเวลา รัฐบาลนี้ทำอะไรที่เร่งด่วนบ้าง นับตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม ที่มีการปะทะกันครั้งแรก เราสูญเสียพี่น้องประชาชนและทหารในวันแรก จนถึงวันนี้รวมเวลาแล้วนานกว่า 20 วัน เท่าที่ทราบ รัฐบาลมีแค่คำให้สัมภาษณ์หลังจากที่ฝ่ายค้านและสังคมกดดันว่าจะมีการดำเนินคดีนายฮุนเซนฯ ตามกฎหมายไทย ในประเทศตามกฎหมายไทยนั้น ยังไม่มีปรากฏหลักฐานการร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับนายฮุนเซนฯ แต่อย่างใด

”เรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องยากครับ สำคัญว่าจะทำหรือไม่ทำ หรือทำเป็นหรือทำไม่เป็นเท่านั้น เรื่องนี้ ทางพรรคพลังประชารัฐได้แนะนำวิธีและข้อกฎหมายไว้ให้หมดแล้ว สามารถเอาไปดำเนินการเพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์และขวัญกำลังใจของพี่น้องประชาชนชาวไทย การสั่งการให้ใช้กำลังทหารและมีผลต่อพลเรือนไทยของนายฮุนเซนฯ ที่ผ่านมาเป็นความผิดฐานสนับสนุนหรือจ้างวานใช้หรือร่วมกันฆ่าผู้อื่น และความผิดความมั่นคงภายนอกอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา (ป.อาญา) มาตรา 83, 84, 86, 288 และมาตรา 289 และยังเป็นการกระทำผิดเกี่ยวกับความมั่นคงนอกราชอาณาจักร ตาม ป.อาญา มาตรา 119, 120, 127, 128 และ 129 อย่างชัดเจน อัยการสูงสุดเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน เมื่อสอบปากคำญาติผู้ตายผู้เสียหาย สอบพยานเกี่ยวข้อง คดีนี้ อัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินกว่าสามปี สามารถขอศาลอาญาหรือศาลจังหวัดแล้วแต่กรณี ออกหมายจับได้เลย โดยไม่ต้องออกหมายเรียกก่อน ซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อาญา) มาตรา 66”

พล.ต.ท.ปิยะ กล่าวอีกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน แม้จะมีการชดเชยบางส่วนแล้ว แต่ก็ไม่เทียบเท่ากับความสูญเสียที่เกิดขึ้น รัฐบาลต้องใส่ใจให้มากกว่านี้ อย่าปล่อยล่าช้าเหมือนซ้ำรอย 4 ลูกเรือประมงที่ถูกทางการพม่าจับไปควบคุมนานกว่า 120 วัน กว่าจะได้รับการปล่อยตัวกลับมา ในที่สุด พี่น้องประชาชนจะเห็นได้เองว่าในสถานการณ์เช่นนี้เราต้องการมืออาชีพอย่างแท้จริงที่มาแก้ปัญหาของประเทศชาติ ไม่ใช่เอามือใหม่มาเอาประเทศเป็นหนูทดลอง

พปชร. ถามรัฐบาลทำอะไรเร่งด่วนบ้าง

พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้ออกมาตั้งคำถามถึงรัฐบาลว่ามีมาตรการเร่งด่วนอะไรบ้างในการจัดการสถานการณ์ชายแดนที่ยังคงมีการปะทะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่ยังไม่มีการออกหมายจับนายฮุนเซน ท่ามกลางความสูญเสียที่เกิดขึ้น

รัฐบาลทำอะไรเร่งด่วนบ้าง ในสถานการณ์ชายแดน?

พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของ “ความเร่งด่วน” ในสถานการณ์ทางการทหาร โดยกล่าวว่าทุกวินาทีมีความหมายถึงชีวิต และการดำเนินการใด ๆ ที่ล่าช้าอาจนำมาซึ่งความสูญเสียที่ไม่สามารถประเมินค่าได้ พปชร. จึงตั้งคำถามว่า พปชร. ถามรัฐบาลทำอะไรเร่งด่วนบ้าง เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

พรรคพลังประชารัฐยังได้เสนอแนะแนวทางและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้รัฐบาลสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพในการคุ้มครองสิทธิประโยชน์และขวัญกำลังใจของประชาชนชาวไทย ซึ่งรวมถึงการดำเนินคดีกับนายฮุนเซน ตามกฎหมายไทยในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการสั่งการให้ใช้กำลังทหารที่มีผลกระทบต่อพลเรือนไทย

สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน รัฐบาลควรพิจารณาถึงมาตรการที่สามารถดำเนินการได้ทันที เพื่อลดความสูญเสียและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน พปชร. ถามรัฐบาลทำอะไรเร่งด่วนบ้าง และพร้อมที่จะสนับสนุนแนวทางที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน

พล.ต.ท.ปิยะ ทิ้งท้ายว่า ประชาชนจะเห็นเองว่าสถานการณ์เช่นนี้ต้องการมืออาชีพมาแก้ปัญหา ไม่ใช่มือใหม่มาลองของ โดย พปชร. ถามรัฐบาลทำอะไรเร่งด่วนบ้าง นั้น เป็นคำถามที่ต้องการคำตอบและการลงมือทำอย่างจริงจัง

ที่มา – พปชร. ถามรัฐบาลทำอะไรเร่งด่วนบ้าง ชายแดนปะทะมา 20 วัน ยังไม่ออกหมายจับ “ฮุนเซน”

“ปลอดประสพ” รับซื้อทุ่นระเบิดกัมพูชา ลูกละหมื่น!


“ปลอดประสพ” ประกาศรับซื้อทุ่นระเบิดกัมพูชาลูกละหมื่น ไม่พูดเล่นทำจริง!

นายปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกรัฐมนตรี สร้างความฮือฮาด้วยการประกาศรับซื้อทุ่นระเบิดจากทหารกัมพูชาในราคาลูกละ 10,000 บาท โดยสามารถนำมาส่งมอบได้ที่บริเวณชายแดนทุกแห่ง งานนี้ทำเอาหลายคนสนใจว่าเป็นการพูดจริงทำจริงหรือไม่

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 นายปลอดประสพได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เชิญชวนให้ประชาชนร่วมกิจกรรมแสดงความรักชาติและความสามัคคี หนึ่งในข้อเสนอที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือการ “ปลอดประสพ” รับซื้อทุ่นระเบิดกัมพูชาลูกละหมื่น โดยเฉพาะทุ่นระเบิดบุคคลแบบ PMN 2 จากทหารกัมพูชา

“ปลอดประสพ” รับซื้อทุ่นระเบิดกัมพูชาลูกละหมื่น

รายละเอียดการ “ปลอดประสพ” รับซื้อทุ่นระเบิดกัมพูชาลูกละหมื่น

ตามประกาศดังกล่าว นายปลอดประสพระบุว่า ผู้ที่ต้องการขายทุ่นระเบิด สามารถนำมาส่งมอบได้ที่ด่านชายแดนทุกแห่ง นอกจากนี้ เขายังเชิญชวนให้ประชาชนติดธงชาติไทย หรือสติกเกอร์ธงชาติไทยที่รถยนต์ และติดเข็มกลัดธงชาติไทยที่ปกเสื้อ แม้ว่าปัจจุบันเข็มกลัดธงชาติไทยจะหายาก แต่เขาก็พร้อมเหมาซื้อทันที 1,000 อัน หากมีร้านใดสามารถผลิตได้

นอกจากนี้ ยังมีการจัดประกวดแต่งเพลงรักชาติที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ไทย-กัมพูชา โดยมีเงินรางวัล 10,000 บาทเป็นเดิมพัน

ทำไม “ปลอดประสพ” ถึงรับซื้อทุ่นระเบิดกัมพูชาลูกละหมื่น?

นายปลอดประสพอธิบายเพิ่มเติมว่า หากเงินรางวัลที่เขาเสนอไปนั้นน้อยเกินไป เขาขอเชิญชวนเพื่อนนักเรียนเก่าจากโรงเรียนมาแตร์เดอี กรุงเทพคริสเตียน เตรียมอุดมศึกษา และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาร่วมลงขันเพิ่มเงินรางวัล เพื่อสร้างความอบอุ่นและความร่วมมือในการทำกิจกรรมดังกล่าว เขาย้ำว่าสิ่งที่เขียนมาทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่เป็นการลงมือทำจริง

หลังจากโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ได้มีผู้แสดงความเห็นด้วยกับข้อเสนอ “ปลอดประสพ” รับซื้อทุ่นระเบิดกัมพูชาลูกละหมื่น เป็นจำนวนมาก หลายคนเสนอแนะว่าควรให้ข้อมูลนี้เข้าถึงทหารกัมพูชาโดยเร็วที่สุด โดยอาจต้องมีการประชาสัมพันธ์เป็นภาษากัมพูชาเพิ่มเติม บางคนเสนอให้เพิ่มเงินรางวัลอีก 5,000 บาท สำหรับทุ่นระเบิดที่ถูกขุดขึ้นมาในสภาพที่ถูกฝังไว้นาน

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการ “ปลอดประสพ” รับซื้อทุ่นระเบิดกัมพูชาลูกละหมื่น

หากโครงการนี้เกิดขึ้นจริง อาจส่งผลกระทบหลายด้าน ดังนี้:

  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: การรับซื้อทุ่นระเบิดจากทหารกัมพูชาอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้
  • ความปลอดภัย: การเคลื่อนย้ายทุ่นระเบิดเป็นเรื่องอันตราย และอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้
  • การแก้ปัญหาทุ่นระเบิด: การรับซื้อทุ่นระเบิดอาจเป็นแรงจูงใจให้มีการขุดและเก็บกู้ทุ่นระเบิดออกจากพื้นที่เสี่ยง

อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ยังคงเป็นเพียงข้อเสนอ และต้องมีการพิจารณาถึงความเป็นไปได้และความเหมาะสมในหลายๆ ด้านก่อนที่จะดำเนินการจริง

การประกาศรับซื้อทุ่นระเบิดครั้งนี้ สร้างความสนใจและกระตุ้นให้เกิดการพูดคุยถึงปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน และวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ แม้ว่าจะมีข้อถกเถียงและความกังวลต่างๆ แต่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งแนวคิดที่น่าสนใจในการแก้ไขปัญหาที่ยังคงเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ที่มา – “ปลอดประสพ” ประกาศรับซื้อทุ่นระเบิดจากทหารกัมพูชาลูกละหมื่น ไม่พูดเล่นทำจริงๆ

เปิดใจ “หนุ่มฮีโร่” เล่านาทีช่วยชีวิตสาวท้อง

เปิดใจ “หนุ่มฮีโร่” เล่านาทีไม่ลังเล รีบหยิบเสื้อชูชีพ กระโดดน้ำช่วยชีวิตสาวท้อง

จากกรณีโซเชียลแห่ชื่นชม “2 หนุ่ม” คว้าห่วงยางกับเสื้อชูชีพ กระโดดน้ำช่วยชีวิตสาวท้อง 5 เดือน กลางแม่น้ำเจ้าพระยา ล่าสุดปลอดภัยแล้ว (โคตรเท่ เปิดคลิปนาที 2 ฮีโร่ โดดน้ำช่วยชีวิตสาวท้อง 5 เดือน กลางแม่น้ำเจ้าพระยา) หลายคนอยากทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด วันนี้เราจะมา เปิดใจ “หนุ่มฮีโร่” เล่านาทีไม่ลังเล รีบหยิบเสื้อชูชีพ กระโดดน้ำช่วยชีวิตสาวท้อง ให้ทุกคนได้ทราบกัน

เมื่อเวลา 16.40 น. วันที่ 14 ส.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่จุดชาร์จไฟเรือไฟฟ้าสถานีไทรม้า อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี หลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว พบ นายสุพักษ์ ภู่เสือ หนึ่งในพลเมืองดี พร้อมเผยว่า ระหว่างนั่งเล่นอยู่กับเพื่อนร่วมงานที่สถานีชาร์จไฟ ได้ยินเสียงคนตะโกนจากบนสะพานว่ามีคนกระโดดน้ำ จึงไม่ลังเลรีบหยิบเสื้อชูชีพกระโดดลงไปช่วยทันที

นายสุพักษ์เล่าว่า ในตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรมาก ได้ยินเสียงคนร้องก็รีบวิ่งไปดู เห็นคนกำลังจะจมน้ำก็ตัดสินใจกระโดดลงไปช่วยทันที เพราะคิดว่าถ้าช่วยได้หนึ่งชีวิตก็ถือว่าเป็นเรื่องดี แม้ว่าตัวเองจะไม่ใช่คนที่ว่ายน้ำเก่งมากนัก แต่ก็พอเอาตัวรอดได้ และตั้งใจว่าจะช่วยเหลือคนให้ถึงที่สุด

หลังจากช่วยหญิงสาวขึ้นมาได้ จึงทราบว่าเป็นหญิงตั้งครรภ์ราว 4–5 เดือน หญิงคนดังกล่าวเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า หลังจากตนตั้งครรภ์นั้นได้ถูกสามีบอกเลิก และไม่รับผิดชอบ จึงเดินออกมาแล้วกลับไปหาครอบครัวก็ไม่ยอมรับตน ทำให้เกิดความเครียดอย่างหนัก จึงโบกรถแท็กซี่จากบางใหญ่มาที่สะพานพระนั่งเกล้า และตัดสินใจกระโดดลงน้ำเพื่อจบชีวิต

“ตอนที่ทราบว่าน้องผู้หญิงตั้งครรภ์ก็รู้สึกใจหายครับ รู้สึกสงสารน้องเขามาก ๆ ที่ต้องเจอเรื่องราวแบบนี้ เลยพยายามปลอบใจน้องเขา ให้กำลังใจว่าทุกปัญหามีทางออกเสมอ” นายสุพักษ์กล่าว

สิ่งที่อยากบอกหลังจากได้ เปิดใจ “หนุ่มฮีโร่” เล่านาทีไม่ลังเล รีบหยิบเสื้อชูชีพ กระโดดน้ำช่วยชีวิตสาวท้อง

นายสุพักษ์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า อยากให้เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจให้กับทุกคน หากมีปัญหาหรือความทุกข์ใจเกิดขึ้น อย่าคิดสั้นตัดสินใจจบชีวิต เพราะยังมีคนที่รักและเป็นห่วงเราอยู่เสมอ อยากให้ทุกคนหันหน้ามาพูดคุยปรึกษาปัญหา เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดร่วมกัน

“อยากให้ทุกคนให้กำลังใจซึ่งกันและกันครับ สังคมเราต้องการความรักและความเข้าใจ ถ้าเราช่วยเหลือกันและกัน สังคมเราก็จะน่าอยู่มากขึ้น”

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากการช่วยเหลือ ได้มีการโทรประสานจากเจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเข้ามาปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาต่อ โดยขณะนี้อยู่ในความดูแลของแพทย์และเจ้าหน้าที่อย่างปลอดภัย

เรื่องราวของนายสุพักษ์เป็นตัวอย่างของพลเมืองดีที่น่าชื่นชม การกระทำที่กล้าหาญและไม่ลังเลของเขาได้ช่วยชีวิตคน ๆ หนึ่งไว้ได้ และยังเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นทำความดีต่อไป การ เปิดใจ “หนุ่มฮีโร่” เล่านาทีไม่ลังเล รีบหยิบเสื้อชูชีพ กระโดดน้ำช่วยชีวิตสาวท้อง ครั้งนี้ ทำให้เราเห็นถึงความสำคัญของการมีน้ำใจและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ในสังคม

ที่มา – เปิดใจ “หนุ่มฮีโร่” เล่านาทีไม่ลังเล รีบหยิบเสื้อชูชีพ กระโดดน้ำช่วยชีวิตสาวท้อง

สลด! เด็ก 14 ราดน้ำมัน จุดไฟเผาลูกสุนัข

เรื่องเศร้าสะเทือนใจ! เกิดเหตุการณ์ที่เด็กอายุ 14 ปี ก่อเหตุสุดโหด เด็ก 14 ราดน้ำมัน จุดไฟเผาลูกสุนัขทั้งเป็น ก่อนนำซากไปโยนทิ้งน้ำ เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้รักสัตว์เป็นอย่างมาก ตำรวจได้เรียกตัวเด็กชายพร้อมผู้ปกครองมาสอบสวนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เด็ก 14 ราดน้ำมัน จุดไฟเผาลูกสุนัขทั้งเป็น

จากกรณีที่เฟซบุ๊กเพจ “มูลนิธิวอชด็อก ไทยแลนด์ Watchdog Thailand Foundation” ได้แชร์คลิปวิดีโอที่แสดงให้เห็นถึงการกระทำที่โหดร้ายของเด็กชายคนหนึ่งที่ทำร้ายลูกสุนัขอย่างทารุณ โดยในคลิปเผยให้เห็นภาพเด็กชายอายุเพียง 14 ปี จับลูกสุนัขไปเผาทั้งเป็นในห้องน้ำแห่งหนึ่ง เปลวไฟลุกไหม้อย่างน่าเวทนา ก่อนที่เด็กชายจะนำซากของลูกสุนัขไปโยนทิ้งน้ำอย่างเลือดเย็น เหตุเกิดในพื้นที่จังหวัดลำปาง

เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การทำร้ายสัตว์เท่านั้น แต่มันเป็นสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกถึงปัญหาทางพฤติกรรมที่รุนแรงที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนและจริงจัง ทางเจ้าหน้าที่มูลนิธิวอชด็อกฯ ได้เข้าแจ้งความต่อสถานีตำรวจภูธรเกาะคา และประสานงานให้ตำรวจติดตามตัวเด็กชายและผู้ปกครองมาสอบสวนเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 ถึงแม้ว่าผู้ก่อเหตุจะยังเป็นเยาวชนที่ไม่บรรลุนิติภาวะ แต่กฎหมายได้กำหนดให้ต้องเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวด

ผลกระทบทางจิตใจและสังคมจากเหตุการณ์ เด็ก 14 ราดน้ำมัน จุดไฟเผาลูกสุนัขทั้งเป็น

เหตุการณ์ที่ เด็ก 14 ราดน้ำมัน จุดไฟเผาลูกสุนัขทั้งเป็น นี้ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสัตว์ที่ถูกกระทำเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อจิตใจของสังคมโดยรวม การกระทำที่โหดร้ายเช่นนี้สามารถบ่มเพาะความรุนแรงในจิตใจของเยาวชน และอาจนำไปสู่พฤติกรรมที่อันตรายยิ่งกว่าในอนาคต

ทางมูลนิธิวอชด็อกฯ ได้ฝากเตือนไปยังผู้ปกครองและครู อาจารย์ ให้ช่วยกันเฝ้าระวังและสังเกตพฤติกรรมของเด็กและเยาวชนอย่างใกล้ชิด หากพบว่ามีพฤติกรรมที่แสดงถึงความรุนแรง หรือการทำร้ายสัตว์ ควรรีบให้การช่วยเหลือและแก้ไขตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะพฤติกรรมรุนแรงต่อสัตว์ อาจพัฒนาไปสู่การใช้ความรุนแรงต่อมนุษย์ได้ในอนาคต สัตว์ทุกชีวิตมีหัวใจ มีความรู้สึกเจ็บปวด พวกมันไม่ควรต้องมาจบชีวิตอย่างทุกข์ทรมานเพียงเพราะความสนุก หรืออารมณ์ชั่ววูบของใครบางคน

ความคืบหน้าของคดี เมื่อเวลา 13.30 น. ของวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ร.ต.อ.ศิริเวช ใจแสนวงค์ รอง สว.(สอบสวน) สภ.เกาะคา อ.เกาะคา จ.ลำปาง พร้อมด้วยกำลังตำรวจ และเจ้าหน้าที่จากวอชด็อก ลำปาง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุ บริเวณห้องน้ำร้างใกล้ลานจอดรถของวัดแห่งหนึ่ง จากการตรวจสอบพบร่องรอยของการถูกไฟไหม้ที่บริเวณห้องน้ำ แต่ไม่พบซากของสุนัข นอกจากนี้ ยังพบสุนัขจรจัดอาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวประมาณ 4-5 ตัว เจ้าหน้าที่ได้ทำการเก็บหลักฐานเพื่อนำไปประกอบสำนวนคดี

ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เชิญตัวเด็กชายวัย 14 ปี ซึ่งเป็นนักเรียนชั้น ม.2 ของโรงเรียนแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอเกาะคา พร้อมทั้งผู้ปกครองมาพบพนักงานสอบสวน

จากการสอบสวนเบื้องต้น เด็กชายยอมรับว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุจุดไฟเผาสุนัขตามที่ปรากฏในคลิปจริง โดยมีเพื่อนรุ่นเดียวกันอีก 2 คนร่วมด้วย เด็กชายอ้างว่า ก่อนเกิดเหตุ ตนและเพื่อนจะเข้าไปใช้ห้องน้ำ แต่ลูกสุนัขจะกัด เพื่อนอีกคนจึงใช้น้ำมัน (ซึ่งอยู่ในห้องน้ำและไม่ทราบว่าเป็นน้ำมันชนิดใด) ราดไปที่ตัวลูกสุนัข ก่อนที่ตนจะจุดไฟเผา โดยมีเพื่อนอีกคนถ่ายคลิปวิดีโอเอาไว้ เด็กชายอ้างว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นมาแล้วหลายวัน

หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามตัวเพื่อนของเด็กชายอีกสองคน พร้อมทั้งผู้ปกครองมาพบพนักงานสอบสวน สภ.เกาะคา เพื่อทำการสอบปากคำเพิ่มเติมต่อไป และจะรายงานความคืบหน้าของคดีให้ทราบต่อไป

การกระทำของเด็กชายที่ เด็ก 14 ราดน้ำมัน จุดไฟเผาลูกสุนัขทั้งเป็น เป็นเรื่องที่สังคมต้องให้ความสนใจและร่วมกันหาทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต เราต้องสร้างความตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตสัตว์ และปลูกฝังความเมตตาให้กับเยาวชนตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อสร้างสังคมที่น่าอยู่สำหรับทุกคน

ที่มา – ​เด็ก 14 ราดน้ำมัน จุดไฟเผาลูกสุนัขทั้งเป็น ก่อนนำซากไปโยนทิ้งน้ำ

กองทัพภาคที่ 2 สรุปชายแดน ทหารกัมพูชา?


สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ล่าสุด กองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปสถานการณ์บริเวณชายแดน โดยพบว่ามี ทหารกัมพูชา พยายามข้ามลวดหนามเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งสร้างความกังวลใจให้กับหลายฝ่าย แต่ทางกองทัพยืนยันว่าปัจจุบันยังไม่มีการปะทะใดๆ เกิดขึ้น

กองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ชายแดน พบ ทหารกัมพูชา พยายามข้ามลวดหนามเข้ามา

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้แถลงถึงสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ณ เวลา 14.00 น. โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • ตรวจพบอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) จำนวนมากในพื้นที่ตอนในของจังหวัดสุรินทร์, บุรีรัมย์, อุบลราชธานี, นครราชสีมา และร้อยเอ็ด รวม 94 ลำ
  • ตรวจพบโดรนบริเวณชายแดน 5 พื้นที่ จำนวน 25-30 ลำ บินเข้ามาในเขตอธิปไตยของไทย
  • ตรวจพบความเคลื่อนไหวของทหารกัมพูชา พยายามเข้ามาเกาะแนวลวดหนามหีบเพลง และพยายามข้ามลวดหนามเข้ามา

ทางฝ่ายไทยได้ดำเนินการตามกฎการปะทะ ทำให้ทหารกัมพูชา ถอยร่นออกไปจากพื้นที่ ปัจจุบันสถานการณ์ยังคงตรึงเครียด แต่ไม่มีการปะทะเกิดขึ้น กองทัพไทยยังคงตรึงกำลังที่ฐานปฏิบัติการในเขตอธิปไตยของไทย พร้อมทั้งเตรียมพร้อมและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยยึดมั่นในข้อตกลงของการประชุม GBC ที่ผ่านมา

การทำพื้นที่ให้ปลอดภัย

มีการจัดชุดทำลายล้างวัตถุระเบิด (EOD) เข้าตรวจสอบพื้นที่เพื่อทำลายวัตถุระเบิดที่ยังตกค้าง โดยได้ตรวจสอบไปแล้ว 269 พื้นที่ รอการตรวจสอบอีก 43 พื้นที่ และอยู่ระหว่างดำเนินการรอทำลายอีก 9 พื้นที่ ทางกองทัพเน้นย้ำให้ประชาชนหากพบวัตถุต้องสงสัย ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทันที

ในส่วนของงานด้านกิจการพลเรือน กองทัพภาคที่ 2 โดยกองกำลังสุรนารี ได้จัดชุดปฏิบัติการด้านกิจการพลเรือน ลงพื้นที่ในจังหวัดบุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี เพื่อประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจกับประชาชน ป้องกันการเกิดความเข้าใจผิดและความตื่นตระหนกจากข่าวปลอม โดยขอความร่วมมือให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากหน่วยงานของรัฐ กองทัพบก และกองทัพภาคที่ 2 เท่านั้น

สำหรับความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ มีบ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบรวมทั้งสิ้น 256 หลังคาเรือน แบ่งเป็น:

  • เสียหายเล็กน้อย: 185 หลังคาเรือน
  • เสียหายมาก: 29 หลังคาเรือน
  • เสียหายทั้งหลัง (เกิน 70%): 42 หลังคาเรือน

ทางจังหวัดกำลังรวบรวมข้อมูลความเสียหายและวางแผนให้การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากหลายภาคส่วน

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นำแจกันดอกไม้และสิ่งของพระราชทาน ไปมอบแก่กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จำนวน 4 นาย

กองทัพภาคที่ 2 ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน ติดตามข้อมูลข่าวสารจากช่องทางอย่างเป็นทางการเท่านั้น เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลา สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง และการรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” สรุปสถานการณ์ชายแดน พบ “ทหารกัมพูชา” พยายามข้ามลวดหนามเข้ามา

Scroll to top