คณะกรรมการการเลือกตั้ง

สว.อำนาจเจริญ เตรียมแจ้งความ เป๋า iLaw โพสต์กล่าวหาขาดคุณสมบัติ

สว.อำนาจเจริญ เตรียมแจ้งความ เป๋า iLaw โพสต์กล่าวหาขาดคุณสมบัติ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อนายสมพาน พละศักดิ์ สว.อำนาจเจริญ ได้ออกมาประกาศกร้าวเตรียมแจ้งความดำเนินคดีกับ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ หรือ “เป๋า iLaw” ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หลังจากที่เจ้าตัวได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กกล่าวหาว่า สว.อำนาจเจริญ ทั้ง 2 ท่าน ได้แก่ นายสมพาน และนางแดง กองมา ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่ง สว. กลุ่ม 10 งานนี้บอกเลยว่าดุเดือดไม่เบาครับ

เบื้องลึกดราม่า สว.อำนาจเจริญ เตรียมแจ้งความ เป๋า iLaw โพสต์กล่าวหาขาดคุณสมบัติ

นายสมพานได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า กรณีที่ถูกกล่าวหานั้นเป็นเรื่องเก่าที่ยืดเยื้อมานานกว่า 2 ปีแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ทั้งตนและนางแดงได้ถูกร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาแล้ว แต่ทาง กกต. ก็ได้พิจารณาและตีตกคำร้องไปเรียบร้อย เนื่องจากหลักฐานและเอกสารยืนยันชัดเจนว่าทั้งสองท่านมีคุณสมบัติครบถ้วน โดยเฉพาะในเรื่องประสบการณ์การทำงานในกลุ่มที่สมัครไม่น้อยกว่า 10 ปี ตามที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด

นายสมพานยังได้ตั้งคำถามถึงการกระทำของนายยิ่งชีพว่า ในฐานะที่เป็นนักกฎหมาย ทำไมถึงไม่ตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนที่จะนำเสนอข้อมูลออกสู่สาธารณะ การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่สร้างความเข้าใจผิดให้กับสังคม แต่ยังส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของสมาชิกวุฒิสภาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

  • นายสมพานยืนยันว่า กกต. มีคำวินิจฉัยที่ 249/2567 และ 17/2568 รองรับแล้ว
  • มีการตั้งข้อสังเกตถึงวัตถุประสงค์ของการทำคอนเทนต์ในครั้งนี้ว่าแอบแฝงประเด็นใดหรือไม่
  • เป้าหมายหลักคือการรักษาสิทธิ์และการปกป้องชื่อเสียงจากการถูกหมิ่นประมาท

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่องของการตีความ “กลุ่ม 10” ซึ่งนายยิ่งชีพอาจมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปจากนิยามทางกฎหมาย ทางด้านนายสมพานจึงได้ออกมาตอกกลับว่า การที่นักกฎหมายอย่างนายยิ่งชีพออกมาแสดงความคิดเห็นในลักษณะนี้โดยขาดการกลั่นกรอง อาจเข้าข่ายการชี้นำโดยไม่สุจริต ซึ่งนอกจากจะต้องเผชิญกับการแจ้งความดำเนินคดีแล้ว ทางฝั่ง สว. ทั้งสองท่านยังมองว่าการกระทำนี้ดูจะเป็นการ “หาคดีเพิ่ม” ให้กับตัวเองเสียมากกว่า

บทสรุปของเรื่องนี้คงต้องให้เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมายครับ ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง เราคงต้องรอติดตามดูว่าบทสรุปของคดีนี้จะเป็นอย่างไร และการเปิดประเด็นในครั้งนี้ของ iLaw จะส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือขององค์กรอย่างไรบ้าง ส่วนตัวคิดว่าการวิพากษ์วิจารณ์เป็นสิทธิ์ที่ทำได้ในสังคมประชาธิปไตย แต่ทุกอย่างต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงและความถูกต้องเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่น

ที่มา – “สว.อำนาจเจริญ” เตรียมแจ้งความ “เป๋า iLaw” โพสต์กล่าวหาว่าขาดคุณสมบัติเป็น สว.

กกต. ประกาศให้ “พรรคอนาคตไกล” สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกมาเผยแพร่ประกาศผ่านเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาอย่างเป็นทางการ เรื่องสรุปผลการตรวจสอบสถานะของพรรคการเมืองใหม่ ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาคือ กกต. ประกาศให้ “พรรคอนาคตไกล” สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง นับว่าสร้างความสนใจให้กับผู้ติดตามข่าวสารการเมืองไม่น้อยเลยทีเดียว

สถานการณ์ล่าสุด: กกต. ประกาศให้ “พรรคอนาคตไกล” สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง

การสิ้นสภาพในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่มีเหตุผลทางกฎหมายรองรับอย่างชัดเจนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 โดยทาง กกต. ได้ตรวจสอบพบว่าพรรคดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้ภายในระยะเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้รับจดทะเบียนเป็นพรรคการเมืองได้สำเร็จ

รายละเอียดเหตุผลที่ กกต. ประกาศให้ “พรรคอนาคตไกล” สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง

ปัญหาหลักที่ทำให้พรรคการเมืองนี้ต้องยุติบทบาทลง คือการไม่สามารถบรรลุเป้าหมายตามมาตรา 33 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งกำหนดเกณฑ์สำคัญเอาไว้ดังนี้:

  • ไม่สามารถรวบรวมสมาชิกพรรคให้ได้ครบตามจำนวนไม่น้อยกว่า 5,000 คน
  • ไม่สามารถจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองให้ครบทุกภาคตามที่ กกต. กำหนดได้ (ภาคละอย่างน้อย 1 สาขา)

ด้วยเงื่อนไขทางกฎหมายที่เคร่งครัดเหล่านี้ ทำให้เมื่อพรรคดำเนินการไม่ครบถ้วนตามกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด ทางนายทะเบียนพรรคการเมืองจึงต้องเสนอให้มีการประกาศสิ้นสภาพตามมาตรา 91 วรรคหนึ่ง (1) ทันที เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานการบริหารจัดการพรรคการเมืองในประเทศไทย

หากมองในมุมของนักวิเคราะห์การเมือง นี่เป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าการตั้งพรรคการเมืองในยุคปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องอาศัยทั้งฐานมวลชนที่แข็งแกร่งและความพร้อมในการขยายเครือข่ายไปยังภูมิภาคต่างๆ อย่างเป็นระบบ หากขาดเสาหลักเหล่านี้ไป ความยั่งยืนของพรรคก็อาจสั่นคลอนได้ง่ายดาย

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นอุทาหรณ์ที่ดีสำหรับผู้ที่คิดจะก้าวเข้ามาสร้างพรรคการเมืองใหม่ในอนาคต ว่าการเตรียมความพร้อมทั้งในเชิงโครงสร้างและฐานสมาชิกมีความสำคัญมากเพียงใด ไม่เช่นนั้นความพยายามที่ทุ่มเทมาตลอดปีอาจสูญเปล่าได้ในพริบตา ท่านผู้อ่านมีความเห็นอย่างไรบ้าง? การที่กฎหมายบังคับเรื่องจำนวนสมาชิกและสาขาพรรคเช่นนี้ ช่วยคัดกรองพรรคการเมืองที่มีคุณภาพจริงๆ ได้หรือไม่ มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้เลยครับ

ที่มา – กกต. ประกาศให้ “พรรคอนาคตไกล” สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง มีผลตั้งแต่วันนี้

“รุทธพล” โต้ “พริษฐ์” ส่งฟ้องคดีฮั้วสว. ตามพยานหลักฐาน

“รุทธพล” โต้ “พริษฐ์” ส่งฟ้องคดีฮั้วสว. ตามพยานหลักฐาน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก หลังจาก นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตถึงการทำงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในกรณีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่มองว่าล่าช้าและมีการส่งฟ้องผู้ต้องหาน้อยเกินไป ซึ่งล่าสุดทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ ได้ออกมาดำเนินการแจกแจงข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ว่า “รุทธพล” โต้ “พริษฐ์” ส่งฟ้องคดีฮั้วสว. ตามพยานหลักฐาน อย่างชัดเจน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน

เบื้องหลังการทำงานและกระบวนการยุติธรรม

พลตำรวจโท รุทธพล ได้อธิบายว่าในส่วนของคดีที่เกี่ยวข้องกับอั้งยี่และฟอกเงินนั้น ทาง DSI ได้ดำเนินการอย่างเต็มที่และส่งสำนวนให้อัยการไปเรียบร้อยแล้ว แม้ทางอัยการจะมีการสั่งให้กลับมาสอบสวนเพิ่มเติม แต่ทุกอย่างยังคงดำเนินไปตามกรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยรัฐมนตรีย้ำว่า “รุทธพล” โต้ “พริษฐ์” ส่งฟ้องคดีฮั้วสว. ตามพยานหลักฐาน ที่ปรากฏจริง ไม่สามารถดำเนินการเกินกว่าที่หลักฐานระบุได้

  • การประสานงานระหว่างหน่วยงาน: ต้องรอผลจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาประกอบการพิจารณา
  • ความเป็นอิสระของคดี: ยืนยันว่าไม่มีความล่าช้าโดยเจตนา แต่ต้องรอบคอบที่สุด
  • หลักฐานสำคัญ: ยึดถือข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนเป็นหลัก

นอกจากนี้ ยังมีการชี้แจงประเด็นจำนวนผู้ต้องหาที่ถูกตั้งคำถามว่าน้อยเกินไป ทางรัฐมนตรีย้ำว่าทางเจ้าหน้าที่ไม่สามารถสรุปความผิดใครได้หากพยานหลักฐานไปไม่ถึง การส่งฟ้องต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่ DSI ถือครองอยู่เท่านั้น หากมีหลักฐานเพิ่มเติมในอนาคตก็จะดำเนินการต่อตามขั้นตอน การที่ “รุทธพล” โต้ “พริษฐ์” ส่งฟ้องคดีฮั้วสว. ตามพยานหลักฐาน ในครั้งนี้ ถือเป็นการยืนยันถึงหลักการทำงานภายใต้หลักนิติธรรมที่ตรวจสอบได้

ในมุมมองของหลายฝ่าย การตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานรัฐเป็นเรื่องที่ดีและสะท้อนถึงการเมืองภาคประชาชนที่เข้มแข็ง แต่ขณะเดียวกัน เราก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับกระบวนการยุติธรรมที่ต้องใช้ความละเอียดรอบคอบเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด สุดท้ายแล้วสังคมต้องเฝ้าติดตามผลการดำเนินงานของ กกต. และ DSI ต่อไปว่าบทสรุปของคดีนี้จะออกมาเป็นอย่างไร และจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับกระบวนการเลือกตั้งของไทยได้มากน้อยแค่ไหน

ที่มา – “รุทธพล” โต้ “พริษฐ์” ส่งฟ้องคดีฮั้วสว. ตามพยานหลักฐาน

ชัชชาติ – สก. รับหนังสือรับรองลุยแผนยุทธศาสตร์ 100 วัน

เรียกได้ว่าได้รับความสนใจจากชาวกรุงเทพฯ อย่างล้นหลาม เมื่อ ชัชชาติ – สก. รับหนังสือรับรองลุยแผนยุทธศาสตร์ 100 วัน อย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ โดยนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ พร้อมด้วยสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ได้เดินทางไปรับหนังสือรับรองจาก กกต. เพื่อเตรียมตัวเดินหน้าบริหารงานกทม. ทันที

ความพร้อมหลัง ชัชชาติ – สก. รับหนังสือรับรองลุยแผนยุทธศาสตร์ 100 วัน

ทันทีที่ได้รับหนังสือรับรอง นายชัชชาติได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะทำงานรับใช้ประชาชน โดยได้มีการสั่งการให้กางแผนยุทธศาสตร์ 261 โครงการออกมาดูทันที เพื่อเร่งขับเคลื่อนนโยบายที่ให้ไว้กับคนกรุง ซึ่งการทำงานร่วมกันระหว่าง ชัชชาติ – สก. รับหนังสือรับรองลุยแผนยุทธศาสตร์ 100 วัน ในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการปฏิรูปเมือง

ประเด็นเร่งด่วนที่ต้องเร่งแก้ไข

นายชัชชาติระบุว่ามีหลายเรื่องที่ต้องติดตามทบทวน โดยเฉพาะปัญหาที่สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน ได้แก่:

  • ปัญหาน้ำท่วมขังและอุโมงค์ระบายน้ำ
  • วิกฤตฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่กทม.
  • การตรวจสอบความโปร่งใสในโครงการต่างๆ
  • โครงสร้างพื้นฐานและตึกแถวเก่าแก่ในเขตเมือง

นอกจากนี้ ยังมีการเรียกประชุมผู้บริหารกทม. เพื่อทบทวนโครงการค้างท่อและปัญหาในช่วงสูญญากาศ เพื่อไม่ให้เสียเวลาในการพัฒนาเมือง โดยเน้นแนวทางโปร่งใสและเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง พร้อมรับฟังความเห็นจาก สก. ทุกเขต เพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

ถือเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายสำหรับทีมผู้บริหารชุดใหม่ แต่ด้วยความมุ่งมั่นและแผนงานที่ชัดเจน เชื่อว่าคนกรุงเทพฯ จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน มาร่วมติดตามกันว่าภายในระยะเวลา 100 วันแรก กทม. จะมีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นบ้าง

ที่มา – “ชัชชาติ – สก.” รับหนังสือรับรองลั่นพร้อมลุยงานทันที สั่งกางแผนยุทธศาสตร์ 100 วัน 261 โครงการ

รมว.ยุติธรรม แจงข้อพิรุธ ภาวุธ ปม เทรดทอง

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามองอยู่ในขณะนี้ สำหรับกรณีที่กำลังเป็นข่าวใหญ่เมื่อ รมว.ยุติธรรม ออกมาชี้แจงประเด็นที่มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับ รมว.ยุติธรรม แจงข้อพิรุธ ภาวุธ ปม เทรดทอง ซึ่งถือเป็นกรณีที่มีความซับซ้อนทางธุรกรรมการเงินที่หน่วยงานรัฐกำลังเร่งตรวจสอบอย่างละเอียด โดยเฉพาะเรื่องเส้นทางการเงินที่ดูเหมือนจะไม่เป็นไปตามวิสัยของการทำธุรกิจปกติ

รมว.ยุติธรรม แจงข้อพิรุธ ภาวุธ ปม เทรดทอง

จากการให้สัมภาษณ์ล่าสุดของ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจหลังจากตอบกระทู้ถามในสภาฯ ว่า ดีเอสไอได้ตรวจพบความผิดปกติของเส้นเงินจำนวน 28 ล้านบาท ที่โอนเข้าบัญชีของนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส. พรรคประชาชน โดยมีการโอนเข้ามาจากบริษัท สปาร์ก ดิจิทัล จำกัด ซึ่งนายภาวุธเคยเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ ซึ่งถือว่าผิดวิสัยของการทำธุรกรรมเทรดทองทั่วไปที่ควรจะเป็นการโอนเงินโดยตรงจากบริษัทโบรกเกอร์หรือบริษัทชำระเงินที่น่าเชื่อถือ

รายละเอียดเจาะลึก ภาวุธ กับเส้นทางการเงินปริศนา

สำหรับการทำธุรกรรมครั้งนี้ มีข้อมูลที่น่าสังเกตดังนี้:

  • มีการโอนเงินถึง 14 ครั้ง ครั้งละ 2 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 28 ล้านบาท
  • แหล่งที่มาของเงินไม่ใช่บัญชีโบรกเกอร์ที่ใช้เทรดทองโดยตรง
  • บริษัทผู้โอนเงินมีความเกี่ยวข้องทางธุรกิจกับตัวผู้รับเงินในอดีต
  • ดีเอสไอพบว่ามีการใช้บริษัทที่รับจดทะเบียนเป็นบริษัทชำระเงิน แต่แท้จริงแล้วไม่มีใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจประเภทนี้

ความคืบหน้าเรื่อง รมว.ยุติธรรม แจงข้อพิรุธ ภาวุธ ปม เทรดทอง ในครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญของการตรวจสอบเส้นทางการเงินของนักการเมือง ว่ามีความซับซ้อนและมีการใช้ช่องทางบริษัทพักเงินเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ ในขณะที่ทางฝั่งของ ปปง. ก็ได้ออกมาระบุว่ากำลังบูรณาการร่วมกับทางหน่วยงานรัฐเพื่อตรวจสอบให้ชัดเจนว่ามีเรื่องของการฟอกเงินหรือโยงไปถึงพรรคการเมืองหรือไม่

ในประเด็นที่ว่าหากผิดจริงจะถึงขั้นยุบพรรคหรือไม่นั้น รมว.ยุติธรรม ได้ชี้แจงชัดเจนว่าเรื่องนี้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะต้องพิจารณาตามพยานหลักฐานต่อไป ซึ่งเราคงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะไปจบลงที่ตรงไหน เพราะเรื่องความโปร่งใสของนักการเมืองเป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสำคัญอย่างยิ่งครับ

ที่มา – “รมว.ยุติธรรม” แจงข้อพิรุธ “ภาวุธ” ปม “เทรดทอง” เผย ดีเอสไอ พบเส้นเงินผิดวิสัยธุรกรรมปกติ

“พริษฐ์” สรุป 9 ประเด็นสำคัญคดีฮั้ว สว. ที่ กกต. ยังไม่มีคำตอบ และตอบไม่ได้

“พริษฐ์” สรุป 9 ประเด็นสำคัญคดีฮั้ว สว. ที่ กกต. ยังไม่มีคำตอบ และตอบไม่ได้

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับความคืบหน้าในการสอบสวนคดีที่มีการตั้งข้อสงสัยว่ามีการจัดตั้งหรือฮั้วการเลือก สว. ที่ผ่านมา ล่าสุด นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะคณะกรรมาธิการ(กมธ.) ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลหลังจากได้เข้าประชุมร่วมกับตัวแทนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อตรวจสอบการทำงานในคดีนี้ โดยนายพริษฐ์ได้ทำหน้าที่สรุป 9 ประเด็นสำคัญคดีฮั้ว สว. ที่ กกต. ยังไม่มีคำตอบ และตอบไม่ได้ ออกมาให้ประชาชนได้รับทราบอย่างเป็นทางการ

จากการประชุมดังกล่าวพบว่า มีความน่าสงสัยหลายเรื่องโดยเฉพาะกระบวนการทำงานที่ซ้อนทับกันระหว่างคณะไต่สวนชุดที่ 26 ที่เสนอให้ฟ้อง กับคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง (ชุดที่ 36) ที่เสนอให้ยกคำร้อง ซึ่งสร้างความมึนงงให้กับสังคมว่าเหตุใดมติถึงสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งที่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงชุดเดียวกัน

ข้อพิรุธในกระบวนการทำงานที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจน

นอกจากประเด็นเรื่องมติที่ขัดแย้งกันแล้ว ยังมีเรื่องการตั้งคณะทำงานพิเศษขึ้นมาดูแลคดีนี้โดยเฉพาะ ซึ่งปกติแล้ว กกต. จะมีกระบวนการสุ่มคัดเลือกอนุกรรมการเพื่อป้องกันการล็อกผลคดี แต่ในคดีนี้กลับมีการตั้งชุดพิเศษขึ้นมาที่มีคนนอกร่วมอยู่ด้วย ทำให้เกิดคำถามว่ากระบวนการเหล่านี้มีความโปร่งใสเพียงใด และทำไมเราถึงยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับหลักฐานประเภทต่างๆ ในสำนวนคดี

หากเราย้อนกลับไปดูรายละเอียดที่นายพริษฐ์ได้สรุปไว้ จะพบว่ายังมีประเด็นที่ กกต. ยังไม่สามารถตอบคำถามได้ดังนี้:

  • ความโปร่งใสในสำนวน: กกต. ยังไม่สามารถชี้แจงถึงหลักฐานสำคัญที่อยู่ในสำนวน ทั้งเรื่องสถิติการลงคะแนนหรือหลักฐานการจ่ายค่าเดินทาง
  • คลิปวีดีโอการเลือก: ข้อมูลคลิปภาพจากวันเลือก สว. ที่ กกต. มีอำนาจบันทึกไว้ได้นั้น ยังมีความคลุมเครือว่าจะมีการเปิดเผยออกมาเพื่อพิสูจน์ความจริงหรือไม่
  • ความชัดเจนของมติ: สังคมกังวลว่าหากมีการยกคำร้อง ข้อมูลที่เผยแพร่สู่สาธารณะจะเป็นเพียงคำอธิบายสั้นๆ สามสี่บรรทัดโดยไร้รายละเอียดที่น่าเชื่อถือ

ด้วยเหตุนี้ นายพริษฐ์จึงยืนยันว่าทางคณะกรรมาธิการฯ จะทำหนังสือขอข้อมูลเพิ่มเติมจาก กกต. อีกครั้ง เพื่อเค้นหาความจริงมาตอบข้อสงสัยของประชาชนให้ได้มากที่สุด เพราะคดีฮั้ว สว. ไม่ใช่แค่เรื่องของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของความเชื่อมั่นในระบบการเลือกตั้งของประเทศไทยทั้งประเทศ

ความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญของการทำงานในองค์กรอิสระ หาก กกต. ไม่สามารถไขข้อข้องใจเรื่อง 9 ประเด็นสำคัญคดีฮั้ว สว. ที่ กกต. ยังไม่มีคำตอบ และตอบไม่ได้ เหล่านี้ได้ ก็ยากที่จะให้ประชาชนเชื่อมั่นในธรรมาภิบาลของการบริหารจัดการเลือกตั้งในอนาคต เราคงต้องรอกันต่อไปว่าในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ กกต. จะมีบทสรุปที่พิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจขององค์กรได้หรือไม่ หรือจะยิ่งทำให้เกิดคำถามเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม

ที่มา – “พริษฐ์” สรุป 9 ประเด็นสำคัญคดีฮั้ว สว. ที่ กกต. ยังไม่มีคำตอบ และตอบไม่ได้

เบี้ยวรอบ 2 อธิบดีปกครอง ไม่มาแจง กมธ.- จ่อใช้ พ.ร.บ.อำนาจเรียกฯ

เบี้ยวรอบ 2 อธิบดีปกครอง ไม่มาแจง กมธ.- จ่อใช้ พ.ร.บ.อำนาจเรียกฯ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมากครับ เมื่อล่าสุดมีการรายงานว่า เบี้ยวรอบ 2 อธิบดีปกครอง ไม่มาแจง กมธ.- จ่อใช้ พ.ร.บ.อำนาจเรียกฯ ในกรณีข้อสงสัยเรื่องการแทรกแซงการเลือกตั้ง ซึ่งทางคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ มองว่าเรื่องนี้มีความสำคัญและละเอียดอ่อนต่อระบอบประชาธิปไตยเป็นอย่างยิ่ง

เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในที่ประชุมรัฐสภา เมื่อทางกรรมาธิการได้เชิญอธิบดีกรมการปกครองมาชี้แจงกรณีข้อความ LINE ที่ระบุว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” และประเด็นคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง แต่แทนที่จะเป็นเจ้าตัวมาตอบคำถาม กลับมีการส่งรองอธิบดีมาแทน ซึ่งเป็นการ เบี้ยวรอบ 2 อธิบดีปกครอง ไม่มาแจง กมธ.- จ่อใช้ พ.ร.บ.อำนาจเรียกฯ สร้างความไม่พอใจให้กับคณะทำงานเป็นอย่างมาก

กมธ. พัฒนาการเมืองไม่ทน ขู่ใช้มาตรการทางกฎหมายขั้นเด็ดขาด

ทางด้านคุณชลณัฏฐ์ โกยกุล และคุณภคมน หนุนอนันต์ จากพรรคประชาชน ได้ออกมาสะท้อนความผิดหวังอย่างชัดเจน โดยระบุว่าในเมื่อเป็นเรื่องส่วนบุคคลและเป็นประเด็นที่มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน การให้ข้าราชการระดับรองมาตอบแทนนั้นไม่สามารถให้ข้อมูลเชิงลึกได้ และยังเป็นการผลักภาระให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างไม่เหมาะสม

  • การชี้แจงจากตัวแทนไร้น้ำหนัก ไม่สามารถตอบประเด็นสำคัญได้
  • กมธ. ยืนยันจะติดตามเรื่องนี้ให้ถึงที่สุดเพื่อหาความจริง
  • พ.ร.บ.อำนาจเรียกฯ อาจถูกนำมาใช้หากยังมีการดื้อแพ่งไม่มาชี้แจง

หลายคนมองว่าการที่ เบี้ยวรอบ 2 อธิบดีปกครอง ไม่มาแจง กมธ.- จ่อใช้ พ.ร.บ.อำนาจเรียกฯ ครั้งนี้ เป็นการสะท้อนถึงความไม่โปร่งใสและขาดความรับผิดชอบต่อหน้าที่โดยตรง การที่ท่านอธิบดีเลือกจะเลี่ยงการเผชิญหน้ากับคำถามจากสภาฯ ยิ่งทำให้เกิดข้อสงสัยมากขึ้นในสังคมว่าเบื้องหลังเรื่องราวเหล่านี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่

ท้ายที่สุดแล้ว ความโปร่งใสของข้าราชการไทยถือเป็นหัวใจสำคัญ หากผู้บริหารระดับสูงยังคงเพิกเฉยต่อการตรวจสอบเช่นนี้ คงเป็นเรื่องยากที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้อีกต่อไป เราคงต้องจับตาดูว่าในรอบหน้าที่ กมธ. เรียกตัวไปอีกครั้ง อธิบดีท่านนี้จะยอมเข้ามาตอบคำถามด้วยตัวเอง หรือจะเลือกใช้ไม้ตายให้กฎหมายต้องบังคับใช้กันต่อไป

ที่มา – เบี้ยวรอบ 2 อธิบดีปกครอง ไม่มาแจง กมธ.- จ่อใช้ พ.ร.บ.อำนาจเรียกฯ

“เต้ พระราม7” บุก กกต. เขย่าสูตรเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

“เต้ พระราม7” บุก กกต. เขย่าสูตรเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองท้องถิ่น เมื่อ “เต้ พระราม7” หรือนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ประธานกลุ่มกรุงเทพบินได้ ได้เข้ายื่นหนังสือสำคัญต่อ กกต. เพื่อขอให้มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการจัดการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ให้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้มากที่สุด โดยเน้นไปที่การลดโอกาสการทุจริตและการแทรกแซงจากกลุ่มอำนาจเก่าที่อาจแฝงตัวอยู่ในหน่วยเลือกตั้ง

เปิดกลยุทธ์ “เต้ พระราม7” บุก กกต. เขย่าสูตรเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

ปัญหาเรื่องบัตรเขย่งหรือการนับคะแนนที่คลุมเครือเป็นสิ่งที่ประชาชนคนกรุงเทพฯ กังวลมาโดยตลอด นายมงคลกิตติ์จึงได้เสนอแนวคิดใหม่ในการปรับโครงสร้างคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) จำนวน 9 คนต่อหน่วย โดยแบ่งสัดส่วนคนจากสายการศึกษา สายความมั่นคง และสายคนรุ่นใหม่ เพื่อลดวงจรผลประโยชน์ทับซ้อนและตัดการครอบงำจากอิทธิพลท้องถิ่น ซึ่งเป็นการเดินหน้า “เต้ พระราม7” บุก กกต. เขย่าสูตรเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่สร้างแรงกระเพื่อมได้ไม่น้อย

ข้อเสนอดังกล่าวยังรวมถึงประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • การอนุญาตให้มีผู้สังเกตการณ์: ให้ผู้สมัครทุกฝ่ายส่งตัวแทนเข้าประจำการหน่วยเลือกตั้งอย่างน้อยหน่วยละ 2 คนเพื่อสังเกตการณ์ทุกขั้นตอน
  • การไลฟ์สดนับคะแนน: สนับสนุนให้มีการใช้โทรศัพท์มือถือไลฟ์สดผ่านโซเชียลมีเดียในขณะนับคะแนนรายหน่วย เพื่อป้องกันการบันทึกตัวเลขผิดพลาด
  • การตรวจสอบเอกสาร: หลังนับคะแนนเสร็จ ต้องเปิดโอกาสให้ผู้สังเกตการณ์ถ่ายภาพบันทึกคะแนนเก็บไว้เป็นหลักฐานทันที

การเคลื่อนไหวของนายมงคลกิตติ์ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างกระแส แต่เป็นความต้องการยกระดับมาตรฐานการเลือกตั้งให้สู้กับความโปร่งใสในระดับสากล หาก กกต. รับข้อเสนอไปพิจารณา น่าจะช่วยลดความขัดแย้งและสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ได้เป็นอย่างดีในอนาคต

ในมุมมองของคุณ คุณคิดว่าการไลฟ์สดนับคะแนนจะสามารถป้องกันการโกงได้จริงหรือไม่? หรือเราควรมีกลไกตรวจสอบแบบไหนที่รัดกุมกว่านี้เพื่ออนาคตเมืองหลวงของเรา? อย่าลืมแบ่งปันความคิดเห็นของคุณเพื่อให้การเลือกตั้งครั้งสำคัญนี้เป็นไปอย่างสุจริตและยุติธรรมที่สุดสำหรับคนกรุงเทพฯ ทุกคน

ที่มา – “เต้ พระราม7” บุก กกต. เขย่าสูตรเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ชงโละกลไกเดิม เปิดไลฟ์สดนับคะแนนสกัดโกง

ลิซ่า จี้รัฐบาลเลิกวัฒนธรรมหนีปัญหา คดีรองซีฟู้ดภูเก็ต

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าสื่อและสังคมออนไลน์ทันที เมื่อ “ลิซ่า” ภคมน หนุนอนันต์ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กรณีการย้าย “ฟ้าผ่า” ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต รวมถึงรองผู้ว่าฯ อีก 2 ท่าน ที่ถูกสังคมตั้งฉายาว่าเป็น “กลุ่มรองซีฟู้ด” หลังจากเกิดเหตุการณ์แชตหลุดอันอื้อฉาวที่สร้างความคลางแคลงใจให้กับประชาชนทั่วประเทศ

ลิซ่า จี้รัฐบาลเลิกวัฒนธรรมหนีปัญหา คดีรองซีฟู้ดภูเก็ต

การโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในครั้งนี้ถูกมองว่าไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แต่เป็นเพียงการแสดงละครวัดพลังอำนาจเท่านั้น ซึ่งลิซ่าได้เน้นย้ำชัดเจนว่า “ลิซ่า จี้รัฐบาลเลิกวัฒนธรรมหนีปัญหา คดีรองซีฟู้ดภูเก็ต” เพราะการย้ายข้าราชการไปมาระหว่างจังหวัดไม่ได้ทำให้ระบบอุปถัมภ์หรือการเรียกรับผลประโยชน์หมดไป แต่เป็นการผลักภาระให้ประชาชนในพื้นที่อื่นต้องมาเผชิญกับปัญหาเดิม ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เบื้องลึกเส้นสายใหญ่คับจังหวัด

ข้อมูลจากกรรมาธิการชี้ให้เห็นว่ามีหลักฐานเด่นชัดเกี่ยวกับการเรียกรับผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2566 ถึงกระนั้น รัฐบาลกลับเพิ่งจะตื่นตัวในตอนนี้ คำถามที่สังคมอยากรู้ที่สุดคือ ใครกันแน่ที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังและคอยหนุนหลัง “กลุ่มรองซีฟู้ด” ให้คงความยิ่งใหญ่และไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง แม้กระทั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก็ยังออกมายอมรับว่าไม่ทราบเรื่อง

  • รัฐบาลต้องจริงใจในการสืบสวนหาตัวผู้บงการ
  • การย้ายตำแหน่งไม่ใช่คำตอบของการปราบปรามมาเฟีย
  • ความโปร่งใสคือสิ่งที่ประชาชนต้องการคำตอบ

ในสัปดาห์นี้ คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ จะเดินหน้าเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย หรือแม้แต่ กกต. เข้าชี้แจงถึงกรณีการแทรกแซงเจ้าหน้าที่รัฐ นี่ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะพิสูจน์ว่ารัฐบาลชุดนี้เอาจริงกับการปราบปรามการทุจริตหรือไม่ ไม่ใช่แค่การเล่นเกมย้ายคนไปมาเพื่อลดกระแสสังคมเพียงชั่วคราว

ท้ายที่สุดนี้ สังคมไทยคงไม่ยอมรับวัฒนธรรม “เวียนเด้ง” 77 จังหวัดอีกต่อไป หากรัฐบาลไม่สามารถตอบคำถามได้ว่าความมั่งคั่งของกลุ่มอิทธิพลเหล่านี้มีที่มาอย่างไร และใครคือผู้อยู่เบื้องหลังที่คอยให้ท้าย การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุแบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการปล่อยให้โรคร้ายกัดกินระบบราชการไทยต่อไปเรื่อยๆ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่รัฐบาลจะต้อง “ผ่าตัด” ใหญ่ ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนตัวผู้เล่นในสนามเดิม

ที่มา – “ลิซ่า” จี้รัฐบาลเลิกวัฒนธรรมหนีปัญหา ชี้คดี “รองซีฟู้ดภูเก็ต” เส้นใหญ่รับส่วยตั้งแต่ปี 66

Scroll to top