คณะกรรมการการเลือกตั้ง

อดีตรองเลขานายกฯ แฉเงินสะพัดซื้อเสียงกว่า 2 หมื่นล้าน เตือน กกต. รอรับหมายศาล

การเลือกตั้งครั้งล่าสุดในปี 2569 ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่สร้างความฮือฮาให้กับสังคมไทย เมื่อ อดีตรองเลขานายกฯ แฉเงินสะพัดซื้อเสียงกว่า 2 หมื่นล้าน เตือน กกต. รอรับหมายศาล โดยนายสมคิด เชื้อคง อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและอดีต ส.ส. อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ออกมาเปิดโปงความล้มเหลวของระบบเลือกตั้งที่เต็มไปด้วยการทุจริต

อดีตรองเลขานายกฯ แฉเงินสะพัดซื้อเสียงกว่า 2 หมื่นล้าน เตือน กกต. รอรับหมายศาล

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 นายสมคิด ได้วิพากษ์วิจารณ์การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์อย่างหนักหน่วง โดยชี้ว่ามีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงอย่างเปิดเผยในหลายจังหวัดทั่วประเทศ นักวิชาการประเมินว่ามีเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งอาจมากกว่านั้น สถานการณ์นี้ทำให้ นโยบายของพรรคการเมืองไร้ความหมาย ผู้ที่มีเงินมากกว่าคือผู้ชนะเสมอ

นายสมคิดตั้งคำถามถึงที่มาของเงินจำนวนมหาศาลนี้ว่า ถูกกฎหมายหรือไม่ ชาวบ้านในพื้นที่รู้ดีว่าใครจ่ายเท่าไหร่ แต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจกลับนิ่งเฉยต่อหลักฐานต่างๆ ทำให้ภาพลักษณ์ของ กกต. เสียหายหนัก

กกต. ถูกจวกหนัก ทำตัวเป็นทนายหน้าหอปกป้องพรรคการเมือง

นายสมคิด ระบุชัดว่าการทำงานของ กกต. ครั้งนี้ไม่ต่างจาก “ทนายหน้าหอ” หรือเลขาธิการพรรคการเมืองบางพรรค ที่ปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แทนที่จะรักษาเกียรติขององค์กรและกำกับดูแลให้เกิดความยุติธรรม กกต. ปล่อยให้การซื้อเสียงกลายเป็นวัฒนธรรมปกติในสังคมไทย ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่กัดกินประชาธิปไตย

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาความผิดปกติในการนับคะแนน เช่น จำนวนบัตรไม่ตรงกับคะแนน (บัตรเขย่ง) บัตรหาย และบัตรเกินในหลายหน่วยเลือกตั้ง สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความล้มเหลวในการจัดการเลือกตั้ง ทำให้ประชาชนหมดศรัทธาในระบบ นายสมคิดเชื่อว่าจะมีการร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญแน่นอน และเตือน กกต. ให้เตรียมรับหมายศาลจากความบกพร่องนี้

ผลกระทบจากการซื้อเสียงและความล้มเหลวของการเลือกตั้ง

การซื้อเสียงไม่เพียงทำลายความบริสุทธิ์ของการเลือกตั้งเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว ผู้สมัครที่ชนะด้วยเงิน จะขาดแรงจูงใจในการทำงานเพื่อประชาชน สนใจแต่การหาเงินคืนทุน สังคมไทยจึงติดอยู่ในวงจรทุจริตไม่จบสิ้น

  • เงินสะพัดกว่า 20,000 ล้านบาท ทำให้เลือกตั้งไม่โปร่งใส
  • กกต. ถูกร้องเรียนเรื่องละเลยหน้าที่
  • ปัญหาบัตรเขย่งและบัตรหาย สร้างความสงสัยในผลการนับคะแนน
  • ประชาชนหมดศรัทธา อาจนำไปสู่ความไม่สงบในอนาคต

เพื่อแก้ปัญหานี้ ควรมีการปฏิรูประบบเลือกตั้งอย่างเร่งด่วน เช่น เพิ่มบทลงโทษการซื้อเสียงให้รุนแรงขึ้น ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการนับคะแนน และเสริมสร้างความโปร่งใสให้ กกต. ทำงานอิสระจริงๆ

ในมุมมองของผู้เขียน การเปิดโปงครั้งนี้ของนายสมคิด เป็นสัญญาณเตือนใจว่าประชาชนต้องลุกขึ้นมาเฝ้าระวังและมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ หากปล่อยไว้ ปัญหาจะยิ่งรุนแรง

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดประเด็นสำคัญ

ที่มา – อดีตรองเลขานายกฯ แฉเงินสะพัดซื้อเสียงกว่า 2 หมื่นล้าน เตือน กกต. รอรับหมายศาล

“ธนกร” ย้ำชัยชนะ “ภูมิใจไทย” มาจากผลงานที่จับต้องได้

ในวงการการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยคำมั่นสัญญาและวาทกรรมมากมาย การเลือกตั้งครั้งล่าสุดได้พิสูจน์ให้เห็นว่าประชาชนให้ความสำคัญกับผลงานที่จับต้องได้จริงมากกว่าถ้อยคำสวยหรู ล่าสุด “ธนกร” ย้ำชัยชนะ “ภูมิใจไทย” มาจากผลงานที่จับต้องได้ ผ่านคำสัมภาษณ์ของนายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จของพรรคภูมิใจไทยที่กวาดคะแนนเสียงอันดับ 1 มาครองได้อย่างสง่างาม

“ธนกร” ย้ำชัยชนะ “ภูมิใจไทย” มาจากผลงานที่จับต้องได้

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 นายธนกร ได้ให้สัมภาษณ์อย่างหนักแน่น โดยชี้แจงว่า ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยไม่ได้มาจากกระแสชั่วคราวหรือคำพูดไพเราะ แต่เกิดจากผลงานที่ประชาชนสัมผัสได้จริง ตลอดช่วงที่พรรคอยู่ในฐานะรัฐบาล พวกเขาได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมั่นคง ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติกลับมา และทำให้ตลาดหุ้นไทยพุ่งสูงขึ้นทันทีหลังประกาศผลเลือกตั้ง สิ่งเหล่านี้คือหลักฐานที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่สัญญาในกระดาษ

ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทยยึดมั่นจุดยืนรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มีความเด็ดขาดในการแก้ปัญหาชายแดนใต้ และผลักดันนโยบายที่ตอบโจทย์ชีวิตประชาชน เช่น โครงการคนละครึ่งพลัสที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ส.ส. ของพรรคยังลงพื้นที่ทำงานอย่างใกล้ชิด ทำให้ฐานคะแนนมั่นคง ไม่หวั่นไหวตามกระแสโซเชียลมีเดีย

ทำไม “ธนกร” ย้ำชัยชนะ “ภูมิใจไทย” มาจากผลงานที่จับต้องได้

นายธนกร ยังได้วิจารณ์พรรคคู่แข่งอย่างพรรคประชาชนที่มุ่งแก้โครงสร้างใหญ่โตแต่ขาดผลงานจับต้อง ข่าวลือเชิงลบเรื่องพฤติกรรม ส.ส. ก็ทำให้ประชาชนหมดศรัทธา ในขณะที่พรรคภูมิใจไทยพิสูจน์ตัวเองด้วยการกระทำจริง นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้คะแนนถล่มทลาย

นอกจากนี้ ในประเด็นม็อบเรียกร้องนับคะแนนใหม่ นายธนกร วอนให้ทุกฝ่ายเคารพกฎหมายและกระบวนการของ กกต. พรรคภูมิใจไทยพร้อมรับการตรวจสอบทุกด้าน แต่ขอร้องอย่าปลุกปั่นให้บ้านเมืองวุ่นวาย พรรคที่แพ้ไม่ควรถามถึงขั้นล้มเลือกตั้ง ทุกอย่างต้องยึดข้อเท็จจริงเพื่อความสงบสุขของชาติ

ผลงานเด่นของพรรคภูมิใจไทยที่นำไปสู่ชัยชนะ

  • เศรษฐกิจมั่นคง: ดึงดูดการลงทุน ส่งผลให้ตลาดหุ้นโตต่อเนื่อง
  • นโยบายประชาชน: โครงการคนละครึ่งพลัสช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย
  • ความมั่นคงชายแดน: จัดการปัญหาอย่างเด็ดขาด สร้างความเชื่อมั่น
  • ทำงานพื้นที่: ส.ส. คลุกคลีประชาชน สร้างฐานเสียงแท้จริง
  • จุดยืนชัดเจน: รักชาติ ศาสนา กษัตริย์ ไม่คลอนคลาย

ชัยชนะครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากความทุ่มเทหลายปี การเมืองไทยกำลังเปลี่ยนไป ประชาชนฉลาดขึ้น รู้ดีว่าผลงานจริงสำคัญกว่าคำหวาน นายธนกร จึงย้ำว่า “ธนกร” ย้ำชัยชนะ “ภูมิใจไทย” มาจากผลงานที่จับต้องได้ เพื่อเตือนใจนักการเมืองทุกพรรค

ในมุมมองของผู้เขียน ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยเป็นบทเรียนสำคัญว่าการเมืองต้องมีผลงาน ไม่ใช่แค่ปราศรัยเก่ง หากพรรคอื่นๆ เรียนรู้ จะช่วยยกระดับการเมืองไทยให้ดีขึ้น คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “ธนกร” ย้ำชัยชนะ “ภูมิใจไทย” มาจากผลงานที่จับต้องได้มากกว่าถ้อยคำสวยหรู

พรรคภูมิใจไทย เรียกประชุมว่าที่ สส.ใหม่ 12 ก.พ.

พรรคภูมิใจไทย เรียกประชุมว่าที่ สส.ใหม่ 12 ก.พ. หลังจากคว้าชัยชนะในการเลือกตั้ง 2569 มาอย่างยิ่งใหญ่ โดยได้เก้าอี้ สส. ถึง 193 ที่นั่ง แบ่งเป็นแบบแบ่งเขต 174 ที่นั่ง และบัญชีรายชื่อ 19 ที่นั่ง ทำให้พรรคก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ของประเทศทันที นี่ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความนิยมอันล้นหลามจากประชาชนทั่วไทย

พรรคภูมิใจไทย เรียกประชุมว่าที่ สส.ใหม่ 12 ก.พ.

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) หลังผลเลือกตั้ง 2569 ออกมาอย่างไม่เป็นทางการ เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคได้นัดประชุมว่าที่ สส.ใหม่และแกนนำพรรค ในวันเสาร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.00 น. โดยมีวาระสำคัญคือการแสดงความยินดีกับว่าที่ สส.ทุกคนที่ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาจนประสบความสำเร็จ รวมถึงการพูดคุยแนวทางการทำงาน ระเบียบวินัย และข้อปฏิบัติต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะประกาศรับรองผลอย่างเป็นทางการ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้นำทีมแกนนำพรรคร่วมแสดงความยินดีกับประชาชนตั้งแต่ค่ำวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และการประชุมครั้งนี้จะเป็นการรวมพลังกันอย่างเป็นระบบมากขึ้น เพื่อวางแผนขั้นตอนต่อไปในการจัดตั้งรัฐบาลและผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

ผลการเลือกตั้ง 2569: พรรคภูมิใจไทยครองอันดับ 1

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคภูมิใจไทยสามารถคว้าที่นั่ง สส. ได้มากที่สุด 193 ที่นั่ง ซึ่งมากกว่าเดิมอย่างมาก สะท้อนถึงนโยบายที่ตรงใจประชาชน เช่น การดูแลสุขภาพ การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และการแก้ปัญหายาเสพติดที่เป็นเอกลักษณ์ของพรรค นี่คือชัยชนะที่มาจากการทำงานหนักของว่าที่ สส.ทุกคน โดยเฉพาะในเขตต่างๆ ที่พรรคสามารถกวาดที่นั่งได้เกือบทั้งหมด

วาระสำคัญในการประชุม พรรคภูมิใจไทย เรียกประชุมว่าที่ สส.ใหม่ 12 ก.พ.

จากข้อมูลที่ได้รับ การประชุมครั้งนี้จะครอบคลุมหัวข้อสำคัญหลายประการ เพื่อให้ว่าที่ สส.ใหม่เข้าใจบทบาทและเตรียมพร้อมรับผิดชอบต่อประชาชน ดังนี้

  • แสดงความยินดีและขอบคุณ: หัวหน้าพรรคและแกนนำจะร่วมฉลองชัยชนะ พร้อมขอบคุณผู้สนับสนุนทุกคน
  • แนวทางการทำงาน: กำหนดยุทธศาสตร์หลัก เช่น การผลักดันนโยบายสุขภาพถ้วนหน้า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่น และการต่อต้านคอร์รัปชัน
  • ระเบียบและข้อปฏิบัติ: วินัยของ สส. เช่น การเข้าร่วมประชุมสภา การรายงานตัว และการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่อาจทำลายภาพลักษณ์พรรค
  • เตรียมพร้อมจัดตั้งรัฐบาล: หารือเรื่องพันธมิตรและการเจรจาเพื่อจัดตั้งรัฐบาลที่มั่นคง
  • อบรมกฎหมายและขั้นตอน: ให้ความรู้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้ง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่าพรรคจะเน้นนโยบายที่เป็นที่รักของประชาชน เช่น ‘ผู้ป่วยstanding’ ที่ช่วยลดภาระค่ารักษาพยาบาล และโครงการพัฒนาชนบทที่เคยประสบความสำเร็จในอดีต การประชุมนี้จึงไม่ใช่แค่การรวมตัว แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานจริงจังเพื่อชาติ

ความสำคัญของการประชุมครั้งนี้ต่อการเมืองไทย

พรรคภูมิใจไทย เรียกประชุมว่าที่ สส.ใหม่ 12 ก.พ. ในช่วงเวลาที่การเมืองไทยกำลังเข้มข้น จะช่วยให้พรรคมีโครงสร้างที่แน่นแฟ้น สามารถเจรจากับพรรคอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากพรรคสามารถรวมเสียงได้เกิน 250 ที่นั่ง ก็มีโอกาสตั้งรัฐบาลนำโดยนายอนุทินได้ทันที นี่คือโอกาสทองที่พรรคจะได้แสดงศักยภาพในการบริหารประเทศให้ก้าวหน้า

จากประสบการณ์ในรัฐบาลชุดก่อน พรรคภูมิใจไทยพิสูจน์แล้วว่าสามารถผลักดันนโยบายได้จริง เช่น การรับมือโควิด-19 และการกระจายวัคซีนที่รวดเร็ว ในอนาคต คาดว่าจะมีนโยบายใหม่ๆ เช่น การส่งเสริมเกษตรกรรมสมัยใหม่ การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และการศึกษาที่เน้นทักษะอาชีพ

อย่างไรก็ตาม การเมืองไทยยังมีความท้าทาย เช่น การตรวจสอบผลเลือกตั้งจากกกต. และการยื่นอุทธรณ์จากพรรคคู่แข่ง แต่ด้วยความเป็นเอกภาพ พรรคภูมิใจไทยน่าจะผ่านพ้นไปได้อย่างราบรื่น

ในมุมมองของผู้เขียน การประชุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพของพรรค ที่ไม่ปล่อยให้ชัยชนะลอยนวล แต่รีบวางแผนทันที นี่คือสิ่งที่ประชาชนรอคอยจากนักการเมืองรุ่นใหม่ สุดท้ายแล้ว หวังว่าพรรคจะนำพาประเทศไทยสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างแท้จริง

ติดตามอัปเดตผลการประชุมและข่าวการเมืองล่าสุดได้ที่บล็อกของเรา คอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคาดหวังนโยบายอะไรจากพรรคภูมิใจไทยบ้าง!

ที่มา – พรรคภูมิใจไทย เรียกประชุมว่าที่ สส.ใหม่ 12 ก.พ. หลังชนะเลือกตั้ง 2569 เป็นอันดับ 1

ปชน. เตรียมเปลี่ยน กก.บห. ทั้งชุด ป้อง ‘เท้ง’

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวการเมืองสายอัพเดท! วันนี้เรามีข่าวใหญ่จาก ปชน. เตรียมเปลี่ยน กก.บห. ทั้งชุด หลังประชุมใหญ่ในเดือนมีนาคม-เมษายนนี้เลยนะครับ โดยเฉพาะประเด็นป้อง “เท้ง” หรือนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ที่ถูกจี้ให้ลาออกจากนางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต ส.ส. พรรค เดียวกัน นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรค ออกมาแถลงชี้แจงแบบชัดๆ ว่าพรรคกำลังปรับโครงสร้างใหญ่เพื่อรับมืออนาคต โดยเฉพาะคดี 44 ส.ส. และผลการเลือกตั้งล่าสุด

ปชน. เตรียมเปลี่ยน กก.บห. ทั้งชุด หลังประชุมใหญ่ มี.ค.-เม.ย.

ตามที่นายศรายุทธิ์เผยเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 พรรคประชาชนจะจัดประชุมใหญ่และสัมมนา ส.ส. กับผู้สมัครทั้ง 500 เขตในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนนี้ ซึ่งเป็นโอกาสทองในการ ปชน. เตรียมเปลี่ยน กก.บห. ทั้งชุด เลยครับ ตอนนี้ทีมบริหารกำลังคุยกันว่าจะปรับรูปแบบไหน แต่ยังไม่สรุป เพราะโฟกัสปัญหาการเลือกตั้งก่อน โดยเลขาฯ ยืนยันพร้อมลาออกตามสัญญา ถ้าได้ ส.ส. ไม่ถึง 200 คน เหมือนที่เคยประกาศตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล จนมาถึงประชาชน

ส่วนเลขาธิการคนใหม่ จะไม่ใช่ ส.ส. เพราะต้องทุ่มเทเวลาเต็มที่บริหารพรรคหลังบ้าน มีข่าวลือว่านายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ “ไอติม” อาจขึ้นนั่งหัวหน้าพรรค ถ้านายณัฐพงษ์ต้องหยุดหน้าที่จากอุปสรรค เช่น การเป็นผู้นำฝ่ายค้าน แต่พรรคยังไม่ล็อกสเปค และยังไม่คุยกับพรรคประชาธิปัตย์เรื่องร่วมมือกันครับ

ศรายุทธิ์ ป้อง “เท้ง” แน่น แม้ถูกจี้ลาออก

กรณีที่ “ธิษะณา” ออกมาวิพากษ์นายณัฐพงษ์และเรียกร้องให้ลาออก เลขาฯ ชี้แจงว่าคณะกรรมการบริหารชุดนี้เพิ่งทำงานปีกว่าๆ เท่านั้น และชื่นชม “เท้ง” ว่ามีทักษะบริหารดี ใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาได้แจ่มๆ “ถ้าบอกคุณเท้งบริหารไม่ดี ผมไม่เห็นด้วย พรรคโตจาก 80 เป็น 150 คน เปลี่ยนผู้บริหารกะทันหัน มันไม่ง่าย แต่ภาพรวมพรรคเข้มแข็งขึ้นมาก” นายศรายุทธิ์ย้ำชัด

ปัญหาการเลือกตั้งและการเรียกร้องความโปร่งใส

นอกจาก ปชน. เตรียมเปลี่ยน กก.บห. ทั้งชุด แล้ว ยังมีประเด็นร้อนเรื่องการเลือกตั้ง เลขาฯ เรียกร้องให้ กกต. เปิดข้อมูลคะแนนเร็วๆ โดยเฉพาะแบบ 5/18 ที่ กกต. มีอยู่แล้ว ทำไมไม่เปิด? โดยเฉพาะคะแนนต่างกันระหว่างบัญชีรายชื่อกับแบ่งเขต เพื่อความโปร่งใส ป้องปัญหาบานปลาย ตอนนี้กำลังรวบรวมปัญหานับคะแนนแต่ละเขต อาจยื่นให้นับใหม่ได้เลยครับ

  • ข้อมูลคะแนนแบบ 5/18 ต้องเปิดเผยทันที
  • ตรวจสอบคะแนนแบ่งเขต vs บัญชีรายชื่อ
  • รวบรวมหลักฐานยื่น กกต. นับใหม่ หากจำเป็น
  • ถอดบทเรียนเพื่อยุทธศาสตร์เลือกตั้งหน้า

สรรหาคนใหม่และแผนอนาคต

เรื่องสรรหาเลขาฯ คนใหม่ยังไม่เริ่ม มีเวลาอีกเยอะ คนที่เหมาะต้องมีเวลาทุ่มเทเต็มที่ ไม่ว่าจะอดีต ส.ส. หรือใคร ก็ต้องได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายในพรรค ต้องคุยกันให้จบก่อนถึงจะเสนอชื่อ ส่วนภาพรวม พรรคจะถอดบทเรียนจากเลือกตั้งนี้ ทำทุกครั้งหลังเลือกตั้ง เพื่อปรับบริหารให้ดีขึ้น คาดว่าสัมมิน่าจะมีแผนชัดเจนสำหรับครั้งหน้า

สรุปแล้ว การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าพรรคประชาชนยังเข้มแข็งและพร้อมปรับตัว แม้จะมีแรงกดดันจากภายนอกหรือภายในก็ตาม มันเป็นสัญญาณดีสำหรับแฟนๆ พรรคก้าวหน้า ถ้าปรับได้ทัน จะยิ่งแข็งแกร่งในการสู้ครั้งต่อไป คุณล่ะคิดเห็นยังไงกับ ปชน. เตรียมเปลี่ยน กก.บห. ทั้งชุด นี้? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยสิครับ หรือติดตามข่าวการเมืองอัพเดทเพิ่มเติมได้ที่บล็อกเราเลย!

ที่มา – ปชน. เตรียมเปลี่ยน กก.บห. ทั้งชุด หลัง มี.ค.-เม.ย. นี้ ป้อง “เท้ง” หลังถูกจี้ลาออก

นายกฯ บอกอย่าเสี้ยม ตั้งรัฐบาลไม่มีกล้าธรรม ยันรอคะแนนใหม่

สถานการณ์การเมืองไทยหลังการเลือกตั้งกำลังร้อนระอุ เมื่อมีกลุ่มผู้ชุมนุมออกมาเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นับคะแนนใหม่ทั่วประเทศ เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรม ล่าสุด นายกฯ บอกอย่าเสี้ยม ตั้งรัฐบาลไม่มี “กล้าธรรม” ยันนับคะแนนใหม่รอได้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะนายกรัฐมนตรีรักษาการ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจน ทำให้เกิดกระแสวิเคราะห์จากทุกฝ่าย

นายกฯ บอกอย่าเสี้ยม ตั้งรัฐบาลไม่มี “กล้าธรรม” ยันนับคะแนนใหม่รอได้

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2567 (น่าจะเป็น 2567) นายอนุทิน ได้กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน โดยยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีอำนาจก้าวก่ายการตัดสินใจของ กกต. ไม่ว่าผลการนับคะแนนใหม่จะส่งผลกระทบต่อคะแนนของพรรคภูมิใจไทยในเขตต่างๆ หรือไม่ พรรคก็พร้อมยอมรับผลที่ประชาชนตัดสินใจอย่างแท้จริง สำหรับการดูแลผู้ชุมนุมนั้น ได้สั่งการให้ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันความขัดแย้งที่อาจบานปลาย

ยินดีรอผลนับคะแนนใหม่เพื่อความสบายใจของประชาชน

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า แม้จะอยากจัดตั้งรัฐบาลใหม่โดยเร็วเพื่อบริหารประเทศให้มีประสิทธิภาพ แต่หากต้องรอการนับคะแนนใหม่เพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ รัฐบาลรักษาการก็พร้อมรอได้ เนื่องจากยังสามารถเดินหน้าทำงานต่อเนื่องได้ ในช่วงนี้ พรรคภูมิใจไทยได้เตรียมความพร้อมหลายด้าน เช่น การร่างนโยบายหลักที่จะนำไปแถลงต่อรัฐสภาเมื่อจัดตั้งรัฐบาลเสร็จสิ้น การชี้แจงเช่นนี้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความโปร่งใสของผู้นำ

อย่างไรก็ตาม นายอนุทิน ชี้ว่าการล่าช้าออกไปมากเกินไปจะไม่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมของประเทศ เพราะประชาชนต้องการรัฐบาลที่มั่นคงเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่ค้างคา โดยเฉพาะในปีที่เศรษฐกิจฟื้นตัวช้าแบบนี้

ปัดข่าวลือพรรคร่วมรัฐบาล ไม่เสี้ยมเรื่อง “กล้าธรรม”

เมื่อถูกถามถึงความชัดเจนของพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคสีเขียวและพรรคสีแดง รวมถึงกระแสข่าวลือว่าจะไม่นำ “พรรคกล้าธรรม” มาร่วม นายอนุทิน ตอบแบบอารมณ์ดีว่า “มีในใจทุกสี” และชี้ว่าสื่อบางแห่งพยายาม “เสี้ยม” ให้เกิดประเด็น โดยยังไม่สามารถระบุจำนวนเสียงแน่นอนได้ ต้องรอการรับรองผลอย่างเป็นทางการจาก กกต. ก่อน คำพูดนี้ทำให้หลายคนตีความว่านายกฯ ไม่ได้ปิดประตูพรรคใดๆ แต่เน้นความเป็นเอกภาพเพื่อประโยชน์ชาติ

  • จุดยืนหลักของนายกฯ อนุทิน: ยอมรับผลนับคะแนนใหม่ ไม่ก้าวก่าย กกต.
  • รัฐบาลรักษาการทำงานต่อเนื่อง เตรียมร่างนโยบายแล้ว
  • ปฏิเสธข่าวลือเรื่องไม่รับพรรคกล้าธรรม บอกอย่าเสี้ยม
  • เร่งจัดตั้งรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาประชาชน
  • ดูแลผู้ชุมนุมตามกฎหมาย

ประเด็น นายกฯ บอกอย่าเสี้ยม ตั้งรัฐบาลไม่มี “กล้าธรรม” ยันนับคะแนนใหม่รอได้ สะท้อนถึงสไตล์การสื่อสารแบบตรงไปตรงมาของนายอนุทิน ที่มักใช้ภาษาพูดแบบประชานิยมผสมอารมณ์ขัน ทำให้ใกล้ชิดประชาชน ในบริบทการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยข้อครหาเรื่องการเลือกตั้ง การยืนยันเช่นนี้ช่วยลดความตึงเครียดได้บ้าง แต่ก็ยังต้องจับตาการตัดสินใจของ กกต. ต่อไป

จากมุมมองกว้างขึ้น การเลือกตั้งครั้งนี้เผชิญปัญหาความไม่เชื่อมั่นจากหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบัตรเลือกตั้งสูญหาย การนับคะแนนผิดพลาด หรือข้อกล่าวหาคอร์รัปชัน หาก กกต. ตัดสินใจนับใหม่จริง จะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นในระบบประชาธิปไตยได้หรือไม่? หรือจะยิ่งทำให้การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าออกไป ส่งผลต่อนโยบายเร่งด่วนอย่างเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และสวัสดิการประชาชน

นอกจากนี้ พรรคภูมิใจไทยในฐานะแกนนำรัฐบาลรักษาการ ยังคงผลักดันโครงการสำคัญ เช่น การช่วยเหลือเกษตรกร การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการควบคุมราคาสินค้า แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้หยุดนิ่ง แม้จะรอผลการรับรองพรรค

สุดท้ายแล้ว สถานการณ์นี้เป็นบททดสอบสำคัญสำหรับทุกฝ่าย ทั้งนักการเมือง สื่อมวลชน และประชาชน ที่ต้องร่วมมือกันเพื่อความมั่นคงของชาติ คุณคิดอย่างไรกับท่าทีของนายกรัฐมนตรี? เชื่อว่านับคะแนนใหม่จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตที่นี่เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – นายกฯ บอกอย่าเสี้ยม ตั้งรัฐบาลไม่มี “กล้าธรรม” ยันนับคะแนนใหม่รอได้

พรรคเพื่อไทยเห็นตรง ปชช. เลือกตั้ง 69 พิรุธเพียบ

หลังจากเกิดเหตุการณ์เลือกตั้ง 69 พิรุธเพียบ ทำให้ประชาชนจำนวนมากตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของกระบวนการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยได้ออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจน โดยนายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรค ได้โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่าพรรคเห็นตรงกับความรู้สึกของประชาชนที่รู้สึกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ผิดปกติอย่างมาก มีข้อพิรุธมากมายที่บั่นทอนความเชื่อมั่น

เลือกตั้ง 69 พิรุธเพียบ

การเลือกตั้งครั้งล่าสุดเต็มไปด้วยข้อกังขา ไม่ว่าจะเป็นการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ถูกมองว่าขาดความเที่ยงธรรม รวมถึงบทบาทของกลไกรัฐต่าง ๆ เช่น ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อสม. กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนทำให้เกิดความไม่เป็นธรรม ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกรณีชลบุรี ซึ่งเป็นเพียง iceberg tip ของปัญหาที่สะสมมา

ประชาชนจำนวนมากไม่เชื่อว่าการเลือกตั้งเป็นไปอย่างสุจริตและยุติธรรม สิ่งนี้ทำให้เกิดความคลางแคลงใจต่อระบบประชาธิปไตยทั้งหมด หากปล่อยไว้โดยไม่มีผู้รับผิดชอบ อนาคตของการเมืองไทยจะยิ่งมืดมน

พรรคเพื่อไทยเห็นตรงกับประชาชน

พรรคเพื่อไทยยืนยันว่าจะไม่นิ่งเฉยต่อปัญหาเลือกตั้ง 69 พิรุธเพียบ โดยเรียกร้องให้ กกต. อย่าลอยตัวเหนือปัญหา ต้องตรวจสอบข้อพิรุธทั้งหมดอย่างเร่งด่วน หากพบการกระทำผิดกฎหมาย ผู้เกี่ยวข้องต้องถูกดำเนินคดีเพื่อคืนความยุติธรรมให้ประชาชน

  • ข้อพิรุธด้านการนับคะแนนที่ไม่โปร่งใส
  • การแทรกแซงจากเจ้าหน้าที่รัฐในบางพื้นที่
  • ปัญหาการลงทะเบียนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ผิดปกติ
  • กรณีตัวอย่างชลบุรีและพื้นที่อื่น ๆ
  • ขาดกลไกตรวจสอบอิสระ

นอกจากนี้ พรรคยังชี้ว่าประชาธิปไตยไทยไม่อาจเดินหน้าต่อไปได้บนฐานความคลางแคลงใจเช่นนี้ ความโปร่งใสคือรากฐานของระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ซึ่งไม่ใช่เรื่องของพรรคการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วน

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์เลือกตั้ง 69 พิรุธเพียบนี้เป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งใหญ่ หากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่แก้ไขอย่างจริงจัง ประชาชนอาจสูญเสียศรัทธาในระบบเลือกตั้งไปโดยสิ้นเชิง เราควรสนับสนุนการตรวจสอบที่เข้มข้นเพื่อปกป้องคะแนนเสียงทุกเสียงให้ศักดิ์ศรี

สุดท้ายนี้ อย่าปล่อยให้ปัญหานี้จบลงด้วยความเงียบงัน สนับสนุนให้มีการตรวจสอบอย่างโปร่งใส และติดตามข่าวสารเพื่อปกป้องสิทธิเลือกตั้งของคุณ คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย

ที่มา – พรรคเพื่อไทย เห็นตรงกับ ปชช. หลังเลือกตั้ง 69 พิรุธเพียบ ลั่นต้องมีคนรับผิดชอบ

NT นำทีม กกต.ตรวจ War Room หนุนเลือกตั้ง 69

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวเน็ตทุกคน วันนี้เรามีข่าวเด็ดจากแวดวงโทรคมนาคมและการเมืองที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว นั่นคือ NT นำทีม กกต.ตรวจห้อง War Room หนุนภารกิจเลือกตั้ง 69 ที่ศูนย์เฝ้าระวังภัยทางไซเบอร์! บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ที่นำโดยพันเอกสรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ได้ต้อนรับนายณรงค์ รักร้อย กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะอย่างอบอุ่น พร้อมพาทัวร์ชมศูนย์เฝ้าระวังและรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์แบบเต็มๆ ณ ห้องประชุมอาคาร 20 ชั้น 4 สำนักงานแจ้งวัฒนะ

NT นำทีม กกต.ตรวจห้อง War Room หนุนภารกิจเลือกตั้ง 69

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? เพราะ NT ได้รับมอบหมายจากกกต. ให้ตั้งศูนย์นี้ขึ้นมาเพื่อรองรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการออกเสียงประชามติในปี 2569 (หรือที่เรียกติดปากว่าเลือกตั้ง 69) ให้โปร่งใส ถูกต้อง และน่าเชื่อถือสุดๆ ศูนย์นี้จะเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์แบบครบวงจร ตั้งแต่ระบบเครือข่าย สื่อสาร ไปจนถึงเทคโนโลยีสารสนเทศทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง

NT นำทีม กกต.ตรวจห้อง War Room หนุนภารกิจเลือกตั้ง 69

NT นำทีม กกต.ตรวจห้อง War Room หนุนภารกิจเลือกตั้ง 69

ในวันนี้ กกต.ได้มาดูระบบแบบใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าระบบพร้อม 100% ห้อง War Room หรือศูนย์บัญชีปฏิบัติการนี้ จะทำงานแบบไม่หยุดพัก ตลอด 24 ชั่วโมง ใช้เทคโนโลยี cybersecurity มาตรฐานสากลในการตรวจจับ วิเคราะห์ และรับมือเหตุผิดปกติที่อาจกระทบข้อมูลสำคัญหรือระบบเลือกตั้ง เช่น การโจมตี DDoS หรือการแทรกแซงข้อมูล

ศูนย์เฝ้าระวังภัยทางไซเบอร์: หัวใจสำคัญของ NT นำทีม กกต.ตรวจห้อง War Room

ศูนย์นี้ไม่ใช่แค่ห้องนั่งดูจอเฉยๆ นะครับ แต่เป็นฐานปฏิบัติการที่ทันสมัย ช่วยให้กกต.กำหนดนโยบายป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ NT ลงทุนหนักในเทคโนโลยีล้ำสมัย เพื่อให้การเลือกตั้งปี 2569 ปลอดภัยจากภัยไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้นทุกวัน ในยุคที่ fake news และการแฮกระบบเป็นเรื่องปกติ

  • เฝ้าระวังแบบเรียลไทม์: ตรวจจับความผิดปกติทันที 24/7
  • วิเคราะห์ขั้นสูง: ใช้ AI และ machine learning ทำนายภัย
  • รับมือรวดเร็ว: ตอบโต้การโจมตีได้ในไม่กี่นาที
  • ครอบคลุมทุกมิติ: เครือข่าย สื่อสาร และข้อมูลเลือกตั้ง
  • มาตรฐานสากล: ISO 27001 และ NIST framework
NT นำทีม กกต.ตรวจห้อง War Room หนุนภารกิจเลือกตั้ง 69

ภัยทางไซเบอร์ในช่วงเลือกตั้งไม่ใช่เรื่องไกลตัวนะครับ ลองนึกภาพ ถ้าระบบลงคะแนนถูกแฮก หรือข้อมูลผู้สมัครถูกปล่อยรั่ว จะเกิดความวุ่นวายแค่ไหน NT จึงเป็นผู้เล่นหลักที่ช่วยให้ทุกอย่างราบรื่น ด้วยประสบการณ์จากโครงการรัฐหลายตัว ทำให้มั่นใจได้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะโปร่งใสยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การร่วมมือระหว่าง NT กับกกต. ยังเป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้เทคโนโลยีหนุนประชาธิปไตย ในขณะที่ทั่วโลกกำลังเผชิญภัยไซเบอร์เพิ่มขึ้น การมีศูนย์เฝ้าระวังแบบนี้คือก้าวสำคัญ

สรุปแล้ว NT นำทีม กกต.ตรวจห้อง War Room หนุนภารกิจเลือกตั้ง 69 แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของไทยในการรับมือยุคดิจิทัล การลงทุนใน cybersecurity ไม่ใช่แค่ป้องกัน แต่คือการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน ผมเชื่อว่ากับระบบนี้ เลือกตั้ง 2569 จะเป็นหนึ่งในครั้งที่ปลอดภัยที่สุด!

คุณล่ะคิดยังไงกับเรื่องนี้? การป้องกันภัยไซเบอร์สำคัญแค่ไหนต่อการเลือกตั้ง? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ และอย่าลืมติดตามบล็อกนี้เพื่อข่าวสาร cybersecurity และนโยบายรัฐเพิ่มเติมนะ!

ที่มา – NT นำทีม กกต.ตรวจห้อง War Room หนุนภารกิจเลือกตั้ง 69 ศูนย์เฝ้าระวังภัยทางไซเบอร์

พีระพันธุ์ อัด กกต. อ้างสีข้างถลอกไร้ MOU ธปท.

ในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ ดราม่าร้อนแรงมาก เมื่อ พีระพันธุ์ อัด กกต. อย่างจัง เรื่องสองมาตรฐานในการตรวจสอบการเลือกตั้ง โดยเฉพาะปม “ซีเค เจิง” กับเงินสด 450 ล้านบาทที่หายวับไปไหนไม่รู้ วันนี้เรามาเจาะลึกกันแบบเป็นกันเอง ว่าปมนี้มันเกิดอะไรขึ้น และทำไมถึงเป็นประเด็นใหญ่โตขนาดนี้

พีระพันธุ์ อัด กกต. อ้างสีข้างถลอกไร้ MOU ธปท.

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ออกมา พีระพันธุ์ อัด กกต. แบบไม่ยั้ง หลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรียกนายซีเค เจิง คอนเทนต์ครีเอเตอร์ชื่อดังมาสอบสวน กรณีโพสต์คลิปยายถูกซื้อเสียงคนละ 2,000 บาท แต่กลับเมินกรณีเบิกถอนเงินสดผิดปกติถึง 450 ล้านบาทในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง

ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังออกมาแฉเองเลยว่า พบการเบิกเงินสดจำนวนมหาศาลจากธนาคารพาณิชย์ในลักษณะไม่ปกติ รวมมูลค่าประมาณ 450 ล้านบาท พีระพันธุ์บอกว่า อยู่การเมืองมานานกว่า 30 ปี ไม่เคยเห็นเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน แม้ไม่ใช่ช่วงเลือกตั้ง การเบิกเงินสดขนาดนี้ก็ผิดปกติแล้ว ยิ่งเป็นช่วงหาเสียง ยิ่งน่าสงสัยหนัก เงินไปไหน? เอาไปทำอะไร? สืบไม่ยากเพราะมีหลักฐานธนาคารชัดเจน

ปม “ซีเค เจิง” กับการซื้อเสียง 2,000 บาท

กรณีของ “ซีเค เจิง” กลายเป็นจุดเริ่มต้นดราม่า เมื่อเขาออกมาแฉเรื่องยายถูกซื้อเสียง 2,000 บาทต่อคน กกต. ไม่รอช้า รีบเรียกสอบทันที แต่พอเจอประเด็นใหญ่กว่าอย่างเงิน 450 ล้าน กลับอ้างว่า “สีข้างถลอก” หรือไม่มี MOU กับธปท. ไม่สามารถตรวจสอบได้ พีระพันธุ์ตั้งคำถามหนักว่า นี่สองมาตรฐานชัดๆ หรือเปล่า?

ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้ง กกต. มีอำนาจเต็มที่ในการสืบสวน หากมีพฤติการณ์น่าสงสัยกระทบความบริสุทธิ์ยุติธรรม สำนักงานกกต. ต้องสนับสนุน ถ้าละเลยอาจโดนประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานละเว้นหน้าที่ พีระพันธุ์ยังย้ำว่า ในอดีตเคยเตือนกกต. ชุดก่อนๆ เรื่องหลักเกณฑ์เลือกตั้งไม่ชอบกฎหมาย แต่ไม่ฟัง จนศาลตัดสินจำคุกทีหลัง

  • จุดสังเกตหลัก: กกต. สอบเงิน 2,000 บาท แต่เมิน 450 ล้าน
  • ผู้ว่าฯ ธปท. เป็นพยานหลักฐานสำคัญ แต่ไม่ขยับ
  • อ้างไม่มี MOU แต่กฎหมายให้อำนาจอยู่แล้ว
  • ประชาชนสงสัย ซีเค เจิงผิดจริงไหม? ต้องดูพยานหลักฐาน

ทำไมประเด็นเงินสด 450 ล้านถึงสำคัญ?

การเบิกเงินสดจำนวนมากในช่วงเลือกตั้ง มันชี้ชัดถึงปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียงระดับใหญ่ ซึ่งเป็นมะเร็งร้ายของระบบประชาธิปไตยไทย พีระพันธุ์เรียกร้องให้กกต. และหน่วยงานเกี่ยวข้อง ดำเนินการอย่างโปร่งใส เป็นธรรม รักษาความบริสุทธิ์ของการเลือกตั้ง หากปล่อยผ่าน จะยิ่งทำให้สังคมขาดความเชื่อมั่น

จากประสบการณ์นักการเมืองรุ่นใหญ่ พีระพันธุ์มองว่าปมนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก อาจเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มอำนาจบางกลุ่มที่อยากครอบงำผลเลือกตั้ง เราควรติดตามใกล้ชิด เพราะมันกระทบอนาคตชาติโดยตรง

ในมุมมองของเรา การเมืองไทยจะก้าวหน้าได้ ต้องกำจัดทุจริตตั้งแต่ต้นทางแบบนี้แหละ คุณล่ะคิดเห็นยังไง? คิดว่ากกต. ควรเร่งสอบเงิน 450 ล้านไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อให้ประเด็นนี้แพร่หลายนะ!

ที่มา – “พีระพันธุ์” อัด กกต. อ้างสีข้างถลอก ไร้ MOU ธปท. แต่ปม “ซีเค เจิง” กับเร่งสอบ

เลือกตั้ง 2569: แสวง รับความผิดพลาด ไม่โกรธ “อย่ามาแหวง”

ในช่วงที่บ้านเมืองกำลังร้อนระอุกับการเลือกตั้งครั้งใหญ่ปี 2569 ชื่อของ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. กลายเป็นประเด็นร้อน เมื่อเขาได้ออกมา แสวง รับความผิดพลาด ที่เกิดขึ้นในวันเลือกตั้งล่วงหน้าวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งส่งผลกระทบทำให้ทั้งประชาชนและ กกต. เสียหายไปไม่น้อย แต่สิ่งที่น่าประทับใจคือทัศนคติที่ไม่โกรธเคืองต่อคำพูด “อย่ามาแหวง” ที่ถูกวิจารณ์อย่างหนัก

แสวง รับความผิดพลาด

จากรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” ที่นายสรยุทธ สุทัศนะจินดาเป็นผู้ดำเนินรายการ นายแสวงได้เปิดใจอย่างตรงไปตรงมาถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในวันเลือกตั้งล่วงหน้า เขายอมรับว่ามีความบกพร่องหลายประการ เช่น กระดาษผู้สมัครซ้อนกัน หรือปัญหาการจัดการหน่วยเลือกตั้งที่ทำให้ประชาชนบางส่วนไม่พอใจ สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงทำให้ภาพลักษณ์ของ กกต. เสียหาย แต่ยังกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้ด้วย นายแสวงย้ำว่า “แสวง รับความผิดพลาดของเรามันจะทำให้คนอื่นเสียหาย กับเรานี่เสียหาย” โดยชี้ว่าทีมงานได้ซักซ้อมมาอย่างดีแล้ว แต่สุดท้ายปัญหาก็ยังเกิดขึ้น

แม้จะมีข้อครหามากมาย แต่เลขาฯ กกต. ยืนยันว่าจะยึดหลักกฎหมายและข้อเท็จจริงเป็นหลัก ไม่เต้นตามคำกล่าวหา เขาให้ความมั่นใจว่าทุกเจตจำนงของประชาชนจะไม่ถูกทิ้งขว้าง โดยเฉพาะวันเลือกตั้งหลักวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่คาดว่าจะราบรื่นกว่า เนื่องจากหน่วยเลือกตั้งน้อยลงและกระดาษไม่ซ้อนทับกัน นอกจากนี้ ทุกเหตุการณ์ในหน่วยเลือกตั้งจะถูกบันทึกไว้เพื่อตรวจสอบย้อนหลังได้

ไม่โกรธคนพูด “อย่ามาแหวง” และขอโทษสังคม

หนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกคือคำพูด “อย่ามาแหวง” ที่กลายเป็นไวรัล นายแสวงตอบแบบชิลๆ ว่า “ไม่โกรธครับ ไม่โกรธ ผมกำลังมีความสุขกับฟุตบอลช่วงนี้” โดยเชียร์แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่กำลังฟอร์มดีติดท็อป 4 พรีเมียร์ลีก เขายังแถลงขอโทษไปแล้วตั้งแต่วันนั้น และย้ำอีกครั้งว่าสำนักงาน กกต. ตั้งใจให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด แม้ซักซ้อมซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ปัญหาก็ยังหลุดรอดมาได้ สำหรับการแสดงความรับผิดชอบ เขาขอให้เป็นไปตามข้อเท็จจริง ไม่ใช่แค่คำขอโทษอย่างเดียว

นอกจากนี้ นายแสวงยังถูกถามถึงข้อกล่าวหาอื่นๆ เช่น คดีฮั้ว สว. ที่ล่าช้า หรือที่เขามาจากบุรีรัมย์แล้วลำเอียง ซึ่งเขาแก้ต่างด้วยรอยยิ้ม “ใช่ครับ แล้วยังไงครับคนบุรีรัมย์” โดยยืนยันว่า กกต. ทำงานเป็นกลางเพื่อประชาชน ไม่ใช่เพื่อพรรคการเมืองใดๆ ลูกน้องก็ไม่ฟังคำสั่งลำเอียงแน่นอน หากทำผิดก็พร้อมรับผลจากศาล

บริบทการเลือกตั้ง 2569 และบทบาท กกต.

การเลือกตั้ง 2569 ถือเป็นครั้งสำคัญที่กำหนดอนาคตประเทศ โดยเฉพาะหลังจากสถานการณ์การเมืองที่วุ่นวายมาหลายปี กกต. มีหน้าที่หลักในการรับประกันความโปร่งใสและยุติธรรม แต่ปัญหาในวันเลือกตั้งล่วงหน้าทำให้เกิดคำถามถึงความพร้อม นายแสวงชี้ว่าความเชื่อมั่นคือหัวใจ หากประชาชนไม่เชื่อใจกรรมการ ก็ยากที่จะจัดการเลือกตั้งได้ราบรื่น เขาย้ำว่าเพื่อนของ กกต. ตอนนี้คือ “กฎหมายกับความจริง” เท่านั้น

  • ปัญหาหลัก: กระดาษซ้อน การจัดการหน่วยเลือกตั้ง
  • แนวทางแก้ไข: บันทึกทุกเหตุการณ์ ตรวจสอบย้อนหลัง
  • วันหลัก 8 ก.พ.: คาดไม่มีปัญหาเพราะหน่วยน้อย
  • ขอโทษประชาชน: ยอมรับผิดพลาดและซักซ้อมไม่พอ

นายแสวงยังฝากถึงประชาชนว่า “อีก 2-3 วันก็ถึงวันเลือกตั้ง อยากให้ออกมาใช้สิทธิเยอะๆ ท่านอยากให้ประเทศเป็นอย่างไรก็เลือกตามนั้น” หลังชี้แจง เขาก็บอกว่าสบายใจขึ้นมาก

จากมุมมองของเรา การที่นายแสวงกล้าออกมา แสวง รับความผิดพลาด แบบนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการฟื้นความเชื่อมั่น แม้จะมีปัญหา แต่ทัศนคติบวกและคำขอโทษชัดเจนจะช่วยให้การเลือกตั้งครั้งนี้ผ่านพ้นไปได้ คุณล่ะคิดอย่างไร? ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งกันเยอะๆ นะครับ เพื่ออนาคตของชาติ!

ที่มา – เลือกตั้ง 2569 : “แสวง” รับความผิดพลาดทำคนอื่น-กกต.เสียหาย ไม่โกรธคนพูด “อย่ามาแหวง”

Scroll to top