คณะรัฐมนตรี

มติ ครม. รับทราบผลโภชนาการ สุขาภิบาลเรือนจำ

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นสำคัญในวงการยุติธรรมไทยกันค่ะ นั่นคือ มติ ครม. รับทราบผลดำเนินงานด้านโภชนาการ สุขาภิบาลอาหารและน้ำ ในเรือนจำ ซึ่งเป็นมติที่เพิ่งออกมาเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 นี่เอง คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้รับทราบรายงานจากกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เกี่ยวกับการดำเนินงานด้านโภชนาการ สุขาภิบาลอาหาร น้ำดื่ม อนามัยสิ่งแวดล้อม และสุขาภิบาลในเรือนจำทั้งประเทศ สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลในการยกระดับสวัสดิการผู้ต้องขัง ท่ามกลางปัญหาความท้าทายมากมาย

มติ ครม. รับทราบผลดำเนินงานด้านโภชนาการ สุขาภิบาลอาหารและน้ำ ในเรือนจำ

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงว่า ครม. รับทราบรายงานดังกล่าว และแจ้งให้ผู้ตรวจการแผ่นดินทราบ รวมถึงให้กระทรวงยุติธรรมนำความเห็นจากกระทรวงการต่างประเทศไทย (กต.) และสำนักงาน ป.ป.ช. ไปดำเนินการต่อ โดยรายงานนี้มาจากการปฏิบัติตามมติครม. เดิมเมื่อ 18 พฤศจิกายน 2568 ที่มอบหมายให้ยธ. เป็นหน่วยงานหลักในการรับข้อเสนอแนะจากผู้ตรวจการแผ่นดิน เกี่ยวกับการบริหารจัดการเรือนจำ โดยเฉพาะสุขภาพและสวัสดิภาพของผู้ต้องขัง

ปัญหาหลักที่เรือนจำไทยเผชิญ

หนึ่งในปัญหาใหญ่คือความแออัดของผู้ต้องขังที่เกินกำลังความจุของเรือนจำ ส่งผลกระทบต่อการจัดการสาธารณูปโภค เช่น น้ำประปา การกำจัดขยะ และพื้นที่อยู่อาศัย ข้อจำกัดด้านงบประมาณและบุคลากรที่ไม่พอ ทำให้การพัฒนามาตรฐานชีวิตผู้ต้องขังทำได้ยาก แต่กรมราชทัณฑ์ก็ได้ดำเนินการแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดินอย่างต่อเนื่อง

มาตรการสำคัญที่ได้ดำเนินการแล้ว

  • การตรวจรับอาหารดิบ: เรือนจำ ทัณฑสถาน และสถานกักขังทุกแห่งต้องแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจรับอาหาร โดยมีผู้แทนภายนอกที่เป็นกลางและเชี่ยวชาญร่วมตรวจ เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัย
  • ตัวอย่างเมนูอาหาร: จัดทำรายการอาหารตามหลักโภชนาการที่เหมาะสมต่อวัน โดยคำนึงถึงความหลากหลาย เพื่อให้ผู้ต้องขังได้รับสารอาหารครบถ้วน ป้องกันภาวะทุพโภชนาการ
  • ตรวจน้ำประจำเดือน: กำหนดตรวจสอบคุณภาพน้ำดื่มและน้ำใช้ทุกเดือน หมุนเวียนจุดตรวจทั่วเรือนจำทั้งปี เพื่อลดความเสี่ยงโรคจากน้ำเสีย
  • แบบสอบถามตามมาตรฐานสหประชาชาติ: จัดทำแบบสอบถามภาพรวมการดำเนินงานของกรมราชทัณฑ์ ครอบคลุมสิทธิต่างๆ ของผู้ต้องขังตามมาตรฐานขั้นต่ำของ UN

นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศไทยและ ป.ป.ช. ยังมีข้อเสนอเพิ่มเติม เช่น การนำมาตรฐานสากลอื่นๆ มาปรับใช้ควบคู่ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน ภาคประชาสังคมในการตรวจสอบ เพื่อเพิ่ม transparency และความน่าเชื่อถือ

ความสำคัญของมติ ครม. รับทราบผลดำเนินงานด้านโภชนาการ สุขาภิบาลอาหารและน้ำ ในเรือนจำ

มติ มติ ครม. รับทราบผลดำเนินงานด้านโภชนาการ สุขาภิบาลอาหารและน้ำ ในเรือนจำ นี้ไม่ใช่แค่การรับทราบเฉยๆ แต่เป็นการยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนของผู้ต้องขัง ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง โภชนาการที่ดีช่วยลดอัตราการเจ็บป่วย สุขาภิบาลอาหารและน้ำที่สะอาดป้องกันโรคระบาดในเรือนจำที่แออัดได้ ในระยะยาว จะช่วยลดภาระงบประมาณด้านสาธารณสุขและเพิ่มประสิทธิภาพระบบยุติธรรมโดยรวม

จากข้อมูล ประเทศไทยมีผู้ต้องขังกว่า 3 แสนคน ในเรือนจำที่จุได้แค่ 2 แสนกว่า ทำให้ปัญหาสุขอนามัยเป็นเรื่องเร่งด่วน การดำเนินการเหล่านี้สอดคล้องกับเป้าหมาย SDG 3 (สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี) ของสหประชาชาติอีกด้วย หากทำต่อเนื่อง จะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยในเวทีโลกด้านสิทธิมนุษยชน

อย่างไรก็ตาม ยังมีอุปสรรค เช่น งบประมาณจำกัดและบุคลากรไม่พอ รัฐบาลควรพิจารณาเพิ่มการสนับสนุนจากเอกชนหรือ NGOs เพื่อเร่งแก้ปัญหา

ในมุมมองของผู้เขียน นี่คือก้าวสำคัญที่แสดงถึงความรับผิดชอบของรัฐต่อประชาชนทุกกลุ่ม แม้ผู้ต้องขังก็สมควรได้รับการดูแลพื้นฐาน หากคุณสนใจเรื่องสิทธิผู้ต้องขังหรือข่าวยุติธรรม ลองติดตามบล็อกเราเพิ่มเติม และแสดงความเห็นด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับมาตรการเหล่านี้ จะช่วยให้เกิดการอภิปรายที่ดีขึ้นค่ะ!

ที่มา – มติ ครม. รับทราบผลดำเนินงานด้านโภชนาการ สุขาภิบาลอาหารและน้ำ ในเรือนจำ

14 มี.ค. รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา 15 มี.ค. โหวตประธานสภาฯ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมือง! วันนี้เรามีอัปเดตล่าสุดเรื่อง 14 มี.ค. รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา วันรุ่งขึ้น 15 มี.ค. นัดโหวต “ประธานสภาฯ-รอง” ต่อ ที่กำลังจะเป็นไฮไลต์สำคัญของวงการเมืองไทยในช่วงนี้ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ ได้ออกมาเผยความพร้อมเต็มที่ในการจัดงานใหญ่ครั้งนี้แล้วนะครับ หลังจากมีพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2569 ออกมา ทำให้ทุกอย่างเดินหน้าเต็มสูบ

14 มี.ค. รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา วันรุ่งขึ้น 15 มี.ค. นัดโหวต “ประธานสภาฯ-รอง” ต่อ

มาดูรายละเอียดกันเลยครับ สำหรับวันพฤหัสบดีที่ 14 มีนาคม 2569 เวลา 17.00 น. จะมีรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาอย่างเป็นทางการที่ห้องโถงพิธี ชั้น 11 อาคารรัฐสภาใหม่เอี่ยม สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้เตรียมสถานที่เรียบร้อย พร้อมเชิญบุคคลสำคัญมาร่วมงานเพียบ ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ส.ว. นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ทูตานุทูตจากต่างประเทศ ประธานองค์กรอิสระ และหน่วยงานรัฐอื่นๆ เรียกได้ว่าคึกคักสุดๆ ไปเลย

นี่ไม่ใช่แค่พิธีธรรมดานะครับ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของสมัยประชุมใหม่ ที่ทุกคนรอคอยหลังการเลือกตั้ง ช่วยสร้างบรรยากาศเป็นทางการและแสดงถึงความสามัคคีของรัฐสภาไทย

กำหนดการสำคัญหลังรัฐพิธี 14 มี.ค. รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา วันรุ่งขึ้น 15 มี.ค. นัดโหวต “ประธานสภาฯ-รอง” ต่อ

วันรุ่งขึ้นคือ 15 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป สภาผู้แทนราษฎรจะประชุมเพื่อให้ ส.ส. ทุกคนกล่าวปฏิญาณตนต่อหน้าที่ประชุมก่อน จากนั้นเข้าสู่ภารกิจหลักคือการโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธานสภาฯ ซึ่งได้รับการประสานจากพรรคการเมืองใหญ่ๆ ที่รวบรวมเสียงข้างมากเรียบร้อยแล้ว

ส่วนจำนวนรองประธานสภาฯ จะกี่คนนั้น ขึ้นอยู่กับมติที่ประชุมครับ อาจจะ 2-3 คนตามธรรมเนียม หลังจากนั้นต้องรอพระราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งก่อนจึงจะเดินหน้าต่อได้

  • 14 มี.ค. 17.00 น.: รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา
  • 15 มี.ค. 09.00 น.: ส.ส. กล่าวปฏิญาณตน
  • 15 มี.ค. ต่อเนื่อง: โหวตประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ

สำหรับการโหวตนายกรัฐมนตรีคนใหม่นั้น ยังต้องรอประธานสภาฯ ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการก่อน เลขาธิการสภาฯ ชี้แจงชัดว่ายังกำหนดวันไม่ได้ ต้องติดตามกันต่อไป

ความสำคัญของการเปิดประชุมรัฐสภาและการเลือกประธาน

การจัด 14 มี.ค. รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา วันรุ่งขึ้น 15 มี.ค. นัดโหวต “ประธานสภาฯ-รอง” ต่อ ถือเป็นก้าวแรกสำคัญหลังการเลือกตั้งทั่วไป ช่วยให้รัฐสภาสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มรูปแบบ เช่น อภิปรายร่างกฎหมาย อนุมัติงบประมาณ และที่สำคัญคือการเลือกนายกรัฐมนตรีเพื่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่

ในอดีต การเลือกประธานสภาฯ มักเป็นเวทีชิงชัยของพรรคใหญ่ๆ ที่แสดงพลังเสียงข้างมาก ถ้าพรรคร่วมรัฐบาลรวมตัวได้ดี ก็จะได้ประธานที่เป็นกลางและมีประสิทธิภาพในการนำสภา

เพื่อนๆ ลองนึกภาพดูสิครับ รัฐสภาแห่งใหม่ที่ทันสมัย ส.ส. นับร้อยมาร่วมพิธี สื่อมวลชนแพร่ภาพสดทั่วประเทศ มันคือโมเมนต์ประวัติศาสตร์ที่ไม่ควรพลาด!

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นน่าสนใจอื่นๆ เช่น บรรยากาศระหว่างพรรคฝ่ายค้านกับรัฐบาลจะเป็นอย่างไร หรือจะมีเซอร์ไพรส์ในการโหวตหรือเปล่า ทุกอย่างยังต้องรอชม

ในมุมมองของผม การเปิดประชุมครั้งนี้จะเป็นตัวชี้วัดความมั่นคงของรัฐบาลใหม่ ถ้าทุกอย่างลื่นไหล ก็คาดว่ารัฐบาลจะเดินหน้าได้เร็ว ช่วยแก้ปัญหาประชาชนได้ทันท่วงที

ติดตามข่าวอัปเดตการเมืองไทยกับเราได้ทุกวันนะครับ! แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ และกดไลก์ถ้าชอบ อย่าลืมคอมเมนต์ความเห็นของคุณด้านล่างด้วย

ที่มา – 14 มี.ค. รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา วันรุ่งขึ้น 15 มี.ค. นัดโหวต “ประธานสภาฯ-รอง” ต่อ

“โรม” ถามแรง รมต.แก๊งลูกบังเกิดเกล้าพึ่งพาได้กี่คน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองวันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนๆ ที่ “โรม” ถามแรง รมต.แก๊งลูกบังเกิดเกล้าพึ่งพาได้กี่คน กันครับ นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาวิเคราะห์สถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลอนุทิน 2 อย่างแสบสัน โดยเฉพาะแก๊งลูกบังเกิดเกล้าจากพรรคภูมิใจไทย ที่หลายคนตั้งคำถามว่าพวกเขาพึ่งพาได้จริงหรือ ในยุคที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายมากมาย ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และปัญหาอาชญากรรมออนไลน์

“โรม” ถามแรง รมต.แก๊งลูกบังเกิดเกล้าพึ่งพาได้กี่คน

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม ได้ให้สัมภาษณ์อย่างตรงไปตรงมา โดยชี้ว่าประชาชนคาดหวังคณะรัฐมนตรีที่เน้นความสามารถมากกว่าความสัมพันธ์ทางสายเลือด “ข่าวการจัดตั้งรัฐบาลยังเปลี่ยนแปลงได้ แต่ถ้าเอาวงศาคณาญาติมาเป็นหลัก เราจะรับมือปัญหาประเทศได้จริงเหรอ?” โรมตั้งคำถามถึงรัฐมนตรีกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นทายาทนักการเมืองรุ่นใหม่ของพรรคภูมิใจไทย

โรมย้ำว่าประเทศมีปัญหาเพียบ ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด การปฏิรูปโครงสร้างสังคม หรือแม้กระทั่งปัญหาสแกมเมอร์ที่กำลังระบาดหนัก ถ้ารัฐมนตรีส่วนใหญ่ขาดความเชี่ยวชาญ เราจะฝากอนาคตชาติไว้กับใคร? นี่คือคำถามที่ “โรม” ถามแรง รมต.แก๊งลูกบังเกิดเกล้าพึ่งพาได้กี่คน ซึ่งสะท้อนความกังวลของประชาชนจำนวนมาก

เตือนท่าทีรัฐบาลให้ “ชนนพัฒฐ์” เสวยสุข หยามกฎหมาย

นอกจากนี้ โรมยังกัดไม่หยุดกรณีสแกมเมอร์ โดยเฉพาะ นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ส.ส.สงขลา เขต 4 พรรคกล้าธรรม ที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ แต่กลับยังใช้ชีวิตปกติสุข ไปงานแต่งได้สบายๆ โรมเตือนว่ารัฐบาลมีท่าทีอ่อนแอเกินไป “ทำไมเจ้าหน้าที่ถึงไม่จริงจัง? ถ้าเป็นพรรคส้ม คดีคงรวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม แต่กรณีนี้กลับปล่อยให้เสวยสุข หยามกฎหมายชัดๆ”

โรมยังพูดถึงกรณีเครื่องบินของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ที่เชื่อมโยงกับนายเบน สมิธ ซึ่งข้อมูลหลุดออกมาแต่ยังไม่มีดำเนินการจริงจัง แม้จะส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. แล้วก็ตาม พรรคประชาชนในฐานะว่าที่ฝ่ายค้านพร้อมตรวจสอบเต็มที่ ถ้าสภาฯ เปิดเร็วๆ นี้

  • ปัญหาสแกมเมอร์ข้ามชาติยังแก้ไม่จริงจัง
  • นักการเมืองที่เกี่ยวข้องอ้างเอกสิทธิ์immunity
  • มาตรฐานสองที่สำหรับพรรคการเมืองต่างๆ
  • เว็บพนันออนไลน์ยังลุกลาม

โรมชี้ว่าการขยันช่วงเลือกตั้งหายไป กลายเป็นอุ้มชูกันแทน ทำให้ประชาชนไม่มั่นใจในประสิทธิภาพรัฐบาล ส่วนโอกาสส่งตัวนายชนนพัฒฐ์ไปดำเนินคดี โรมบอกว่ากระบวนการสภาฯ 過去มีน้อยมากที่ส่ง ส.ส. แต่เจ้าหน้าที่รู้จังหวะดี ถ้าอ้างปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ก็ยังดำเนินการได้หลัง 12 มีนาคม

พรรคประชาชนยืนกรานไม่โหวตอนุทิน

โรมย้ำคำพูดตอนหาเสียงว่าจะไม่โหวตนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ เพราะพรรคอันดับ 1 มีสิทธิ์จัดตั้งก่อน พรรคประชาชนรักษาคำสัญญากับประชาชน แต่ยังไม่แน่ใจฝ่ายค้านจะมีใครบ้าง อาจมีงูเห่า และพรรคกล้าธรรมยังคลุมเครือ ขอให้ถาม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า

ประเด็นนี้ทำให้การเมืองไทยร้อนระอุยิ่งขึ้น แก๊งลูกบังเกิดเกล้าจะพึ่งได้จริงหรือ? ประชาชนรอดูท่าทีรัฐบาลต่อสแกมเมอร์และนักการเมืองต้องสงสัย โรมเรียกร้องมาตรฐานเดียวกัน ไม่เลือกปฏิบัติ

เพื่อขยายมุมมอง ลองดูบริบทกว้างๆ การเมืองไทยชุดนี้มีข้อครหาเรื่องเลือกตั้งมัวหมอง สภาฯ เปิดช้า ทำให้ฝ่ายค้านตรวจสอบลำบาก ปัญหาสแกมเมอร์ไม่ใช่แค่เงินหาย แต่ทำลายความเชื่อมั่นระบบยุติธรรม ถ้ารัฐบาลไม่เอาจริง ประชาชนจะยิ่งผิดหวัง

ในมุม SEO การเมือง 关键词 อย่าง รังสิมันต์ โรม, พรรคประชาชน, รัฐบาลอนุทิน, สแกมเมอร์การเมือง, ชนนพัฒฐ์ จะช่วยให้บทความนี้เข้าถึงคนสนใจข่าวการเมืองไทยมากขึ้น

สุดท้าย ความเห็นส่วนตัว: “โรม” ถามแรง รมต.แก๊งลูกบังเกิดเกล้าพึ่งพาได้กี่คน เป็นคำถามที่รัฐบาลต้องตอบ ประชาชนสมควรได้ผู้นำที่มีศักยภาพจริง ไม่ใช่เนโปติซึม ชวนเพื่อนๆ คอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดยังไงกับรัฐบาลชุดนี้? กดแชร์เพื่อให้ข่าวนี้แพร่หลาย!

ที่มา – “โรม” ถามแรง รมต.แก๊งลูกบังเกิดเกล้าพึ่งพาได้กี่คน เตือนท่าทีรัฐให้ “ชนนพัฒฐ์” เสวยสุข

ครม.เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2569

ครม.เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2569 เป็นข่าวสำคัญที่ทุกคนกำลังจับตามอง โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งทั่วไปที่เพิ่งผ่านพ้นไป คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งเสนอโดยสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมรัฐสภาครั้งแรก

ครม.เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2569 เกิดอะไรขึ้น

วันที่ 10 มีนาคม 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2569 แล้ว แต่ยังไม่ระบุวันที่แน่นอนในการเรียกประชุม เนื่องจากต้องรอประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และสำนักงานองคมนตรี

การดำเนินการนี้จะเกิดขึ้นเมื่อมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ได้รับเลือกตั้งครบ 95% ของจำนวนทั้งหมด หรืออย่างน้อย 475 คน จากทั้งหมด 500 คน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเรียกประชุมรัฐสภา

รัฐธรรมนูญมาตรา 83 กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรมีสมาชิก 500 คน แบ่งเป็น ส.ส. เขต 400 คน และ ส.ส. บัญชีรายชื่อ 100 คน มาตรา 84 ระบุว่าหากมี ส.ส. ครบ 95% แล้ว สามารถเรียกประชุมรัฐสภาได้ หากมีความจำเป็น

  • มาตรา 85 วรรคสี่: กกต. ต้องประกาศผลเลือกตั้งภายใน 60 วันหลังวันเลือกตั้ง (ไม่เกิน 8 เมษายน 2569)
  • มาตรา 121: เรียกประชุมรัฐสภาภายใน 15 วันหลังประกาศผล (ไม่เกิน 22 เมษายน 2569)
  • มาตรา 122: พระมหากษัตริย์ทรงเรียกประชุม โดยอาจเสด็จพระราชดำเนินหรือโปรดผู้แทน

ดังนั้น ร่างพระราชกฤษฎีกานี้จึงถูกยกร่างขึ้นเพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามกรอบกฎหมาย และดำเนินการอย่างเรียบร้อย

นอกจากนี้ ยังมีการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อกำหนดวันประชุมที่ชัดเจน ซึ่งจะนำร่างขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายต่อไป สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วและความรับผิดชอบของรัฐบาลในการเตรียมพร้อมสำหรับสภาลูกใหม่

ผลกระทบต่อการเมืองไทยหลังเลือกตั้ง

การที่ ครม.เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2569 จะเป็นจุดเริ่มต้นของสมัยประชุมใหม่ ซึ่งอาจนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ การอภิปรายนโยบาย และการผลักดันกฎหมายสำคัญๆ ประชาชนต่างคาดหวังว่าสภาจะทำงานเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่ค้างคา

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การเลือกตั้งครั้งนี้มีประเด็นถกเถียงเรื่องความสุจริต การนับคะแนน และการจัดสรร ส.ส. บัญชีรายชื่อ ซึ่ง กกต. ต้องตรวจสอบให้ละเอียดเพื่อความโปร่งใส

เพื่อให้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น ลองดู timeline สรุป:

  • วันเลือกตั้ง: [วันที่เลือกตั้ง]
  • ประกาศผล กกต.: ภายใน 8 เมษายน 2569
  • เรียกประชุม: ภายใน 22 เมษายน 2569
  • ประชุมครั้งแรก: รอ ส.ส. ครบ 475 คน

เรื่องนี้ไม่เพียงแต่เป็นขั้นตอนทางกฎหมาย แต่ยังสะท้อนถึงเสถียรภาพทางการเมืองของไทยในช่วงเปลี่ยนผ่าน

สุดท้ายนี้ ผู้เขียนมองว่าการเตรียมการที่รวดเร็วเช่นนี้เป็นสัญญาณที่ดีต่อประชาธิปไตยไทย ขอให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อประโยชน์ของชาติ หากคุณสนใจติดตามข่าวการเมืองเพิ่มเติม สมัครรับข่าวสารจากเว็บไซต์ของเราได้เลยวันนี้!

ที่มา – ครม.เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2569

เพื่อไทย ยกทีม สส.เขต รายงานตัวสภา ยันไร้ดราม่าตีกลับ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมือง! วันนี้เรามีเรื่องเด่นที่กำลังเป็นกระแสในวงการการเมืองไทยมาอัปเดตให้ฟังกันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ เพื่อไทย ยกทีม สส.เขต รายงานตัวสภา อย่างยิ่งใหญ่ เมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2567 พรรคเพื่อไทยแสดงพลังความสามัคคีแบบเต็มสูบ นำโดยนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค พวกเขาควงกันยกทีม สส.แบบแบ่งเขต ขึ้นรถบัสไฟฟ้า EV สุดหรูจากที่ทำการพรรค ตรงดิ่งไปยังอาคารรัฐสภา เพื่อรายงานตัวเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 ต่อสำนักงานเลขาธิการสภา

บรรยากาศคึกคักมากๆ เลยครับ ทันทีที่มาถึง พวกเขาก็ไม่พลาดไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำรัฐสภา เพื่อความเป็นสิริมงคล ไม่ว่าจะเป็นพระสยามเทวาธิราช, พระเสื้อเมือง, พระทรงเมือง, พระภูมิชัยมงคล และศาลตาศาลยาย เรียกว่าเริ่มต้นด้วยพลังบวกเต็มเปี่ยม ก่อนจะเข้ารายงานตัวกันอย่างเรียบร้อย

เพื่อไทย ยกทีม สส.เขต รายงานตัวสภา ยัน ไม่มีเรื่องรายชื่อ “สุริยะ-สมศักดิ์” ถูกตีกลับ

หลังจากรายงานตัวเสร็จ นายยศชนัน ก็ให้สัมภาษณ์แบบชัดเจนเลยครับ ว่า เพื่อไทย ยกทีม สส.เขต รายงานตัวสภา ครั้งนี้ เพื่อแสดงความปึกแผ่นของพรรค พวกเขาพร้อมที่จะเริ่มทำงานเพื่อประชาชนทันที รู้สึกภูมิใจที่ได้ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่การเมืองกำลังร้อนระอุเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล

ที่หลายคนสงสัยกันมาก คือข่าวลือเรื่องรายชื่อบุคคลสำคัญอย่าง “สุริยะ-สมศักดิ์” ถูกพรรคภูมิใจไทยตีกลับ ไม่ให้เป็น รมต. นายจุลพันธ์ ปัดทันควัน ยืนยันว่าไม่มีเรื่องนี้เลย! พรรคเพื่อไทยยังไม่ได้ส่งรายชื่อใดๆ ไป และข่าวที่ออกมานั้นไม่มีมูล เป็นแค่กระแสลือจากช่วงสูญญากาศทางการเมืองเท่านั้นเอง พวกเขายังคุยกันภายในเพื่อเตรียมพร้อมในทุกรูปแบบ ไม่ได้แบ่งกระทรวงกันแล้ว

หลังเพื่อไทย ยกทีม สส.เขต รายงานตัวสภา ความสามัคคีไร้คลื่นใต้น้ำ

นายจุลพันธ์ ยังชี้แจงเพิ่มว่า อำนาจจัดตั้งคณะรัฐมนตรีเป็นของนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่พรรคใดพรรคหนึ่ง พรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคร่วม ก็รอให้พรรคแกนนำอย่างภูมิใจไทยดำเนินการก่อน การหารือจะเน้นนโยบายและความถนัดของแต่ละพรรคเพื่อขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า นอกจากนี้ ยังยืนยันว่าภายในพรรคไม่มีปัญหาคลื่นใต้น้ำ ทุกคนมาพร้อมหน้า สส.เขตและบัญชีรายชื่อ แสดงความพร้อมให้สังคมเห็นชัดๆ

น่าสนใจมากคือ พรรคเตรียมยื่นกฎหมายเข้าสภา 20 ฉบับทันทีที่เปิดประชุม! นายยศชนัน บอกว่าทำการบ้านทุกกระทรวงไว้หมดแล้ว ไม่ว่าจะอว. (อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) หรือกระทรวงอื่นๆ ปัดข่าวเผือกร้อนอย่างเกษตรฯ หรือแรงงาน ว่าไม่มีกระทรวงเกรด A B C ทุกที่สำคัญหมด

  • ไฮไลต์สำคัญ: ใช้รถบัส EV สุดทันสมัย สะท้อนภาพลักษณ์พรรคสีเขียว
  • ยืนยันคุยกับแกนนำภูมิใจไทยแล้ว ข่าวลือไม่มีจริง
  • บุคลากรคุณภาพสูง สุริยะ ประเสริฐ และคนอื่นๆ พร้อมพิสูจน์ตัวเอง
  • เตรียมประชุมพรรคหารือกฎหมายและนโยบายรัฐบาลร่วม

ปิดท้ายด้วยโมเมนต์น่ารัก นักข่าวแซว “หนิมได้คุยกับหนูแล้วหรือยัง” (หมายถึงนางสาวแพทองธาร?) นายจุลพันธ์ ยิ้มรับ พยักหน้าเลยครับ บรรยากาศอบอุ่นมาก!

โดยรวมแล้ว เหตุการณ์ เพื่อไทย ยกทีม สส.เขต รายงานตัวสภา ครั้งนี้ สะท้อนว่าพรรคเพื่อไทยพร้อมมากสำหรับบทบาทนิติบัญญัติและบริหารประเทศ ไม่มีดราม่าภายในหรือภายนอกอย่างที่ลือกัน ผมมองว่ามันเป็นสัญญาณดีของการเมืองไทยที่กำลังเดินหน้าสู่รัฐบาลใหม่ที่มั่นคง คุณล่ะครับ คิดว่าการจัดสรรเก้าอี้ครม. จะออกมายังไง? รัฐบาลนี้จะแก้ปัญหาประชาชนได้จริงมั้ย? ลองคอมเมนต์แชร์ความเห็นใต้โพสต์นี้เลยนะครับ แล้วอย่าลืมติดตามบล็อกเราเพื่ออัปเดตข่าวการเมืองล่าสุดแบบเรียลไทม์!

ที่มา – เพื่อไทย ยกทีม สส.เขต รายงานตัวสภา ยัน ไม่มีเรื่องรายชื่อ “สุริยะ-สมศักดิ์” ถูกตีกลับ

เพื่อไทย ได้ 5 เก้าอี้ รมว. ต่อรอง 1 รมช. ยศชนัน อว.

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวโซเชียลที่ติดตามข่าวการเมืองแบบเรียลไทม์! วันนี้เรามีข่าวร้อนมาอัปเดตกันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ เพื่อไทย ได้ 5 เก้าอี้ รมว. ต่อรองอีก 1 รมช. “ยศชนัน” นั่งเก้าอี้ อว. เป็นโผครม.ชุดใหม่ที่ทุกคนรอคอย โดยเฉพาะแฟนๆ พรรคเพื่อไทยที่กำลังลุ้นกันตัวโก่ง มาดูรายละเอียดกันแบบละเอียดยิบเลยดีกว่า

เพื่อไทย ได้ 5 เก้าอี้ รมว. ต่อรองอีก 1 รมช. “ยศชนัน” นั่งเก้าอี้ อว.

จากรายงานข่าวล่าสุดเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2567 พรรคเพื่อไทยคว้าโควต้ากระทรวงสำคัญไป 5 ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ (รมว.) แล้ว โดยยังรอต่อรองโควต้ารัฐมนตรีช่วยว่าการ (รมช.) อีก 1 ตำแหน่งกับพรรคภูมิใจไทย นี่คือสัญญาณว่ารัฐบาลชุดใหม่กำลังเข้าที่เข้าทาง แม้จะมีดราม่าบ้างแต่ก็เป็นเรื่องปกติของการเมืองไทยใช่มั้ยล่ะ?

รายชื่อตัวเก็งจากพรรคเพื่อไทยในโผครม.

  • นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ – รองนายกรัฐมนตรี ควบ รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เก้าอี้เดิมที่แข็งแกร่ง ช่วยดูแลเกษตรกรไทยให้พ้นภัยแล้งแล้ง
  • นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ – รมว.กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) คนนี้คือไฮไลต์! คาดว่าจะผลักดันนวัตกรรมไทยให้ก้าวไกล
  • นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ – รมว.กระทรวงศึกษาธิการ หวังพลิกโฉมการศึกษาให้เด็กไทยเก่งขึ้น
  • นายสมศักดิ์ เทพสุทิน – รมว.กระทรวงแรงงาน ดูแลคนงานไทยให้มีงานทำ มีสวัสดิภาพ
  • นายประเสริฐ จันทรรวงทอง – รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง

โผนี้มาจากการเจรจาลับๆ หลังการจัดตั้งรัฐบาลผสม พรรคเพื่อไทยได้โควตาหลักเพราะเป็นพรรคใหญ่สุด สมศักดิ์และสุริยะอยู่ครบทีม แสดงถึงความต่อเนื่องในการทำงาน ด้านยศชนันที่ได้อว. ถือเป็นเซอร์ไพรส์ เพราะกระทรวงนี้สำคัญมากต่ออนาคตไทย เรื่องงบวิจัย นวัตกรรม AI และ biotech จะถูกผลักดันหนักแน่

ทำไมโผนี้ถึงน่าจับตา? เพราะกระทรวงเหล่านี้เกี่ยวข้องกับชีวิตประชาชนโดยตรง เกษตรช่วยชาวนา, การศึกษาช่วยเด็ก, แรงงานช่วยลูกจ้าง, พม.ช่วยคนจน และอว.ช่วยพัฒนาประเทศระยะยาว ถ้าทำดี รัฐบาลอนุทิน 2 อาจอยู่ยาว! แต่ก็มีเสียงวิจารณ์เรื่องสมดุลพรรค การต่อรอง 1 รมช. กับภูมิใจไทยน่าจะจบเร็วๆ นี้ คาดได้กระทรวงมหาดไทยหรือยุติธรรม

ย้อนดูประวัติศาสตร์ พรรคเพื่อไทยเคยได้โควตาครม.เยอะสมัยยิ่งลักษณ์ ตอนนี้ยุคใหม่แต่กลยุทธ์คล้ายๆ กัน การเลือกคนเก่งอย่างยศชนัน แสดงถึงวิสัยทัศน์ทันสมัย ผมคิดว่าดีแล้วนะ เพราะไทยต้องการนวัตกรรมด่วนๆ หลังโควิด

สำหรับแฟนข่าวการเมือง สามารถติดตามอัปเดตโผครม.เพิ่มเติมได้ที่บล็อกเรา หรือคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดยังไงกับโผนี้? ชอบใครที่สุด? อย่าลืมแชร์เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ!

ที่มา – เพื่อไทย ได้ 5 เก้าอี้ รมว. ต่อรองอีก 1 รมช. “ยศชนัน” นั่งเก้าอี้ อว.

ประวัติ ปรีดี ดาวฉาย จากอดีต รมว.คลัง สู่ รมว.พลังงาน

ประวัติ ปรีดี ดาวฉาย กำลังเป็นที่สนใจของหลายคนในขณะนี้ เพราะมีข่าวลือหนาหูว่าอาจได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในรัฐบาลใหม่ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หลังจากเคยเป็นอดีตรัฐมนตรีคลังยุคลุงตู่ที่อยู่ในตำแหน่งแค่ 20 วัน วันนี้เรามาเปิดประวัติ ปรีดี ดาวฉาย กันแบบละเอียดยิบเลยนะครับ ว่าชายคนนี้มี background อะไรบ้างที่ทำให้ถูกไว้วางใจขนาดนี้

ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่าการเมืองไทยยุคนี้เปลี่ยนแปลงเร็วมาก จากผลเลือกตั้งที่พรรคภูมิใจไทยคว้าเก้าอี้มาแบบถล่มทลายกว่า 180 ที่นั่ง ทำให้มีโผคณะรัฐมนตรีหลุดออกมาแบบไม่คาดคิด นายอนุทิน คาดว่าจะควบนายกฯ กับ รมว.กลาโหม นายไชยชนก ชิดชอบ อาจโยกไปมหาดไทย ส่วนนายโสภณ ซารัมย์ ไปนั่งประธานสภา และที่ฮือฮาที่สุดคือ ประวัติ ปรีดี ดาวฉาย จ่อเป็น รมว.พลังงาน ซึ่งกระทรวงนี้สำคัญมากในยุคที่ไทยกำลังมุ่งสู่พลังงานสะอาด

ประวัติ ปรีดี ดาวฉาย

นายปรีดี ดาวฉาย เกิดวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2501 ปัจจุบันอายุ 67 ปี สมรสกับนางรัตนา ดาวฉาย มีลูก 3 คน ถือเป็นนักกฎหมายตัวจริงเสียงจริงที่จบการศึกษาดีเยี่ยม ปริญญาตรีนิติศาสตร์บัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 2 จากธรรมศาสตร์ เนติบัณฑิตไทย และโทกฎหมายเปรียบเทียบจาก University of Illinois สหรัฐฯ ชายคนนี้เริ่มต้นอาชีพในวงการธนาคาร โดยเฉพาะธนาคารกสิกรไทย (KBank) ที่ทำงานยาวนานกว่า 35 ปี ตั้งแต่ปี 2525 ในสำนักกฎหมายธนาคาร

เส้นทางในวงการธนาคารจากประวัติ ปรีดี ดาวฉาย

ประวัติ ปรีดี ดาวฉาย ใน KBank นั้นแจ่มใสมาก จากลูกน้องธรรมดา สู่กรรมการผู้จัดการในปี 2556 เคยเป็นประธานสมาคมธนาคารไทยหลายสมัย และประธาน กรอ. (คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน) ที่มีบทบาทเสนอนโยบายเศรษฐกิจให้รัฐบาล ชื่อของเขากลายเป็นสัญลักษณ์ของความน่าเชื่อถือในวงการการเงิน

  • เริ่มงาน KBank ปี 2525 สำนักกฎหมาย
  • กรรมการผู้จัดการ KBank ปี 2556
  • ประธานสมาคมธนาคารไทย หลายสมัย
  • ประธาน กรอ. เสนอนโยบายเศรษฐกิจ
  • กรรมการบริษัทจดทะเบียนหลายแห่ง เช่น PTTGC, BBL, ADVANC, BDMS

นอกจากนี้ยังเคยเป็น CEO เดอะมอลล์กรุ๊ป และล่าสุดเป็นประธานกรรมการ Gulf Energy Development (GULF) ตั้งแต่ 9 มกราคม 2569 ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับพลังงาน ทำให้เขาเหมาะสมกับตำแหน่ง รมว.พลังงานสุดๆ

เส้นทางการเมืองประวัติ ปรีดี ดาวฉาย

เข้าสู่วงการการเมืองครั้งแรกปี 2563 สมัย พล.อ.ประยุทธ์ ท่ามกลางวิกฤตโควิด ได้เป็น รมว.คลัง “คนนอก” เพื่อช่วยฟื้นเศรษฐกิจ แต่ดันอยู่ในตำแหน่งแค่ 20 วัน เข้าสัตย์ 12 ส.ค. – ลาออก 1 ก.ย. 2563 เหตุผลหลักคือสุขภาพ มีอาการวูบจาก TIA (เส้นเลือดสมองตีบชั่วคราว) จากความเครียดสูง ครอบครัวกังวล แต่ก็มีข่าวลือเรื่องขัดแย้งกับนักการเมือง เช่น การแต่งตั้งอธิบดีกรมสรรพสามิตในครม.สัญจรระยอง ที่ปะทะกับนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง

ถึงจะสั้นแต่ประวัติ ปรีดี ดาวฉาย แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพ เขายึดหลักระบบอาวุโสและความเหมาะสม ไม่ยอมโควตาการเมือง ทำให้อึดอัด แต่ในสายตานักธุรกิจ เขาคือคนซื่อสัตย์ Professionalism สูง

ทำไมประวัติ ปรีดี ดาวฉาย ถึงเหมาะกับ รมว.พลังงาน

ด้วยประสบการณ์บริหารความเสี่ยงการเงินและพลังงานจาก GULF เขาน่าจะนำนโยบายที่มั่นคง รองรับ EEC และพลังงานหมุนเวียนได้ดี ในยุคที่ไทยต้องการลดนำเข้าน้ำมัน

ส่วนตัวผมคิดว่าประวัติ ปรีดี ดาวฉาย คือตัวอย่างของคนที่มาจากภาคเอกชนมาช่วยชาติได้ หากได้ตำแหน่งนี้ คงเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในกระทรวงพลังงานแน่นอน คุณล่ะคิดยังไง ลองคอมเมนต์บอกกันหน่อยสิ!

ที่มา – ประวัติ “ปรีดี ดาวฉาย” จากอดีตรมว.คลัง ยุคลุงตู่ สู่ว่าที่ รมว.พลังงานยุคอนุทิน

เห็นชอบให้ ขรก. ลาอุปสมบท 93 รูป ถวายพระพันปีหลวง

ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติสำคัญที่แสดงถึงความเคารพยิ่งต่อพระบรมราชินี เห็นชอบให้ ขรก. ลาอุปสมบทหมู่ 93 รูป ถวายแด่พระพันปีหลวง ไม่ถือเป็นวันลา ซึ่งเป็นข่าวดีสำหรับข้าราชการและบุคลากรรัฐทุกประเภทที่อยากเข้าร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่ เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เห็นชอบให้ ขรก. ลาอุปสมบทหมู่ 93 รูป ถวายแด่พระพันปีหลวง ไม่ถือเป็นวันลา

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวหลังการประชุมครม. ว่า มติครม. อนุมัติให้ข้าราชการทุกประเภท พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ สามารถลาเข้าร่วมโครงการดังกล่าวได้ โดยไม่นับเป็นวันลา แต่ถือเสมือนปฏิบัติราชการหรือปฏิบัติงานปกติ และยังได้รับเงินเดือนเต็มจำนวนตามเดิม ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ

เห็นชอบให้ ขรก. ลาอุปสมบทหมู่ 93 รูป ถวายแด่พระพันปีหลวง ไม่ถือเป็นวันลา: รายละเอียดโครงการ

โครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่ 93 รูป จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ถึง 9 มีนาคม 2569 รวมระยะเวลา 10 วันเต็ม เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในฐานะองค์พระบรมราชินูปถัมภ์มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้ารักรวมใจเพื่อเยาวชนจังหวัดชายแดนใต้ โครงการนี้ไม่เพียงส่งเสริมให้บุคลากรรัฐได้ปฏิบัติธรรม แต่ยังเป็นการแสดงกตัญญูกตเวทีต่อพระกรุณาธิคุณอันหาญ้ำไม่ได้

การเห็นชอบในครั้งนี้ ช่วยลดอุปสรรคสำหรับผู้ที่สนใจ เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องวันลาหรือเงินเดือน ทำให้มีโอกาสมากขึ้นในการพัฒนาศีลธรรม จิตใจ และเป็นแบบอย่างที่ดีให้เยาวชนรุ่นหลัง โดยเฉพาะในยุคที่สังคมต้องการพลังบวกและคุณธรรมมากยิ่งขึ้น

ใครบ้างที่เข้าร่วมได้ในโครงการนี้?

  • ข้าราชการพลเรือนสามัญและประจำ
  • ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
  • ข้าราชการท้องถิ่น
  • พนักงานราชการ
  • ลูกจ้างประจำและชั่วคราว
  • พนักงานรัฐวิสาหกิจ

ทุกกลุ่มสามารถยื่นลาได้ทันที โดยหน่วยงานต้นสังกัดต้องอนุมัติตามระเบียบ ซึ่งจะช่วยให้ภาครัฐมีบุคลากรที่เข้มแข็งทั้งกายและใจมากยิ่งขึ้น

ความหมายและประโยชน์ของมติครม. ครั้งนี้

มติ เห็นชอบให้ ขรก. ลาอุปสมบทหมู่ 93 รูป ถวายแด่พระพันปีหลวง ไม่ถือเป็นวันลา ไม่ใช่แค่การอนุมัติลา แต่เป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมไทย การบวชพระเพื่อถวายเป็นบุญกุศล ถือเป็นประเพณีอันดีงามที่หล่อหลอมจิตใจคนไทยมานาน นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้เข้าร่วมได้ฝึกฝนตนเอง ลดความเครียดจากการทำงาน และกลับมาปฏิบัติหน้าที่ด้วยพลังใจใหม่ สามารถนำหลักธรรมไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ความอดทน ความเมตตา และความรับผิดชอบ

ในมุมกว้างขึ้น โครงการนี้ยังเชื่อมโยงกับการพัฒนาสังคม โดยเฉพาะเยาวชนในจังหวัดชายแดนใต้ ผ่านมูลนิธิที่พระบรมราชินีนาถทรงอุปถัมภ์ ซึ่งเน้นการศึกษาและคุณธรรม สะท้อนถึงพระราชปณิธานในการช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง

กำหนดการคร่าวๆ ของโครงการบรรพชาอุปสมบท

  • 27 ก.พ. 2569: วันแรกของการเข้าค่าย
  • ระยะบวชและปฏิบัติธรรม
  • 9 มี.ค. 2569: วันสุดท้าย ออกจากความเป็นพระ

ผู้สนใจควรติดต่อหน่วยงานต้นสังกัดหรือมูลนิธิโดยตรงเพื่อสมัคร เนื่องจากจำนวนจำกัดเพียง 93 รูปเท่านั้น

มติครม. ครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการผสมผสานระหว่างหน้าที่ราชการและการทำความดีส่วนบุคคล แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับจิตวิญญาณและวัฒนธรรมไทย หากคุณเป็นข้าราชการหรือรู้จักคนที่สนใจ อย่าพลาดโอกาสนี้ นี่คือเวลาที่จะได้บุญใหญ่และพัฒนาตนเองไปพร้อมกัน ลองแชร์ข่าวนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ เพื่อให้มีผู้เข้าร่วมมากขึ้น สร้างพลังบวกให้สังคมไทย

สุดท้าย การบวชเพื่อถวายพระราชกุศลแด่พระพันปีหลวง คือการแสดงความจงรักภักดีที่แท้จริง ซึ่งจะเป็นมรดกทางใจให้ลูกหลานตลอดไป

ที่มา – เห็นชอบให้ ขรก. ลาอุปสมบทหมู่ 93 รูป ถวายแด่พระพันปีหลวง ไม่ถือเป็นวันลา

“บวรศักดิ์” โยนถาม “อนุทิน” รองนายกฯ อีกสมัย

วันนี้ (17 กุมภาพันธ์ 2569) วงการการเมืองไทยร้อนระอุ เมื่อ “บวรศักดิ์” โยนถาม “อนุทิน” ให้นั่งรองนายกฯ อีกสมัย วันนี้ 7 รมต. ลาประชุม ครม. กลายเป็นหัวข้อที่ทุกคนพูดถึง โดยเฉพาะท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่หลังการเลือกตั้งใหญ่ปี 2569 ที่หลายคนกังวลว่าผลอาจส่อเค้าโมฆะ นักการเมืองชื่อดังอย่างนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ได้ให้สัมภาษณ์สั้นๆ แต่ชัดเจนก่อนเข้าประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ทำเนียบรัฐบาล

“บวรศักดิ์” โยนถาม “อนุทิน” ให้นั่งรองนายกฯ อีกสมัย วันนี้ 7 รมต. ลาประชุม ครม.

เวลา 09.38 น. นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ได้เผชิญคำถามจากสื่อมวลชนเกี่ยวกับข่าวการทาบทามให้กลับมารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดต่อไป ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เขาเคยทำหน้าที่มาก่อน คำตอบของเขาสั้นกระชับแค่ “ให้ไปถามท่านนายกฯ” โดยโยนไปยังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ซึ่งหลายคนคาดเดาว่าอาจมีการต่อรองที่น่าสนใจในพรรคและกลุ่มการเมืองต่างๆ

กังวลเลือกตั้ง 2569 ส่อโมฆะ อยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ

นอกจากประเด็นการจัดสรรตำแหน่งแล้ว คำถามสำคัญอีกข้อคือความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ปี 2569 ที่อาจถูกตีเป็นโมฆะจากปัญหาต่างๆ เช่น การยุบพรรค การเลือกตั้งล่วงหน้า หรือข้อพิพาททางกฎหมาย นายบวรศักดิ์ ตอบรับว่า “อยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ” ซึ่งสะท้อนถึงความไม่แน่นอนในระบบการเมืองไทยที่ศาลมักมีบทบาทสำคัญในการตัดสินชะตากรรมของรัฐบาลและพรรคการเมือง หากผลเลือกตั้งถูกโมฆะจริง อาจนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่และการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

7 รัฐมนตรีแจ้งลาประชุมครม. วันนี้

ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ วันนี้มีรัฐมนตรีถึง 7 คนแจ้งลา ไม่เข้าร่วมประชุมครม. ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงปัญหาสุขภาพ การติดประชุมอื่น หรือการเมืองเบื้องหลัง ส่งผลให้นายกรัฐมนตรีต้องมอบหมายให้ นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ประธานการประชุมแทน รายชื่อรัฐมนตรีที่ลาประชุมมีดังนี้:

  • นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
  • นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
  • นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
  • นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
  • ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

รายชื่อนี้รวมทั้งตัวใหญ่ๆ อย่างนายกฯ เองและรองนายกฯ หลายคน ทำให้ประชุมครม.วันนี้ขาดผู้หลักผู้ใหญ่ไปหลายท่าน สร้างคำถามถึงเสถียรภาพของรัฐบาลชุดนี้

วิเคราะห์เบื้องหลัง “บวรศักดิ์” โยนถาม “อนุทิน”

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นนักกฎหมายและนักรัฐศาสตร์ชื่อดัง เคยเป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และมีบทบาทสำคัญในรัฐบาลหลายชุด ส่วนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นกำลังสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล การโยนถามกันไปมานี้อาจเป็นกลยุทธ์ในการเจรจาโควต้าตำแหน่งในอนาคต โดยเฉพาะหากพรรคภูมิใจไทยยังคงมีอิทธิพลในสภาฯ ท่ามกลางกระแสเลือกตั้งที่อาจพลิกผันจากคดีความต่างๆ ของพรรคฝ่ายค้าน

เหตุการณ์ “บวรศักดิ์” โยนถาม “อนุทิน” ให้นั่งรองนายกฯ อีกสมัย วันนี้ 7 รมต. ลาประชุม ครม. สะท้อนภาพการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยการต่อรองและความไม่แน่นอน นักวิเคราะห์มองว่าอาจนำไปสู่การปรับ ครม. ครั้งใหญ่หรือแม้แต่การยุบสภา หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำตีความที่กระทบผลเลือกตั้ง

สำหรับประชาชน การเมืองที่ผันผวนเช่นนี้ส่งผลต่อนโยบายเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาประเทศ คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? คอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตการเมืองไทยจากเราเพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว

ที่มา – “บวรศักดิ์” โยนถาม “อนุทิน” ให้นั่งรองนายกฯ อีกสมัย วันนี้ 7 รมต. ลาประชุม ครม.

Scroll to top