คณะรัฐมนตรี

มติเพื่อไทย ประชุมลับ ญัตติ MOU 43-44

“ดนุพร ปุณณกันต์” เผย มติพรรคเพื่อไทย เสนอให้ประชุมลับ ญัตติด่วนด้วยวาจาเกี่ยวกับ MOU 43 และ 44 เหตุเป็นเรื่องละเอียดอ่อน หวั่นกระทบความมั่นคงและคนชายแดน

วันที่ 26 ส.ค. 2568 เมื่อเวลา 16.30 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายดนุพร ปุณณกันต์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวภายหลังการประชุม ส.ส. ประจำสัปดาห์ของพรรคเพื่อไทย ว่า เนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมามีการปิดประชุมสภาฯ ในวันที่ 21 ส.ค. ก่อนที่จะมีการเข้าญัตติด่วนด้วยวาจาเกี่ยวกับ MOU 43 และ 44 วันนี้ที่ประชุม ส.ส. เพื่อไทย ได้มีการอภิปรายอย่างกว้างขวางว่าการนำเรื่องนี้เสนอเข้าที่ประชุม เราจะเตรียมใครไว้เพื่ออภิปรายบ้าง เพราะต้องทำความเข้าใจกับประชาชน โดยมติพรรคเพื่อไทย หากมีการเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา จะขอเป็นการประชุมลับ เพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน กระทบกับความมั่นคงและพี่น้องตามแนวชายแดน และเราจะไม่ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ แต่ทางพรรคเพื่อไทยเห็นควรว่าเมื่ออภิปรายกันอย่างกว้างขวางแล้ว ก็จะส่งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป

เมื่อถามว่า หากเสียงส่วนใหญ่มีมติให้ตั้ง กมธ. วิสามัญ พรรคเพื่อไทยจะร่วมเป็น กมธ. หรือไม่ นายดนุพร กล่าวว่า เราพร้อม แต่ต้องมีการโหวตกัน เนื่องจาก กมธ. ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายรังสิมันต์ โรม ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) เป็นประธาน มีการพิจารณาเรื่องนี้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 27 ส.ค. ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) จะไปหารือกับฝ่ายค้านอีกครั้งถึงมติพรรคเพื่อไทย

มติพรรคเพื่อไทย เห็นพ้องให้ประชุมลับ ญัตติด่วนถก MOU 43-44

จากข่าวการประชุม ส.ส. พรรคเพื่อไทยล่าสุด ประเด็นสำคัญอยู่ที่การพิจารณาญัตติด่วนเกี่ยวกับ MOU 43 และ 44 ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติและพี่น้องประชาชนตามแนวชายแดน การที่พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้และตัดสินใจที่จะขอให้มีการประชุมลับถือเป็นการดำเนินการที่แสดงถึงความรอบคอบและความระมัดระวังในการจัดการกับประเด็นละเอียดอ่อน

เหตุผลเบื้องหลังมติพรรคเพื่อไทย

เหตุผลหลักที่พรรคเพื่อไทยตัดสินใจขอให้มีการประชุมลับนั้น มาจากความกังวลว่าการเปิดเผยข้อมูลบางอย่างอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ รวมถึงอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดหรือความตื่นตระหนกในหมู่ประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน การประชุมลับจะช่วยให้ ส.ส. สามารถอภิปรายและแลกเปลี่ยนข้อมูลได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลเหล่านั้นจะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด หรือจะก่อให้เกิดผลเสียต่อส่วนรวม

นอกจากนี้ การที่พรรคเพื่อไทยตัดสินใจที่จะไม่ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ แต่จะส่งเรื่องให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป แสดงให้เห็นว่าพรรคต้องการให้ผู้ที่มีอำนาจและข้อมูลครบถ้วนเป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องนี้ ซึ่งอาจเป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่าในสถานการณ์ที่ซับซ้อนเช่นนี้

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจครั้งนี้ก็อาจถูกมองว่าเป็นการปิดกั้นข้อมูลจากประชาชน ซึ่งอาจนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจและการวิพากษ์วิจารณ์ ดังนั้น พรรคเพื่อไทยจึงจำเป็นต้องสื่อสารและชี้แจงเหตุผลในการตัดสินใจครั้งนี้ให้ประชาชนเข้าใจอย่างชัดเจน เพื่อรักษาความเชื่อมั่นและสนับสนุนจากประชาชน

การพิจารณาเรื่อง MOU 43 และ 44 เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติ การที่พรรคเพื่อไทยตัดสินใจที่จะดำเนินการอย่างรอบคอบและระมัดระวังถือเป็นสิ่งที่ควรให้การสนับสนุน แต่ในขณะเดียวกัน พรรคก็ต้องไม่ลืมที่จะให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใส เพื่อรักษาความไว้วางใจจากประชาชน การสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงและความโปร่งใสจะเป็นกุญแจสำคัญในการจัดการกับประเด็นนี้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยสรุปแล้ว มติพรรคเพื่อไทย เห็นพ้องให้ประชุมลับ ญัตติด่วนถก MOU 43-44 นั้นเป็นไปเพื่อรักษาความมั่นคงของชาติและความสงบสุขของประชาชนตามแนวชายแดน แต่พรรคก็ต้องระลึกเสมอว่าความโปร่งใสและการสื่อสารที่ชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจจากประชาชน

ที่มา – มติพรรคเพื่อไทย เห็นพ้องให้ประชุมลับ ญัตติด่วนถก MOU 43-44

“ภูมิธรรม” ปัดโยกย้ายผู้ว่าฯ ตามฐานเสียงพรรค

ปัดโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดตามฐานเสียงพรรคการเมือง “ภูมิธรรม” ลั่น ยึดความสามารถ-ประสบการณ์ ให้แต่ละคนได้มีโอกาสทำงาน ชี้ ยังมีอีกรอบ

การโยกย้ายข้าราชการระดับสูง โดยเฉพาะตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด มักเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากประชาชนและนักการเมืองอยู่เสมอ ล่าสุด นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดและอธิบดีรวม 25 ตำแหน่ง ซึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกจับตามองคือ มีการปัดโยกย้ายผู้ว่าฯ ตามฐานเสียงพรรคการเมือง หรือไม่

นายภูมิธรรม กล่าวย้ำว่า การพิจารณาโยกย้ายครั้งนี้ ยึดหลักความสามารถและประสบการณ์เป็นสำคัญ และต้องการให้ข้าราชการแต่ละคนได้มีโอกาสทำงานในพื้นที่ที่เหมาะสมกับศักยภาพของตนเอง

“ภูมิธรรม” ยันยึดความสามารถ-ประสบการณ์ ปัดโยกย้ายผู้ว่าฯ ตามฐานเสียงพรรคการเมือง

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 19 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดและอธิบดีรวม 25 ตำแหน่งในวันนี้ ว่า “วาระเข้าไปเรียบร้อยแล้ว ผลออกมาแล้ว และยังมีอีก ยังไม่จบ”

ผู้สื่อข่าวถามต่อ ผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีการโยกย้ายส่วนใหญ่เป็นฐานเสียงอีกพรรคการเมืองหนึ่ง นายภูมิธรรม กล่าวว่า ฐานเสียงพรรคการเมืองมีทุกจังหวัด ยืนยันว่าตนดูตามความสามารถและประสบการณ์ พยายามโยกย้ายเปลี่ยนแปลงให้แต่ละคนได้มีโอกาสทำงาน นายภูมิธรรม ยังกล่าวอีกว่า การพิจารณาคัดเลือกบุคคลเข้ารับตำแหน่งต่างๆ นั้น ได้พิจารณาอย่างรอบคอบ โดยไม่ได้คำนึงถึงเรื่องปัดโยกย้ายผู้ว่าฯ ตามฐานเสียงพรรคการเมือง แต่ให้ความสำคัญกับความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ในการทำงานเป็นหลัก เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน

อย่างไรก็ตามเมื่อถามย้ำว่าการแต่งตั้งโยกย้ายรอบนี้จะเป็นล็อตสุดท้ายแล้วใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม ตอบว่า “รอบหน้ายังมีอีกรอบ ตอนนี้ค่อยๆ ทำ”

หลักการในการโยกย้ายผู้ว่าฯ ยุค “ภูมิธรรม”

จากคำกล่าวของนายภูมิธรรม สรุปได้ว่าหลักการสำคัญในการโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดในยุคนี้ คือ

  • ความสามารถและประสบการณ์: พิจารณาจากประวัติการทำงาน ความรู้ความสามารถ และทักษะที่จำเป็นต่อการบริหารงานในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด
  • โอกาสในการทำงาน: มอบหมายงานให้เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละบุคคล เพื่อให้สามารถแสดงศักยภาพและสร้างผลงานได้อย่างเต็มที่
  • ความโปร่งใสและเป็นธรรม: ดำเนินการด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และปราศจากการแทรกแซงจากปัจจัยภายนอก

การโยกย้ายข้าราชการเป็นเรื่องปกติในระบบราชการ แต่การดำเนินการด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม และยึดหลักความสามารถเป็นสำคัญ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และส่งเสริมให้ข้าราชการมีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง การที่นายภูมิธรรมย้ำว่าไม่ได้ปัดโยกย้ายผู้ว่าฯ ตามฐานเสียงพรรคการเมืองจึงน่าจะเป็นสัญญาณที่ดี

การแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบต่อการบริหารราชการในระดับพื้นที่ การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยออกมาให้ความมั่นใจว่าจะยึดหลักความสามารถและประสบการณ์เป็นสำคัญ ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีและควรได้รับการสนับสนุน แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการติดตามตรวจสอบการทำงานของผู้ที่ได้รับการแต่งตั้ง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการโยกย้ายครั้งนี้จะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – ปัดโยกย้ายผู้ว่าฯ ตามฐานเสียงพรรคการเมือง “ภูมิธรรม” ยันยึดความสามารถ-ประสบการณ์

ครม.อนุมัติ ช่วยเกษตรกรนาปี/นาปรัง 2568 ไร่ละ 1,000

ครม. ไฟเขียวช่วยเกษตรกร นาปี 2568/69และนาปรังปี 2568 ไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่

คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบประมาณเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ทั้งนาปีการผลิต 2568/69 และนาปรังปี 2568 โดยช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ณ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงว่า ครม. มีมติเห็นชอบและอนุมัติมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2568/69 และอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณรวมทั้งสิ้น 61,697.06 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นวงเงินสินเชื่อ 51,232.50 ล้านบาท และวงเงินจ่ายขาด 10,464.56 ล้านบาท ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ

โครงการสำคัญที่ได้รับการอนุมัติ ได้แก่:

  • โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/69: วงเงินงบประมาณรวม 45,398.81 ล้านบาท
  • โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2568/69: วงเงินงบประมาณรวม 15,656.25 ล้านบาท
  • โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก ปีการผลิต 2568/69: วงเงินรวม 642 ล้านบาท

ชดเชยราคาข้าวนาปรังด้วย

นายอนุกูลยังกล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังได้อนุมัติงบประมาณช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกนาปรังด้วย โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  1. อนุมัติยกเว้นการไม่ถือปฏิบัติตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2566 ในกรณีให้ทุกหน่วยงานหลีกเลี่ยงการดำเนินการในลักษณะการให้เงินอุดหนุน ช่วยเหลือ ชดเชย หรือประกันราคาสินค้าเกษตรโดยตรงแก่เกษตรกร เฉพาะสินค้าข้าว
  2. เห็นชอบโครงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรังปี 2568 (โครงการฯ นาปรัง ปี 2568) และโครงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีและส่งเสริมการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ ปีการผลิต 2568/69 (โครงการฯ นาปีปีการผลิต 2568/69) และการใช้เงินทุน ธ.ก.ส. สำรองจ่ายการดำเนินงานตามโครงการทั้ง 2 โครงการ รวมงบประมาณทั้งสิ้น 45,204 ล้านบาท

โครงการฯ นาปรัง ปี 2568 มีวงเงิน 7,286.77 ล้านบาท และโครงการฯ นาปี ปีการผลิต 2568/69 มีวงเงิน 37,917.23 ล้านบาท โดยใช้แหล่งเงินทุนจาก ธ.ก.ส.

เกษตรกรนาปี-นาปรัง ได้รับเงินช่วยเหลือไร่ละ 1 พันบาท

โครงการฯ นาปรัง ปี 2568 และโครงการฯ นาปี ปีการผลิต 2568/69 มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพ ลดค่าใช้จ่ายในการเพาะปลูกข้าว รวมถึงสนับสนุนให้เกษตรกรมีแรงจูงใจในการพัฒนาประสิทธิภาพและคุณภาพของการผลิตข้าว โดยมีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้:

โครงการฯ นาปรัง ปี 2568 มีกลุ่มเป้าหมาย 0.861 ล้านครัวเรือน โดยเกษตรกรจะได้รับเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ หรือครัวเรือนละไม่เกิน 10,000 บาท

โครงการฯ นาปี ปีการผลิต 2568/69 มีกลุ่มเป้าหมาย 4.63 ล้านครัวเรือน โดยเกษตรกรจะได้รับเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ หรือครัวเรือนละไม่เกิน 10,000 บาท ทั้งนี้ ธ.ก.ส. จะโอนเงินช่วยเหลือเข้าบัญชีเงินฝากของเกษตรกรที่ได้รับสิทธิ

มาตรการช่วยเกษตรกร นาปี 2568/69และนาปรังปี 2568 ไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ ถือเป็นข่าวดีสำหรับเกษตรกรชาวนาทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและส่งเสริมให้เกษตรกรมีกำลังใจในการผลิตข้าวที่มีคุณภาพต่อไป

ที่มา – ครม. ไฟเขียวช่วยเกษตรกร นาปี 2568/69และนาปรังปี 2568 ไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่

ครม.แต่งตั้งโยกย้ายอธิบดี-ผวจ. สุรศักดิ์ขึ้น พช.

ครม. แต่งตั้งโยกย้ายอธิบดี-ผวจ. สุรศักดิ์ขึ้น พช.

ครม. มีมติแต่งตั้งโยกย้ายอธิบดี-ผวจ. ล็อตใหญ่ 25 เก้าอี้ โดย “สุรศักดิ์” ผู้ว่าฯ หนองบัวลำภู ขึ้นเป็นอธิบดีกรมพัฒนาชุมชน แทน “สยาม” พร้อมทั้งแต่งตั้ง “ทศพล” เป็นผู้ว่าฯ เชียงใหม่ และมีการย้าย 7 ผู้ว่าราชการจังหวัดเข้ากรุ นั่งผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำแหน่งบริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย จำนวน 25 ตำแหน่งด้วยกัน ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้:

  1. นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย
  2. นายชูชีพ พงษ์ไชย พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย
  3. นายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ
  4. นายณรงค์ เทพเสนา พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ
  5. ว่าที่ร้อยตรีตระกูล โทธรรม พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ
  6. นายปราชญา อุ่นเพชรวรากร พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ
  7. ว่าที่พันตรีอดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย
  8. นายวีระพันธ์ ดีอ่อน พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ
  9. นายอังกูร ศีลาเทวากูล พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ
  10. นายสุรศักดิ์ อักษรกุล พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู ไปเป็นอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน
  11. นายรัฐศาสตร์ ชิดชู พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่
  12. นายชรินทร์ ทองสุข พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น
  13. นายนริศ นิรามัยวงศ์ พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี
  14. นายรัฐพล นราดิศร พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย
  15. นายทศพล เผื่อนอุดม พ้นจากผู้ตรวจราชการ ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่
  16. นายศุภมิตร ชิณศรี พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์
  17. นายเอกวิทย์ มีเพียร พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี
  18. นายศรัณย์ศักดิ์ ศรีเครือเนตร พ้นจากผู้ตรวจราชการ ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต
  19. นางสาวชุติพร เสชัง พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน
  20. นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง
  21. นายสยาม ศิริมงคล พ้นจากอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ
  22. นายชยชัย แสงอินทร์ พ้นจากผู้ตรวจราชการ ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม
  23. นายสมบัติ ไตรศักดิ์ จากผู้ตรวจราชการ ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี
  24. นายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการ ไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ
  25. นายชำนาญ ชื่นตา พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี

จับตาการแต่งตั้งโยกย้าย ครม.

การแต่งตั้งโยกย้ายอธิบดี-ผวจ. ในครั้งนี้ ถือเป็นการปรับเปลี่ยนตำแหน่งครั้งใหญ่ที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะการโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดหลายท่านเข้าสู่ตำแหน่งผู้ตรวจราชการ ซึ่งอาจเป็นการส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือการประเมินผลงานในอนาคต นอกจากนี้ การที่นายสุรศักดิ์ อักษรกุล ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ก็เป็นที่น่าสนใจว่าจะมีนโยบายใหม่ๆ เกิดขึ้นเพื่อพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นหรือไม่

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการปรับปรุงและพัฒนาทีมผู้บริหารของประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป การแต่งตั้งโยกย้ายอธิบดี-ผวจ. จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนนโยบายและพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้าน

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน ทั้งในระดับจังหวัดและระดับประเทศ การติดตามและวิเคราะห์ผลของการเปลี่ยนแปลงนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อประเมินว่าการปรับเปลี่ยนตำแหน่งในครั้งนี้จะนำไปสู่การพัฒนาที่ดีขึ้นหรือไม่

ที่มา – ครม. แต่งตั้งโยกย้ายอธิบดี-ผวจ. “สุรศักดิ์” ขึ้นอธิบดี พช. “ทศพล” นั่งผู้ว่าฯ เชียงใหม่

“ชัยชนะ” ค้าน ใช้สารเร่งเนื้อแดงในไทย ควรรอหารือ!

“ชัยชนะ” ค้าน ใช้สารเร่งเนื้อแดงในไทย หากต้องแก้กฎหมายเอื้อนำเข้าหมูสหรัฐฯ ต้องหารือในสภาฯก่อน

นายชัยชนะ เดชเดโช รัฐมนตรีช่วยกระทรวงสาธารณสุขและ สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการเปิดนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งกำลังเป็นที่กังวลของประชาชนเกี่ยวกับการใช้สารเร่งเนื้อแดงในเนื้อหมูที่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของคนไทย โดยนายชัยชนะได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า เขาไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมายเพื่อเปิดทางให้มีการใช้สารเร่งเนื้อแดงในประเทศไทย และจะยึดมั่นในการดำเนินการตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 269) พ.ศ. 2546 เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีการปนเปื้อนสารเคมีในกลุ่มเบตาอะโกนีสต์ ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522

ทำไมถึงต้องค้านการใช้สารเร่งเนื้อแดงในไทย?

เหตุผลหลักที่นายชัยชนะและอีกหลายฝ่ายคัดค้านการใช้สารเร่งเนื้อแดงในประเทศไทยนั้น มาจากความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภค สารเร่งเนื้อแดง หรือที่รู้จักกันในชื่อ เบตาอะโกนีสต์ เป็นสารเคมีที่ถูกใช้ในการเลี้ยงสัตว์เพื่อให้มีกล้ามเนื้อมากขึ้นและไขมันน้อยลง แต่สารนี้มีผลข้างเคียงที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ เช่น หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ มือสั่น กล้ามเนื้อกระตุก และในบางกรณีอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

การที่ประเทศไทยมีกฎหมายห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงนั้น เป็นไปเพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนเป็นสำคัญ การนำเข้าเนื้อหมูจากต่างประเทศที่อาจมีการใช้สารเร่งเนื้อแดงจึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และต้องมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดเพื่อให้แน่ใจว่าเนื้อหมูนั้นปลอดภัยต่อการบริโภค

นายชัยชนะยังกล่าวอีกว่า “ในขณะนี้คณะรัฐมนตรี รวมถึงกระทรวงสาธารณสุข ยังไม่ได้รับแจ้งรายละเอียดใด ๆ จากท่านพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะหัวหน้าทีมไทยแลนด์ เจรจาแก้ปัญหาภาษีนำเข้าสหรัฐฯ แต่หากมีเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง ผมก็ต้องเรียกร้องให้นำเรื่องนี้มาหารือในที่ประชุมสภาฯเพื่อรับฟังความคิดเห็นจาก สส.ตัวแทนของประชาชนก่อนที่จะดำเนินการใด ๆ”

ประเด็นนี้แสดงให้เห็นว่า การแก้ไขกฎหมายเพื่อให้เอื้อต่อการนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯ นั้นเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน และต้องผ่านการหารือในสภาฯ เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การตัดสินใจใด ๆ ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและสุขภาพของประชาชนเป็นสำคัญ

การที่ สส. ออกมาคัดค้านการ **ใช้สารเร่งเนื้อแดงในไทย** นั้น แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยต่อสุขภาพของประชาชน และความตั้งใจที่จะรักษากฎหมายที่มีอยู่เพื่อปกป้องผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม การเจรจาการค้าระหว่างประเทศก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน ดังนั้น การหาจุดสมดุลระหว่างการปกป้องสุขภาพของประชาชนกับการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจึงเป็นสิ่งที่ท้าทาย

การออกมาคัดค้านการ**ใช้สารเร่งเนื้อแดงในไทย** ของนายชัยชนะในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังรัฐบาลว่า ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนชาวไทยทุกคน การเปิดโอกาสให้มีการหารือในสภาฯ จะช่วยให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็นและร่วมกันหาทางออกที่ดีที่สุดได้

ดังนั้น การตัดสินใจเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้เอื้อต่อการนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯ จึงไม่ใช่เรื่องที่สามารถดำเนินการได้โดยง่าย แต่ต้องผ่านกระบวนการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน และต้องคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสุขภาพของประชาชน และการออกมาคัดค้านการ **ใช้สารเร่งเนื้อแดงในไทย** ของ สส. ในครั้งนี้ก็เป็นสิ่งที่น่าสนับสนุนเพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างรอบคอบและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

การปกป้องสุขภาพของประชาชนชาวไทยควรเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และการหารือในสภาฯ จะเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็นและร่วมกันหาทางออกที่ดีที่สุดในประเด็นนี้

ที่มา – “ชัยชนะ” ค้าน ใช้สารเร่งเนื้อแดงในไทย หากต้องแก้กฎหมายเอื้อนำเข้าหมูสหรัฐฯ ต้องหารือในสภาฯก่อน

“จุลพันธ์” ยัน งบฯ พอเยียวยาเหตุปะทะชายแดน

“จุลพันธ์” ยืนยัน รัฐบาลมีงบประมาณเพียงพอเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ชี้ไม่จำเป็นต้องแปรงบฯกระตุ้นเศรษฐกิจ ขอเวลาทำให้ครบถ้วนกระบวนการก่อนชง ครม.อนุมัติ

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 12 สิงหาคม 2568 ที่ท้องสนามหลวง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.การคลัง กล่าวถึงการขออนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมในการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือ ซึ่งได้พูดคุยกับนายภูมิธรรมแล้วเห็นว่าต้องทำกระบวนการให้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการผ่านกระบวนการทางงบประมาณและแหล่งเงิน รวมไปถึงกองทุนเงินเยียวยาและกรมบัญชีกลาง ที่จะต้องยกเว้นระเบียบบางข้อก่อนที่จะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยอมรับอาจจะไม่ได้เร็วทันใจ แต่จะพยายามทำให้ทันสัปดาห์ต่อไป

เมื่อถามว่าในเบื้องต้นจะเป็นการเยียวยาในส่วนของข้าราชการหรือประชาชน นายจุลพันธ์กล่าวว่า ตอนนี้เราพูดถึงประชาชนที่ได้รับความเสียหาย ส่วนที่ถามว่าจะสามารถใช้งบประมาณที่เหลือจากงบกระตุ้นเศรษฐกิจมาช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบได้หรือไม่ นายจุลพันธ์ ตอบว่า หากจะทำก็สามารถทำได้ แต่ส่วนตัวแล้วอาจยังไม่จำเป็นต้องใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะรัฐบาลยังมีกลไกงบประมาณและแหล่งเงินที่เพียงพอที่จะนำมาเป็นงบเยียวยา ยืนยันว่าเงินที่จะนำไปช่วยเหลือประชาชนมีเพียงพออยู่แล้ว แต่จะใช้จากแหล่งใด เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องบริหารจัดการ

เมื่อถามว่า เงินค่าเบี้ยเลี้ยงชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ที่จะเข้าสู่ที่ประชุมครม. ในวันที่ 19 ส.ค. 2568 จะให้ทั้งประเทศหรือเฉพาะพื้นที่ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา นายจุลพันธ์กล่าวว่า ขอรอให้ออกก่อนดีกว่า ซึ่งอยู่ที่รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และกระทรวงมหาดไทยกำลังดูอยู่ ตนไม่กล้าตอบ

“จุลพันธ์”ลั่นมีงบประมาณเพียงพอใช้เยียวยาชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา

รัฐบาลพร้อมเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะชายแดน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ รัฐบาลตระหนักถึงความเดือดร้อนของประชาชนและพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือเยียวยาอย่างเต็มที่ การดำเนินการทุกขั้นตอนเป็นไปตามกระบวนการที่ถูกต้องและโปร่งใส เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงผู้ที่ต้องการอย่างแท้จริง

การที่มีงบประมาณเพียงพอสำหรับการเยียวยาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ การบริหารจัดการงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบและความใส่ใจของรัฐบาลต่อประชาชนอีกด้วย

การเยียวยาไม่เพียงแต่เป็นการช่วยเหลือด้านการเงินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดูแลด้านสุขภาพจิต การให้คำปรึกษา และการสนับสนุนด้านอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม จะช่วยให้การเยียวยามีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกด้าน

การดำเนินการอย่างรอบคอบและโปร่งใสเป็นสิ่งสำคัญในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะชายแดน การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่องจะช่วยสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นในกระบวนการเยียวยา

ความสำคัญของการเยียวยา

  • บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน
  • ฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่
  • สร้างขวัญและกำลังใจ
  • ส่งเสริมความสามัคคี
  • เสริมสร้างความเชื่อมั่นในรัฐบาล

“จุลพันธ์”ย้ำ!รัฐบาลมีเงินเยียวยาเพียงพอ

จากคำยืนยันของนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.การคลัง ทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่ารัฐบาลมีความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะชายแดน การบริหารจัดการงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและการดำเนินการตามกระบวนการที่ถูกต้องจะช่วยให้ความช่วยเหลือเข้าถึงผู้ที่ต้องการอย่างแท้จริง

การแก้ไขปัญหาสถานการณ์ชายแดนอย่างยั่งยืนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการเจรจาและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นอีก

การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะชายแดนเป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการดูแลประชาชน การดำเนินการอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชน

การให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญ การสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนจะช่วยให้การเยียวยามีประสิทธิภาพและเป็นไปอย่างราบรื่น

การลงทุนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดนเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดความขัดแย้ง การส่งเสริมการศึกษา การสร้างงาน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จะช่วยสร้างโอกาสและความหวังให้กับประชาชน

การดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่องเป็นหน้าที่ของรัฐบาล การสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนและการส่งเสริมความสามัคคีจะช่วยสร้างความมั่นคงและความสงบสุขในพื้นที่

ที่มา – “จุลพันธ์”ลั่นมีงบประมาณเพียงพอใช้เยียวยาชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา

Scroll to top