คณะรัฐมนตรี

“นายกฯ อนุทิน” วางพวงมาลา วันนวมินทรมหาราช

“นายกฯ อนุทิน” นำคณะรัฐมนตรี วางพวงมาลาเนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2568 ที่อุทยานเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ก่อนช่วงเย็นเฝ้าฯ รับเสด็จ “ในหลวง-พระราชินี”

เมื่อเวลา 08.45 น. วันที่ 13 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะรัฐมนตรีวางพวงมาลา เนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2568 ที่อุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ถวายความเคารพพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ แล้ววางพวงมาลาจำนวน 2 พวง ในนามนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ก่อนถ่ายภาพหมู่ร่วมกับคณะรัฐมนตรี

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ภายในบริเวณอุทยานเฉลิมพระเกียรติ ร.9 มีตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ องค์กรอิสระ ภาคเอกชน รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ประชาชน นักเรียน นิสิตนักศึกษา และพรรคการเมือง ร่วมถวายพวงมาลา เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ 

ขณะที่ในเวลา 17.00 น. นายอนุทินและคู่สมรส จะเฝ้าฯ รับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลวันนวมินทรมหาราช พุทธศักราช 2568 ณ พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง

วันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2568

ความสำคัญของวันนวมินทรมหาราช

วันนวมินทรมหาราช เป็นวันที่สำคัญยิ่งของปวงชนชาวไทย เป็นวันที่เราได้น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย พระองค์ทรงมีคุณูปการอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศชาติและประชาชน ทรงอุทิศพระวรกายและพระสติปัญญาในการพัฒนาประเทศในทุกด้าน ทำให้ประเทศไทยเจริญก้าวหน้าและประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

การที่นายกฯ อนุทิน นำคณะรัฐมนตรี วางพวงมาลาในวันนวมินทรมหาราช ถือเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีและความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของรัฐบาลและประชาชนชาวไทยที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

นอกจากนี้ การจัดงานวันนวมินทรมหาราช ยังเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนได้เรียนรู้และเข้าใจถึงพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และน้อมนำแนวพระราชดำริมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตและการพัฒนาประเทศ

พวกเราควรร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสืบสานพระราชปณิธานของพระองค์ในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป

ที่มา – “นายกฯ อนุทิน” นำ ครม. วางพวงมาลาเนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2568

“อนุทิน“ เตรียมทำบุญตักบาตรเสริมสิริมงคลรัฐบาลในวันออกพรรษา

“อนุทิน“ เตรียมทำบุญตักบาตรเสริมสิริมงคลรัฐบาลในวันออกพรรษา

ในช่วงเทศกาลออกพรรษาที่กำลังจะมาถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เตรียมกิจกรรมพิเศษเพื่อเสริมสิริมงคลให้กับรัฐบาลไทย โดยเฉพาะการทำบุญตักบาตรและสวดมนต์เย็น ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 7 ตุลาคม 2568 นี้ การจัดกิจกรรมดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการแสดงถึงความศรัทธาในพระพุทธศาสนา แต่ยังเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับคณะรัฐมนตรีในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชน

“อนุทิน“ เตรียมทำบุญตักบาตรเสริมสิริมงคลรัฐบาลในวันออกพรรษา

รายงานจากทำเนียบรัฐบาลระบุว่า เช้าวันที่ 7 ตุลาคม นายอนุทิน จะเป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตรเนื่องในวันออกพรรษา โดยมีคณะรัฐมนตรีเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง กิจกรรมนี้ถือเป็นประเพณีที่สำคัญในวัฒนธรรมไทย ซึ่งเชื่อว่าจะนำมาซึ่งความเป็นสิริมงคลและความสงบสุขให้กับการบริหารประเทศ หลังจากพิธีตักบาตรเสร็จสิ้น เวลา 10.00 น. จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีตามปกติ เพื่อดำเนินนโยบายต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

จากนั้นในช่วงบ่าย เวลา 16.00 น. นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานกิจกรรมสวดมนต์เย็นและฟังปาฐกถาธรรม โดยนิมนต์สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช พร้อมพระสงฆ์อีก 10 รูปจากวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม มาช่วยนำสวดมนต์ เพื่อเสริมพลังบวกในการทำงานของรัฐบาล กิจกรรมนี้จัดขึ้นที่ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญในทำเนียบรัฐบาล

กิจกรรมเสริมสิริมงคลอื่นๆ ในวันเดียวกัน

นอกจากกิจกรรมหลักที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธานแล้ว ยังมีกิจกรรมเสริมอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในวันเดียวกัน เพื่อให้บรรยากาศในทำเนียบเต็มเปี่ยมไปด้วยความศรัทธา เช่น เวลา 08.00 น. นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ได้นิมนต์พระพรหมวชิรมงคล เจ้าอาวาสวัดราชาธิวาสราชวรวิหาร และคณะพระสงฆ์ 5 รูป รวมถึงพระชินวงศวชิเวที (เจ้าคุณเตชินท์) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธฯ มาทำพิธีเจริญพระพุทธมนต์ที่ห้องทำงานชั้น 3 ตึกบัญชาการ 1 เพื่อเป็นสิริมงคลในการปฏิบัติหน้าที่

ต่อมา เวลา 09.00 น. นายบวรศักดิ์จะสักการะศาลพระภูมิ ศาลตาศาลยาย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล รวมถึงไหว้รูปปั้นนรสิงห์จำลองที่ระเบียงชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า การทำบุญเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความเคารพในประเพณีและความเชื่อที่ฝังรากลึกในสังคมไทย

  • พิธีตักบาตรเช้า: เสริมสิริมงคลให้รัฐบาล
  • สวดมนต์เย็น: นำโดยพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่
  • สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์: โดยรองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย
  • ร่วมงานไหลเรือไฟ: ที่นครพนมในช่วงค่ำ

หลังจากกิจกรรมในทำเนียบเสร็จสิ้น นายอนุทินจะเดินทางไปยังจังหวัดนครพนม เพื่อร่วมงานประเพณีออกพรรษาไหลเรือไฟประจำปี 2568 ซึ่งเป็นเทศกาลที่มีชื่อเสียงระดับชาติ ประเพณีนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเฉลิมฉลองวันออกพรรษา แต่ยังสะท้อนถึงวัฒนธรรมท้องถิ่นและความสามัคคีของประชาชน การที่นายกรัฐมนตรีเดินทางไปร่วมงานนี้ ถือเป็นการแสดงถึงความใกล้ชิดกับประชาชนและการส่งเสริมการท่องเที่ยว

การจัดกิจกรรม “อนุทิน“ เตรียมทำบุญตักบาตรเสริมสิริมงคลรัฐบาลในวันออกพรรษา ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับด้านจิตใจและศาสนา เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเสริมสร้างสิริมงคลผ่านพิธีกรรมแบบดั้งเดิมนี้ อาจช่วยให้รัฐบาลมีพลังในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ประเพณีออกพรรษายังเป็นโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้มีส่วนร่วมในการทำบุญตักบาตรและสวดมนต์ ซึ่งช่วยส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมในสังคม หากคุณกำลังมองหาไอเดียทำบุญในวันสำคัญนี้ ลองนำกิจกรรมเหล่านี้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อสร้างความสงบสุขให้กับตนเองและครอบครัว

สุดท้ายนี้ การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับวันออกพรรษา ถือเป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงถึงการผสมผสานระหว่างศาสนากับการเมือง เพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชน ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดกิจกรรมที่น่าสนใจอื่นๆ

ที่มา – “อนุทิน“ เตรียมทำบุญตักบาตรเสริมสิริมงคลรัฐบาลในวันออกพรรษา

ครม.แต่งตั้งชาดาเป็นประธานวิป มอบพิพัฒน์ดูด่านชายแดน

ครม.แต่งตั้ง “ชาดา” นั่งประธานวิปรัฐบาล มอบ “พิพัฒน์” ดูเปิด-ปิดด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย

ในวันที่ 30 กันยายน 2568 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติสำคัญในการประชุมนัดแรก โดยเห็นชอบการแต่งตั้งนายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งประธานวิปรัฐบาล นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รับผิดชอบเร่งรัดเรื่องการเปิด-ปิดด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดนใต้ให้คึกคักมากขึ้น

ครม.แต่งตั้ง “ชาดา” นั่งประธานวิปรัฐบาล

การประชุมครม. ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวแรกของรัฐบาลชุดใหม่ที่มุ่งเน้นการประสานงานระหว่างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ โดยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ได้แถลงผลการประชุมเมื่อเวลา 20.45 น. ที่รัฐสภา โดยยืนยันว่าครม.เห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการความมั่นคงแห่งชาติ (กอ.รมน.) ในการขยายเวลาประกาศพื้นที่ภัยต่อความมั่นคงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

สำหรับการแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร หรือวิปรัฐบาลนั้น นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา ขณะที่นายชาดา ไทยเศรษฐ์ รับตำแหน่งประธานวิปรัฐบาล รองประธานประกอบด้วยนายอาสพลธ์ สรรณ์ไ-triภพ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย และนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย การแต่งตั้งนี้จะช่วยให้รัฐบาลสามารถผลักดันนโยบายและร่างกฎหมายได้อย่างราบรื่น โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังสถานการณ์โควิด-19

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ถือเป็นนักการเมืองรุ่นเก๋าที่มีประสบการณ์ยาวนานในพรรคภูมิใจไทย เขาเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายครั้ง และการนั่งเก้าอี้ประธานวิปครั้งนี้คาดว่าจะช่วยเสริมความเข้มแข็งให้กับพันธมิตรรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่เป็นแกนนำสำคัญ

มอบ “พิพัฒน์” เร่งดูเรื่องเปิด-ปิดด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย

อีกประเด็นสำคัญจากที่ประชุมครม. คือ การมอบหมายงานให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ไปเจรจาและดำเนินการปรับเวลาการเปิด-ปิดด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย โดยกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาได้รับการร้องเรียนจากภาคเอกชนและประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ที่ต้องการให้ขยายเวลาการค้าขายและการท่องเที่ยว

ปัจจุบัน ด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย มีการเปิดให้บริการในเวลาจำกัด ซึ่งส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดนที่เคยคึกคัก โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคและผลไม้จากมาเลเซีย นายกรัฐมนตรีเห็นว่าการขยายเวลาเปิดด่านให้เร็วขึ้นและปิดช้าลง จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น สร้างรายได้ให้กับชุมชนชายแดน และฟื้นฟูการท่องเที่ยวแบบข้ามพรมแดน

นายพิพัฒน์ ในฐานะรัฐมนตรีคมนาคม จะต้องประสานงานกับหน่วยงานความมั่นคง กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อหาทางออกที่สมดุลระหว่างความมั่นคงและเศรษฐกิจ คาดว่าภายในสัปดาห์หน้า จะมีข้อสรุปเบื้องต้น โดยอาจเริ่มทดลองปรับเวลาในบางด่าน เช่น ด่านสะเดา จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นจุดค้าขายหลัก

การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนถึงนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจชายแดน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่ยังเผชิญความท้าทายด้านความมั่นคง แต่มีศักยภาพสูงในด้านการค้าและการท่องเที่ยว หากดำเนินการได้สำเร็จ จะเป็นตัวอย่างที่ดีในการบูรณาการนโยบายรัฐ

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการเมือง

ครม.แต่งตั้ง “ชาดา” นั่งประธานวิปรัฐบาล และมอบหมาย “พิพัฒน์” ดูแลด่านชายแดน จะส่งผลดีต่อภาพรวมการบริหารประเทศ โดยวิปรัฐบาลที่แข็งแกร่งจะช่วยให้ร่างกฎหมายเศรษฐกิจผ่านสภาได้เร็วขึ้น เช่น พ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 ที่เน้นการฟื้นฟูชายแดน

ส่วนการปรับด่านชายแดน จะช่วยเพิ่มปริมาณการค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย ซึ่งปีละหลายหมื่นล้านบาท โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเบา นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้การท่องเที่ยวข้ามแดนฟื้นตัว โดยนักท่องเที่ยวจากมาเลเซียสามารถเดินทางมาท่องเที่ยวภาคใต้ได้สะดวกยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงเตือนว่าการขยายเวลาด่านต้องควบคู่กับมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด เพื่อป้องกันปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ หากรัฐบาลจัดการได้ดี จะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาที่ยั่งยืนในภาคใต้

ในมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจของครม.ครั้งนี้แสดงถึงความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาแบบบูรณาการ หากประชาชนและภาคเอกชนร่วมมือกัน คาดว่ารัฐบาลจะประสบความสำเร็จในการกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดนได้อย่างแน่นอน ท่านคิดอย่างไร ลองแสดงความเห็นในช่องคอมเมนต์ด้านล่างนี้

ที่มา – ครม.แต่งตั้ง “ชาดา” นั่งประธานวิปรัฐบาล มอบ “พิพัฒน์” ดูเปิด-ปิดด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย

อนุทิน ฟิตนัดถกครม. ลุ้นอนุมัติคนละครึ่ง

หลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาอย่างเป็นทางการแล้ว นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็ไม่รอช้า ได้สั่งการให้จัดประชุมครม. นัดแรกทันที ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วเพื่อเร่งรัดนโยบายสำคัญ โดยเฉพาะการพิจารณาอนุมัติโครงการคนละครึ่งที่ทุกคนกำลังจับตามอง

อนุทิน ฟิตนัดถก ครม. นัดแรกหลังจบแถลงนโยบาย ลุ้นอนุมัติโครงการคนละครึ่ง

การประชุมครม. นัดแรกนี้กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 30 กันยายน 2568 หลังจากการแถลงนโยบายเสร็จสิ้น โดยสถานที่จะอยู่ที่ชั้น 4 ของอาคารรัฐสภา ซึ่งเป็นห้องประชุมเดียวกันกับที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญใช้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี ทำให้บรรยากาศค่อนข้างเร่งรีบและเข้มข้น ผู้สื่อข่าวและนักวิเคราะห์การเมืองต่างพากันคาดการณ์ว่า หนึ่งในวาระสำคัญที่จะถูกนำมาพูดคุยคือการอนุมัติงบประมาณสำหรับโครงการคนละครึ่ง

โครงการคนละครึ่งถือเป็นนโยบายหลักที่รัฐบาลชุดก่อนหน้าเคยใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิด-19 โครงการนี้ช่วยให้ประชาชนสามารถซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าที่เข้าร่วมได้ในราคาที่ถูกลงครึ่งหนึ่ง โดยรัฐช่วยจ่ายส่วนต่าง ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะร้านค้าในชุมชนและ SME ที่ได้รับผลกระทบจากยอดขายตกต่ำ

ลุ้นอนุมัติโครงการคนละครึ่งก่อนปีงบประมาณสิ้นสุด

เหตุผลที่ทุกคนลุ้นกันอย่างยิ่งคือ ปีงบประมาณ 2568 กำลังจะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 กันยายน 2568 หากครม. ไม่สามารถอนุมัติงบสำหรับโครงการคนละครึ่งได้ทัน อาจต้องรอให้งบประมาณปี 2569 เริ่มใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม ซึ่งอาจทำให้เกิดช่องว่างในการดำเนินโครงการ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจฐานรากที่กำลังฟื้นตัว การประชุมครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่อนุทินจะแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการผลักดันนโยบายช่วยเหลือประชาชน

นอกจากนี้ การฟิตนัดถกครม. ของอนุทินยังสะท้อนถึงสไตล์การบริหารที่เด็ดขาดและเน้นผลลัพธ์ เขาเคยประกาศชัดเจนในการหาเสียงว่าประชาชนคือศูนย์กลางของนโยบายทั้งหมด โครงการคนละครึ่งจึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือหลักที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทและกรุงเทพฯ ที่ยังมีปัญหาการว่างงานและรายได้ไม่แน่นอน

หากย้อนดูประวัติโครงการคนละครึ่ง จะพบว่ามันประสบความสำเร็จอย่างมากในเฟสก่อนหน้า โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 50 ล้านคน และช่วยหมุนเวียนเงินในระบบเศรษฐกิจได้หลายหมื่นล้านบาท รัฐบาลชุดใหม่จึงมองว่าการต่อยอดโครงการนี้จะช่วยให้ GDP เติบโตเร็วขึ้น โดยเฉพาะในไตรมาสสุดท้ายของปี

  • ประโยชน์หลักของโครงการ: ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน
  • กระตุ้นยอดขายร้านค้าท้องถิ่น
  • สนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง
  • ลดความเสี่ยงจากการล็อกดาวน์ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์บางคนกังวลว่าการอนุมัติงบกะทันหันอาจกระทบสมดุลงบประมาณโดยรวม แต่ฝั่งรัฐบาลมองว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อความยั่งยืน นอกจากวาระคนละครึ่งแล้ว ประชุมนัดนี้ยังอาจครอบคลุมประเด็นอื่นๆ เช่น การปรับโครงสร้างกระทรวงมหาดไทยและนโยบายท้องถิ่น

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของอนุทินแสดงถึงความรับผิดชอบต่อประชาชนอย่างแท้จริง หากโครงการคนละครึ่งได้รับอนุมัติ จะเป็นสัญญาณบวกสำหรับเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก หากคุณเป็นผู้ประกอบการหรือประชาชนทั่วไป อย่าลืมติดตามผลการประชุมนี้ เพราะมันอาจส่งผลโดยตรงต่อกระเป๋าเงินของคุณ

ติดตามข่าวสารการเมืองและเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – “อนุทิน” ฟิตนัดถก ครม. นัดแรกหลังจบแถลงนโยบาย ลุ้นอนุมัติโครงการคนละครึ่ง

“วราวุธ” ทำหน้าที่ฝ่ายค้านครั้งแรก เตรียมเสนอแนะการทำงานรัฐบาลอย่างสร้างสรรค์

“วราวุธ” ทำหน้าที่ฝ่ายค้านครั้งแรก เตรียมเสนอแนะการทำงานรัฐบาลอย่างสร้างสรรค์

ในวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่รัฐสภา นายวราวุธ ศิลปอาชา ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ได้ก้าวเข้าสู่บทบาทฝ่ายค้านครั้งแรกอย่างเป็นทางการ โดยเตรียมนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงสร้างสรรค์ต่อการทำงานของรัฐบาลชุดใหม่ แทนที่จะเป็นการตำหนิหรือวิพากษ์วิจารณ์แบบดั้งเดิม การเคลื่อนไหวนี้นับเป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงแนวทางการเมืองที่เน้นการพัฒนาและแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง

“วราวุธ” ทำหน้าที่ฝ่ายค้านครั้งแรก เตรียมเสนอแนะการทำงานรัฐบาลอย่างสร้างสรรค์

นายวราวุธ เปิดเผยว่า รัฐบาลชุดใหม่นี้เผชิญกับข้อจำกัดด้านเวลาในการดำเนินนโยบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเหลือเวลาทำงานเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น ดังนั้น เขาจึงขอฝากข้อเสนอแนะบางประการ โดยมุ่งเน้นไปที่ประเด็นที่รัฐบาลยังไม่ครอบคลุม เพื่อให้นายกรัฐมนตรีสามารถนำไปปรับปรุงและมอบหมายให้แต่ละกระทรวงขับเคลื่อนต่อไป ข้อเสนอเหล่านี้จะถูกนำเสนอในที่ประชุมวันนี้ โดยเป็นแนวทางที่กระชับและสามารถปฏิบัติได้จริง เน้นย้ำว่าการอภิปรายนโยบายครั้งนี้ไม่ใช่การโจมตี แต่เป็นการสร้างสรรค์เพื่อประโยชน์ของประเทศ

นอกจากนี้ นายวราวุธ ยังได้กล่าวถึงคุณสมบัติของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ว่า ไม่มีข้อกังวลหรือประเด็นติดใจใดๆ ที่สำคัญคือ การเดินหน้าปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด แม้เวลาจะจำกัด แต่สิ่งที่จำเป็นคือการใช้เวลาที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเชื่อว่ารัฐมนตรีหลายคนมีศักยภาพเพียงพอที่จะขับเคลื่อนงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แนวทางการทำงานของรัฐบาลที่นายวราวุธเสนอแนะ

ในการเตรียมเสนอแนะการทำงานรัฐบาลอย่างสร้างสรรค์ นายวราวุธ มุ่งเน้นไปที่ด้านต่างๆ เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาสังคม และการปรับปรุงนโยบายสาธารณสุข โดยเฉพาะในยุคที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายจากโควิด-19 ที่ยังหลงเหลือผลกระทบ ข้อเสนอเหล่านี้ไม่เพียงช่วยเติมเต็มช่องว่างในนโยบาย แต่ยังส่งเสริมให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายค้านและรัฐบาล เพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืน

การที่นายวราวุธ เลือกใช้วิธีการสร้างสรรค์นี้ สะท้อนถึงปรัชญาการเมืองของพรรคชาติไทยพัฒนาที่เน้นการพัฒนาประเทศ โดยไม่ยึดติดกับการต่อต้านเพียงอย่างเดียว ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองมองว่านี่เป็นโมเดลใหม่ที่อาจเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการอภิปรายในสภาไทยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ในขณะที่ประชาชนต่างคาดหวังว่ารัฐบาลจะรับข้อเสนอเหล่านี้ไปปรับใช้จริง

เมื่อถามถึงแรงกดดันในการทำงานภายใน 4 เดือน นายวราวุธ ยอมรับว่าฝ่ายที่กดดันมากที่สุดน่าจะเป็นตัวรัฐมนตรีเอง อย่างไรก็ตาม เขาแสดงความเชื่อมั่นว่านายกรัฐมนตรีจะสามารถดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เหลือน้อยนี้ การสนับสนุนจากฝ่ายค้านในรูปแบบนี้จะช่วยลดความขัดแย้งและเพิ่มโอกาสในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของชาติ เช่น การฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤต

นอกจากประเด็นหลักแล้ว นายวราวุธ ยังได้กล่าวถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในการพัฒนาประเทศ โดยย้ำว่าฝ่ายค้านมีหน้าที่ไม่ใช่แค่ตรวจสอบ แต่ยังช่วยเสนอทางออกที่เป็นประโยชน์ ข้อเสนอแนะที่เตรียมนำเสนอครั้งนี้จึงครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้รัฐบาลสามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที

  • ข้อเสนอด้านเศรษฐกิจ: ส่งเสริมการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมสีเขียว
  • ข้อเสนอด้านสังคม: ปรับปรุงระบบสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุ
  • ข้อเสนอด้านสิ่งแวดล้อม: เร่งรัดนโยบายลดคาร์บอน

การทำหน้าที่ฝ่ายค้านครั้งแรกของนายวราวุธ จึงไม่เพียงเป็นจุดเริ่มต้นของบทบาทใหม่ แต่ยังเป็นตัวอย่างของการเมืองที่เน้นผลลัพธ์ โดยหวังว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในระบบการปกครองของไทย

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้การเมืองไทยก้าวหน้าขึ้น หากรัฐบาลรับฟังและนำไปปฏิบัติ ประชาชนจะได้รับประโยชน์โดยตรง ลองติดตามการอภิปรายในสภาเพื่อเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น

ที่มา – “วราวุธ” ทำหน้าที่ฝ่ายค้านครั้งแรก เตรียมเสนอแนะการทำงานรัฐบาลอย่างสร้างสรรค์

โสภณ เขากระโดง งงฉายา ยันไม่เคยถูก ป.ป.ช.

“โสภณ ซารัมย์” งง ยังไม่ทันทำอะไรแต่ถูกตั้งฉายา “โสภณ เขากระโดง” เมินคนโจมตี ครม.ปราสาทสายฟ้า ลั่น ภูมิใจไทยไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ ยืนยันไม่มีชื่อเคยถูก ป.ป.ช. ชี้มูล พร้อมทุ่มแก้ปัญหายาเสพติด

วันที่ 21 กันยายน 2568 นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวที่จังหวัดศรีสะเกษ ถึงกรณีที่ถูกตั้งข้อสังเกต “ครม.อนุทิน” เป็นปราสาทสายฟ้าคอนเนคชั่น ว่า ก็มีการหมายถึงว่าเป็นคนบุรีรัมย์ ซึ่งไม่เกี่ยวกันเลย วันนี้พอพูดถึงบุรีรัมย์จะมีคนอยู่ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีอคติก็จะพูดว่าคนบุรีรัมย์จะเข้าไปทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง แต่กลุ่มที่รู้ความจริง เหมือนที่คนบุรีรัมย์รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เพราะฉะนั้นต้องดูที่การกระทำ เหมือนตนที่วันนี้ยังไม่ทันได้ทำอะไรเลยแต่กลับถูกตั้งฉายาว่า “โสภณ เขากระโดง”

นายโสภณ กล่าวต่อไปว่า ตนเลือกเกิดไม่ได้ แต่เพราะอยู่บุรีรัมย์ ขอถามว่าที่ตนมีชื่ออยู่ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดนี้ ก็ต้องไปดูว่าสิ่งที่จะทำในอนาคตนั้นจะเหมือนกับคำปรามาสหรือไม่ ต้องมาพิสูจน์กัน ในสังคมนี้พอพูดเรื่องดีก็ไม่เชื่อ แต่พอพูดเรื่องไม่ดีก็เชื่อไว้ก่อนว่าจะทำแบบนั้นจะทำแบบนี้ จึงเป็นจุดอ่อนของสังคมไทย และการใช้โซเชียลมีเดียที่จริงบ้างเท็จบ้างมาบั่นทอนความน่าเชื่อถือของคนที่ไม่รู้ความจริง

“วันนี้ผมก็ต้องพิสูจน์ตัวเอง และไม่ใช่แค่ผมนะ แต่ สส.บุรีรัมย์ นักการเมืองของคนบุรีรัมย์ หรือมีชื่อคนบุรีรัมย์เข้าไปเป็น ครม. ต้องพิสูจน์ว่าเราไม่ได้เป็นแบบที่พวกเขาคิด ตรงนี้สำคัญ เพราะอนาคตของภูมิใจไทยมันไม่ได้อยู่ที่วันนี้ อนาคตของภูมิใจไทยอยู่ที่ว่า ถ้าเราทำในสิ่งที่ทุกคนคาดผิดหมด พวกผมก็เป็นพระเอก”

พร้อมระบุว่าเราไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ และภูมิใจไทยไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ จึงต้องเดินตามครรลองของกฎหมาย เพราะเราหวังว่าจะเป็นพรรคการเมืองที่เป็นสถาบันการเมือง หากพรรคใดไร้อุดมการณ์ ไม่ยึดในสิ่งที่ถูกต้องก็จะอยู่ได้ไม่นาน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราและ สส.ทุ่มเทมา สิ่งที่ทำมาก็เป็นประโยชน์กับประชาชน

ส่วนที่พรรคเพื่อไทยเตรียม 4 กุมาร จะชำแหละคณะรัฐมนตรี นายโสภณ บอกว่าไม่เป็นอะไร ตนไม่ห่วงเรื่องชำแหละ แต่ห่วงว่าเราจะมีเวลาพอที่จะได้พิสูจน์การทำงานบนพื้นฐานความเป็นจริงหรือไม่ เพราะเวลา 4 เดือนที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่มีการทำ MOA และรับปากกับพรรคที่สนับสนุนว่าจะยุบสภาใน 4 เดือน เชื่อว่าทำได้ แต่ในขณะเดียวกันวิกฤติของประเทศบางอย่างรอไม่ได้ และความเป็นรัฐบาลทุกวินาทีต้องทำเพื่อประเทศชาติ ต้องคู่กันไปกับการเดินหน้ายุบสภา ร่างรัฐธรรมนูญอย่างเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกัน นายโสภณ ยังกล่าวถึงภารกิจที่จะรับผิดชอบในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ว่า ตนไม่ถนัดเรื่องเศรษฐกิจ แต่ในเรื่องสังคม การศึกษา และยาเสพติดถือว่าเป็นงานที่สำคัญ โดยเฉพาะปัญหายาเสพติดซึ่งเป็นปัญหาของประเทศจริงๆ ปัญหาเศรษฐกิจทุกวันนี้ หากมองให้ดีก็เพราะคนเราไม่มีคุณภาพ ติดยา เด็กติดยาไม่เรียนหนังสือ ปัญหานี้ต้องแก้ไขเร่งด่วน ซึ่งตนสามารถทำได้แล้ว โดยในระยะ 2 ปีที่ตนเป็น สส.บุรีรัมย์ ได้เร่งแก้ปัญหายาเสพติดใน 6 อำเภอ ร่วมกับพระและภาคเอกชนและเห็นผลสำเร็จ ขอท้าสื่อมวลชนและหน่วยงานราชการไปดูที่ อำเภอลำปลายมาศ อำเภอคูเมือง อำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ ฯลฯ ซึ่งมีศูนย์บำบัด ติดตาม แยกผู้ป่วย และตนจะพาไปชม สิ่งที่ตนอยากเห็นคือการพัฒนาด้านการศึกษาและการแก้ปัญหายาเสพติด

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาตนเคยเป็นรัฐมนตรีคมนาคม 3 ปี เคยถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ 2 ครั้ง และในตอนนั้นต้องยื่นให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สอบ แต่สุดท้ายผลการสอบก็ยกหมด และยืนยันว่าตนไม่มีเรื่อง ป.ป.ช. สำหรับใน ครม.นี้จะมีใครถูก ป.ป.ช. ตรวจสอบหรือไม่นั้น นายกรัฐมนตรีได้ตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพราะท่านมีอนาคตทางการเมืองอยู่ ตนเชื่อว่านายกรัฐมนตรีมีกำแพงพิงที่จะไม่ทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า แม้จะเป็นรัฐบาลแค่ 4 เดือน แต่ก็ไม่ควรนำชีวิตการเมืองไปผูกไว้

ส่วนภาพลักษณ์ของ ครม. จะกระทบรัฐบาลหรือไม่นั้น นายโสภณ กล่าวว่าก็ต้องพิสูจน์กัน ในทางการเมือง นักการเมืองที่อยู่วังวนเคยร่วมงานกัน แต่ในส่วนตัวความผิดต้องตัดสินด้วยกฎหมาย วันนี้ใครถูกกล่าวหาก็ต้องพิสูจน์ตามกระบวนการ แม้แต่นายกรัฐมนตรีเอง หากไม่เชื่อกฎหมายแล้วเราจะอยู่กันอย่างไร เชื่อว่าใครทำไว้สมัยนี้ไม่สามารถปิดได้ ใครทำอะไรรู้หมด ส่วนฝ่ายค้านจะทำอะไรก็ถือว่าเป็นสิทธิ์ของเขา และหวังว่าสังคมจะให้ความยุติธรรม.

โสภณ เขากระโดง กับฉายาที่มาพร้อมความมุ่งมั่น

จากกรณีที่นายโสภณ ซารัมย์ ได้รับฉายา “โสภณ เขากระโดง” นั้น แสดงให้เห็นถึงความสนใจของสังคมที่มีต่อนักการเมืองและบทบาทของพวกเขาในการบริหารประเทศ ถึงแม้ว่านายโสภณจะรู้สึกงงงวยกับฉายาดังกล่าว แต่ก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะพิสูจน์ตัวเองและสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์

ความสำคัญของการตรวจสอบนักการเมือง

เรื่องราวของนายโสภณ ซารัมย์ ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบนักการเมืองและการทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตและผลประโยชน์ทับซ้อน การที่สังคมและองค์กรต่างๆ ทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้น จะช่วยสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือในการบริหารประเทศได้

แม้ว่าการถูกตรวจสอบอาจเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับนักการเมือง แต่ก็เป็นโอกาสที่จะได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์และความสามารถของตนเอง และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่านักการเมืองเหล่านั้นมีความซื่อสัตย์และตั้งใจที่จะทำงานเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง นอกจากประเด็นเรื่องฉายาแล้ว นายโสภณยังยืนยันว่าตนเองไม่เคยถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด ซึ่งเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจและความพร้อมที่จะให้ตรวจสอบ

นอกจากนี้นายโสภณยังกล่าวถึงการแก้ไขปัญหายาเสพติดซึ่งเป็นนโยบายสำคัญที่ตนเองให้ความสนใจและผลักดันมาโดยตลอด การแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจังจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติโดยรวม และเป็นสิ่งที่ควรได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน

การที่นายโสภณยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างพรรคให้เป็นสถาบันทางการเมืองที่ยั่งยืน และจะยึดมั่นในหลักการและความถูกต้องเพื่อเป็นประโยชน์ต่อประชาชนต่อไป

โดยรวมแล้ว เรื่องราวของนายโสภณ เขากระโดง เป็นเรื่องราวที่สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายและความรับผิดชอบของนักการเมืองในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และการทำงานเพื่อพัฒนาประเทศชาติอย่างแท้จริง การที่สังคมให้ความสนใจและตรวจสอบนักการเมืองอย่างเข้มข้น จะช่วยสร้างระบบการเมืองที่ดีและโปร่งใสมากยิ่งขึ้น

ที่มา – งงฉายา “โสภณ เขากระโดง” พร้อมยันไม่เคยถูก ป.ป.ช. ชี้มูล ลั่น ภท. ไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ

สส.ข้องใจ! รายชื่อ ครม.อนุทิน มีคนถูกสอบ?

สส. พรรคประชาชนตั้งคำถามถึง “อนุทิน” เหตุใดมีชื่อคนที่ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลทุจริต อยู่ในโผ ครม.ด้วย ขู่หากไม่เคลียร์เจอแฉในอภิปรายไม่ไว้วางใจ

วันที่ 18 กันยายน 2568 นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สส.พรรคประชาชน ตั้งคำถามถึงการจัดทำรายชื่อ ครม.อนุทินชุดใหม่ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กรณีที่มีชื่อบุคคลที่ถูกสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดฐานทุจริตอยู่ในโผรายชื่อด้วย โดยระบุว่า ตนมีเอกสารที่ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดในปี 2565 อย่างชัดเจน ซึ่งเอกสารระบุว่าบุคคลดังกล่าวมีพฤติการณ์ทุจริตเบิกจ่ายเงินงบประมาณโครงการทั้งที่ยังไม่แล้วเสร็จ ถือเป็นพฤติกรรมที่เสื่อมเสียและส่งผลกระทบต่อประชาชน ซึ่งแม้จะยังไม่เปิดเผยชื่อในตอนนี้ แต่ยืนยันว่าบุคคลท่านนี้อยู่ในรายชื่อ ครม.อนุทิน ที่นำขึ้นทูลเกล้าฯ แล้ว

นายชุติพงศ์ยังได้ตั้งคำถามไปยังนายกรัฐมนตรีว่า ได้ตรวจสอบรายชื่ออย่างดีแล้วหรือไม่ เหตุใดจึงยังเสนอชื่อบุคคลที่ถูกชี้มูลความผิดอย่างชัดเจนขึ้นเป็นรัฐมนตรี พร้อมทั้งตั้งคำถามไปยัง ป.ป.ช. ว่าเหตุใดจึงยังไม่มีความคืบหน้าในการดำเนินคดี และตั้งคำถามไปยังกลุ่มโควตาที่เสนอชื่อบุคคลดังกล่าวด้วย และหากยังไม่มีการปรับเปลี่ยนรายชื่อ นายกรัฐมนตรียังคงยืนยันที่จะตั้งบุคคลท่านนี้ จะนำประเด็นดังกล่าวไปเปิดเผยอย่างเต็มรูปแบบในการอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อไป

สส. ประชาชนข้องใจรายชื่อ ครม.อนุทิน มีคนถูก ป.ป.ช. สอบทุจริตติดโผ

ประเด็นรายชื่อ ครม.อนุทิน กลายเป็นที่จับตามองอย่างมากในแวดวงการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความโปร่งใสและความเหมาะสมของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี การที่ สส. พรรคประชาชนออกมาตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมา สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของประชาชนต่อกระบวนการสรรหาบุคลากรทางการเมือง และความคาดหวังที่จะเห็นรัฐบาลที่ปราศจากการทุจริต

คำถามที่ยังต้องการคำตอบ: รายชื่อ ครม.อนุทิน โปร่งใสจริงหรือไม่?

คำถามสำคัญที่ สส. ชุติพงศ์ได้ตั้งไว้ คือ นายกรัฐมนตรีได้ตรวจสอบรายชื่อ ครม.อนุทิน อย่างละเอียดรอบคอบแล้วหรือไม่ ก่อนที่จะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ การมีชื่อของผู้ที่ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดในฐานทุจริต ย่อมสร้างความเคลือบแคลงสงสัยในกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติ และอาจนำไปสู่ข้อครหาเรื่องการเอื้อประโยชน์หรือการปกป้องพวกพ้องได้

นอกจากนี้ คำถามที่ส่งไปยัง ป.ป.ช. เกี่ยวกับความคืบหน้าในการดำเนินคดี ก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจ เนื่องจากหากคดีทุจริตยังไม่มีความคืบหน้า อาจทำให้ประชาชนตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการทำงานขององค์กรอิสระ และอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

การที่ สส. ชุติพงศ์ขู่ว่าจะนำประเด็นนี้ไปเปิดเผยในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะตรวจสอบและเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลในรัฐบาล ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญได้

การจัดตั้งรัฐบาลที่โปร่งใสและมีธรรมาภิบาลเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ การที่ประชาชนและผู้แทนราษฎรออกมาตรวจสอบและตั้งคำถามต่อการแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความมั่นใจว่ารัฐบาลจะบริหารประเทศด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง

ดังนั้น การที่ สส. พรรคประชาชนออกมาตั้งคำถามเกี่ยวกับรายชื่อคณะรัฐมนตรี จึงเป็นการทำหน้าที่ของผู้แทนปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง และหวังว่านายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะให้ความกระจ่างในประเด็นดังกล่าว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและรักษาไว้ซึ่งหลักการแห่งธรรมาภิบาล

สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสและพร้อมที่จะตอบคำถามและข้อสงสัยอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและรอบด้าน และสามารถตัดสินใจได้ว่ารัฐบาลนี้มีความเหมาะสมที่จะบริหารประเทศต่อไปหรือไม่

ต้องติดตามดูกันต่อไปว่าประเด็นนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใดๆ ในรัฐบาลหรือไม่ และนายกรัฐมนตรีจะสามารถตอบคำถามและความกังวลของประชาชนได้อย่างไร การเมืองไทยยังคงต้องจับตากันอย่างใกล้ชิด

ที่มา – สส. ประชาชนข้องใจรายชื่อ ครม.อนุทิน มีคนถูก ป.ป.ช. สอบทุจริตติดโผ

“กัณวีร์” แฉมติครม. ส่วยขอสัญชาติ ต่างด้าวเดือด!

“กัณวีร์” แฉ มติ ครม.พ่นพิษส่วยสัญชาติงาบ 2.5 พันล้าน ชง 5 ข้อเสนอถึงนายกฯอนุทิน ต้องประกาศปราบคอร์รัปชันให้ชัดเจน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 18 กันยายน 2568 ที่รัฐสภา นายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม แถลงกรณีส่วยสัญชาติว่า ตนลงพื้นที่ อ. ฝาง จ. เชียงใหม่ เพื่อรับฟังประชาชนในพื้นที่สะท้อนกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติ เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2567 จะให้คนต่างด้าวที่พำนักอาศัยในไทยถาวรจะได้รับสัญชาติ แต่พบว่าการดำเนินการ มีการเรียกเก็บเงิน 3,000-40,000 บาท ลองคิดดูว่ามีคนจำนวน 483,626 คน ตามมติ ครม. ที่เข้าเกณฑ์ จะเป็นเงินเท่าไหร่ หากทุกคนต้องมีการจ่ายเงิน 5,000 บาทต่อคน จะเป็นเงินประมาณ 2,500 ล้านบาท ที่ไม่ได้เข้าระบบ เราไม่สามารถมีสุญญากาศตรงนี้ รัฐบาลต้องให้ความสำคัญ

สถานการณ์”ส่วยขอสัญชาติ” ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงอยู่ในขณะนี้ สร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องชาวต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นอย่างมาก การที่ต้องเสียเงินจำนวนมากเพื่อแลกกับสัญชาติไทย เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม

จี้ “อนุทิน” เร่งจัดการ

“ผมมี 5 ข้อเสนอไปถึงรัฐบาล 1.ต้องเร่งปราบคอร์รัปชันให้ชัดเจนรวดเร็ว มิฉะนั้นประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงพื้นที่อื่นๆ ในประเทศไทย จะต้องเสียเงินไปเท่าไหร่กับเหลือบไรพวกนี้ 2.จะต้องมีมาตรการจากส่วนกลาง แต่ละจังหวัดและแต่ละอำเภอ จะให้คนไร้สัญชาติเข้าถึงขั้นตอนได้อย่างไร เนื่องจากขณะนี้ในแต่ละพื้นที่ใช้มาตรการไม่เหมือนกัน จึงมีช่องว่างให้เจ้าหน้าที่รัฐตั้งแต่ระดับสูงถึงล่าง เรียกรับเงินจากประชาชน 3.อำเภอและจังหวัดจะต้องเคลื่อนที่ไปหาประชาชน ไม่ใช่ให้ประชาชนเข้าหา 4.ต้องใช้งบประมาณ กำลังพล และอุปกรณ์ โดยกระทรวงมหาดไทยต้องจัดสรรงบประมาณให้กับท้องถิ่น 5.จำเป็นต้องมีกรอบเวลาในการให้สัญชาติกับคนจำนวน 4 แสนกว่าคน ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ท่านมาถามว่า เรื่องส่วยสัญชาติคืออะไร พอเรียนให้ทราบ นายอนุทินบอกว่า ยังไม่มีอำนาจเต็ม ผมจึงบอกไปว่า มีอำนาจเต็มเมื่อไหร่ต้องจัดการเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน” นายกัณวีร์ กล่าว

ปูด อ. ฝาง ตบหน้า “ผวจ. เชียงใหม่”

นายกัณวีร์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ระบุว่าได้จัดทำมาตรการต่างๆ และยืนยันว่าจะไม่มีการคอร์รัปชันเรียกรับสินบน แต่ล่าสุดที่อำเภอฝาง ยังมีการเรียกรับเงิน ตนจึงได้แจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ก็ไม่สามารถจัดการอะไรได้ จึงตั้งคำถามว่า เหตุใดถึงทำไม่ได้ รู้ทั้งรู้ว่ามีการรับสินบน แต่ไม่สามารถดำเนินการได้เลย ทำให้รู้สึกว่ายังมีช่องว่างมากมาย แค่อำเภอเดียวของ 1 จังหวัด แต่คนไร้สัญชาติอยู่ในหลายจังหวัดของไทย ตนจึงขอเรียกร้องให้แก้ปัญหานี้โดยด่วน ส่วนราชการอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีเจตจำนงทางการเมืองด้วย โดยเฉพาะนายอนุทิน ต้องออกมาตรการ การคอร์รัปชันต้องไม่มีอีกต่อไป ส่วยสัญชาติยังมีอยู่ ยังไม่จบ ประเทศไทยอยู่ในคอร์รัปชันมาอย่างยาวนาน เชื่อว่าจะนำคนผิดมาลงโทษได้ หากจัดการเร่งด่วน ก็สามารถแก้ปัญหานี้ได้ แต่ตนกังวลว่าภาคการเมือง จะมีเจตจำนงในเรื่องนี้อย่างไร เพราะการปราบคอร์รัปชันเป็นสิ่งสำคัญ และจะต้องออกมาจากฝ่ายบริหาร คือนายกรัฐมนตรี ย้ำว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะมีมูลค่าความเสียหาย 2,500 ล้านบาท ยังไม่รู้ว่าเส้นทางการเงินไปถึงไหนบ้าง หากนายอนุทินบอกชัดเจนว่าจัดการได้ ก็แก้ปัญหาได้

“กัณวีร์” แฉมติครม. ส่วยขอสัญชาติ ต่างด้าวเดือด!

จากกรณีดังกล่าว นายกัณวีร์ได้ออกมาแฉถึงขบวนการ “ส่วยขอสัญชาติ” ที่เกิดขึ้นจากการตีความมติ ครม. ที่อนุญาตให้คนต่างด้าวที่พำนักในไทยถาวรสามารถขอสัญชาติได้ โดยมีการเรียกรับเงินจากชาวต่างด้าวเป็นจำนวนมากถึง 2,500 ล้านบาท

ทำไมนายกัณวีร์ถึงออกมาแฉเรื่องส่วยขอสัญชาติ?

นายกัณวีร์ สืบแสง ได้ลงพื้นที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เพื่อรับฟังปัญหาจากประชาชนในพื้นที่ และพบว่ามีการเรียกรับเงินจากชาวต่างด้าวที่ต้องการขอสัญชาติจริง ทำให้เขาตัดสินใจออกมาเปิดโปงเรื่องนี้ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหา และปราบปรามการคอร์รัปชัน

5 ข้อเสนอของนายกัณวีร์ต่อรัฐบาล:

  • เร่งปราบปรามการคอร์รัปชันอย่างจริงจังและรวดเร็ว
  • กำหนดมาตรการจากส่วนกลางเพื่อให้คนไร้สัญชาติเข้าถึงขั้นตอนการขอสัญชาติได้ง่ายขึ้น
  • ให้อำเภอและจังหวัดเคลื่อนที่ไปหาประชาชน
  • จัดสรรงบประมาณให้ท้องถิ่นเพื่อสนับสนุนการดำเนินการ
  • กำหนดกรอบเวลาในการให้สัญชาติแก่ผู้ที่เข้าเกณฑ์

การที่รัฐบาลปล่อยปละละเลยให้มีการเรียกรับ “ส่วยขอสัญชาติ” ถือเป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน และยังเป็นการบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศอีกด้วย ดังนั้น รัฐบาลจึงควรเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง และนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้

สถานการณ์ “ส่วยขอสัญชาติ” ไม่ได้เกิดขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่เพียงเท่านั้น แต่คาดว่าน่าจะมีในอีกหลายจังหวัดทั่วประเทศ ดังนั้น การแก้ไขปัญหาจึงต้องทำอย่างครอบคลุมและเป็นระบบ

การแก้ปัญหา “ส่วยขอสัญชาติ” และการให้สัญชาติอย่างเป็นธรรมแก่ผู้ที่เข้าเกณฑ์ ไม่เพียงแต่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงและลดปัญหาอาชญากรรมอีกด้วย เพราะเมื่อผู้คนรู้สึกเป็นพลเมืองที่มีสิทธิและหน้าที่เท่าเทียมกัน พวกเขาก็จะมีความผูกพันกับประเทศมากขึ้น

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รัฐบาลจะตระหนักถึงความสำคัญของปัญหา “ส่วยขอสัญชาติ” และเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรมและเสมอภาคสำหรับทุกคน

ที่มา – “กัณวีร์” แฉ มติ ครม.พ่นพิษ ต่างด้าวในไทยฟ้องต้องจ่ายส่วยขอสัญชาติ

ภูมิใจไทย: เคลมคนละครึ่ง ดันรถไฟฟ้า 40 บาท

พรรคภูมิใจไทยออกมาเคลมว่านโยบาย “คนละครึ่ง” เป็นนโยบายเรือธงของพรรค พร้อมทั้งเดินหน้าผลักดันนโยบายรถไฟฟ้า 40 บาทอย่างต่อเนื่อง เตรียมนำเสนอ ครม. ชุดใหม่ภายในสัปดาห์นี้

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลว่า ขณะนี้ใกล้จะได้ข้อสรุปและสามารถนำรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายภายในสัปดาห์นี้ได้อย่างแน่นอน พรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญกับนโยบาย “คนละครึ่ง” เป็นอย่างมาก โดยถือเป็นนโยบายเรือธงที่จะเร่งผลักดันทันทีหลังจากการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้น ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อเตรียมความพร้อมในรายละเอียดต่าง ๆ ของนโยบายนี้

นอกจากนโยบาย “คนละครึ่ง” แล้ว พรรคยังมีนโยบายเร่งด่วนอื่น ๆ ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้เร่งดำเนินการ ได้แก่ การควบคุมราคาพลังงานและค่าไฟฟ้า เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยยืนยันว่าจะยังไม่เปิดด่านชายแดนจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองฝั่ง

ความคืบหน้านโยบายรถไฟฟ้า 40 บาท

สำหรับนโยบายรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดสาย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งนโยบายสำคัญของพรรคภูมิใจไทย นายสิริพงศ์ได้อธิบายว่า การจะทำให้นโยบายนี้เกิดขึ้นได้จริง จำเป็นต้องรอให้ร่าง พ.ร.บ.ตั๋วร่วม ผ่านการพิจารณาจากวุฒิสภาก่อน ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการช่วยลดราคารถไฟฟ้าได้อย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบัน พรรคกำลังเร่งปรับปรุงร่างนโยบายให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เพื่อเตรียมนำเสนอต่อรัฐสภาภายในสิ้นเดือนนี้ โดยมีการรวบรวมนโยบายจากพรรคร่วมรัฐบาลอื่น ๆ มาพิจารณาร่วมกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

พรรคภูมิใจไทยมุ่งมั่นที่จะผลักดันนโยบายต่าง ๆ ที่ได้ให้สัญญาไว้กับประชาชนให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะนโยบาย “คนละครึ่ง” และรถไฟฟ้า 40 บาท ซึ่งเป็นนโยบายที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้กับประชาชน

คนละครึ่ง นโยบายสำคัญของภูมิใจไทย

การผลักดันนโยบาย “คนละครึ่ง” ให้สำเร็จนั้น จะเป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ทำให้ประชาชนมีกำลังซื้อมากขึ้น และส่งผลดีต่อผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ นอกจากนี้ การควบคุมราคาพลังงานและค่าไฟฟ้า ก็เป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญที่พรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนในภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน

อุปสรรคและแนวทางแก้ไข

อย่างไรก็ตาม การดำเนินนโยบายต่าง ๆ อาจมีอุปสรรคและความท้าทายเกิดขึ้น พรรคภูมิใจไทยจึงให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนานโยบายให้มีความเหมาะสมและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนมากที่สุด นอกจากนี้ การทำงานร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลอื่น ๆ อย่างใกล้ชิด ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การดำเนินนโยบายต่าง ๆ เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

พรรคภูมิใจไทยเชื่อมั่นว่า ด้วยความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริง จะสามารถผลักดันนโยบายต่าง ๆ ให้สำเร็จลุล่วง และสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนชาวไทยได้อย่างแท้จริง การที่พรรคให้ความสำคัญกับนโยบาย “คนละครึ่ง” และรถไฟฟ้า 40 บาท แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในปัญหาและความต้องการของประชาชน และความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านั้นด้วยนโยบายที่เป็นรูปธรรม

การดำเนินงานตามนโยบายที่วางไว้จะเป็นบทพิสูจน์ความสามารถของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งประชาชนจะจับตาดูอย่างใกล้ชิด ว่ารัฐบาลจะสามารถทำตามสัญญาที่ให้ไว้ได้หรือไม่

ที่มา – “ภูมิใจไทย” เคลม “คนละครึ่ง” นโยบายเรือธง พร้อมดันรถไฟฟ้า 40 บาท

Scroll to top