คดีนายกแพทองธาร

เพื่อไทยมั่นใจ “นายกฯ อิ๊งค์” บริสุทธิ์ใจ-หวังดีกับบ้านเมือง

เพื่อไทยไม่กังวล ยังเชื่อมั่น “นายกฯ อิ๊งค์” บริสุทธิ์ใจ-หวังดีกับบ้านเมือง

“วิสุทธิ์” เชื่อมั่นความบริสุทธิ์ใจ “แพทองธาร ชินวัตร” หวังดีกับบ้านเมือง-ไม่มีเจตนาร้าย ย้ำพรรคเพื่อไทยไม่กังวล เชื่อไม่มีปัญหา กำชับ สส. ทำหน้าที่อยู่ในสภา เท่ากับการเป็นกำลังให้นายกฯ แล้ว

วันที่ 20 สิงหาคม 2568 นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และประธาน สส.พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม จะเดินทางไปร่วมไต่สวนคดีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ในวันพรุ่งนี้ 21 สิงหาคม 2568 เวลา 10.30 น. ว่า ทุกอย่างต้องว่าไปตามกระบวนการ น.ส.แพทองธาร มีทีมกฎหมายอยู่แล้ว เชื่อว่าชี้แจงได้ พรรคเพื่อไทยไม่ได้กังวลใจในเรื่องนี้

วิสุทธิ์ ไชยณรุณ
วิสุทธิ์ ไชยณรุณ

เมื่อถามว่าจะมี สส. เดินทางไปให้กำลังใจ น.ส.แพทองธาร ที่ศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายวิสุทธิ์ ตอบว่าไม่มี เพราะ สส. ต้องทำหน้าที่เป็นองค์ประชุมในสภาฯ ส่วนทีมงานนายกรัฐมนตรีจะมีใครไปบ้างนั้นตนไม่ทราบ แต่เชื่อว่ามีทีมกฎหมายไปให้ข้อมูลอยู่แล้ว ที่ผ่านมาเราเจอนายกรัฐมนตรีที่สภาฯ ได้ให้กำลังใจกันอยู่แล้ว เชื่อว่าไม่มีปัญหา และในที่ประชุมพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 มีคนถามว่าต้องไปหรือไม่ ตนได้บอกไปว่าไม่ให้ไป เพราะ สส. ต้องทำหน้าที่อยู่ในสภาฯ เพราะการทำงานในสภาฯ ก็เท่ากับการเป็นกำลังให้นายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามต่อกรณีมีการปล่อยข่าวเกี่ยวกับการเลือกนายกรัฐมนตรีคนต่อไป นายวิสุทธิ์ เผยว่า เราไม่ได้คิดถึงประเด็นนี้ เราเชื่อมั่นความบริสุทธิ์ใจของนายกรัฐมนตรีที่หวังดีกับบ้านเมือง ไม่มีเจตนาร้าย และเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม.

พรรคเพื่อไทยเชื่อมั่น “นายกฯ อิ๊งค์” ทำเพื่อบ้านเมือง

จากกรณีที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ต้องเข้าร่วมไต่สวนคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญ นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้มีความกังวลแต่อย่างใด และเชื่อมั่นในทีมกฎหมายของนายกรัฐมนตรีว่าจะสามารถชี้แจงข้อเท็จจริงได้ นอกจากนี้ยังเน้นย้ำว่า สส. ทุกคนควรทำหน้าที่ของตนเองในสภา ซึ่งถือเป็นการสนับสนุนนายกรัฐมนตรีอีกทางหนึ่งด้วย

นายวิสุทธิ์ยังกล่าวถึงกระแสข่าวเกี่ยวกับการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ว่า พรรคไม่ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าว เนื่องจากทุกคนเชื่อมั่นในการทำงานและความหวังดีของ “นายกฯ อิ๊งค์” ที่มีต่อบ้านเมือง และเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความผันผวนและเต็มไปด้วยข่าวลือมากมาย การที่พรรคเพื่อไทยออกมาแสดงความเชื่อมั่นในตัวนายกรัฐมนตรีจึงเป็นการส่งสัญญาณที่สำคัญถึงความมั่นคงและความเป็นเอกภาพภายในพรรค การสนับสนุนและให้กำลังใจซึ่งกันและกันในสถานการณ์ที่ท้าทายเช่นนี้ จะเป็นพลังสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการที่ทุกฝ่ายต้องเคารพในกระบวนการยุติธรรม และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อให้ความจริงปรากฏและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน การทำงานอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ จะเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญที่สุดในการเผชิญกับข่าวลือและการใส่ร้ายต่างๆ

การที่ สส. ทุกคนทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ในสภา ก็เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าพรรคเพื่อไทยกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง

ดังนั้น การที่พรรคเพื่อไทยไม่กังวลและยังคงเชื่อมั่นใน “นายกฯ อิ๊งค์” จึงเป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของพรรค ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

ท้ายที่สุดแล้ว การทำงานเพื่อส่วนรวมและการยึดมั่นในหลักการที่ถูกต้อง จะเป็นสิ่งที่นำพาประเทศชาติและพรรคการเมืองไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน

ที่มา – เพื่อไทยไม่กังวล ยังเชื่อมั่น “นายกฯ อิ๊งค์” บริสุทธิ์ใจ-หวังดีกับบ้านเมือง

21 ส.ค. นัดไต่สวน “แพทองธาร-เลขาฯ สมช.” จับตา!

21 ส.ค. นัดไต่สวน “แพทองธาร-เลขาฯ สมช.” ศาลรัฐธรรมนูญถ่ายทอดวงจรปิดให้ติดตาม

วันที่ 20 สิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนพยานบุคคล 2 ปากสำคัญ ได้แก่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และ นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (เลขาธิการ สมช.) ในวันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม 2568 เวลา 10.30 น. สืบเนื่องจาก น.ส.แพทองธาร ยื่นพยานบุคคลจำนวน 5 ปากต่อศาล

การไต่สวนครั้งนี้เกิดขึ้นจากกรณีที่ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ โดยมีประเด็นจากคลิปเสียงสนทนากับ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา

วันที่ 21 สิงหาคม 2568 นี้ เจ้าหน้าที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญแจ้งว่าจะมีการถ่ายทอดภาพจากวงจรปิดการไต่สวนจากห้องพิจารณาคดี ให้ผู้สื่อข่าวที่ติดตามข่าวได้รับชมผ่านโทรทัศน์ที่ศาลเตรียมไว้บริเวณโถงด้านล่าง โดยไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวเข้ารับฟังภายในห้องขณะไต่สวน ไทยรัฐออนไลน์และไทยรัฐทีวีจะร่วมเกาะติดและรายงานสถานการณ์ที่สำคัญนี้อย่างใกล้ชิด ล่าสุด เจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมสถานที่ด้านล่าง โดยติดตั้งโทรทัศน์ 2 เครื่องและมีรั้วกั้นไว้เรียบร้อยแล้ว

ความคืบหน้าล่าสุด 21 ส.ค. นัดไต่สวน “แพทองธาร-เลขาฯ สมช.”

ศาลรัฐธรรมนูญยังระบุว่า หากพยานบุคคลที่ศาลเรียกไม่มาตามกำหนดนัด จะถือว่าไม่ติดใจเป็นพยานบุคคล และให้ผู้ร้องหรือผู้ถูกร้องที่ประสงค์จะแถลงการณ์ปิดคดียื่นเป็นหนังสือต่อศาลภายในวันพุธที่ 27 สิงหาคม 2568 หากไม่ยื่นภายในกำหนดถือว่าไม่ติดใจยื่นเช่นกัน

จากนั้น ศาลรัฐธรรมนูญนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติ ในวันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม 2568 เวลา 09.30 น. และนัดฟังคำวินิจฉัยเวลา 15.00 น. เป็นต้นไป ณ ห้องพิจารณาคดี ชั้น 3 ศาลรัฐธรรมนูญ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ โดยศาลรัฐธรรมนูญจะอนุญาตให้ผู้เข้าฟังการไต่สวนและฟังคำวินิจฉัยเป็นรายบุคคล

สถานการณ์การเมืองกำลังอยู่ในช่วงที่น่าจับตามองอย่างใกล้ชิด การไต่สวนในวันที่ 21 ส.ค. นัดไต่สวน “แพทองธาร-เลขาฯ สมช.” นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่อาจส่งผลต่ออนาคตทางการเมืองของประเทศไทย การตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร คงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

21 ส.ค. นัดไต่สวน “แพทองธาร-เลขาฯ สมช.” นี้เป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก ผลการไต่สวนและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะมีผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองอย่างไร ต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา – 21 ส.ค. นัดไต่สวน “แพทองธาร-เลขาฯ สมช.” ศาลรัฐธรรมนูญถ่ายทอดวงจรปิดให้ติดตาม

ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนคดีนายกฯ 21 ส.ค. นี้!

“ภูมิธรรม” ไม่ทราบใครไปกับ “แพทองธาร ชินวัตร” ในวันที่ 21 ส.ค. ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนพยานบุคคล คดีคลิปเสียงสนทนากับ “ฮุน เซน” ส่วนกรณีหมายจับ “อดิศร” เหตุไม่ไปฟังคำพิพากษา ว่าไปตามกฎหมาย

เมื่อเวลา 14.15 น. วันที่ 20 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงกรณีที่ นายอดิศร เพียงเกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ไม่ไปฟังคำพิพากษาในคดีแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก่อความไม่สงบในการชุมนุมขับไล่รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ระหว่างวันที่ 31 มกราคม – 9 เมษายน 2552 ในวันนี้ ทำให้ศาลออกหมายจับ ว่า ตนยังไม่ทราบเรื่องนี้ เนื่องจากเพิ่งกลับมาจากการแถลงจับยาเสพติดที่ จ.เชียงใหม่ แต่กรณีของนายอดิศร มีเอกสิทธิ์คุ้มครองอยู่แล้วในฐานะที่เป็น สส. ยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย อะไรที่มีปัญหา กฎหมายว่าอย่างไรก็ว่าอย่างนั้น

แพทองธาร ชินวัตร
แพทองธาร ชินวัตร

นอกจากนี้ นายภูมิธรรม ยังกล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนพยานบุคคล กรณีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาของกัมพูชา ในวันที่ 21 สิงหาคม 2568 จะมีใครเดินทางไปกับนายกรัฐมนตรีบ้าง ว่า “ยังไม่ทราบเลย ยังไม่ได้คุยกันเลย”

เมื่อถามถึงกรณีวันที่ 19 สิงหาคม 2568 นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไปที่พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นวันประชุม สส.ของพรรค นายภูมิธรรม ระบุว่า เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ตนทำงานอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลทั้งวัน เมื่อถามว่าขณะนี้ยังมีความกังวลอะไรหรือไม่ในเรื่องการเมืองที่กำลังจะเริ่มร้อนแรง นายภูมิธรรม ตอบว่า “ก็ยังไม่รู้สึกว่าจะร้อน”

ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนคดีนายกฯ 21 ส.ค. “ภูมิธรรม” ไม่รู้ใครไปกับ “แพทองธาร”

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงเป็นที่จับตามองของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอดีตนายกรัฐมนตรีและบุคคลสำคัญทางการเมืองต่างๆ ล่าสุดประเด็นที่ได้รับความสนใจคือกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนพยานบุคคลในคดีที่เกี่ยวข้องกับคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร กับสมเด็จฮุน เซน ซึ่งกำหนดขึ้นในวันที่ 21 สิงหาคม 2568

นายภูมิธรรม เวชยชัย ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ รวมถึงกรณีของนายอดิศร เพียงเกษ และการเดินทางมายังพรรคเพื่อไทยของนายทักษิณ ชินวัตร โดยยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายและยังไม่รู้สึกถึงความร้อนแรงทางการเมือง

ประเด็นที่น่าสนใจ: ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนคดีนายกฯ 21 ส.ค.นี้

การนัดไต่สวนพยานบุคคลของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันได้ หลายฝ่ายกำลังจับตาดูว่าผลการไต่สวนจะเป็นอย่างไรและจะมีผลต่อการตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญในอนาคตหรือไม่

นอกจากนี้ กรณีที่นายภูมิธรรมกล่าวว่ายังไม่ทราบว่าใครจะเดินทางไปกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ในวันดังกล่าว ก็ยิ่งทำให้เกิดความสนใจมากยิ่งขึ้น เนื่องจากอาจมีบุคคลสำคัญทางการเมืองอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้เดินทางไปด้วย

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การติดตามข่าวสารและข้อมูลต่างๆ อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและสามารถวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้

การที่นายภูมิธรรมออกมาให้สัมภาษณ์ในประเด็นต่างๆ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการจัดการกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรอบคอบและระมัดระวัง อย่างไรก็ตาม ประชาชนยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อทำความเข้าใจและประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

มาร่วมกันติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่พลาดทุกประเด็นสำคัญทางการเมืองที่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของเรา

ที่มา – ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนคดีนายกฯ 21 ส.ค. “ภูมิธรรม” ไม่รู้ใครไปกับ “แพทองธาร”

“อิ๊งค์” ลาประชุม ครม. 2 ครั้งติด จับตาแจงศาล รธน.

สถานการณ์การเมืองไทยกำลังเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ “อิ๊งค์” ลาประชุม ครม. 2 ครั้งต่อเนื่อง ซึ่งสร้างความสงสัยให้กับหลายฝ่าย ท่ามกลางกระแสข่าวการเตรียมตัวชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญในคดีที่เกี่ยวข้องกับคลิปเสียงที่ถูกเผยแพร่ออกมา

“อิ๊งค์” ลาประชุม ครม. 2 ครั้งต่อเนื่อง จับตาแจงศาล รธน.

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แทนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล การประชุมครั้งนี้มีรัฐมนตรีหลายท่านแจ้งความประสงค์ขอลาประชุมด้วยเหตุผลส่วนตัว

มีรายงานว่ามีรัฐมนตรี 3 ท่านที่แจ้งลาการประชุม ได้แก่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งการลาประชุมของรัฐมนตรีหลายท่านในครั้งนี้ ทำให้เกิดคำถามถึงเหตุผลและความเหมาะสมในการบริหารราชการแผ่นดิน

ทำไม “อิ๊งค์” ลาประชุม ครม. 2 ครั้งต่อเนื่อง ถึงเป็นที่จับตา?

สิ่งที่น่าสนใจและเป็นที่จับตาเป็นพิเศษคือ การที่ น.ส.แพทองธาร ลาประชุม ครม. ถึง 2 ครั้งติดต่อกัน ในช่วงเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญมีการนัดไต่สวนพยานบุคคลในคดีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ซึ่งมีกำหนดการในวันที่ 21 สิงหาคมนี้ ประเด็นนี้ยิ่งทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความเชื่อมโยงระหว่างการลาประชุมกับการเตรียมตัวเพื่อไปชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่

ก่อนหน้านี้ มีกระแสข่าวว่า น.ส.แพทองธาร จะเดินทางไปชี้แจงด้วยตนเอง แต่จนถึงขณะนี้ เธอยังไม่ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ใดๆ ต่อสื่อมวลชนเป็นเวลานานกว่า 3 สัปดาห์แล้ว การเก็บตัวเงียบของ น.ส.แพทองธาร ทำให้สถานการณ์ยิ่งดูคลุมเครือและเป็นที่จับตามากยิ่งขึ้น

สำหรับการไต่สวนของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 21 สิงหาคม จะมีการเรียกพยานบุคคล 2 ปากเข้าให้ข้อมูล ได้แก่ น.ส.แพทองธาร และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (เลขาธิการ สมช.) ซึ่งการให้ข้อมูลของทั้งสองท่าน จะเป็นข้อมูลสำคัญในการพิจารณาคดีต่อไป

สถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นในรัฐบาลปัจจุบัน การลาประชุมของรัฐมนตรีหลายท่าน โดยเฉพาะการที่ “อิ๊งค์” ลาประชุม ครม. 2 ครั้งต่อเนื่อง ยิ่งสร้างความกังวลให้กับประชาชนและนักวิเคราะห์การเมืองถึงเสถียรภาพและการดำเนินงานของรัฐบาล

ประเด็นนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป ว่าผลการไต่สวนของศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร และ น.ส.แพทองธาร จะออกมาแสดงความเห็นหรือชี้แจงต่อสาธารณชนอย่างไรบ้าง เพราะทุกการเคลื่อนไหวของเธอ ย่อมส่งผลต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในขณะที่หลายฝ่ายกำลังจับตาดูการตัดสินใจของ น.ส.แพทองธาร การลาประชุม ครม. ติดต่อกันถึงสองครั้งนี้ อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความท้าทายที่รัฐบาลกำลังเผชิญ และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา – “อิ๊งค์” ลาประชุม ครม. 2 ครั้งต่อเนื่อง จับตาก่อนแจงศาล รธน. นัดไต่สวน 21 ส.ค.

เลขาฯ สมช. แจงศาล รธน. 21 ส.ค. จริงหรือ?

เลขาฯ สมช. เตรียมแจงศาลรัฐธรรมนูญ 21 ส.ค. จริงหรือ?

“ฉัตรชัย บางชวด” เลขาธิการ สมช. เตรียมแจงศาลรัฐธรรมนูญ นัดไต่สวนพยาน 21 ส.ค. นี้ “หมอพรหมินทร์” บอกรอ “นายกฯ แพทองธาร” ไปเองหรือไม่… เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายคนจับตามองอย่างใกล้ชิด

เมื่อเวลา 15.20 น. วันที่ 18 สิงหาคม 2568 นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล กรณีศาลรัฐธรรมนูญเรียกไปไต่สวนในฐานะพยาน คดีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ในวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ว่า ตนจะเดินทางไปศาลรัฐธรรมนูญเองในวันที่ 21 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่าเตรียมคำชี้แจงอย่างไรไว้บ้าง นายฉัตรชัย กล่าวว่า ต้องรอฟังในวันนั้น

ประเด็นสำคัญอยู่ที่การที่ เลขาฯ สมช. เตรียมแจงศาลรัฐธรรมนูญ ในครั้งนี้ จะมีผลต่อรูปคดีอย่างไร และจะมีการเปิดเผยข้อมูลสำคัญอะไรบ้างหรือไม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมกำลังให้ความสนใจอย่างมาก

ทางด้าน นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี น.ส.แพทองธาร จะไปให้การต่อศาลรัฐธรรมนูญเองหรือไม่ ว่า “ให้รอถามนายกฯ เอง”

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับ เลขาฯ สมช. เตรียมแจงศาลรัฐธรรมนูญ

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ค่อนข้างตึงเครียด การที่ เลขาฯ สมช. เตรียมแจงศาลรัฐธรรมนูญ 21 ส.ค. ยิ่งทำให้สถานการณ์มีความไม่แน่นอนมากยิ่งขึ้น หลายฝ่ายกำลังจับตาดูว่าการให้ข้อมูลของเลขาธิการ สมช. จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลหรือไม่

  • ความสำคัญของพยานหลักฐาน: คลิปเสียงสนทนาที่ถูกนำมาใช้เป็นหลักฐานมีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน และจะสามารถนำมาใช้ในการพิจารณาคดีได้อย่างไร
  • บทบาทของศาลรัฐธรรมนูญ: การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญจะมีผลต่ออนาคตทางการเมืองของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อย่างไร
  • ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: คดีนี้อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาได้หรือไม่

การที่ “หมอพรหมินทร์” โยนให้ไปถาม “อิ๊งค์” เองว่าจะไปหรือไม่ ยิ่งทำให้เกิดความสงสัยว่ามีความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการตอบคำถามหรือไม่ หรือว่ามีเหตุผลอื่นใดที่ทำให้ไม่สามารถให้ข้อมูลได้ในขณะนี้

การที่ เลขาฯ สมช. เตรียมแจงศาลรัฐธรรมนูญ 21 ส.ค. นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจมีผลต่อทิศทางทางการเมืองของประเทศในอนาคตอันใกล้นี้ก็เป็นได้ ทุกฝ่ายจึงควรติดตามข่าวสารอย่างรอบคอบและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างถ่องแท้

การที่ศาลรัฐธรรมนูญเรียกเลขาธิการ สมช. ไปให้ข้อมูลแสดงให้เห็นว่าศาลให้ความสำคัญกับข้อมูลที่ได้รับ และต้องการพิจารณาคดีอย่างรอบด้านเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย การที่เลขาธิการ สมช. เตรียมตัวเดินทางไปให้ข้อมูลด้วยตนเองก็แสดงให้เห็นถึงความเคารพต่อกระบวนการยุติธรรมและพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี

คดีนี้เป็นบทพิสูจน์สำคัญของกระบวนการยุติธรรมของไทยว่าจะสามารถดำเนินการได้อย่างโปร่งใสและเป็นธรรมหรือไม่ การที่ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและติดตามการดำเนินคดีได้อย่างใกล้ชิดจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมและส่งเสริมให้เกิดสังคมที่มีความยุติธรรมและเสมอภาค

ที่มา – เลขาฯ สมช. เตรียมแจงศาลรัฐธรรมนูญ 21 ส.ค. “หมอมิ้ง” โยนถาม “อิ๊งค์” ไปเองหรือไม่

เพื่อไทยไม่หวั่น! คดี “แพทองธาร” มั่นใจนายกฯ ไปต่อ

พรรคเพื่อไทยย้ำ ไม่กังวลคดี “แพทองธาร” ชินวัตร ศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัย 29 ส.ค. นี้ มั่นใจในเจตนาดีของนายกฯ แม้ผลออกมาไม่เป็นคุณ ก็ยังมี “ชัยเกษม” เป็นตัวสำรอง ปิดทางพรรคร่วมรัฐบาลที่จะเข้ามาเปลี่ยนตัวนายกฯ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยคดี “แพทองธาร” ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี จากกรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ว่า สส.เพื่อไทยทุกคนกำลังใจดี ไม่มีใครกังวลหรือหวั่นไหวต่อเรื่องนี้

“เราเชื่อมั่นว่าสิ่งที่นายกรัฐมนตรีได้พูดไปนั้น เป็นการรักษาผลประโยชน์ของบ้านเมือง และเป็นการประวิงเวลาเพื่อรักษาชีวิตคนไทยในกัมพูชาด้วยเจตนาบริสุทธิ์ เราเชื่อว่าจะได้รับความยุติธรรม และไม่จำเป็นต้องมีแผนสำรอง เพราะเรามั่นใจในเจตนาดีของนายกรัฐมนตรี” นายวิสุทธิ์ กล่าว

นายวิสุทธิ์ยังกล่าวอีกว่า หากเกิดอะไรขึ้น นายกรัฐมนตรีก็ยังคงเป็นของพรรคเพื่อไทย โดยมีนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยรออยู่ ไม่ต้องกังวล คนอื่นต้องรอก่อน และไม่กลัวว่าจะมีการเปลี่ยนขั้ว เพราะทุกวันนี้ก็ยังอยู่กันได้ แม้ว่าเสียงในสภาฯ จะปริ่มน้ำก็ตาม

เมื่อถามถึงโอกาสที่อาจจะมีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีเป็นคนจากพรรคร่วมรัฐบาล นายวิสุทธิ์ตอบว่า “ไม่มี วันนี้ พรุ่งนี้ ก็ยังยืนยัน” สิ่งที่เขากังวลมากที่สุดคือจะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น ไม่ได้กังวลเรื่องตัวนายกรัฐมนตรี และหากมีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี จะดึงพรรคภูมิใจไทยกลับมาร่วมรัฐบาลหรือไม่นั้น คงเป็นไปได้ยาก เพราะวันนี้ไม่ได้คิดถึงเรื่องการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี

ผู้สื่อข่าวได้ถามถึงประเด็นเรื่องคลิปสนทนาที่อาจจะทำให้ความเชื่อมั่นของนายกรัฐมนตรีลดลง จากผลสำรวจโพลที่ออกมา นายวิสุทธิ์ตอบว่า “ถึงจะมีโพลก็จริง แต่ประเทศไม่ได้เสียดินแดน ไม่ได้อ่อนแอ ความสามัคคีของคนในชาติเป็นเรื่องสำคัญ ที่จะทำให้ประเทศได้รับความเชื่อมั่น และนานาชาติเชื่อมั่นประเทศไทย” เขาไม่อยากให้ไปฟังคนที่ปลุกกระแส หรือไม่ใช่สื่อจริงๆ เพราะจะทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองเสียหาย

ส่วนการวิเคราะห์ที่ว่า แม้นายกรัฐมนตรีจะรอดหรือไม่รอดคดี “แพทองธาร” ก็อยู่ต่อไปได้ยากนั้น นายวิสุทธิ์ยืนยันว่า “ไม่ยาก ทำไมต้องยาก ถ้าไม่ผิดจะกลัวอะไร อย่าไปสร้างกระแสให้วุ่นวาย ประเทศจะเดินหน้าได้ด้วยความรักความสามัคคี”

คดี “แพทองธาร”

เพื่อไทยมั่นใจ คดี “แพทองธาร” ไม่กระทบ

สถานการณ์ทางการเมืองตอนนี้อาจดูเหมือนมีความไม่แน่นอน แต่พรรคเพื่อไทยยังคงยืนหยัดและให้ความมั่นใจอย่างเต็มที่ต่อนายกรัฐมนตรี การที่พรรคกล้ายืนยันเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การมี “ชัยเกษม” เป็นตัวเลือกสำรอง ก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่บ่งบอกถึงการเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น

การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ แสดงให้เห็นถึงความหนักแน่นของพรรคเพื่อไทยในการสนับสนุนนายกรัฐมนตรี แม้จะมีความกังวลเกี่ยวกับคดี “แพทองธาร” แต่พรรคก็ยังคงเชื่อมั่นในเจตนาดีและความสามารถในการบริหารประเทศของนายกรัฐมนตรี

ที่มา – คดี “แพทองธาร” พื่อไทยไม่หวั่นไหว เชื่อนายกฯ ได้ไปต่อ แม้ผลเป็นลบยังมี “ชัยเกษม”

“สรวงศ์” เผย “นายกฯ อิ๊งค์” จะไปศาลเอง เพื่อไทยยันไม่มีแผนสำรอง

สถานการณ์ทางการเมืองกำลังร้อนแรง เมื่อนายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาเปิดเผยถึงความเคลื่อนไหวสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดไต่สวนนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 21 สิงหาคมนี้

ใจความสำคัญที่นายสรวงศ์เน้นย้ำคือ “นายกฯ อิ๊งค์” หรือ นางสาวแพทองธาร จะเดินทางไปศาลด้วยตัวเอง เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจและให้ความร่วมมือกับกระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มที่ นายสรวงศ์ยังกล่าวเสริมว่า ได้มีการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีแล้ว แต่ไม่ได้ลงลึกในรายละเอียดของคดี เนื่องจากมีทีมทนายความเป็นผู้ดูแลหลัก พรรคเพื่อไทยทำได้เพียงส่งกำลังใจให้นายกรัฐมนตรีเท่านั้น

“สรวงศ์” เผย “นายกฯ อิ๊งค์” จะไปศาลด้วยตัวเอง ยันเพื่อไทยไม่มีแผนสำรอง

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือเรื่องของแผนสำรอง หากเกิดสถานการณ์ไม่คาดฝันทางการเมืองขึ้น คำถามนี้ถูกถามไปยังนายสรวงศ์ ซึ่งได้รับคำตอบที่ชัดเจนว่า พรรคเพื่อไทยไม่มีแผนสำรองใดๆ สำหรับสถานการณ์ดังกล่าว นายสรวงศ์แสดงความเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ใจของนายกรัฐมนตรี และกล่าวว่า “อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด” ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นและพร้อมเผชิญหน้ากับทุกสถานการณ์

อย่างไรก็ตาม นายสรวงศ์ยอมรับว่า สมาชิกพรรคเพื่อไทยมีความกังวลใจเช่นกัน เนื่องจากผลของการพิจารณาคดีอาจส่งผลกระทบต่อตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่เขายืนยันหนักแน่นว่า นายกรัฐมนตรีจะไม่ลาออกจากตำแหน่งอย่างแน่นอน เป็นการยืนยันถึงความตั้งใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะสิ้นสุดกระบวนการทางกฎหมาย

ความพร้อมของแคนดิเดตนายกฯ สำรอง

ในส่วนของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีสำรองอย่างนายชัยเกษม นิติสิริ นายสรวงศ์กล่าวว่า นายชัยเกษมมีความพร้อมเสมอสำหรับการเป็นนายกรัฐมนตรี ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและโอกาสที่เหมาะสมเท่านั้น เป็นการเปิดโอกาสให้พิจารณาถึงความเป็นไปได้ในอนาคต หากเกิดความจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ แสดงให้เห็นถึงความท้าทายที่รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยกำลังเผชิญอยู่ การเดินทางไปศาลด้วยตัวเองของ “นายกฯ อิ๊งค์” เป็นการแสดงออกถึงความโปร่งใส และความตั้งใจที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง ท่ามกลางความกังวลของสมาชิกพรรค และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ พรรคเพื่อไทยยังคงยืนหยัดที่จะสนับสนุนนายกรัฐมนตรี และมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศชาติต่อไป

การที่พรรคเพื่อไทยไม่มีแผนสำรอง อาจถูกมองได้ทั้งในแง่ของความเชื่อมั่นในตัวนายกรัฐมนตรี และความประมาทเลินเล่อในการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน การเมืองไทยมักมีเหตุการณ์พลิกผันอยู่เสมอ การมีแผนสำรองที่รัดกุม อาจเป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยควรพิจารณาในอนาคต แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีความจำเป็นก็ตาม

ถึงแม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะมีความผันผวน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ การรักษาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชน การตัดสินใจของ “นายกฯ อิ๊งค์” ที่จะไปศาลด้วยตัวเอง เป็นการแสดงความเคารพต่อกระบวนการยุติธรรม และเป็นการส่งสัญญาณไปยังประชาชนว่า รัฐบาลพร้อมที่จะถูกตรวจสอบ และพร้อมที่จะรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง

สถานการณ์นี้จะเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับรัฐบาล และพรรคเพื่อไทย ว่าจะสามารถก้าวผ่านความท้าทายนี้ไปได้อย่างไร การตัดสินใจทุกอย่างต่อจากนี้ จะส่งผลอย่างมากต่ออนาคตทางการเมืองของพรรค และต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล.

ติดตามข่าวสารการเมืองอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว และร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น เพื่อให้เข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตประจำวันของเรา

ที่มา – “สรวงศ์” เผย “นายกฯ อิ๊งค์” จะไปศาลด้วยตัวเอง ยันเพื่อไทยไม่มีแผนสำรอง

ประชาชาติตบเท้าให้กำลังใจ”อิ๊งค์” คว่ำงบฯ 69

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงร้อนแรง เมื่อพรรคร่วมรัฐบาลแสดงออกถึงความสามัคคี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง นำ สส.ประชาชาติ (ปช.) เข้าให้กำลังใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์งบประมาณปี 2569 ที่กำลังถูกพิจารณาอย่างเข้มข้น

ประชาชาติตบเท้าให้กำลังใจ “อิ๊งค์” เจ้าตัวบ่นคิดถึงประชาชน “ไหม” ยันโหวตคว่ำงบฯ 69

น.ส.แพทองธาร หรือ “อิ๊งค์” ได้โพสต์ข้อความที่น่าสนใจในอินสตาแกรมส่วนตัว เป็นคำคมภาษาอังกฤษที่แปลเป็นไทยได้ว่า “ทุกสิ่งที่คุณทำจะย้อนกลับมาหาคุณ จงทำดี จงเป็นคนดี” และ “ความเมตตาไม่มีค่าใช้จ่าย” ซึ่งถูกตีความไปต่างๆ นานา ในขณะที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ยืนยันหนักแน่นว่า พรรคมีมติให้โหวตคว่ำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณางบประมาณปี 2569 เป็นวันที่สาม บรรยากาศเป็นไปอย่างราบรื่น แม้จะมี สส.จากพรรคฝ่ายค้านออกมาวิพากษ์วิจารณ์การใช้งบประมาณในหลายส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ทำไมพรรคประชาชาติถึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้?

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง กล่าวภายหลังการเข้าพบ น.ส.แพทองธาร ว่าได้ไปให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านมีกำลังใจดี และยังฝากความคิดถึงและความห่วงใยไปยังประชาชน นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้พูดคุยกับ สส.พรรคประชาชาติ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับงานสภาเศรษฐกิจ สังคม และวิถีชีวิตในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ อีกด้วย

ในส่วนของการพิจารณางบประมาณนั้น น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ให้เหตุผลว่า แม้ สส.พรรคประชาชนจะให้ข้อเสนอแนะเพื่อให้การใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า แต่ฝ่ายรัฐบาลไม่ได้นำข้อเสนอแนะเหล่านั้นไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ทำให้พรรคตัดสินใจที่จะโหวตคว่ำร่างงบประมาณในวาระสาม

ประเด็นที่น่าสนใจคือการอภิปรายของนายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรค ปชน. ที่ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้งบประมาณของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยมองว่าเป็นการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา และขัดต่อหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า นอกจากนี้ น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กทม. พรรค ปชน. ยังได้อภิปรายถึงความไม่โปร่งใสในการใช้งบประมาณของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการบ้านพักข้าราชการตำรวจที่ใช้งบประมาณในการตกแต่งภายในสูงถึง 23.9 ล้านบาท

นอกจากเรื่องงบประมาณแล้ว ยังมีประเด็นทางการเมืองอื่นๆ ที่น่าจับตามอง เช่น การสรรหากรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แทนตำแหน่งที่ว่างลง และความคืบหน้าในการสอบสวนคดีฮั้วเลือก สว. โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เตรียมที่จะออกหมายเรียกผู้สมัคร สว. อีก 1,200 คน เข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติม

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์การเมืองไทยยังคงมีความผันผวนและเต็มไปด้วยความท้าทาย การพิจารณางบประมาณปี 2569 เป็นเพียงหนึ่งในหลายประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การแสดงออกถึงความสามัคคีของพรรคร่วมรัฐบาล และการตรวจสอบการใช้งบประมาณอย่างเข้มข้นจากภาคส่วนต่างๆ เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

ท่าทีของพรรคประชาชาติในการให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี และการตรวจสอบการใช้งบประมาณอย่างตรงไปตรงมา สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจของ สส. ทุกคนในการลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า พวกเขาจะสามารถทำหน้าที่ผู้แทนปวงชนได้อย่างสมศักดิ์ศรีหรือไม่ เพราะงบประมาณปี 2569 นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า

ที่มา – ประชาชาติตบเท้า ให้กําลังใจ “อิ๊งค์” เจ้าตัวบ่นคิดถึงประชาชน “ไหม” ยันโหวตควํ่างบฯ 69

Scroll to top