คดีนายกแพทองธาร

รังสิมันต์ จับตาคดีนายกฯ หากรอดซักฟอกต่อ

รังสิมันต์” จับตาคดีนายกฯ เชื่อส่งผลการเมืองสูง เผยหากรอดเล็งซักฟอกรัฐบาลต่อทันที

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยคดีคุณสมบัติของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ว่า เป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อการเมืองอย่างแน่นอน โดยพรรคฝ่ายค้านจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากศาลมีคำวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรีรอด พรรคประชาชนจะหารือกับพรรคร่วมฝ่ายค้านเพื่อเดินหน้าตรวจสอบรัฐบาลต่อไป และอาจจะใช้มาตรการสำคัญอย่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามมาตรา 151 โดยจะพิจารณาช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อไป

ส่วนหากเกิดกรณีที่ไม่คาดฝันขึ้น นายรังสิมันต์ย้ำว่า พรรคประชาชนพร้อมเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ โดยไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล และยังคงยืนยันว่าการคืนอำนาจให้กับประชาชนผ่านการเลือกตั้งใหม่ คือทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศในขณะนี้

รังสิมันต์ จับตาคดีนายกฯ ผลกระทบการเมือง

สถานการณ์ทางการเมืองกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญเตรียมอ่านคำวินิจฉัยในคดีที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงความเห็นถึงประเด็นนี้ โดยเน้นย้ำถึงผลกระทบทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นตามมา และความพร้อมของพรรคฝ่ายค้านในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลต่อไป

รังสิมันต์ โรม ชี้ คดีนายกฯ ส่งผลถึงเสถียรภาพรัฐบาล

นายรังสิมันต์ โรม ได้กล่าวว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าผลจะออกมาในทิศทางใด พรรคฝ่ายค้านก็เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากศาลมีคำวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ก็อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่

อย่างไรก็ตาม หากศาลมีคำวินิจฉัยว่า นายกรัฐมนตรีไม่มีความผิด พรรคประชาชนและพรรคร่วมฝ่ายค้าน ก็เตรียมที่จะเดินหน้าตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้นต่อไป โดยอาจมีการใช้มาตรการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามมาตรา 151 เพื่อตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาลอย่างละเอียด

นอกจากนี้ นายรังสิมันต์ยังได้กล่าวถึงจุดยืนของพรรคประชาชนว่า พรรคฯ พร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ โดยไม่ได้มีเป้าหมายที่จะเข้าร่วมรัฐบาล แต่ยังคงยืนยันว่าการคืนอำนาจให้กับประชาชนผ่านการเลือกตั้งใหม่ คือทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศในขณะนี้

ความเคลื่อนไหวของนายรังสิมันต์และพรรคประชาชน สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของพรรคฝ่ายค้านในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ทางการเมืองที่อาจเปลี่ยนแปลงไปได้ทุกเมื่อ การจับตารังสิมันต์ ในช่วงเวลานี้จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

  • หากผลการตัดสินออกมาเป็นคุณต่อรัฐบาล ควรรัฐบาลควรเปิดใจรับฟังข้อเสนอเเละข้อติชมจากฝ่ายค้าน
  • หากผลการตัดสินออกมาเป็นโทษต่อรัฐบาล ควรรัฐบาลควรยอมรับการตัดสินใจ

สถานการณ์ทางการเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การติดตามข่าวสารและข้อมูลอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถเข้าใจและวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเพื่ออนาคตของประเทศ

ที่มา – “รังสิมันต์” จับตาคดีนายกฯ เชื่อส่งผลการเมืองสูง หากรอดซักฟอกต่อทันที

ภูมิธรรม: ไม่เคยได้ยินซื้อเสียงโหวต 2 พันล้าน

รักษาการนายกฯ ลั่น อย่าไปคิดสิ่งที่ยังไม่เกิด ถามกลับใครพูดปมซื้อเสียงโหวต 2,000 ล้าน หวังล้มรัฐบาลหากมีการโหวตนายกฯ ใหม่ มอง สส.เพื่อไทยเชื่อ “แพทองธาร” บริสุทธิ์ใจ ไม่มีใครรู้ผลศาลจะเป็นอย่างไร

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 28 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงกระแสข่าวมีการซื้อเสียงโหวต 2,000 ล้านบาท เพื่อล้มรัฐบาล หากมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี โดยนายภูมิธรรม ย้อนถามสื่อว่า “ใครหรอครับ บอกมาเลย ผมจะได้ไปเจอ ผมยังไม่เคยได้ยินเรื่องนี้”

ผู้สื่อข่าวถามต่อกังวลหรือไม่หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม วันที่ 29 สิงหาคม 2568 แล้วต้องเลือกนายกรัฐมนตรีใหม่อาจมีการพลิกขั้ว นายภูมิธรรม กล่าวว่า อย่าไปคิดสิ่งที่ยังไม่เกิด ตรงนั้นจะเกิดเมื่อ น.ส.แพทองธาร มีความผิด ตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่ามีความผิดหรือไม่ เอาไปทีละขั้นตอน

ส่วนคำถามถึงกรณีที่ สส.พรรคเพื่อไทย จะนั่งรถบัสจากพรรคเพื่อไทยมาให้กำลังใจ น.ส.แพทองธาร ที่ทำเนียบรัฐบาลนั้น นายภูมิธรรม ตอบว่า ตนไม่ทราบ คงมาให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี ที่ผ่านมาตนไม่ได้เข้าพรรคเลยเพราะมีภารกิจเยอะ จึงไม่ทราบว่าเขาคุยอะไรกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงเรื่องที่มีการมองกันว่าบรรดา สส. รู้ผลล่วงหน้าแล้ว นายภูมิธรรม ระบุว่า อย่าไปคิดอย่างนั้น ตนเชื่อว่า สส.พรรคเพื่อไทย เชื่อในความตั้งใจและความบริสุทธิ์ใจของนายกรัฐมนตรี เชื่อว่าข้อกล่าวหาไม่ใช่ปัญหา ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างประเทศหลายส่วนก็บอกว่าเป็นเรื่องธรรมดาทางการทูต ดังนั้น สส. จึงมั่นใจและคิดว่าจะประสบความสำเร็จ เลยอยากมาแสดงความยินดี ทั้งนี้ ไม่มีใครรู้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะใช้ดุลพินิจอย่างไร

ไม่เคยได้ยินซื้อเสียงโหวต 2,000 ล้าน ล้มรัฐบาล มองเพื่อไทยเชื่อนายกฯ บริสุทธิ์ใจ

จากกรณีที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับ ซื้อเสียงโหวต 2,000 ล้าน เพื่อล้มรัฐบาลที่อาจเกิดขึ้นในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่นั้น นายภูมิธรรม เวชยชัย ได้ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว โดยเน้นย้ำว่าตนเองไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน และยังตั้งคำถามกลับไปยังผู้ที่ปล่อยข่าวนี้อีกด้วย

ภูมิธรรมตอบประเด็นซื้อเสียงโหวต 2,000 ล้าน

นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงกรณีที่ สส. พรรคเพื่อไทยเดินทางมาให้กำลังใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร โดยเชื่อว่าเป็นการแสดงออกถึงความมั่นใจและความเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ใจของนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม นายภูมิธรรมย้ำว่า ผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญยังเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การคาดการณ์หรือการด่วนสรุปใดๆ อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความสับสนได้ สิ่งสำคัญคือการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อให้สามารถวิเคราะห์สถานการณ์และตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

ประเด็นเรื่อง ซื้อเสียงโหวต 2,000 ล้าน บาทเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและต้องพิจารณาด้วยความระมัดระวัง การแพร่กระจายข่าวสารที่ไม่ได้รับการยืนยันอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและเสถียรภาพทางการเมืองได้ ดังนั้น จึงควรตรวจสอบข้อมูลและแหล่งข่าวอย่างถี่ถ้วนก่อนที่จะเชื่อหรือเผยแพร่ข้อมูลใดๆ ต่อไป การแสดงความเห็นหรือการตัดสินใจใดๆ ควรอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดและการสร้างความขัดแย้ง

การติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิดและการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทุกคน เพื่อให้สามารถเข้าใจถึงความเป็นไปของสถานการณ์และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในระบอบประชาธิปไตยได้อย่างมีประสิทธิภาพ การแสดงความคิดเห็นและการถกเถียงกันอย่างสร้างสรรค์เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนาสังคมและการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น

ที่มา – ไม่เคยได้ยินซื้อเสียงโหวต 2,000 ล้าน ล้มรัฐบาล มองเพื่อไทยเชื่อนายกฯ บริสุทธิ์ใจ

29 ส.ค. “อิ๊งค์” เข้าทำเนียบฯ ลุ้นผลศาล รธน.

“แพทองธาร ชินวัตร” เข้าทำเนียบฯ 29 ส.ค. รอลุ้นผลศาลรัฐธรรมนูญกรณีคลิปเสียง ด้าน สส.เพื่อไทย เปลี่ยนแปลงสถานที่ นัดรวมตัวที่ทำการพรรค ให้กำลังใจ “อิ๊งค์”

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่ามีการเปิดเผยจากแหล่งข่าว ล่าสุดพรรคเพื่อไทยแจ้งขอเปลี่ยนแปลงนัดหมายจากเดิมที่วันพรุ่งนี้ (29 สิงหาคม 2568) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของพรรคเพื่อไทย จะนัดรวมตัวกันที่พรรค แล้วนั่งรถเข้าทำเนียบรัฐบาล ให้กำลังใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อรอลุ้นคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ที่นัดอ่านคำวินิจฉัยในเวลา 15.00 น.

ทั้งนี้ มีการเปลี่ยนแปลงโดยแจ้งในไลน์กลุ่มของ สส.พรรคเพื่อไทย ว่าจะไม่เข้ามาในทำเนียบรัฐบาลแล้ว แต่จะรวมตัวกันที่พรรคเพื่อไทย โดยส่วนใหญ่เห็นด้วย เพราะมีความสะดวกสบายเรื่องสถานที่ โดยมีการแจ้งให้ สส. ไปรวมตัวกันที่พรรคตั้งแต่ 16.00 น.

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า น.ส.แพทองธาร จะเข้าทำเนียบรัฐบาลพรุ่งนี้ในเวลา 14.00 น.

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงเป็นประเด็นที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ 29 ส.ค. “อิ๊งค์” เข้าทำเนียบฯ ลุ้นผลศาล รธน. ซึ่งเป็นวันที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมืองที่สำคัญ การตัดสินใจของศาลในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพทางการเมืองและทิศทางของประเทศในอนาคต

นอกจากนี้ การที่ สส.พรรคเพื่อไทยมีการปรับเปลี่ยนแผนการรวมตัว โดยย้ายจากทำเนียบรัฐบาลไปเป็นที่ทำการพรรค แสดงให้เห็นถึงการเตรียมพร้อมและความรอบคอบในการรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น การรวมตัวกันที่พรรคยังเป็นการส่งสัญญาณให้เห็นถึงความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของสมาชิกพรรค

29 ส.ค. “อิ๊งค์” เข้าทำเนียบฯ ลุ้นผลศาล รธน.

การตัดสินใจของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ที่จะเข้าทำเนียบฯ ในวันที่ 29 ส.ค. “อิ๊งค์” เข้าทำเนียบฯ ลุ้นผลศาล รธน. แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจและความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น การปรากฏตัวของเธอในครั้งนี้ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำและความรับผิดชอบต่อสถานการณ์ทางการเมือง

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับ 29 ส.ค. “อิ๊งค์” เข้าทำเนียบฯ ลุ้นผลศาล รธน.

สิ่งที่น่าสนใจคือการปรับเปลี่ยนแผนการรวมตัวของ สส.พรรคเพื่อไทย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการประเมินสถานการณ์และความยืดหยุ่นในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป การเลือกที่จะรวมตัวกันที่พรรคอาจเป็นเพราะความสะดวกสบายและความเป็นส่วนตัวที่มากกว่า รวมถึงเป็นการหลีกเลี่ยงความวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้นหากมีการรวมตัวกันที่ทำเนียบรัฐบาล

การตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 29 ส.ค. “อิ๊งค์” เข้าทำเนียบฯ ลุ้นผลศาล รธน. จะมีผลกระทบต่อการเมืองไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าผลการตัดสินจะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญคือทุกฝ่ายควรเคารพการตัดสินใจของศาลและร่วมกันหาทางออกเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้

สถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของความสามัคคีและความร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาของประเทศ การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายและการสร้างความขัดแย้งจะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก สิ่งที่ประเทศไทยต้องการในขณะนี้คือความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน เพื่อที่จะสามารถก้าวข้ามอุปสรรคและสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกคน

การที่ น.ส.แพทองธาร ตัดสินใจเข้าทำเนียบรัฐบาลในวันดังกล่าว ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประเทศชาติ และพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายเพื่อนำพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองต่อไป การรอคอยผลการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่ง ที่ทุกภาคส่วนควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมรับมือกับผลที่จะตามมา

ที่มา – 29 ส.ค. “อิ๊งค์” เข้าทำเนียบฯ ลุ้นผลศาล รธน. ด้าน สส.เพื่อไทย ปรับใหม่นัดรวมตัวที่พรรค

วราวุธเผย เพื่อไทยยังไม่ส่งสัญญาณพรรคร่วมรัฐบาล

“วราวุธ” เผย เพื่อไทยยังไม่ส่งสัญญาณถึงพรรคร่วมรัฐบาล คาดรอฟังศาล 29 ส.ค. ก่อน

นายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา เปิดเผยว่า ขณะนี้พรรคเพื่อไทยยังไม่ได้ส่งสัญญาณใดๆ ถึงพรรคร่วมรัฐบาล โดยคาดว่าจะรอฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 29 สิงหาคมนี้เสียก่อน

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ได้ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีการวินิจฉัยคดีคลิปเสียงสนทนาของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กับ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา

นายวราวุธกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณใดๆ จากทางฝั่งพรรคเพื่อไทย และก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็ไม่แน่ใจว่าจะมีการพูดคุยกันในเรื่องนี้หรือไม่ นอกจากนี้ ยังไม่มีแนวทางหรือสัญญาณใดๆ ที่เกี่ยวกับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ โดยคาดว่าหลังจากวันที่ 29 สิงหาคมไปแล้ว จะมีการหารือกันถึงเรื่องนี้

สถานการณ์ทางการเมืองล่าสุด และท่าทีของพรรคชาติไทยพัฒนา

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลได้ พรรคชาติไทยพัฒนาซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลพรรคหนึ่ง จึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

นายวราวุธกล่าวว่า พรรคชาติไทยพัฒนายังคงสนับสนุนรัฐบาลอย่างเต็มที่ และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ เพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ อย่างไรก็ตาม พรรคก็จำเป็นต้องพิจารณาถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ และหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป พรรคก็พร้อมที่จะปรับท่าทีให้เหมาะสม

การที่พรรคเพื่อไทยยังไม่ส่งสัญญาณถึงพรรคร่วมรัฐบาล อาจเป็นเพราะต้องการรอฟังผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อน เพื่อประเมินสถานการณ์และกำหนดท่าทีที่เหมาะสม นอกจากนี้ อาจเป็นเพราะพรรคเพื่อไทยต้องการที่จะรักษาความเป็นเอกภาพภายในพรรค และหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

  • การรอฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีความสำคัญ
  • พรรคชาติไทยพัฒนาพร้อมสนับสนุนรัฐบาล
  • ต้องพิจารณาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

อนาคตของรัฐบาล และบทบาทของพรรคร่วมรัฐบาล

อนาคตของรัฐบาลขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการกระทำของนายกรัฐมนตรีไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ รัฐบาลก็จะสามารถบริหารประเทศต่อไปได้ แต่หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการกระทำของนายกรัฐมนตรีขัดต่อรัฐธรรมนูญ รัฐบาลก็อาจต้องยุติบทบาทลง

ไม่ว่าผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร พรรคร่วมรัฐบาลก็มีบทบาทสำคัญในการกำหนดอนาคตของประเทศชาติ พรรคร่วมรัฐบาลจะต้องทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ และสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองให้กับประชาชน

การที่วราวุธออกมาให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ แสดงให้เห็นถึงความกังวลของพรรคชาติไทยพัฒนาต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และเป็นการส่งสัญญาณไปยังพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ให้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงไป

การที่เพื่อไทยยังไม่ส่งสัญญาณถึงพรรคร่วมรัฐบาล อาจทำให้เกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองมากขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและประชาชน ดังนั้น การที่พรรคร่วมรัฐบาลจะหารือกันเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์และกำหนดท่าทีร่วมกันจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การที่พรรคเพื่อไทยยังไม่ส่งสัญญาณถึงพรรคร่วมรัฐบาลนั้น สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน และความท้าทายที่รัฐบาลกำลังเผชิญอยู่ การที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – “วราวุธ” เผย เพื่อไทยยังไม่ส่งสัญญาณถึงพรรคร่วมรัฐบาล คาดรอฟังศาล 29 ส.ค. ก่อน

“เท้ง” ย้ำไม่ก้าวล่วงคดีนายกฯ: จุดยืนพรรคประชาชน

“เท้ง ณัฐพงษ์” ย้ำ ไม่ก้าวล่วงคดีนายกฯ ยัน พร้อมใช้จำนวน สส. กำกับทิศทางการเมืองในสภาฯ ยกเงื่อนไขเดิมพรรคประชาชน ช่วยผ่าทางตัน แต่ไม่ร่วมจัดตั้งรัฐบาล

วันที่ 25 สิงหาคม 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการประเมินแนวโน้มผลวินิจฉัยคดีคลิปเสียงสนทนาของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และสมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาของกัมพูชา ที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดนัดฟังคำวินิจฉัยในวันที่ 29 สิงหาคมนี้

นายณัฐพงษ์ ระบุว่า ในเรื่องของการพิจารณาคดีขอให้เป็นเรื่องของศาล ตนคงไปก้าวล่วงในข้อคิดเห็นของศาลไม่ได้ก่อนจะมีคำตัดสินออกมา ส่วนหลังคำตัดสินออกมาแล้วการเมืองจะเป็นไปในทิศทางใดนั้น ยืนยันว่าพวกเราพร้อมจะใช้จำนวน สส. ในสภาฯ กำกับทิศทางของระบบการเมืองภายในสภาฯ ให้เดินหน้าไป เป็นเสาหลักให้ความมั่นคงกับประชาชนได้

ส่วนหากต้องมีการโหวตเลือกแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนใหม่ นายณัฐพงษ์ มองว่า ทุกคนที่อยู่ในบัญชีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมือง ทุกคนมีสิทธิตามกฎหมาย “ส่วนใครที่พรรคประชาชนจะโหวตให้นั้น เป็นไปตามที่เราได้แถลงข่าวไปแล้วว่า เราจะไม่ร่วมในการจัดตั้งรัฐบาลแน่นอน หากวันหนึ่งการเมืองไทยจะไปถึงทางตัน สส.ของพรรคการเมืองอื่นๆ ไม่สามารถรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้ ก็จำเป็นต้องรับเงื่อนไขตามที่พรรคประชาชนได้แถลงข่าวไปก่อนหน้านี้”

พร้อมกันนี้ นายณัฐพงษ์ ย้ำด้วยว่า เงื่อนไขต่างๆ ยังคงเป็นไปตามเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เรายืนยันอีกครั้งว่า ณ วันนี้สิ่งที่สังคมไทยต้องการเป็นอย่างยิ่งคือรัฐบาลที่มีความชอบธรรม เป็นรัฐบาลที่มีเสียงข้างมาก มีเสถียรภาพมากเพียงพอในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ทั้งปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และการรับมือกับภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา

“เท้ง” ไม่ก้าวล่วงคดีนายกฯ ย้ำเงื่อนไขพรรคประชาชน ไม่ร่วมจัดตั้งรัฐบาล

จุดยืนชัดเจน “เท้ง” กับคดีนายกฯ

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังเข้มข้น หลายฝ่ายต่างจับจ้องไปที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับคดีของนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้ออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่า จะไม่ก้าวล่วงกระบวนการยุติธรรม แต่พร้อมที่จะใช้กลไกในสภาฯ เพื่อกำกับทิศทางการเมืองให้เป็นไปในทางที่ถูกต้อง

นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังคงยืนยันในเงื่อนไขเดิม คือ พร้อมที่จะช่วยผ่าทางตันทางการเมือง หากพรรคอื่นๆ ไม่สามารถรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่จะไม่เข้าร่วมในการจัดตั้งรัฐบาลเอง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของรัฐบาลที่มีความชอบธรรมและมีเสถียรภาพในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศ

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย และความจำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศชาติ การที่พรรคประชาชนวางตัวเป็นอิสระและพร้อมที่จะเป็นตัวกลางในการเจรจา อาจเป็นทางออกหนึ่งที่ช่วยให้ประเทศก้าวข้ามผ่านวิกฤตไปได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและการเจรจาของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้นการที่ “เท้ง” ไม่ก้าวล่วงคดีนายกฯ จึงเป็นท่าทีที่น่าสนใจ และต้องติดตามต่อไปว่าจุดยืนนี้จะมีผลต่อสถานการณ์ทางการเมืองอย่างไร

ที่มา – “เท้ง” ไม่ก้าวล่วงคดีนายกฯ ย้ำเงื่อนไขพรรคประชาชน ไม่ร่วมจัดตั้งรัฐบาล

“หมอมิ้ง” ยันส่งคำแถลงปิดคดีนายกฯ วันนี้ กำลังพิจารณา “อิ๊งค์” ฟังวินิจฉัยเองหรือไม่

“หมอพรหมินทร์” เลขาธิการนายกฯ เผย พร้อมส่งคำแถลงปิดคดีคลิปเสียงวันนี้ แจงอยู่ระหว่างพิจารณา “แพทองธาร” ไปฟังคำวินิจฉัยด้วยตัวเองหรือไม่

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 25 สิงหาคม 2568 นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าการยื่นคำแถลงปิดคดีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยื่นภายในวันนี้ ว่า กำลังดำเนินการ ซึ่งจะต้องยื่นคำแถลงปิดคดีภายในวันนี้ตามกำหนด

ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่า น.ส.แพทองธาร จะเดินทางไปฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญด้วยตัวเองในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 หรือไม่ นพ.พรหมินทร์ กล่าวตอบว่า อยู่ระหว่างการพิจารณา.

“หมอมิ้ง” ยันส่งคำแถลงปิดคดีนายกฯ วันนี้ กำลังพิจารณา “อิ๊งค์” ฟังวินิจฉัยเองหรือไม่

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับคดีที่เกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร กำลังเป็นที่จับตาของประชาชนและสื่อมวลชนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการยื่นคำแถลงปิดคดีคลิปเสียงและการตัดสินใจว่าจะเดินทางไปฟังคำวินิจฉัยด้วยตนเองหรือไม่

นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นดังกล่าว โดยยืนยันว่าการยื่นคำแถลงปิดคดีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร กับสมเด็จฮุน เซน จะดำเนินการภายในวันนี้ตามกำหนดที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไว้

ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “หมอมิ้ง” ยันส่งคำแถลงปิดคดีนายกฯ วันนี้ กำลังพิจารณา “อิ๊งค์” ฟังวินิจฉัยเองหรือไม่:

  • การยื่นคำแถลงปิดคดีมีความสำคัญอย่างไร: การยื่นคำแถลงปิดคดีถือเป็นขั้นตอนสำคัญในกระบวนการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็นโอกาสสุดท้ายที่คู่กรณีจะได้สรุปประเด็นและข้อโต้แย้งของตนเอง เพื่อให้ศาลนำไปประกอบการพิจารณาตัดสิน
  • การตัดสินใจของ น.ส.แพทองธาร มีผลต่อภาพลักษณ์อย่างไร: การที่ น.ส.แพทองธาร จะตัดสินใจเดินทางไปฟังคำวินิจฉัยด้วยตนเองหรือไม่ ย่อมส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของเธอในฐานะนายกรัฐมนตรี หากเธอตัดสินใจไปฟังด้วยตนเอง จะแสดงให้เห็นถึงความเคารพต่อกระบวนการยุติธรรมและความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับสถานการณ์
  • ผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมือง: คดีนี้อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาล หากผลการพิจารณาคดีออกมาในทางลบ อาจนำไปสู่ความไม่มั่นใจของประชาชนและนักลงทุน

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความผันผวนและมีความไม่แน่นอนสูง การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าในประเด็นต่างๆ อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ประชาชนสามารถวิเคราะห์และตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูล

การที่ “หมอมิ้ง” ยันส่งคำแถลงปิดคดีนายกฯ วันนี้ กำลังพิจารณา “อิ๊งค์” ฟังวินิจฉัยเองหรือไม่ สะท้อนให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนและความซับซ้อนของสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน การตัดสินใจของ น.ส.แพทองธาร จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลกระทบในทุกด้าน

สำหรับประชาชน การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีเหตุผล จะช่วยให้สามารถเข้าใจสถานการณ์และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – “หมอมิ้ง” ยันส่งคำแถลงปิดคดีนายกฯ วันนี้ กำลังพิจารณา “อิ๊งค์” ฟังวินิจฉัยเองหรือไม่

“จิรายุ” ย้ำคลิปบิดเบือน นายกฯ “นั่งลงลูก” จริงหรือ?

“จิรายุ” ชี้ คนในห้องพิจารณาศาลรัฐธรรมนูญได้ยินตรงกัน ตุลาการบอกนายกฯ “นั่งลงครับ” ไม่ใช่ “นั่งลงลูก” ซัดบิดเบือน-ตกแต่งเสียง มอง “ชวน” ให้ความเห็น อาจยังไม่ได้ฟังคลิปจริงเต็มๆ

วันที่ 24 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ในฐานะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี และอดีตประธานคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน กล่าวถึงกรณีมีการบิดเบือนคำพูดในวันสืบพยานของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม โดยหลังจากนายกรัฐมนตรีกล่าวคำสาบานตนแล้วตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านหนึ่งได้กล่าวคำว่า “นั่งลงครับ” แต่กลับมีกระบวนการนำไปบิดเบือนและตกแต่งเสียง โดยกล่าวหาว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพูดว่า “นั่งลงลูก” ซึ่งเป็นการบิดเบือน

ขณะเดียวกันยังพบว่า นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อดีตประธานรัฐสภา ได้สัมภาษณ์ให้ความเห็นในกรณีดังกล่าวหลายประเด็น ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า นายชวน อาจจะยังไม่ได้ฟังคลิปเต็มๆ จริงๆ ในวันดังกล่าว หรือไม่ก็อาจจะได้ฟังจากคลิปที่ถูกบิดเบือนและตกแต่ง ซึ่งความเป็นจริงการบันทึกเสียงทั้งหมดหรือการกล่าวบนบัลลังก์ คนที่นั่งอยู่ในห้องพิจารณาก็ได้ยินตรงกันว่า “นั่งลงครับ” ทั้งสิ้น

นายจิรายุ ระบุในตอนท้ายว่า ตนในฐานะเคยดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการกิจการศาลฯ ติดตามการทำงานกระบวนการยุติธรรมมาโดยตลอด ไม่มีเหตุผลใดๆ ในกระบวนการยุติธรรมที่จะใช้คำพูดในลักษณะเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นศาลไหนก็ตาม.

“จิรายุ” ย้ำคลิปบิดเบือน อ้างศาลรัฐธรรมนูญบอกนายกฯ “นั่งลงลูก” หลังกล่าวสาบานตน จริงหรือ?

จากกรณีที่ปรากฏคลิปเสียงซึ่งอ้างว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกล่าวกับนายกรัฐมนตรีว่า “นั่งลงลูก” หลังจากการกล่าวคำสาบานตน ได้กลายเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ ล่าสุด นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยยืนยันว่า คำพูดที่แท้จริงที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกล่าวคือ “นั่งลงครับ” ไม่ใช่ “นั่งลงลูก” และมองว่าเป็นการบิดเบือนและตกแต่งเสียง

นายจิรายุย้ำชัด: คลิปบิดเบือน นายกฯ “นั่งลงลูก” ไม่จริง

นายจิรายุได้ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า บุคคลที่อยู่ในห้องพิจารณาคดีในวันดังกล่าวได้ยินตรงกันว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกล่าวว่า “นั่งลงครับ” และไม่มีการใช้คำว่า “ลูก” แต่อย่างใด นอกจากนี้ นายจิรายุยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับความเห็นของนายชวน หลีกภัย อดีตประธานรัฐสภา ซึ่งอาจจะได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องจากคลิปที่ถูกบิดเบือน

ประเด็นสำคัญที่นายจิรายุย้ำคือ กระบวนการยุติธรรมไม่ควรมีการใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสมหรือไม่เป็นทางการ ไม่ว่าจะเป็นศาลใดก็ตาม การบิดเบือนข้อเท็จจริงในลักษณะนี้เป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องและอาจส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลและความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ข้อมูลข่าวสารสามารถเผยแพร่ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย การฟังความเห็นจากหลายฝ่ายและการตรวจสอบข้อเท็จจริงจึงเป็นสิ่งจำเป็นก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อหรือไม่เชื่อข้อมูลใดๆ

กรณี “จิรายุ” ย้ำคลิปบิดเบือน อ้างศาลรัฐธรรมนูญบอกนายกฯ “นั่งลงลูก” หลังกล่าวสาบานตน แสดงให้เห็นว่าการรับข้อมูลข่าวสารเพียงด้านเดียวอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดได้ เราควรพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน และตรวจสอบแหล่งที่มาของข่าวสารเสมอ เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน

ดังนั้น ก่อนที่จะเชื่อหรือแชร์ข้อมูลใดๆ ควรตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ดีเสียก่อน เพื่อป้องกันการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่น

ที่มา – “จิรายุ” ย้ำคลิปบิดเบือน อ้างศาลรัฐธรรมนูญบอกนายกฯ “นั่งลงลูก” หลังกล่าวสาบานตน

“พริษฐ์” มอง “อิ๊งค์” ลาออกก่อน 29 ส.ค. แค่เอาตัวรอด?

“พริษฐ์” ย้ำชัดจุดยืนพรรคประชาชนปมคลิปเสียง “แพทองธาร” คุย “ฮุน เซน” ควรรับผิดชอบตั้งแต่วันนั้น มอง หาก“อิ๊งค์” ลาออกก่อน 29 ส.ค. แค่เอาตัวรอด ชี้ ต้องทบทวนอำนาจองค์กรอิสระ

วันที่ 24 สิงหาคม 2568 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ ที่รัฐสภา ถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กรณีคลิปเสียงสนทนากับ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ว่า ถ้าพูดถึงวันที่ 29 สิงหาคม จุดยืนของตนและพรรคประชาชนมองว่าจำเป็นต้องมีการทบทวนเรื่องขอบเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระที่จะขยายขึ้นมาตั้งแต่ปี 2540 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเราสื่อสารชัดเจนมาโดยตลอด

ดังนั้น ถ้านายกรัฐมนตรีแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองตามที่ควรจะเป็น เรื่องจะไม่ไปถึงศาลรัฐธรรมนูญแต่ต้น ตั้งแต่เกิดเรื่องคลิปเสียงทางตนและพรรคประชาชนเราสื่อสารมาโดยตลอดว่านายกรัฐมนตรีควรจะแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง ไม่ว่าจะทางการยุบสภาหรือลาออกก็ได้

นายพริษฐ์ กล่าวต่อไปว่า แต่แน่นอนตนได้ฟังคำชี้แจงของนายกรัฐมนตรีที่พยายามจะบอกว่า เนื้อหาของคลิปนั้นเป็นเทคนิคการเจรจา แต่เข้าใจว่าอีกมุมประชาชนก็สามารถที่จะถามกลับได้ว่า สิ่งที่คุณอ้างว่าได้พูดคุยกับสมเด็จฮุน เซน นั้นเป็นเทคนิคการเจรจา แต่จริงๆ แล้วคิดอีกแบบหนึ่ง แบบนี้จะไม่กังวลหรือว่าการสื่อสารกับประชาชนในทุกวันนี้ก็คือเทคนิคการเอาตัวรอด แต่ความคิดหนึ่งก็เป็นไปตามที่ได้คุยกับ สมเด็จฮุน เซน ฉะนั้นตนมองว่าพอคำพูดมีการกลับไปกลับมา และเปลี่ยนแปลงไปตามบริบท นั่นก็ย่อมกระทบต่อความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อนายกรัฐมนตรี และคิดว่าความจริงที่นายกรัฐมนตรีควรจะทำแต่วันนั้นคือการยุบสภาหรือลาออก

สำหรับในวันที่ 25 สิงหาคม ที่เป็นวันยื่นแถลงปิดคดีนั้น นายพริษฐ์ ระบุว่า เราไม่ได้มองแค่คำชี้แจงต่อศาลแต่เรามองถึงคำอธิบายของนายกรัฐมนตรีในทุกบริบทที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เรื่องไปถึงศาลรัฐธรรมนูญแล้วในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ก็จะมี 2 แนวทาง คือ ศาลวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง และไม่ให้พ้นจากตำแหน่ง

ถ้าเป็นในกรณีไม่วินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง ตนมองว่าเรื่องก็จะกลับมาที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่าเราจะใช้กลไกสภาฯ อย่างไรในการตรวจสอบการทำหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี ทั้งในบริบทของคลิปเสียง หรือบริบทอื่นๆ ที่ผ่านมา ซึ่งกลไกไม่ว่าจะเป็นการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามมาตรา 151 หรือการอภิปรายทั่วไป ตามมาตรา 152 เป็นกลไกและเครื่องมือที่ฝ่ายค้านสามารถทำได้ แต่ถ้านายกรัฐมนตรีถูกวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง ก็จะเข้าสู่กระบวนการในการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งจุดยืนของพรรคประชาชน อะไรที่เราเคยพูดไปแล้วก็ยังคงยืนยันจุดยืนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป

ส่วนคำถามต่อในกรณีที่นายกรัฐมนตรีลาออกก่อนวันที่ 29 สิงหาคม นายพริษฐ์ ตอบว่า ตนคิดว่านายกรัฐมนตรี ณ วันนี้จนถึงวันที่ 29 สิงหาคม หากตัดสินใจลาออก นั่นชัดเจนว่าเป็นการตัดสินใจลาออกก่อน 29 ส.ค. แค่เอาตัวรอด ความจริงสิ่งที่ประชาชนอยากเห็นตั้งแต่ก่อนหน้านี้คือการลาออกเพื่อรับผิดชอบต่อประชาชน ดังนั้นส่วนตัวมองว่า ถ้าวันนี้นายกรัฐมนตรีลาออก นั่นเป็นการลาออกก่อน 29 ส.ค. แค่เอาตัวรอด.

“อิ๊งค์” ลาออกก่อนศาล รธน. ตัดสิน 29 ส.ค. แค่เพื่อเอาตัวรอด

ทำไมนายพริษฐ์ถึงมองว่า “อิ๊งค์” ลาออกก่อน 29 ส.ค. แค่เอาตัวรอด?

สถานการณ์ทางการเมืองกำลังร้อนระอุ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ที่จะถึงนี้ ประเด็นสำคัญอยู่ที่คลิปเสียงสนทนากับ สมเด็จฮุน เซน ซึ่งนำมาสู่คำถามถึงความเหมาะสมและจริยธรรมทางการเมือง

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา โดยเน้นย้ำว่าหากนายกรัฐมนตรีตัดสินใจลาออกก่อนวันที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน นั่นเป็นการกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบมากกว่าการแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชนอย่างแท้จริง

พรรคประชาชนยังคงยืนยันจุดยืนเดิมในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น ไม่ว่าผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นเช่นไร กลไกสภาผู้แทนราษฎรพร้อมที่จะถูกนำมาใช้เพื่อตรวจสอบการทำหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

การเมืองไทยยังคงต้องจับตาดูกันต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินใจของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ ซึ่งจะมีผลต่ออนาคตทางการเมืองของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้น การที่นายพริษฐ์ออกมาแสดงความคิดเห็นเช่นนี้ ก็เพื่อกระตุ้นเตือนให้นักการเมืองตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อประชาชน และให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศอย่างแท้จริง การลาออกเพื่อหนีปัญหาไม่ใช่ทางออก แต่การเผชิญหน้ากับความจริงและแสดงความรับผิดชอบต่างหากที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้

ที่มา – “พริษฐ์” มองหาก “อิ๊งค์” ลาออกก่อนศาล รธน. ตัดสิน 29 ส.ค. แค่เพื่อเอาตัวรอด

เพื่อไทยมั่นใจ! ตัดสินคดี “อิ๊งค์” 29 ส.ค. ไม่ลาออก

“วิสุทธิ์” เผย ศาลรัฐธรรมนูญนัดตัดสินคดี “อิ๊งค์” 29 ส.ค.นี้ สส.พรรคเพื่อไทยเชื่อมั่นนายกฯ ไม่ชิงลาออก ไม่มีเจตนาร้ายต่อประเทศ ซัดไร้สาระกระพือชื่อ “บิ๊กตู่-อนุทิน”

วันที่ 24 สิงหาคม 2568 นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงกรณีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แกนนำพรรคเพื่อไทย แสดงความเชื่อมั่นจะมีข่าวดีในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยถอดถอน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ว่า พรรคเพื่อไทยยังเชื่อมั่นว่าเป็นไปตามนั้น สส.พรรคเพื่อไทยทุกคนมั่นใจนายกรัฐมนตรีไม่ได้ทำผิดในคลิปเสียงสนทนากับ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ไม่มีเจตนาร้ายต่อประเทศ ไม่ได้อยากให้ไทยรบกับกัมพูชา

ขณะเดียวกัน ยืนยันว่านายกรัฐมนตรีจะไม่ลาออกจากตำแหน่งก่อนถึงวันตัดสินคดี “อิ๊งค์” 29 ส.ค. ไม่ได้ทำผิดจะลาออกทำไม สส.พรรคเพื่อไทย พร้อมให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี และเชื่อว่ายังมีศักยภาพเพียงพอที่จะทำงานต่อได้ แต่มีคนปล่อยข่าวมาตลอด เป็นจินตนาการของฝ่ายตรงข้าม

วิสุทธิ์ ไชยณรุณ
วิสุทธิ์ ไชยณรุณ

ตัดสินคดี “อิ๊งค์” 29 ส.ค. เพื่อไทยมั่นใจไม่ลาออก

ผู้สื่อข่าวถามต่อ พรรคเพื่อไทยเตรียมรับมืออย่างไรหากผลคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญออกมาทางลบ นายกรัฐมนตรีต้องหลุดจากตำแหน่ง นายวิสุทธิ์ ตอบว่า “กรณีนั้นค่อยมาว่ากันอีกทีเมื่อถึงเวลา เรายังเชื่อมั่นนายกฯ ไม่มีความผิด” ส่วนคำถามว่าหากผลคำวินิจฉัยเป็นทางลบ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่จะถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ต้องเป็นชื่อ นายชัยเกษม นิติสิริ จากพรรคเพื่อไทย คนเดียวใช่หรือไม่ นายวิสุทธิ์ ระบุว่า แน่นอนต้องเป็นชื่อนายชัยเกษม ไม่มีเปลี่ยนเป็นคนอื่น ส่วนกระแสข่าวที่มีชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี หรือนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีด้วยนั้น จะเอาชื่อคนอื่นมาทำไม เป็นเรื่องไร้สาระ ใครไม่ชอบนายกรัฐมนตรีก็มักออกมาพูดแบบนี้ ไม่เคยคิดบวก

เพื่อไทยตอบโต้กระแสข่าวลือนายกฯ ลาออกก่อน ตัดสินคดี “อิ๊งค์” 29 ส.ค.

ขณะที่คำถาม ยังไว้ใจพรรคร่วมรัฐบาลได้ใช่หรือไม่ว่าจะไม่ตลบหลังไปสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนอื่นที่ไม่ใช่พรรคเพื่อไทย นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ไว้ใจได้ มั่นใจไม่มีการตลบหลังพรรคเพื่อไทย ที่ผ่านมาพรรคร่วมรัฐบาลก็โหวตลงมติทุกเรื่องไปในทิศทางเดียวกันตลอด อย่างการลงมติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เสียงโหวตรัฐบาลก็ไปทางเดียวกัน ไม่มีปัญหา แม้รัฐบาลจะมีเสียงปริ่มน้ำก็ไว้ใจกันได้ คอยประคองกันไป.

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินคดี “อิ๊งค์” 29 ส.ค. นี้ ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล หากผลการตัดสินออกมาเป็นลบจริง พรรคเพื่อไทยก็คงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และพิจารณาถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

ที่มา – ตัดสินคดี “อิ๊งค์” 29 ส.ค. เพื่อไทยเชื่อไม่ชิงลาออก ซัดไร้สาระกระพือชื่อ “บิ๊กตู่-อนุทิน”

Scroll to top