คนละครึ่งพลัส

เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ซบเซา จับตาคนละครึ่งพลัส

ธปท. คาด “โครงการคนละครึ่งพลัส” หนุน GDP ปี 68 โตมากกว่า 2.2% ส่วนเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ชะลอตัวจากอุตสาหกรรมและการลงทุน แต่เดือนกันยายนฟื้นตัวดีขึ้นจากการท่องเที่ยวและการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์

นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. และนางสาวปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. แถลงภาวะเศรษฐกิจและการเงิน ไตรมาส 3 และเดือนกันยายน 2568 ระบุภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3 ชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้า จากการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ลดลง เนื่องจากบางสินค้าหยุดการผลิตชั่วคราว ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการที่เกี่ยวข้องปรับลดลงไปด้วย ประกอบกับการลงทุนในภาคเอกชน ก็ลดลง -1.0% และรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง -0.5% ขณะที่การส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นจากหมวดอิเล็กทรอนิกส์ 0.7%

อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบเฉพาะกับเดือนสิงหาคม พบว่าในเดือนกันยายนเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับกิจกรรมในภาคบริการปรับเพิ่มขึ้นทั้งในภาคการค้าและ การขนส่ง ด้านการท่องเที่ยวก็ขยายตัวมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น 5.8% และรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น 12.6% โดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวระยะใกล้ และการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมทองคำขยายตัว 0.9% จากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตาม อุปสงค์ในประเทศชะลอลงทั้งการลงทุนลดลง 4.5% และการบริโภคภาคเอกชน ลดลง -0.8%

ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในไตรมาสที่ 3 ติดลบ 0.74% จากหมวดอาหารสดและพลังงาน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวก ตลาดแรงงานโดยรวมทรงตัวและดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล ส่วนในเดือนกันยายน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบน้อยลงจากเดือนก่อนเล็กน้อย จากเงินเฟ้อหมวดพลังงานที่ผลของฐานสูงในปีก่อนทยอยลดลง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นบวกลดลงจากเดือนก่อนส่วนหนึ่งจากการทำโปรโมชั่นอาหารโทรสั่งและของใช้ส่วนตัว ด้านตลาดแรงงานโดยรวมทรงตัว และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลจากดุลการค้า

นอกจากนี้ ธปท. ยังได้สอบถามความเห็นผู้ประกอบการถึงแนวโน้มธุรกิจในไตรมาส 4 โดยผู้ประกอบการประเมินว่า ภาคธุรกิจจะปรับตัวดีขึ้นกว่าไตรมาสก่อน จากมาตรการภาครัฐที่มีส่วนช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นและการใช้จ่าย เช่น คนละครึ่งพลัส ที่ช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่น การใช้จ่ายของผู้บริโภค ขณะที่ธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว ขยายตัวตามการเข้าสู่ฤดูการท่องเที่ยว โดยเห็นยอดจองล่วงหน้าจากนักท่องเที่ยวต่างชาติและคาดว่ามาตรการภาคเที่ยวไทยคนละครึ่ง เที่ยวดีมีคืน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการท่องเที่ยวของคนไทยเพิ่มขึ้น

สำหรับประมาณการเศรษฐกิจ ปี 2568 ของ ธปท. คาดการณ์ไว้ที่ 2.2% โดยได้รวมมาตรการคนละครึ่งพลัสและการเปิดตลาดสินค้านำเข้าจากสหรัฐเพิ่มขึ้นเป็น 99% จากเดิม 90% เข้าไปในประมาณการเศรษฐกิจแล้ว อย่างไรก็ตามยังต้องรอดูผลจากมาตรการคนละครึ่งพลัส หากมีการจับจ่ายใช้สอยมากกว่าที่คาด อาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยทั้งปี 2568 เติบโตมากกว่า 2.2%

ส่วนกรณีเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ เช่น ถั่วเหลือง และข้าวโพด เพื่อใช้ในการเลี้ยงสัตว์ ทางรัฐบาลมีแนวการบริหารจัดการ โดยจะนำเข้าช่วงที่ไม่ใช่ฤดูการเก็บของไทย จึงน่าจะไม่กระทบกับเกษตรกรไทย ยืนยันว่าการส่งออกที่โตขึ้น ไม่เกี่ยวข้องกับสินค้าสวมสิทธิ์ แต่การส่งออกที่เพิ่มขึ้นมาจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นวัฏจักรขาขึ้นในขณะนี้เท่านั้น

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ซบเซา จับตาคนละครึ่งพลัส

“คนละครึ่งพลัส” จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงหรือ?

การที่เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ชะลอตัวลงนั้น เป็นสิ่งที่น่ากังวล แต่การที่ ธปท. คาดการณ์ว่าโครงการคนละครึ่งพลัส จะช่วยหนุน GDP ปี 68 ให้โตมากกว่า 2.2% ก็เป็นสัญญาณที่ดี มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ที่รัฐบาลออกมานั้นมีส่วนสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวน

อย่างไรก็ตาม การพึ่งพามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมการลงทุน และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำควบคู่กันไป เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

การจับตาดูผลของมาตรการคนละครึ่งพลัส จึงเป็นสิ่งที่ควรทำ เพื่อประเมินผลกระทบที่แท้จริงต่อเศรษฐกิจ และปรับปรุงนโยบายให้เหมาะสมต่อไป

ที่มา – ธปท. เผยเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ซบเซา จับตา “คนละครึ่งพลัส” หนุน GDP ปี 68 โตมากกว่า 2.2%

คนละครึ่งพลัส: ใช้ไม่ถึง 200 ทบยอดได้!

โครงการคนละครึ่งพลัสยังคงเป็นที่นิยมและมีประโยชน์ต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดรัฐบาลได้ออกมายืนยันถึงความยืดหยุ่นในการใช้สิทธิ์ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดจากโครงการนี้

คนละครึ่งพลัส: ใช้ไม่ถึง 200 ทบยอดได้!

น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกรัฐบาล ได้ออกมาเน้นย้ำเกี่ยวกับโครงการ คนละครึ่งพลัส ว่าหากวันไหนใช้จ่ายไม่ถึง 200 บาท ยอดเงินส่วนที่เหลือจะไม่ถูกตัดทิ้ง แต่จะถูกทบไปใช้ในวันถัดไปได้ ทำให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิ์ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยตลอดระยะเวลาของโครงการ

รายละเอียดสำคัญเกี่ยวกับ คนละครึ่งพลัส

เพื่อให้ประชาชนเข้าใจถึงรายละเอียดที่สำคัญของโครงการ คนละครึ่งพลัส มากยิ่งขึ้น สรุปประเด็นหลักๆ ได้ดังนี้:

  • ไม่มีการตัดสิทธิ์หากใช้ไม่ถึง 200 บาทต่อวัน: ไม่ต้องกังวลว่าหากวันไหนไม่ได้ใช้จ่ายเต็มจำนวน 200 บาท จะถูกตัดสิทธิ์
  • ทยอยยกยอดไปใช้ได้: ยอดเงินที่เหลือในแต่ละวัน จะถูกยกไปรวมกับยอดเงินในวันถัดไป
  • ใช้ได้ถึง 31 ธันวาคม 2568: โครงการเปิดให้ใช้สิทธิ์ได้จนถึงสิ้นปี 2568

รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยมุ่งเน้นการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และส่งเสริมรายได้ให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งคนละครึ่งพลัสถือเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่ตอบโจทย์เป้าหมายเหล่านี้

ประชาชนสามารถใช้สิทธิ์ร่วมจ่าย 50% ผ่านแอปพลิเคชัน G-Wallet ในร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าทั่วไป ร้านบริการรายย่อย เช่น ร้านตัดผม ร้านนวดแผนไทย ร้านซักรีด ร้านอาหาร คาเฟ่ และบริการเดลิเวอรีต่างๆ ทำให้การใช้จ่ายสะดวกและหลากหลายมากยิ่งขึ้น

น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ประชาชนสามารถใช้สิทธิ์ได้อย่างต่อเนื่องภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกตัดสิทธิ์หากใช้จ่ายไม่ครบ 200 บาทต่อวัน และขอเชิญชวนให้ประชาชนใช้สิทธิ์อย่างทั่วถึง เพื่อเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชน สนับสนุนธุรกิจรายย่อยให้เข้มแข็ง และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

โครงการคนละครึ่งพลัสจึงเป็นอีกหนึ่งโครงการดีๆ ที่รัฐบาลตั้งใจมอบให้แก่ประชาชน เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการรายย่อย หากใครที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิ์ ก็อย่าลืมใช้สิทธิ์ให้เต็มที่ก่อนหมดเขต 31 ธันวาคม 2568 นะคะ

ที่มา – ย้ำใช้คนละครึ่งพลัสไม่ถึงวันละ 200 บาท ยอดถูกทบไปใช้วันถัดไปได้

“ลอยกระทง 2568” ไม่คึกคัก หอการค้าไทยชี้!

หอการค้าไทย ประเมินสถานการณ์ “ลอยกระทง 2568” ปีนี้อาจจะไม่คึกคักเท่าที่ควร โดยคาดการณ์ว่าเม็ดเงินสะพัดจะอยู่ที่ 9.6 พันล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ปัจจัยหลักมาจากสถานการณ์ปัจจุบัน รวมถึงความรู้สึกของผู้บริโภคในช่วงเวลาดังกล่าว ในขณะที่โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ยังไม่สามารถกระตุ้นการใช้จ่ายได้เท่าที่ควร

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้เปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมและการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงวัน “ลอยกระทง 2568” พบว่าบรรยากาศโดยรวมอาจจะไม่สดใสเท่าปีก่อนๆ แม้ว่ากิจกรรมตามประเพณีจะยังคงมีอยู่ แต่ผู้บริโภคส่วนใหญ่แสดงความเห็นว่าอาจจะไม่ได้ออกไปร่วมงาน เนื่องจากความรู้สึกอยู่ในช่วงไว้อาลัยและความโศกเศร้า ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการใช้จ่ายที่คาดว่าจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ตัวเลขคาดการณ์เม็ดเงินสะพัด 9,677 ล้านบาทนั้น หดตัวลงถึง 6.5% เมื่อเทียบกับปีที่แล้วที่มีมูลค่า 10,355 ล้านบาท และถือเป็นการขยายตัวติดลบครั้งแรกในรอบ 4 ปี ยิ่งไปกว่านั้น ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นสถิติต่ำสุดในรอบ 10 ปีอีกด้วย สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลสำคัญ

“ลอยกระทง 2568” เงินสะพัดน้อย หอการค้าไทยกังวล

สำหรับคำอธิษฐานในการลอยกระทงปีนี้ ส่วนใหญ่ประชาชนตั้งใจที่จะขอส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย และขอให้ในหลวงรัชกาลที่ 10 พระราชินี รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์มีพระพลานามัยแข็งแรง

ในส่วนของโครงการคนละครึ่งพลัสและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แม้ว่าประชาชนส่วนใหญ่จะตอบว่าจะนำไปใช้จ่ายในช่วง “ลอยกระทง 2568” แต่จากข้อมูลการใช้จ่ายในช่วงแรกที่ผ่านมา พบว่ายอดการใช้จ่ายยังค่อนข้างน้อย (ประมาณ 750 ล้านบาท) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าส่วนใหญ่เป็นการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากกว่าที่จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเทศกาล

ปัจจัยที่ทำให้ “ลอยกระทง 2568” ไม่คึกคัก

หนึ่งในสาเหตุสำคัญคือการที่ร้านค้าเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสยังมีจำนวนน้อย (ประมาณ 6 แสนราย หรือ 20% ของ SMEs ทั้งประเทศ) ทำให้รัฐบาลควรเร่งเปิดลงทะเบียนร้านค้าเพิ่มเติม เพื่อให้โครงการนี้สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยประคอง GDP ของประเทศให้เติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ (ประมาณ 2%)

  • เศรษฐกิจชะลอตัว: สภาพเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค
  • ความรู้สึกของผู้บริโภค: สถานการณ์ต่างๆ ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย
  • โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ: โครงการต่างๆ ของรัฐบาลยังไม่สามารถดึงดูดให้ประชาชนใช้จ่ายอย่างเต็มที่

โดยรวมแล้ว แม้ว่าเทศกาล “ลอยกระทง 2568” จะยังคงมีความสำคัญทางวัฒนธรรมและประเพณี แต่ในแง่ของเศรษฐกิจอาจจะไม่สามารถสร้างความคึกคักได้เท่าที่ควร รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงควรพิจารณามาตรการเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ที่มา – “หอการค้าไทย” ชี้ “ลอยกระทง 2568” ไม่คึกคัก คาดเงินสะพัด 9.6 พันล้าน ต่ำสุดในรอบ 10 ปี

สศค. คาด GDP ไทยปี 68 โตจาก “คนละครึ่งพลัส”

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยปี 2568 เป็นโต 2.4% โดยได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในช่วงปลายปี โดยเฉพาะโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ในขณะที่ GDP ปี 2569 คาดว่าจะชะลอตัวลงเหลือ 2% เนื่องจากการเร่งส่งออกเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการภาษีของสหรัฐฯ สศค. ยังคงเชิญชวนให้ร้านค้าต่างๆ เข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” อย่างต่อเนื่อง

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการ สศค. ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า แนวโน้ม GDP ไทยปี 2568 คาดว่าจะเติบโต 2.4% ปรับเพิ่มขึ้นจากการคาดการณ์ครั้งก่อนที่ 2.2% โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ 1.9-2.9% ปัจจัยหลักมาจากแรงหนุนของโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เช่น โครงการ “คนละครึ่งพลัส” และการขยายตัวของการส่งออกสินค้าในรูปสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ 10% รวมถึงการเร่งส่งออกของภาคเอกชนตลอดทั้งปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ และจีนในไตรมาส 3 ปี 2568

ในส่วนของอัตราเงินเฟ้อทั่วไป คาดว่าจะอยู่ที่ -0.2% ลดลงจากประมาณการครั้งก่อน เนื่องจากราคาพลังงานที่ลดลง ทั้งค่าไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายของรัฐบาลและการปรับตัวลดลงของราคาพลังงานในตลาดโลก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะยังคงติดลบต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาส 2 ปี 2569 และอาจจะไม่เข้าสู่กรอบเงินเฟ้อขั้นต่ำที่ 1% อย่างไรก็ตาม ธปท. มองว่ามาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลดำเนินการจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในไตรมาส 4 และส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวดีขึ้นได้

ถึงแม้จะมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินฝืดที่อาจเกิดขึ้น แต่ สศค. ยังไม่เห็นสัญญาณที่ชัดเจนของภาวะดังกล่าว โดยภาวะเงินฝืดจะต้องประกอบด้วยอัตราเงินเฟ้อติดลบ การชะลอตัวของ GDP และกำลังซื้อที่ลดลง อย่างไรก็ตาม มาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลได้ออกมาในช่วงไตรมาส 4 จะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน นอกจากนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2568 คาดว่าจะอยู่ที่ 33.5 ล้านคน สร้างรายได้ 1.56 ล้านล้านบาท โดยมีค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวเฉลี่ย 46,570 บาทต่อคนต่อทริป

สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ส่งสัญญาณที่ดีขึ้น ทำให้คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังจะเติบโตในอัตราที่สูงขึ้น โดยมาตรการต่างๆ ที่ออกมา เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการคนละครึ่งพลัส มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังเติบโตเกิน 1% อย่างแน่นอน

ในส่วนของปี 2569 สศค. คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวลงเหลือ 2.0% โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ 1.5-2.5% เนื่องจากการเร่งส่งออกเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ทำให้คาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าจะหดตัวลง -1.5%

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศไทย 35.5 ล้านคน สร้างรายได้จากภาคการท่องเที่ยว 1.68 ล้านล้านบาท โดยมีค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวเฉลี่ย 47,280 บาทต่อคนต่อทริป นอกจากนี้ การบริโภคที่ขยายตัวดีขึ้นที่ 2.4% และการลงทุนภาครัฐที่ขยายตัว 3.0% จากการเร่งเบิกจ่ายและลงทุนภาครัฐ จะเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2569

สศค. คาด GDP ไทยปี 2568 โต 2.4% จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “คนละครึ่งพลัส”

นายวินิจ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงการคลังร่วมกับธนาคารกรุงไทยมีระบบ Data Analytics เพื่อตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัย หากพบข้อมูลและหลักฐานเพียงพอ จะระงับการใช้สิทธิ์และระงับการจ่ายเงินร้านค้า พร้อมดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยจะไม่มีการยอมความ เพื่อให้มั่นใจว่าการซื้อขายในโครงการเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เบื้องต้นได้เริ่มระงับสิทธิ์ผู้ต้องสงสัยที่เป็นร้านค้าไปแล้วประมาณ 6-7 ราย แต่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีที่จับกุม 3 รายก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม จะต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงถึงธุรกรรมที่ต้องสงสัยว่ามาจากสาเหตุใด หากสามารถชี้แจงได้ก็จะให้โอกาสคืนสิทธิ์ในการเข้าร่วมโครงการฯ

สำหรับโครงการคนละครึ่งพลัส มีการใช้จ่ายที่กระจายตัวทั่วประเทศ โดยพื้นที่กรุงเทพมหานครมีการใช้จ่ายมากที่สุด รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในขณะที่ภาคตะวันตกมีการใช้จ่ายน้อยที่สุด เนื่องจากจำนวนร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ มีจำนวนน้อย ปัจจุบันมีร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ประมาณ 696,000 ร้านค้า สศค. จึงขอเชิญชวนให้ร้านค้าต่างๆ ยังมีเวลาในการเข้าร่วมโครงการฯ และย้ำว่า โครงการคนละครึ่งพลัส ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะหลอกให้ใครมาติดกับดักเพื่อเสียภาษี แต่เป็นโอกาสที่จะทำให้ร้านค้ามีลูกค้าเพิ่มมากขึ้น จึงจะไม่มีการเก็บภาษีร้านค้าย้อนหลังอย่างแน่นอน นอกจากนี้ ในช่วงต่อไป จะมีการอัพสกิลให้กับร้านค้าในแอปพลิเคชันถุงเงิน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียด เพื่อให้ร้านค้ามีการปรับตัว เข้าถึงเทคโนโลยี และทำบัญชีรายรับรายจ่ายออนไลน์ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเข้าถึงสินเชื่อและแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบ

ในส่วนของระบบการจ่ายเงิน เช่น การจ่ายเงินกับรถไฟฟ้า ยังคงยืนยันให้เป็นไปตามเกณฑ์เดิม นายวินิจยอมรับว่าการทำโครงการคนละครึ่งพลัสในครั้งนี้ มีเวลาค่อนข้างจำกัด จึงเลือกใช้โมเดลเดิม อย่างไรก็ตาม ในอนาคต หากมีการพิจารณาโครงการคนละครึ่งในเฟสต่อไป อาจจะมีการหาวิธีการที่สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยยืนยันว่าขั้นตอนที่ทำอยู่มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการทุจริต

“คนละครึ่งพลัส” ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงหรือ?

โครงการ “คนละครึ่งพลัส” เป็นเเรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ เเต่ทั้งนี้การเติบโตของ GDP ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องพิจารณาควบคู่กันไปด้วย

ที่มา – สศค. คาด GDP ไทยปี 2568 โต 2.4% จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “คนละครึ่งพลัส”

สคบ. คุมฟู้ดเดลิเวอรี “คนละครึ่งพลัส” สกัดขึ้นราคา

สถานการณ์ราคาสินค้าและบริการที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ทำให้ผู้บริโภคต้องเผชิญกับความท้าทายในการใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการส่งเสริมการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ล่าสุด สคบ. ได้ออกมาตรการควบคุมฟู้ดเดลิเวอรี “คนละครึ่งพลัส” เพื่อป้องกันร้านค้าฉวยโอกาสขึ้นราคา

รมต.สำนักนายกฯ ได้เรียก ช้อปปี้ แกร็บ ไลน์แมน มาหารือเพื่อควบคุมร้านค้าที่ขายอาหารไม่ให้ขึ้นราคากับลูกค้าที่สั่งฟู้ดเดลิเวอรี “คนละครึ่งพลัส” พร้อมทั้งขอความร่วมมือในการจัดโปรโมชั่นส่วนลดเพิ่มเติม เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์สูงสุด

นายสันติ ปิยะทัต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า สคบ. ได้ร่วมมือกับ 3 แพลตฟอร์ม ได้แก่ บริษัท ช้อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท แกร็บแท็กซี่ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ไลน์แมน (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อกำหนดมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคที่สั่งฟู้ดเดลิเวอรี “คนละครึ่งพลัส” ผ่านแพลตฟอร์มในโครงการคนละครึ่งพลัส ที่จะเริ่มในวันที่ 7 พ.ย. 2568 โดยกำชับให้ช่วยคุมราคาอาหารไม่ให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการขายเกินราคา ด้วยการปิดระบบแก้ไขเมนูของร้านค้า เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคา และขอให้จัดโปรโมชันส่วนลดให้กับผู้บริโภค ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคได้ส่วนลด 2 เด้ง คือได้ส่วนลด 50% จากการซื้ออาหาร สูงสุดไม่เกิน 200 บาทต่อวัน จากโครงการคนละครึ่งพลัส และส่วนลดเพิ่มเติมจากแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมทั้งขอให้ลดค่า GP หรือ ค่าธรรมเนียมที่แพลตฟอร์มเก็บจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส

นอกจากนี้ ยังมีแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่เข้าร่วมอีก 2 ราย ได้แก่ บริษัท ลาซาด้า จำกัด บริษัท ติ๊กต็อก ช็อป (ประเทศไทย) จำกัด โดยได้กำชับแพลตฟอร์มทั้ง 5 ราย เฝ้าระวังการจัดจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า หรือสินค้าที่ผิดกฎหมายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยใช้เทคโนโลยี AI มาช่วยตรวจจับ ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เพื่อป้องกันและปราบปรามในทุกแพลตฟอร์ม โดยภาครัฐหลายหน่วยงาน เช่น สคบ. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้มีการเดินหน้าป้องกันและปราบปรามอย่างจริงจัง

นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กล่าวว่า สคบ. ได้เปิดช่องทางร้องทุกข์เพิ่มเติมจากสายด่วน เพิ่มอีก 10 สาย เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภคที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากโครงการฟู้ดเดลิเวอรี “คนละครึ่งพลัส” พร้อมเร่งรัดเรื่องร้องเรียนเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยทันที เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

สคบ. คุมเข้ม ฟู้ดเดลิเวอรี “คนละครึ่งพลัส” ป้องกันการขึ้นราคา

มาตรการควบคุมราคาฟู้ดเดลิเวอรี “คนละครึ่งพลัส” ของ สคบ. ถือเป็นความพยายามที่จะรักษาสมดุลระหว่างการส่งเสริมการขายและการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงอาหารและสินค้าในราคาที่เป็นธรรม

มาตรการสำคัญในการควบคุมฟู้ดเดลิเวอรี “คนละครึ่งพลัส”

  • ปิดระบบแก้ไขเมนูของร้านค้า: เพื่อป้องกันร้านค้าฉวยโอกาสขึ้นราคา
  • จัดโปรโมชั่นส่วนลดเพิ่มเติม: เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับส่วนลด 2 เด้ง
  • ลดค่า GP: ลดภาระค่าใช้จ่ายของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ
  • เฝ้าระวังการจำหน่ายสินค้าผิดกฎหมาย: ป้องกันการหลอกลวงผู้บริโภค
  • เพิ่มช่องทางร้องทุกข์: อำนวยความสะดวกในการร้องเรียนและแก้ไขปัญหา

การดำเนินการของ สคบ. ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคและการสร้างความเป็นธรรมในการซื้อขายสินค้าและบริการออนไลน์ ผู้บริโภคควรติดตามข่าวสารและใช้สิทธิของตนเองอย่างเต็มที่ หากพบว่ามีการเอารัดเอาเปรียบหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม

ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้บริโภค จะช่วยให้โครงการฟู้ดเดลิเวอรี “คนละครึ่งพลัส” เป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

ที่มา – สคบ.คุม ฟู้ดเดลิเวอรี “คนละครึ่งพลัส” สั่งปิดแก้เมนู ป้องกันร้านค้าขึ้นราคา

เอกนิติยัน คนละครึ่งพลัส เฟส 2 มาแน่!

โครงการ คนละครึ่งพลัส เฟส 2 มาแน่! นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันถึงความคืบหน้าของโครงการนี้ พร้อมเผยผลสำเร็จวันแรกที่เงินหมุนเวียนสะพัดถึง 1,500 ล้านบาท ต้องขอบคุณแรงสนับสนุนจากประชาชนทุกคน

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ณ ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติได้กล่าวถึงบรรยากาศโครงการคนละครึ่งพลัส หลังจากเปิดตัววันแรก (29 ตุลาคม 2568) ว่ามีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจถึง 1,500 ล้านบาท โดยมีประชาชนใช้สิทธิ์ถึง 1.6 ล้านคน และมีร้านค้าเข้าร่วมโครงการประมาณ 6 แสนราย นายเอกนิติได้แสดงความขอบคุณต่อทุกภาคส่วนที่ให้การสนับสนุนโครงการนี้อย่างดีเยี่ยม และย้ำว่าร้านค้ายังสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้จนถึงวันที่ 19 ธันวาคม

คนละครึ่งพลัส เฟส 2 มาแน่

สำหรับผู้ที่พลาดโอกาสในเฟสแรก นายเอกนิติกล่าวว่าไม่ต้องกังวล เพราะสามารถรอโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ได้เลย เนื่องจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้เตรียมความพร้อมสำหรับเฟสต่อไปแล้ว

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ คนละครึ่งพลัส เฟส 2

แม้ว่ารายละเอียดของ คนละครึ่งพลัส เฟส 2 ยังไม่ได้รับการเปิดเผยอย่างเป็นทางการทั้งหมด แต่คาดการณ์ว่าจะมีรูปแบบและเงื่อนไขคล้ายกับเฟสแรก โดยรัฐบาลจะร่วมจ่ายค่าสินค้าและบริการกับประชาชนในอัตราส่วนที่กำหนด เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย

สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับโครงการคนละครึ่งพลัส:

  • โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
  • รัฐบาลช่วยจ่ายค่าสินค้าและบริการให้ประชาชน
  • ร้านค้ารายย่อยได้รับประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของยอดขาย
  • ประชาชนสามารถใช้จ่ายได้อย่างคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น

วิธีเตรียมตัวรอ คนละครึ่งพลัส เฟส 2:

  • ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้
  • เตรียมเอกสารที่จำเป็นสำหรับการลงทะเบียน (หากมีการกำหนด)
  • ทำความเข้าใจเงื่อนไขและวิธีการใช้สิทธิ์ของโครงการ
  • วางแผนการใช้จ่ายล่วงหน้าเพื่อให้คุ้มค่าที่สุด

โครงการคนละครึ่งเป็นโครงการที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม การกลับมาของโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 จึงเป็นข่าวดีสำหรับทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ

ดังนั้น อย่าลืมติดตามข่าวสารและเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อคว้าโอกาสจากโครงการดีๆ อย่าง คนละครึ่งพลัส เฟส 2 นะคะ!

ที่มา – “เอกนิติ” ยัน คนละครึ่งพลัส เฟส 2 มาแน่ วันแรกคนแห่ใช้ ทำเงินสะพัด 1.5 พันล้าน

คนละครึ่งพลัส: เริ่มใช้แล้ว! อย่าลืมใช้สิทธิ

โครงการ “คนละครึ่งพลัส” เปิดให้ใช้จ่ายวันแรกแล้ว! ใครที่ลงทะเบียนไว้ อย่าลืมใช้สิทธิครั้งแรกภายในวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้นะครับ ไม่งั้นจะเสียสิทธิไปเลยนะ!

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ได้ออกมาอัพเดทความคืบหน้าเกี่ยวกับการลงทะเบียนและการใช้จ่ายของประชาชน รวมถึงความคืบหน้าการลงทะเบียนร้านค้าในโครงการคนละครึ่งพลัสครับ

คนละครึ่งพลัส เริ่มต้นใช้จ่ายแล้ววันนี้!

สำหรับใครที่ลงทะเบียนโครงการคนละครึ่งพลัสไว้แล้ว สามารถเริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึง 31 ธันวาคม 2568 (เวลา 06.00 – 23.00 น.) ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” โดยจะได้รับเงินสนับสนุนค่าอาหาร, เครื่องดื่ม, สินค้า และบริการที่กำหนดในอัตราร้อยละ 50 แต่ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน ทั้งนี้ ผู้ที่ยื่นภาษี ภ.ง.ด. 90, 91 หรือ 95 ในปีภาษี 2567 จะได้รับสิทธิไม่เกิน 2,400 บาทต่อคน ส่วนประชาชนทั่วไปจะได้รับสิทธิไม่เกิน 2,000 บาทต่อคน ตลอดโครงการ

ทางธนาคารกรุงไทยฯ ก็ได้เตรียมความพร้อมของระบบเพื่อรองรับการใช้งานแอปฯ เป๋าตังแล้วครับ แต่เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการใช้งานหนาแน่นในวันแรก แนะนำให้สมัครบริการ G-Wallet ในแอปฯ เป๋าตัง และเติมเงินไว้ล่วงหน้า จะได้ใช้จ่ายได้สะดวกราบรื่นยิ่งขึ้น

สำคัญ! ต้องใช้สิทธิคนละครึ่งพลัสครั้งแรกภายใน 11 พฤศจิกายนนี้

ย้ำกันอีกครั้งนะครับว่า ผู้ที่ได้รับสิทธิต้องใช้สิทธิโครงการคนละครึ่งพลัส โดยซื้อสินค้าหรือบริการครั้งแรกผ่านแอปฯ เป๋าตัง ภายในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 หากเลยกำหนดนี้ จะถือว่าสละสิทธิและถูกตัดสิทธิจากโครงการทันที

นอกจากนี้ ยังสามารถสั่งอาหารหรือเครื่องดื่มจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการผ่านแอปฯ Food Delivery ได้ด้วยนะครับ โดยเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป (เวลา 06.00 – 21.00 น.) ซึ่งมีผู้ให้บริการที่เข้าร่วมโครงการ 4 ราย ได้แก่

  • Grab
  • Lineman
  • ShopeeFood
  • Robinhood

สำหรับร้านค้าที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ ยังสามารถลงทะเบียนได้เรื่อยๆ จนถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2568 นะครับ และร้านค้าที่ลงทะเบียนแล้ว อย่าลืมตรวจสอบการยินยอมรับทราบข้อตกลงในแอปฯ ถุงเงินด้วยนะครับ

โครงการคนละครึ่งพลัสนี้ ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก และมีการปรับเพิ่มวงเงินสิทธิเป็น 200 บาทต่อคนต่อวัน ทำให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ จะได้รับประโยชน์ไปด้วย กระทรวงการคลังจึงขอเชิญชวนร้านค้าสมัครเข้าร่วมโครงการฯ ครับ

โครงการนี้เป็นอีกหนึ่งโครงการดีๆ ที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และช่วยเหลือค่าใช้จ่ายของประชาชนได้เป็นอย่างดี อย่าลืมใช้สิทธิที่มีอยู่ให้คุ้มค่า และสนับสนุนร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการกันนะครับ!

ที่มา – “คนละครึ่งพลัส” เปิดให้ใช้จ่ายวันแรกแล้ว ย้ำต้องใช้สิทธิครั้งแรกภายใน 11 พ.ย.นี้

คนละครึ่งพลัส ใช้ใน 7-11 ได้ไหม? เช็กเลย!

ไขข้อสงสัยยอดฮิต! โครงการ “คนละครึ่งพลัส” สามารถใช้สิทธิที่ร้าน “เซเว่นอีเลฟเว่น” ได้หรือไม่? มาเช็กเงื่อนไขให้ชัดเจนกันว่าซื้อสินค้าอะไรได้บ้างและอะไรที่ไม่ได้!

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นวันแรกของการเริ่มใช้สิทธิโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” โครงการนี้มีจุดประสงค์เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน เพิ่มกำลังซื้อ และสนับสนุนร้านค้ารายย่อย เพื่อกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทย

คนละครึ่งพลัส ใช้ใน 7-11 ได้ไหม

หลายคนคงสงสัยว่า คนละครึ่งพลัส ใช้ใน 7-11 ได้ไหม คำตอบคือ ไม่ได้! แต่ไม่ต้องเสียใจไป มาดูกันว่าสินค้าและบริการอะไรบ้างที่เข้าร่วมโครงการนี้ได้:

สินค้าและบริการที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส

  • อาหารและเครื่องดื่ม: อิ่มอร่อยกับร้านค้ามากมายที่ร่วมโครงการ
  • สินค้าทั่วไป: เลือกซื้อของใช้จำเป็นได้หลากหลาย
  • บริการขนส่งสาธารณะ: เดินทางสะดวกสบายยิ่งขึ้น
  • บริการนวด: ผ่อนคลายความเมื่อยล้า
  • สปา: ปรนนิบัติผิวพรรณ
  • ทำเล็บทำผม: เสริมความงามให้ตัวเอง

สินค้าและบริการที่ไม่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส

  • สลากกินแบ่งรัฐบาล: ไม่สามารถใช้สิทธิซื้อลอตเตอรี่ได้
  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์: งดใช้สิทธิกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด
  • ผลิตภัณฑ์ยาสูบ: บุหรี่และผลิตภัณฑ์ยาสูบอื่นๆ ไม่เข้าร่วมโครงการ
  • บัตรกำนัล: ไม่สามารถใช้ซื้อบัตรกำนัลได้
  • บัตรเงินสด: บัตรเงินสดทุกประเภทไม่ร่วมรายการ
  • บริการอื่นๆ ที่เป็นการชำระล่วงหน้า: ไม่สามารถใช้สิทธิกับบริการที่ต้องชำระเงินล่วงหน้า

สาเหตุที่ คนละครึ่งพลัส ใช้ใน 7-11 ได้ไหม ถึงไม่ได้นั้น เป็นเพราะเงื่อนไขของโครงการกำหนดไว้ว่าร้านค้าที่เข้าร่วมจะต้องเป็นบุคคลธรรมดา ร้านค้าทั่วไป หรือนิติบุคคลขนาดเล็กระดับไมโครเอสเอ็มอี ที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี

ในขณะที่ เซเว่นอีเลฟเว่น เป็นร้านสะดวกซื้อขนาดใหญ่ที่มีสาขาทั่วประเทศ และมีรายได้ต่อปีเกิน 1.8 ล้านบาท ทำให้ไม่ตรงตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้ จึงไม่สามารถเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสได้

ถึงแม้ว่าเซเว่นอีเลฟเว่นจะไม่เข้าร่วมโครงการ แต่ก็ยังมีร้านค้ารายย่อย ร้านอาหารริมทาง และผู้ให้บริการอีกมากมายที่เข้าร่วมโครงการ คนละครึ่งพลัส ให้คุณได้เลือกใช้สิทธิอย่างคุ้มค่า อย่าลืมตรวจสอบรายชื่อร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังก่อนใช้จ่าย เพื่อให้คุณไม่พลาดสิทธิประโยชน์ดีๆ จากภาครัฐ

ดังนั้น ถึงแม้จะ คนละครึ่งพลัส ใช้ใน 7-11 ได้ไหม คำตอบคือไม่ได้ แต่ก็ยังมีทางเลือกอีกมากมายให้ใช้สิทธิได้อย่างคุ้มค่าแน่นอน!

ที่มา – คนละครึ่งพลัส ใช้ใน 7-11 ได้ไหม เช็กเงื่อนไขชัดๆ ซื้อสินค้าอะไรได้-ไม่ได้บ้าง

ตร.เตือน! แลกเงินสด “คนละครึ่งพลัส” ผิดกฎหมาย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตือนประชาชนและร้านค้าที่นำสิทธิ “คนละครึ่งพลัส” ไปแลกเงินสดโดยไม่ได้มีการซื้อขายจริง อาจเข้าข่ายการฉ้อโกง ซึ่งมีโทษทั้งจำและปรับ

ตร. เตือนนำสิทธิ “คนละครึ่งพลัส” ไปแลกเงินสด เข้าข่ายฉ้อโกง มีโทษทั้งจำทั้งปรับ

พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาเปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยประชาชนที่อาจกระทำผิดโดยไม่รู้ตัว จากการใช้สิทธิในโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ในทางที่ผิดวัตถุประสงค์ ซึ่งในช่วงวันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึง 31 ธันวาคม 2568 รัฐบาลได้จัดโครงการนี้ขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาภาระค่าครองชีพในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจชะลอตัว โดยให้วงเงินสำหรับซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น

จากโครงการคนละครึ่งในอดีต (ปี 2563-2564) พบว่ามีประชาชนและร้านค้าบางส่วนใช้สิทธิอย่างไม่ถูกต้อง โดยการนำสิทธิไปแลกเป็นเงินสด หรือสมรู้ร่วมคิดกันในการใช้สิทธิโดยที่ไม่มีการซื้อขายสินค้าจริงเกิดขึ้น

การกระทำดังกล่าวถือเป็นการ “แสดงข้อความอันเป็นเท็จ” และเข้าข่ายความผิดฐาน “ฉ้อโกง” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ ผู้กระทำผิดอาจถูกระงับสิทธิในการเข้าร่วมโครงการอื่นๆ ของรัฐ และต้องชดใช้เงินคืนให้กับรัฐอีกด้วย

โทษของการนำสิทธิ “คนละครึ่งพลัส” ไปแลกเงินสด

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงขอเตือนประชาชนที่ได้รับสิทธิ“คนละครึ่งพลัส” ห้ามนำสิทธินี้ไปขายต่อให้ผู้อื่น หรือใช้สิทธิโดยไม่มีการซื้อขายสินค้าจริง เพราะถือว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมาย หากพบเห็นพฤติกรรมดังกล่าว สามารถแจ้งเบาะแสการทุจริตได้ที่สายด่วน 191 หรือสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

เพื่อให้เข้าใจถึงความผิดและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น มาดูกันว่าการกระทำลักษณะนี้ผิดกฎหมายอย่างไรได้บ้าง:

  • การนำสิทธิไปแลกเงินสดถือว่าเป็นการใช้สิทธิผิดวัตถุประสงค์ของโครงการ
  • การสมรู้ร่วมคิดระหว่างผู้ใช้สิทธิและร้านค้าในการแลกเงินสดโดยไม่มีการซื้อขายจริง ถือว่าเป็นการฉ้อโกง
  • การแจ้งข้อมูลเท็จเพื่อให้ได้สิทธิ ถือว่าเป็นการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จแก่รัฐ

ผลกระทบที่ตามมาอาจร้ายแรงกว่าที่คิด ไม่เพียงแต่ต้องโทษตามกฎหมายอาญาเท่านั้น แต่อาจถูกตัดสิทธิจากโครงการอื่นๆ ของรัฐในอนาคต และต้องชดใช้เงินคืนทั้งหมดที่ได้รับมาอย่างไม่ถูกต้อง

ด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน การเข้าร่วมโครงการของรัฐบาลเป็นโอกาสที่ดีในการบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย แต่การใช้สิทธิอย่างถูกต้องและซื่อสัตย์เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อให้โครงการเหล่านี้สามารถช่วยเหลือผู้ที่ต้องการได้อย่างแท้จริง และไม่สร้างผลกระทบเชิงลบต่อสังคมโดยรวม

หากไม่แน่ใจในเงื่อนไขหรือการใช้สิทธิ ควรตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดจากแหล่งที่เชื่อถือได้ หรือติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอคำแนะนำ เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจผิดกฎหมายโดยไม่ได้ตั้งใจ

จำไว้ว่าการใช้สิทธิอย่างซื่อสัตย์และถูกต้อง จะนำมาซึ่งประโยชน์ที่ยั่งยืนแก่ตัวเราเองและสังคม

ที่มา – ตร. เตือนนำสิทธิ “คนละครึ่งพลัส” ไปแลกเงินสด เข้าข่ายฉ้อโกง มีโทษทั้งจำทั้งปรับ

Scroll to top