ความช่วยเหลือ

ณัฐกานต์ จี้ รัฐคืนความเป็นธรรมให้ผู้ถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการรัฐ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ชาวบ้านกำลังเดือดร้อนอย่างหนัก เมื่อระบบการคัดกรองผู้มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐเกิดความผิดพลาด จนส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก ล่าสุด นายณัฐกานต์ ชูชนะ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ทางภาครัฐเร่งดำเนินการตรวจสอบกรณี ณัฐกานต์ จี้ รัฐคืนความเป็นธรรมให้ผู้ถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการรัฐ หลังจากได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ที่เคยได้รับสิทธิแต่อยู่ๆ ก็ถูกตัดสิทธิไปโดยไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง

ณัฐกานต์ จี้ รัฐคืนความเป็นธรรมให้ผู้ถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการรัฐ

ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้มีเพียงแค่การถูกตัดสิทธิเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงความผิดพลาดของฐานข้อมูลที่น่าตกใจ ตัวอย่างเช่น มีประชาชนรายหนึ่งถูกระบุว่าครอบครองรถจักรยานยนต์คันใหญ่ถึง 300 ซีซี ทั้งที่ในความเป็นจริงเขาเป็นเพียงเจ้าของมอเตอร์ไซค์ฮอนด้า เวฟธรรมดาๆ เท่านั้น หรือในบางกรณี ระบบยังแจ้งว่าประชาชนมีภาระหนี้สินผูกพันจากสินเชื่อส่วนบุคคลที่เจ้าตัวไม่เคยไปทำรายการมาก่อน สิ่งเหล่านี้สร้างทั้งความลำบากในการใช้ชีวิตและสร้างความวิตกกังวลเรื่องหนี้ทิพย์ให้กับผู้ถูกตรวจสอบอย่างไม่เป็นธรรม

นายณัฐกานต์จึงย้ำว่า ณัฐกานต์ จี้ รัฐคืนความเป็นธรรมให้ผู้ถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการรัฐ อย่างเร่งด่วน เพื่อให้รัฐบาลทบทวนระบบฐานข้อมูลทั้งหมด ไม่ใช่เพียงแค่ให้ประชาชนเป็นคนพิสูจน์สิทธิเพียงฝ่ายเดียว โดยมีข้อเสนอดังนี้:

  • เร่งตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในระบบให้เป็นปัจจุบัน
  • จัดตั้งช่องทางช่วยเหลือที่รวดเร็วสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากข้อมูลผิดพลาด
  • เพิ่มประสิทธิภาพเชิงรุกในการประชาสัมพันธ์ขั้นตอนการอุทธรณ์สิทธิให้ชัดเจนขึ้น

ทำไมรัฐต้องเร่งคืนความเป็นธรรมให้ประชาชน?

การที่ระบบสวัสดิการมีข้อจำกัดจนคนเดือดร้อนจริงๆ ต้องตกหล่นจากการได้รับความช่วยเหลือ สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำที่ยังคงมีอยู่ รัฐบาลจำเป็นต้องปรับปรุงระบบให้ทันสมัยและแม่นยำ เพื่อให้การจัดสรรสวัสดิการเข้าถึงผู้ที่สมควรได้รับอย่างแท้จริง การเร่งแก้ปัญหาความคลาดเคลื่อนครั้งนี้จึงเป็นการรักษาความยุติธรรมทางเศรษฐกิจที่ประชาชนทุกคนควรได้รับอย่างเท่าเทียมกัน

ในฐานะประชาชน เราได้แต่หวังว่าเสียงสะท้อนจากคุณณัฐกานต์จะได้รับการตอบสนองโดยเร็ว เพื่อบรรเทาทุกข์ให้กับพี่น้องประชาชนที่กำลังรอคอยความชัดเจนก่อนจะหมดเขตการอุทธรณ์ หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบ โปรดรีบตรวจสอบข้อมูลและดำเนินการยื่นอุทธรณ์ตามช่องทางที่รัฐกำหนด เพื่อรักษาผลประโยชน์ของท่านเองครับ

ที่มา – “ณัฐกานต์” จี้ รัฐคืนความเป็นธรรมให้ผู้ถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการรัฐ

นักท่องเที่ยวปลอดภัย! อุทกภัยภาคใต้ กับ โฆษกกระทรวงต่างประเทศ

โฆษกกระทรวงต่างประเทศเผยความคืบหน้าช่วยเหลือนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ ทั้ง 800 คน ปลอดภัยดี และทยอยส่งกลับประเทศอย่างปลอดภัย พร้อมขอบคุณมิตรประเทศ ญี่ปุ่น-เกาหลี ที่ส่งสิ่งของช่วยเหลือ

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงถึงความคืบหน้าของศูนย์ประสานงานช่วยเหลือชาวต่างชาติที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยทางศูนย์ได้รับแจ้งจากฝ่ายต่างประเทศว่ามีนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบประมาณ 800 คน จากหลากหลายประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย, สิงคโปร์, ฟิลิปปินส์, จีน, โครเอเชีย, ฮังการี, บังกลาเทศ, ภูฏาน, แอฟริกาใต้, เนเธอร์แลนด์ และจอร์แดน ทางศูนย์ประสานงานได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อดำเนินการให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ และถึงแม้ว่าประเทศไทยจะไม่ได้ประกาศขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศอย่างเป็นทางการ แต่ก็ได้รับความช่วยเหลือจากมิตรประเทศต่างๆ เป็นจำนวนมาก ทั้งที่ได้ดำเนินการไปแล้วและกำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการ ตัวอย่างเช่น องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่น หรือ JICA ได้สนับสนุนสิ่งของบรรเทาทุกข์เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย เช่น เต็นท์, เครื่องนอน, และผ้าห่ม ซึ่งได้มอบให้กับท่านนายกรัฐมนตรีไปแล้วเมื่อวันที่ 2 ธันวาคมที่ผ่านมา

โฆษกกระทรวงต่างประเทศ ยันนักท่องเที่ยวต่างชาติประสบอุทกภัยภาคใต้ปลอดภัย ทั้ง 800 คน

สถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ครั้งนี้สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง และส่งผลกระทบต่อทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ การทำงานอย่างรวดเร็วและการประสานงานที่มีประสิทธิภาพของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงความช่วยเหลือจากมิตรประเทศ ทำให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ได้รับผลกระทบได้รับการดูแลอย่างดีและปลอดภัย นับเป็นสิ่งที่น่ายินดีและแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของประเทศไทยในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน

ความคืบหน้าล่าสุดจาก โฆษกกระทรวงต่างประเทศ

นอกจากความช่วยเหลือจาก JICA แล้ว ยังมีอีกหลายประเทศ รวมถึงองค์การระหว่างประเทศต่างๆ ที่ได้ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยขอขอบคุณมิตรประเทศ องค์การระหว่างประเทศ รวมถึงภาคเอกชนต่างประเทศที่ได้แสดงไมตรีจิตในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้

การสนับสนุนและความช่วยเหลือที่ได้รับจากนานาชาติในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยกับนานาประเทศ และความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่ประชาคมโลกมีต่อกันในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ ความสามัคคีและความร่วมมือเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถก้าวผ่านวิกฤตการณ์ต่างๆ ไปได้ด้วยดี

สถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ยังคงต้องได้รับการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง และการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เราขอให้ทุกท่านติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และร่วมมือกันเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ต้องการอย่างเต็มกำลัง

โฆษกกระทรวงต่างประเทศยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ และการวางแผนป้องกันในระยะยาว เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การเรียนรู้จากประสบการณ์ในครั้งนี้ จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถพัฒนามาตรการป้องกันและรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

รัฐบาลไทยยังคงให้ความสำคัญกับการดูแลและให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง และมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายให้กลับคืนสู่สภาพเดิมโดยเร็วที่สุด

สุดท้ายนี้ เราขอส่งกำลังใจให้กับทุกท่านที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในภาคใต้ ขอให้ทุกท่านปลอดภัยและเข้มแข็ง และขอขอบคุณทุกหน่วยงานและทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการให้ความช่วยเหลือในครั้งนี้

ที่มา – โฆษกกระทรวงต่างประเทศ ยันนักท่องเที่ยวต่างชาติประสบอุทกภัยภาคใต้ปลอดภัย ทั้ง 800 คน

“ลิซ่า” จี้รัฐ เร่งทำฐานข้อมูลช่วยเหลือ!

“ลิซ่า ภคมน” นำร่องใช้แพลตฟอร์มกลางช่วยประชาชนติดค้างน้ำท่วมหาดใหญ่เกือบร้อยคน ชี้รัฐบาลต้องเร่งทำระบบฐานข้อมูลด่วน

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 นางสาวภคมน หนุนอนันต์ รองโฆษกพรรคประชาชน เปิดเผยถึงภารกิจช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยระบุว่า ทีมงานได้นำแพลตฟอร์ม jitasa.care มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยเหลือ ซึ่งการใช้ฐานข้อมูลนี้ช่วยให้การทำงานของทีมพรรคประชาชนและอาสามูลนิธิเต็กก่านครศรีธรรมราชง่ายขึ้นและตรงจุด โดยเฉพาะในซอยกาญจนวนิช 17 ที่มีผู้อยู่อาศัยจำนวนมาก ทำให้สามารถช่วยเหลือประชาชนออกมาได้กว่า 100 คน ซึ่งรวมถึงผู้ป่วยติดเตียง 8 คน และเด็กเล็ก 2 คน

“นี่คือความสำคัญของการมีฐานข้อมูลตามที่ดิฉันเสนอว่าเป็นหน้าที่ที่รัฐบาลต้องทำแต่รัฐบาลไม่ได้ทำ ถ้าทำงานตามฐานข้อมูลก็เหมือนเรามีแผนที่อยู่ในมือไม่ได้งมทำ จะสามารถทำงานได้เป็นชิ้นเป็นอัน” นางสาวภคมนกล่าวและว่า การมีฐานข้อมูลกลางยังช่วยให้การประสานงานกับภาคส่วนอื่นง่ายขึ้น โดยยกตัวอย่างว่ามีนักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ประสานข้อมูลกลุ่มเปราะบางในพื้นที่มาให้ หลังพยายามประสานหน่วยงานราชการมาแล้ว 4 วันแต่ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ

รองโฆษกพรรคประชาชนบอกต่อว่า ถ้าคนที่มีทรัพยากรจำกัดยังทำเรื่องนี้ได้ รัฐบาลก็ต้องทำได้และควรทำตั้งแต่แรก และขอเรียกร้องให้รัฐบาลนำข้อมูลเหล่านี้ไปจัดทำเป็นระบบ และใช้อำนาจและงบประมาณจากภาษีประชาชนที่มีอยู่ในมือ เร่งสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือประชาชนโดยเร็วที่สุด

“ลิซ่า” จี้รัฐบาลต้องเร่งทำฐานข้อมูล เพื่อให้การช่วยเหลือได้ผลยิ่งขึ้น

ทำไมรัฐบาลต้องเร่งทำฐานข้อมูล?

จากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ความจำเป็นในการมีระบบฐานข้อมูลที่ครอบคลุมและเข้าถึงได้ง่ายยิ่งทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น นางสาวภคมน หนุนอนันต์ หรือ “ลิซ่า” ได้เน้นย้ำถึงประเด็นนี้ โดยชี้ให้เห็นว่าหากรัฐบาลมีฐานข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน จะสามารถช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

การที่ “ลิซ่า” และทีมงานสามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยในหาดใหญ่ได้กว่า 100 คน โดยใช้แพลตฟอร์ม jitasa.care เป็นเครื่องมือในการจัดการข้อมูล แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการใช้เทคโนโลยีในการบรรเทาทุกข์ การมีฐานข้อมูลที่แม่นยำช่วยให้ทราบถึงจำนวนผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ สถานที่ที่พวกเขาอยู่ และความต้องการเฉพาะของแต่ละคน ทำให้การจัดสรรทรัพยากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุด

ประโยชน์ของการมีฐานข้อมูลกลาง:

  • การช่วยเหลือที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ: เมื่อมีข้อมูลที่ชัดเจน จะสามารถส่งความช่วยเหลือไปยังผู้ที่ต้องการได้อย่างทันท่วงที
  • การประสานงานที่ง่ายขึ้น: ฐานข้อมูลกลางช่วยให้หน่วยงานต่างๆ สามารถทำงานร่วมกันได้โดยไม่มีอุปสรรค
  • การจัดการทรัพยากรที่ดีขึ้น: ทราบจำนวนและความต้องการของผู้ประสบภัย ทำให้สามารถจัดสรรทรัพยากรได้อย่างเหมาะสม
  • การวางแผนระยะยาว: ข้อมูลที่ได้จากการช่วยเหลือในครั้งนี้ สามารถนำไปใช้ในการวางแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในอนาคต

ความท้าทายของการสร้างฐานข้อมูล:

  • การเก็บรวบรวมข้อมูล: ต้องมีระบบที่สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน
  • การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล: ต้องมีมาตรการป้องกันการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • การปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน: ข้อมูลต้องได้รับการปรับปรุงอยู่เสมอเพื่อให้มีความถูกต้องและน่าเชื่อถือ
  • การเข้าถึงข้อมูล: ต้องทำให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย

“ลิซ่า” ได้กล่าวว่า หากคนที่มีทรัพยากรจำกัดยังสามารถทำได้ รัฐบาลก็ควรทำได้และควรทำตั้งแต่แรก การเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งทำฐานข้อมูลจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้นมานานแล้ว เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

รัฐบาลควรนำข้อมูลเหล่านี้ไปจัดทำเป็นระบบ และใช้อำนาจและงบประมาณจากภาษีประชาชนที่มีอยู่ในมือ เร่งสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือประชาชนโดยเร็วที่สุด การลงทุนในการสร้างและบำรุงรักษาระบบฐานข้อมูลจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว

การมีระบบฐานข้อมูลที่ดี ไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องมือในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ อีกด้วย

ที่มา – “ลิซ่า” จี้รัฐบาลต้องเร่งทำฐานข้อมูล เพื่อให้การช่วยเหลือได้ผลยิ่งขึ้น

ไทยสร้างไทย จี้ดีอี ช่วยภัยหาดใหญ่

พรรคไทยสร้างไทยเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เร่งสั่งการให้ไปรษณีย์ไทยเปิดจุดรับบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในหาดใหญ่ พร้อมทั้งเร่งบูรณาการระบบแจ้งเตือนภัยให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 นายปริเยศ อังกูรกิตติ โฆษกพรรคไทยสร้างไทย แถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี สั่งการให้ไปรษณีย์ไทย (ปณท.) ดำเนินการเปิดจุดรับบริจาคและจัดส่งสิ่งของจำเป็นอย่างเร่งด่วนไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งใหญ่ในอำเภอหาดใหญ่และพื้นที่อื่นๆ ในภาคใต้

นายปริเยศเน้นย้ำถึงความเร่งด่วนของสถานการณ์ โดยระบุว่าศูนย์พักพิงผู้ประสบภัยที่สำคัญหลายแห่ง เช่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ซึ่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยกว่า 1,000 คน ยังคงต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านอาหาร น้ำดื่ม เครื่องนุ่งห่ม และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ การที่ไปรษณีย์ไทยเปิดจุดรับบริจาค จะเป็นช่องทางสำคัญที่ช่วยให้ประชาชนสามารถส่งความช่วยเหลือไปยังผู้ประสบภัยในศูนย์อพยพต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและสะดวกมากยิ่งขึ้น

ไทยสร้างไทย จี้ รมว.ดีอี สั่งไปรษณีย์ไทยเปิดจุดรับบริจาคช่วยผู้ประสบภัยหาดใหญ่

นอกจากนั้น โฆษกพรรคไทยสร้างไทยยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการบูรณาการระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของกระทรวงดีอี เพื่อให้สามารถแจ้งเตือนภัยและส่งข้อมูลข่าวสารที่สำคัญไปยังประชาชนได้อย่างทันท่วงที โดยอาศัยระบบต่างๆ เช่น Cell Broadcast อุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่ และระบบเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การให้ความช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

“การบูรณาการระบบแจ้งเตือนภัยถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในสถานการณ์เช่นนี้” นายปริเยศกล่าว “เราต้องทำให้มั่นใจว่าประชาชนทุกคนจะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลา เพื่อให้พวกเขาสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม การมีระบบที่รวดเร็วและแม่นยำจะช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมาก”

ความสำคัญของการช่วยเหลือผู้ประสบภัย

สถานการณ์อุทกภัยในหาดใหญ่ครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นจำนวนมาก การที่พรรคไทยสร้างไทยออกมาเรียกร้องให้กระทรวงดีอีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการช่วยเหลือ แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความตั้งใจที่จะบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง การเปิดจุดรับบริจาคของไปรษณีย์ไทยจะเป็นช่องทางสำคัญที่ช่วยให้ประชาชนจากทั่วประเทศสามารถร่วมกันส่งความช่วยเหลือไปยังผู้ที่ต้องการได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว

นายปริเยศยังเรียกร้องให้รัฐมนตรีดีอีดำเนินการในทุกมิติโดยทันที ทั้งการดูแลระบบสื่อสารให้มีความเสถียรและมีประสิทธิภาพ และการสนับสนุนให้ไปรษณีย์ไทยสามารถส่งต่อสิ่งของบริจาคไปยังผู้ประสบภัยได้อย่างทั่วถึง เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่ากระทรวงฯ กำลังทำงานอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเหลือพวกเขาในยามยากลำบาก

พรรคไทยสร้างไทยมองว่า การช่วยเหลือผู้ประสบภัยในครั้งนี้เป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาชน ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยได้

การที่พรรคการเมืองอย่างไทยสร้างไทยออกมาแสดงบทบาทในการเรียกร้องให้ภาครัฐดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความรับผิดชอบต่อสังคม การที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันจะช่วยให้เราสามารถผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างราบรื่น และทำให้ผู้ประสบภัยกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง

ไทยสร้างไทย จี้ รมว.ดีอี สั่งไปรษณีย์ไทยเปิดจุดรับบริจาคช่วยผู้ประสบภัยหาดใหญ่ ถือเป็นการกระตุ้นให้ภาครัฐเร่งดำเนินการช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการบูรณาการระบบสื่อสารและเทคโนโลยีเพื่อการจัดการภัยพิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ

การช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การที่พรรคไทยสร้างไทยออกมาเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งดำเนินการช่วยเหลือถือเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการที่ประชาชนทุกคนร่วมมือกันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อให้เราสามารถผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้ด้วยดี

ที่มา – ไทยสร้างไทย จี้ รมว.ดีอี สั่งไปรษณีย์ไทยเปิดจุดรับบริจาคช่วยผู้ประสบภัยหาดใหญ่

ครม.อิสราเอล อนุมัติแผนหยุดยิง-ปล่อยตัวประกันแล้ว

คณะรัฐมนตรีอิสราเอลอนุมัติแผนการหยุดยิงและปล่อยตัวประกันตามข้อตกลงที่อิสราเอลลงนามร่วมกับกลุ่มฮามาสแล้ว แต่ยังไม่แน่ชัดว่า การหยุดยิงจะเริ่มขึ้นทันทีหรือไม่ ข่าวนี้เป็นความคืบหน้าสำคัญในสถานการณ์ความขัดแย้งที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง

เมื่อ 9 ต.ค. 2568 สำนักงานของนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล ออกแถลงการณ์ระบุว่า รัฐบาลอิสราเอลอนุมัติแผนการครม.อิสราเอล อนุมัติแผนการหยุดยิง-ปล่อยตัวประกันในกาซาแล้ว ซึ่งพวกเขาลงนามร่วมกับกลุ่มฮามาสเมื่อวันพุธที่ผ่านมาแล้ว

“รัฐบาลเพิ่งอนุมัติกรอบการดำเนินงานสำหรับการปล่อยตัวประกันทั้งหมด ทั้งผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่และผู้ที่เสียชีวิตแล้ว” แถลงการณ์ระบุ

ทั้งนี้ ยังไม่แน่ชัดว่าการหยุดยิงจะเริ่มมีผลบังคับใช้ทันทีหลังจากรัฐบาลอนุมัติข้อตกลงหยุดยิงหรือไม่ โดยก่อนหน้านี้โฆษกสำนักนายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่า การหยุดยิงจะเริ่มขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากการอนุมัติ แต่สื่อของอิสราเอลระบุว่าการหยุดยิงจะเกิดขึ้นทันที

อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อตกลงเริ่มมีผลบังคับใช้ กองทัพอิสราเอลจะเริ่มถอนกำลังไปยังแนวรบจุดที่ยังคงควบคุมพื้นที่ของฉนวนกาซาเอาไว้ประมาณ 53% จากแผนที่ที่ทำเนียบขาวเผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นี่ถือเป็นการถอนกำลังเฟสที่ 1 ของอิสราเอล จากทั้งหมด 3 เฟส

เจ้าหน้าที่อาวุโสของสหรัฐฯ ระบุว่า กองกำลังนานาชาติจำนวน 200 นาย ซึ่งรวมถึงทหารจากสหรัฐฯ, อียิปต์, กาตาร์, ตุรกี และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นตัวกลางการเจรจาหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสในช่วงที่ผ่านมา จะเป็นผู้กำกับดูแล, สังเกตการณ์ และ ทำให้มั่นใจว่าจะไม่มีการละเมิดหรือการรุกล้ำการหยุดยิงในฉนวนกาซา

หลังจากนั้น การนับถอยหลัง 72 ชั่วโมงจะเริ่มขึ้น ซึ่งในระหว่างนั้นกลุ่มฮามาสจะต้องปล่อยตัวประกันทั้งหมด 20 คนที่เชื่อว่ายังมีชีวิตอยู่ การส่งคืนร่างของตัวประกันผู้เสียชีวิต 28 รายจะเกิดขึ้นตามมา แม้ว่าจะยังไม่ชัดเจนว่าจะใช้เวลานานเท่าใดก็ตาม

นอกจากนั้น ตามแผนของนายทรัมป์ อิสราเอลจะส่งคืนร่างของผู้เสียชีวิตชาวกาซา 15 รายต่อการส่งคืนร่างของตัวประกันชาวอิสราเอล 1 คน

รถบรรทุกหลายร้อยคันที่บรรทุกความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมก็จะเริ่มเข้าสู่ฉนวนกาซาด้วย เพื่อช่วยเหลือชาวปาเลสไตน์นับล้านคนที่กำลังเผชิญกับภาวะอดอยาก

แผนของนายทรัมป์ระบุว่า รถบรรทุกส่งความช่วยเหลือจะเข้าสู่กาซาวันละ 600 คัน แต่แหล่งข่าวชาวปาเลสไตน์บอกกับ บีบีซี ว่า ในช่วงแรกจะมีรถบรรทุกเข้าไปขั้นต่ำ 400 คัน ก่อนจะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป

หากแผนการสันติภาพระยะแรกนี้ประสบความสำเร็จ อิสราเอลกับกลุ่มฮามาสจะกลับมาเจรจากันอีกครั้งเรื่องรายละเอียดของแผนการระยะที่เหลือ แต่ยังมีหลายประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายยังขัดแย้งกัน และอาจทำให้ยากที่จะบรรลุข้อตกลง

การที่ ครม.อิสราเอล อนุมัติแผนการหยุดยิง-ปล่อยตัวประกันในกาซาแล้ว ถือเป็นก้าวสำคัญ แต่ความท้าทายยังคงมีอยู่มากมายในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาคนี้

ครม.อิสราเอล อนุมัติแผนการหยุดยิง-ปล่อยตัวประกันในกาซาแล้ว

การอนุมัติแผนในครั้งนี้มีความหมายต่อสถานการณ์ในฉนวนกาซาและต่อความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสอย่างมาก สิ่งที่ต้องจับตามองคือการดำเนินการตามแผนและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนทั้งสองฝ่าย

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ครม.อิสราเอล อนุมัติแผนการหยุดยิง-ปล่อยตัวประกันในกาซาแล้ว

เพื่อให้เข้าใจถึงสิ่งที่ ครม.อิสราเอล อนุมัติแผนการหยุดยิง-ปล่อยตัวประกันในกาซาแล้ว อย่างละเอียด เรามาดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อตกลงดังนี้

  • เงื่อนไขการปล่อยตัวประกัน: จำนวนและเงื่อนไขในการปล่อยตัวประกันแต่ละครั้ง
  • การถอนกำลังของอิสราเอล: ขอบเขตและระยะเวลาในการถอนกำลังออกจากฉนวนกาซา
  • ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม: ปริมาณและความถี่ในการส่งความช่วยเหลือไปยังชาวปาเลสไตน์
  • บทบาทของนานาชาติ: การมีส่วนร่วมของกองกำลังนานาชาติในการกำกับดูแลการหยุดยิง

ประเด็นเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญต่อการทำให้แผนหยุดยิงประสบความสำเร็จและนำไปสู่การเจรจาสันติภาพในระยะยาว

การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจสถานการณ์อย่างรอบด้าน จะช่วยให้เราประเมินผลกระทบของการตัดสินใจครั้งนี้ได้อย่างถูกต้อง หากสถานการณ์มีความคืบหน้าไปในทิศทางที่ดี สันติภาพที่ยั่งยืนก็อาจไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้

แม้ว่า ครม.อิสราเอล อนุมัติแผนการหยุดยิง-ปล่อยตัวประกันในกาซาแล้ว จะเป็นข่าวดี แต่การดำเนินการตามแผนยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายอีกมากมาย การจับตามองสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

ที่มา – ครม.อิสราเอล อนุมัติแผนการหยุดยิง-ปล่อยตัวประกันในกาซาแล้ว

อัฟกานิสถานระทม! **แผ่นดินไหว 5.2 เขย่าซ้ำ** ยอดตายพุ่ง

แผ่นดินไหว 5.2 เขย่าซ้ำ ใกล้จุดเดิมในภาคตะวันออกของอัฟกานิสถาน ซึ่งกำลังรับมือกับหายนะจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว 5.2 เขย่าซ้ำครั้งก่อน ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตสูงถึง 1,400 ศพแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอังคารที่ 2 มิถุนายน 2568 เกิดแผ่นดินไหว 5.2 เขย่าซ้ำ ในภาคตะวันออกของอัฟกานิสถาน โดยจุดศูนย์กลางอยู่ไม่ไกลจากแผ่นดินไหวขนาด 6.0 เมื่อกลางดึกวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ความรุนแรงในครั้งนั้นสร้างความเสียหายอย่างหนักแก่พื้นที่ห่างไกลในจังหวัดแถบภูเขาตามแนวชายแดนปากีสถาน

เอห์ซานุลเลาะห์ เอห์ซาน โฆษกสำนักงานจัดการภัยพิบัติในจังหวัดคูนาร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวขนาด 6.0 มากที่สุด ระบุว่า แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวครั้งล่าสุดนี้สามารถรับรู้ได้ในพื้นที่เดิม แต่ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตเพิ่มเติม

นายซาบิฮุลเลาะห์ มูจาฮิด โฆษกรัฐบาลตาลีบัน เปิดเผยว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวขนาด 6.0 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้เสียชีวิตแล้ว 1,411 ราย และผู้บาดเจ็บอีก 3,124 รายเฉพาะในจังหวัดคูนาร์ ทำให้เหตุการณ์นี้กลายเป็นแผ่นดินไหวที่คร่าชีวิตผู้คนมากที่สุดในอัฟกานิสถานในรอบหลายสิบปี

นอกจากนี้ ยังมีรายงานผู้เสียชีวิตอีก 12 ราย และผู้บาดเจ็บอีกหลายร้อยรายในจังหวัดนันการ์ฮาร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ติดกัน

อัฟกานิสถานเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก และพึ่งพาความช่วยเหลือจากนานาชาติมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม ความช่วยเหลือที่ลดลงหลังจากกลุ่มตาลีบันกลับมามีอำนาจในปี 2564 ทำให้ความสามารถในการตอบสนองต่อภัยพิบัติของประเทศยิ่งลดลงไปอีก

นายอินดริกา รัตวัตเต ผู้ประสานงานด้านมนุษยธรรมของสหประชาชาติประจำอัฟกานิสถาน กล่าวว่า หายนะครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนหลายแสนคน ขณะที่นายฮัมดุลเลาะห์ ฟิตรัต โฆษกรัฐบาลอัฟกานิสถาน ระบุว่า แผ่นดินไหวได้ทำลายบ้านเรือนในจังหวัดคูนาร์ไปมากกว่า 5,400 หลัง และเจ้าหน้าที่กำลังเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตอย่างต่อเนื่อง

นายฟิตรัตยังกล่าวอีกว่า พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดหลายแห่งยังไม่สามารถเข้าถึงได้โดยทางถนน แต่รัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์อำนวยความสะดวกฉุกเฉินขึ้นหลายแห่งแล้ว และหลายประเทศได้ประกาศว่าจะให้ความช่วยเหลือแก่อัฟกานิสถาน สหภาพยุโรปได้ประกาศว่าจะส่งเสบียงฉุกเฉิน 130 ตัน และมอบเงิน 1 ล้านยูโร เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย

สถานการณ์ล่าสุด แผ่นดินไหว 5.2 เขย่าซ้ำ อัฟกานิสถาน

ผลกระทบจาก แผ่นดินไหว 5.2 เขย่าซ้ำ

  • ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าเศร้า
  • บ้านเรือนประชาชนจำนวนมากได้รับความเสียหาย
  • ความช่วยเหลือจากนานาชาติยังคงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

สถานการณ์ในอัฟกานิสถานหลังเหตุการณ์ แผ่นดินไหว 5.2 เขย่าซ้ำ ยังคงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง การเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่กำลังเผชิญกับความยากลำบาก

สิ่งที่เกิดขึ้นในอัฟกานิสถานเป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ และการพัฒนาระบบช่วยเหลือที่มีประสิทธิภาพ เพื่อลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – แผ่นดินไหว 5.2 เขย่าอัฟกานิสถานซ้ำ ขณะที่ยอดตายพุ่ง 1,400 ศพ

Scroll to top