“ลิซ่า ภคมน” นำร่องใช้แพลตฟอร์มกลางช่วยประชาชนติดค้างน้ำท่วมหาดใหญ่เกือบร้อยคน ชี้รัฐบาลต้องเร่งทำระบบฐานข้อมูลด่วน
วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 นางสาวภคมน หนุนอนันต์ รองโฆษกพรรคประชาชน เปิดเผยถึงภารกิจช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยระบุว่า ทีมงานได้นำแพลตฟอร์ม jitasa.care มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยเหลือ ซึ่งการใช้ฐานข้อมูลนี้ช่วยให้การทำงานของทีมพรรคประชาชนและอาสามูลนิธิเต็กก่านครศรีธรรมราชง่ายขึ้นและตรงจุด โดยเฉพาะในซอยกาญจนวนิช 17 ที่มีผู้อยู่อาศัยจำนวนมาก ทำให้สามารถช่วยเหลือประชาชนออกมาได้กว่า 100 คน ซึ่งรวมถึงผู้ป่วยติดเตียง 8 คน และเด็กเล็ก 2 คน
“นี่คือความสำคัญของการมีฐานข้อมูลตามที่ดิฉันเสนอว่าเป็นหน้าที่ที่รัฐบาลต้องทำแต่รัฐบาลไม่ได้ทำ ถ้าทำงานตามฐานข้อมูลก็เหมือนเรามีแผนที่อยู่ในมือไม่ได้งมทำ จะสามารถทำงานได้เป็นชิ้นเป็นอัน” นางสาวภคมนกล่าวและว่า การมีฐานข้อมูลกลางยังช่วยให้การประสานงานกับภาคส่วนอื่นง่ายขึ้น โดยยกตัวอย่างว่ามีนักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ประสานข้อมูลกลุ่มเปราะบางในพื้นที่มาให้ หลังพยายามประสานหน่วยงานราชการมาแล้ว 4 วันแต่ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ
รองโฆษกพรรคประชาชนบอกต่อว่า ถ้าคนที่มีทรัพยากรจำกัดยังทำเรื่องนี้ได้ รัฐบาลก็ต้องทำได้และควรทำตั้งแต่แรก และขอเรียกร้องให้รัฐบาลนำข้อมูลเหล่านี้ไปจัดทำเป็นระบบ และใช้อำนาจและงบประมาณจากภาษีประชาชนที่มีอยู่ในมือ เร่งสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือประชาชนโดยเร็วที่สุด
“ลิซ่า” จี้รัฐบาลต้องเร่งทำฐานข้อมูล เพื่อให้การช่วยเหลือได้ผลยิ่งขึ้น
ทำไมรัฐบาลต้องเร่งทำฐานข้อมูล?
จากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ความจำเป็นในการมีระบบฐานข้อมูลที่ครอบคลุมและเข้าถึงได้ง่ายยิ่งทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น นางสาวภคมน หนุนอนันต์ หรือ “ลิซ่า” ได้เน้นย้ำถึงประเด็นนี้ โดยชี้ให้เห็นว่าหากรัฐบาลมีฐานข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน จะสามารถช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
การที่ “ลิซ่า” และทีมงานสามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยในหาดใหญ่ได้กว่า 100 คน โดยใช้แพลตฟอร์ม jitasa.care เป็นเครื่องมือในการจัดการข้อมูล แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการใช้เทคโนโลยีในการบรรเทาทุกข์ การมีฐานข้อมูลที่แม่นยำช่วยให้ทราบถึงจำนวนผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ สถานที่ที่พวกเขาอยู่ และความต้องการเฉพาะของแต่ละคน ทำให้การจัดสรรทรัพยากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุด
ประโยชน์ของการมีฐานข้อมูลกลาง:
- การช่วยเหลือที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ: เมื่อมีข้อมูลที่ชัดเจน จะสามารถส่งความช่วยเหลือไปยังผู้ที่ต้องการได้อย่างทันท่วงที
- การประสานงานที่ง่ายขึ้น: ฐานข้อมูลกลางช่วยให้หน่วยงานต่างๆ สามารถทำงานร่วมกันได้โดยไม่มีอุปสรรค
- การจัดการทรัพยากรที่ดีขึ้น: ทราบจำนวนและความต้องการของผู้ประสบภัย ทำให้สามารถจัดสรรทรัพยากรได้อย่างเหมาะสม
- การวางแผนระยะยาว: ข้อมูลที่ได้จากการช่วยเหลือในครั้งนี้ สามารถนำไปใช้ในการวางแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในอนาคต
ความท้าทายของการสร้างฐานข้อมูล:
- การเก็บรวบรวมข้อมูล: ต้องมีระบบที่สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน
- การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล: ต้องมีมาตรการป้องกันการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต
- การปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน: ข้อมูลต้องได้รับการปรับปรุงอยู่เสมอเพื่อให้มีความถูกต้องและน่าเชื่อถือ
- การเข้าถึงข้อมูล: ต้องทำให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย
“ลิซ่า” ได้กล่าวว่า หากคนที่มีทรัพยากรจำกัดยังสามารถทำได้ รัฐบาลก็ควรทำได้และควรทำตั้งแต่แรก การเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งทำฐานข้อมูลจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้นมานานแล้ว เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
รัฐบาลควรนำข้อมูลเหล่านี้ไปจัดทำเป็นระบบ และใช้อำนาจและงบประมาณจากภาษีประชาชนที่มีอยู่ในมือ เร่งสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือประชาชนโดยเร็วที่สุด การลงทุนในการสร้างและบำรุงรักษาระบบฐานข้อมูลจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว
การมีระบบฐานข้อมูลที่ดี ไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องมือในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ อีกด้วย
ที่มา – “ลิซ่า” จี้รัฐบาลต้องเร่งทำฐานข้อมูล เพื่อให้การช่วยเหลือได้ผลยิ่งขึ้น


