ค่าครองชีพ

12 มาตรการช่วยค่าครองชีพ ได้รับเสียงตอบรับดี

12 มาตรการช่วยค่าครองชีพ ของรัฐบาลกำลังได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากประชาชน หลังจากผลสำรวจ นิด้าโพล ชี้ว่าประชาชนส่วนใหญ่พอใจกับมาตรการเหล่านี้ โดยเฉพาะสินเชื่อเกษตรและอุดหนุนค่าน้ำมัน ล่าสุดรัฐบาลยังเตรียมลุยช่วยค่าไฟฟ้าเริ่มเดือนมิถุนายนนี้

12 มาตรการช่วยค่าครองชีพ ตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน

วันที่ 27 เมษายน 2567 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่ารัฐบาลกำลังเกาะติดทุกเสียงสะท้อนจากประชาชน หลัง 12 มาตรการช่วยค่าครองชีพ ได้รับคะแนนเสียงตอบรับสูง จากผลโพลของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้าโพล) ที่สำรวจระหว่าง 20-21 เมษายน พบว่าประชาชนกว่า 70% เห็นด้วยกับมาตรการหลักๆ โดยเฉพาะโครงการที่ช่วยลดภาระตรงจุด

มาตรการเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อบรรเทาค่าครองชีพที่พุ่งสูง โดยครอบคลุมตั้งแต่ภาคเกษตร ขนส่ง ไปจนถึงพลังงานสะอาด ช่วยให้ประชาชนมีเงินเหลือใช้มากขึ้นในยามเศรษฐกิจผันผวน

สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง มาตรการยอดฮิต

หัวใจของ 12 มาตรการช่วยค่าครองชีพ คือโครงการสินเชื่อ “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” สำหรับเกษตรกร วงเงินสูงสุด 100,000 บาท ได้รับการโหวตสูงสุดที่ 71.30% จากผู้ตอบแบบสอบถาม ช่วยให้ชาวนาชาวสวนเข้าถึงทุนดอกเบี้ยต่ำ ลดต้นทุนการผลิต สร้างรายได้มั่นคง

อุดหนุนค่าน้ำมันช่วยภาคขนส่ง

  • รถมินิบัส รถตู้โดยสาร และรถสองแถวในกรุงเทพฯ และปริมณฑล: 68.78% เห็นด้วย
  • รถโดยสารไม่ประจำทางมินิบัส/ตู้: 66.87%
  • รถบัสไม่ประจำทาง: 65.50%
  • รถบรรทุกต่ำกว่า 10 ล้อ (รวมกระบะ): 65.26%
  • แท็กซี่: 64.12%
  • มอเตอร์ไซค์รับจ้าง: 62.14%
  • รถบรรทุก 10 ล้อขึ้นไป: 62.51%

มาตรการอุดหนุนค่าน้ำมันเหล่านี้ช่วยลดต้นทุนการเดินทางและขนส่งสินค้า ทำให้ราคาสินค้าที่消费者จ่ายไม่แพงเกินไป สะท้อนว่าประชาชนเห็นคุณค่าของการช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า

สินเชื่อ EV และโซลาร์เซลล์ ดันพลังงานสะอาทิตย์

อีกมาตรการน่าสนใจคือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารออมสิน สำหรับติดตั้งโซลาร์เซลล์และซื้อรถ EV ได้รับการยอมรับ 56.49% แสดงถึงเทรนด์หันมาใช้พลังงานทางเลือก ลดค่าไฟและน้ำมันในระยะยาว

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเพิ่มเงินบัตรสวัสดิการจาก 300 เป็น 400 บาท และเตรียมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” คล้ายคนละครึ่ง แต่เพิ่มวงเงิน คาดเริ่มใช้เดือนมิถุนายน

รัฐบาลลุยช่วยค่าไฟฟ้าเดือนมิถุนายน

สำหรับผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วย กว่า 14 ล้านครัวเรือน จะได้ลดค่าไฟ โดยกระทรวงพลังงานเสนอครม. ลดเรต 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท ปรับโครงสร้างแบบขั้นบันได ยิ่งใช้มากยิ่งแพง สนับสนุนการประหยัดพลังงาน

ผู้ใช้เกิน 200 หน่วย สามารถติดโซลาร์เซลล์ได้ง่ายขึ้น ผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ลดภาษี และรับซื้อไฟส่วนเกิน ลดขั้นตอนราชการให้รวดเร็ว

โพลเหล่านี้ช่วยให้รัฐบาลปรับนโยบายได้ตรงใจประชาชน สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน ลดความเหลื่อมล้ำ

ในมุมมองของเรา 12 มาตรการช่วยค่าครองชีพ ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงความรับผิดชอบต่อประชาชน แนะนำให้ติดตามและใช้สิทธิ์ให้เต็มที่ คุณล่ะคิดอย่างไรกับมาตรการเหล่านี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ด้วยนะ!

ที่มา – รัฐบาลเกาะติดเสียง ปชช. หลัง 12 มาตรการช่วยค่าครองชีพเสียงตอบรับดี ลุยช่วยค่าไฟ เริ่ม มิ.ย. นี้

“เอกนัฏ” ขึ้นแท่นรัฐมนตรีรุ่นใหม่ ครม.อนุทิน

“เอกนัฏ” ขึ้นแท่นรัฐมนตรีรุ่นใหม่ใน ครม.อนุทิน ประชาชนพอใจ – เชื่อมั่นแก้ปัญหาพลังงาน เป็นข่าวดีที่สร้างความหวังให้กับประชาชนชาวไทยจำนวนมากในช่วงที่ราคาพลังงานผันผวนสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าครองชีพที่พุ่งขึ้นจากราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้า ล่าสุดผลสำรวจจากหลายสำนักชี้ให้เห็นว่าประชาชนมีความเชื่อมั่นในตัวนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน อย่างเห็นได้ชัด

“เอกนัฏ” ขึ้นแท่นรัฐมนตรีรุ่นใหม่ใน ครม.อนุทิน ประชาชนพอใจ – เชื่อมั่นแก้ปัญหาพลังงาน

จากผลสำรวจของสำนักวิจัยซูเปอร์โพล ที่เก็บข้อมูลจากประชาชน 1,259 ตัวอย่างทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 22-25 เมษายน 2569 พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหาพลังงานเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการลดราคาพลังงานอย่างต่อเนื่องถึง 89.6% และเปิดเผยโครงสร้างราคาอย่างโปร่งใส 84.3% สิ่งที่น่าประทับใจคือ ความเชื่อมั่นในตัว “เอกนัฏ” อยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด 67.9% และปานกลาง 21.4% รวมกว่า 89% ที่เชื่อมั่นตั้งแต่ปานกลางขึ้นไป

นอกจากนี้ ประชาชนยังมองภาพลักษณ์ของรัฐมนตรีคนนี้ในแง่บวก โดยชื่นชอบความจริงจังในการทำงาน 77.1% และความตั้งใจแก้ปัญหาชาติ 74.2% ซึ่งถือเป็นภาวะผู้นำที่มีคุณธรรม สร้างความไว้วางใจระยะยาว สำหรับการรับรู้ผลงาน พบว่ามาตรการลดราคาน้ำมันได้รับการรับรู้สูงถึง 73.8% การลงพื้นที่แก้ปัญหา 70.5% รวมถึงการลดค่าไฟฟ้า การปรับโครงสร้างพลังงาน และความโปร่งใสที่เกิน 60% ทุกด้าน

ผลสำรวจซูเปอร์โพลยืนยันความเชื่อมั่นสูง

  • ต้องการลดราคาพลังงานต่อเนื่อง: 89.6%
  • เปิดเผยโครงสร้างราคาโปร่งใส: 84.3%
  • เชื่อมั่นมาก-มากที่สุด: 67.9%
  • จริงจังในการทำงาน: 77.1%
  • รับรู้ลดราคาน้ำมัน: 73.8%

ผลเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า “เอกนัฏ” ขึ้นแท่นรัฐมนตรีรุ่นใหม่ใน ครม.อนุทิน ประชาชนพอใจ – เชื่อมั่นแก้ปัญหาพลังงาน อย่างแท้จริง เพราะมีการดำเนินงานเชิงรุกที่ประชาชนรับรู้ได้

สำนักวิจัยสยามเทคโนโพลเสริมความมั่นใจ

ขณะที่สำนักวิจัยสยามเทคโนโพล จากวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม สำรวจ 1,089 ตัวอย่าง วันที่ 24-25 เมษายน 2569 พบว่าประชาชนคาดหวังให้กระทรวงพลังงานลดค่าไฟ-ค่าน้ำมัน 81.2% และจัดการกักตุนอย่างโปร่งใส 75.4% ส่วนความพึงพอใจต่อ “เอกนัฏ” พบพอใจนโยบายลดค่าไฟ-น้ำมัน 65.1% ชอบสไตล์ลุยงาน กล้าคิดกล้าทำ 61.2% และโดยรวม 62.5%

ในบริบทปัญหาพลังงานไทยที่ยืดเยื้อมานาน เช่น ราคาน้ำมันโลกผันผวน สงครามการค้า และการพึ่งพาการนำเข้าสูง การเข้ามาของรัฐมนตรีรุ่นใหม่อย่างเอกนัฏ จึงเป็นแสงสว่างที่สร้างความหวัง ประชาชนเริ่มเห็นมาตรการจริงจัง เช่น การเจรจาลดราคาน้ำมัน การส่งเสริมพลังงานทางเลือก และการตรวจสอบกองทุนน้ำมันที่โปร่งใส ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยและ SMEs

อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นนี้มาพร้อมความคาดหวังสูง หากรัฐบาลสามารถแปลงนโยบายให้เป็นผลลัพธ์จริง เช่น ลดราคาไฟฟ้าอย่างยั่งยืน ส่งเสริมรถ EV และพลังงานหมุนเวียน ก็จะยกระดับความไว้วางใจให้รัฐบาลทั้งคณะ โดยเฉพาะ ครม.อนุทิน ที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากปัญหาเศรษฐกิจ

จากมุมมองผู้เขียน การขึ้นแท่นของ “เอกนัฏ” ในครั้งนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขสำรวจ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูประบบพลังงานไทย หากรักษาความเชื่อมั่นนี้ได้ จะช่วยดึงคะแนนนิยมให้รัฐบาลพุ่งสูงแน่นอน

คุณคิดอย่างไรกับผลงานของเอกนัฏ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวพลังงานล่าสุด!

ที่มา – “เอกนัฏ” ขึ้นแท่นรัฐมนตรีรุ่นใหม่ใน ครม.อนุทิน ประชาชนพอใจ – เชื่อมั่นแก้ปัญหาพลังงาน

พาณิชย์สั่งตรวจเข้มราคารับซื้อปาล์มทั่วประเทศ

สวัสดีครับเพื่อนๆ เกษตรกรและคนรักข่าวเศรษฐกิจวันนี้เรามีข่าวดีสำหรับชาวสวนปาล์มน้ำมันนะครับ เพราะ พาณิชย์ สั่งตรวจเข้มราคารับซื้อปาล์ม ทั่วประเทศแล้ว! หวั่นจะมีการกดราคาเกษตรกร ทำให้ราคาปาล์มที่กำลังตกต่ำยิ่งแย่ลงไปอีก ทางกระทรวงพาณิชย์ยังดันใช้น้ำมันไบโอดีเซลเพิ่มด้วย เพื่อช่วยดูดซับผลผลิต ลดความผันผวนของราคา มาดูรายละเอียดกันเลยครับ

พาณิชย์ สั่งตรวจเข้มราคารับซื้อปาล์มทั่วประเทศ หวั่นกดราคาเกษตรกร

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ได้รับหนังสือจากกลุ่มเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันหลายพื้นที่ ทั้งภาคกลางและภาคใต้ โดยเฉพาะจากนางอรุณี ชีสังวรณ์ ตัวแทนกลุ่มรพีพัฒน์ จังหวัดปทุมธานี ที่ยื่นต่อนายกฯ และรัฐมนตรีพาณิชย์ ขอให้เร่งแก้ปัญหา ราคารับซื้อปาล์ม ที่ลดลงต่อเนื่อง ล่าสุดอยู่ที่ 6.60-7.20 บาท/กก. ซึ่งต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับต้นทุนที่พุ่งสูง โดยเฉพาะปุ๋ยและขนส่ง

เกษตรกรเสนอให้รัฐเพิ่มการใช้น้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ในไบโอดีเซล B7 และ B20 เพื่อช่วยระบายผลผลิต รวมถึงกำกับดูแลการรับซื้อให้เข้มงวด ตรวจสอบโครงสร้างต้นทุนและค่าขนส่งให้โปร่งใส ชี้แจงนโยบายส่งออกและใช้ในประเทศให้ชัดเจน

มาตรการจากพาณิชย์ สั่งตรวจเข้มราคารับซื้อปาล์มทันที

ทางกรมการค้าภายในรับทราบปัญหาเต็มที่ครับ และยืนยันว่ากำลังบริหารจัดการสมดุลน้ำมันปาล์มดีอยู่ การบริโภคในประเทศคงที่ แต่เพิ่มใช้ในพลังงานจาก 70,000 ตัน เป็น 100,000-110,000 ตัน กรมธุรกิจพลังงานมีแผนขยายจุดจำหน่าย B20 จาก 100 แห่ง เป็น 200 แห่งสิ้นเมษายนนี้ และเพิ่มต่อเนื่องเพื่อภาคขนส่ง

ส่วนส่งออก ไม่ห้ามครับ แค่ใช้ระบบขออนุญาตล่วงหน้าเพื่อควบคุมสมดุล ปรับหลักเกณฑ์ให้ง่ายขึ้น ผู้ประกอบการส่งได้ปกติ สถานการณ์ผลผลิตปีนี้ยังไม่ล้นตลาดช่วงเมษา-พฤษภา แต่ราคาตกเพราะ CPO โลกจาก 40 บาท/กก. เหลือ 36 บาท

  • สั่ง กจร. จังหวัดตรวจตั้งแต่ลานเท โรงงานสกัด ถึงปลายทาง ป้องกันบิดเบือนราคา
  • พบราคาลดวันละ 40-50 สต. แต่ขึ้นช้า จะเร่งตรวจสอบ
  • ลงพื้นที่ตรวจรับซื้อและวัด % น้ำมันต่อเนื่อง
  • หากกดราคาหรือเอาเปรียบเกษตรกร โทษตามกฎหมายทันที

ด้านน้ำมันปาล์มบรรจุขวด ราคายังอิง CPO ย้อนหลัง 1-2 เดือน ผู้ผลิต 6 รายยื่นปรับราคา แต่ยังไม่อนุมัติกรอบใหม่ ปัจจุบันปรับในกรอบเดิมเพราะต้นทุนขึ้น กรมจะพิจารณาตามต้นทุนจริง และจัดการสต็อกไม่ให้กระทบค่าครองชีพประชาชน

ดันใช้ไบโอดีเซลเพิ่ม ช่วยเกษตรกรปาล์มอย่างไร

นอกจาก พาณิชย์ สั่งตรวจเข้มราคารับซื้อปาล์ม แล้ว การเพิ่มไบโอดีเซล B20 ถือเป็นมาตรการเด่นครับ ช่วยดูดซับผลปาล์ม ลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า ส่งเสริมพลังงานทดแทนยั่งยืน เกษตรกรจะได้ราคาที่มั่นคงขึ้น แถมผู้บริโภคได้น้ำมันดีเซลผสมปาล์มราคาถูกกว่า

สรุปนะครับ กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญเกษตรกรอันดับแรก ติดตามระบบซื้อขายทั้งห่วงโซ่ รักษาเสถียรภาพราคา ดูแลทั้งเกษตรกรและผู้บริโภคให้เป็นธรรม ในมุมผมคิดว่านโยบายนี้จะช่วยชาวสวนปาล์มได้จริง หากบังคับใช้เข้มงวด แนะนำเกษตรกรติดตามประกาศจุดจำหน่าย B20 ใกล้บ้าน และแจ้งเบาะแสกดราคาได้ที่กรมการค้าภายในเลยครับ

คุณคิดอย่างไรกับมาตรการนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ หรือแชร์บทความช่วยเพื่อนเกษตรกรกันนะครับ! ติดตามข่าวเกษตรและเศรษฐกิจอัปเดตที่นี่

ที่มา – “พาณิชย์” สั่งตรวจเข้มราคารับซื้อปาล์มทั่วประเทศ หวั่นกดราคาเกษตรกร ดันใช้ไบโอดีเซลเพิ่ม

ผู้ประกอบการ รปภ. จี้รัฐทบทวนค่าล่วงเวลาใหม่ ก่อนมีผล 24 เมษายนนี้

ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังคงซบเซา ผู้ประกอบการ รปภ. จี้รัฐทบทวนค่าล่วงเวลาใหม่ ก่อนมีผล 24 เมษายนนี้ กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกฝ่ายให้ความสนใจ เพราะกฎกระทรวงแรงงานฉบับใหม่นี้กำลังจะส่งผลกระทบหนักต่อธุรกิจรักษาความปลอดภัยทั่วประเทศ

ผู้ประกอบการ รปภ. จี้รัฐทบทวนค่าล่วงเวลาใหม่ ก่อนมีผล 24 เมษายนนี้

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 พรรคกล้าธรรม โดยนายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ ส.ส.เชียงใหม่ และนายอัครา พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา ได้รับหนังสือจากนายปฏิเวศน์ อิสเรศโยธิน ตัวแทนกลุ่มผู้ประกอบการงานรักษาความปลอดภัย พวกเขาขอให้รัฐบาลทบทวนกฎกระทรวงกำหนดค่าล่วงเวลาและค่าตอบแทนการทำงานเกิน 8 ชั่วโมง ในงานเฝ้าดูแลสถานที่หรือทรัพย์สิน พ.ศ. 2568 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 24 เมษายน 2569

กฎใหม่นี้กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าล่วงเวลาไม่น้อยกว่า 1.25 เท่าของค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานปกติ และ 2.5 เท่าในวันหยุด ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการปกป้องสิทธิแรงงาน แต่ผู้ประกอบการมองว่ามันมาผิดจังหวะท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจถดถอยจากสงคราม โลกร้อน และราคาน้ำมันพุ่งสูง

ผลกระทบต่อธุรกิจรักษาความปลอดภัย

ธุรกิจ รปภ. มีลักษณะพิเศษต้องให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ต่างจากงานทั่วไปที่ล่วงเวลาเฉพาะบางครั้ง หากบังคับใช้กฎนี้ ต้นทุนจะพุ่งสูง ผู้ว่าจ้างเอกชนและหน่วยงานรัฐอาจไม่สามารถจ่ายค่าบริการที่แพงขึ้นได้ ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระเอง อาจนำไปสู่การปิดกิจการ ลูกน้องตกงานนับหมื่นคน

  • ต้นทุนดำเนินงานเพิ่มขึ้นอย่างมาก
  • ผู้ว่าจ้างยกเลิกสัญญา หันไปจ้างบุคคลโดยตรง
  • แรงงานขาดแคลนเพราะรายได้ลดหากจำกัด 8 ชม./วัน
  • ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยเพิ่มเพราะมาตรฐานต่ำ

นายปฏิเวศน์ เน้นย้ำว่า แม้เจตนาของกฎหมายดีเพื่อความเป็นธรรม แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันอาจย้อนแผลง ทำให้ว่างงานเพิ่มและภาครัฐต้องแบกรับภาระสวัสดิการมากขึ้น พวกเขาขอให้เลื่อนบังคับใช้หรือมีมาตรการเยียวยา เช่น 补贴ต้นทุนหรือปรับอัตราจ้างพิเศษสำหรับธุรกิจนี้

ด้านพรรคกล้าธรรม สัญญาจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หาทางออกที่เป็นธรรมทั้งนายจ้างและลูกจ้าง นี่คือตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่ากฎหมายต้องคำนึงถึงบริบทเศรษฐกิจ ไม่ใช่บังคับใช้แบบเหวี่ยงแห

จากมุมมองผู้เขียน ค่าล่วงเวลาใหม่นี้ควรมีข้อยกเว้นสำหรับอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานสูงและบริการต่อเนื่องอย่าง รปภ. เพื่อไม่ให้กลายเป็นดาบสองคม รัฐควรเปิดเวทีรับฟังความเห็นเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจ

คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้รัฐทบทวน!

ที่มา – ผู้ประกอบการ รปภ. จี้รัฐทบทวนค่าล่วงเวลาใหม่ ก่อนมีผล 24 เมษายนนี้

พาณิชย์ จับมือ “ท็อปส์” เสิร์ฟสินค้าไทยช่วยไทย ราคาประหยัด

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! ในยุคที่ค่าครองชีพพุ่งสูงแบบนี้ ข่าวดีแบบนี้ต้องแชร์เลยนะ พาณิชย์ จับมือ “ท็อปส์” เสิร์ฟสินค้าไทยช่วยไทย ราคาประหยัด ช่วยลดค่าครองชีพ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ไม่นิ่งนอนใจ ร่วมมือกับท็อปส์ เปิดโซนพิเศษ “ท็อปส์ ท้องถิ่น” ที่เซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ นำสินค้าคุณภาพจาก SMEs และชุมชนทั่วไทยมาจำหน่ายในราคาพิเศษ ลดสูงสุด 50% ช่วยให้ประชาชนช้อปได้อย่างสบายกระเป๋า และยังช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยให้มีรายได้เพิ่มด้วย

พาณิชย์ จับมือ “ท็อปส์” เสิร์ฟสินค้าไทยช่วยไทย ราคาประหยัด ช่วยลดค่าครองชีพ

โครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” เดินหน้าต่อเนื่อง โดยคัดสรรสินค้าอุปโภคบริโภคจากผู้ประกอบการ SMEs และชุมชนถึง 149 ราย รวมกว่า 550 รายการ เช่น น้ำพริก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เครื่องดื่ม ขนมขบเคี้ยวจากทุกภาคของไทย ภาคกลาง 85 ราย ภาคเหนือ 33 ราย ภาคอีสาน 18 ราย และภาคใต้ 13 ราย สินค้าทุกชิ้นคุณภาพดีแต่ราคาประหยัด ช่วยลดภาระค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง

พาณิชย์ จับมือ ท็อปส์ เสิร์ฟสินค้าไทยช่วยไทย ราคาประหยัด

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ได้รับนโยบายจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ให้เร่งผลักดันสินค้าไทยเข้าสู่ช่องทางโมเดิร์นเทรดและออนไลน์ พร้อมช่วยประชาชนที่เดือดร้อนจากราคาสินค้าจำเป็นที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยก่อนหน้านี้ได้ร่วมกับห้างค้าปลีกใหญ่ จัดโซนสินค้าไทยช่วยไทยและ House Brand กว่า 3,000 รายการ ลดราคา 20-58% ยอดขายพุ่งกระฉูด ประชาชนชื่นชอบมาก!

อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดโครงการพาณิชย์ จับมือ ท็อปส์

โซนท็อปส์ ท้องถิ่น : ทางเลือกสินค้าไทยช่วยไทยราคาดี

วันนี้ที่ท็อปส์ เซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ มีการเปิดโซน “ท็อปส์ ท้องถิ่น” อย่างเป็นทางการ โดยร่วมกับบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล สินค้าท้องถิ่นคุณภาพสูง ลดราคาพิเศษเพื่อให้ทุกคนเข้าถึงง่าย ไม่ว่าจะเป็นของกินเล่นจากท้องถิ่นหรือสินค้าจำเป็นประจำวัน ทุกอย่างช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตยั่งยืน

  • สินค้าจาก SMEs และชุมชน 149 ราย กว่า 550 รายการ
  • ลดราคาสูงสุด 50% คุณภาพมาตรฐาน
  • ครอบคลุมทุกภาคของไทย หลากหลายเมนู
  • ช่วยผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงตลาดใหญ่
  • ลดค่าครองชีพประชาชนได้จริง
สินค้าไทยช่วยไทยในท็อปส์ ท้องถิ่น

ช่องทางการช้อปมี 3 แบบสะดวกสุดๆ คือ ท็อปส์ ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ และท็อปส์ ออนไลน์ ซื้อได้ทุกที่ทุกเวลา การร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่แค่ขายของ แต่เป็นการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการชุมชนแข็งแกร่ง สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจไทย คาดว่าจะขยายไปยังห้างอื่นๆ ต่อไป

ประชาสัมพันธ์พาณิชย์ จับมือ ท็อปส์ ที่เซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ

นอกจากนี้ โครงการยังช่วยกระจายสินค้าไทยสู่ผู้บริโภคทั่วถึง เพิ่มยอดขายให้ SMEs ที่เคยลำบากในการแข่งขันกับสินนำเข้า ในมุมเศรษฐกิจใหญ่ โครงการแบบนี้ช่วยลดการพึ่งพาสินค้าต่างประเทศ สร้างงาน สร้างรายได้ให้ชุมชนท้องถิ่นให้เข้มแข็ง ประชาชนประหยัดเงินได้เยอะ โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคที่ใช้ทุกวัน

ในช่วงที่เศรษฐกิจยังผันผวนแบบนี้ การซื้อสินค้าไทยช่วยไทยไม่ใช่แค่ช่วยตัวเองประหยัด แต่ยังช่วยพี่น้องผู้ผลิตด้วยนะครับ เป็น win-win สุดๆ เลย!

เชิญชวนทุกท่านรีบไปช้อปที่ท็อปส์สาขาใกล้บ้าน หรือสั่งออนไลน์วันนี้เลยครับ ช่วยลดค่าครองชีพตัวเองและสนับสนุนเศรษฐกิจไทยไปพร้อมกัน ในความเห็นผม โครงการนี้เจ๋งมาก เป็นตัวอย่างการช่วยเหลือประชาชนที่เป็นรูปธรรมจริงๆ อย่าพลาดนะ!

ที่มา – พาณิชย์ จับมือ “ท็อปส์” เสิร์ฟสินค้าไทยช่วยไทย ราคาประหยัด ช่วยลดค่าครองชีพ

วิกฤตเงินเฟ้อจ่อซ้ำไทย พลัฏฐ์จี้รัฐเพิ่มผลิตภาพ

วิกฤตเงินเฟ้อจ่อซ้ำไทย กำลังเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนกังวล โดยเฉพาะหลังจากสถานการณ์ตะวันออกกลางตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ วันนี้เราจะมาพูดถึงมุมมองจาก “พลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์” อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ออกมาเตือนรัฐบาลให้เลิกใช้นโยบายอัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นการจับจ่าย แล้วหันมาโฟกัสที่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตแทน เพื่อแก้ปัญหาค่าครองชีพในระยะยาว

วิกฤตเงินเฟ้อจ่อซ้ำไทย: สาเหตุจากอะไร?

ปัจจุบัน ประชาชนไทยจำนวนไม่น้อยบ่นว่าค่าครองชีพแพงขึ้นแบบเห็นชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน อาหาร หรือบริการต่างๆ สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้น ยิ่งทำให้ราคาน้ำมันและสินค้านำเข้าพุ่งสูง ซึ่งอาจจุดชนวนให้เกิดวิกฤตเงินเฟ้อจ่อซ้ำไทย อีกครั้ง ที่ผ่านมา รัฐบาลมักโยนภาระให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จัดการผ่านนโยบายการเงิน เช่น ลดดอกเบี้ยหรือควบคุมเงินในระบบ แต่พลัฏฐ์ชี้ว่าวิธีนี้แก้ปัญหาได้แค่ชั่วคราว ไม่ยั่งยืน

นโยบายแบบ “Demand driven” ที่กระตุ้นให้คนใช้จ่ายมากขึ้น เช่น มอบเงินช่วยเหลือหรือลดภาษี อาจทำให้เงินเฟ้อแฝงตัว เพราะ供給 (Supply) ไม่ทัน需求 (Demand) ผลที่ตามมาคือ ราคาสินค้าสูงขึ้น แม้จะมีมาตรการ补贴 แต่กลับทำให้ต้นทุนในประเทศแพง ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวด้วย นักท่องเที่ยวจีนและญี่ปุ่นเริ่มบ่นว่า “ไทยแพงไป ไม่อยากมาแล้ว” ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายสำหรับเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการท่องเที่ยว

พลัฏฐ์ชี้ทางออกจากวิกฤตเงินเฟ้อจ่อซ้ำไทย

พลัฏฐ์เสนอให้รัฐปรับไปใช้นโยบาย “Supply side” โดยเน้นเพิ่ม “ผลิตภาพ (Productivity)” ในทุกภาคส่วน ทั้งการผลิต บริการ และเกษตรกรรม แทนการพึ่งพาการเงินอย่างเดียว วิธีนี้จะช่วยให้สินค้าถูกลง กำลังซื้อประชาชนเพิ่มขึ้น และเศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

ตัวอย่างจากจีน: เพิ่มผลิตภาพ ลดราคาสินค้า

มาดูกรณีศึกษาจากจีนกันครับ ที่ผ่านมา ค่าแรงในจีนพุ่งสูง พนักงานจบใหม่ได้เงินเดือนเริ่มต้น 6,000-8,000 หยวน (ราว 30,000-40,000 บาท) สูงกว่าไทยที่ยังติดอยู่ 15,000-20,000 บาทมานาน แต่ที่น่าทึ่งคือ แม้ค่าแรงขึ้น ราคาสินค้าอาหารและบริการกลับถูกลงหรือนิ่ง! เพราะจีนโฟกัสผลิตภาพสูง

  • ขนส่ง: ค่าแท็กซี่ในจีนถูกกว่าไทยมาก รถ EV ราคาถูกลง แข่งขันสูง เรียกรถได้ใน 3 นาที
  • เกษตร: ใช้เทคโนโลยีลดแรงงาน เพิ่มผลผลิต เช่น เลี้ยงหมูแบบ “คอนโด” นำจากไทยมาพัฒนา ควบคุมโรคได้ดี ลดต้นทุน
  • อุตสาหกรรม: สร้างโครงสร้างพื้นฐานดี มี Economies of scale และ scope ทำให้ผลิตถูก กำไรสูง ควบคุม需求เก็งกำไรอย่างอสังหาฯ

ผลคือ เศรษฐกิจจีนขยายตัวแข็งแกร่ง กำลังซื้อประชาชนพุ่ง แม้เงินเฟ้อต่ำ

ไทยควรทำตามจีนอย่างไร?

สำหรับไทย พลัฏฐ์แนะนำให้หน่วยงานเศรษฐกิจและ BOI เร่งยกระดับผลิตภาพ โดยเฉพาะภาคเกษตรที่ยังล้าหลัง ใช้เทคโนโลยี ดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ เช่น ระบบชลประทานอัจฉริยะ หรือโรงงานอัตโนมัติ นอกจากนี้ ควบคุมราคาพลังงานและลดการผูกขาด เพื่อให้ราคาสินค้าถูกลงจริง

สรุปแล้ว วิกฤตเงินเฟ้อจ่อซ้ำไทย จะไม่ใช่ฝันร้าย ถ้ารัฐฟังคำเตือนจากพลัฏฐ์ หันมาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทั้งระบบ คุณล่ะคิดเห็นยังไง? รัฐบาลควรเริ่มจากภาคไหนก่อน ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือติดตามข่าวเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – วิกฤตเงินเฟ้อจ่อซ้ำไทย “พลัฏฐ์” จี้รัฐเลิกอัดเม็ดเงินกระตุ้นจับจ่าย หันเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตแทน

“ศุภจี” ถือฤกษ์ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ขอพรสำเร็จ

“ศุภจี” ถือฤกษ์ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ขอพรทำงานสำเร็จ รับกดดัน ขอร่วมมือผ่านวิกฤตด้วยกัน เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงนี้ หลังจากเทศกาลสงกรานต์ผ่านพ้นไป นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เดินทางมาสักการะศาลพระภูมิและศาลตายาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 16 เมษายน 2567 ก่อนเริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการในฐานะรองนายกรัฐมนตรี

ศุภจี ถือฤกษ์ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯศุภจี สักการะศาลพระภูมิทำเนียบรัฐบาล

“ศุภจี” ถือฤกษ์ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ขอพรให้การทำงานสำเร็จ

ในพิธีไหว้ครั้งนี้ นางศุภจีไม่ได้ขอพรอะไรมากมาย แต่ย้ำว่าจะทุ่มเททำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อประเทศชาติและประชาชน ขอเพียงให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยอำนวยพรให้ทำได้ตามที่ตั้งใจ การเริ่มต้นด้วยการไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความเคารพในประเพณีไทย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของผู้นำในบ้านเรา นอกจากนี้ยังเป็นสัญญาณว่าพร้อมลุยงานหนักทันทีหลังวันหยุดยาว

ศุภจี ไหว้ศาลตายาย ทำเนียบรัฐบาล

รับความกดดันจากวิกฤตหลายด้าน ขอทุกภาคส่วนร่วมมือ

นางศุภจียอมรับตรงๆ ว่าการนั่งเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรีครั้งนี้มีความกดดันสูง เพราะบ้านเราเจอวิกฤตซ้อนทับ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพที่พุ่ง ส่งออกที่ชะงักงันจากสถานการณ์โลก เธอตั้งใจจะปรับรูปแบบการทำงานให้บูรณาการกับกระทรวงต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาทั้งระยะสั้น กลาง และยาว "ขอให้ทุกคนร่วมมือกันผ่านวิกฤตไปด้วยกัน" เป็นคำที่อบอุ่นและเชิญชวนให้คนไทย unity กันในยามยาก

รองนายก ศุภจี พูดคุยกับสื่อ

มาตรการกระทรวงพาณิชย์ดูแลค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจ

ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจีเน้นย้ำมาตรการดูแลค่าครองชีพ โดยจับตาสินค้าควบคุม 38 รายการ เช่น ข้าวสาร น้ำมัน พวกอุปโภคบริโภคที่จำเป็น หากราคาขยับ จะเข้าไปกำกับให้เป็นธรรมทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ นอกจากนี้ยังมีโครงการ “ไทยช่วยไทย” ที่เริ่มขายสินค้าราคาพิเศษตั้งแต่ 1 เมษายน ร่วมกับห้างค้าส่งใหญ่ทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกสินค้าราคาประหยัด

ไม่หยุดแค่นั้น ยังผลักดัน SME เข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อเสริมศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อยให้แข่งขันได้ ส่วนการส่งออกที่กำลังตึงตัวจากตลาดบางแห่งที่ยากลำบาก กำลังหาตลาดใหม่เพิ่ม และพยายามเต็มที่เพื่อให้ไทยมีรายได้ในช่วงวิกฤต

  • สินค้าควบคุม: จับตาราคาให้สมเหตุสมผล
  • ไทยช่วยไทย: สินค้าราคาพิเศษทั่วประเทศ
  • SME ออนไลน์: ยกระดับธุรกิจเล็กสู่ดิจิทัล
  • ส่งออกใหม่: หาตลาดทดแทน ลดผลกระทบ

ศุภจี เดินเยี่ยมรังนกกระจอก

หลังให้สัมภาษณ์ นางศุภจียังแวะเยี่ยมห้องทำงานสื่อที่ “รังนกกระจอก” บอกว่าอยากสื่อสารกับสื่อมากขึ้น สามารถติดต่อทีมโฆษกหรือเลขาได้ หากมีประเด็นสำคัญ จะยินดีให้ข้อมูลและแลกเปลี่ยน ไม่ต้องยืนรอสัมภาษณ์ที่บันไดอีกต่อไป การเปิดใจแบบนี้แสดงถึงความโปร่งใสและใกล้ชิดประชาชน

โดยรวมแล้ว การที่ “ศุภจี” ถือฤกษ์ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ เป็นจุดเริ่มต้นที่น่าปลอบใจ แสดงถึงความมุ่งมั่นและศรัทธาในการทำงาน ขณะที่คำขอพรให้สำเร็จและคำเรียกร้องให้ร่วมมือ เป็น insight สำคัญว่าการแก้ปัญหาต้องอาศัยทุกคน รัฐบาลมีแผนชัด แต่ประชาชนต้องช่วยกันด้วย คุณคิดอย่างไร ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวอัปเดตมาตรการเศรษฐกิจจากกระทรวงพาณิชย์เพื่อผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกันนะครับ!

ที่มา – “ศุภจี” ถือฤกษ์ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ขอพรทำงานสำเร็จ รับกดดัน ขอร่วมมือผ่านวิกฤตด้วยกัน

“รัชดา” เมินโต้ “ศิริกัญญา” ปมคนละครึ่งพลัส จ่อช่วยค่าไฟ

“รัชดา” เมินโต้ “ศิริกัญญา” ปมค้านเคาะคนละครึ่งพลัส ยันรัฐบาลจ่อคลอดแพ็คเกจช่วยค่าไฟ-ปุ๋ย เป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ เมื่อโฆษกรัฐบาลไม่สนใจโต้แย้งกับฝ่ายค้าน แต่ยืนยันว่ารัฐบาลกำลังเร่งมือช่วยเหลือประชาชนจากค่าครองชีพที่พุ่งสูง โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าและปุ๋ยที่กระทบเกษตรกรและครัวเรือนทั่วไป

“รัชดา” เมินโต้ “ศิริกัญญา” ปมค้านเคาะคนละครึ่งพลัส ยันรัฐบาลจ่อคลอดแพ็คเกจช่วยค่าไฟ-ปุ๋ย

วันที่ 15 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ออกมาแสดงจุดยืนคัดค้านการเคาะมาตรการคนละครึ่งพลัสในช่วงนี้ โดยระบุว่าไม่ใช่เวลากระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ควรเน้นเยียวยาค่าครองชีพให้ประชาชนก่อน

น.ส.รัชดา ตอบแบบชิล ๆ ว่า “ไม่ตอบโต้ค่ะ” เพราะรัฐบาลกำลังพิจารณาเรื่องค่าครองชีพอยู่แล้ว และได้เริ่มโครงการไทยช่วยไทยไปก่อนหน้านี้ ส่วนหลังจากนี้จะมีมาตรการอื่น ๆ ออกมาแบบเป็นชุด ๆ ให้ประชาชนและฝ่ายค้านได้ติดตามกันแน่นอน ทำให้หลายคนมองว่านี่คือสัญญาณว่ารัฐบาลไม่ต้องการเสียเวลาดราม่า แต่โฟกัสที่การช่วยเหลือจริง

มาตรการที่รัฐบาลเตรียมคลอดหลัง “รัชดา” เมินโต้ “ศิริกัญญา”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่ารัฐบาลจะมีมาตรการอะไรในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งหน้า น.ส.รัชดา ยืนยันชัดเจนว่าจะมีแพ็คเกจเยียวยาออกมาแบบทยอย โดยครอบคลุมหลายด้าน ดังนี้

  • โครงการคนละครึ่งพลัส: ยังคงเดินหน้าเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ช่วยให้ประชาชนใช้จ่ายได้มากขึ้น
  • เยียวยาค่าไฟฟ้า: สำหรับครัวเรือนที่ใช้ไฟน้อย เพื่อลดภาระค่าไฟที่พุ่งสูงจากราคาน้ำมัน
  • ช่วยเหลือเรื่องปุ๋ย: เน้นเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยแพง ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตพืชผล
  • โครงการไทยช่วยไทย: ขยายผลต่อเนื่อง เพื่อให้คนไทยช่วยเหลือกันเอง

ทั้งหมดนี้จะออกมาเป็นแพ็คเกจใหญ่ รัฐบาลยืนยันว่าดูแลประชาชนแน่นอน ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังเปราะบางจากโควิด-19 และราคาน้ำมันโลกที่ผันผวน

ปมขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้านเรื่องคนละครึ่งพลัส

ก่อนหน้านี้ น.ส.ศิริกัญญา ได้วิจารณ์หนักว่าการผลักดันคนละครึ่งพลัสตอนนี้ไม่เหมาะสม เพราะประชาชนกำลังเผชิญค่าครองชีพสูง ควรเยียวยาโดยตรงมากกว่า แต่ฝั่งรัฐบาลมองว่าทั้งสองอย่างทำควบคู่กันได้ เพื่อทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาค่าครองชีพ ซึ่งเป็นแนวทางที่รัฐบาลใช้มาตลอด

จากข้อมูลล่าสุด ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้นกว่า 20% ในปีนี้ ขณะที่ราคาปุ๋ยพุ่ง 50-100% ส่งผลให้เกษตรกรหลายรายลดพื้นที่เพาะปลูก นี่คือเหตุผลที่รัฐบาลเร่งแพ็คเกจดังกล่าว หากคลอดจริงจะช่วยพยุงเศรษฐกิจฐานรากได้ทันท่วงที

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐศาสตร์ยังชี้ว่ามาตรการแบบคนละครึ่งช่วยหมุนเงินในระบบได้ดี โดยในเฟสก่อน ๆ สร้างยอดใช้จ่ายกว่า 1 แสนล้านบาท ช่วยร้านค้าขนาดเล็กให้รอดพ้นวิกฤต

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายค้านยังคงกดดันให้รัฐบาลเปิดเผยรายละเอียดชัดเจน เพื่อไม่ให้เป็นแค่นโยบายลม ๆ แล้ง ๆ ประชาชนหลายคนรอคอยมาตรการเหล่านี้ เพราะค่าครองชีพกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดในตอนนี้

ในมุมมองของผู้เขียน รัฐบาลควรสื่อสารให้ชัดเจนกว่านี้ เพื่อลดความสับสน และแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลฟังเสียงประชาชนจริง การเมินโต้แบบนี้แสดงถึงความมั่นใจ แต่ต้องพิสูจน์ด้วยผลงาน คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามอัปเดตมาตรการใหม่ ๆ จากรัฐบาลนะครับ

ที่มา – “รัชดา” เมินโต้ “ศิริกัญญา” ปมค้านเคาะคนละครึ่งพลัส ยันรัฐบาลจ่อคลอดแพ็คเกจช่วยค่าไฟ-ปุ๋ย

พาณิชย์ขยายธงฟ้า-ธงเขียวพลัส ลดค่าครองชีพ

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้ราคาพลังงานและต้นทุนสินค้าพุ่งสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนและเกษตรกรทั่วประเทศ ล่าสุด พาณิชย์ ขยาย “ธงฟ้า-ธงเขียวพลัส” ลดค่าครองชีพ จัดหาปุ๋ยช่วยเกษตรกร ภายใต้กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ที่นำโดยนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน โดยมุ่งเน้นแนวคิด “2 พ.” คือ ปริมาณเพียงพอ และราคาไม่แพงเกินสมควร เพื่อให้ประชาชน ผู้ประกอบการ และเกษตรกรอยู่รอดได้ท่ามกลางวิกฤตนี้

พาณิชย์ ขยาย “ธงฟ้า-ธงเขียวพลัส” ลดค่าครองชีพ จัดหาปุ๋ยช่วยเกษตรกร

โครงการธงฟ้าคือดาวเด่นในการช่วยลดค่าครองชีพ โดยจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคกว่า 200 รายการ เช่น ข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำมันปาล์ม น้ำตาลทราย ในราคาต่ำกว่าท้องตลาด 30-60% ช่วยครัวเรือนประหยัดได้เฉลี่ย 500 บาทต่อเดือน กรมการค้าภายในวางแผนขยายงานธงฟ้าเป็น 518 ครั้ง จากเดิม 62 ครั้ง ในช่วงเมษายน-สิงหาคม 2567

  • งานขนาดใหญ่ 200 บูธ: 12 ครั้ง
  • งานขนาด 50 บูธ: 76 ครั้ง
  • มินิธงฟ้าจังหวัดละ 5 ครั้ง: 380 ครั้ง
  • กรุงเทพฯ 50 เขต: 50 ครั้ง

นอกจากนี้ ยังกระจายสินค้าผ่านรถเร่ รถพุ่มพวง และรถโมบายธงฟ้ากว่า 5,000 คัน ถึงชุมชนห่างไกล โครงการ “ธงฟ้าลดเปิดเทอม” ในโรงเรียนห่างไกล 1,000 แห่ง นำสินค้าชุดนักเรียนและอุปโภคไปขายราคาถูก เชื่อมโยงสินค้าเกษตรสู่ตลาดสด ตลาดนัด ปั๊มน้ำมัน ไปรษณีย์ 1,000 แห่ง และร้านค้าปลีก โชห่วย 150 ร้าน

ธงเขียวพลัส: ช่วยเกษตรกรลดต้นทุนปัจจัยการผลิต

โครงการธงเขียวพลัสเน้นลดต้นทุนสินค้าเกษตร โดยเฉพาะปุ๋ยเคมีที่ราคาพุ่งจากวิกฤต กรมฯ ร่วมเอกชนอย่างสมาคมปุ๋ย จัดหาปุ๋ยเพิ่ม ปัจจุบันสต็อกปุ๋ย 900,000 ตัน (ยูเรีย 343,000 ตัน) แผนนำเข้าเพิ่ม 234,650 ตัน ส่งเสริมปุ๋ยสูตรผสม เช่น 40-0-0, 21-0-0, 18-8-8 เพื่อลดพึ่งพายูเรียที่ราคาขึ้นจาก 500 เป็น 800 ดอลลาร์ต่อตัน

เพิ่มส่วนลดธงเขียวพลัสจาก 200 เป็น 300 บาทต่อราย ตรวจร้านปุ๋ย 1,079 แห่ง พบผิด 48 ราย ดำเนินคดีข้อหาไม่ปิดป้ายราคาและ賣เกินราคา

ด้านกำกับราคา เพิ่มสินค้าต้องขออนุญาตปรับราคาจาก 8 เป็น 15 รายการ โดยพิจารณาต้นทุนจริงจากน้ำมันดีเซลแพง แนวโน้มปรับขึ้น 0.7-44.4% ตามหมวด แต่ยังไม่批准 ยังขอให้ปรับอย่างเหมาะสม

ดูแลปาล์มน้ำมันทั้งระบบ ไม่ทิ้งเกษตรกร

สำหรับปาล์มน้ำมัน ราคาผลสดเฉลี่ย 8 บาท/กก. สูงสุดรอบหลายปี แต่ต้นทุนขึ้น กรมฯ ดูแลไม่ให้ราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวด (สต็อกเดิม 42-50 บาท/ขวด) สูงเกินไป กำหนดลานเท-โรงสกัดปิดป้ายราคา ห้ามกดราคา รายงานสต็อก เคลื่อนย้าย และส่งออกเข้มงวด

บริหารปาล์มสมดุล เพิ่มใช้ B7 B20 ในพลังงาน 140,000 ตัน/เดือน ส่งออก 43,600 ตัน/เดือน นอกจากนี้ เพิ่มเม็ดพลาสติก (PE, PP, PET) เป็นสินค้าควบคุม ตั้งคณะทำงานติดตาม

มาตรการเหล่านี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลใส่ใจประชาชนและเกษตรกรจริง พาณิชย์ ขยาย “ธงฟ้า-ธงเขียวพลัส” ลดค่าครองชีพ จัดหาปุ๋ยช่วยเกษตรกร จะช่วยบรรเทาภาระได้ หากทุกฝ่ายร่วมมือ ติดตามข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐเพิ่มเติมเพื่อวางแผนชีวิตให้มั่นคง

คุณล่ะ สนใจเข้าร่วมงานธงฟ้าครั้งไหน? แสดงความเห็นด้านล่าง หรือแชร์ประสบการณ์การประหยัดค่าครองชีพจากโครงการนี้ได้เลย!

ที่มา – “พาณิชย์” ขยาย “ธงฟ้า-ธงเขียวพลัส” ลดค่าครองชีพ จัดหาปุ๋ยช่วยเกษตรกร

Scroll to top