ค่าครองชีพ

สู้น้ำมันแพงไม่ไหว โรงน้ำแข็งขึ้น 5 บาท ชาวบ้านเดือดร้อน

ช่วงหน้าร้อนแบบนี้ อากาศร้อนอบอ้าวสุดๆ ชาวบ้านทุกคนต้องพึ่ง น้ำแข็ง กันทั้งนั้น แต่ล่าสุดมีข่าวร้าย เมื่อ สู้น้ำมันแพงไม่ไหว โรงน้ำแข็ง ขอขึ้นกระสอบละ 5 บาท ชาวบ้านเดือดร้อนกันถ้วนหน้า โดยเฉพาะที่อุทัยธานี โรงน้ำแข็งชื่อดังอย่างพรพิบูลย์ต้องปรับราคาเพราะต้นทุนน้ำมันขนส่งพุ่งสูง ใครที่เคยซื้อน้ำแข็งยูนิตบาทละ 5-10 บาท ตอนนี้จ่ายเท่าเดิมแต่ได้น้อยลง แบบนี้รายจ่ายครัวเรือนพุ่งแน่นอน

สู้น้ำมันแพงไม่ไหว โรงน้ำแข็ง ขอขึ้นกระสอบละ 5 บาท ชาวบ้านเดือดร้อนกันถ้วนหน้า

วันที่ 11 เมษายน 2566 ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ ค่าน้ำมันดีเซลและเบนซินแพงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลกระทบตรงๆ ไปยังโรงน้ำแข็งพรพิบูลย์ อำเภอเมืองอุทัยธานี ซึ่งเป็นโรงเก่าแก่ ส่งน้ำแข็งครอบคลุมทุกอำเภอ ราคากระสอบ 20 กก. จากเดิม 35 บาท ขึ้นเป็น 40 บาท หรือขึ้น 5 บาทต่อกระสอบ พอดีกับข่าว สู้น้ำมันแพงไม่ไหว โรงน้ำแข็ง ขอขึ้นกระสอบละ 5 บาท ชาวบ้านเดือดร้อนกันถ้วนหน้า ที่กำลังเป็นกระแส

โรงน้ำแข็งอุทัยธานีขึ้นราคาจากน้ำมันแพง ชาวบ้านเดือดร้อน

ร้านค้าปลีกเจอผลกระทบหนัก

ลงพื้นที่ร้านนาวามาร์ท ต.หนองกลางดง อ.ทัพทัน พบว่าราคาขายปลีกกระสอบละ 40 บาทแล้ว เจ้าของร้านเล่าว่า กำไรน้อยอยู่แล้วเพราะน้ำแข็งละลายง่าย ถ้าขายไม่หมดขาดทุน แต่ต้นทุนแพงขึ้นต้องปรับตาม มิฉะนั้นร้านเจ๊งเอา

ร้านขายน้ำแข็งราคาขึ้น 5 บาทจากโรงน้ำแข็ง

ชาวบ้านต้องปรับตัวอย่างไร

ชาวบ้านในพื้นที่เดือดร้อนหนัก โดยเฉพาะหน้าร้อนที่ต้องซื้อน้ำแข็งวันละหลายรอบ แช่เครื่องดื่ม แช่น้ำอาบ ตอนนี้เงิน 10 บาทได้น้ำแข็งน้อยลง รายจ่ายเพิ่ม 20-30% เลยทีเดียว สถานการณ์แบบ สู้น้ำมันแพงไม่ไหว โรงน้ำแข็ง ขอขึ้นกระสอบละ 5 บาท ชาวบ้านเดือดร้อนกันถ้วนหน้า นี้ ไม่ใช่แค่ที่อุทัยธานี แต่คาดว่าจะลามไปทั่วประเทศ

สาเหตุหลักที่ทำให้ราคาน้ำแข็งพุ่ง

  • ราคาน้ำมันแพง: การขนส่งน้ำแข็งต้องใช้รถบรรทุกเยอะ ต้นทุนดีเซลพุ่ง 30-40% โรงไม่ไหว
  • อากาศร้อนจัด: ความต้องการพุ่ง แต่กำลังการผลิตจำกัด
  • ค่าครองชีพสูง: ไฟฟ้า วัตถุดิบผลิตน้ำแข็งแพงตาม
  • ฤดูร้อนยาวนาน: ปีนี้ร้อนผิดปกติ ชาวบ้านใช้เยอะ

เคล็ดลับประหยัดน้ำแข็งในช่วงราคาแพง

เพื่อช่วยชาวบ้าน เรามีทิปส์ดีๆ มาฝาก

  • ซื้อจำนวนมากครั้งเดียว ลดการเดินทางบ่อย
  • ใช้กล่องโฟมเก็บความเย็น ให้น้ำแข็งอยู่ได้นาน
  • ทำน้ำเย็นเองจากตู้เย็นที่บ้าน ถ้ามี
  • ดื่มน้ำเปล่าหรือน้ำผลไม้แทนเครื่องดื่มเย็นจัด
  • ติดตั้งพัดลมเพดานหรือพัดลมไอเย็น ลดการใช้น้ำแข็ง

สถานการณ์นี้สะท้อนปัญหาค่าครองชีพที่รัฐต้องเร่งแก้ไข จากต้นทุนพลังงาน ลองนึกภาพถ้าสินค้าอื่นๆ ขึ้นราคาตาม คงลำบากกันหมด คุณล่ะเจอปัญหานี้บ้างไหม? แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแนะนำวิธีประหยัดของคุณมาได้เลย จะได้ช่วยกันผ่านวิกฤตนี้ไป

ที่มา – สู้น้ำมันแพงไม่ไหว โรงน้ำแข็ง ขอขึ้นกระสอบละ 5 บาท ชาวบ้านเดือดร้อนกันถ้วนหน้า

“อัครเดช” หนุน รัฐบาลอนุทิน สู้วิกฤตพลังงาน ฝากสูตร “4 ตรง”

ในสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจถดถอย “อัครเดช” หนุน รัฐบาลอนุทิน สู้วิกฤตพลังงาน ฝากสูตร “4 ตรง” แก้เศรษฐกิจ-อุ้มกลุ่มเปราะบาง กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะจากปากของนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ที่ลุกขึ้นอภิปรายในรัฐสภาเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569

“อัครเดช” หนุน รัฐบาลอนุทิน สู้วิกฤตพลังงาน ฝากสูตร “4 ตรง” แก้เศรษฐกิจ-อุ้มกลุ่มเปราะบาง

นายอัครเดช ยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ได้เลือกที่จะเข้ามาบริหารท่ามกลางวิกฤต แต่เมื่อประชาชนมอบความไว้วางใจ ก็ต้องทุ่มเททำหน้าที่ให้ดีที่สุด เขาเปรียบเทียบอย่างน่าสนใจว่า “คนเรานั้นเลือกเกิดไม่ได้ ฉันใดนั้น การเป็นรัฐบาลก็เลือกที่จะเป็นไม่ได้” ซึ่งสะท้อนถึงความท้าทายที่รัฐบาลต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบหลังโควิด-19 วิกฤตเศรษฐกิจ และล่าสุดคือวิกฤตพลังงานที่ทำให้ค่าครองชีพพุ่งสูง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างเกษตรกรและแรงงานรายได้น้อย

จากนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา มี 5 นโยบายหลักครอบคลุมเศรษฐกิจ การเกษตร และการท่องเที่ยว นายอัครเดชจึงฝากหลักการ “4 ตรง” เพื่อให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพสูงสุด นี่คือสูตรลับที่เขามั่นใจว่าจะช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุด

สูตร “4 ตรง” จาก “อัครเดช” หนุน รัฐบาลอนุทิน สู้วิกฤตพลังงาน

  • ตรงเป้า: คัดกรองกลุ่มเดือดร้อนที่สุด เช่น กลุ่มเปราะบาง เกษตรกร และผู้ใช้แรงงานรายได้น้อย ที่กำลังถูกวิกฤตพลังงานบีบคั้น ต้องช่วยเหลือคนที่ต้องการมากที่สุดก่อน
  • ตรงจุด: แก้ปัญหาให้ตรงความต้องการจริง เช่น ลดต้นทุนการผลิต ยกระดับราคาพืชผลเกษตร ทำให้เกษตรกรไม่ต้องขาดทุนจากน้ำมันแพงแต่ผลผลิตราคาตก
  • ตรงเวลา: มาตรการต้องรวดเร็ว ทันท่วงที เพราะวิกฤตพลังงานกำลังกระทบประชาชนเดี๋ยวนี้ อย่ารอช้าเดี๋ยวสถานการณ์ยิ่งแย่
  • ตรงไปตรงมา: ทุกขั้นตอนต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่มีการคอร์รัปชัน เพื่อให้เงินช่วยเหลือถึงมือผู้เดือดร้อนจริงๆ

นายอัครเดช เน้นย้ำว่า “วันนี้พี่น้องประชาชนเดือดร้อนจากวิกฤตพลังงาน ท่านต้องคัดเป้าหมายว่ากลุ่มไหนเดือดร้อนที่สุดก็นำกลุ่มนั้นมาดูแลก่อน โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรที่ต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นแต่ราคาพืชผลต่ำลง” คำพูดนี้ชัดเจนและเข้าถึงใจประชาชนที่กำลังลำบาก

นอกจากนี้ เขายังให้กำลังใจคณะรัฐมนตรีในการขับเคลื่อน 5 นโยบายหลักให้เกิดผลจริง และเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะปราศจากการทุจริต สูตร “4 ตรง” นี้ไม่ใช่แค่ทฤษฎี แต่เป็นแนวทางปฏิบัติที่ทุกกระทรวงควรนำไปใช้ทันที เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน

วิกฤตพลังงานครั้งนี้มาจากราคาน้ำมันโลกที่ผันผวน ส่งผลให้ต้นทุนทุกอย่างแพงขึ้น โดยเฉพาะภาคเกษตรที่ใช้เครื่องจักรกลการเกษตรมาก รัฐบาลอนุทินจึงต้องเร่งมาตรการลดราคาพลังงานชั่วคราวควบคู่กับพัฒนาพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานหมุนเวียนจากชีวมวลที่ไทยมีศักยภาพสูง นอกจากนี้ การอุ้มกลุ่มเปราะบางด้วยบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือเงินอุดหนุนตรง จะช่วยให้ประชาชนมีกำลังซื้อ เพิ่มการหมุนเวียนในเศรษฐกิจ

ในมุมมองของผม สูตร “4 ตรง” ที่ “อัครเดช” ฝากไว้เป็นแนวคิดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง หากรัฐบาลนำไปใช้จริง จะเห็นผลชัดเจนภายในปีนี้ โดยเฉพาะการช่วยเกษตรกรที่เป็นฐานรากของชาติ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้อีกด้วย

คุณคิดอย่างไรกับสูตร “4 ตรง” นี้? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวสารการเมืองเศรษฐกิจเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัพเดทสำคัญนะครับ เชื่อว่านโยบายดีๆ แบบนี้จะช่วยให้ประเทศไทยผ่านวิกฤตไปได้!

ที่มา – “อัครเดช” หนุน รัฐบาลอนุทิน สู้วิกฤตพลังงาน ฝากสูตร “4 ตรง” แก้เศรษฐกิจ-อุ้มกลุ่มเปราะบาง

“นิกร” ประเดิมงานแรก ลดใช้พลังงาน PM2.5

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวสำคัญในแวดวงการเมืองและสังคมกันค่ะ เมื่อนายนิกร โสมกลาง หรือที่รู้จักกันในชื่อ “นิกร” เริ่มปฏิบัติหน้าที่“นิกร” ประเดิมงานแรก ลดใช้พลังงาน PM2.5ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 ทันทีที่เข้ารับตำแหน่ง ก็ลุยงานทันทีด้วยนโยบายเร่งด่วน 3 ด้านหลัก เพื่อช่วยเหลือประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส ที่กำลังเผชิญปัญหาค่าครองชีพสูงและวิกฤตฝุ่น PM2.5 ในช่วงนี้

นิกร โสมกลาง ประเดิมงานแรก ลดใช้พลังงาน PM2.5

นโยบายเหล่านี้ไม่เพียงตอบโจทย์สถานการณ์ปัจจุบัน แต่ยังสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่เน้นการประหยัดพลังงานและดูแลสุขภาพประชาชนท่ามกลางปัญหาโลกร้อนและมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะในภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ เชียงราย ลำปู ที่ฝุ่น PM2.5 กลับมาวิกฤตหนักทุกปี

“นิกร” ประเดิมงานแรก ลดใช้พลังงาน PM2.5

หลังจากประชุมร่วมกับนายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัด พม. และทีมผู้บริหาร “นิกร” ได้มอบนโยบายชัดเจนเพื่อขับเคลื่อนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน โดยเริ่มจากมาตรการที่ทำได้ทันทีและเห็นผลชัดเจน นี่คือรายละเอียดที่น่าสนใจ

นโยบายลดใช้พลังงานตาม “นิกร” ประเดิมงานแรก ลดใช้พลังงาน PM2.5

เรื่องแรกคือการประหยัดพลังงานตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งกระทรวง พม. จะนำร่อง โดยอนุญาตให้ข้าราชการและบุคลากรทั้งส่วนกลางและภูมิภาคWork from Home หรือ Work from Anywhere สลับกันทำงาน ลดการเดินทางและใช้ไฟฟ้าในสำนักงาน คาดลดการใช้พลังงานได้ถึง 30% แต่ยังคงคุณภาพการบริการประชาชนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล อย่าง Zoom หรือแอปพลิเคชันอื่นๆ ที่ผ่านมา กระทรวงเริ่มดำเนินการตั้งแต่ 6 มีนาคม 2569 แล้ว และจะเร่งเต็มรูปแบบ

ประโยชน์ของมาตรการนี้ชัดเจนมาก ไม่เพียงช่วยลดค่าไฟ ค่าเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่จากวิกฤตพลังงาน แต่ยังลดการจราจรติดขัด ลดมลพิษ และเพิ่ม work-life balance ให้บุคลากร โดยเฉพาะคุณแม่ที่เลี้ยงลูกเล็กหรือผู้สูงอายุในครอบครัว

เร่งสร้างห้องป้องกันฝุ่น PM2.5 ช่วยกลุ่มเปราะบาง

เรื่องที่สอง จัดการวิกฤตฝุ่น PM2.5 โดยเร่งขยายห้องป้องกันฝุ่น PM2.5ในสถานสงเคราะห์ต่างๆ ของกระทรวง พม. เริ่มจากภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง แล้วขยายไปพื้นที่อื่น ร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำนวัตกรรมกรองอากาศมาสร้างสถานที่ปลอดภัยสำหรับเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ และคนไร้ที่พึ่ง

  • ติดตั้งเครื่องฟอกอากาศมาตรฐาน HEPA
  • สร้างห้อง Clean Room ในศูนย์ช่วยเหลือ
  • จัดหน่วยเคลื่อนที่เร็ว (RRU) ส่งอุปกรณ์ป้องกันสุขภาพไปพื้นที่ห่างไกล

PM2.5 เป็นภัยร้ายที่เข้าปอดได้ง่าย ส่งผลรุนแรงต่อกลุ่มเปราะบาง หากไม่แก้ไขจะเพิ่มภาระโรงพยาบาล นโยบายนี้จึงเป็นการป้องกันเชิงรุกที่ชาญฉลาด

มาตรการช่วยค่าครองชีพเร่งด่วน

เรื่องที่สาม ช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพจากวิกฤตพลังงาน โดยเร่งจ่ายเงินอุดหนุน ส่งเครื่องอุปโภคบริโภคจำเป็นให้กลุ่มเปราะบาง พิจารณาลดค่าเช่าบ้านการเคหะแห่งชาติ (กคช.) และลดดอกเบี้ยสินเชื่อจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) สำหรับผู้มีรายได้น้อย

นอกจากนี้ ผลักดันสิทธิสวัสดิการสำหรับเด็ก คนพิการ ผู้สูงอายุ ให้ช่วยเหลือตัวเองได้ ปรับปรุงที่อยู่อาศัยด้วย Universal Design รองรับทุกเพศวัยและภาวะโลกร้อน รวมถึงดึงคนตกหล่นเข้าสู่ระบบฐานข้อมูล เพื่อช่วยเหลือทันท่วงที

นโยบาย“นิกร” ประเดิมงานแรก ลดใช้พลังงาน PM2.5เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกระทรวง พม. ในการดูแลประชาชนอย่างครอบคลุม หากดำเนินการได้จริง จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้มาก คุณคิดว่านโยบายไหนน่าจะเห็นผลเร็วที่สุด? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นได้รับรู้ข้อมูลดีๆ นะคะ!

ที่มา – “นิกร” ประเดิมงานแรก ลดใช้พลังงาน เร่งทำห้องป้องกันฝุ่น PM2.5 ช่วยกลุ่มเปราะบาง

“วีระยุทธ” ผิดหวัง “เอกนิติ” แจงวิกฤตน้ำมัน

สวัสดีครับทุกท่าน ในสถานการณ์วิกฤตน้ำมันที่กำลังรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะนี้ วีระยุทธ ผิดหวัง เอกนิติ แจงวิกฤตน้ำมัน กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะคำชี้แจงจากฝั่งรัฐบาลที่ดูเหมือนจะวนลูปเดิม ๆ ไม่เห็นความคืบหน้า วันนี้เราจะมาสรุปและวิเคราะห์กันแบบเป็นกันเองว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และทำไมถึงเป็นเรื่องที่ประชาชนอย่างเราต้องติดตามใกล้ชิด

วีระยุทธ ผิดหวัง เอกนิติ แจงวิกฤตน้ำมัน พูดเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน

เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้แสดงความผิดหวังอย่างชัดเจนต่อการชี้แจงของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง ในประเด็นวิกฤตน้ำมัน คำพูดที่ได้ยินยังคงวนเวียนเหมือนกับ 2 สัปดาห์ก่อน ไม่มีมาตรการใหม่ ๆ หรือการเยียวยาที่เป็นรูปธรรม ชาวประมงที่ออกเรือไม่ได้ อาหารทะเลเริ่มขาดตลาด ความเดือดร้อนเกิดขึ้นรายวัน แต่รัฐบาลยังชักช้า

นายวีระยุทธ เน้นย้ำว่ารัฐบาลควรช่วยเหลือทุกกลุ่ม ไม่ใช่แค่กลุ่มเปราะบางอย่างเดียว เพราะตอนนี้คนไทยทุกคนกำลังเผชิญความไม่แน่นอนทั้งหมด ต้องชัดเจนว่าจะช่วยใครบ้าง เท่าไหร่ และอย่างไร

ปัญหาโอนงบประมาณและ พ.ร.ก.กู้เงิน ต้องโปร่งใส

นอกจากวิกฤตน้ำมันแล้ว เรื่องโอนงบประมาณก็เป็นอีกประเด็นสำคัญ ถ้ารัฐบาลอยากโอนงบ ควรทำผ่าน พ.ร.บ.โอนงบประมาณที่โปร่งใส ผ่านสภา เหมือนปี 2563 ที่ใช้เวลาแค่ 1 สัปดาห์ ไม่ล่าช้า ถ้าจะออก พ.ร.ก.เงินกู้ ก็ต้องชัดเจนว่าจะใช้เงินทำอะไร โดยเฉพาะกู้ 5 แสนล้านบาท ต้องไม่ใช่รักษาอดีต แต่เพื่ออนาคต เช่น พัฒนาทักษะ พยุงการจ้างงานที่กำลังตกต่ำ

  • โอนงบได้สูงสุด 50,000 ล้านบาท อาจไม่พอ
  • ข้าราชการลังเลเบิกจ่าย ต้องให้ความชัดเจน
  • กู้เงินต้องชี้แจง เหมือนสมัยโควิดที่ทิ้งหนี้ไว้เพียบ

ศุภจี ได้ข้อมูลไม่ตรงหน้างาน? ปัญหาปุ๋ย-มะพร้าว-ล้ง

ส่วนนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ชี้แจงเรื่องสินค้าเกษตร แต่ข้อมูลที่ให้มามีปัญหา เช่น ราคามะพร้าวที่บอกขึ้น 7 บาท แต่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรยืนยันแค่ 3 บาท ข้อมูลจากข้าราชการไม่ตรงกับหน้างาน พ่อค้าแม่ค้าบอกยังไง ต้องลงพื้นที่จริง

เรื่องล้งมะพร้าวยังไม่ชัดว่าจะช่วยยังไง ล้งกลางหรือชุมชน? และที่กังวลสุดคือปุ๋ยเริ่มขาดตลาด ราคาไม่เปิดเผย หวั่นไอ้โม่งน้ำมันหันมากักตุนปุ๋ยแทน เกษตรกรเดือดร้อนหนัก

แม้แต่เรื่องฝุ่น PM2.5 คำตอบของศุภจีที่บอกไม่ใช่ไปเชียงใหม่ 365 วัน ก็สะท้อนมุมมองผู้บริหารที่มองแค่ท่องเที่ยว ไม่ใช่ชีวิตประจำวันของชาวเหนือ

แนะนายกฯ เร่งแก้ของแพง เลิกเดินตามหลังวิกฤต

นายวีระยุทธ แนะนำนายกรัฐมนตรีให้เลิกเดินตามหลังประชาชน ต้องนำหน้า 1-2 ก้าว ประกาศวิสัยทัศน์ชัด ๆ ว่าจะรับมือวิกฤต 2 เดือนข้างหน้าอย่างไร มาตรการสงกรานต์เพิ่งออกช้าไป 5 สัปดาห์ ไอ้โม่งน้ำมันช้า 4 สัปดาห์ GPS ติดรถเรือช้า 6 สัปดาห์ ข้อมูลน้ำมันลดเหลือ 40 ล้านลิตรต้องตรวจสอบว่ากักตุนหรือไม่

พรรคประชาชนตั้งวอร์รูมติดตามทุกกระทรวง เหมือนครม.เงา เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพ

สุดท้าย เรื่องประชุมใหญ่พรรคปลายเมษายน อาจปรับโครงสร้าง แต่ยังอุบเรื่องหัวหน้าพรรคคนใหม่

วิกฤตแบบนี้ รัฐบาลต้องเร่งด่วน โปร่งใส และนำหน้าประชาชน มิฉะนั้นความเดือดร้อนจะยิ่งบานปลาย คุณคิดเห็นอย่างไร ลองคอมเมนต์บอกกันหน่อย และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจายนะครับ

ที่มา – “วีระยุทธ” ผิดหวัง “เอกนิติ” แจงวิกฤตน้ำมันพูดเหมือนเดิม แนะนายกฯ เร่งแก้ของแพง

ชมถ่ายทอดสด การประชุมรัฐสภา รัฐบาลอนุทิน

ชมถ่ายทอดสด การประชุมรัฐสภา รัฐบาลอนุทิน นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ แถลงนโยบายรัฐบาล เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วน 5 ด้านหลัก วันนี้ 9 เมษายน 2568 ตั้งแต่เวลา 08.30 น. เป็นต้นไป ประชาชนสามารถติดตามรับชมได้ทางสถานีโทรทัศน์และช่องทางออนไลน์ต่างๆ อย่าพลาดเหตุการณ์สำคัญที่กำหนดทิศทางประเทศในปีข้างหน้า

การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง ในวาระด่วนตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จัดขึ้นเป็นเวลา 2 วัน คือ 9-10 เมษายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเป็นประธานนำคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบาย โดยก่อนหน้านี้ได้เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2568 ตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องแถลงนโยบายก่อนปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ เว้นแต่กรณีจำเป็นเร่งด่วน

ชมถ่ายทอดสด การประชุมรัฐสภา รัฐบาลอนุทิน นำแถลงนโยบายแก้ปัญหา 5 ด้าน

เอกสารคำแถลงนโยบายรัฐบาลมีความยาว 19 หน้า ครอบคลุมนโยบายหลักที่มุ่งแก้ปัญหาเร่งด่วนของชาติ โดยแบ่งออกเป็น 5 ด้านสำคัญ ซึ่งรัฐบาลอนุทินตั้งใจจะเร่งดำเนินการทันที เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ สร้างความมั่นคง และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

นโยบายหลัก 5 ด้านของรัฐบาลอนุทิน

  • ด้านเศรษฐกิจ: มุ่งกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ลดค่าครองชีพ สนับสนุน SME และเกษตรกร ผ่านมาตรการลดภาษี จัดสรรงบประมาณช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมหลักให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น
  • ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง: เสริมสร้างความมั่นคงชายแดน เจรจาข้อพิพาทกับประเทศเพื่อนบ้าน ปรับปรุงนโยบายการค้าต่างประเทศให้ได้เปรียบ และเพิ่มขีดความสามารถกองทัพในการรับมือภัยคุกคามสมัยใหม่
  • ด้านสังคม: พัฒนาการศึกษา สุขภาพ และสวัสดิการสังคม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มงบประมาณโรงเรียนและโรงพยาบาลชุมชน รวมถึงโครงการช่วยเหลือผู้สูงอายุและเด็กกำพร้า
  • ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม: เตรียมรับมือภัยแล้ง น้ำท่วม และปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยเฉพาะภาคเหนือ สร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า พัฒนาเขื่อนและระบบชลประทาน รวมถึงส่งเสริมพลังงานสะอาด ลดการปล่อยคาร์บอน
  • ด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย: ลดความซับซ้อนของระบบราชการ ดิจิทัลทรานสฟอร์มการบริการสาธารณะ ปฏิรูปกฎหมายที่ล้าสมัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดการทุจริต

นโยบายเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ปัญหาเร่งด่วนที่ประชาชนเผชิญ โดยเฉพาะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากโควิดและสงครามการค้าโลก

ฝ่ายค้านเตรียมอภิปรายเข้มข้น

ฝ่ายค้านไม่ยอมแพ้ โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน เตรียมผู้อภิปรายกว่า 20 คน โฟกัสปัญหาวิกฤตน้ำมันแพงและฝุ่น PM2.5 ที่กระทบประชาชนภาคเหนือ นอกจากนี้ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม ระบุว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะช่วยสะท้อนปัญหาทุกภูมิภาค อาจขึ้นอภิปรายสรุปหากมีเวลา

กำหนดการอภิปรายรวม 32.30 ชั่วโมง แบ่งเป็น ประธานที่ประชุม 1.30 ชม., นายกฯ แถลง 1.30 ชม., ครม.ชี้แจง 6 ชม., สว. 4 ชม., ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล 5.30 ชม., ส.ส.ฝ่ายค้าน 14.30 ชม. คาดว่าจะเข้มข้นและอาจยืดเยื้อ

การแถลงนโยบายครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของรัฐบาลอนุทิน ที่มาจากพรรคภูมิใจไทยนำโคไลอิชั่น ชมถ่ายทอดสด การประชุมรัฐสภา รัฐบาลอนุทิน เพื่อติดตามว่ารัฐบาลจะนำนโยบายไปปฏิบัติจริงได้อย่างไร โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจผันผวน เรามีความเห็นว่านโยบายเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมน่าจะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน หากทำได้จริงจะช่วยพลิกฟื้นประเทศได้แน่นอน

เชิญชวนทุกท่านติดตามรับชมถ่ายทอดสดและแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง ว่าคุณคาดหวังอะไรจากรัฐบาลชุดนี้บ้าง!

ที่มา – ชมถ่ายทอดสด การประชุมรัฐสภา รัฐบาลอนุทิน นำ ครม.ชุดใหม่ แถลงนโยบายรัฐบาล แก้ปัญหาเร่งด่วน 5 ด้าน

“ศุภจี” นั่งหัวโต๊ะ ถกรับมือวิกฤตเม็ดพลาสติก

“ศุภจี” นั่งหัวโต๊ะ ถกรับมือวิกฤตเม็ดพลาสติก หลังจากสหรัฐฯ ประกาศหยุดยิงกับอิหร่านเป็นเวลา 2 สัปดาห์ สถานการณ์นี้ถูกมองว่าเป็นสัญญาณดีต่อห่วงโซ่อุปทานของไทย โดยเฉพาะสินค้าสำคัญอย่างเม็ดพลาสติกที่กำลังเผชิญวิกฤตราคาพุ่งสูง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เป็นประธานการประชุมสำคัญเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล เพื่อหาแนวทางบริหารจัดการปัญหานี้

“ศุภจี” นั่งหัวโต๊ะ ถกรับมือวิกฤตเม็ดพลาสติก

การประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมสำคัญ เช่น นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และประธานบอร์ด ปตท. รวมถึงนายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ทุกฝ่ายมาร่วมถกเถียงเพื่อหาทางออกให้กับภาคอุตสาหกรรมที่พึ่งพาเม็ดพลาสติกเป็นวัตถุดิบหลัก เม็ดพลาสติกถูกประกาศเป็นสินค้าควบคุมตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2569 เนื่องจากราคาพุ่งสูงจากปัญหาการขาดแคลนทั่วโลก โดยเฉพาะจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กระทบการผลิต petrochemical

นางศุภจี เปิดเผยก่อนประชุมว่า การหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะช่วยให้การขนส่งสินค้าคล่องตัวขึ้น รัฐบาลจะสามารถควบคุมสินค้าต้นทางได้ดีกว่าเดิม โดยจะตรวจสอบสต็อกและต้นทุนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน หากสถานการณ์สงบจริง จะเป็นผลดีต่อผู้ประกอบการไทยที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบเหล่านี้

มองเป็นผลดีหลังสหรัฐฯ ประกาศหยุดยิงอิหร่าน 2 สัปดาห์

วิกฤตเม็ดพลาสติกส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมหลายแห่งในไทย เช่น การผลิตบรรจุภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์พลาสติก และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ราคาที่พุ่งสูงทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อราคาสินค้าสำหรับผู้บริโภค การหยุดยิงครั้งนี้คาดว่าจะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเม็ดพลาสติก นางศุภจี ย้ำว่าการประชุมจะหารือถึงสต็อกปัจจุบัน สาเหตุราคาขึ้น และแนวทางร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม

  • ตรวจสอบสต็อกเม็ดพลาสติกทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น PE, PP, PET
  • ประเมินต้นทุนและปริมาณนำเข้าเพื่อป้องกันการกักตุน
  • ส่งเสริมการรีไซเคิลขยะพลาสติก ซึ่งไทยมีขยะพลาสติกจำนวนมากแต่รีไซเคิลได้เพียง 20% เท่านั้น
  • ประสานงานระหว่างกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมเพื่อมาตรการควบคุมราคา

นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงการลดการพึ่งพาการนำเข้า โดยส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศให้ผลิตเม็ดพลาสติกจากน้ำมันปิโตรเลียมของไทยเอง ผ่านบริษัทอย่าง ปตท. เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว

“ศุภจี” นั่งหัวโต๊ะ ถกรับมือวิกฤตเม็ดพลาสติก แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่กระทบประชาชนและผู้ประกอบการ การดำเนินการอย่างรวดเร็วจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้ทันท่วงที โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวจากโควิด-19

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้เป็นโอกาสให้ไทยเร่งพัฒนาการรีไซเคิลและ circular economy สำหรับพลาสติก เพื่อลดผลกระทบจากความขัดแย้งโลกในอนาคต หากทำได้สำเร็จ จะไม่เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้ยั่งยืนยิ่งขึ้น

ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจและการเมืองล่าสุดได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาด

ที่มา – “ศุภจี” นั่งหัวโต๊ะ ถกรับมือวิกฤตเม็ดพลาสติก มองเป็นผลดีหลังสหรัฐฯ ประกาศหยุดยิงอิหร่าน 2 สัปดาห์

โรงผลิตน้ำดื่มสุรินทร์ แบกต้นทุนน้ำมันไม่ไหว จ่อขึ้นราคา 15 บาท

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในจังหวัดสุรินทร์กันบ้างนะครับ โดยเฉพาะเรื่อง โรงผลิตน้ำดื่มสุรินทร์ ที่กำลังเผชิญปัญหาหนัก จากราคาน้ำมันแพงมหาศาล ทำให้รายได้หายวับไปกว่าครึ่งเลยทีเดียว เจ้าของโรงงานต้องแบกต้นทุนไม่ไหว จ่อปรับราคาน้ำถังละ 15 บาท และวอนให้ภาครัฐเข้ามาช่วยแก้ปัญหาด่วนเลยครับ

โรงผลิตน้ำดื่มสุรินทร์ แบกต้นทุนน้ำมันไม่ไหว จ่อขึ้นราคา

เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่เส้นทางสาย 24 อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ พบว่าผู้ประกอบการ โรงผลิตน้ำดื่มสุรินทร์ ได้รับผลกระทบหนักมากจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะนายไพศาล จันทร์เขียว อายุ 60 ปี เจ้าของโรงผลิตน้ำดื่ม “ธนาธิป” ที่ตั้งอยู่เลขที่ 156/1 บ้านศาลา หมู่ 3 ตำบลบ้านชบา อำเภอสังขะ

คุณลุงไพศาลเล่าว่าทำธุรกิจนี้มานานกว่า 9 ปี เดิมทีรายได้เดือนละนับแสนบาท แต่ตอนนี้เหลือแค่ 50,000-60,000 บาทต่อเดือน หายไปกว่าครึ่งเลยครับ สาเหตุหลักมาจากต้นทุนน้ำมันที่แพงขึ้น ค่าขนส่ง ค่าวัตถุดิบ และขวดพลาสติกที่ปรับราคาตามกันไม่หยุด

ผลกระทบจากราคาน้ำมันแพงต่อโรงผลิตน้ำดื่มสุรินทร์

เดิมราคาน้ำถังเล็กขายอยู่ที่ 10 บาท แล้วปรับเป็น 12 บาทตามต้นทุน แต่ตอนนี้แบกไม่ไหวแล้วครับ เพราะน้ำมันขึ้นอีก 6 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ค่าขนส่งพุ่ง โดยต้องวิ่งส่งน้ำในอำเภอสังขะวันละ 2-3 เที่ยว จนต้องเตรียมขึ้นราคาเป็น 15 บาทต่อถัง ลุงไพศาลฝากบอกภาครัฐด้วยนะครับ ช่วยเร่งแก้ปัญหาน้ำมันแพง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ผู้ประกอบการรายย่อยและชาวบ้านชายแดนไทย-กัมพูชา

สถานการณ์นี้ไม่ใช่แค่โรงผลิตน้ำดื่มสุรินทร์อย่างเดียว แต่กระทบผู้ประกอบการหลายรายในพื้นที่ชายแดน เพราะต้นทุนขนส่งและวัตถุดิบแพงขึ้นหมดเลยครับ

สาเหตุราคาน้ำมันแพงและผลกระทบวงกว้าง

ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงมาจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน ความขัดแย้งตะวันออกกลาง และนโยบาย OPEC ที่ลดการผลิต ทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกแพงตามไปด้วย ส่งผลกระทบตรงๆ ต่อ SME ไทย โดยเฉพาะในต่างจังหวัดอย่างสุรินทร์ ที่พึ่งพาการขนส่งมาก

  • ต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้น 30-50%: วิ่งรถส่งสินค้าทุกวัน กระทบหนัก
  • ราคาวัตถุดิบพุ่ง: ขวดพลาสติกจากน้ำมันดิบ แพงตาม
  • รายได้ลดฮวบ: ลูกค้าซื้อน้อยลงเพราะเศรษฐกิจแย่
  • แข่งขันยาก: โรงใหญ่จากเมืองอื่นตีตลาด

สำหรับ โรงผลิตน้ำดื่มสุรินทร์ อย่างโรงธนาธิป นี่คือตัวอย่างชัดเจนของธุรกิจท้องถิ่นที่กำลังร้องขอความช่วยเหลือ

ทางออกที่เป็นไปได้สำหรับผู้ประกอบการ

เพื่อให้โรงผลิตน้ำดื่มสุรินทร์อยู่รอด เราคิดว่าควรมีมาตรการดังนี้

  • รัฐบาลลดภาษีน้ำมันดีเซลสำหรับขนส่ง
  • สนับสนุนเปลี่ยนรถเป็นไฟฟ้าหรือ CNG
  • ให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับ SME
  • ควบคุมราคาวัตถุดิบพลาสติก

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการเองก็ปรับตัวได้ เช่น ลดการเดินทางโดยรวมกลุ่มส่ง หรือหาลูกค้ารายใหญ่เพื่อลดเที่ยววิ่ง

ในมุมมองของผม สถานการณ์นี้สะท้อนปัญหาเศรษฐกิจฐานรากที่รัฐต้องให้ความสำคัญมากขึ้น ถ้าปล่อยไว้นาน ผู้ประกอบการรายย่อยอย่างโรงผลิตน้ำดื่มสุรินทร์อาจล้มระนาว สุดท้ายประชาชนก็เดือดร้อนเพราะสินค้าทุกอย่างแพงขึ้นหมดครับ

คุณล่ะครับ คิดว่าภาครัฐควรช่วยเหลืออย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์ประสบการณ์ของคุณเกี่ยวกับราคาน้ำมันที่กระทบธุรกิจท้องถิ่นกันนะครับ!

ที่มา – สุรินทร์ โรงผลิตน้ำดื่ม แบกต้นทุนน้ำมันไม่ไหว จ่อขึ้นราคา 15 บาท วอนภาครัฐเร่งแก้ปัญหา

สงกรานต์นี้มีน้ำมัน! ขอช่วยประหยัด จ่อคนละครึ่งพลัส

สวัสดีครับทุกคน! ช่วงนี้หลายคนคงกังวลเรื่องน้ำมันแพงใช่ไหมครับ โดยเฉพาะใกล้เทศกาล สงกรานต์นี้มีน้ำมัน พอให้กลับบ้านแน่นอน แต่รัฐบาลขอร้องให้เราช่วยกันประหยัดหน่อยนะครับ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ยืนยันชัดเจนในเวที Meet the Press ว่าไม่ต้องกลัวขาดแคลน แต่ถ้าทุกครอบครัวช่วยลดใช้ 1 ลิตรต่อวัน เราจะเซฟเงินได้มหาศาลเลย!

ก่อนอื่นมาดูมาตรการช่วยค่าครองชีพกันก่อน รัฐบาลโฟกัสผู้มีรายได้น้อย ลิสต์สินค้าควบคุม 66 รายการแล้ว ใกล้ 71 จะครบเร็วๆ นี้ สินค้าโครงการไทยช่วยไทย ร้านธงฟ้า ราคาถูกกว่าตลาด 25% เริ่ม 1 เมษายนเลยครับ นอกจากนี้ ครม. เห็นชอบมาตรการเร่งด่วน ลดภาษีสรรพสามิต ชดเชยน้ำมันขนส่ง ช่วยเกษตรกรเรื่องปุ๋ย พลังงานประมง และสินเชื่อ SME แต่รอรัฐบาลใหม่นะ

ขอประชาชนร่วมลดค่าใช้จ่าย จ่อออกมาตรการ “คนละครึ่งพลัส”

นายกฯ ขอให้เราปรับวิถีชีวิตประหยัดพลังงาน ถ้า 10 ล้านครอบครัว ลดคนละ 1 ลิตรต่อวัน ไทยประหยัดนำเข้า 10 ล้านลิตร รัฐเซฟชดเชย 200 ล้านบาท (20 บาท/ลิตร) ประชาชนเซฟ 400 ล้านบาท (40 บาท/ลิตร) รวมเซฟ 600 ล้านบาทต่อวัน! เงินตรงนี้เอาไปออก คนละครึ่งพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจทันที ช่วยค่าครองชีพในวิกฤตน้ำมัน เรามาช่วยกันเถอะครับ ผ่านไปได้แน่

  • ลดใช้รถส่วนตัว ใช้ขนส่งสาธารณะ
  • Carpool กับเพื่อนๆ ทางเดียวกัน
  • ปิดเครื่องยนต์ตอนจอดรอ
  • ตรวจรถให้ประหยัดน้ำมัน

สงกรานต์นี้มีน้ำมัน ไม่ต้องกลัวกลับไม่ถึงบ้าน

ย้ำอีกที สงกรานต์นี้มีน้ำมัน ชัวร์! นายกฯ ประชุมผู้ว่าฯ 77 จังหวัด ไล่จี้ทุกพื้นที่ ให้ผู้ว่าควบคุมปั๊มหลัก ไม่ให้ขาด อย่าเติมแกลลอน 200-300 ลิตรต่อคัน ใช้ปกติได้ เราใช้น้ำมันปกติ 67 ล้านลิตร/วัน แต่ช่วงวิกฤตพุ่ง 80 ล้าน กำลังกลั่น 77 ล้านพอ แต่หยุดขายลาว 5 ล้านลิตร สต็อกเพิ่มจาก 62 เป็น 100 วันแล้ว ถ้าประหยัดอีก สำรองยิ่งเยอะ

จ็อบเบอร์ขายชุมชนราคาใกล้เคียงปั๊ม ไม่ต้องแย่งแล้ว รัฐมีอำนาจบริหารสต็อคน้ำมันทุกหยดของ ปตท. โรงกลั่น ตามกฎหมาย อย่าตกใจข่าวลือ สอดส่องแจ้งเบาะแสได้เลยครับ

สงกรานต์นี้มีน้ำมัน แต่ประหยัดช่วยชาติ

สรุปนะครับ การผลิตพอ บริหารดี สงกรานต์ปลอดภัย แต่ช่วยกันลดใช้ รัฐช่วยเราได้มากขึ้น ใช้ Carpool สนุกกว่า คุยเพลิน ไม่เปลืองน้ำมัน กลับบ้านถึงแน่นอน!

สุดท้าย ผมคิดว่ารัฐบาลทำเต็มที่แล้ว เหลือแค่เราช่วยกัน ถ้าทุกคนตระหนัก จะผ่านวิกฤตนี้สบายๆ ลองเริ่มวันนี้เลยครับ คำนวณดู ถ้าครอบครัวคุณลด 1 ลิตร/วัน เดือนนึงเซฟ 1,200 บาท เอาไปซื้อของสงกรานต์กี่ถัง? มาช่วยกันประหยัดเพื่อชาติและเงินในกระเป๋าตัวเองนะ!

ที่มา – สงกรานต์นี้มีน้ำมัน แต่ขอประชาชนร่วมประหยัด จ่อออกมาตรการ “คนละครึ่งพลัส”

วิกฤตพลังงานโลกยืดเยื้อกระทบไทยหนัก “เอกนิติ”

วิกฤตพลังงานโลกยืดเยื้อกระทบไทยหนัก เป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนกำลังกังวลในขณะนี้ จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูง โดยเฉพาะการปิดกั้นเส้นทางสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งขนส่งน้ำมันดิบถึง 1 ใน 5 ของโลก รัฐบาลไทยจึงต้องออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน

วิกฤตพลังงานโลกยืดเยื้อกระทบไทยหนัก

วิกฤตพลังงานโลกยืดเยื้อกระทบไทยหนัก: สาเหตุหลักจากช่องแคบฮอร์มุซ

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ หากเกิดปัญหาขนส่ง น้ำมันดิบทั่วโลกจะขาดแคลนทันที ส่งผลให้ราคาน้ำมันในไทยปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ไทยจะไม่ใช่ผู้ผลิตน้ำมันหลัก แต่เรานำเข้ากว่า 80% ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบโดยตรงทั้งค่าน้ำมัน ค่าไฟ และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับขึ้นตาม

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แถลงในงาน Meet the Press เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2566 ว่า รัฐบาลตระหนักถึงปัญหานี้ดี และกำลังใช้ทุกกลไกเพื่อชะลอผลกระทบ โดยเริ่มจากดูแลความปลอดภัยคนไทยในพื้นที่เสี่ยงผ่านกระทรวงการต่างประเทศ

เอกนิติ แถลงวิกฤตพลังงาน

วิกฤตพลังงานโลกยืดเยื้อกระทบไทยหนัก รัฐใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงพยุงราคา

เครื่องมือหลักคือ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่เข้ามาช่วยรักษาเสถียรภาพราคา แม้กองทุนจะขาดทุน แต่รัฐยืนยันว่าจะบริหารอย่างรอบคอบ ไม่ฝืนตลาดจนเกินไป เพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤตเศรษฐกิจแบบปี 2540 ที่ทุนสำรองระหว่างประเทศถูกกระทบหนัก รัฐจะค่อยๆ ลดการอุดหนุนลงตามสถานการณ์ เพื่อรักษาความมั่นคงทางการคลังระยะยาว

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ทุกหน่วยงานรัดเข็มขัด เช่น งดดูงานต่างประเทศ สนับสนุน Work from Home เพื่อประหยัดพลังงาน ลดค่าใช้จ่ายไม่จำเป็นทั้งระบบ

  • พยุงราคาน้ำมันไม่ให้แพงเกินไป
  • รัดงบประมาณ ลดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
  • ส่งเสริม Work from Home ประหยัดน้ำมัน
  • จัดการต้นทุนค่าขนส่งไม่ให้กระทบราคาสินค้า
มาตรการช่วยค่าครองชีพ

มาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางท่ามกลางวิกฤตพลังงาน

รัฐบาลให้ความสำคัญกับผู้มีรายได้น้อย โดยเตรียมประชุมคณะกรรมการสวัสดิการแห่งรัฐวันที่ 30 มีนาคม 2566 เพื่อจัดสรรงบจำกัดผ่าน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้ถึงมือคนเดือดร้อนจริง กระทรวงคมนาคมก็จะควบคุมต้นทุนขนส่ง เพื่อไม่ให้ราคาสินค้าพุ่ง

“เงินทุกบาททุกสตางค์คือเงินภาษีประชาชน รัฐต้องใช้ให้คุ้มค่าที่สุด” นายเอกนิติ เน้นย้ำ รัฐจะใช้ทุกเครื่องมือชะลอผลกระทบ แต่ย้ำว่าวิกฤตนี้เป็นระดับโลก ต้องอาศัยความร่วมมือจากรัฐ เอกชน และประชาชน

เอกนิติ พูดถึงเงินภาษี

การลดอุดหนุนน้ำมันบางส่วน จะนำเงินไปช่วยกลุ่มที่ไม่ใช้รถโดยตรง เช่น ผู้สูงอายุหรือคนรายได้น้อย เพื่อให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม สุดท้าย วิกฤตพลังงานโลกยืดเยื้อกระทบไทยหนัก ครั้งนี้เป็นบทเรียนให้ไทยเร่งพัฒนาพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานหมุนเวียน ลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า

คุณคิดอย่างไรกับมาตรการเหล่านี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามอัปเดตเศรษฐกิจไทยเพิ่มเติมจากบล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดข่าวสำคัญ!

ที่มา – วิกฤตพลังงานโลกยืดเยื้อกระทบไทยหนัก “เอกนิติ” ยันรัฐเดินหน้าพยุงราคาน้ำมัน-ดูแลค่าครองชีพ

Scroll to top