งบประมาณ 2569 วาระ 2 3

“วิโรจน์” ฉะงบซื้อรถเคลนผิดกฎหมาย

“วิโรจน์” เดือดฉะงบกรมทางหลวงจัดซื้อรถเคลนที่ผิดกฎหมาย แต่กลับไปไล่จับรถเคลนของเอกชนที่ผลิตตามมาตรฐานสากล ชี้กฎหมายล้าหลังเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่รีดทรัพย์ประชาชน

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2569 ซึ่งเป็นวันที่สอง นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคก้าวไกล ได้อภิปรายอย่างดุเดือดถึงงบประมาณที่กรมทางหลวงชนบทใช้ในการจัดซื้อรถเครน โดยเสนอให้ตัดงบประมาณจำนวน 7.56 ล้านบาทออกไปก่อน

นายวิโรจน์ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาสำคัญเกิดจาก “กฎหมายที่ล้าหลัง” ซึ่งจัดให้รถเครนอยู่ในประเภทเดียวกับรถบรรทุก ทำให้รถเครนที่ผลิตตามมาตรฐานสากลและไม่ได้มีการดัดแปลงใด ๆ กลับต้องถูกจับกุมด้วยข้อหาน้ำหนักเกิน ทั้งที่รถเหล่านี้มีน้ำหนักมากกว่า 15 ตันตั้งแต่ผลิตออกจากโรงงาน ทำให้เกิดช่องว่างให้เจ้าหน้าที่บางส่วนใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการรีดไถผู้ประกอบการอย่างไม่เป็นธรรม ส่งผลกระทบต่อธุรกิจและเศรษฐกิจโดยรวม

“วิโรจน์” เดือดฉะงบกรมทางหลวงจัดซื้อรถเคลนที่ผิดกฎหมาย

ในการอภิปราย นายวิโรจน์ยังเน้นย้ำว่า กฎหมายที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันได้ก่อให้เกิดความผิดปกติ จนถึงขั้นที่กรมทางหลวงชนบทเองกำลังจะจัดซื้อรถที่ผิดกฎหมายเสียเอง และมีผู้ประกอบการจำนวนมากกำลังรวมตัวกันเพื่อเตรียมแจ้งความจับรถเครนของหน่วยงานราชการ หากพบว่ามีการใช้งานบนท้องถนน

สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ไขกฎหมายให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อป้องกันการตีความที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนและผู้ประกอบการ

ข้อเสนอแนะของนายวิโรจน์เกี่ยวกับงบประมาณและกฎหมายรถเคลน

นายวิโรจน์ได้เสนอแนะให้กรมทางหลวงชนบทเร่งดำเนินการแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลเสียก่อน แล้วจึงค่อยกลับมาพิจารณาของบประมาณในการจัดซื้อรถเครนในภายหลัง เพื่อให้การใช้งบประมาณเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

  • เร่งแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรถเครนให้ทันสมัย
  • พิจารณาทบทวนงบประมาณจัดซื้อรถเครน
  • สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับมาตรฐานรถเครน

ปัญหานี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัยและสอดคล้องกับความเป็นจริง เพื่อส่งเสริมความเป็นธรรม ลดการคอร์รัปชัน และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน การที่ “วิโรจน์” เดือดฉะงบกรมทางหลวงจัดซื้อรถเคลนที่ผิดกฎหมาย เป็นการกระตุ้นเตือนให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบและปรับปรุงระบบราชการอย่างต่อเนื่อง

กรณีที่เกิดขึ้นกับกรมทางหลวงชนบทและการจัดซื้อรถเคลนที่ผิดกฎหมาย แสดงให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากกฎหมายที่ไม่ทันสมัย ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบการ แต่ยังอาจนำไปสู่การใช้งบประมาณที่ไม่ถูกต้องและโปร่งใส ดังนั้น การแก้ไขกฎหมายจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ การที่ “วิโรจน์” เดือดฉะงบกรมทางหลวงจัดซื้อรถเคลนที่ผิดกฎหมาย ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ให้พิจารณาถึงความเหมาะสมและความโปร่งใสในการใช้งบประมาณของตนเองด้วย

ที่มา – “วิโรจน์” เดือดฉะงบกรมทางหลวงจัดซื้อรถเคลนที่ผิดกฎหมาย

“ภูมิธรรม” ชี้ คดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว. ไม่ได้

“ภูมิธรรม” ชี้ เอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้ ต้องดูที่เรื่องใหญ่

“ภูมิธรรม” โต้ “ภูมิใจไทย” ยัน ดีเอสไอเดินหน้าคดีบริษัท “รมว.ปุ๋ง” รุกที่สาธารณะ จ.อุบลฯ ตามกระบวนการกฎหมาย รับ “คดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดง” เป็นเรื่องใหญ่ต้องสางให้ชัดเจน เหตุสาธารณชนให้ความสนใจ

วันที่ 14 สิงหาคม 2566 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีพรรคภูมิใจไทยเรียกร้องให้นายภูมิธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการคดีพิเศษติดตามตรวจสอบคดีบริษัทครอบครัว น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) หลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับเรื่องสอบสวนเป็นคดีพิเศษ การขุดบ่อน้ำรุกที่สาธารณะ จ.อุบลราชธานี หลังเอาแต่เร่งรัดตรวจสอบคดีที่ดินเขากระโดง และฮั้ว ส.ว. ว่า ตนคิดว่าดีเอสไอคงทำทุกเรื่อง แต่ยอมรับว่า เรื่องฮั้ว ส.ว.เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าเป็นจริงตามนั้นถือเป็นการทำลายระบอบกฎเกณฑ์ ระบอบประชาธิปไตย ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด สามารถมองได้ เป็นเรื่องที่สาธารณชนให้ความสนใจ ขณะที่เรื่องเขากระโดงเป็นเรื่องใหญ่อีกเรื่องที่สำคัญ และเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ตัดสินไปแล้ว ในเรื่องที่ดินประมาณ 5 พันกว่าไร่ที่คั่งค้างมานาน และเรื่องนี้ก็ช้ามาเป็น 10 ปีแล้ว จะบอกว่า เร่งรีบไม่ได้ แต่เป็นเรื่องที่ต้องสางให้เกิดความชัดเจน

สำหรับที่มีการอ้างว่า 6 ปีแล้วแต่ดีเอสไอยังไม่สั่งฟ้องคดีของ น.ส.สุดาวรรณ นายภูมิธรรม ย้อนถามว่า “เอา 6 ปีมาเปรียบเทียบกว่า 10 กว่าปี ต้องดูความใหญ่นะครับ แต่ไม่เป็นไรมีสิทธิที่จะถามได้ แต่เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ คนทั้งประเทศเขาสนใจเรื่องเขากระโดงมากกว่า ส่วนเรื่องอื่นก็ว่าไปตามกระบวนการกฎหมาย และเรื่องเขากระโดงขอให้เกิดความชัดเจน ถ้าคิดว่ามีปัญหาก็ทำให้ชัดเจน”

ผู้สื่อข่าวถามถึงการเพิกถอนที่ดินเขากระโดงต้องรอให้อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่เข้ามาเซ็น หรือให้คนรักษาการทำก่อนได้หรือไม่ หลังประกาศจะเพิกถอนตั้งแต่วันที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตนตอบหลายครั้งแล้ว รอให้มีการโปรดเกล้าฯ อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่เข้ามา จะทำหน้าที่ทันที

ทำไม “ภูมิธรรม” ถึงมองว่า เอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้?

จากเนื้อหาข่าวข้างต้น เราจะเห็นว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับกรณีที่มีการเปรียบเทียบระหว่างคดีของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงหนึ่ง กับคดีฮั้ว ส.ว. และคดีที่ดินเขากระโดง โดยนายภูมิธรรมชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างในประเด็นของความสำคัญและความสนใจของสาธารณชนที่มีต่อแต่ละคดี กล่าวคือ คดีฮั้ว ส.ว. และคดีที่ดินเขากระโดงนั้น เป็นเรื่องที่สาธารณชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก และมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยและกระบวนการยุติธรรม

ในขณะที่คดีของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดังกล่าว เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการไปตามกระบวนการทางกฎหมาย แต่ไม่ได้มีผลกระทบในวงกว้างเท่ากับสองคดีแรก นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเร่งรัดแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดง ซึ่งเป็นเรื่องที่คั่งค้างมานานกว่า 10 ปี และต้องทำให้เกิดความชัดเจนเพื่อความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ดังนั้น การที่นายภูมิธรรมมองว่า เอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้นั้น จึงมีเหตุผลมาจากความแตกต่างในด้านความสำคัญ ผลกระทบต่อสังคม และความสนใจของสาธารณชน

นอกจากนี้นายภูมิธรรมยังได้กล่าวถึงประเด็นเรื่องระยะเวลาในการดำเนินการของคดีต่างๆ โดยย้อนถามถึงการนำระยะเวลา 6 ปีของคดีรัฐมนตรีช่วยฯ มาเปรียบเทียบกับระยะเวลา 10 กว่าปีของคดีที่ดินเขากระโดง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความซับซ้อนและความยืดเยื้อของแต่ละคดีมีความแตกต่างกัน

โดยสรุปแล้ว คำกล่าวของนายภูมิธรรมเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับคดีที่มีผลกระทบต่อส่วนรวม และความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดงให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี แม้ว่าจะมีข้อเรียกร้องให้เร่งรัดการดำเนินคดีอื่นๆ ด้วยก็ตาม การดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ดังนั้น, การที่นายภูมิธรรมชี้ว่าเอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้ นั้นเป็นการเน้นย้ำว่าแต่ละคดีมีความแตกต่างในรายละเอียด และต้องพิจารณาตามบริบทของแต่ละเรื่อง

ที่มา – “ภูมิธรรม” ชี้ เอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้ ต้องดูที่เรื่องใหญ่

วิทวิสิทธิ์แฉ! เทงบ อ.ต.ก. 41 ล้าน ลงพะเยา

ในการประชุมพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 วาระ 2 สส.ลำพูน พรรคประชาชน ได้ออกมาแฉถึงการเทงบ อ.ต.ก. 41 ล้าน ลงพะเยา โดยตั้งข้อสงสัยถึงเหตุผลในการจัดสรรงบประมาณจำนวนมากไปยังจังหวัดเดียว และชี้ว่าโครงการล้งแห่งชาติมีความเสี่ยงที่จะล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้น

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ณ รัฐสภา ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดพิเศษ โดยมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในการประชุมเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระ 2-3 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 โดยเริ่มพิจารณาในมาตรา 14 งบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีวงเงินรวม 62,960,111,400 บาท

นายวิทวิสิทธิ์ ปันสวนปลูก สส.ลำพูน พรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงงบประมาณขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) โดยระบุว่ามี 2 โครงการที่ไม่ตอบโจทย์และมีความเสี่ยงที่จะล้มเหลว ได้แก่

  • โครงการตลาดกลาง จ.พะเยา: ในงบประมาณปี 2569 อ.ต.ก. ได้ของบประมาณจำนวน 84,623,500 บาท เพื่อสนับสนุนการตลาดให้แก่เกษตรกร แต่ปรากฏว่างบประมาณจำนวน 41,321,500 บาท ถูกเทงบ อ.ต.ก. 41 ล้าน ลงพะเยา ซึ่งเป็นพื้นที่เดียวเท่านั้น ทำให้เกิดคำถามว่าเหตุใดจึงต้องกระจุกงบประมาณไว้ที่จังหวัดเดียว

นายวิทวิสิทธิ์ ตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อพิจารณาจากมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรของจังหวัดพะเยาไปยัง สปป.ลาว พบว่าต่ำกว่าจังหวัดเชียงรายและจังหวัดน่านถึง 3 เท่า สินค้าเกษตรที่ลาวนำเข้าจากไทยส่วนใหญ่ ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวเปลือก และผลไม้สด ซึ่งจังหวัดพะเยามีส่วนแบ่งการตลาดน้อยกว่า 8% เมื่อเทียบกับการค้าชายแดนของภาคเหนือ นอกจากนี้ ระบบโลจิสติกส์ส่วนใหญ่อยู่ที่จังหวัดเชียงรายและจังหวัดน่าน ไม่ใช่จังหวัดพะเยา ดังนั้นจึงเกิดคำถามว่าใครกันแน่ที่จะได้รับประโยชน์จากการเลือกจังหวัดพะเยาเป็นที่ตั้งโครงการ และเหตุผลในการตัดสินใจครั้งนี้เป็นไปในเชิงเศรษฐกิจหรือการเมือง

เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า การสร้างตลาดกลางในภาคเหนือควรมีการกระจายไปยังหลายจังหวัดและเชื่อมโยงกันด้วยระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่การปักเสาหลักเพียงแห่งเดียว เพราะหากโครงการนี้ประสบความสำเร็จก็อาจนำไปสู่การผูกขาดตลาด ทำให้เกษตรกรในจังหวัดอื่นต้องแบกรับภาระต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้น แต่หากโครงการล้มเหลวก็จะกลายเป็นตลาดร้างและสูญเสียงบประมาณของประชาชนไปโดยเปล่าประโยชน์

นอกจากนี้ นายวิทวิสิทธิ์ยังได้กล่าวถึงโครงการที่สอง คือ

  • โครงการล้งแห่งชาติ: อ.ต.ก. ได้ตั้งงบประมาณจำนวน 11,612,000 บาท เพื่อศึกษาต้นแบบการสร้างล้งแห่งชาติ โดยให้ อ.ต.ก. ทำหน้าที่เป็นเอกชน ซึ่งนายวิทวิสิทธิ์มองว่าเป็นโครงการที่มีความเสี่ยงที่จะล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มต้น เนื่องจากรัฐวิสาหกิจมีขั้นตอนในการอนุมัติจัดซื้อจัดจ้างที่ล่าช้า และเจ้าหน้าที่รัฐส่วนใหญ่ไม่มีทักษะในเชิงพาณิชย์ ทำให้ไม่สามารถขายสินค้าได้ในราคาเต็มมูลค่า โครงการดังกล่าวจึงไม่ตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรไทย และอาจนำไปสู่การกระจุกงบประมาณ การผูกขาด และความล้มเหลวในที่สุด

วิทวิสิทธิ์แฉ! เทงบ อ.ต.ก. 41 ล้าน ลงพะเยา

ดังนั้น นายวิทวิสิทธิ์จึงเสนอให้มีการตัดลดงบประมาณของทั้งสองโครงการนี้ทันที และนำเงินดังกล่าวไปใช้ในการสร้างโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรทั่วประเทศอย่างแท้จริง ไม่ใช่โครงการที่ดูดีบนกระดาษแต่ไม่สามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันของเกษตรกร

ข้อสังเกตถึงการเทงบ อ.ต.ก. 41 ล้าน ลงพะเยา

การที่ สส.วิทวิสิทธิ์ออกมาแฉเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐ เพื่อให้มั่นใจว่างบประมาณดังกล่าวถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการเกษตร ซึ่งเป็นภาคส่วนที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ

การเทงบ อ.ต.ก. 41 ล้าน ลงพะเยาเพียงจังหวัดเดียวนั้น อาจมีเงื่อนงำหรือเหตุผลทางการเมืองที่ซ่อนอยู่ จึงจำเป็นต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม

ที่มา – “วิทวิสิทธิ์” แฉ เทงบ อ.ต.ก. 41 ล้าน ลงพะเยา ข้องใจใช้เหตุผลทางเศรษฐกิจหรือการเมือง

ถ่ายทอดสด! สภาฯ พิจารณา “งบประมาณ 2569” วันที่ 2

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันนี้ (14 สิงหาคม 2568) ถ่ายทอดสดวันที่ 2 ของการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ 2569 วาระที่ 2 อย่างต่อเนื่อง โดยมีการอภิปรายและลงมติในแต่ละมาตราอย่างเข้มข้น หลังจากที่การประชุมเมื่อวานนี้สิ้นสุดลงในเวลาเที่ยงคืนกว่า

ถ่ายทอดสดวันที่ 2 สภาฯ พิจารณา “งบประมาณ 2569” วาระ 2

การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ 2569 ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญต่อการขับเคลื่อนประเทศในด้านต่างๆ ได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง โดยวันนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะร่วมกันพิจารณาในรายละเอียดของงบประมาณที่จัดสรรให้กับกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้งบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

เมื่อวานนี้ นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ซึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้สั่งพักการประชุมเมื่อเวลา 00.06 น. ของวันที่ 14 สิงหาคม เนื่องจากเลยกรอบเวลาที่กำหนดไว้ที่ 23.30 น. โดยการประชุมครั้งนี้มีกรอบเวลา 3 วัน คือระหว่างวันที่ 13-15 สิงหาคม 2568

งบประมาณ 2569: จับตาการพิจารณางบฯ กระทรวงเกษตรฯ

สำหรับวันนี้ การพิจารณาจะเริ่มต้นกันที่มาตรา 14 ว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานในกำกับ ซึ่งตั้งงบประมาณไว้ที่ 63,219,401,200 บาท เมื่อวานนี้มีสมาชิกที่ประสงค์จะอภิปรายจำนวน 16 ท่าน และคงเหลือผู้อภิปรายในวันนี้จำนวน 11 ท่าน ประเด็นที่น่าสนใจคือ สมาชิกจะมีการอภิปรายเน้นย้ำในเรื่องใดบ้าง และจะมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมอย่างไรเพื่อให้การจัดสรรงบประมาณของกระทรวงเกษตรฯ เป็นไปอย่างเหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรและประชาชน

พี่น้องประชาชนสามารถร่วมติดตามชมการถ่ายทอดสดวันที่ 2 สภาฯ พิจารณา “งบประมาณ 2569” วาระ 2 ได้ตั้งแต่เวลาประมาณ 09.00 น. เป็นต้นไป เพื่อรับทราบข้อมูลข่าวสารและความคืบหน้าในการพิจารณางบประมาณของประเทศ

การพิจารณางบประมาณครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา สาธารณสุข และอื่นๆ การที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ร่วมกันพิจารณาอย่างรอบคอบ ถี่ถ้วน และมีการอภิปรายอย่างสร้างสรรค์ จะนำไปสู่การจัดสรรงบประมาณที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง เราในฐานะประชาชนก็ควรติดตามข่าวสารและให้ความสนใจกับการพิจารณางบประมาณครั้งนี้ เพื่อให้เข้าใจถึงทิศทางการพัฒนาประเทศและสามารถมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การพิจารณางบประมาณไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่เป็นเรื่องของการกำหนดอนาคตของประเทศ ดังนั้น การติดตามและทำความเข้าใจในกระบวนการนี้จึงเป็นหน้าที่ของพลเมืองทุกคน

ที่มา – ถ่ายทอดสดวันที่ 2 สภาฯ พิจารณา “งบประมาณ 2569” วาระ 2 ถกต่องบฯ ก.เกษตรฯ

สส.วรรณวิภา แฉงบฯ บิ้วอินห้องอธิบดี

กลายเป็นประเด็นร้อนในการประชุมสภา เมื่อ “วรรณวิภา ไม้สน” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาแฉงบประมาณของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่มีการจัดสรรงบประมาณในการบิ้วอินห้องทำงานอธิบดีและรองอธิบดีอย่างหรูหราเกินความจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาของตู้เสื้อผ้าและตู้โชว์ที่มีราคาสูงถึงหลักแสนบาท สวนทางกับการตัดลดงบประมาณในการซ่อมแซมบ้านให้กับผู้พิการ

สส.วรรณวิภา แฉงบฯ พม. จัดบิ้วอินห้องอธิบดีฉ่ำ ราคาแพงหูฉี่

นางสาววรรณวิภา ไม้สน ได้อภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยเน้นย้ำถึงความไม่สมเหตุสมผลในการจัดสรรงบประมาณของกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ที่มีการปรับลดงบประมาณในการซ่อมแซมบ้านให้กับผู้พิการ แต่กลับไปเพิ่มงบประมาณในการก่อสร้างและตกแต่งภายในสำนักงาน

“งบประมาณในการตกแต่งผนังกำแพงสูงถึงตารางเมตรละ 6,000 บาท รวมเป็นเงินกว่า 8 ล้านบาท มีการจัดซื้อตู้เอกสาร 493 ตู้ เป็นเงินกว่า 7.6 ล้านบาท และมีการจัดซื้อตู้โชว์ 29 ตู้ เป็นเงิน 4.3 ล้านบาท ราคานี้ไม่ธรรมดา ไม่รู้ว่าประดับด้วยทองคำหรืออย่างไร” นางสาววรรณวิภากล่าว

บิ้วอินห้องอธิบดีสุดหรู งบประมาณบานปลาย

นอกจากนี้ นางสาววรรณวิภายังได้ตั้งข้อสังเกตถึงงบประมาณในการปรับปรุงห้องทำงานของอธิบดี ที่มีการจัดซื้อตู้โชว์ราคา 580,000 บาท ตู้เสื้อผ้าราคา 180,000 บาท ตู้เก็บเอกสารราคา 280,000 บาท และตู้วาง TV ราคา 140,000 บาท ในขณะที่ห้องทำงานของรองอธิบดีทั้งสองท่านก็มีการจัดซื้อตู้เสื้อผ้าในราคาสูงถึงห้องละ 270,000 บาท

“ดิฉันอ่านแล้วอ่านอีก นึกว่าอ่านผิด แต่มันราคานี้จริงๆ จึงได้แต่คิดและก็สงสัยว่าตู้เสื้อผ้าราคา 280,000 บาท หน้าตามันเป็นยังไง ในขณะที่ตัดงบซ่อมแซมบ้านผู้พิการหลังละ 40,000 บาท แต่มีการจัดงบบิ้วอินห้องทำงานกันแบบฉ่ำๆ แล้วจะตอบกับผู้พิการได้อย่างไร” นางสาววรรณวิภากล่าวด้วยความสงสัย

ประเด็นที่นางสาววรรณวิภาหยิบยกมา ทำให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในการจัดสรรงบประมาณ ที่ให้ความสำคัญกับการตกแต่งสำนักงานของผู้บริหารระดับสูงมากกว่าการช่วยเหลือผู้พิการที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังมีการตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการจ้างงานผู้พิการในภาครัฐ ที่ยังต่ำกว่าภาคเอกชน

ด้านนายพัฒนา สัพโส กรรมาธิการ ได้ชี้แจงว่า ในชั้นคณะกรรมาธิการมีการแปรญัติเพิ่มงบประมาณสำหรับผู้พิการจำนวน 153 ล้านบาท ซึ่งเป็นความเห็นพ้องกันของทั้งกรรมาธิการเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย และฝ่ายบริหาร อย่างไรก็ตาม นางสาววรรณวิภายังคงติดใจในประเด็นการจัดสรรงบประมาณที่ดูเหมือนจะเอื้อประโยชน์ให้กับผู้บริหารมากกว่าผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาในการจัดสรรงบประมาณของหน่วยงานภาครัฐ ที่อาจไม่ได้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง และยังคงมีช่องว่างให้เกิดการใช้จ่ายงบประมาณที่ไม่โปร่งใสและไม่คุ้มค่า การตรวจสอบและติดตามการใช้จ่ายงบประมาณอย่างเข้มงวดจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเงินภาษีของประชาชนถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง การออกมาแฉงบฯ​ พม. จัดบิ้วอินห้องอธิบดี ครั้งนี้จึงเป็นการกระตุ้นให้เกิดการตรวจสอบและปรับปรุงการทำงานของภาครัฐให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น

ประเด็นเรื่อง สส.วรรณวิภา แฉงบฯ พม. จัดบิ้วอินห้องอธิบดี นี้ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม และคาดว่าจะมีการติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่องจากหลายภาคส่วน เพื่อให้เกิดความกระจ่างและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

การตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและความโปร่งใสในการใช้งบประมาณภาครัฐเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง เพื่อให้มั่นใจว่าเงินภาษีของประชาชนถูกใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมส่วนรวม

ที่มา – “สส.วรรณวิภา” แฉงบฯ พม. จัดบิ้วอินห้องอธิบดีฉ่ำ ราคาแพงหูฉี่ ตู้โชว์ ตู้เสื้อผ้าราคาหลายแสน

ไอซ์ รักชนก ซัด! ประชาชนไม่ได้โง่

“รักชนก” จัดหนัก งบบูรณาการต่อต้านคอร์รัปชัน วัดผลไม่ได้ แถมบางพรรคยังใช้เครือข่ายอาสาของบฯ หวังผลทางการเมือง ตอกกลับแรง ประชาชนไม่ได้โง่ ยันไม่เห็นด้วย เอาเงินแผ่นดินไปบรรลุวัตถุประสงค์ให้รัฐมนตรีเจ้าของกระทรวง

วันที่ 13 ส.ค. 2568 ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในวาระ 2 และวาระ 3 นางสาวรักชนก ศรีนอก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กทม. พรรคประชาชน อภิปรายว่า ดัชนีการรับรู้คอร์รัปชัน ซึ่งนายกฯ เคยแถลงไว้ และประเทศเราให้ความสำคัญกับการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน โดยมีงบบูรณาการส่วนนี้เกือบพันล้านบาท แต่งบประมาณส่วนใหญ่ เป็นงบที่ใช้ในการอบรม และต้องมีงบวัดผลด้วย พร้อมถามว่า การอบรม และการวัดผลแบบเดิม ๆ ทำให้ภาพลักษณ์เรื่องคอร์รัปชัน และการปราบปรามดีขึ้นหรือไม่ แต่เราก็เห็นว่าไม่ดีขึ้นเลย จึงขอให้รัฐบาลพิจารณายกเลิกแผนบูรณาการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งยุทธศาสตร์ชาติ ก็เขียนไว้ว่าต้องมีแผนการวัดผลในเรื่องนี้ซึ่งต้องไปแก้ในรัฐธรรมนูญด้วยแต่ตอนนี้อยากให้ตัดงบในส่วนนี้ก่อน และตั้งระบบในการเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใสเข้ามา

สิ่งที่อยากแนะนำที่ทำให้ภาพลักษณ์เรื่องการทุจริตคอร์รัปชันดีขึ้น 3 เรื่อง คือ กรมบัญชีกลางควรเปิดให้นำข้อมูลด้านการจัดซื้อจัดจ้างไปวิเคราะห์ได้แล้ว ซึ่งทางภาคประชาชนต้องไปเขียนโปรแกรมดึงข้อมูลออกมาเอง โดยการเขียนโปรแกรมนี้ก็ทำให้ระบบท่านรวน ดังนั้น ก็เปิดไปเลยให้ได้ใช้ และนำข้อมูลไปวิเคราะห์ เพื่อมาช่วยดูว่าโครงการไหนส่อทุจริต หรือส่อประพฤติมิชอบ

ส่วนสำนักงานป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่องบัญชีทรัพย์สินทุกวันนี้ยังเปิดแค่ 90 วันอยู่ ก็ไม่อยากถามว่า ป.ป.ช. เป็นอะไร ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลทำได้ หากไม่เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินให้ดูได้ง่าย ๆ ก็บอกไปเลยว่าปีหน้างบประมาณที่ตั้งมาจะตัดอะไร ก็ขู่กันบ้าง จะได้ทำงานร่วมกันได้ และเอกสารในกรรมาธิการที่พิจารณา ตนเองไม่เห็นว่ามีอันไหนที่น่าปกปิด จึงเสนอไปว่ากรรมาธิการควรเปิดเผยเอกสารที่ไม่ได้ตีลับในกรรมาธิการออกไป ประชาชนใครที่อยากมาดูก็เอาไปพิจารณากันได้ประชาชนจะได้รู้สึกว่าได้มีส่วนร่วมในการดูข้อมูลในงบประมาณ และเรื่องการถ่ายทอดสดที่มีการอ้างแต่เอาง่าย ๆ ว่าคือท่านไม่เอา ท่านก็ไม่อยากให้ถ่ายทอดสดด้วยเหตุผลร้อยแปดประการ แต่ในเมื่อนายกรัฐมนตรีแถลงเอาไว้ว่าอยากให้ภาพลักษณ์การทุจริตคอร์รัปชันดีขึ้น ตัวเลขเพิ่ม แม้ว่านายกฯ ใกล้จะหลุดในเร็ววันนี้ แต่ตัวเองเชื่อว่านายกฯ คนถัดไปก็ต้องมาแถลงอยู่ดี

เรื่องธรรมาภิบาล ข้อมูลที่กฎหมายมีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 พ.ร.บ. รัฐบาลดิจิทัลออกกฎหมายลูกปี 2564 แต่ปีนี้ 2568 มี 300 หน่วยงานที่ต้องธรรมาภิบาลข้อมูล ตอนนี้ทำเสร็จแค่ครึ่งเดียว ซึ่งธรรมาภิบาลข้อมูล คือการกำหนดว่าหน่วยงานต้องทำข้อมูลอะไรบ้าง และใครสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้บ้าง เมื่อไม่ทำประชาชนก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าต้องขอข้อมูลอะไรบ้าง ยกตัวอย่างประกันสังคม เรื่องนี้ควรทำให้เสร็จอย่างเร่งด่วน เพื่อช่วยในเรื่องของการทำข้อมูลภาครัฐให้โปร่งใส

เรื่องอาสาอย่างกระทรวงสาธารณสุขมี อสม. อสส. ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าขณะนี้หลายพรรคการเมืองพยายามเข้าไปใช้เครือข่ายอาสาต่าง ๆ ในการทำเพื่อหวังผลทางการเมือง เชื่อว่าพ่อแม่พี่น้องประชาชนไม่ได้โง่ เขาดูออกว่านักการเมืองใช้เครื่องมือเหล่านี้ ที่จริง ๆ แล้วเป็นงบประมาณจากภาครัฐในการทำอะไร ซึ่งเมื่อใช้เครือข่ายอาสาในการทำปฏิบัติการบางอย่างสำเร็จลุล่วงไป เมื่อกระทรวงเห็น ก็เอาบ้าง ตนเองเป็นกรรมาธิการมา 2 ปี โดยก่อนหน้ามีอาสาพัฒนาสังคม ซึ่งมีเกือบทุกกรม โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรสหกรณ์ที่มีเกือบทุกกรม เพราะหลายคนคงเห็นแล้วว่าการมีอาสา เมื่อเข้าไปเป็นรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงสามารถใช้ทำอะไรได้บ้าง ตนเองอยากให้รัฐบาลพิจารณารวบรวมอาสา มิเช่นนั้น ในอนาคตทุกกระทรวงจะมีอาสาหมดเลย และกลายเป็นภาระกับงบประมาณ ซึ่งสิ้นเปลืองงบประมาณซ้ำซ้อน วัดผลอะไรไม่ได้ และเหมือนเป็นแขนเป็นขาให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงได้ไปทำปฏิบัติการอะไรบางอย่าง

“ดิฉันไม่เห็นด้วยกับการนำงบประมาณแผ่นดินไปทำเพื่อให้มันบรรลุวัตถุประสงค์ของบางพรรคการเมืองที่เป็นรัฐมนตรีของเจ้ากระทรวงนั้น ๆ ซึ่งก็ไม่อยากให้ทำ และอยากให้รัฐบาลจริงจังกับเรื่องนี้สักที เราจะได้ไม่ต้องสูญเสียงบประมาณไปกับการสิ้นเปลืองในการทำอะไรเหล่านี้ อยากให้มองถึงภาพใหญ่และงบประมาณโดยรวมที่เราควรจะใช้ให้มันถูกต้องถูกจุด ซึ่งทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดเราควรจัดสรรไปในเรื่องที่เร่งด่วนจำเป็น” นางสาวรักชนก กล่าวทิ้งท้าย

“ไอซ์ รักชนก” ซัดประชาชนไม่ได้โง่ บางพรรคใช้เครือข่ายอาสาของบฯ หวังผลการเมือง

นางสาวรักชนกได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้งบประมาณอย่างโปร่งใสและตรงจุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่นักการเมืองบางกลุ่มพยายามใช้เครือข่ายอาสาเพื่อหวังผลทางการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนไม่ได้โง่ และสามารถรับรู้ได้ถึงความไม่ชอบมาพากลนี้

ทำไม “ไอซ์ รักชนก” ถึงคิดว่าประชาชนไม่ได้โง่?

เพราะประชาชนสามารถสังเกตและวิเคราะห์การกระทำของนักการเมืองที่พยายามใช้ทรัพยากรและงบประมาณของรัฐเพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือพรรคพวกได้นั่นเอง นางสาวรักชนกจึงออกมาเตือนสติเพื่อให้เกิดความตระหนักรู้ในสังคม

การออกมาแสดงความเห็นของนางสาวรักชนกในครั้งนี้เป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการใช้งบประมาณ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

ประชาชนไม่ได้โง่ และพวกเขามีสิทธิที่จะรู้ว่าเงินภาษีของพวกเขาถูกนำไปใช้อย่างไร หากเราทุกคนร่วมมือกันตรวจสอบและส่งเสียงดัง ๆ เราจะสามารถสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้นได้

ที่มา – “ไอซ์ รักชนก” ซัดประชาชนไม่ได้โง่ บางพรรคใช้เครือข่ายอาสาของบฯ หวังผลการเมือง

“อิ๊งค์” ออกจากสภาฯ ให้รถรับใต้ดิน หลังศาล รธน. นัด 29 ส.ค.

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนระอุ เมื่อ “อิ๊งค์” ออกจากสภาฯ ให้รถมารับชั้นใต้ดิน หลังศาลรัฐธรรมนูญนัดชี้ชะตา 29 ส.ค. สืบเนื่องจากกรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดลงมติในคดีคลิปเสียงสนทนากับ “ฮุน เซน”

“อิ๊งค์” ออกจากสภาฯ ให้รถมารับชั้นใต้ดิน หลังศาลรัฐธรรมนูญนัดชี้ชะตา 29 ส.ค.

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รายงานความเคลื่อนไหวของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม โดยในช่วงเช้าได้เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ที่กระทรวงวัฒนธรรม และในเวลา 12.25 น. ได้เดินทางไปยังอาคารรัฐสภาเพื่อติดตามการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระ 2 และ 3 ซึ่งเป็นการพิจารณาวันแรก โดยเธอได้ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในห้องรับรอง

ต่อมาในช่วงเวลาประมาณ 16.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับการที่ศาลรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่เอกสารข่าวเกี่ยวกับผลการประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในคดีคลิปเสียงสนทนาระหว่างนายกรัฐมนตรีกับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โดยศาลรัฐธรรมนูญได้นัดลงมติและฟังคำวินิจฉัยในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 นางสาวแพทองธารได้ออกจากอาคารรัฐสภาโดยให้รถยนต์ส่วนตัวไปรับที่ชั้นใต้ดิน เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับสื่อมวลชน

ทำไม “อิ๊งค์” ออกจากสภาฯ ให้รถมารับชั้นใต้ดิน?

การตัดสินใจของนางสาวแพทองธารที่ให้รถไปรับที่ชั้นใต้ดินนั้น สอดคล้องกับช่วงเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ประกาศนัดลงมติในคดีสำคัญ ซึ่งอาจเป็นเหตุผลให้เธอต้องการหลีกเลี่ยงการให้สัมภาษณ์หรือตอบคำถามเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวในขณะนั้น

ทั้งนี้ มีรายงานว่าในวันที่ 14 สิงหาคม 2568 นางสาวแพทองธารจะเดินทางไปยังรัฐสภาอีกครั้ง เพื่อติดตามการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ 2569 ในวันที่สองของการพิจารณา

สถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้นนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดีสำคัญที่มีผลกระทบต่อการบริหารประเทศ

การที่ “อิ๊งค์” ออกจากสภาฯ ให้รถมารับชั้นใต้ดิน หลังศาลรัฐธรรมนูญนัดชี้ชะตา 29 ส.ค. เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสถานการณ์ที่ซับซ้อน ซึ่งต้องอาศัยการวิเคราะห์และพิจารณาอย่างรอบด้าน เพื่อทำความเข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

คดีนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป และจะมีผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศหรือไม่ คงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

การที่นางสาวแพทองธาร เลือกที่จะหลีกเลี่ยงสื่อ อาจตีความได้หลายนัยยะ ไม่ว่าจะเป็นการต้องการลดแรงกดดันทางการเมือง หรือเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการแถลงการณ์อย่างเป็นทางการในภายหลัง

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด การตัดสินใจของเธอในครั้งนี้ ย่อมส่งผลต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจถึงเหตุผลเบื้องหลังการกระทำของนักการเมือง จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ประชาชนควรให้ความสนใจ เพื่อให้สามารถตัดสินใจและเลือกผู้แทนที่เหมาะสมในการนำพาประเทศไปสู่อนาคตที่ดีกว่า

ที่มา – “อิ๊งค์” ออกจากสภาฯ ให้รถมารับชั้นใต้ดิน หลังศาลรัฐธรรมนูญนัดชี้ชะตา 29 ส.ค.

นายกฯ แพทองธาร เข้าสภาฯ ยิ้มให้หลังสื่อถาม

นายกฯ แพทองธาร เดินทางเข้าสภาฯ เพื่อควบคุมการประชุมงบประมาณปี 2569 หลังสื่อมวลชนถามถึงกำลังใจ เจ้าตัวยิ้มทักทายแต่ไม่ได้ตอบคำถาม เพียงแต่พยักหน้าเท่านั้น

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้เดินทางมายังรัฐสภา เพื่อให้กำลังใจสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในการปฏิบัติหน้าที่พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569

ทันทีที่นายกฯ แพทองธาร พบกับสื่อมวลชน ก็ได้ยกมือทักทายอย่างเป็นกันเอง ผู้สื่อข่าวจึงสอบถามถึงความเป็นอยู่และสุขภาพของนายกรัฐมนตรี เนื่องจากไม่ได้พบกันนาน อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีไม่ได้ตอบคำถามใด ๆ เพียงแต่ส่งยิ้มน้อย ๆ ให้กับสื่อมวลชนเท่านั้น

ผู้สื่อข่าวได้ถามย้ำอีกครั้งว่า “กำลังใจเป็นอย่างไรบ้างคะท่านนายกฯ” แต่นายกฯ แพทองธาร ก็ยังคงไม่ได้ตอบคำถามโดยตรง เพียงแต่ยิ้มและพยักหน้าเป็นการตอบรับเท่านั้น ทำให้เกิดความสนใจจากสื่อมวลชนและประชาชนที่ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

นายกฯ แพทองธาร เข้าสภาฯ ยิ้มให้หลังสื่อถาม

การเดินทางมายังรัฐสภาของนายกฯ แพทองธาร ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่และความสำคัญที่รัฐบาลให้กับการพิจารณางบประมาณประจำปี ซึ่งเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศและความเป็นอยู่ของประชาชนโดยรวม การที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมาให้กำลังใจ สส. ด้วยตนเอง ถือเป็นขวัญและกำลังใจที่สำคัญในการปฏิบัติหน้าที่

ทำไมนายกฯ แพทองธารถึงไม่ตอบคำถามสื่อ?

การที่นายกรัฐมนตรีเลือกที่จะไม่ตอบคำถามโดยตรง แต่ใช้การยิ้มและพยักหน้าแทน อาจมีหลายเหตุผลที่เป็นไปได้ อาจเป็นเพราะต้องการหลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลที่อาจส่งผลกระทบต่อการพิจารณางบประมาณ หรืออาจต้องการรักษาท่าทีทางการเมืองในสถานการณ์ที่อ่อนไหว อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวได้สร้างความสนใจและกระตุ้นให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การที่ผู้นำประเทศต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายต่าง ๆ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การตัดสินใจและการแสดงออกของผู้นำจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของประชาชน

การพิจารณางบประมาณประจำปีเป็นกระบวนการที่สำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้การจัดสรรงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

  • การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด
  • การวิเคราะห์ข้อมูลและสถานการณ์อย่างรอบด้าน
  • การแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์และรับผิดชอบ

การทำความเข้าใจในสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ จะช่วยให้เราสามารถตัดสินใจและมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การที่นายกฯ แพทองธาร เข้าสภาฯ และแสดงท่าทีดังกล่าว ทำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประเทศชาติ แม้จะเผชิญกับแรงกดดันมากมายก็ตาม

ที่มา – นายกฯ แพทองธารเข้าสภา ยิ้มทักทายหลังสื่อถามกำลังใจดีหรือไม่

สภาฯ ถกงบประมาณ 2569: ฝ่ายค้านจวกยับ!

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา งบประมาณ 2569 วาระ 2 เป็นไปอย่างเข้มข้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาชนออกมาวิพากษ์วิจารณ์การจัดสรร งบประมาณ 2569 ที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยมองว่าโครงการต่างๆ มีความซ้ำซ้อนและไม่ตรงจุด

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 สภาผู้แทนราษฎรได้มีการประชุมพิเศษเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระ 2-3 ซึ่งมีวงเงินรวม 3.78 ล้านล้านบาท โดยนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานในการประชุม

ก่อนเริ่มการอภิปราย นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ได้แจ้งให้ทราบถึงพระบรมราชโองการแต่งตั้ง นายไชยา พรหมา ส.ส.หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 จากนั้นจึงเริ่มการอภิปรายงบประมาณ 2569

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ได้ชี้แจงว่า กรรมาธิการฯ ได้ปรับลดงบประมาณลง 8,920 ล้านบาท โดยพิจารณาจากความสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ความคุ้มค่า และศักยภาพในการใช้จ่ายงบประมาณ จากนั้นได้นำงบประมาณส่วนนี้ไปปรับเพิ่มให้กับหน่วยงานต่างๆ อาทิ งบกลาง สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการปรับลดและเพิ่มงบประมาณนั้น กรรมาธิการฯ ได้ให้ความสำคัญกับความพร้อม ศักยภาพของหน่วยงาน และภารกิจในการสนับสนุนและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงผลประโยชน์ของประชาชน โดยไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

สภาฯ ถกงบประมาณ 2569

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายในมาตรา 4 เกี่ยวกับวงเงินงบประมาณรายจ่ายปี 2569 จำนวน 3.78 ล้านล้านบาท โดยเสนอให้ตัดลดงบประมาณปี 2569 เพิ่มอีก 5 หมื่นล้านบาท เนื่องจากคาดการณ์ว่า GDP ในปี 2569 จะเติบโตเพียง 1.9% เท่านั้น ซึ่งจะส่งผลให้การจัดเก็บรายได้ลดลง โดยคาดว่าจะมีการจัดเก็บรายได้พลาดเป้าไปเกือบ 6.4 หมื่นล้านบาท ทั้งจากภาษีสรรพสามิตและภาษีสรรพากร นอกจากนี้ น.ส.ศิริกัญญา ยังกล่าวอีกว่า ในขณะที่ประเทศกำลังเผชิญกับภาวะความเสี่ยงทางเศรษฐกิจโลก แต่การจัดทำงบประมาณกลับไม่ได้เตรียมการรองรับ ทำให้ไม่มีงบประมาณสำหรับการพยุงหรือฟื้นฟูเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ น.ส.ศิริกัญญา ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับหนี้สาธารณะที่ใกล้จะชนเพดาน โดยคาดว่า ณ สิ้นปีงบประมาณ 2568 หนี้สาธารณะจะสูงถึง 66% และในปี 2569 จะเพิ่มขึ้นเป็น 69% ซึ่งใกล้เคียงกับเพดานที่ 70% ดังนั้นจึงจำเป็นต้องประหยัดงบประมาณรายจ่ายในปี 2569 แต่การที่กรรมาธิการฯ ปรับลดงบประมาณได้เพียง 8.9 พันล้านบาทนั้น เหมือนกับว่าไม่ได้ตระหนักถึงวิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังรออยู่ข้างหน้า การจัดทำงบประมาณในลักษณะนี้ไม่สามารถตอบโจทย์สงครามการค้าได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องตัดลดงบประมาณลงเพื่อประหยัดไว้ใช้ในยามที่เกิดวิกฤติจริงๆ

ความซ้ำซ้อนของงบประมาณ 2569

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงความซ้ำซ้อนในการจัดทำงบประมาณ 2569 ใน 3 ด้าน ได้แก่:

  1. แยกกันทำ: มีโครงการที่คาบเกี่ยวกับภารกิจของหลายหน่วยงาน แต่หน่วยงานต่างๆ เลือกที่จะต่างคนต่างทำมากกว่าที่จะร่วมมือกัน
  2. แย่งกันทำ: มีความซ้ำซ้อนในภารกิจของแต่ละหน่วยงานอย่างชัดเจน
  3. ย้ายออกไปทำ: หลายหน่วยงานถูกตั้งขึ้นมาด้วยภารกิจที่เสี่ยงต่อการซ้ำซ้อนกับหน่วยงานที่มีอยู่แล้ว หากมีการศึกษาและพิจารณาควบรวมหน่วยงานอย่างจริงจัง จะทำให้โครงการมีความสะเปะสะปะน้อยลง

นายพริษฐ์ กล่าวว่า หากยังไม่สามารถลดความซับซ้อนในการจัดทำงบประมาณที่แทรกซึมอยู่ในทุกหน่วยราชการได้ ก็จะไม่เหลืองบประมาณเพียงพอสำหรับการแก้ไขปัญหาของประชาชน

น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.กทม. พรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงงบประมาณสำหรับอาสาสมัครของแต่ละกระทรวง ซึ่งหลายพรรคการเมืองพยายามที่จะใช้เครือข่ายอาสาสมัครต่างๆ เพื่อหวังผลทางการเมือง โดยกล่าวว่าประชาชนไม่ได้โง่และสามารถมองออกว่านักการเมืองใช้เครื่องมือเหล่านี้ทำอะไร การที่ อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) สามารถปฏิบัติภารกิจบางอย่างจนสำเร็จลุล่วงได้ ทำให้กระทรวงอื่นๆ ทำตาม เช่น อาสาสมัครของกระทรวงพัฒนาสังคมฯ อาสาสมัครของกระทรวงดิจิทัล อาสาสมัครของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาสาสมัครของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีอยู่เกือบทุกกรม

น.ส.รักชนก เสนอว่า รัฐบาลควรรวบรวมอาสาสมัครทั้งหมดมาไว้ด้วยกันและจัดสรรงบประมาณให้เพียงกระทรวงเดียว หากทุกกระทรวงมีอาสาสมัครทั้งหมด จะเป็นภาระงบประมาณที่ซ้ำซ้อน เนื่องจากในหลายพื้นที่ อสม. ทำหน้าที่เป็นอาสาสมัครในทุกด้าน เช่น อาสาสมัครพัฒนาสังคม อาสาสมัครดิจิทัล อาสาสมัครเกษตร ซึ่งคนๆ เดียวดำรงตำแหน่งหลายตำแหน่ง ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณซ้ำซ้อนและถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงในการปฏิบัติการบางอย่าง น.ส.รักชนก ไม่เห็นด้วยกับการนำงบประมาณแผ่นดินไปใช้เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของบางพรรคการเมืองที่เป็นรัฐมนตรีในกระทรวงนั้นๆ และมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม

การพิจารณางบประมาณ 2569 ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะการจัดสรรงบประมาณที่มีประสิทธิภาพและโปร่งใส จะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศและแก้ไขปัญหาของประชาชนได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – สภาฯ ถกงบประมาณ 2569 วาระ 2 สส.พรรคประชาชนอัดจัดงบฯ ไม่รองรับวิกฤติเศรษฐกิจ

Scroll to top