งบประมาณ 2569

คลิปเสียงว่อน สส.ถูกดีล “ค่ายกมือ 10 กิโลกรัม”


กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมือง เมื่อมี คลิปเสียงว่อน สส.พรรคประชาชน ถูกสาวปริศนาดีลซื้อเสียง “ค่ายกมือ 10 กิโลกรัม” ปรากฏบนโลกออนไลน์ โดยเนื้อหาในคลิปบ่งชี้ถึงการเสนอผลประโยชน์เพื่อแลกกับการโหวตในสภา

คลิปเสียงว่อน สส.พรรคประชาชน ถูกสาวปริศนาดีลซื้อเสียง “ค่ายกมือ 10 กิโลกรัม” จริงหรือ?

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ภายหลังจากที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อเสียง สส.ภายในพรรค เพื่อสนับสนุนการลงมติผ่านร่างกฎหมายที่เสนอโดยรัฐบาล ต่อมา นายชัชวาล อภิรักษ์มั่นคง สส.ขอนแก่น พรรคประชาชน ได้ออกมาเปิดเผยว่า มีการเสนอเงินสดจำนวน 10 กิโลกรัม เพื่อแลกกับการลงมติเห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 และ ร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. …. หรือ เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ (Entertainment Complex) จริง

สถานการณ์ยิ่งทวีความเข้มข้น เมื่อมี คลิปเสียงว่อน สส.พรรคประชาชน ถูกสาวปริศนาดีลซื้อเสียง “ค่ายกมือ 10 กิโลกรัม” เผยแพร่ออกมา โดยในคลิปเป็นบทสนทนาระหว่างหญิงสาวปริศนากับ สส.ชายรายหนึ่ง ซึ่งมีการเจรจาต่อรองเรื่องผลประโยชน์ตอบแทนในการยกมือโหวตสนับสนุนกฎหมายที่รัฐบาลเสนอ หญิงสาวในคลิปเสนอให้ สส.ชาย เรียกจำนวนเงินที่ต้องการ โดยระบุว่า “เอาแบบนี้ พี่พูดมา พี่ไม่อยากร่วมงานกับใคร หนูจะตอบให้ว่าใช่หรือไม่ใช่… ส่วนบัดเจ็ทพี่เรียกมา ถ้าเรียกมาแล้วจบ เกิน 10 โลขึ้นไป เฉพาะยกมือ ไม่เกี่ยวกับย้าย ยกมือตามที่มีเอกสารให้… เอาง่ายๆ แค่ค่ายกมือ”

ทางด้าน สส.ชาย พยายามสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับการจ่ายเงิน และยืนยันว่าเป็นการจ่ายเฉพาะ “ค่ายกมือ” เท่านั้น โดยหญิงสาวตอบว่าจะแบ่งจ่ายเป็น 3 งวด จำนวน 10 กิโลกรัม สำหรับการโหวต 2 เรื่อง และชักชวนให้ สส.ชายมาพบปะพูดคุยเพื่อหารือในรายละเอียดเพิ่มเติม พร้อมทั้งอ้างว่าจะติดต่อผู้ใหญ่ให้ เนื่องจากเป็นเรื่องใหญ่

### ประเด็นที่น่าสนใจจากคลิปเสียง

  • การเสนอผลประโยชน์ตอบแทน: หญิงสาวในคลิปเสนอเงินจำนวน 10 กิโลกรัม เพื่อแลกกับการยกมือโหวตสนับสนุนกฎหมาย
  • การแบ่งจ่าย: มีการพูดถึงการแบ่งจ่ายเงินเป็น 3 งวด
  • การอ้างถึง “ผู้ใหญ่”: หญิงสาวอ้างว่าจะติดต่อ “ผู้ใหญ่” เพื่อหารือในรายละเอียด
  • ความหวาดระแวง: สส.ชาย แสดงความไม่ไว้วางใจ และต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อประกอบการตัดสินใจ

นอกจากนี้ ในคลิปเสียงยังมีการพูดถึงพรรคการเมืองต่างๆ โดยหญิงสาวปฏิเสธว่าไม่ใช่พรรคอาจารย์… หรือพรรคผู้กองธรรมนัส และระบุว่า เงินที่เสนอมานั้น “มาจากฟากรัฐบาล ที่เหนือรัฐบาลอีก” พร้อมทั้งกล่าวถึงบุคคลตัวย่อ “ส.” แต่ไม่ยอมเปิดเผยว่าเป็นใคร

คลิปเสียงว่อน สส.พรรคประชาชน ถูกสาวปริศนาดีลซื้อเสียง “ค่ายกมือ 10 กิโลกรัม” นี้ สร้างความสั่นสะเทือนให้กับวงการการเมืองไทยเป็นอย่างมาก และก่อให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความโปร่งใสในการทำงานของสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงจริยธรรมของนักการเมือง

การปรากฏตัวของ คลิปเสียงว่อน สส.พรรคประชาชน ถูกสาวปริศนาดีลซื้อเสียง “ค่ายกมือ 10 กิโลกรัม” เป็นเครื่องเตือนใจให้สังคมไทยต้องตระหนักถึงปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในแวดวงการเมือง และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

สุดท้ายนี้ ประชาชนควรใช้วิจารณญาณในการรับฟังข่าวสาร และติดตามความคืบหน้าของกรณีดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันตรวจสอบและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

ที่มา – คลิปเสียงว่อน สส.พรรคประชาชน ถูกสาวปริศนาดีลซื้อเสียง “ค่ายกมือ 10 กิโลกรัม”

“วิโรจน์” ฉะงบซื้อรถเคลนผิดกฎหมาย

“วิโรจน์” เดือดฉะงบกรมทางหลวงจัดซื้อรถเคลนที่ผิดกฎหมาย แต่กลับไปไล่จับรถเคลนของเอกชนที่ผลิตตามมาตรฐานสากล ชี้กฎหมายล้าหลังเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่รีดทรัพย์ประชาชน

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2569 ซึ่งเป็นวันที่สอง นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคก้าวไกล ได้อภิปรายอย่างดุเดือดถึงงบประมาณที่กรมทางหลวงชนบทใช้ในการจัดซื้อรถเครน โดยเสนอให้ตัดงบประมาณจำนวน 7.56 ล้านบาทออกไปก่อน

นายวิโรจน์ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาสำคัญเกิดจาก “กฎหมายที่ล้าหลัง” ซึ่งจัดให้รถเครนอยู่ในประเภทเดียวกับรถบรรทุก ทำให้รถเครนที่ผลิตตามมาตรฐานสากลและไม่ได้มีการดัดแปลงใด ๆ กลับต้องถูกจับกุมด้วยข้อหาน้ำหนักเกิน ทั้งที่รถเหล่านี้มีน้ำหนักมากกว่า 15 ตันตั้งแต่ผลิตออกจากโรงงาน ทำให้เกิดช่องว่างให้เจ้าหน้าที่บางส่วนใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการรีดไถผู้ประกอบการอย่างไม่เป็นธรรม ส่งผลกระทบต่อธุรกิจและเศรษฐกิจโดยรวม

“วิโรจน์” เดือดฉะงบกรมทางหลวงจัดซื้อรถเคลนที่ผิดกฎหมาย

ในการอภิปราย นายวิโรจน์ยังเน้นย้ำว่า กฎหมายที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันได้ก่อให้เกิดความผิดปกติ จนถึงขั้นที่กรมทางหลวงชนบทเองกำลังจะจัดซื้อรถที่ผิดกฎหมายเสียเอง และมีผู้ประกอบการจำนวนมากกำลังรวมตัวกันเพื่อเตรียมแจ้งความจับรถเครนของหน่วยงานราชการ หากพบว่ามีการใช้งานบนท้องถนน

สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ไขกฎหมายให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อป้องกันการตีความที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนและผู้ประกอบการ

ข้อเสนอแนะของนายวิโรจน์เกี่ยวกับงบประมาณและกฎหมายรถเคลน

นายวิโรจน์ได้เสนอแนะให้กรมทางหลวงชนบทเร่งดำเนินการแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลเสียก่อน แล้วจึงค่อยกลับมาพิจารณาของบประมาณในการจัดซื้อรถเครนในภายหลัง เพื่อให้การใช้งบประมาณเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

  • เร่งแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรถเครนให้ทันสมัย
  • พิจารณาทบทวนงบประมาณจัดซื้อรถเครน
  • สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับมาตรฐานรถเครน

ปัญหานี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัยและสอดคล้องกับความเป็นจริง เพื่อส่งเสริมความเป็นธรรม ลดการคอร์รัปชัน และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน การที่ “วิโรจน์” เดือดฉะงบกรมทางหลวงจัดซื้อรถเคลนที่ผิดกฎหมาย เป็นการกระตุ้นเตือนให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบและปรับปรุงระบบราชการอย่างต่อเนื่อง

กรณีที่เกิดขึ้นกับกรมทางหลวงชนบทและการจัดซื้อรถเคลนที่ผิดกฎหมาย แสดงให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากกฎหมายที่ไม่ทันสมัย ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบการ แต่ยังอาจนำไปสู่การใช้งบประมาณที่ไม่ถูกต้องและโปร่งใส ดังนั้น การแก้ไขกฎหมายจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ การที่ “วิโรจน์” เดือดฉะงบกรมทางหลวงจัดซื้อรถเคลนที่ผิดกฎหมาย ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ให้พิจารณาถึงความเหมาะสมและความโปร่งใสในการใช้งบประมาณของตนเองด้วย

ที่มา – “วิโรจน์” เดือดฉะงบกรมทางหลวงจัดซื้อรถเคลนที่ผิดกฎหมาย

“ภูมิธรรม” ชี้ คดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว. ไม่ได้

“ภูมิธรรม” ชี้ เอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้ ต้องดูที่เรื่องใหญ่

“ภูมิธรรม” โต้ “ภูมิใจไทย” ยัน ดีเอสไอเดินหน้าคดีบริษัท “รมว.ปุ๋ง” รุกที่สาธารณะ จ.อุบลฯ ตามกระบวนการกฎหมาย รับ “คดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดง” เป็นเรื่องใหญ่ต้องสางให้ชัดเจน เหตุสาธารณชนให้ความสนใจ

วันที่ 14 สิงหาคม 2566 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีพรรคภูมิใจไทยเรียกร้องให้นายภูมิธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการคดีพิเศษติดตามตรวจสอบคดีบริษัทครอบครัว น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) หลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับเรื่องสอบสวนเป็นคดีพิเศษ การขุดบ่อน้ำรุกที่สาธารณะ จ.อุบลราชธานี หลังเอาแต่เร่งรัดตรวจสอบคดีที่ดินเขากระโดง และฮั้ว ส.ว. ว่า ตนคิดว่าดีเอสไอคงทำทุกเรื่อง แต่ยอมรับว่า เรื่องฮั้ว ส.ว.เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าเป็นจริงตามนั้นถือเป็นการทำลายระบอบกฎเกณฑ์ ระบอบประชาธิปไตย ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด สามารถมองได้ เป็นเรื่องที่สาธารณชนให้ความสนใจ ขณะที่เรื่องเขากระโดงเป็นเรื่องใหญ่อีกเรื่องที่สำคัญ และเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ตัดสินไปแล้ว ในเรื่องที่ดินประมาณ 5 พันกว่าไร่ที่คั่งค้างมานาน และเรื่องนี้ก็ช้ามาเป็น 10 ปีแล้ว จะบอกว่า เร่งรีบไม่ได้ แต่เป็นเรื่องที่ต้องสางให้เกิดความชัดเจน

สำหรับที่มีการอ้างว่า 6 ปีแล้วแต่ดีเอสไอยังไม่สั่งฟ้องคดีของ น.ส.สุดาวรรณ นายภูมิธรรม ย้อนถามว่า “เอา 6 ปีมาเปรียบเทียบกว่า 10 กว่าปี ต้องดูความใหญ่นะครับ แต่ไม่เป็นไรมีสิทธิที่จะถามได้ แต่เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ คนทั้งประเทศเขาสนใจเรื่องเขากระโดงมากกว่า ส่วนเรื่องอื่นก็ว่าไปตามกระบวนการกฎหมาย และเรื่องเขากระโดงขอให้เกิดความชัดเจน ถ้าคิดว่ามีปัญหาก็ทำให้ชัดเจน”

ผู้สื่อข่าวถามถึงการเพิกถอนที่ดินเขากระโดงต้องรอให้อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่เข้ามาเซ็น หรือให้คนรักษาการทำก่อนได้หรือไม่ หลังประกาศจะเพิกถอนตั้งแต่วันที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตนตอบหลายครั้งแล้ว รอให้มีการโปรดเกล้าฯ อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่เข้ามา จะทำหน้าที่ทันที

ทำไม “ภูมิธรรม” ถึงมองว่า เอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้?

จากเนื้อหาข่าวข้างต้น เราจะเห็นว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับกรณีที่มีการเปรียบเทียบระหว่างคดีของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงหนึ่ง กับคดีฮั้ว ส.ว. และคดีที่ดินเขากระโดง โดยนายภูมิธรรมชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างในประเด็นของความสำคัญและความสนใจของสาธารณชนที่มีต่อแต่ละคดี กล่าวคือ คดีฮั้ว ส.ว. และคดีที่ดินเขากระโดงนั้น เป็นเรื่องที่สาธารณชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก และมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยและกระบวนการยุติธรรม

ในขณะที่คดีของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดังกล่าว เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการไปตามกระบวนการทางกฎหมาย แต่ไม่ได้มีผลกระทบในวงกว้างเท่ากับสองคดีแรก นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเร่งรัดแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดง ซึ่งเป็นเรื่องที่คั่งค้างมานานกว่า 10 ปี และต้องทำให้เกิดความชัดเจนเพื่อความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ดังนั้น การที่นายภูมิธรรมมองว่า เอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้นั้น จึงมีเหตุผลมาจากความแตกต่างในด้านความสำคัญ ผลกระทบต่อสังคม และความสนใจของสาธารณชน

นอกจากนี้นายภูมิธรรมยังได้กล่าวถึงประเด็นเรื่องระยะเวลาในการดำเนินการของคดีต่างๆ โดยย้อนถามถึงการนำระยะเวลา 6 ปีของคดีรัฐมนตรีช่วยฯ มาเปรียบเทียบกับระยะเวลา 10 กว่าปีของคดีที่ดินเขากระโดง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความซับซ้อนและความยืดเยื้อของแต่ละคดีมีความแตกต่างกัน

โดยสรุปแล้ว คำกล่าวของนายภูมิธรรมเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับคดีที่มีผลกระทบต่อส่วนรวม และความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดงให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี แม้ว่าจะมีข้อเรียกร้องให้เร่งรัดการดำเนินคดีอื่นๆ ด้วยก็ตาม การดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ดังนั้น, การที่นายภูมิธรรมชี้ว่าเอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้ นั้นเป็นการเน้นย้ำว่าแต่ละคดีมีความแตกต่างในรายละเอียด และต้องพิจารณาตามบริบทของแต่ละเรื่อง

ที่มา – “ภูมิธรรม” ชี้ เอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้ ต้องดูที่เรื่องใหญ่

วิทวิสิทธิ์แฉ! เทงบ อ.ต.ก. 41 ล้าน ลงพะเยา

ในการประชุมพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 วาระ 2 สส.ลำพูน พรรคประชาชน ได้ออกมาแฉถึงการเทงบ อ.ต.ก. 41 ล้าน ลงพะเยา โดยตั้งข้อสงสัยถึงเหตุผลในการจัดสรรงบประมาณจำนวนมากไปยังจังหวัดเดียว และชี้ว่าโครงการล้งแห่งชาติมีความเสี่ยงที่จะล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้น

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ณ รัฐสภา ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดพิเศษ โดยมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในการประชุมเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระ 2-3 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 โดยเริ่มพิจารณาในมาตรา 14 งบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีวงเงินรวม 62,960,111,400 บาท

นายวิทวิสิทธิ์ ปันสวนปลูก สส.ลำพูน พรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงงบประมาณขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) โดยระบุว่ามี 2 โครงการที่ไม่ตอบโจทย์และมีความเสี่ยงที่จะล้มเหลว ได้แก่

  • โครงการตลาดกลาง จ.พะเยา: ในงบประมาณปี 2569 อ.ต.ก. ได้ของบประมาณจำนวน 84,623,500 บาท เพื่อสนับสนุนการตลาดให้แก่เกษตรกร แต่ปรากฏว่างบประมาณจำนวน 41,321,500 บาท ถูกเทงบ อ.ต.ก. 41 ล้าน ลงพะเยา ซึ่งเป็นพื้นที่เดียวเท่านั้น ทำให้เกิดคำถามว่าเหตุใดจึงต้องกระจุกงบประมาณไว้ที่จังหวัดเดียว

นายวิทวิสิทธิ์ ตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อพิจารณาจากมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรของจังหวัดพะเยาไปยัง สปป.ลาว พบว่าต่ำกว่าจังหวัดเชียงรายและจังหวัดน่านถึง 3 เท่า สินค้าเกษตรที่ลาวนำเข้าจากไทยส่วนใหญ่ ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวเปลือก และผลไม้สด ซึ่งจังหวัดพะเยามีส่วนแบ่งการตลาดน้อยกว่า 8% เมื่อเทียบกับการค้าชายแดนของภาคเหนือ นอกจากนี้ ระบบโลจิสติกส์ส่วนใหญ่อยู่ที่จังหวัดเชียงรายและจังหวัดน่าน ไม่ใช่จังหวัดพะเยา ดังนั้นจึงเกิดคำถามว่าใครกันแน่ที่จะได้รับประโยชน์จากการเลือกจังหวัดพะเยาเป็นที่ตั้งโครงการ และเหตุผลในการตัดสินใจครั้งนี้เป็นไปในเชิงเศรษฐกิจหรือการเมือง

เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า การสร้างตลาดกลางในภาคเหนือควรมีการกระจายไปยังหลายจังหวัดและเชื่อมโยงกันด้วยระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่การปักเสาหลักเพียงแห่งเดียว เพราะหากโครงการนี้ประสบความสำเร็จก็อาจนำไปสู่การผูกขาดตลาด ทำให้เกษตรกรในจังหวัดอื่นต้องแบกรับภาระต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้น แต่หากโครงการล้มเหลวก็จะกลายเป็นตลาดร้างและสูญเสียงบประมาณของประชาชนไปโดยเปล่าประโยชน์

นอกจากนี้ นายวิทวิสิทธิ์ยังได้กล่าวถึงโครงการที่สอง คือ

  • โครงการล้งแห่งชาติ: อ.ต.ก. ได้ตั้งงบประมาณจำนวน 11,612,000 บาท เพื่อศึกษาต้นแบบการสร้างล้งแห่งชาติ โดยให้ อ.ต.ก. ทำหน้าที่เป็นเอกชน ซึ่งนายวิทวิสิทธิ์มองว่าเป็นโครงการที่มีความเสี่ยงที่จะล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มต้น เนื่องจากรัฐวิสาหกิจมีขั้นตอนในการอนุมัติจัดซื้อจัดจ้างที่ล่าช้า และเจ้าหน้าที่รัฐส่วนใหญ่ไม่มีทักษะในเชิงพาณิชย์ ทำให้ไม่สามารถขายสินค้าได้ในราคาเต็มมูลค่า โครงการดังกล่าวจึงไม่ตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรไทย และอาจนำไปสู่การกระจุกงบประมาณ การผูกขาด และความล้มเหลวในที่สุด

วิทวิสิทธิ์แฉ! เทงบ อ.ต.ก. 41 ล้าน ลงพะเยา

ดังนั้น นายวิทวิสิทธิ์จึงเสนอให้มีการตัดลดงบประมาณของทั้งสองโครงการนี้ทันที และนำเงินดังกล่าวไปใช้ในการสร้างโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรทั่วประเทศอย่างแท้จริง ไม่ใช่โครงการที่ดูดีบนกระดาษแต่ไม่สามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันของเกษตรกร

ข้อสังเกตถึงการเทงบ อ.ต.ก. 41 ล้าน ลงพะเยา

การที่ สส.วิทวิสิทธิ์ออกมาแฉเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐ เพื่อให้มั่นใจว่างบประมาณดังกล่าวถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการเกษตร ซึ่งเป็นภาคส่วนที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ

การเทงบ อ.ต.ก. 41 ล้าน ลงพะเยาเพียงจังหวัดเดียวนั้น อาจมีเงื่อนงำหรือเหตุผลทางการเมืองที่ซ่อนอยู่ จึงจำเป็นต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม

ที่มา – “วิทวิสิทธิ์” แฉ เทงบ อ.ต.ก. 41 ล้าน ลงพะเยา ข้องใจใช้เหตุผลทางเศรษฐกิจหรือการเมือง

ถ่ายทอดสด! สภาฯ พิจารณา “งบประมาณ 2569” วันที่ 2

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันนี้ (14 สิงหาคม 2568) ถ่ายทอดสดวันที่ 2 ของการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ 2569 วาระที่ 2 อย่างต่อเนื่อง โดยมีการอภิปรายและลงมติในแต่ละมาตราอย่างเข้มข้น หลังจากที่การประชุมเมื่อวานนี้สิ้นสุดลงในเวลาเที่ยงคืนกว่า

ถ่ายทอดสดวันที่ 2 สภาฯ พิจารณา “งบประมาณ 2569” วาระ 2

การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ 2569 ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญต่อการขับเคลื่อนประเทศในด้านต่างๆ ได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง โดยวันนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะร่วมกันพิจารณาในรายละเอียดของงบประมาณที่จัดสรรให้กับกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้งบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

เมื่อวานนี้ นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ซึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้สั่งพักการประชุมเมื่อเวลา 00.06 น. ของวันที่ 14 สิงหาคม เนื่องจากเลยกรอบเวลาที่กำหนดไว้ที่ 23.30 น. โดยการประชุมครั้งนี้มีกรอบเวลา 3 วัน คือระหว่างวันที่ 13-15 สิงหาคม 2568

งบประมาณ 2569: จับตาการพิจารณางบฯ กระทรวงเกษตรฯ

สำหรับวันนี้ การพิจารณาจะเริ่มต้นกันที่มาตรา 14 ว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานในกำกับ ซึ่งตั้งงบประมาณไว้ที่ 63,219,401,200 บาท เมื่อวานนี้มีสมาชิกที่ประสงค์จะอภิปรายจำนวน 16 ท่าน และคงเหลือผู้อภิปรายในวันนี้จำนวน 11 ท่าน ประเด็นที่น่าสนใจคือ สมาชิกจะมีการอภิปรายเน้นย้ำในเรื่องใดบ้าง และจะมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมอย่างไรเพื่อให้การจัดสรรงบประมาณของกระทรวงเกษตรฯ เป็นไปอย่างเหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรและประชาชน

พี่น้องประชาชนสามารถร่วมติดตามชมการถ่ายทอดสดวันที่ 2 สภาฯ พิจารณา “งบประมาณ 2569” วาระ 2 ได้ตั้งแต่เวลาประมาณ 09.00 น. เป็นต้นไป เพื่อรับทราบข้อมูลข่าวสารและความคืบหน้าในการพิจารณางบประมาณของประเทศ

การพิจารณางบประมาณครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา สาธารณสุข และอื่นๆ การที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ร่วมกันพิจารณาอย่างรอบคอบ ถี่ถ้วน และมีการอภิปรายอย่างสร้างสรรค์ จะนำไปสู่การจัดสรรงบประมาณที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง เราในฐานะประชาชนก็ควรติดตามข่าวสารและให้ความสนใจกับการพิจารณางบประมาณครั้งนี้ เพื่อให้เข้าใจถึงทิศทางการพัฒนาประเทศและสามารถมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การพิจารณางบประมาณไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่เป็นเรื่องของการกำหนดอนาคตของประเทศ ดังนั้น การติดตามและทำความเข้าใจในกระบวนการนี้จึงเป็นหน้าที่ของพลเมืองทุกคน

ที่มา – ถ่ายทอดสดวันที่ 2 สภาฯ พิจารณา “งบประมาณ 2569” วาระ 2 ถกต่องบฯ ก.เกษตรฯ

สส.วรรณวิภา แฉงบฯ บิ้วอินห้องอธิบดี

กลายเป็นประเด็นร้อนในการประชุมสภา เมื่อ “วรรณวิภา ไม้สน” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาแฉงบประมาณของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่มีการจัดสรรงบประมาณในการบิ้วอินห้องทำงานอธิบดีและรองอธิบดีอย่างหรูหราเกินความจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาของตู้เสื้อผ้าและตู้โชว์ที่มีราคาสูงถึงหลักแสนบาท สวนทางกับการตัดลดงบประมาณในการซ่อมแซมบ้านให้กับผู้พิการ

สส.วรรณวิภา แฉงบฯ พม. จัดบิ้วอินห้องอธิบดีฉ่ำ ราคาแพงหูฉี่

นางสาววรรณวิภา ไม้สน ได้อภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยเน้นย้ำถึงความไม่สมเหตุสมผลในการจัดสรรงบประมาณของกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ที่มีการปรับลดงบประมาณในการซ่อมแซมบ้านให้กับผู้พิการ แต่กลับไปเพิ่มงบประมาณในการก่อสร้างและตกแต่งภายในสำนักงาน

“งบประมาณในการตกแต่งผนังกำแพงสูงถึงตารางเมตรละ 6,000 บาท รวมเป็นเงินกว่า 8 ล้านบาท มีการจัดซื้อตู้เอกสาร 493 ตู้ เป็นเงินกว่า 7.6 ล้านบาท และมีการจัดซื้อตู้โชว์ 29 ตู้ เป็นเงิน 4.3 ล้านบาท ราคานี้ไม่ธรรมดา ไม่รู้ว่าประดับด้วยทองคำหรืออย่างไร” นางสาววรรณวิภากล่าว

บิ้วอินห้องอธิบดีสุดหรู งบประมาณบานปลาย

นอกจากนี้ นางสาววรรณวิภายังได้ตั้งข้อสังเกตถึงงบประมาณในการปรับปรุงห้องทำงานของอธิบดี ที่มีการจัดซื้อตู้โชว์ราคา 580,000 บาท ตู้เสื้อผ้าราคา 180,000 บาท ตู้เก็บเอกสารราคา 280,000 บาท และตู้วาง TV ราคา 140,000 บาท ในขณะที่ห้องทำงานของรองอธิบดีทั้งสองท่านก็มีการจัดซื้อตู้เสื้อผ้าในราคาสูงถึงห้องละ 270,000 บาท

“ดิฉันอ่านแล้วอ่านอีก นึกว่าอ่านผิด แต่มันราคานี้จริงๆ จึงได้แต่คิดและก็สงสัยว่าตู้เสื้อผ้าราคา 280,000 บาท หน้าตามันเป็นยังไง ในขณะที่ตัดงบซ่อมแซมบ้านผู้พิการหลังละ 40,000 บาท แต่มีการจัดงบบิ้วอินห้องทำงานกันแบบฉ่ำๆ แล้วจะตอบกับผู้พิการได้อย่างไร” นางสาววรรณวิภากล่าวด้วยความสงสัย

ประเด็นที่นางสาววรรณวิภาหยิบยกมา ทำให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในการจัดสรรงบประมาณ ที่ให้ความสำคัญกับการตกแต่งสำนักงานของผู้บริหารระดับสูงมากกว่าการช่วยเหลือผู้พิการที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังมีการตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการจ้างงานผู้พิการในภาครัฐ ที่ยังต่ำกว่าภาคเอกชน

ด้านนายพัฒนา สัพโส กรรมาธิการ ได้ชี้แจงว่า ในชั้นคณะกรรมาธิการมีการแปรญัติเพิ่มงบประมาณสำหรับผู้พิการจำนวน 153 ล้านบาท ซึ่งเป็นความเห็นพ้องกันของทั้งกรรมาธิการเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย และฝ่ายบริหาร อย่างไรก็ตาม นางสาววรรณวิภายังคงติดใจในประเด็นการจัดสรรงบประมาณที่ดูเหมือนจะเอื้อประโยชน์ให้กับผู้บริหารมากกว่าผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาในการจัดสรรงบประมาณของหน่วยงานภาครัฐ ที่อาจไม่ได้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง และยังคงมีช่องว่างให้เกิดการใช้จ่ายงบประมาณที่ไม่โปร่งใสและไม่คุ้มค่า การตรวจสอบและติดตามการใช้จ่ายงบประมาณอย่างเข้มงวดจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเงินภาษีของประชาชนถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง การออกมาแฉงบฯ​ พม. จัดบิ้วอินห้องอธิบดี ครั้งนี้จึงเป็นการกระตุ้นให้เกิดการตรวจสอบและปรับปรุงการทำงานของภาครัฐให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น

ประเด็นเรื่อง สส.วรรณวิภา แฉงบฯ พม. จัดบิ้วอินห้องอธิบดี นี้ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม และคาดว่าจะมีการติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่องจากหลายภาคส่วน เพื่อให้เกิดความกระจ่างและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

การตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและความโปร่งใสในการใช้งบประมาณภาครัฐเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง เพื่อให้มั่นใจว่าเงินภาษีของประชาชนถูกใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมส่วนรวม

ที่มา – “สส.วรรณวิภา” แฉงบฯ พม. จัดบิ้วอินห้องอธิบดีฉ่ำ ราคาแพงหูฉี่ ตู้โชว์ ตู้เสื้อผ้าราคาหลายแสน

ไอซ์ รักชนก ซัด! ประชาชนไม่ได้โง่

“รักชนก” จัดหนัก งบบูรณาการต่อต้านคอร์รัปชัน วัดผลไม่ได้ แถมบางพรรคยังใช้เครือข่ายอาสาของบฯ หวังผลทางการเมือง ตอกกลับแรง ประชาชนไม่ได้โง่ ยันไม่เห็นด้วย เอาเงินแผ่นดินไปบรรลุวัตถุประสงค์ให้รัฐมนตรีเจ้าของกระทรวง

วันที่ 13 ส.ค. 2568 ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในวาระ 2 และวาระ 3 นางสาวรักชนก ศรีนอก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กทม. พรรคประชาชน อภิปรายว่า ดัชนีการรับรู้คอร์รัปชัน ซึ่งนายกฯ เคยแถลงไว้ และประเทศเราให้ความสำคัญกับการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน โดยมีงบบูรณาการส่วนนี้เกือบพันล้านบาท แต่งบประมาณส่วนใหญ่ เป็นงบที่ใช้ในการอบรม และต้องมีงบวัดผลด้วย พร้อมถามว่า การอบรม และการวัดผลแบบเดิม ๆ ทำให้ภาพลักษณ์เรื่องคอร์รัปชัน และการปราบปรามดีขึ้นหรือไม่ แต่เราก็เห็นว่าไม่ดีขึ้นเลย จึงขอให้รัฐบาลพิจารณายกเลิกแผนบูรณาการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งยุทธศาสตร์ชาติ ก็เขียนไว้ว่าต้องมีแผนการวัดผลในเรื่องนี้ซึ่งต้องไปแก้ในรัฐธรรมนูญด้วยแต่ตอนนี้อยากให้ตัดงบในส่วนนี้ก่อน และตั้งระบบในการเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใสเข้ามา

สิ่งที่อยากแนะนำที่ทำให้ภาพลักษณ์เรื่องการทุจริตคอร์รัปชันดีขึ้น 3 เรื่อง คือ กรมบัญชีกลางควรเปิดให้นำข้อมูลด้านการจัดซื้อจัดจ้างไปวิเคราะห์ได้แล้ว ซึ่งทางภาคประชาชนต้องไปเขียนโปรแกรมดึงข้อมูลออกมาเอง โดยการเขียนโปรแกรมนี้ก็ทำให้ระบบท่านรวน ดังนั้น ก็เปิดไปเลยให้ได้ใช้ และนำข้อมูลไปวิเคราะห์ เพื่อมาช่วยดูว่าโครงการไหนส่อทุจริต หรือส่อประพฤติมิชอบ

ส่วนสำนักงานป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่องบัญชีทรัพย์สินทุกวันนี้ยังเปิดแค่ 90 วันอยู่ ก็ไม่อยากถามว่า ป.ป.ช. เป็นอะไร ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลทำได้ หากไม่เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินให้ดูได้ง่าย ๆ ก็บอกไปเลยว่าปีหน้างบประมาณที่ตั้งมาจะตัดอะไร ก็ขู่กันบ้าง จะได้ทำงานร่วมกันได้ และเอกสารในกรรมาธิการที่พิจารณา ตนเองไม่เห็นว่ามีอันไหนที่น่าปกปิด จึงเสนอไปว่ากรรมาธิการควรเปิดเผยเอกสารที่ไม่ได้ตีลับในกรรมาธิการออกไป ประชาชนใครที่อยากมาดูก็เอาไปพิจารณากันได้ประชาชนจะได้รู้สึกว่าได้มีส่วนร่วมในการดูข้อมูลในงบประมาณ และเรื่องการถ่ายทอดสดที่มีการอ้างแต่เอาง่าย ๆ ว่าคือท่านไม่เอา ท่านก็ไม่อยากให้ถ่ายทอดสดด้วยเหตุผลร้อยแปดประการ แต่ในเมื่อนายกรัฐมนตรีแถลงเอาไว้ว่าอยากให้ภาพลักษณ์การทุจริตคอร์รัปชันดีขึ้น ตัวเลขเพิ่ม แม้ว่านายกฯ ใกล้จะหลุดในเร็ววันนี้ แต่ตัวเองเชื่อว่านายกฯ คนถัดไปก็ต้องมาแถลงอยู่ดี

เรื่องธรรมาภิบาล ข้อมูลที่กฎหมายมีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 พ.ร.บ. รัฐบาลดิจิทัลออกกฎหมายลูกปี 2564 แต่ปีนี้ 2568 มี 300 หน่วยงานที่ต้องธรรมาภิบาลข้อมูล ตอนนี้ทำเสร็จแค่ครึ่งเดียว ซึ่งธรรมาภิบาลข้อมูล คือการกำหนดว่าหน่วยงานต้องทำข้อมูลอะไรบ้าง และใครสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้บ้าง เมื่อไม่ทำประชาชนก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าต้องขอข้อมูลอะไรบ้าง ยกตัวอย่างประกันสังคม เรื่องนี้ควรทำให้เสร็จอย่างเร่งด่วน เพื่อช่วยในเรื่องของการทำข้อมูลภาครัฐให้โปร่งใส

เรื่องอาสาอย่างกระทรวงสาธารณสุขมี อสม. อสส. ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าขณะนี้หลายพรรคการเมืองพยายามเข้าไปใช้เครือข่ายอาสาต่าง ๆ ในการทำเพื่อหวังผลทางการเมือง เชื่อว่าพ่อแม่พี่น้องประชาชนไม่ได้โง่ เขาดูออกว่านักการเมืองใช้เครื่องมือเหล่านี้ ที่จริง ๆ แล้วเป็นงบประมาณจากภาครัฐในการทำอะไร ซึ่งเมื่อใช้เครือข่ายอาสาในการทำปฏิบัติการบางอย่างสำเร็จลุล่วงไป เมื่อกระทรวงเห็น ก็เอาบ้าง ตนเองเป็นกรรมาธิการมา 2 ปี โดยก่อนหน้ามีอาสาพัฒนาสังคม ซึ่งมีเกือบทุกกรม โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรสหกรณ์ที่มีเกือบทุกกรม เพราะหลายคนคงเห็นแล้วว่าการมีอาสา เมื่อเข้าไปเป็นรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงสามารถใช้ทำอะไรได้บ้าง ตนเองอยากให้รัฐบาลพิจารณารวบรวมอาสา มิเช่นนั้น ในอนาคตทุกกระทรวงจะมีอาสาหมดเลย และกลายเป็นภาระกับงบประมาณ ซึ่งสิ้นเปลืองงบประมาณซ้ำซ้อน วัดผลอะไรไม่ได้ และเหมือนเป็นแขนเป็นขาให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงได้ไปทำปฏิบัติการอะไรบางอย่าง

“ดิฉันไม่เห็นด้วยกับการนำงบประมาณแผ่นดินไปทำเพื่อให้มันบรรลุวัตถุประสงค์ของบางพรรคการเมืองที่เป็นรัฐมนตรีของเจ้ากระทรวงนั้น ๆ ซึ่งก็ไม่อยากให้ทำ และอยากให้รัฐบาลจริงจังกับเรื่องนี้สักที เราจะได้ไม่ต้องสูญเสียงบประมาณไปกับการสิ้นเปลืองในการทำอะไรเหล่านี้ อยากให้มองถึงภาพใหญ่และงบประมาณโดยรวมที่เราควรจะใช้ให้มันถูกต้องถูกจุด ซึ่งทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดเราควรจัดสรรไปในเรื่องที่เร่งด่วนจำเป็น” นางสาวรักชนก กล่าวทิ้งท้าย

“ไอซ์ รักชนก” ซัดประชาชนไม่ได้โง่ บางพรรคใช้เครือข่ายอาสาของบฯ หวังผลการเมือง

นางสาวรักชนกได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้งบประมาณอย่างโปร่งใสและตรงจุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่นักการเมืองบางกลุ่มพยายามใช้เครือข่ายอาสาเพื่อหวังผลทางการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนไม่ได้โง่ และสามารถรับรู้ได้ถึงความไม่ชอบมาพากลนี้

ทำไม “ไอซ์ รักชนก” ถึงคิดว่าประชาชนไม่ได้โง่?

เพราะประชาชนสามารถสังเกตและวิเคราะห์การกระทำของนักการเมืองที่พยายามใช้ทรัพยากรและงบประมาณของรัฐเพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือพรรคพวกได้นั่นเอง นางสาวรักชนกจึงออกมาเตือนสติเพื่อให้เกิดความตระหนักรู้ในสังคม

การออกมาแสดงความเห็นของนางสาวรักชนกในครั้งนี้เป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการใช้งบประมาณ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

ประชาชนไม่ได้โง่ และพวกเขามีสิทธิที่จะรู้ว่าเงินภาษีของพวกเขาถูกนำไปใช้อย่างไร หากเราทุกคนร่วมมือกันตรวจสอบและส่งเสียงดัง ๆ เราจะสามารถสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้นได้

ที่มา – “ไอซ์ รักชนก” ซัดประชาชนไม่ได้โง่ บางพรรคใช้เครือข่ายอาสาของบฯ หวังผลการเมือง

“อิ๊งค์” ออกจากสภาฯ ให้รถรับใต้ดิน หลังศาล รธน. นัด 29 ส.ค.

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนระอุ เมื่อ “อิ๊งค์” ออกจากสภาฯ ให้รถมารับชั้นใต้ดิน หลังศาลรัฐธรรมนูญนัดชี้ชะตา 29 ส.ค. สืบเนื่องจากกรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดลงมติในคดีคลิปเสียงสนทนากับ “ฮุน เซน”

“อิ๊งค์” ออกจากสภาฯ ให้รถมารับชั้นใต้ดิน หลังศาลรัฐธรรมนูญนัดชี้ชะตา 29 ส.ค.

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รายงานความเคลื่อนไหวของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม โดยในช่วงเช้าได้เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ที่กระทรวงวัฒนธรรม และในเวลา 12.25 น. ได้เดินทางไปยังอาคารรัฐสภาเพื่อติดตามการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระ 2 และ 3 ซึ่งเป็นการพิจารณาวันแรก โดยเธอได้ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในห้องรับรอง

ต่อมาในช่วงเวลาประมาณ 16.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับการที่ศาลรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่เอกสารข่าวเกี่ยวกับผลการประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในคดีคลิปเสียงสนทนาระหว่างนายกรัฐมนตรีกับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โดยศาลรัฐธรรมนูญได้นัดลงมติและฟังคำวินิจฉัยในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 นางสาวแพทองธารได้ออกจากอาคารรัฐสภาโดยให้รถยนต์ส่วนตัวไปรับที่ชั้นใต้ดิน เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับสื่อมวลชน

ทำไม “อิ๊งค์” ออกจากสภาฯ ให้รถมารับชั้นใต้ดิน?

การตัดสินใจของนางสาวแพทองธารที่ให้รถไปรับที่ชั้นใต้ดินนั้น สอดคล้องกับช่วงเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ประกาศนัดลงมติในคดีสำคัญ ซึ่งอาจเป็นเหตุผลให้เธอต้องการหลีกเลี่ยงการให้สัมภาษณ์หรือตอบคำถามเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวในขณะนั้น

ทั้งนี้ มีรายงานว่าในวันที่ 14 สิงหาคม 2568 นางสาวแพทองธารจะเดินทางไปยังรัฐสภาอีกครั้ง เพื่อติดตามการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ 2569 ในวันที่สองของการพิจารณา

สถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้นนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดีสำคัญที่มีผลกระทบต่อการบริหารประเทศ

การที่ “อิ๊งค์” ออกจากสภาฯ ให้รถมารับชั้นใต้ดิน หลังศาลรัฐธรรมนูญนัดชี้ชะตา 29 ส.ค. เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสถานการณ์ที่ซับซ้อน ซึ่งต้องอาศัยการวิเคราะห์และพิจารณาอย่างรอบด้าน เพื่อทำความเข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

คดีนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป และจะมีผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศหรือไม่ คงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

การที่นางสาวแพทองธาร เลือกที่จะหลีกเลี่ยงสื่อ อาจตีความได้หลายนัยยะ ไม่ว่าจะเป็นการต้องการลดแรงกดดันทางการเมือง หรือเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการแถลงการณ์อย่างเป็นทางการในภายหลัง

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด การตัดสินใจของเธอในครั้งนี้ ย่อมส่งผลต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจถึงเหตุผลเบื้องหลังการกระทำของนักการเมือง จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ประชาชนควรให้ความสนใจ เพื่อให้สามารถตัดสินใจและเลือกผู้แทนที่เหมาะสมในการนำพาประเทศไปสู่อนาคตที่ดีกว่า

ที่มา – “อิ๊งค์” ออกจากสภาฯ ให้รถมารับชั้นใต้ดิน หลังศาลรัฐธรรมนูญนัดชี้ชะตา 29 ส.ค.

นายกฯ แพทองธาร เข้าสภาฯ ยิ้มให้หลังสื่อถาม

นายกฯ แพทองธาร เดินทางเข้าสภาฯ เพื่อควบคุมการประชุมงบประมาณปี 2569 หลังสื่อมวลชนถามถึงกำลังใจ เจ้าตัวยิ้มทักทายแต่ไม่ได้ตอบคำถาม เพียงแต่พยักหน้าเท่านั้น

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้เดินทางมายังรัฐสภา เพื่อให้กำลังใจสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในการปฏิบัติหน้าที่พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569

ทันทีที่นายกฯ แพทองธาร พบกับสื่อมวลชน ก็ได้ยกมือทักทายอย่างเป็นกันเอง ผู้สื่อข่าวจึงสอบถามถึงความเป็นอยู่และสุขภาพของนายกรัฐมนตรี เนื่องจากไม่ได้พบกันนาน อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีไม่ได้ตอบคำถามใด ๆ เพียงแต่ส่งยิ้มน้อย ๆ ให้กับสื่อมวลชนเท่านั้น

ผู้สื่อข่าวได้ถามย้ำอีกครั้งว่า “กำลังใจเป็นอย่างไรบ้างคะท่านนายกฯ” แต่นายกฯ แพทองธาร ก็ยังคงไม่ได้ตอบคำถามโดยตรง เพียงแต่ยิ้มและพยักหน้าเป็นการตอบรับเท่านั้น ทำให้เกิดความสนใจจากสื่อมวลชนและประชาชนที่ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

นายกฯ แพทองธาร เข้าสภาฯ ยิ้มให้หลังสื่อถาม

การเดินทางมายังรัฐสภาของนายกฯ แพทองธาร ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่และความสำคัญที่รัฐบาลให้กับการพิจารณางบประมาณประจำปี ซึ่งเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศและความเป็นอยู่ของประชาชนโดยรวม การที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมาให้กำลังใจ สส. ด้วยตนเอง ถือเป็นขวัญและกำลังใจที่สำคัญในการปฏิบัติหน้าที่

ทำไมนายกฯ แพทองธารถึงไม่ตอบคำถามสื่อ?

การที่นายกรัฐมนตรีเลือกที่จะไม่ตอบคำถามโดยตรง แต่ใช้การยิ้มและพยักหน้าแทน อาจมีหลายเหตุผลที่เป็นไปได้ อาจเป็นเพราะต้องการหลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลที่อาจส่งผลกระทบต่อการพิจารณางบประมาณ หรืออาจต้องการรักษาท่าทีทางการเมืองในสถานการณ์ที่อ่อนไหว อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวได้สร้างความสนใจและกระตุ้นให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การที่ผู้นำประเทศต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายต่าง ๆ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การตัดสินใจและการแสดงออกของผู้นำจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของประชาชน

การพิจารณางบประมาณประจำปีเป็นกระบวนการที่สำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้การจัดสรรงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

  • การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด
  • การวิเคราะห์ข้อมูลและสถานการณ์อย่างรอบด้าน
  • การแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์และรับผิดชอบ

การทำความเข้าใจในสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ จะช่วยให้เราสามารถตัดสินใจและมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การที่นายกฯ แพทองธาร เข้าสภาฯ และแสดงท่าทีดังกล่าว ทำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประเทศชาติ แม้จะเผชิญกับแรงกดดันมากมายก็ตาม

ที่มา – นายกฯ แพทองธารเข้าสภา ยิ้มทักทายหลังสื่อถามกำลังใจดีหรือไม่

Scroll to top