งบประมาณ 2570

พริษฐ์ ซัดงบเมกะโปรเจกต์การศึกษา 26,000 ล้าน ส่อฮั้วจัดซื้อ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาฯ เมื่อ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน ได้ออกมาอภิปรายถึงร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 โดยเน้นไปที่ความไม่ชอบมาพากลของโครงการขนาดใหญ่ในกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวง อว. ที่มุ่งเน้นการพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ในรูปแบบดิจิทัล ซึ่งใช้งบประมาณสูงถึง 26,000 ล้านบาท จนเกิดข้อสงสัยว่าเป็นการผูกขาดและเอื้อประโยชน์ให้กับทุนพวกพ้องหรือไม่

พริษฐ์ ซัดงบเมกะโปรเจกต์การศึกษา 26,000 ล้าน ส่อฮั้วจัดซื้อเอื้อทุนเครือข่ายเดียว

จากการตรวจสอบโครงการเมกะโปรเจกต์ดังกล่าวพบว่ามีทั้งหมด 4 โครงการหลักที่ใช้งบมหาศาล ซึ่งผลตอบรับที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่าระบบยังทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ และขาดทิศทางที่ชัดเจนจากรัฐบาล นายพริษฐ์ได้ตั้งคำถามสำคัญว่า พริษฐ์ ซัดงบเมกะโปรเจกต์การศึกษา 26,000 ล้าน ส่อฮั้วจัดซื้อเอื้อทุนเครือข่ายเดียว หรือไม่ เนื่องจากการตรวจสอบ TOR ของโครงการต่างๆ พบความผิดปกติหลายประการ

ข้อพิรุธใน TOR และเครือข่ายบริษัทที่น่าสงสัย

สิ่งที่ทำให้สังคมต้องจับตามองคือ การกระจายโครงการต่างๆ ไปยังบริษัทที่ถือหุ้นโดยเครือข่ายเดียวกัน โดยมีข้อสังเกตดังนี้:

  • มีการแบ่งเฟสงานเพื่อเลี่ยงการแข่งขันที่สมบูรณ์
  • กำหนดเงื่อนไข TOR ที่เอื้อให้บริษัทเฉพาะกลุ่มสามารถชนะการประมูลได้
  • พบความเชื่อมโยงของบริษัทที่เข้ามาประมูลโครงการ 12 สัญญา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเครือข่ายกลุ่มทุนเดียวกัน
  • บริษัทที่ชนะการประมูลมีการเติบโตทางรายได้อย่างก้าวกระโดดหลังได้รับงานรัฐ

นอกจากนี้ นายพริษฐ์ยังย้ำว่า แม้รัฐมนตรีจะมีการสั่งรื้อ TOR บางส่วนไปแล้ว แต่ยังไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาโครงสร้างการโกงกินที่ซ่อนอยู่ภายใต้วาระการพัฒนาทักษะประชาชน หากปล่อยให้สภาพการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อไป งบประมาณหลักหมื่นล้านบาทก็จะตกไปอยู่ในมือของกลุ่มทุนที่แสวงหากำไรมากกว่าการสร้างประโยชน์ให้เด็กไทยอย่างแท้จริง

บทสรุปและการเรียกร้องความโปร่งใส

การที่ พริษฐ์ ซัดงบเมกะโปรเจกต์การศึกษา 26,000 ล้าน ส่อฮั้วจัดซื้อเอื้อทุนเครือข่ายเดียว ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการวิจารณ์ แต่เป็นการเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบด้วยการตรวจสอบย้อนหลังทุกสัญญา เพื่อให้มั่นใจได้ว่าภาษีของประชาชนจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่ออุ้มชูกลุ่มธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง หากรัฐบาลต้องการให้โครงการเหล่านี้เดินหน้าต่อ ความโปร่งใสคือสิ่งเดียวที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ ไม่ใช่การแถลงข่าวปฏิเสธไปวันๆ

ที่มา – “พริษฐ์” ซัดงบเมกะโปรเจกต์การศึกษา 26,000 ล้าน ส่อฮั้วจัดซื้อเอื้อทุนเครือข่ายเดียว

ยศชนัน แจงงบฯ อว. ปี 70 เน้นปั้นทุนมนุษย์ทักษะสูง

ยศชนัน แจงงบฯ อว. ปี 70 เน้นปั้นทุนมนุษย์ทักษะสูง

เรียกได้ว่าสถานการณ์การพัฒนาประเทศมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยล่าสุด นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ได้ออกมาเปิดเผยถึงแผนการจัดสรรงบประมาณปี 2570 ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการผลักดันประเทศไทยเข้าสู่ยุคใหม่ โดยหัวใจสำคัญคือ ยศชนัน แจงงบฯ อว. ปี 70 เน้นปั้นทุนมนุษย์ทักษะสูง พร้อมกับการวางรากฐานด้านวิจัยและนวัตกรรมให้ครอบคลุมทั้งมิติเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

กางแผนกลยุทธ์ อว. ปี 70 ให้คนไทยก้าวทันโลก

นโยบายหลักของ อว. ในปี 2570 จะมุ่งเน้นการปรับโฉมมหาวิทยาลัยให้กลายเป็นศูนย์บ่มเพาะและแพลตฟอร์มแห่งโอกาส เพื่อสร้างประชากรที่มีศักยภาพสูงสำหรับตลาดแรงงานในอนาคต โดยมีการส่งเสริมการ Upskill และ Reskill ให้กับนักศึกษาและวัยทำงาน เพื่อตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่ที่มีการแข่งขันสูง ทั้งนี้ การดำเนินงานดังกล่าวยังรวมถึงการบูรณาการหน่วยงานให้ทุนวิจัยต่างๆ ภายใต้ระบบงานวิจัยและนวัตกรรม (ววน.) เพื่อให้การใช้ทรัพยากรเกิดความคุ้มค่าและแก้ปัญหาประเทศได้อย่างตรงจุด

นอกเหนือจากเรื่องคน สาระสำคัญที่น่าสนใจอีกประการคือเรื่องของ ยศชนัน แจงงบฯ อว. ปี 70 เน้นปั้นทุนมนุษย์ทักษะสูง โดยเน้นหนักไปที่เรื่องการปลดล็อกสิทธิบัตร ซึ่งกระทรวง อว. ได้ทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์อย่างใกล้ชิด เพื่อลดขั้นตอนความยุ่งยากและผลักดันให้สิทธิบัตรไทยสามารถออกสู่ตลาดนานาชาติได้รวดเร็วขึ้น รวมถึงการสร้างฐานข้อมูลงานวิจัยแบบ Open Data ที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อดึงข้อมูลมาต่อยอดในเชิงพาณิชย์และแก้ปัญหาสังคมได้จริง

  • เน้นสร้างทุนมนุษย์ที่มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาด
  • ยกระดับมหาวิทยาลัยให้เป็นศูนย์รวมนวัตกรรมและการบ่มเพาะสตาร์ทอัพ
  • บูรณาการฐานข้อมูลงานวิจัยเพื่อความโปร่งใสและนำไปใช้ต่อยอดได้จริง
  • สนับสนุนสิทธิบัตรไทยให้มีมูลค่าสูงในตลาดโลก

ในมุมมองของผู้เขียน เชื่อว่าการที่ภาครัฐขยับตัววางเป้าหมายให้ชัดเจนและเน้นการ ยศชนัน แจงงบฯ อว. ปี 70 เน้นปั้นทุนมนุษย์ทักษะสูง จะเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้าง หากไทยสามารถสร้างงานวิจัยและนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริง ไม่เพียงแต่จะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน แต่ยังเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือกับสังคมผู้สูงอายุและความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างมั่นคงครับ

ที่มา – “ยศชนัน” แจงงบฯ อว. ปี 70 เน้นปั้นทุนมนุษย์ทักษะสูง-ทำฐานรวมงานวิจัย-ปลดล็อกสิทธิบัตร

เจาะลึกงบปี 70 “สิริพงศ์” แจงงบคมนาคม-ปมผู้รับเหมาชั้นพิเศษ

เชื่อว่าหลายคนกำลังจับตามองการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 กันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นที่ร้อนแรงอย่าง งบปี 70 “สิริพงศ์” แจงงบคมนาคม-ปมผู้รับเหมาชั้นพิเศษ ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศโดยตรง วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นสำคัญจากการชี้แจงของนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมกันครับ

สรุปภาพรวม งบปี 70 “สิริพงศ์” แจงงบคมนาคม-ปมผู้รับเหมาชั้นพิเศษ ให้สิ้นสงสัย

ในการอภิปรายช่วงค่ำวันที่ 29 มิถุนายน 2569 นายสิริพงศ์ได้ออกมาไขข้อข้องใจถึงเหตุผลที่กระทรวงคมนาคมถูกปรับลดงบประมาณลงกว่า 23,000 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 8.79 โดยย้ำว่าแม้เงินจะลดลงแต่กระทรวงฯ ยังคงยึดมั่นในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชน ทั้งการเพิ่มความสะดวกและปลอดภัยในการเดินทาง พร้อมเชื่อมั่นว่าระบบคมนาคมไม่ใช่แค่การสร้างถนน แต่คือการเชื่อมโยงโอกาสทางเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน

ประเด็นร้อนที่ต้องรู้: งบปี 70 “สิริพงศ์” แจงงบคมนาคม-ปมผู้รับเหมาชั้นพิเศษ แบบชัดเจน

นอกจากเรื่องงบประมาณแล้ว สิ่งที่สมาชิกสภาฯ ให้ความสนใจเป็นพิเศษคือกรณี “ผู้รับเหมาชั้นพิเศษ” ซึ่งนายสิริพงศ์ชี้แจงว่า:

  • เกณฑ์การคัดเลือกผู้รับเหมาเป็นหน้าที่ของกรมบัญชีกลาง เพื่อพิสูจน์ศักยภาพตามมูลค่างาน
  • ประเทศไทยมีผู้รับเหมาชั้นพิเศษอยู่ 83 ราย ซึ่งไม่ใช่สถานะที่ถาวร แต่มีการตัดแต้มและปรับเปลี่ยนได้หากผลงานไม่เป็นไปตามเงื่อนไข
  • ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการล็อกสเปกและยืนยันว่าการทำงานของกระทรวงฯ ไม่มี “ค่าต๋ง” หรือรับส่วยอย่างแน่นอน
  • ทุกโครงการมุ่งเน้นความคุ้มค่าของภาษีประชาชนเป็นสำคัญ

นายสิริพงศ์ยังย้ำด้วยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่ไปกับการรักษาอธิปไตยของชาติ รวมถึงการดูแลพื้นที่ชายแดนหากมีความจำเป็นต้องทำโครงการคมนาคมในเขตพื้นที่พิเศษ รัฐบาลพร้อมสนับสนุนและประสานความร่วมมือกับฝ่ายความมั่นคงเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนอย่างยั่งยืน

ท้ายที่สุด การอภิปรายในวันแรกต้องปิดฉากลงในเวลา 22.46 น. โดยประธานสภาฯ นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ได้สั่งพักการประชุมและจะกลับมาพิจารณาร่างงบประมาณกันต่อในวันถัดไป สำหรับเราในฐานะประชาชน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเฝ้าติดตามว่าการจัดสรรงบประมาณในปี 2570 นี้ จะถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อพวกเราทุกคนอย่างคุ้มค่าและโปร่งใสที่สุดได้อย่างไร

ที่มา – งบปี 70 “สิริพงศ์” แจงงบคมนาคม-ปมผู้รับเหมาชั้นพิเศษ สภาฯ สั่งพักประชุมวันแรกแล้ว

ปชน. รุมขยี้งบปี 2570 เหน็บเป้าหมาย AI แฝงงบประมาณ

ปชน. รุมขยี้งบปี 2570 เหน็บเป้าหมาย AI แฝงงบประมาณ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภา เมื่อพรรคประชาชน (ปชน.) ได้ออกมาเปิดฉากอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 โดยเน้นย้ำถึงความไม่คุ้มค่าและข้อสงสัยในการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการตั้งปชน. รุมขยี้งบปี 2570 เหน็บเป้าหมาย AI แฝงงบประมาณ ที่ดูเหมือนจะเป็นการแปะป้ายคำว่า AI เพื่อให้โครงการต่างๆ ผ่านการอนุมัติได้ง่ายขึ้น ทั้งที่เนื้องานจริงอาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เลยแม้แต่น้อย

เบื้องลึกความกังวล ปชน. รุมขยี้งบปี 2570 เหน็บเป้าหมาย AI แฝงงบประมาณ

สส. พรรคประชาชนได้สะท้อนให้เห็นว่าในแผนงบประมาณปี 2570 มีกว่า 81 หน่วยงานที่ระบุชื่อโครงการพ่วงท้ายด้วยคำว่า AI รวมกว่า 176 โครงการ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือโครงการก่อสร้างตึกที่ถูกนำไปแปะป้ายว่าเป็นโครงการด้านปัญญาประดิษฐ์ นอกจากนี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตถึงกลุ่มผู้รับเหมาชั้นพิเศษ 83 ราย ที่มักจะได้รับงานโครงการรัฐอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างคำถามสำคัญในเรื่องความโปร่งใสและการแข่งขันที่เป็นธรรม โดยพรรคประชาชนมองว่านี่คือการใช้งบประมาณแบบไม่มีวิสัยทัศน์ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่พึ่งพาการกู้เงิน

ทางด้านรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล ได้ชี้แจงถึงการจัดทำงบประมาณในครั้งนี้ว่า ทางรัฐบาลได้รับรู้ถึงปัญหาและข้อจำกัดที่มีอยู่จริง แต่เลือกที่จะรักษาวินัยทางการเงินการคลังแทนการกู้เพิ่มแบบเกินตัว โดยพยายามบริหารจัดการงบประมาณอย่างรัดกุมที่สุดภายใต้สถานการณ์ที่รายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย

  • งบประมาณดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ
  • การตั้งโครงการ AI บังหน้าโครงการก่อสร้าง
  • ความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างของผู้รับเหมาชั้นพิเศษ

อย่างไรก็ตาม คงต้องจับตากันต่อไปว่าการอภิปรายของพรรคฝ่ายค้านเรื่อง ปชน. รุมขยี้งบปี 2570 เหน็บเป้าหมาย AI แฝงงบประมาณ นี้ จะผลักดันให้รัฐบาลมีการปรับเปลี่ยนแนวทางการใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง หรือจะเป็นเพียงคำวิจารณ์ที่ไร้การตอบรับจากฝ่ายบริหาร ทั้งนี้ ประชาชนทุกคนในฐานะเจ้าของภาษีควรติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่างบประมาณทุกบาททุกสตางค์ถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่าที่สุดก่อนสายเกินแก้

ที่มา – ปชน. รุมขยี้งบปี 2570 เหน็บเน้นแปะคำว่า AI “ภราดร” แจงรัฐบาลเลือกรักษาวินัยการคลัง

“อัครเดช” หนุนงบฯ ปี 70 ชูเศรษฐกิจฐานราก ดัน OTOP-วิสาหกิจชุมชน

เชื่อว่าหลายคนคงกำลังจับตามองทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2570 กันอย่างใกล้ชิด ล่าสุด นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี จากพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 อย่างเต็มตัว โดยเน้นย้ำว่านี่คือโอกาสทองที่จะใช้ “อัครเดช” หนุนงบฯ ปี 70 ชูเศรษฐกิจฐานราก ดัน OTOP-วิสาหกิจชุมชน เป็นเครื่องยนต์ฟื้นประเทศ ให้กลับมาผงาดอีกครั้ง

“อัครเดช” หนุนงบฯ ปี 70 ชูเศรษฐกิจฐานราก ดัน OTOP-วิสาหกิจชุมชน เป็นเครื่องยนต์ฟื้นประเทศ

เหตุผลหลักที่นายอัครเดชให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะมองว่าเศรษฐกิจฐานรากคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้พี่น้องประชาชนระดับรากหญ้าได้ลืมตาอ้าปาก หากเราสามารถสร้างความแข็งแกร่งให้กับชุมชนได้ ก็เท่ากับว่าเรากำลังเติมเชื้อเพลิงให้กับเครื่องยนต์เศรษฐกิจของไทยให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืน

ทำไมต้องเน้น OTOP และวิสาหกิจชุมชน?

การที่ “อัครเดช” หนุนงบฯ ปี 70 ชูเศรษฐกิจฐานราก ดัน OTOP-วิสาหกิจชุมชน เป็นเครื่องยนต์ฟื้นประเทศ ถือเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจ เพราะเป็นการดึงศักยภาพที่มีอยู่แล้วในท้องถิ่น ทั้งภูมิปัญญา วัฒนธรรม และทรัพยากรธรรมชาติ มาใส่มาตรฐานใหม่เข้าไป โดยรัฐบาลมีแผนงานที่ชัดเจน ดังนี้:

  • โครงการ OTOP Skill: ยกระดับทักษะผู้ประกอบการ ให้พัฒนาสินค้าให้มีความทันสมัยและตอบโจทย์ตลาดโลก
  • การพัฒนาบรรจุภัณฑ์: ช่วยให้สินค้าชุมชนดูดี มีมาตรฐาน และเพิ่มมูลค่าทางการตลาด
  • การขยายช่องทางจำหน่าย: สนับสนุนทั้งออนไลน์และออฟไลน์เพื่อให้สินค้าถึงมือผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น
  • การเข้าถึงแหล่งเงินทุน: เพิ่มสภาพคล่องให้วิสาหกิจชุมชนได้นำไปขยายกำลังการผลิต

นายอัครเดชยังชี้ให้เห็นว่า หากเราขับเคลื่อนโครงการเหล่านี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม เกษตรกรและผู้ใช้แรงงานจะมีรายได้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อในประเทศคึกคักขึ้นตามไปด้วย ซึ่งนี่คือสัญญาณบวกของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่แท้จริง

ในฐานะประชาชน เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าความเติบโตจากฐานรากคือรากฐานที่มั่นคงที่สุด การที่ภาครัฐหันมาผลักดัน “อัครเดช” หนุนงบฯ ปี 70 ชูเศรษฐกิจฐานราก ดัน OTOP-วิสาหกิจชุมชน เป็นเครื่องยนต์ฟื้นประเทศ จึงเป็นแนวทางที่คุ้มค่าและควรสนับสนุนให้เกิดขึ้นจริง เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ทุกคนในชาติอย่างเท่าเทียมกัน

ที่มา – “อัครเดช” หนุนงบฯ ปี 70 ชูเศรษฐกิจฐานราก ดัน OTOP-วิสาหกิจชุมชน เป็นเครื่องยนต์ฟื้นประเทศ

จุลพันธ์ เปิดแผนเคลียร์เงิน รัฐค้างสมทบกองทุนประกันสังคม ปี 2570

จุลพันธ์ เปิดแผนเคลียร์เงิน รัฐค้างสมทบกองทุนประกันสังคม ปี 2570

กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เมื่อคุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ออกมาเปิดเผยถึงแนวทางการจัดการปัญหาหนี้ค้างชำระที่รัฐบาลติดค้างอยู่กับกองทุนประกันสังคม ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังมายาวนานกว่า 20 ปี โดยล่าสุดได้มีการกำหนดแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนเพื่อแก้ไขปัญหานี้ให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายในปี 2574

หากเราย้อนกลับไปดูตัวเลขในช่วง 10 ปีก่อน จะพบว่ายอดหนี้สะสมมีสูงถึงหลักแสนล้านบาท แต่ด้วยความพยายามภายใต้ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง พ.ศ. 2561 ทำให้สถานการณ์เริ่มคลี่คลายลงตามลำดับ จุลพันธ์ เปิดแผนเคลียร์เงิน รัฐค้างสมทบกองทุนประกันสังคม ปี 2570 นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่รัฐบาลตั้งเป้าจะลดภาระหนี้ก้อนนี้ลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีการจัดสรรงบประมาณชำระคืนในทุกๆ ปี

รายละเอียดแผนการชำระหนี้ประกันสังคมที่ทุกคนควรรู้

จากการชี้แจงในรัฐสภา แผนการชำระหนี้จะประกอบไปด้วยแนวทางดังต่อไปนี้:

  • ปีงบประมาณ 2569: คาดการณ์ว่ายอดค้างชำระจะเหลือประมาณ 42,600 ล้านบาท
  • ปีงบประมาณ 2570: รัฐบาลได้ตั้งงบประมาณสมทบปกติ 58,680 ล้านบาท และตั้งงบชำระคืนหนี้คงค้างเพิ่มอีก 7,217 ล้านบาท
  • การบริหารจัดการหลังจากปี 2570: ตั้งเป้าชำระปีละ 7,000 – 8,000 ล้านบาท เพื่อให้ยอดค้างชำระหมดไปหรือลดลงให้มากที่สุดภายในปี 2574

คุณจุลพันธ์เน้นย้ำว่า รัฐบาลชุดนี้มีความตั้งใจจริงที่จะจัดการกับปัญหา จุลพันธ์ เปิดแผนเคลียร์เงิน รัฐค้างสมทบกองทุนประกันสังคม ปี 2570 นี้ให้สำเร็จ โดยแม้ว่าจะต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านงบประมาณ แต่กระทรวงแรงงานกลับเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนจะยังคงได้รับความคุ้มครองอย่างเต็มที่

ทำไมแผนรอบนี้ถึงน่าเชื่อถือ? หลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงคำสัญญาเดิมๆ แต่รัฐมนตรีได้ยืนยันความร่วมมือกับท่านนายกรัฐมนตรีและทีมงานงบประมาณ ว่านี่คือเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการให้เป็นระบบ การรักษาวินัยการเงินการคลังในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การพูดถึงตัวเลขผ่านๆ แต่เป็นการจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณแผ่นดินให้เห็นว่า ‘ผู้ประกันตน’ คือหัวใจสำคัญของการทำงานรัฐบาล

ท้ายที่สุด การขับเคลื่อนแผน จุลพันธ์ เปิดแผนเคลียร์เงิน รัฐค้างสมทบกองทุนประกันสังคม ปี 2570 นี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับกองทุนประกันสังคมในระยะยาว แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องแรงงานไทยทั่วประเทศว่าเงินสมทบที่ทุกคนจ่ายไปนั้น จะถูกนำไปบริหารจัดการอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อเป็นตาข่ายรองรับความมั่นคงในชีวิตของคุณในอนาคตครับ

ที่มา – “จุลพันธ์” เปิดแผนเคลียร์เงิน รัฐค้างสมทบกองทุนประกันสังคม ปี 2570

นายกฯ ตามเสด็จฯ ถวายงานที่ฝรั่งเศส มอบ “เอกนิติ” นำเสนองบประมาณ 2570

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีประเด็นร้อนทางการเมืองที่น่าสนใจมาอัปเดตกันครับ เมื่อ นายกฯ ตามเสด็จฯ ถวายงานที่ฝรั่งเศส มอบ “เอกนิติ” นำเสนองบประมาณ 2570 กำชับ ครม. ชี้แจง อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของรัฐบาลในการขับเคลื่อนประเทศในระยะยาวครับ

นายกฯ ตามเสด็จฯ ถวายงานที่ฝรั่งเศส มอบ “เอกนิติ” นำเสนองบประมาณ 2570 กำชับ ครม. ชี้แจง

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ตามเสด็จฯ ในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศส เพื่อถวายงานและรับพระบรมราโชบาย เนื่องในโอกาสครบรอบ 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ฝรั่งเศส ภารกิจสำคัญในครั้งนี้ทำให้นายกฯ ต้องติดภารกิจต่างประเทศ จึงเป็นที่มาของการมอบหมายงานสำคัญให้ทีมงานดำเนินการต่อครับ

รายละเอียดการนำเสนองบประมาณ 2570 และการชี้แจงจาก ครม.

นายกฯ ได้มอบหมายให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 ในวาระที่ 1 ต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยกำชับให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ทุกท่านทำหน้าที่ชี้แจงประเด็นต่างๆ ให้กระจ่างและชัดเจนที่สุด เพื่อให้ประชาชนเข้าใจถึงเหตุผลและความจำเป็นของโครงการต่างๆ

สำหรับการจัดสรรงบประมาณในปี 2570 นี้ มีการมุ่งเน้นใน 3 เป้าหมายหลัก ได้แก่:

  • การสร้างความมั่นคงและภูมิคุ้มกันให้ประเทศ: เพื่อให้พร้อมรับมือกับความท้าทายจากสถานการณ์โลก
  • การลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่: เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันในเวทีโลก
  • การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน: ยกระดับสวัสดิการและปากท้องของพี่น้องประชาชนให้ดีขึ้น

ด้วยงบประมาณรวมกว่า 3.78 ล้านล้านบาท ถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงการวางรากฐานประเทศที่ต้องทำอย่างรัดกุม ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนสูงครับ

ในส่วนของการประชุม ครม. ประจำสัปดาห์ในวันที่ 30 มิถุนายนนี้ นายกฯ ได้มอบหมายให้นายพิพัฒน์ รัชกิจปราการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมแทน ณ อาคารรัฐสภา เพื่อให้ใกล้ชิดกับการตอบข้อซักถามของสภาฯ มากที่สุด แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในการทำงานประสานงานระหว่างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติอย่างมืออาชีพครับ

สรุปแล้วสถานการณ์ที่ นายกฯ ตามเสด็จฯ ถวายงานที่ฝรั่งเศส มอบ “เอกนิติ” นำเสนองบประมาณ 2570 กำชับ ครม. ชี้แจง ครั้งนี้ ถือเป็นการจัดการบริหารงานที่รัดกุมและเป็นไปตามกลไกประชาธิปไตยครับ ส่วนตัวผมคิดว่าการวางรากฐานงบประมาณที่ชัดเจนตั้งแต่เนิ่นๆ จะเป็นผลดีต่อการวางแผนการใช้เงินภาษีของพวกเราทุกคนให้เกิดประโยชน์สูงสุดครับ

ที่มา – นายกฯ ตามเสด็จฯ ถวายงานที่ฝรั่งเศส มอบ “เอกนิติ” นำเสนองบประมาณ 2570 กำชับ ครม. ชี้แจง

“ไอติม” ลั่น ไม่มีอะไรหยุดยั้งฝ่ายค้านตรวจสอบ ชี้ ถ้าชะลอร่างแก้ รธน. อาจเสร็จไม่ทันปี 72

ความเข้มข้นของการทำงานในสภาผู้แทนราษฎรทวีคูณขึ้นอีกครั้ง เมื่อ “ไอติม” ลั่น ไม่มีอะไรหยุดยั้งฝ่ายค้านตรวจสอบ ชี้ ถ้าชะลอร่างแก้ รธน. อาจเสร็จไม่ทันปี 72 โดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาเคลื่อนไหวเชิงรุกในการติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นงบประมาณและกระบวนการยุติธรรมที่สังคมให้ความสนใจ

“ไอติม” ลั่น ไม่มีอะไรหยุดยั้งฝ่ายค้านตรวจสอบ ชี้ ถ้าชะลอร่างแก้ รธน. อาจเสร็จไม่ทันปี 72

ในการให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ได้เปิดเผยถึงแผนการอภิปรายร่างงบประมาณปี 2570 โดยมุ่งเน้นไปที่โครงการ TH-AI Passport เฟส 2 ซึ่งมีข้อสังเกตเรื่องความโปร่งใสและพิรุธในทีโออาร์ที่ไม่ต่างจากโครงการในกระทรวง อว. และ ศธ. ที่ผ่านมา การตั้งคำถามนี้ตอกย้ำให้เห็นว่า “ไอติม” ลั่น ไม่มีอะไรหยุดยั้งฝ่ายค้านตรวจสอบ ชี้ ถ้าชะลอร่างแก้ รธน. อาจเสร็จไม่ทันปี 72 แม้รัฐบาลจะพยายามบ่ายเบี่ยงในหลายประเด็น แต่พรรคประชาชนยังคงยืนหยัดทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรอย่างเต็มกำลัง

ประเด็นร้อนที่ต้องจับตา: จากรัฐธรรมนูญสู่โครงการเมกะโปรเจกต์

สำหรับประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายพริษฐ์แสดงความกังวลว่าหากมีการชะลอเวลาเพื่อรอร่างจากภาคประชาชนมากเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อกรอบเวลาจนไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2572 ได้ อย่างไรก็ตาม ทางพรรคยืนยันในหลักการเดิมคือการผลักดัน สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง 100%

นอกจากนี้ ฝ่ายค้านยังจ่อคิวตรวจสอบใน 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่:

  • ความคืบหน้าคดีฮั้ว สว.
  • การดำเนินงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีคดีซุกหุ้น
  • การสอบสวนอธิบดีกรมการปกครอง
  • ความโปร่งใสในโครงการ TH-AI Passport

การยืนยันของนายพริษฐ์สะท้อนให้เห็นว่าในระบอบประชาธิปไตย หน้าที่ของฝ่ายค้านไม่ใช่เพียงแค่คัดค้าน แต่คือการรักษาผลประโยชน์ของประชาชนผ่านการตรวจสอบงบประมาณและนโยบายรัฐที่ดูมีความผิดปกติ การเมืองไทยหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร คงต้องจับตาดูว่ารัฐบาลจะตอบคำถามเหล่านี้อย่างไร เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนกลับคืนมา

ที่มา – “ไอติม” ลั่น ไม่มีอะไรหยุดยั้งฝ่ายค้านตรวจสอบ ชี้ ถ้าชะลอร่างแก้ รธน. อาจเสร็จไม่ทันปี 72

ครม. เคาะผ่านกรอบงบประมาณ 2570 เผยงบเหลือจ่ายปี 69 คืนคลังได้ 10,300 ล้าน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินของประเทศกันหน่อยครับ กับประเด็นล่าสุดที่หลายคนกำลังจับตามอง คือเรื่องที่ ครม. เคาะผ่านกรอบงบประมาณ 2570 เผยงบเหลือจ่ายปี 69 คืนคลังได้ 10,300 ล้าน ซึ่งถือว่าเป็นก้าวสำคัญในการวางแผนการใช้จ่ายเงินภาษีของประชาชนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดครับ

การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติผ่าน ครม. เคาะผ่านกรอบงบประมาณ 2570 เผยงบเหลือจ่ายปี 69 คืนคลังได้ 10,300 ล้าน

ในการประชุม ครม. นัดพิเศษที่ผ่านมา ได้มีการเห็นชอบในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 โดยกำหนดกรอบวงเงินไว้ที่ 3.788 ล้านล้านบาท เพื่อเตรียมผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในสัปดาห์หน้า นี่คือสัญญาณที่บอกว่ารัฐบาลกำลังเร่งวางรากฐานการบริหารประเทศเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคตครับ

ทำไมตัวเลขงบประมาณถึงมีการเปลี่ยนแปลง?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมยอดเงินที่รัฐบาลดึงกลับมาจากปี 2569 ถึงเหลือเพียง 10,300 ล้านบาท ทั้งที่ตอนแรกคาดการณ์ไว้สูงกว่านี้ เหตุผลคือเมื่อหน่วยงานต่างๆ ทราบข่าวนโยบายนี้ ก็ได้เร่งการเบิกจ่ายงบประมาณอย่างเต็มที่ในไตรมาสที่ 3 ส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้เร็วกว่าที่คาดไว้ ซึ่งมองอีกมุมก็ถือว่าเป็นเรื่องดีที่งบประมาณถูกนำไปใช้ตามเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจครับ

  • งบที่ดึงกลับมา 10,300 ล้านบาท จะเข้าสู่งบกลาง
  • เพื่อชำระหนี้ค้างชำระและโครงการสำคัญเช่น รถไฟฟ้าสายสีส้ม
  • เตรียมสำรองสำหรับเหตุฉุกเฉินและภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น

สรุปแล้วสถานการณ์ที่ ครม. เคาะผ่านกรอบงบประมาณ 2570 เผยงบเหลือจ่ายปี 69 คืนคลังได้ 10,300 ล้าน นั้นชี้ให้เห็นว่าภาครัฐมีการบริหารจัดการงบประมาณอย่างรัดกุมและมีความยืดหยุ่น เพื่อรับมือกับวิกฤติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาวะเศรษฐกิจโลกหรือสถานการณ์ในตะวันออกกลาง นี่คือความพยายามของภาครัฐในการประคองเสถียรภาพทางการเงินของประเทศเพื่อให้ทุกโครงการสำคัญขับเคลื่อนต่อไปได้ ผมมองว่าการที่รัฐบาลแสดงความโปร่งใสในเรื่องงบประมาณแบบนี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชนได้เป็นอย่างดีเลยครับ

ที่มา – ครม. เคาะผ่านกรอบงบประมาณ 2570 เผยงบเหลือจ่ายปี 69 คืนคลังได้ 10,300 ล้าน

Scroll to top