งบประมาณ 2570

ปชน. ลุยชำแหละรายจ่ายงบประมาณ 2570 และ TH-AI Passport

ปชน. ลุยชำแหละรายจ่ายงบประมาณ 2570 – กฎหมายโอนงบประมาณ เกาะติด TH-AI Passport

เรียกได้ว่าเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ สำหรับการทำงานของพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะฝ่ายค้านที่มุ่งมั่นตรวจสอบการใช้งบประมาณแผ่นดิน ล่าสุด นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ได้ออกมาเปิดเผยถึงความพร้อมในการเข้าชำแหละ ปชน. ลุยชำแหละรายจ่ายงบประมาณ 2570 ที่กำลังจะเข้าสู่สภาฯ ในวาระที่ 1 ช่วงปลายเดือนมิถุนายนนี้ โดยพรรคได้วางแผนผู้อภิปรายให้ครอบคลุมทุกกระทรวง เพื่อให้มั่นใจว่าภาษีของพี่น้องประชาชนจะถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด

ตรวจสอบงบประมาณเชิงรุกและการติดตามพฤติการณ์โครงการรัฐ

นอกจากการพิจารณางบประมาณปี 2570 แล้ว พรรคประชาชนยังเตรียมพร้อมรับมือกับ ‘ร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 2569’ อีกด้วย ซึ่งเรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ทีมงานจะเข้าไปดูรายละเอียดว่ารัฐบาลสามารถโยกงบประมาณที่ไม่จำเป็นมาใช้ใหม่ได้คุ้มค่าเพียงใด โดยสิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือ ปชน. ลุยชำแหละรายจ่ายงบประมาณ 2570 – กฎหมายโอนงบประมาณ เกาะติด TH-AI Passport อย่างใกล้ชิด เพราะเป็นโครงการที่มีข้อพิรุธในทีโออาร์หลายประการ

ประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจกันมาก ได้แก่:

  • ความโปร่งใสในการจัดทำ TOR โครงการต่างๆ ว่ามีกลิ่นอายล็อกสเปกหรือไม่
  • ความคุ้มค่าของโครงการ TH-AI Passport ที่ควรถูกตรวจสอบผ่านกระบวนการงบประมาณปกติ
  • การติดตามความคืบหน้าการแก้ไขทีโออาร์ของกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ที่เคยถูกทักท้วง

สำหรับการเคลื่อนไหวในประเด็นนี้ นายพริษฐ์ได้ย้ำว่าพรรคไม่ได้มีเจตนาขัดขวางความเจริญของประเทศ แต่เราทำหน้าที่ในฐานะตัวแทนประชาชนเพื่อตรวจสอบความโปร่งใส ป้องกันไม่ให้งบประมาณรั่วไหล เหมือนกับกรณีโครงการจัดหาระบบแฟ้มสะสมทักษะที่เคยถูกทักท้วงในอดีตแต่กลับผ่านวาระการอนุมัติไปได้ด้วยเสียงข้างมาก

ในส่วนของการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้น พรรคประชาชนมองว่าด้วยกรอบเวลาของสมัยประชุมที่ปิดกลางเดือนกรกฎาคมนี้ การดำเนินการอาจต้องยกไปไว้ในสมัยประชุมถัดไป แต่ยืนยันว่าการตรวจสอบ ปชน. ลุยชำแหละรายจ่ายงบประมาณ 2570 – กฎหมายโอนงบประมาณ เกาะติด TH-AI Passport จะยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่ลดละ

การตรวจสอบผู้มีอำนาจไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของนักการเมือง แต่เป็นเรื่องของประชาชนทุกคนที่ต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา เพราะงบประมาณทุกบาทคือน้ำพักน้ำแรงจากภาษีของเราทุกคนครับ หากท่านมีข้อสงสัยหรือต้องการให้ฝ่ายค้านตรวจสอบประเด็นใดเป็นพิเศษ สามารถร่วมส่งเสียงสะท้อนกันได้เลยครับ

ที่มา – ปชน. ลุยชำแหละรายจ่ายงบประมาณ 2570 – กฎหมายโอนงบประมาณ เกาะติด TH-AI Passport

อนุทิน ย้ำคดีเขากระโดง อยู่ในกระบวนการยุติธรรม

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามาอัปเดตประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายคนให้ความสนใจกันครับ กับกรณีของ อนุทิน ย้ำคดีเขากระโดง อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างมากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวล่าสุดที่คุณอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ความคืบหน้าของข้อพิพาทที่ดินต่าง ๆ ที่กำลังอยู่ในความสนใจของสาธารณชน

อนุทิน ย้ำคดีเขากระโดง อยู่ในกระบวนการยุติธรรม

หลายคนอาจสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมเรื่องนี้ถึงกลายเป็นประเด็นขึ้นมาอีกครั้ง ก็ต้องเล่าว่าทางด้าน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ได้มีการลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์และเดินทางไปถึงบ้านพักของคุณเนวิน ชิดชอบ เพื่อติดตามการดำเนินการทางกฎหมายในกรณีที่ดินเขากระโดง ซึ่งในเรื่องนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาให้ความเห็นไว้อย่างชัดเจนว่า อนุทิน ย้ำคดีเขากระโดง อยู่ในกระบวนการยุติธรรม เรียบร้อยแล้ว และย้ำว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายได้ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม

นายอนุทินยังได้ขยายความเพิ่มเติมถึงเรื่องการทำงานของกระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ว่าทางหน่วยงานไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยมีการดำเนินการฟ้องร้องเป็นรายแปลงไปตามข้อเท็จจริงทางกฎหมาย ไม่ใช่การเหมาเข่งรวบยอด ซึ่งศาลจะเป็นผู้พิจารณาตัดสินเองในทุกกรณี

มุมมองต่อการบังคับใช้กฎหมาย

สิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจคือ กระบวนการยุติธรรมไทยมีหลักการที่ชัดเจนครับ โดยประเด็นสำคัญที่นายอนุทินเน้นย้ำคือ:

  • การดำเนินการทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมายเท่านั้น
  • ผลคำพิพากษาของศาลในแต่ละคดี (รายแปลง) จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของเรื่องนี้
  • ไม่มีใครสามารถอยู่เหนือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนกฎหมายได้หากศาลมีคำสั่งที่ชัดเจนออกมาแล้ว

สำหรับการบริหารราชการแผ่นดิน นายอนุทินยังได้กล่าวถึงงบประมาณปี 2570 ที่มุ่งเน้นการใช้จ่ายให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อกระจายความช่วยเหลือไปถึงพี่น้องประชาชนให้ทั่วถึงที่สุด ซึ่งถือเป็นภารกิจหลักที่รัฐบาลเร่งผลักดันควบคู่ไปกับการรักษาความถูกต้องตามกระบวนการยุติธรรมครับ

สรุปสั้นๆ ในมุมมองของผู้เขียน เชื่อว่าความชัดเจนทางกฎหมายคือทางออกเดียวของปัญหาเขากระโดง และการที่ฝ่ายการเมืองออกมาเน้นย้ำถึงกระบวนการที่โปร่งใสแบบนี้ก็นับเป็นสัญญาณที่ดีที่สะท้อนถึงการเคารพหลักนิติธรรม หวังว่าทุกอย่างจะได้รับการคลี่คลายตามความเป็นจริงในเร็ววันครับ

ที่มา – “อนุทิน” ย้ำคดีเขากระโดง อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย

นายกฯ ถก 4 หน่วยงานวางกรอบงบฯ 2570 ดึงงบค้างท่อ

ในสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวนหนักหน่วงจากสงครามตะวันออกกลางและวิกฤติพลังงาน นายกฯ ถก 4 หน่วยงานวางกรอบงบฯ 2570 เพื่อเตรียมพร้อมรับมืออย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลไทยภายใต้นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังเร่งวางแผนงบประมาณปี 2570 ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยดึงงบค้างท่อจำนวนมหาศาลมาใช้เป็นกระสุนสำรอง

นายกฯ ถก 4 หน่วยงานวางกรอบงบฯ 2570

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประชุมสำคัญระหว่าง 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีผู้เข้าร่วมชั้นนำอย่างนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท.

นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อทบทวนกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายปี 2570 รวมถึงประมาณการรายรับ-รายจ่ายและฐานะการคลังล่วงหน้าอย่างน้อย 3 ปี ท่ามกลางโลกที่ไม่แน่นอน โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบราคาพลังงานและเศรษฐกิจไทยโดยตรง รัฐบาลจึงต้องปรับวิธีทำงานให้ประหยัดทรัพยากร ปรับลดงบที่ไม่จำเป็น เช่น ศึกษาดูงานต่างประเทศ ก่อสร้างอาคารใหม่ที่ไม่เร่งด่วน และโครงการพัฒนาจังหวัดที่เลื่อนได้

เอกนิติ เผยดึงงบค้างท่อแสนล้านรับมือวิกฤติ

นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า นี่คือขั้นตอนที่ 2 ในการขับเคลื่อนนโยบาย โดยใช้ข้อมูลคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2570 เป็นฐานในการจัดสรรงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น โยกงบก่อสร้างไปติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนอาคารราชการ เพื่อลดค่าไฟระยะยาวและสร้างสำรองทางการเงิน

ปัจจุบันหนี้สาธารณะไทยอยู่ที่ 66% ของ GDP เพดาน 70% ยังเหลือช่องว่าง 4% หรือราว 800,000 ล้านบาท แต่ก่อนกู้เพิ่ม รัฐบาลจะบริหารงบที่มีอยู่ให้คุ้มค่าก่อน โดยแผนหลัก 2 ส่วน:

  • งบปี 2569: ดึงงบค้างท่อที่ยังไม่ทำสัญญาภายใน 30 เมษายน ได้ 70,000-100,000 ล้านบาท บวกงบกลางเหลือ 25,000 ล้านบาท รวม 95,000-125,000 ล้านบาท
  • ร่างงบ 2570: ทบทวนปรับโครงสร้างใหม่ให้มีวินัย

จะออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณ คล้ายสมัยโควิด-19 นำเข้าสภาช่วงกลางมิถุนายน เพื่อใช้ได้ทันปีงบ 2570

การ นายกฯ ถก 4 หน่วยงานวางกรอบงบฯ 2570 แสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการรักษาวินัยการคลัง สร้างความเข้มแข็งรับมือวิกฤติ ประชาชนจะได้ประโยชน์จากงบที่ใช้อย่างคุ้มค่า ลดภาษีหรือเพิ่มสวัสดิการในอนาคตได้มากขึ้น

ในมุมมองผู้เขียน การวางแผนนี้ฉลาดมาก เพราะไม่พึ่งกู้อย่างเดียว แต่ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะการลงทุนพลังงานทดแทนที่ยั่งยืน ท่ามกลางราคาน้ำมันผันผวน หากทำสำเร็จ จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างมั่นคง

คุณคิดอย่างไรกับแผนนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวเศรษฐกิจอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – นายกฯ ถก 4 หน่วยงานวางกรอบงบฯ 2570 “เอกนิติ” เผยดึงงบค้างท่อแสนล้านรับมือวิกฤติ

“อนุทิน” ชู Zero-based งบ 2570 ตัดฟุ่มเฟือย

“อนุทิน” มอบนโยบายทำงบประมาณ 2570 ชู กฎเหล็ก “Zero-based” ตัดลดรายจ่ายฟุ่มเฟือย เป็นหัวข้อที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในวงการการเมืองและเศรษฐกิจไทย หลังจากที่นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 นโยบายนี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการใช้เงินภาษีของประชาชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน เช่น สงครามในตะวันออกกลางที่กระทบราคาพลังงานและเศรษฐกิจ

“อนุทิน” มอบนโยบายทำงบประมาณ 2570 ชู กฎเหล็ก “Zero-based” ตัดลดรายจ่ายฟุ่มเฟือย

นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ระบุชัดเจนว่างบประมาณปี 2570 กรอบวงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มจากปีก่อนเพียง 0.2% หรือ 7,400 ล้านบาทเท่านั้น แต่ภาระค่าใช้จ่ายจำเป็นอย่างสวัสดิการและสิทธิตามกฎหมายยังพุ่งสูง นโยบายหลักคือการใช้หลัก งบประมาณฐานศูนย์ (Zero-based Budgeting) ที่ไม่ยึดติดฐานงบปีก่อน แต่พิจารณาความจำเป็น ความเร่งด่วน และความคุ้มค่าของแต่ละรายการเท่านั้น เพื่อตัดลดรายจ่ายฟุ่มเฟือยให้มากที่สุด

อนุทิน มอบนโยบายงบประมาณ 2570

กฎเหล็ก Zero-based ในงบประมาณ 2570

หลัก Zero-based นี้หมายถึงการเริ่มต้นจากศูนย์ในทุกปี โดยหน่วยงานต้องพิสูจน์ความจำเป็นของทุกรายการ ไม่ใช่ต่องบเดิมแบบอัตโนมัติ สิ่งที่ต้องตัดลด ได้แก่

  • งบศึกษาดูงานที่ไม่จำเป็น
  • การก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ 改เน้นเช่าหรือ PPP (Public-Private Partnership)
  • งบขยายเส้นทางคมนาคมใหม่ เน้นซ่อมบำรุงเดิมแทน
  • งบกลุ่มจังหวัด จัดให้เท่าที่จำเป็นตามกฎหมาย

การขอเพิ่มงบไม่เกิน 20% ของปีก่อน และเน้นลงทุนเพื่อแก้วิกฤตเศรษฐกิจ สอดคล้องกับนโยบาย 10 พลัสของรัฐบาล เพื่อหลุดพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง

ประชุมงบประมาณ 2570

นอกจากนี้ ยังเน้นการเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่สะอาด เช่น ใช้รถ EV แทนรถสันดาปในราชการ ปรับสัญญาเช่ารถเดิมให้เป็น EV และติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปทุกพื้นที่ที่ทำได้ เพื่อรับมือวิกฤตน้ำมันโลก

นายกรัฐมนตรีอนุทิน

ด้านความมั่นคง นายกฯ ย้ำว่าต้องพร้อมปกป้องอธิปไตย งบซื้ออาวุธต้องเพียงพอ ไม่ให้ใครรุกรานได้ รัฐบาลยึดหลัก 3 ประการ: พิทักษ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ปกครองระบอบประชาธิปไตย และยุติธรรมทางกฎหมาย

การลงนาม MOU ระหว่าง 5 หน่วยงานเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลงบประมาณ จะเพิ่มความโปร่งใส ลดคอร์รัปชัน สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน นโยบายนี้ครอบคลุม 5 ด้านหลัก: เศรษฐกิจ การต่างประเทศ-ความมั่นคง สังคม-ภัยพิบัติ-สิ่งแวดล้อม และการบริหารราชการที่ทันใจ

นโยบายงบประมาณ Zero-based

นโยบาย “อนุทิน” มอบนโยบายทำงบประมาณ 2570 ชู กฎเหล็ก “Zero-based” ตัดลดรายจ่ายฟุ่มเฟือย นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการบริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ในมุมมองของผู้เขียน นี่คือโอกาสทองในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยให้ยั่งยืน ลดการสิ้นเปลือง และมุ่งสู่การพัฒนาที่แท้จริง คุณคิดเห็นอย่างไร? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวสารการเมืองเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – “อนุทิน” มอบนโยบายทำงบประมาณ 2570 ชู กฎเหล็ก “Zero-based” ตัดลดรายจ่ายฟุ่มเฟือย

ไอซ์ ควง ช่อ เดินตลาดท่าน้ำนนท์ พบต้นทุนสูง

ไอซ์ ควง ช่อ เดินตลาดท่าน้ำนนท์ เพื่อสำรวจบรรยากาศการค้าขายในช่วงสงกรานต์ ท่ามกลางราคาน้ำมันแพงที่กระทบชีวิตประชาชนอย่างหนัก พบว่าพ่อค้าแม่ค้าต้องแบกรับต้นทุนที่พุ่งสูง แต่ยังไม่กล้าปรับราคาขายเพราะกลัวลูกค้าหาย

ไอซ์ ควง ช่อ เดินตลาดท่าน้ำนนท์

วันที่ 12 เมษายน 2567 รักชนก ศรีนอก หรือ “ไอซ์” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมกับพรรณิการ์ วานิช หรือ “ช่อ” กรรมการบริหารมูลนิธิคณะก้าวหน้า ได้ลงพื้นที่ตลาดนัดท่าน้ำนนท์ จ.นนทบุรี เพื่อพบปะประชาชนและพูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน โดยเฉพาะผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงลิ่ว ทำให้ต้นทุนสินค้าพุ่งขึ้นทั่วแผ่นดิน

บรรยากาศในตลาดวันอาทิตย์ช่วงเช้า ซึ่งปกติจะคึกคักในเทศกาลสงกรานต์ กลับบางตา ผู้คนเดินจับจ่ายน้อยกว่าปกติ ไอซ์และช่อได้เดินสำรวจร้านค้าต่างๆ พูดคุยกับผู้ค้าอาหารทะเล ผักผลไม้ ข้าวแกง และสินค้าอุปโภคบริโภค พบว่าวัตถุดิบหลายชนิดราคาขึ้นชัดเจน เช่น น้ำมันพืช พลาสติกสำหรับบรรจุภัณฑ์ ผักผลไม้ที่ขนส่งไกลต้องจ่ายค่าน้ำมันเพิ่ม

ไอซ์ ควง ช่อ เดินตลาดท่าน้ำนนท์ พบพ่อค้าแม่ค้าแบกรับต้นทุนสูง

ปัญหาต้นทุนสูงที่พ่อค้าแม่ค้าต้องแบก

จากที่ได้พูดคุย พ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่ยอมรับว่าต้นทุนขึ้นทุกด้าน แต่ต้องตรึงราคาขายไว้เพราะลูกค้าซื้อหายากแล้ว ช่อกล่าวว่า “ตลาดไม่คึกคักอย่างที่ควร แม้เป็นช่วงสงกรานต์ ร้านข้าวแกงต้องรับภาระวัตถุดิบแพงเอง ผักบางชนิดขึ้นจากค่าน้ำมัน ค่าพลาสติกก็แพงผิดปกติจากโรงงาน”

  • น้ำมันพืชและพลังงาน: กระทบการปรุงอาหารและขนส่งโดยตรง
  • พลาสติกบรรจุ: ถุงพลาสติกราคาพุ่ง แม้ไม่ขาดแคลน
  • ผักผลไม้: ค่าขนส่งสูงทำให้ราคาขึ้น บางอย่างนอกฤดูตกต่ำ
  • อาหารทะเล: รับซื้อแพงขึ้นแต่ขายเท่าเดิม

ประชาชนที่มาซื้อของก็สะท้อนว่าต้องเก็บหอมรอมริบ ซื้อแต่ของจำเป็น สินค้าฟุ่มเฟือยลดลง การท่องเที่ยวและกลับบ้านช่วงสงกรานต์หลายครอบครัวยกเลิกเพราะค่าน้ำมันแพง

ช่อ พูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าที่ตลาดท่าน้ำนนท์

ไอซ์ ควง ช่อ เดินตลาดท่าน้ำนนท์ ฝากรัฐทบทวนมาตรการช่วยเหลือ

ไอซ์เสริมว่าผู้ค้าต้องใช้น้ำมันพืชและถุงพลาสติกทุกวัน คนเดินตลาดน้อยลงเพราะรายได้ไม่พอรายจ่าย ทั้งคู่เรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนมาตรการ โดยเฉพาะบัตรสวัสดิการ 100 บาทต่อเดือนที่น้อยเกินไป ควรช่วยกลุ่มเปราะบางอย่างเกษตรกร ชาวประมง พ่อค้าขนาดย่อยแบบตรงจุด

ช่อวิจารณ์ว่า “ประชาชนถูกบอกให้ประหยัด แต่รัฐต้องประหยัดงบโครงการไม่จำเป็น เช่น ชะลองบก่อสร้างถนนตึก เอาเงินมาช่วยประชาชนด่วน ทุกวันคือความเดือดร้อน” สำหรับงบ 2570 ควรจัดลำดับความสำคัญให้ชีวิตคนมากกว่าโครงสร้าง

ไอซ์และช่อสำรวจตลาดท่าน้ำนนท์

การลงพื้นที่ครั้งนี้แสดงให้เห็นปัญหาเศรษฐกิจฐานรากที่ถูกละเลย สถานการณ์ราคาน้ำมันและต้นทุนสูงกำลังบีบรัดผู้มีรายได้น้อย ในมุมมองผู้เขียน รัฐบาลต้องเร่งปฏิรูปการใช้จ่ายงบประมาณให้ตรงจุด ลดความเหลื่อมล้ำ มิเช่นนั้นเศรษฐกิจจะหดตัวหนักขึ้น คุณคิดอย่างไร ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ปัญหาเพื่อกดดันรัฐบาลให้ช่วยเหลือประชาชนจริงจัง

ที่มา – “ไอซ์” ควง “ช่อ” เดินตลาดท่าน้ำนนท์ พบพ่อค้าแม่ค้าแบกรับต้นทุนสูง ฝากรัฐทบทวนมาตรการช่วยเหลือ

นายกฯ ถกจัดงบประมาณปี 70 ย้ำประโยชน์ประชาชน

นายกฯ ประชุมพิจารณากำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ย้ำความสำคัญของการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการใช้จ่ายงบประมาณ ให้คุ้มค่า ประหยัด และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน การจัดสรรงบประมาณที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ถือเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.30 น. ที่ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมพิจารณากำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า วันนี้ การประชุมพิจารณากำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 มาตรา 24 เพื่อเป็นการกำหนดนโยบายงบประมาณประจำปี ประมาณการรายได้ วงเงินงบประมาณรายจ่าย และวิธีการเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ โครงสร้างงบประมาณ รวมทั้งการกำหนดกรอบประมาณการรายรับ-รายจ่าย และฐานะการคลังรัฐบาลเป็นการล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 ปี

การพิจารณากำหนดวงเงินงบประมาณในวันนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ ในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน รักษาวินัยการเงินการคลัง รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ และสร้างความเข้มแข็งทางการคลัง โดยให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายภาครัฐ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า และสอดคล้องกับความต้องการของประชาชน

ทั้งนี้ วงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ที่เสนอเพื่อพิจารณาในครั้งนี้ ขอเน้นย้ำให้ประสานหน่วยรับงบประมาณ จัดทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีเท่าที่จำเป็น โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการใช้จ่ายงบประมาณ ให้คุ้มค่า ประหยัด และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบริหารจัดการด้านรายได้ รายจ่าย และการบริหารหนี้สาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับแนวทางระดับสากล รวมทั้งแนวทางของกลุ่มประเทศ OECD ซึ่งไทยอยู่ระหว่างกระบวนการเข้าร่วมเป็นสมาชิก เพื่อให้รัฐบาลมีงบประมาณที่เพียงพอในการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ การดูแลความเป็นอยู่ของประชาชน และการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

นายกฯ ถกจัดงบประมาณปี 70 ย้ำต้องเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน

การประชุมในครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การวางแผนการใช้จ่ายงบประมาณให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้มั่นใจได้ว่างบประมาณทุกบาททุกสตางค์จะถูกใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนทุกคน การพิจารณาอย่างรอบคอบและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนเป็นสิ่งสำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ

ทำไมการจัดงบประมาณปี 70 ถึงสำคัญ? งบประมาณนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา หรือสาธารณสุข การจัดสรรงบประมาณอย่างเหมาะสมจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและสร้างความมั่นคงให้กับประเทศ

ความท้าทายในการจัดงบประมาณปี 70

การจัดงบประมาณในสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนเป็นสิ่งที่ท้าทาย รัฐบาลต้องพิจารณาถึงปัจจัยต่างๆ อย่างรอบด้าน ทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ภาวะเงินเฟ้อ และความต้องการของประชาชน การจัดสรรงบประมาณจึงต้องมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์

  • การจัดสรรงบประมาณต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้
  • ต้องคำนึงถึงความต้องการของประชาชนเป็นหลัก
  • ต้องส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน

การที่นายกฯ เน้นย้ำถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากการ จัดงบประมาณปี 70 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนาประเทศและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน การติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้มั่นใจได้ว่า งบประมาณจะถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง

ในการ จัดงบประมาณปี 70 นี้ รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เช่น ระบบคมนาคมขนส่ง ระบบสาธารณูปโภค และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ นอกจากนี้ รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ผ่านการลงทุนในการศึกษา การฝึกอบรม และการพัฒนาทักษะ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จะช่วยสร้างแรงงานที่มีคุณภาพและสามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลกได้

การจัดงบประมาณปี 70 ที่ดีต้องคำนึงถึงความยั่งยืนในระยะยาว และสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อที่จะส่งมอบอนาคตที่สดใสให้กับคนรุ่นหลังต่อไป

การจัดสรรงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่เป็นเรื่องของการวางแผนอนาคตของประเทศ การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

ที่มา – นายกฯ ถกจัดงบประมาณปี 70 ย้ำต้องเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน

Scroll to top